วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2556

“ขอพระคริสต์ราชา ทรงพระเจริญเทอญ” บุญราศีมรณสักขีคาร์เมไลท์ แห่ง กัวดาลาฆาดา



บุญราศีมรณสักขีคาร์เมไลท์ แห่ง กัวดาลาฆาดา
Beatas Mártires Carmelitas de Guadalajara
ฉลองในวันที่ : 24 กรกฎาคม

นิทานชีวิตแห่งการเป็นพยานคาร์เมไลท์เริ่มหน้าแรกอีกครั้งด้วยการลืมตาดูโลกของเด็กสาวคนหนึ่งในวันที่ 30 ธันวาคม ค..1877 ที่ ตาราโซนา เมืองซาราโกซา ประเทศสเปน เด็กสาวผู้เป็นลูกคนที่สิบเอ็ด ซึ่งพ่อแม่นายคาบิโอป และ นางโรซา ได้ตั้งนามเธอว่า ฆาโกบา มารติเนส การ์เซีย” (Jacoba Martínez García)

ฆาโกบา เรียนรู้ที่จะภาวนาก่อนที่จะเดินและพูดได้ เธอมีความฉลาดรอบรู้เรื่องศาสนาที่เกินวัยของเธอเองมาก หลังจากเกิดได้ประมาณสองปี ฆาโกบาก็ได้รับศีลกำลัง ด้วยวัยเพียง 2 ขวบ ในวันที่ 1 สิงหาคม ค..1879 เธอมีวัยเด็กและวัยรุ่นเช่นเด็กสาวทั่วไปร่าเริง เป็นมิตร รักวันหยุด มารดาของเธอมักถามฆาโกบาเสมอว่าอยากเป็นชีลับแบบพี่เซเวเรียนา พี่สาวของเธอไหม และทุกครั้ง ฆาโกบา ก็จะตอบว่ามันไม่ใช่วิถีทางของเธอ

จนกระทั้งวันปฏิญาณตนของพี่เซเวเรียนา ในอารามคาร์แมลที่กัวดาลาฆาดา ฆาโกบาที่ร่วมในงานครั้งนั้นก็รู้สึกประทับใจในสิ่งที่เห็นและเริ่มถามพระเจ้าเรื่องกระแสเรียกของเธอ ที่สุดหลังจากแน่ใจแล้วเธอก็ได้ขอมารดาและพี่ชายเข้าอารามคาร์แมล และกลายมาเป็นนวกะในอารามเดียวกับพี่สาวในปี ค..1898  หลังจากนั้นนับจากปีนั้นมา ฆาโกบา มารติเนส การ์เซีย ก็กลายมาเป็น ซิสเตอร์มารีอา ปีลาร์ แห่ง นักบุญฟรานซิส บอร์เจีย

ชีวิตในอารามเป็นไปอย่างราบรื่น ฆาโกบา ไม่ซิ ซิสเตอร์มารีอา ปีลาร์ มั่นใจในกระแสเรียกของเธอ เธอปรารถนาจะอุทิศตนทั้งครบเพื่อพระเจ้าและพี่น้องซิสเตอร์ทั้งหลาย เธอทำงานเย็บปักถักร้อยในอารามด้วยความชำนาญ เธอเลียนแบบนักบุญยอแซฟในด้านความอ่อนน้อมถ่อมตน เชื่อฟัง การทำงานเธอ และ เลียนแบบการอุทิศตนเช่นนักบุญเทเรซาแห่งอาวิลลา เธอคอยช่วยเหลืองานต่างๆของพี่น้องซิสเตอร์ด้วยกันในทุกสิ่งที่เป็นประโยชน์ไม่ว่าจะสามารถทำได้ดีหรือไม่ค่อยดีก็ตาม ด้วยคติของนักบุญเปาโลที่ว่า ถ้าเข้าไม่ได้ทำงาน เขาจะไม่ได้กิน  ในการให้การพิจารเป็นบุญราศีซิสเตอร์ท่านก็ได้ยืนยันถึงเรื่องถึงความเชื่อฟังของซิสเตอร์มารีอา ปีลาร์ ว่าเชื่อฟังมากๆ

นอกจากนั้นซิสเตอร์มารีอา ปิลาร์ ยังรักความสันโดษ เธอชอบภาวนาอยู่ในห้องนอนเงียบๆ การอุทิศตนหลักของเธอคือการอุทิศตนแด่ศีลมหาสนิท เธอถวายการกระทำทุกๆอย่างแก่ศีลมหาสนิทเสมอ แม่พระก็คืออีกคนที่ขาดไม่ได้ท่านเคยกล่าวว่า ลูกประสงค์ทุกสิ่งของพระเยซูเจ้าผ่านแม่พระ และเมื่อวิหกทมิฬแห่งสงครามกลางเมืองเม็กซิโกผงาดขึ้น ซิสเตอร์มารีอา ปิลาร์ ก็ได้สารภาพกับซิสเตอร์ท่านหนึ่งในวันหนึ่งซึ่งเหมือนเป็นการทำนายว่า คุณแม่ค่ะ ลูกได้ถวายตัวลูกเองเป็นยัญบูชาเพื่อความเชื่อของคุณแม่และตลอดทั้งอารามค่ะ

หลังจากนั้นอีกสามสิบสองปีถัดมาหลังจากฆาโกบา เกิด เด็กหญิงมาเกียนา วาลเตียรรา โตรเดซิลลา(Marciana Valtierra Tordesilla) ก็เกิดมาในครอบครัวของนายมานูเอล ดิมาส กับ นางโลเรนซา เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ค..1905 ที่ เกตาเฟ เมืองมาดริด ประเทศสเปน เธอเป็นลูกคนสุดท้องจากสิบคนของครอบครัว มาเกียนาเป็นเด็กสาวที่เปราะบางและอ่อนแอ มารดาของเธอไม่สามารถให้นมเธอได้ ดังนั้นเธอจึงถูกพาไปโรงพยาบาล

ตั้งแต่ยังไม่สามารถพูดได้ดี หนูน้อยมาเกียนาก็มีความสุขที่จะไปวัดและรู้สึกว่าจำเป็นต้องช่วยเหลือผู้ยากไร้ ยามใดก็ตามที่เธอเห็นผู้ยากไร้เธอก็จะรีบวิ่งไปหาคุณแม่พลางพูดว่า แม่ๆ ให้คนอื่น ให้มากๆ  ด้วยวัยสามปีมาเกียนา ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนพระวิสุทธิ์วงศ์ และได้รับศีลกำลังเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ค..1910 ขณะอายุได้ 5 ปี



