แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เยาวชน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เยาวชน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

ภารกิจแห่งรักของ 'ซันดรา'

บุญราศีซันดรา ซาบัตตินี
Bl. Sandra Sabattini
วันฉลอง: 2 พฤษภาคม

ทุกวันนี้มีคริสตังที่ดีมีมากขึ้น ในขณะที่โลกนั้นต้องการนักบุญ” ถ้อยวลีดังกล่าว มาจากบันทึกตอนหนึ่งของอนาคตยุวนักบุญองค์ใหม่ ซึ่งในวันนี้พระศาสนจักรได้รับรองคุณธรรมขั้นคารวียะ และอัศจรรย์อาศัยคำเสนอวิงวอน จึงได้ยกท่านไว้ให้มีฐานะ ‘บุญราศี’ อันเป็นลำดับขั้นสุดท้ายก่อนการบันทึกนามคริสตชน ผู้ดำเนินชีวิตอย่าง ‘ศักดิ์สิทธิ์’ สมควรเป็นแบบอย่างของคริสตชนทั้งหลาย ในสารบบนักบุญอย่างสง่า หากแม้นมีอัศจรรย์อีกครั้งเดียวอาศัยคำเสนอวิงวอน บุญราศีองค์นี้มีนามว่า ‘ซันดรา ซาบัตตินี’ เยาวชนหญิงวัย 22 ปี จากสังฆมณฑลริมินี ประเทศอิตาลี ผู้มีชีวิตแสนจะธรรมดาเหมือนกับพวกเรา แต่ก็ไม่ธรรมดาด้วยวิถีอันพิเศษจากตัวท่าน และมีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับพวกเราในเวลานี้

บุญราศีซันดรา ซาบัตตินี เกิดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 1961 ที่โรงพยาบาลประจำเมืองริกโชเน จ. ริมินี ในแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา ทางตอนตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลี เมื่อท่านเกิดไม่ได้มีปรากฏการณ์อัศจรรย์ใดเกิดขึ้นกับท่าน มารดาหรือบิดามารดาของท่านมิได้ฝัน หรือเห็นนิมิตทูตสวรรค์หรือเครื่องหมายใด ๆ หรือมีเหตุการณ์อัศจรรย์เกิดขึ้นในวันที่ท่านถือกำเนิด อย่างเช่นเรื่องราวของบรรดานักบุญมากมายในพระศาสนจักรที่เราเคยได้ยินมา ท่านเป็นเพียงบุตรคนแรกจากทั้งหมดสองคนของนายยูเซปเป ซาบัตตินี และนางอักเนเซ โบดินี สองสามีภรรยาใจศรัทธา ซึ่งอาศัยอยู่ที่วัดพระมารดาแห่งความรักอันงดงาม หมู่บ้านมิซาโน เซลลา เมืองมิซาโน อาดรีอาติโก ที่มีคุณพ่อยูเซปเป โบดินี พี่ชายของนางอักเนเซทำงานอภิบาลอยู่ และสืบเนื่องจากที่หมู่บ้านมิซาโน เซลลาไม่มีโรงพยาบาล ทั้งสองจึงได้มาคลอดท่านที่โรงพยาบาลเมืองริโชเน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกัน และได้นำท่านรับศีลล้างบาปในวันรุ่งขึ้นที่วัดน้อยประจำโรงพยาบาลนั้น ด้วยนามว่า ‘ซันดรา มารีอา อัสซุนตา’ ก่อนให้หลังยี่สิบวันทั้งสองจึงพาท่านไปประกอบพิธีเล็ก ๆ เพื่อขอพรจากพระ และรับการต้อนรับเป็นสมาชิกใหม่ของชุมชนที่วัดพระมารดาแห่งความรักอันงดงาม หมู่บ้านมิซาโน เซลลา


สี่ปีต่อมาในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1965 คุณพ่อยูเซปเป โบดินี จึงได้รับการแต่งตั้งจากทางสังฆณฑลริมินีให้มาทำงานอภิบาลที่เขตวัดใหม่ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชนบริเวณชายฝั่งเมืองริมินี จ. ริมินี ที่เรียกกันว่า ‘มารีนา เชนโตร’ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ชื่อว่า ‘วัดนักบุญยิโรลาโม’ คุณพ่อจึงได้ย้ายมาพักที่เขตวัดใหม่ โดยในทีแรกคุณพ่อมิได้ประสงค์ให้ครอบครัวน้องสาวติดตามมาด้วย เนื่องจากคุณพ่อทราบดีว่าในขณะนั้นวัดนักบุญยิโรลาโมยังไม่มีทั้งตัววัด หรือแม้แต่พระแท่นถาวรในการประกอบพิธี คุณพ่อจึงได้ย้ายมาประจำแต่ลำพัง กระทั่งเมื่อนายยูเซปเปและนางอักเนเซได้พาท่านในวัย 4 ปี เดินทางขึ้นมาเยี่ยมคุณพ่อที่นี่ และได้เห็นอากัปกิริยาที่ท่านรีบกระโดดไปให้คุณพ่อกอดด้วยท่าทีมีความสุข ทั้งสองจึงตัดสินใจย้ายครอบครัวติดตามคุณพ่อมายังวัดแห่งนี้ แม้จะมีความไม่สะดวกสบายอยู่บ้างก็ตาม ทำให้ท่านในวัย 4 ปี จึงได้ย้ายมาอาศัยอยู่ที่วัดนักบุญยิโรลาโม เมืองริมินี