แต่แล้วมารดาของท่านก็เสียชีวิตลง มันทำให้เธอทุกข์เป็นระยะเวลานาน ในจดหมายที่เธอเขียนถึงพี่มาร์เซลินา ขณะเธออายุได้ 12 ปี ระบุว่า ดิฉันคิดถึงคุณแม่มากๆ ดิฉันคิดถึงเธอ! แต่แม่พระได้มาแทนที่ท่าน ตั้งแต่ดิฉันได้ทูลขอต่อพระนางและดิฉันได้ยึดพระนางเป็นคุณแม่ นอกจากนั้นในพิธีถวายประเทศสเปนต่อพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าโดยกษัตริย์อัลฟอนโซ ที่ 13 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ค..1919 สาวน้อยวัยสิบสี่อย่างมาเกียนาก็ได้ร่วมพิธีในครั้งนั้นด้วย

มาเกียนาเป็นคนรักความสงบมากๆ เธอหนีตัวออกจากเรื่องทางโลก ความสนุกสนาน เธอไม่เคยบ่นยามดูแลบิดาที่ป่วยกับสองคุณป้าที่คนหนึ่งปันอัมพาต อ่อนน้อมถ่อมตน เธอยังเป็นครูคำสอนของเด็กๆในคณะธิดาแม่พระ ช่วยคนยากจนในฐานะสมาชิกคณะวิยเซนต์ เดอ ปอล และยังเป็นผู้ช่วยที่ดีของคุณพ่อฆวน วีเซนเต ในการขยายนิตยสารลา โอบรา มาซิมา ซึ่งนำเธอไปสัมผัสกับกระแสเรียกของพระองค์ แต่ก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะแน่นอนเพราะอารามคาร์แมลที่เอล แซร์โร เด โลส อันเกเลส ของคุณแม่มาราวิลลาสมีสถานที่จำกัด และยังไม่แน่นอนนัก

แต่ด้วยใจที่ร้องเรียกหาพระที่สุดเธอจึงตัดสินใจลาครอบครัว และเข้าพิธีปฏิญาณตนในวันที่ 14 กรกฎาคม ค..1929 สองวันก่อนวันฉลองแม่พระแห่งภูเขาคาร์แมล ที่อารามคาร์แมลนักบุญยอแซฟที่กัวดาลาฆาดา พร้อมนามใหม่ตามนามแม่พระห่งนิกรสวรรค์องค์อุปถัมภ์ของสังฆมณเธอว่าว่า ซิสเตอร์มารีอา อันเกเลส แห่ง นักบุญยอแซฟ

และได้รับชุดคณะในวันที่ 19 มกราคม ค..1930  ปฏิญาณตนครั้งแรกในวันที่ 21 มกราคม ค..1931 และปฏิญาณตนตลอดชีพในวันเดือนเดียวกัน ในปี ค..1934 ซิสเตอร์มารีอา อันเกเลส ตั้งแต่ครั้งเป็นนวกะ ก็โดดเด่นในด้านความดีมากมาย เธอทำกิจเมตตาโดยมิคำนึงถึงตัวเอง เธอรักการเป็นทุกข์ถึงบาปและการเสียสละ ด้วยการเชื่อฟังและปฏิบัติกิจเมตตากับซิสเตอร์ในอาราม ทุกสิ่งที่เธอทำล้วนทำด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน กระตือรือร้นในการปฏิบัติกิจ นอกจากนั้นเธอยังทำทุกสิ่งทำเพื่อความรอดของวิญญาณทั้งหลาย วันหนึ่งในช่วงหย่อนใจเธอได้กล่าวว่า พระพรใดจะเท่า ถ้าเราได้หลั่งเลือดของเราเพื่อพระคริสต์เจ้า แต่ดิฉันไม่สมควรได้รับพระหรรษทานนี้


เอวเซเบีย การ์เซีย อี การ์เซียคือสาวน้อยคนที่สองจากแปดคนของนายฆวน และ นางเอวลาเลีย ทั้งสองอาศัยอยู่ที่โมชาเลส เมืองกัวดาลาฆาดา ประเทศสเปน สถานที่อันเป็นที่กำเนิดของเธอในวันที่ 5 มีนาคม ค..1909 ในครอบครัวที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของความเชื่อ มีการภาวนาพร้อมกันทุกวัน พร้อมมารดาที่คอยสอนลูกๆทุกวัน ครอบครอบที่สอนให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับวัดทุกคน ประการฉะนี้จึงไม่แปลกอะไรเลยที่บ้านหลังนี้จะเป็นแหล่งเพาะเชื่อของกระแสเรียกของเอวซาเบีย

ด้วยวัย 7 ปี เอวซาบียได้รับศีลกำลังในวันที่ 20 มิถุนายน ค..1916 ที่ ซีเกวนซา และศีลมหาสนิทในวันที่ 7 มิถุนายน ปีถัดมา ก่อนในปี ค..1918 หนูน้อยจะได้เข้าฝึกหัดในโรงเรียนของคณะอูสุริน ใน ซีเกวนซา ที่นั่นเธอได้รับการศึกษาที่ดี แม้ว่าจะซุกซนและขี้เล่นก็ตาม ด้วยอายุราวๆ 12 ปี เธอก็ตัดสินใจสมัครใจถือปฏิญาณรักษาความบริสุทธิ์และเป็นผู้รับใช้ของแม่พระ มันเป็นที่ประจักษ์แก่ครูและเพื่อนๆของเธอที่ยังคงตราตรึงในหัวใจของพวกเขาดีในเรืองของความสุข งานเมตตาธรรมและความเชื่อ



ต่อมาเอวซาเบียก็ได้อ่านหนังสือบันทึกวิญญาณของนักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซู และได้ฟังบทเทศน์ใน เนื่องในวโรกาสครบรอบสามศตวรรษการแต่งตั้งนักบุญเทเรซาเป็นนักบุญในปี ค..1922 เธอก็เริ่มเห็นกระแสเรียกที่แน่นอนของเธอ ใช่ เธอจะเป็นคาร์เมไลท์ แต่มันก็นานพอสมควรกว่าเธอจะตัดสินใจติดตามกระแสเรียกนี้ ดิฉันเป็นคาร์เมไลท์ เป็นนักบุญเทเรซาและนักบุญเทเรซิตา(นักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซู) ในอารามคาร์แมลนักบุญยอแซฟ กัวดาลาฆาดา เธอกล่าว

ลุงดอน โฟลเรนติโน(มรณสักขี ค..1936)ของเธอซึ่งเป็นพระสงฆ์เก็ห็นดีด้วยกับเธอ แต่กระนั้นก็ต้องติดตรงที่ว่าบิดามารดายังไม่อนุญาตเพราะเหตุว่าเธอยังเล็กเกินไปและปรารถนาให้เธอดูแลน้อง มันจึงต้องใช้เวลานานมาก กว่าลุงโฟลเรนติโนจะกล่อมบิดามารดาของหลานอย่างเธอมันก็ใช้เวลานานพอสมควร ที่สุดแล้วสาวน้อยสิบหกนามเอวซาเบียก็ได้เข้าอารามคาร์แมลกัวดาลาฆาดา ในวันที่ 2 พฤษภาคม ค..1925 พร้อมได้รับนามใหม่ตามนักบุญที่เธอรักว่า ซิสเตอร์เทเรซาแห่งพระกุมารเยซูและนักบุญยอห์นแห่งไม้กางเขน



ลูกจะร่ำร้องบทเพลงแห่งพระเมตตาของพระเจ้า ด้วยความแน่วแน่ของลูก พระเจ้าของลูก ทรงทราบดีว่า
1.ด้วยสิ้นสุดรักที่มิมีความปรารถนาอื่นใดมากกว่าการได้ถูกเผาผลาญท่ามกลางเปลวไฟแห่งความรักของพระองค์
2.เพื่อพิสูจน์ความรักนี้ เพื่อไปทำงานเป็นทูตสวรรค์แห่งเมตตาธรรมในอารามของลูก ลูกวางใจในพระหรรษทาน พระเยซูเจ้าของลูก เธอเขียนลงในบันทึกสั้นๆที่มีหัวข้อว่า จุดมุ่งหมายที่เธอหยิบมาและอ่านในระหว่างการลี้ภัย และเช่นเดียวกันกับนักบุญเทเรซาที่เธอรัก ณ เบื้องหน้าตู้ศีล เธอได้ภาวนาของเป็นยัญบูชาเพื่อพระสงฆ์ ขณะที่สงครามปะทุ

ใช้แล้วตอนนิ้วิหกทมิฬ ผงาดขึ้นมาที่กัวดาลาฆาดาแล้ว หลังจากมีการสภาวะสงครามกลางเมืองสเปน เกิดขึ้นในเมือง เมืองตกอยู่ในความตึงเครียด ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลาเดียวกันกับเวลาอาหารเที่ยงของอารามคาร์แมลในวันที่ 22 กรกฎาคม ค..1936 พอดี ดังนั้นซิสเตอร์ทุกคนจึงต้องอพยพลงไปอยู่ในห้องใต้ดินชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยจากการโจมตีและใช้เวลาตลอดทั้งบ่ายวิงวอนขอพระเมตตาแด่ทุกคน ที่สุดคุณแม่อธิการเล็งเห็นว่าคงไม่ปลอดภัย คุณแม่จึงสั่งให้ซิสเตอร์ทุกคน เปลี่ยนไปใส่ชุดฆราวาสและอพยพออกจากอารามเสีย



หลังจากนั้นพระสงฆ์คุณพ่อดอน เอวโลกิโอ กาสกาเฆโร จิตตาธิการก็ได้เดินทางมาประกอบพิธีมิสซาในชุดฆราวาส ก่อนที่ผู้ดูแลอารามจะเดินมาและแจ้งให้ว่า เตรียมพร้อมเลยค่ะ ในไม่ช้าพวกเขาจะมาถึงพร้อมคบไฟในมือเพื่อเผาอารามค่ะ มันจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการออกจากอารามเป็นกลุ่มๆในชุดฆราวาสและผ่านคืนวันที่ 23 และ 24 ในห้องใต้ดินโรงแรม

ราตรีผ่านไปด้วยการตื่นเฝ้าภาวนาด้วยความกลัว ที่สุดในวันที่ 24 มีการเล็งเห็นว่าการอยู่รวมตัวกันมากๆเช่นนี้ เป็นจุดเด่นเกินไป ซิสเตอร์เทเรซา จึงสมัครใจย้ายไปหลบภัยที่อื่น พร้อมกับซิสเตอร์มารีอา อันเกลา และ ซิสเตอร์มารีอา ปีลาร์ ในช่วงบ่ายของวันนั้นเอง

ดู นังพวกแม่สิ ยิงมันเลย!” เสียงตะโกนของอาสามสมัครสาวของกองกำลังผู้นิยมระบอบสาธารณรัฐ ดังขึ้นในบ่ายวันที่ 24 กรกฎาคม ค..1936  ท่ามกลางการฉลองชัยของพวกเขาสำหรับการยึดเมืองกัวดาฆาดาได้  มันทำให้กลุ่มของบรรดาซิสเตอร์ที่ถูกกล่าวนั้นต้องวิ่งหนี อนิจจาสุดท้ายพวกเธอก็จนมุม ปัง ปัง ปัง เสียงปืนดังติดต่อกัน พร้อมๆกับร่างของทูตสวรรค์น้อยๆล้มลงไป จากกระสุนที่ทะลุผ่านหัวใจ   ซิสเตอร์มารีอา อันเกเลส แห่ง นักบุญยอแซฟ จากไปแล้ว โดยที่ข้างๆมีซิสเตอร์มารีอา ปีลาร์ แห่ง นักบุญฟรานซิส บอร์เจีย นอนจมกองเลือดด้วยความทรมาน พลางร้องว่า ขอพระคริสต์ราชา ทรงพระเจริญเทอญ  มันทำให้พวกมันกลับหวนมายิงซ้ำอีกรอบ ก่อนอาสาสมัครคนหนึ่งจะเอามีดขึ้นมาและแทงท้องซิสเตอร์ผู้ยังมีชีวิตอยู่อย่างโหดเหี้ยมเพื่อแก้แค้น

เสียงกรีดร้องดังทั่ว ดึงดูดไทยมุงมากมายมาที่นั่น พร้อมกับการห้ามปรามของทหารที่มาเห็นเหตุการณ์ หลังจากจับกุมผู้กระทำแล้ว พวกเขาก็ได้ช่วยกันหามร่างของซิสเตอร์ผู้เคราะห์ร้ายไปในร้านขายยาที่ใกล้ๆนั้นเพื่อรักษา แต่หลังการตรวจจากแพทย์ก็ต้องพบว่าบาดแผลมีอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงลงมติจะย้ายท่านไปรักษาต่อในโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน



แต่อนิจจารถที่พวกเขาขอความช่วยเหลือ เมื่อเห็นว่าเป็นแม่ชีที่บาดเจ็บเขาก็ไม่ยอมช่วยและไม่พอยังตะโกนเย้ยหยัน ก่อนจากไปอย่างไม่ไยดี เคราะห์ยังดีเมื่อขอความช่วยเหลือจากรถคนที่สอง ก็ได้รับคำตอบว่าได้ ประการฉะนี้ร่างชุ่มเลือดของซิสเตอร์มารีอา ปีลาร์ จึงถูกนำไปยังคลินิกของกาชาดที่พลาซา เมรลาสคา(Merlasca) และเมื่อมาถึงกลุ่มต่อต้านคาทอลิก ก็พากันไม่ยอมให้พาร่างของซิสเตอร์เข้ารักษา แต่เดชะบุญที่มีคำสั่งให้ทหารปลาบพวกนั้นและอนุมัติให้ซิสเตอร์มารีอา ปีลาร์ รับการรักษาได้

ที่นั่นซิสเตอร์มารีอา ปีลาร์ อยู่ในความดูแลของทันตแพทย์นามคุณหมอมารีอา การ์ราซโซ ที่คอยบรรเทาความเจ็บปวดของบาดแผลและคอยพูดให้กำลังใจเสมอ แต่กระนั้นมันก็ไม่ช่วยอะไรได้มาก ดังนั้นพวกเขาจึงจัดการโอนซิสเตอร์ผู้บาดเจ็บไปยังโรงพยาบาลที่ดำเนินการโดยซิสเตอร์คณะธิดาเมตตาธรรม เพื่อห้ามเลือด แต่สุดท้าย ณ โรงพยาบาลวันเดียวกันเวลาบ่ายๆ หลังจากตลอดระยะเวลาในโรงพยาบาลพึมพำว่า พระบิดาเจ้าข้าโปรดอภัยพวกเขาเทอญ….” และ ขอพระคริสต์ราชา ทรงพระเจริญเทอญ ท่านก็กล่าวอย่างชัดเจนว่า พระเจ้าขอลูก พระเจ้าของลูก โปรดทรงอภัยให้พวกเขาด้วยเพราะพวกเขาไม่รู้ถึงสิ่งที่เขาทำ ซิสเตอร์มารีอา ปีลาร์ก็ได้คืนชีวิตสู่พระเจ้าตามซิสเตอร์มารีอา อันเกเลส ไป

ซึ่งในระหว่างความสับสนวุ่นวายนั้นเองซิสเตอร์เทเรซาแห่งพระกุมารเยซูและนักบุญยอห์นแห่งไม้กางเขน ก็สามารถหลบหนีไปได้ทันในขณะที่เพื่อนๆร่วมอารามทั้งสองของเธอนอนจมกองเลือด เพราะความกลัว เธอวิ่งไปยังประตูอีกโรงแรมหนึ่งที่ตั้งไม่ห่างจากโรงแรมพาเลทโฮเทล เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ไม่เลย เธอถูกกันจากชายหน้าประตูโรงแรม ดังนั้นเธอจึงเดินทางกลับมาถนนสายเดิม สายที่พี่น้องคาร์แมลสองคนของเธอถูกฆ่าไปเมื่อไม่นาน โดยไร้ความหวังความเมตตาจากพวกเขา

ซิสเตอร์เทเรซาเดินอย่างงงันเป็นเวลานาน โดยที่ไม่สังเกตเลยว่า ขณะนี้มีชายเดินเข้ามาใกล้เธอ และพูดกับเธอว่า สบายใจได้ ไม่มีใครทำอะไรเธอหรอก ….. มากับฉันแล้วเธอจะปลอดภัย ยังไมทันได้ตอบเธอก็ถูกพวกเขาลากไป ในขณะที่เธอเพียงร้องเบาๆว่า พระเยซูเจ้า พระเยซูเจ้า ละเล็กละน้อยพวกเขาค่อยๆพาท่านข้ามสะพาน เพื่อไปยังชานเมือง ขณะนั้นเองที่เธอเริ่มตะหนักได้ว่าพวกเขาปรารถนาขมขืนเธอแน่ๆ ถึงได้พาเธอออกมาที่สุสานประจำเมืองเช่นนี้



เมื่อมาถึงสุสานพวกเขาซึ่งก็คือพวกอาสาสมัครต่อต้านคาทอลิก ก็ได้บังคับให้เธอก้าวไปข้างหน้า และรบเร้าให้เธอหันมาเป็นพวกตนเสีย แต่ผิดคาดเธอกลับตอบด้วยความหนักแน่นว่า ขอพระคริสต์ราชา ทรงพระเจริญเทอญ! ขอพระคริสต์ราชา ทรงพระเจริญเทอญ!” เมื่อได้ยินดังนั้นพวกเขาก็รู้ทันทีว่ามิอาจเปลี่ยนใจเธอได้ ดังนั้นเขาจึงสั่งให้เธอวิ่งกางแขนเฉกเช่นเดียวกับบุญราศีมิเกล โปรไปข้างหน้าและกู่ร้องว่าจะมีชีวิตอยู่พระคริสต์ราชา ปัง! ปัง! ปัง! เสียงปืนหลายนัดดังขึ้นไล่หลังเธอ ที่ปลิดชีวิตของซิสเตอร์เทเรซาลง

ร่างไร้วิญญาณของซิสเตอร์ถูกฝังในหลุมฝังศพรวมกับเหยื่อรายอื่นจากสงคราม จนกระทั้งปี ค..1941 ร่างของพวกเธอจึงถูกย้ายมาผังในที่สมควร ก่อนจะมีการส่งเอกสารยื่นขอเสนอซิสเตอร์ทั้งสามเป็นบุญราศี สุดแล้วในวันที่  29 พฤษภาคม ค..1978 สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ก็ได้ทรงประกาศคาร์เมไลท์ทั้งสามไว้ในสารบบบุญราศีดังนี้
1.ซิสเตอร์มารีอา ปีลาร์ แห่ง นักบุญฟรานซิส บอร์เจีย สิ้นอายุด้วยวัย 58 ปี
2.ซิสเตอร์มารีอา อันเกเลส แห่ง นักบุญยอแซฟ สิ้นอายุด้วยวัย 31 ปี
3.ซิสเตอร์เทเรซา แห่ง พระกุมารเยซูแห่งนักบุญยอห์นแห่งไม้กางเขน สิ้นอายุด้วยวัย 27 ปี