เมื่อย้ายขึ้นมาอยู่ที่ริมินีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านเติบโตขึ้นเช่นเด็กหญิงรุ่นราวคราวเดียวกันทั่วไป ท่านได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ใกล้เคียงเริ่มตั้งแต่ชั้นอนุบาลเรื่อยไปจนถึงมัธยมศึกษาตามลำดับ ท่านเป็นเด็กหัวดี เรียนเก่ง ร่าเริง ชอบวาดรูป เล่นเปียโน และเป็นนักวิ่งระยะสั้นในทีมนักกรีฑาของโรงเรียน และแน่นอนไม่ได้มีเหตุการณ์อัศจรรย์ใดเกิดขึ้นในช่วงชีวิตวัยเยาว์ของท่านนี้ ไม่ว่าจะเป็นการประจักษ์มาของพระกุมาร แม่พระ นักบุญ หรือปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติอื่น ๆ แต่ในท่ามกลางชีวิตที่ธรรมดาสามัญนั้นเอง ‘ความพิเศษ’ บางประการในวิญญาณดวงน้อย ๆ ของท่าน อันเป็นผลิตผลที่เกิดจากพื้นฐานครอบครัวคริสตชนที่ดี และบรรยากาศที่ใกล้ชิดกับวัดมาตั้งแต่เล็ก ๆ ก็ได้ฉายแววออกมาจากตัวของท่านให้คนรอบข้างได้เห็น นั่นคือ ‘สายสัมพันธ์’ ระหว่างท่านกับพระเป็นเจ้า ที่นับวันยิ่งร้อยรัดถักแน่นขึ้นตามวัยของท่าน


ท่านมีสายประคำไว้กับตัวเสมอ เป็นสายประคำเส้นเล็ก ที่มีประคำเม็ดใหญ่ 1 เม็ด และประคำเม็ดเล็กอีก 10 เม็ดรวมเป็น 1 ทศ คุณยายของท่านเล่าว่า ในตอนเย็นนางมักพบท่านผลอยหลับไปบนเตียงพร้อมด้วยลูกประคำในมือ ในขณะที่คนดูแลท่าน เมื่อท่านไปเข้าค่ายเมื่ออายุได้ 7 ปี ได้เป็นพยานว่า “ฉันมักเห็นเธอเดินเข้าไปที่วัดน้อยเพียงลำพัง โดยที่มีข้างหนึ่งถือตุ๊กตาไว้ ส่วนอีกข้างถือสายประคำ เธอจะคุกเข่าลงที่ม้านั่งตัวสุดท้ายและก้มศีรษะน้อย ๆ ของเธอลง เธอจะทำอย่างนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงจะออกมาและไปสมทบกับเพื่อน ๆ ด้วยท่าทีมีความสุข” นอกจากนี้ในสมัยท่านเรียนในระดับประถมศึกษา ยังมีพยานอีกจำนวนหนึ่งได้เคยเห็นท่านรำพึงอยู่หน้าตู้ศีลในตอนเช้าอีกด้วย พยานอีกรายให้การถึงเรื่องนี้ ก็คือคุณลุงของท่านที่ได้เล่าว่า “เธอจะตื่นแต่เช้าตรู่ เพื่อมานั่งรำพึงตามลำพัง บางครั้งในความมืด อยู่เบื้องหน้าศีลมหาสนิท ก่อนที่คนอื่น ๆ จะมาวัด ในวันขึ้นปีใหม่เธอจะมาอยู่เบื้องหน้าพระเยซูเจ้าด้วยความศรัทธา ตั้งเวลาตีหนึ่งถึงตีสอง เธอชอบที่จะนั่งสวดภาวนาอยู่ที่พื้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ถึงความนอบน้อมและยากจน”

เมื่อท่านมีอายุได้ 8 ปี ท่านจึงได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรกในวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1970 หลังจากนั้นอีกสองปีท่านจึงได้ศีลกำลังในวันที่ 16 เมษายน ค.ศ. 1972 ซึ่งก่อนหน้าที่ท่านจะได้รับศีลกำลังเพียงไม่กี่เดือน ในวันที่ 24 มกราคม ปีเดียวกัน ท่านยังได้เริ่มเขียนบันทึก ที่ช่วยให้เราได้เห็นความคิด ประสบการณ์ และความงดงามภายในวิญญาณของท่าน ที่ถูกแฝงเร้นไว้ในชีวิตที่แสนจะธรรมดานี้ ท่านเริ่มบันทึกด้วยข้อความสั้น ๆ ว่า “ชีวิตที่ไร้พระเจ้าเป็นเพียงเวลาชั่วขณะ ที่ทั้งน่าเบื่อและสนุก ให้เราได้เล่นไประหว่างรอความตาย” ข้อความสั้น ๆ นี้สะท้อนให้เห็นว่า ท่านในวัยย่างจะสิบปีได้ตระหนักถึง ‘ความไม่แน่นอน’ ของชีวิตบนโลกที่ท่านนิยามว่า คือ ชีวิตที่ไร้พระเจ้า ได้เป็นอย่างดี และการตระหนักรู้เช่นนี้เองที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการที่ท่านจะดำเนินชีวิตติดตามพระคริสตเจ้าในทุก ๆ วัน ด้วยการเฝ้ารำพึงภาวนาต่อพระองค์ ดังที่ท่านเขียนไว้ตอนหนึ่งว่า “จงทิ้งตัวไว้ในการรำพึงภาวนา การนมัสการบูชา การคอยท่าให้พระองค์ทรงเผยแสดงว่าทรงประสงค์สิ่งใดจากเธอ” (8 ตุลาคม ค.ศ. 1978)

คุณพ่อเบนซี (กลาง) และบุญราศีซันดรา (ขวาสุด)

ในการรอคอยด้วยคำภาวนาและความเชื่อ ที่สุดวันหนึ่งท่านก็ค้นพบหนทางติดตามพระคริสตเจ้าผ่านการรับใช้ผู้คน วันหนึ่งคุณพ่อโบดินี คุณลุงของท่านก็ได้เชิญคุณพ่อโอเรสเต เบนซีมาที่วัดเพื่อแนะนำกลุ่มสมเด็จพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 ซึ่งพึ่งก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อ ค.ศ. 1971 คุณพ่อเบนซีผู้นี้เป็นคุณพ่อเจ้าวัดพระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ ที่ย่านกร็อตตา รอสซา ย่านชานเมืองริมินีบริเวณส่วนที่ขยายตัวไปตามแนวถนนที่มุ่งสู่สาธารณรัฐซานมารีโน และด้วยความสนใจเยาวชน เป็นพิเศษเยาวชนที่ถูกทอดทิ้งด้วยปัญหาต่าง ๆ รวมถึงคนชายขอบสังคม คุณพ่อจึงได้ริเริ่มกลุ่มสมเด็จพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 ซึ่งมีจิตตารมณ์หลักคือการเจริญชีวิตติดตามพระเยซูผู้ยากไร้ ผู้รับใช้และผู้รับความทุกข์ทรมาน อาศัยการแบ่งปันชีวิตกับผู้ต่ำต้อยโดยตรง ผ่านการอุทิศชีวิตในการดูแลพวกเขาเหล่านั้นเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน ท่านในวัย 12 ปี ที่มีโอกาสได้พบคุณพ่อเบนซีในโอกาสดังกล่าวก็รู้สึกประทับใจในจิตตารมณ์กลุ่มของคุณพ่อ ท่านจึงตัดสินใจสมัครเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มดังกล่าว

ต่อมาในเดือนกันยายน ค.ศ. 1974 หรือปีต่อมาหลังจากท่านพบคุณพ่อเบนซี ท่านก็มีโอกาสเดินทางไปร่วมเข้ากิจกรรมค่ายเยาวชนกับกลุ่มสมเด็จพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 ที่จัดให้ผู้พิการที่บ้านมาดอนนา เดลเล เวตเต ซึ่งตั้งอยู่ท่ามใจกลางเทือกเขาโดโลไมท์ ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ในกิจกรรมดังกล่าวคุณพ่อเบนซีมุ่งมั่นให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้พบกับพระเยซูเจ้า ด้วยประสบการณ์ที่เข้มข้นท่ามกลางธรรมชาติและการลงแรงดูแลผู้พิการในตลอดระยะเวลาช่วงหยุดยาวภาคฤดูร้อน ประสบการณ์เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ตราตรึงใจไม่น้อยสำหรับท่าน และช่วยทำให้ท่านเข้าใจกระแสเรียกในการรับใช้พระเจ้าสำหรับชีวิตท่านมากขึ้น เมื่อกลับถึงบ้านท่านได้บอกกับมารดาของท่านว่า “พวกเราทำงานตัวเป็นเกลียว แต่นั่นคือคนที่หนูไม่มีวันทอดทิ้งค่ะ” และนับแต่นั้นมาท่านก็ได้เริ่มใช้เวลาว่างจากภาระร่วมทำกิจกรรมกับกลุ่มด้วยความกระตือรือร้น ซึ่งนอกเหนือจากร่วมกิจกรรมของกลุ่ม ท่านยังได้เริ่มออกตามหาคนยากไร้ถึงที่บ้านและได้กระตุ้นให้คนในเขตวัดที่ท่านอยู่ ตระหนึกถึงความสำคัญในการเอาใจใส่คนพิการ ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อมีคนยากไร้มาขอความช่วยเหลือที่บ้านของท่าน ท่านไม่เคยพอใจแค่ช่วยเหลือพวกเขาพร้อมครอบครัว แต่ยังคอยวิ่งตามพวกเขาไป เพื่อนำเงินจำนวนหนึ่งที่ท่านอดออมไว้ไปให้เขาเพิ่ม



“เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต: พื้นฐานสำคัญคือการรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้าในการเจริญชีวิต เมื่อมองดูผู้คนฉันไม่ได้เห็นเพียงเขาคนนั้น แต่มองเห็นพระคริสตเจ้า ฉันปรารถนานำความรอดซึ่งคือองค์พระคริสตเจ้าไปให้พวกเขา” ดังที่ท่านเขียนไว้ในบันทึกลงวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1975 เมื่อได้เป็นสมาชิกกลุ่มสมเด็จพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 ท่านมุ่งมั่นที่จะส่งต่อความรักอันศักดิ์สิทธิ์ อันคือความรอด คือองค์พระเยซูเจ้าเองไปยังคนยากไร้ คนติดยา และผู้ถูกทอดทิ้งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ท่านรู้สึกเหน็ดเหนื่อย ตรงกันข้ามได้นำความสุขมากให้วิญญาณของท่าน เช่นที่ท่านเขียนไว้หลังจากไปเพื่อร่วมกิจกรรมให้ผู้พิการ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการตั้งกลุ่มทำงานของคุณพ่อเบนซีว่า “วันนี้ วันอาทิตย์ ฉันไปที่กร๊อตตา รอสซา เพื่อร่วมกิจกรรมสำหรับผู้พิการ หลังจากได้ร่วมกิจกรรมฉันมีความสุข ความสงบ ฉันรู้สึกได้ภายในวิญญาณของฉันถึงความสันติที่ฉันใฝ่หา” (11 เมษายน ค.ศ. 1976) ในเวลาเดียวกันท่านก็เคารพเสรีภาพของคน ดังที่ท่านเขียนว่า “ฉันไม่สามารถบังคับให้คนอื่นคิดแบบเดียวกับฉันได้ แม้ฉันจะคิดว่ามันถูกแล้วก็ตาม ฉันสามารถบอกได้เพียงความสุขของฉันกับพวกเขา” (4 ตุลาคม ค.ศ. 1977) กระนั้นท่านก็ไม่ย่อท้อที่จะส่งต่อความสุขของท่านให้ทุกคน ในช่วงเวลานี้บางโอกาสท่านก็ได้ไปพักอยู่บ้านของกลุ่ม เพื่อทำงานร่วมกลุ่มอีกด้วย

นอกจากการได้พบหนทางในการตอบสนองต่อกระแสเรียกการรับใช้ผู้ต่ำต้อย การเข้าร่วมกลุ่มสมเด็จพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 ก็ยังทำให้ท่านในวัย 17 ปีได้พบกับ ‘กุยโด รอสซี’ ชายหนุ่มหนึ่งในสมาชิกกลุ่มที่อายุแก่กว่าท่าน 2 ปี ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1978 ซึ่งทำให้ท่านได้พบกระแสเรียกเพิ่มเติม คือ ‘การแต่งงาน’ เพราะท่านและเขาได้เริ่มสานสัมพันธ์กันอย่างจริงจังในปีต่อมาและได้ตกลงเป็นแฟนกัน กุยโดที่หลงเสน่ห์ความโอบอ้อมอารีและความศรัทธาของท่าน เล่าถึงเดตแรกของเขากับท่านในการสัมภาษณ์ให้กับโทรทัศน์ช่องหนึ่งว่า “เดตแรกของพวกเรา คุณคิดว่าเธอจะไปเดตครั้งแรกกับแฟนของเธอที่ไหนละครับ เป็นเธอนี่เอง ที่แม้จะมีท่าทีที่เคร่งขรึมอยู่มาก แต่ก็เต็มไปด้วยพลัง ที่พาผมไปป่าศักดิ์สิทธิ์เพื่อมองดูภาพของหญิงชราที่ถูกลืมในสุสาน” ส่วนท่านเขียนถึงความรู้สึกที่ท่านมีต่อกุยโด ภายหลังจากคบกับเขาได้สี่ปีว่า “การหมั้นหมาย: คือบางสิ่งที่บริบูรณ์ด้วยกระแสเรียก สิ่งที่ฉันมีต่อผู้อื่นคือความพร้อมที่จะรับใช้และความรักคือสิ่งเดียวกับที่ฉันสัมผัสได้จากกุยโด สองสิ่งนี้สอดสลับกันไปมาอยู่ในระดับเดียวกัน แม้จะต่างกันไปบ้าง” (23 กรกฎาคม ค.ศ. 1983)