ถ้าเราจะถูกนำไปสู่การเป็นมรณสักขี จงร้องเพลง พระหฤทัย ทรงครองเรา!”
ซิสเตอร์มารีอา ปีลาร์ แห่ง นักบุญฟรานซิส บอร์เจีย กล่าว
ดิฉันจะตายจะตะโกนว่า พระคริสต์ราชาทรงพระเจริญเทอญ มรณสักขีในสวรรค์จะรักโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพชฌฆาตของเขา ด้วยความสุขอันยิ่งใหญ่ที่มอบแด่พวกเขา
ซิสเตอร์เทเรซา แห่ง พระกุมารเยซูแห่งนักบุญยอห์นแห่งไม้กางเขน กล่าวเสริม
มรณสักขี ความสุขที่ยิ่งใหญ่ แต่ดิฉันไม่คู่ควรกับพระหรรษทานนี้ เธอจะต้องเอื้อมไปถึงสิ่งนั้นด้วยความภักดีในสิ่งเล็กๆ
ซิสเตอร์มารีอา อันเกเลส แห่ง นักบุญยอแซฟ กล่าวกับซิสเตอร์ข้างๆ


ใครอยากรับใช้เรา จงตามเรามาเถิด (ยอห์น 12:26)  พวกท่านทั้งสามก็เช่นกันดั่งพระวาจา พวกท่านเลือกที่จะติดตามพระเยซูคริสต์เจ้ามากว่า ท่านจึงยอมได้แม้กระทั้งชีวิตเพื่อเป็นพยาน พี่น้องที่รักการที่เราจะเป็นผู้รับใช้ของพระองค์และพยานชีวิตที่ดีนั้นเราต้องมีวิถีชีวิตตามพระวาจาของพระเจ้า ด้วยวิธีการที่แสนง่าย คือ การรัก แบบที่นักบุญเปาโลเขียนไว้ว่า ธรรมบัญญัติทั้งหมดสรุปได้เป็นข้อเดียวว่า จงรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง (กาลาเทีย 5:14)




ข้าแต่ท่านบุญราศีมรณสักขีคาร์เมไลท์ แห่ง กัวดาลาฆาดา ช่วยวิงวอนเทอญ
ขอพระคริสต์ราชา ทรงพระเจริญเทอญ 



ข้อมูลอ้างอิง

วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2556

"นาร์ซิซา" เก็ตถวาน้อยของพระเจ้า


นักบุญนาร์ซิซา เด เฆซุส  มาร์ติลโล อี โมราน
St. Narcisa de Jesús Martillo y Morán
ฉลองในวันที่ : 30 สิงหาคม

นักบุญนาร์ซิซา เป็นนักบุญองค์ล่าสุดของชาวเอกวาดอร์ แต่ก็ไม่ใช่นักบุญสตรีคนแรกของเอกวาดอร์ ร่างของท่านไม่เน่าสลายไปตามกาลเวลา แต่ยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างน่าอัศจรรย์ ณ สักการสถานนักบุญนาซิซา เมืองโนโบล จังหวัดกวายัส ประเทศเอกวาดอร์ ย่านเมืองเล็กๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านซานโฮเซ สถานที่ที่ย้อนไปเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ค..1832 ได้ต้อนรับเด็กหญิงคนหนึ่ง ผู้มีศักดิ์เป็นลูกคนที่หกจากเก้าคนของสองเกษตรกรใจศรัทธานาม นายเปโดร มาร์ติลโล โมสเกรา กับ นางโฮเซฟินา โมราน เด็กหญิงผู้ที่ชาวโลกจะยกย่องเธอในฐานนะนักบุญของพระศาสนจักร 

แต่อนิจจาเพียงหกปีให้หลังจากกำเนิดหนูน้อย นางโฮเซฟินาก็ถึงแก่อนิจกรรรมไป หนูน้อยนาร์ซิซาจึงถูกดูแลต่อโดยพี่มารีอาและคุณครู ท่านจึงสามารถอ่าน เขียน ร้องเพลง เล่นกีตาร์ เย็บผ้า(ท่านเชี่ยวชาญเรื่องนี้มาก) ทอผ้า ปักผ้าและปรุงอาหารได้ จากความทรงจำของพยานแวดล้อมท่านได้เล่า ตั้งแต่วัยเยาว์ ท่านเป็นเด็กที่ชอบฟังเพลง บ่อยครั้งที่คำภาวนาของท่านจึงมักจะออกมาเป็นบทเพลง ลักษณะที่ลึกซึ่งและเปี่ยมความเชื่อ  ถึงพระหฤทัยของพระองค์ ผู้ที่ดีสมควรได้รับมันคือบทเพลงที่ท่านรักจะร้องในวัยเยาว์



เมื่ออายุได้ 7 ปี ท่านก็ได้รับศีลกำลังจากมือของพระคุณเจ้าฟรานซิสโก ฆาเวียร์ เด กาไรกัว พระสังฆราชแห่งกวายากิล ในวันที่ 16 กันยายน ค..1839 ซึ่งเป็นวันฉลองพระรูปองค์พระผู้เป็นเจ้าอัศจรรย์ของเปรู และหลังจากนั้นสองปีถัดมาด้วยอายุ 9 ปี ท่านจึงได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรก

ประกาศกย่อมไม่ถูกเหยียดหยามนอกจากในถิ่นกำเนิด ท่ามกลางวงศ์ญาติ และ ในบ้านของตน(มาระโก 6:4) พยานแวดล้อมในชีวิตที่หมู่บ้านของท่านกล่าวว่าท่านและพี่สาวต่างกันสุดขั้ว คือพี่สาวท่านเป็นคนชอบเต้นรำ และยังมีแฟนหลายคน บ่อยครั้งหล่อนมักชวนท่านไปงานเต้นรำในงานรื่นเริงที่ฟาร์ม แต่ทุกครั้งท่านก็ไม่เคยมาเลย ท่านไม่เคยคิดแม้แต่จะโคจรไปในสถานเช่นนั้น ดังนั้นท่านจึงมีอุบายหลบเลี่ยงจากการไปงานของพี่สาวเสมอ เพราะท่านไม่ต้องการยุ่งกับบาปใดๆทั้งสิ้น  ซึ่งพอท่นทำเช่นนี้บ่อยๆเข้า ครอบครัวทานก็ต่างพากันเยาะเย้ยท่านบ้าง เข้าใจท่านผิดบ้าง แม้กระทั้งเอาท่านไปอยู่ในวงนินทาเลยทีเดียว