กุยโด รอสซี แฟนหนุ่มของบุญราศีซันดรา

เมื่อจบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาจากสายการเรียนวิทยาศาสตร์ด้วยคะแนน 59 จาก 60 คะแนน ท่านเริ่มลังเลใจว่าท่านควรจะดำเนินชีวิตเช่นไรต่อไประหว่างการเดินทางไปเป็นธรรมทูตที่แอฟริกาในทันที หรือเรียนต่อที่คณะแพทยศาสตร์สักที่ก่อน ท่านจึงได้นำความกังวลใจนี้ไปปรึกษาคุณพ่อวิญญาณของท่านและคุณพ่อเบนซี ซึ่งทั้งสองก็ต่างให้ความเห็นตรงกัน คือ ท่านเลือกที่จะเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาเสียก่อน ดังนั้นใน ค.ศ. 1980 ท่านจึงตัดสินใจเลือกที่จะสมัครเข้าเรียนต่อที่คณะแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโบโลญญา ด้วยความมุ่งหวังว่าท่านจะสามารถนำวิชาความรู้ในศาสตร์นี้ไปใช้การไปเป็นธรรมทูตที่แอฟริกาในอนาคต เป็นผลให้ท่านต้องแบ่งเวลาชีวิตให้ดียิ่งขึ้นทั้งสำหรับการเรียน ครอบครัว งานพิเศษ และคนยากไร้ ซึ่งท่านก็สามารถบริหารจัดการเวลาได้เป็นอย่างดี จึงทำให้แม้ท่านจะมีภาระงานอื่น ๆ มาก ท่านก็สามารถสอบได้คะแนนดีเสมอ

ในวัย 21 ปี ท่านเริ่มใช้เวลาในช่วงหยุดเรียนภาคฤดูร้อน ใน ค.ศ. 1982 เป็นต้นมาไปเป็นอาสาสมัครช่วยงานที่ชุมชนสำหรับบำบัดผู้ติดสารเสพติดที่อิเยอา มารีนา ชุมชนแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาโดยคุณพ่อเบนซี ตามคำขอของฯพณฯ โยวันนี โลกาเตลลี พระสังฆราชแห่งริมินี ซึ่งเล็งเห็นปัญหาเรื่องการใช้สารเสพติดในกลุ่มเยาวชน และในเวลาต่อมาเมื่อชุมชนดังกล่าวย้ายที่ตั้งมายังหมู่บ้านตราริวี ไม่ไกลจากเมืองริมินี ท่านก็ได้ย้ายตามมาช่วยงานที่ชุมชนดังกล่าวในช่วงหยุดฤดูร้อนอย่างขยันขันแข็ง ท่านตระหนักได้ว่า “มีความพยายามของคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่จะทำให้มนุษย์ใช้ชีวิตอย่างเปล่าประโยชน์ โดยการล่อลวงพวกเขาด้วยเสรีภาพจอมปลอม ความจอมปลอมที่มาในนามความกินดีอยู่ดี ดังนั้นมนุษย์จึงจมลงในวังวนของสิ่งที่ย้อนแย้งกันในตัวมันเอง มนุษย์ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง พวกเขาต้องการพบเป้าหมายใหม่ ไม่ใช่การปฏิวัติที่นำไปสู่ความจริง แต่เป็นความจริงต่างหากที่นำไปสู่การปฏิวัติ” ดังนั้นท่านจึงอุทิศตนในการช่วยเหลือบรรดาเด็ก ๆ ที่ตกเป็นทาสของยาเสพติด


ที่ชุมชนเพื่อผู้ติดยานี้ ท่านอุทิศเวลาที่มีเพื่อพูดคุยกับบรรดาเด็ก ๆ และเยาวชน ด้วยความมุ่งหวังที่จะทำให้พวกเขาตระหนักได้ถึงหน้าที่ของพวกเขา ท่านรับฟังเรื่องราวชีวิตที่แสนจะยากลำบากและเจ็บปวดของพวกเขาด้วยความสงบนิ่งและความอดทน เพราะท่าน ‘ค้นพบ’ องค์พระเยซูเจ้าในพวกเขา ท่านเขียนเล่าถึงประสบการณ์นี้ว่า “เหล่าเด็กชายสร้างแรงกระตุ้นให้ลูกมาก พวกเขาขอให้ลูกเสมอต้นเสมอปลายในสิ่งที่ลูกทำ เอาจริงเอาจังในการที่จะเดินเข้าไปหาพวกเขา เพราะมันทำให้พวกเขาได้ลืมตามาพบพระองค์ ทำให้พวกเขาได้เข้าใจว่าสิ่งที่ลูกทำนี้จากสิ่งที่ยิ่งใหญ่และนั่นทำให้พวกเขามั่นใจ ลูกรู้สึกรักพวกเขาแต่ละคนอย่างที่สุด เพราะในช่วงเวลาเหล่านั้นลูกได้พบพระองค์ในพวกเขา ในความเรียบง่ายของยูลีอาโน ความต้องการความอ่อนโยนของกาซาเร ความต้องการความรักของมาริโอ การแสวงหาความถูกต้องของสเตฟาโน ความต้องการการรับฟังและความเข้าใจของเปียโร ความพยายามแรกที่จะแสวงหามิตรภาพแท้ของโยวันนี” (8 ตุลาคม ค.ศ. 1982)

อาจกล่าวได้ว่าเคล็ดลับในการดำเนินชีวิตและกิจการของท่าน คือ ‘ความรัก’ ท่านเขียนเตือนตนเองในบันทึกว่า “ซันดรา จงรักทุกสิ่งที่เธอทำ รักให้ลึกทุกนาทีที่เธอยังมีชีวิต ซึ่งเธอได้รับอนุญาตให้มี จงพยายามยินดีกับปัจจุบันขณะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพื่อจะได้ไม่พลาดโอกาสที่เข้ามา” (14 ตุลาคม ค.ศ. 1981) จากข้อความนี้แสดงให้เห็นชัดว่าความรัก ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นความรักที่ท่านมีต่อพระเจ้า ผู้ที่ท่านได้พบในผู้คน ดังที่ท่านได้โมทนาคุณพระเจ้าไว้ว่า “ขอขอบพระคุณองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะตั้งแต่ลูกมีชีวิตถึงเวลานี้ลูกได้รับแต่สิ่งที่สวยงาม ลูกมีทุกอย่าง แต่มากกว่านั้น ลูกขอขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงเปิดเผยพระองค์ให้ลูกรู้จัก ลูกจึงได้พบพระองค์” (12 พฤษภาคม ค.ศ. 1977) เป็นแกนกลางในการดำเนินชีวิต


ท่านตระหนักว่า “หากเป็นความรักแท้ จะทนได้อย่างไรที่หนึ่งในสามของมนุษย์ต้องตายไปเพราะความอดอยาก ในขณะที่ฉันยังรักษาชีวิตที่ปลอดภัยหรือมีกินมีใช้ต่อไปงั้นหรือ ถ้าทำดังนั้น ฉันก็เป็นคริสตังที่ดีแต่ไม่ใช่นักบุญ ทุกวันนี้มีคริสตังที่ดีมีมากขึ้น ในขณะที่โลกนั้นต้องการนักบุญ” สิ่งนี้เมื่อรวมเข้ากับการตระหนักรู้ของท่านถึงความไม่แน่นอนของชีวิต และความปรารถนาเป็นหนึ่งเดียวกับองค์พระเจ้า ทำให้ท่านมุ่งมั่นที่จะรับใช้ผู้คนในโอกาสต่าง ๆ ที่เข้ามาอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย โดยเฉพาะคนที่ไม่มีใครนึกถึงที่ทวีปแอฟริกา ด้วยท่านเล็งเห็นว่าด้วยวิถีทางนี้ท่านได้พบและได้เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า ความฝันที่จะได้ไปแอฟริกาของท่านใกล้จะเป็นจริงเรื่อย ๆ ใน ค.ศ. 1984 เมื่อท่านได้หมั้นกับกุยโด เพราะทั้งสองวางแผนกันว่าหลังจากที่ทั้งสองได้สมรสกัน ทั้งสองจะเดินทางไปเป็นธรรมทูตด้วยกันที่ทวีปแอฟริกา แต่พระเจ้าทรงมิได้ประสงค์ให้เป็นเช่นนั้น

เวลา 9 นาฬิกาของวันที่ 29 เมษยายน ค.ศ. 1984 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ปัสกา ขณะท่านลงจากรถที่นั่งมากับกุยโดและเพื่อนอีกคนเพื่อร่วมประชุมกลุ่มสมเด็จพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 ที่อิเยอา มารีนา ท่านและเพื่อนก็ถูกรถยนต์ที่แล่นมาจากอีกทางพุ่งเข้าชน ร่างของท่านที่โดนปะทะอย่างจังลอยไปที่กระโปรงหน้ารถก่อนจะร่วงลงพื้น คุณพ่อเบนซีที่ทราบเรื่องรีบเรียกรถพยาบาลและได้เปิดปากท่านไว้ เพื่อให้ท่านสามารถหายใจได้สะดวก ท่านถูกส่งตัวอย่างเร่งด่วนจากเมืองริมินีไปที่โรงพยาบาลเบลลาเรีย เมืองโบโลญญาเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน แต่ภายหลังโคม่าเป็นระยะเวลาสามวัน ท่านในวัย 22 ปี ก็ได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบในวันที่ 2 พฤษภาคม โดยไม่มีคำพูดสุดท้ายใด ๆ แต่สองวันให้หลังก่อนอุบัติเหตุท่านได้เขียนในบันทึก ซึ่งกลายเป็นข้อความสุดท้ายของบันทึกว่า “ชีวิตนี้ซึ่งไม่ใช่ของลูก เติบโตขึ้นไปตามลำดับ ด้วยลมหายใจเข้าออกซึ่งก็ไม่ใช่ของลูก ถูกชุบชูด้วยวันอันแจ่มใส ซึ่งไม่ใช่ของลูกเช่นกัน ไม่มีอะไรในโลกนี้เป็นของเธอ ซันดรา จำไว้ จงดูแลของขวัญที่เธอได้รับนี้ ทำให้มันงดงามยิ่งขึ้น และเต็มเปี่ยมเมื่อเวลานั้นมาถึง” และสี่วันก่อนเหตุการณ์จะเกิดขึ้นท่านได้เล่าให้มารดาฟังว่า ท่านฝันเห็นงานปลงศพและหลุมศพของท่านที่เต็มไปด้วยมวลหมู่ดอกไม้