ท่านยกจิตใจของท่านสู่พระเจ้าในวัดใกล้ๆบ้าน บ่อยครั้งท่านมักไปใต้ต้นฝรั่งเปรี้ยวเขียวชอุ่มเพื่อภาวนา  มีวันหนึ่งในฤดูหนาวอันแสนร้อนอบอ้าว ซึ่งช่างขัดกันจริงๆ ท่านก็ได้เข้าไปหลบแดดใต้ร่มไม้เพื่อภาวนาตามปกติ แต่เพราะมัวแต่ง่วนอยู่กับพระเยซูเจ้านานไปหน่อย ท่านจึงไม่ได้สังเกตว่าตอนนี้มีเมฆฝนตั้งเค้ามาและกำลังเริ่มตกในป่า ตัดกลับมาที่บ้าน เมื่อบิดาท่านเห็นฝนตั้งเค้าและเริ่มเทลงมา แต่ก็ยังไม่เห็นท่านกลับมา ก็เริ่มกระวลกระวายใจ ว่าบุตรสาวจะเป็นอะไรหรือเปล่า เขาจึงรีบออกไปตามหาบุตรสาว แต่ก็ต้องกลับมามือเปล่า คงจะมีแต่ของฝากก็คือเสื้อผ้าที่เปียกโฉก แต่ท่ามกลางความวิตกกังวลของบิดานั้นเอง ไม่ช้าท่านก็กลับมาท่ามกลางเม็ดฝน ทุกคนจึงรีบวิ่งไปรับท่านและก็ต้องประหลาดใจเมื่อเสื้อผ้าของท่านกลับแห้งสนิท

ในบ้านของครอบครัว ท่านได้รับอนุญาตให้มีห้องเป็นของตนเอง ซึ่งห้องนี้ท่านก็ใช้ทำเป็นสถานภาวนาส่วนตัว และมักชอบใช้เวลาอยู่ในนั้นนานหลายชั่วโมง โดยมีประธานคือพระรูปพระกุมารเยซูองค์เล็กๆ จนหลายครั้งมีพี่น้องของท่านเคยสงสัยว่าท่านทำอะไรอยูาในห้อง และลองแอบฟังท่านดู  ก็พบว่ามักได้ยินท่านพูดคุยกับใครบางคน จนบางครั้งเขาถามท่านว่าท่านพูดอยู่กับใครกัน ท่านก็จะตอบด้วยเสียงเรียบง่ายว่า กับพระองค์ กับพระองค์



บางทีเราอาจสงสัยว่าท่านเป็นคนยังไง ในเรื่องจากคำของบรรดาพยานก็ได้สรุปออกมาว่าท่านเป็นเด็กสาวที่น่ารัก รอบคอบ มีความสุข อ่อนหวาน เงียบสงบ เชื่อฟัง ใจกว้าง เห็นอกเห็นใจผู้ยากไร้ เปี่ยมศรัทธา เป็นที่รักของเพื่อนบ้านทุกคน น่าดึงดูดดด้วยผมสีบลอนด์ ตาสีฟ้า สูง แข็งแรง คล่องแคล่ว และเป็นตัวอย่างครูคำสอนที่ดี ท่านไม่สามารถทำอะไรได้เลยหากขาดการวอนขอไฟแห่งความรักของพระเจ้า ให้กับครอบครัวของท่านและคนในละแวกใกล้เคียง นอกนี้ัยังเป็นคนขยันทำงานทำการทั้งในบ้านและในทุ่งอีกด้วย

ความโศกเศร้าที่ไม่มีใครอยากได้กกลับมาหาครอบครัวของท่านอีกครั้ง เมื่อคุณพ่อคนดีของครอบครัวเสียชีวิตลง ในเดือนมกราคม ค..1852 ท่านซึ่งขณะนั้นอายุได้ 19 ปี จึงตัดสินใจย้ายไปอยู่เมืองกวายากิลและอยู่ที่นั่นจนถึงปี ค..1868 เพื่อหาคุณพ่อวิญญาณณารักษ์ที่จะให้คำแนะนำในเส้นทางแห่งวิญญาณของท่านนี้ และเหนือสิ่งอื่นใดเพื่อปกป้องความบริสุทธิ์ของท่านให้ออกหากจากสิ่งกีดขวางต่างๆอันได้แก่พี่สาวของท่าน เป็นต้น โดยท่านได้ไมตรีจิตจากนางซิลวาเนีย เกลลิเบร์ท ช่วยออกเงินค่าที่ดินในให้บางส่วน เมื่อท่านพบสิ่งที่ท่านแสวงหาแล้ว


ในกวายากิล แม้ครอบครัวของซิลวาเนียยินดีให้ท่านพักในห้องที่สะดวกสบาย ท่านก็มักจะปฏิเสธไปทุกครั้งเสีย เพราะท่านปรารถนาที่จะมีความกระตือรือร้นโดยมิให้ผู้ใดเห็น ท่านชอบที่จะดัดแปลงห้องใต้หลังคาอันแสนร้อนอบอ้าวและคับแคบของบ้านนางซิลวาเนีย เป็นสถานที่ของการภาวนา การพลีกรรม การทำงานตัดเย็บของท่านในฐานะช่างตัดเย็บผู้ต่ำต้อย ซึ่งท่านจะคอยนั่งทำงานอยู่กับแสงเทียนน้อยๆในยามราตรี เพื่อแก้ชุดของบรรดาสุภาพสตรีทางสังคม ที่ขอให้แก้ตะเข็บชุดที่ตัดเสร็จแล้ว ด้วยใจที่อ่อนโยน แม้จะต้องแก้กี่ครั้งก็ตาม

นอกจากการทำงานรับจ้างหาเงินเลี่ยงชิพแล้ว ท่านยังคอยช่วยเหลือผู้ป่วยผู้ยากไร้และเป็นครูคำสอน ท่านเชื่อฟังคุณพ่อวิญญาณของท่านอย่างอ่อนโยน ถ่อมตนและจริงใจ อันทำให้วิญญาณของท่านถูกประดับไปด้วยดอกไม้แห่งบุญลาภที่ส่งกลิ่นหอมไปทั่วแก่ผู้พบเห็น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็ผู้คนที่กล่าวถึงท่านว่า เป็นมิตรและร่าเริง” , “อ่อนหวานและอ่อนโยนโดยธรรมชาติ” , “ดีและเชื่อฟัง , “เปี่ยมด้วยความเมตา” , “ห่วงใยและเห็นอกเห็นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศรัทธามาก


จิตวิญญาณของท่านตั้งอยู่บนรากฐานความศรัทธาพิเศษต่อศีลมหาสนิท พระหฤทัยของพระเยซูเจ้าและดวงหฤทัยของพระแม่มารีย์ พระมารดาแห่งความเมตตาธรรม ท่านภาวนาต่อสามสิ่งนี้นับครั้งไม่ถ้วนตลอดชีวิตของท่านด้วยความละเอียดและความสงบ ท่านมีพระวรสารเป็นที่ปรึกษาเรื่องพรหมจรรย์ ความยากจน ความนบนอบของท่าน ท่านฝึกตัวเองอย่างรุนแรงด้วยการไม่ออกจากห้องพักบ้าง ถือศีลอดโดยกินเพียงน้ำและขนมปัง รับศีลมหาสนิท ทรมานตัวเอง สารภาพบาปและสวดภาวนาทุกวัน ท่านมีคุณพ่อวิญญาณณารักษ์คือคุณพ่อหลุยส์ โตลา อี อาวิเลส  ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นพระคุณเจ้าโฮเซ โตมาส เด อากรีเร พระสังฆราชประจำสังฆมณฑล , คุณพ่อหลุนสื เซกูรา  คณะเยซูอิต , คุณพ่อการ์โลส มาร์ริโอต  และ พระคุณเจ้าอมาเดโอ มิยัน  ตามลำดับ

ในปี ค..1853 สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 11 ก็ได้ทรงสถาปนาลิลลี่แห่งกีโต มารีอันนา เด เฆซุส เป็นบุญราศีคนแรกของชาวเอกวาดอร์ ส่งผลให้ทั่วประเทศเต็มไปด้วยคลื่นการอุทิศตนและกระตือรือร้นต่ออนาคตนักบุญคนแรกและศักดิ์ศรีของชาวเอกวาดอร์ ชีวิตของบุญราศีองค์ใหม่นี้คือการเกลียดชังความสุขทางโลกและโอบกอดไม้กางเขนของพระผู้ไถ่ผู้ทรงชำระวิญญาณ ทรมานร่างกายอย่างรุนแรง ซึ่งคือแบบฉบับที่ท่านปรารถนาจะเลียนแบบ


ตั้งแต่เมื่อท่านได้ทราบประวัติของลิลลี่แห่งกีโต ท่านก็ตระหนักได้ว่าพระเจ้าทรงให้ท่านมีหน้าที่อันประเสริฐด้วยการเป็นยัญบูชา ดังนั้นท่านจึงเริ่มทรมานร่างกายของท่านเอง ท่านเริ่มนุ่งเข็มขัดเหล็กมีตะขอตามส่วนต่างๆของร่างกายจนกว่าท่านจะไม่สามารถขยับตัวได้โดยไม่เจ็บปวดเป็นระยะเวลาประมาณแปดชั่วโมงในวันที่กำหนด นอกจากนั้นท่านยังเฆี่ยนตัวเองด้วยแส้เหล็ก และด้วยความปารถนาที่จะชดเชยความผิดบาปของผู้อื่นท่านตรึงตัวเองในลักษณะกางเขน สวมมงกุฎหนามเป็นระยะเวลาราวๆสี่ชั่วโมงบ้าง จนมีหลายครั้งที่ญาติและคนรู้จักของท่านประหลาดใจกับการกระทำของท่าน พวกเขาต่างถามว่าท่านทำมันทำไมเช่นนั้น ทุกครั้งท่านก็จะตอบด้วยสีหน้าสงบพลางตอบสั้นๆว่า ดิฉันมาเพื่อรับทรมานในโลกค่ะ

บ่อยครั้งที่ท่านต้องสู้รบกับบรรดาปีศาจที่บางครั้งโจมตีท่านในขณะภาวนา ทำเสียงรบกวนดูหมิ่นในห้องของท่านบ้าง แต่กระนั้นสุดท้ายท่านก็จะเป็นคว้าชัยเสมอ และเนื่องจากความต้องการของคุณพ่ออมาเดโอ คุณพ่อวิญญาณณารักษ์ของท่าน  ท่านก็จำเป็นต้องเดินทางไปเควงคาด้วยล่อเป็นระยะเวลาถึงสามวันกว่าจะถึงที่หมายหลายๆครั้ง ซึ่งครั้งๆหนึ่งท่านก็อยู่ซักเดือนหนึ่ง ทำเช่นนี้จนกระทั้งคุณพ่ออมาเดโอจาดจากไปด้วยวัณโรคแล้วในปี ค..1867  ท่านจึงกลับมาทำงานกับเยาชนผู้ถูกทอดทิ้งและผู้ลี้ภัยในบ้านแห่งการเกี่ยวเก็บ กวายากิลที่บุญราศีเมร์เซเดส เด เฮซุส โมลินา สอนเด็กสาวกำพร้าเย็บผ้า ส่วนท่านก็ดูแลพวกเขาด้วยเสียงเพลง



ต่อมาตามคำแนะนำของคุณพ่อเปโดร กวาล พระสงฆ์ฟรังซิสกัน คุณพ่อวิญญาณของท่าน ท่านก็เดินทางมาถึงลิมา ประเทศเปรู ในปี ค..1868 พร้อมกับได้เข้าเป็นโดมินิกันขั้นสาม และอาศัยอยู่ในฐานะฆราวาสในอารามที่ก่อตั้งในปี ค..1688 บนพื้นที่เลี้ยงสัตว์ของนักบุญฆวน มาซิแอส

แม้จะมาอยู่ฆราวาส ท่านก็มีวัตรปฏิบัติเช่นภคินีทั่วไป ท่านภาวนาอย่างร้อนรน ตัดซึ่งกิเลสและน้อมถวายตนเป็นยัญบูชาด้วยความปรารถนา เป็นเพียงผู้เดียวที่จะหลั่งน้ำตาเพื่อวอนขอพระเมตตาและการอภัยแก่คนบาปทั้งหลาย และเพื่อให้บรรลุซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ โดยมิต้องกังวลห่วงสิ่งใดอีก