ท่านจากไปโดยไม่ได้มีเครื่องหมายอัศจรรย์ดังเรื่องเล่าของนักบุญในอดีต ไม่มีกลิ่นหอมประหลาดลอยล่องจากร่างของท่าน ไม่มีเสียงระฆังปริศนาที่ดังกังวานเองยามท่านสิ้นลม หรือปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติใด ๆ นอกจากกลิ่นหอมของความศักดิ์สิทธิ์ที่แทรกซึมออกมาจากชีวิตสั้น ๆ ในโลกนี้ พิธีปลงศพของท่านถูกจัดขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม ณ วัดนักบุญยิโรลาโม ในวันนั้นคุณพ่อเบนซีได้เทศน์ในตอนหนึ่งว่า “ซันดราได้ทำสิ่งที่พระเจ้าทรงส่งเธอมา โลกไม่แบ่งเป็นดีและชั่ว แต่แบ่งเป็นใครรักและไม่รัก และซันดรา พวกเราต่างรู้ รักมาก” วันเดียวกันมารดาของท่านได้เข้าใจบอกกับพี่ชายของเธอว่า “คุณพ่อคะ พวกเรามีนักบุญอยู่ในบ้านและพวกเราก็ไม่รู้ตัว ให้เราเอาอย่างและสวดให้เหมือนที่ซันดราทำเถอะค่ะ” ภายหลังพิธีปลงศพร่างของท่านถูกนำกลับไปฝังที่สุสานของวัดนักบุญอันเดอา หมู่บ้านมิซาโน เซลลาอย่างเรียบง่าย และเป็นสถานที่นี้เองที่พระเจ้าได้ทรงทำเครื่องหมายอัศจรรย์

ภายหลังจากที่คุณพ่อเบนซีก็ได้เริ่มเผยแพร่ชีวประวัติของท่านจนนำไปสู่การเปิดกระบวนการของแต่งตั้งท่านเป็นนักบุญ ใน ค.ศ. 2006 จึงได้มีการขุดร่างของท่านในวันที่ 22 เมษายน ค.ศ. 2009 เพื่อเตรียมย้ายไปยังวัดนักบุญยิโรลาโม ตามขั้นตอนของการแต่งตั้งนักบุญ ในวันนั้นท่ามกลางสายฝนรายล้อมด้วยสักขีพยานอันมีครอบครัว เพื่อน เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ และคุณพ่อโบดินี คุณลุงของท่าน เมื่อเจ้าหน้าที่ขุดจนพบแผ่นไม้ ทุกคนต่างยินดีที่ใกล้พบร่างของท่าน แต่ทันทีที่เจ้าหน้านำแผ่นไม้ที่ถูกคาดว่าเป็นฝาโลงของท่านนั้นขึ้นมา กลับปรากฏเพียง ‘ความว่างเปล่า’ กล่าวคือไม่พบชิ้นส่วนร่างของท่าน และแม้จะทำการขุดอย่างละเอียดก็ไม่มีการค้นพบสิ่งใด นอกเหนือจากถุงพลาสติกหุ้มเท้าของโรงพยาบาลที่ท่านสวม แถบพลาสติกใสที่ใช้ผูกดอกไม้ซึ่งวางอยู่ในโลงศพก่อนฝัง และเศษไม้จากโลงศพ


เมื่อเหตุการณ์เป็นไปดังนี้ที่หลุมของท่านที่วัดนักบุญยิโรลาโม จึงมีเพียงเศษไม้ที่ค้นพบบรรจุอยู่ และภายหลังจากเกิดอัศจรรย์ผ่านคำเสนอวิงวอนของท่านใน ค.ศ. 2007 สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสจึงได้ทรงรับรองการบันทึกนามท่านไว้ในสารบบบุญราศี และเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด 19 จึงทำให้พิธีสถาปนาอย่างเป็นทางการที่สังฆมณฑลริมินีถูกเลื่อนออกไปจากกำหนดการณ์เดิม คือ 14 มิถุนายน ค.ศ. 2020 เป็นวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 2021 โดยพิธีดังกล่าว นอกจากยูเซปเป บิดาของท่านในวัยชรา ยังมีกุยโด รอสซี อดีตคู่หมั้นของท่าน ซึ่งปัจจุบันได้บวชเป็นสังฆานุกรถาวร ทั้งได้สมรสและมีบุตรธิดาถึงสองคนได้เป็นผู้ทำหน้าที่อ่านพระคัมภีร์ในพิธีวันนั้น ที่จัดขึ้น ณ อาสนวิหารนักบุญโกลอมบา เมืองริมินี