และในช่วงนี้ที่ท่านได้รับพระพรมากมายไม่ว่าจะเป็นการเข้าฌาน คำทำนาย ความเข้าใจภายในดวงใจและยังมีการประจักษ์มาทั้งของพระเยซูเจ้าและแม่พระอีก เช่นในครั้งหนึ่งในวันโมทนาคุณพระเจ้า หลังจากรับศีลมหาสนิทแล้ว ท่านก็ได้กลับมาพักผ่อนเช่นคนอื่น ทันทีที่ห้องของท่านพระเยซูเจ้ากษัตริย์เหนือกษัตริย์ก็ได้ทรงประจักษ์พร้อมความรุ่งโรจน์เกินพรรณนา พระองค์ทรงใช้พระหัตถ์ล้วงเข้าไปในอกของพระองค์ ก่อนนำพระหฤทัยของพระองค์อออกมาให้ท่านจูบ ลูกมิเคยได้รับพระหรรษทานเดียวกันกับวิญญาณใดๆเลย ท่านกล่าว

ท่านอาศัยอยู่ในอารามจนถึงวันที่ 24 กันยายน ค..1869 ท่านก็ได้รับการเผยแสดงว่าท่านจะเป็นยัญบูชาและพรหมจารี พร้อมทั้งพระหรรษทานพิเศษสำหรับตัวท่านเอง ซึ่งแน่นอนท่านขอมันเพื่อเพื่อนบ้านของท่านเองและนับจากวันนั้นมาท่านที่เคยแข็งแรงก็กลายเป็นป่วยลงไปทุกวัน จนถึงปลายเดือนกันยายนปีเดียวกันท่านก็เริ่มมีไข้สูง แม้การรักษาของแพทย์ก็ไม่อาจช่วยได้ อาการท่านทรงตัวไปเรื่อยๆจนถึงวันที่ 8 ธันวาคม วันฉลองแม่พระผู้ปฏิสนธินิรมลซึ่งตรงกับวันเปิดสภาสังคายนาวาติกันครั้งที่ 1 (ที่ท่านอุทิศความทุกข์ทรมานสุดท้ายเพื่อการนี้) ในวันนี้ท่านจัดการแต่งกายด้วยชุดสีขาว ทำนพวารและร่วมพิธีมิสซาด้วยความสุขที่ยิ่งใหญ่ก่อนในตอนท้ายของวันท่านก็ได้กล่าวแก่ซิสเตอร์ว่าท่านกำลังจะเดินทางไปไกลมากๆ



แต่ไม่มีใครเชื่อและเอามันมาเป็นเรื่องตลกกัน จนเวลาล่วงถึงยามราตรีของวันนั้น เมื่อซิสเตอร์ท่านหนึ่งพร้อมเชิงเทียนในมือเดินไปยังบริเวณที่พักของโดมินิกันชั้น 3 แสงสว่างเกินบรรยายก็สาดลอดออกมาจากประตูห้องของท่าน ด้วยความตื่นกลัวสุดขีดเธอก็รับเรียกคุณแม่อธิการและสมาชิกคนอื่นๆในอารามมาดู ทันทีที่มาถึงทุกคนก็ต่างได้สัมผัสกับกลิ่นหอมประหลาดที่ฟุ้งไปทั่วอาราม และเมื่อเข้าไปก็ทั้งหมดก็ได้พบว่าท่านได้จากไปแล้วด้วยพิษไข้ ด้วยอายุรวม 37 ปี ในกลางคืนของวันที่ 8 ธันวาคม ค..1869 นับแต่นั้นมาจึงถึงวันฝังร่างของท่านก็มีอัศจรรย์อีก คราวนี้คือร่างของท่านยังคงอ่อนหนุ่มเหมือนคนตอนหลับไปจนถึงเวลาฝัง และก่ออัศจรรย์การรักษาหนูน้อยที่ป่วยด้วยมะเร็งลำคอ

เมื่อข่าวการจากไปของท่านแพร่ซะพัดเมืองลิมาก็ตกอยู่ในความสะเทือนใจที่พวกเขาสูญเสียนักบุญไปอีกองค์แล้ว เช่นเดียวกันกับประชาชนกวายากิลและโนโบล ทุกคนต่างตระหนักดีว่านักบุญของพวกเขาได้จากไปแล้ว ร่างของท่านถูกฝังยังอารามในลิมา ก่อนถูกขุดขึ้นมาและพบว่าร่างของท่านยังอยู่ในสภาพเดิม โดยเฉพาะรอยยิ้ม และถูกย้ายไปเก็บรักษาไว้ที่วัดนักบุญยอแซฟ ของคณะเยซูอิตที่กวายากิลในปี ค..1955 ก่อนที่จะถูกส่งกลับมาตุภูมิบ้านเกิดที่โนโบล ในวันที่ 7 ธันวาคม ค..1972 พร้อมกับการเริ่มกระบวนการขอแต่งตั้งเป็นนักบุญ


ที่สุดสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอลที่ 2 ก็ได้อนุมัติอัศจรรย์การรักษาโรคมะเร็งของฮวน เบาติสตา เปซานเตส เปญารานดา เป็นอัศจรรย์ประกอบการสถาปนาคารวียะนาร์ซิซาเป็นบุญราศี ในวันที่ 25 ตุลาคม ค..1967 หลังจากนั้นอีก 41 ปีถัดมาสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ก็ได้สถาปนาท่านเป็นนักบุญ ณ มหาวิหารนักบุญเปโตร ในวันที่ 12 ตุลามคม ค..2008 จากอัศจรรย์การรักษาเอเดรมินา หนูน้อยวัย 7 ปีที่ไม่อวัยวะเพศ ในปี ..1992

จงให้ความอ่อนสุภาพของท่านประจักษ์แก่คนทั้งปวง องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว(ฟิลิปปี 4:5)  นักบุญเปาโลชี้ถึงเรื่องความสุภาพนี้ให้เห็นชัดในจดหมายถึงชาวฟิลิปปี ฉบับที่ 4 เช่นกันท่านก็ได้แสดงออกถึงคุณธรรมในข้อนี้อย่างชัดเจน ดวงใจของท่านเปี่ยมด้วยคุณธรรมนี้ในการทำงานทุกๆงาน ไม่ว่าจะเป็นงานเย็บผ้าหรืองานแพร่ธรรมของท่าน มันทำให้กลิ่นความอ่อนโยนของท่านหอมฟุ้งไปทั่วดังกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกเก็ตถวา แก่ผู้ที่ได้เคยสัมผัสท่าน พี่น้องที่รักสิ่งหนึ่งที่เราจะขาดอีกไม่ได้เลยในการดำเนินวิถีคริสตชนก็คือความอ่อนโยนในการทำสิ่งต่างๆเช่นท่าน



ข้าแต่ท่านนักบุญนาร์ซิซา เด เฆซุส  มาร์ติลโล อี โมราน ช่วยวิงวอนเทอญ


ข้อมูลอ้างอิง

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...