“มิใช่ท่านทั้งหลายที่เลือกเรา แต่เราได้เลือกท่าน มอบภารกิจให้ท่านไปทำจนเกิดผล” (ยอห์น 15: 16) อาจกล่าวได้ว่าประสบการณ์การได้พบพระเจ้าผ่านการเป็นคริสตชน คำภาวนา และเพื่อนมนุษย์เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้บุญราศีซันดราตระหนักว่าพระเจ้าทรงเผยพระองค์ให้ท่านได้พบและรู้จัก ไม่ใช่เพียงเพื่อมอบผลแห่งการไถ่กู้ให้กับท่าน คือ สิทธิ์ในการเข้าสู่สวรรค์ แต่ยังทรงมอบหมายภารกิจสำคัญ คือ ‘ภารกิจแห่งรัก’ ดังที่พระวาจาในบทเดียวกันในข้อถัดไป พระเยซูเจ้าหลังได้ทรงเผยว่าเป็นเพราะทรงเลือกและมอบภารกิจให้บรรดาอัครสาวก พระองค์ได้ทรงสั่งกับบรรดาอัครสาวกว่า “ท่านทั้งหลายจงรักกัน” (ยอห์น 15: 17) ที่ท่านต้องทำให้สำเร็จในชีวิตที่ผ่านมาในโลกเพียงอยู่ชั่วขณะ บุญราศีซันดราจึงใช้ทุกวันที่มีโอกาสทำภารกิจนี้ ด้วยการพยายามส่งต่อความรักแท้จริงไปสู่โลกด้วยความมุมานะและความรัก เป็นพิเศษในการรับใช้คนด้อยโอกาส คนที่กำลังหลงผิดเพื่อให้พวกเขาได้พบองค์พระเยซูเจ้า ผู้ทรงเผยพระองค์ให้มนุษย์ได้พบในหลากหลายสิ่ง เพื่อมอบความรอดของวิญญาณและพันธกิจแห่งรัก ขอให้แบบอย่างของบุญราศีซันดรา ช่วยให้เรามีแรงบันดาลใจในการตอบสนองเสียงเรียกในการทำภารกิจแห่งรักนี้ ขอให้เราเรียนรู้ที่จะรัก รักให้มากเหมือนท่าน รักด้วยหนทางแบบของเราเอง เพราะแม้พระเจ้าจะทรงมอบพันธกิจเดียวกัน แต่พระองค์ก็ทรงมอบเงินตะลันต์ไว้ให้เรามากน้อยแตกต่างกันไป และสุดแท้แต่เราจะจัดการให้ออกดอกออกผลในวันที่พระองค์ผู้ทรงเป็นนายจะกลับมาจากการเดินทาง อาแมน
รูทราย, เทเรซีโอของพระเยซู
13 พฤษภาคม ค.ศ. 2023


“ข้าแต่ท่านบุญราศีซันดรา ซาบัตตินี ช่วยวิงวอนเทอญ”

รายการอ้างอิง
https://www.sandrasabattini.org
https://www.santiebeati.it/dettaglio/94078
https://www.catholicnewsagency.com/news/249391/this-new-blessed-spent-her-short-life-loving-the-poor-and-marginalized
https://thedeaconsbench.com/the-holy-fiance-sandra-sabattini-is-now-a-blessed-and-her-former-fiance-is-a-deacon/
https://www.archyworldys.com/the-testimony-of-the-groom-of-the-churchs-first-blessed-bride/
http://secretariat.synod.va/content/synod2018/it/giovani-testimoni/sandra-sabattini--la-fidanzata-morta-in-un-incidente-d-auto-dich.html
https://en.wikipedia.org/wiki/Sandra_Sabattini

วันอาทิตย์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2566

หมดชีวิตด้วยเชื่อและไว้ใจ 'ปีโอ กัมปีเดลลี'

บุญราศีปีโอ กัมปีเดลลี

Bl. Pío Campidelli

วันฉลอง: 2 พฤศจิกายน


กลางทุ่งหญ้าเขียวขจีอันห่างไกล ในเขตชนบทของจังหวัดริมินี ในแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นที่รู้จักว่า เตรบบีโอ ดิ ปอจโจ เบร์นี ที่นี่เป็นพื้นที่ราบเหมาะแก่การทำการเกษตรซึ่งโอบล้อมด้วยเนินเขา 3 ลูกอันเป็นที่ตั้งของชุมชน 3 แห่ง คือ หมู่บ้านเบร์นีอยู่ทางเหนือ หมู่บ้านตอร์รีอานาอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ และหมู่บ้านเวรุคคิโออยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ ณ บ้านหลังหนึ่งซึ่งมีโรงสีอยู่ติดกันและตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ที่นี่เป็นบ้านของสองสามีภรรยา คือ นายยูเซปเป กัมปีเดลลีและนางฟีโลเมนา เบลปานี ทั้งสองเป็นเกษตรกรธรรมดา ๆ ผู้ไม่มีอะไรขาดแคลน แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมาก ทั้งสองขยันขันแข็งในการลงแรงทำงานในแต่ละวันในท้องทุ่ง ซึ่งเป็นสินทรัพย์ของพวกเขา และมีความเชื่อศรัทธาในพระเจ้าอย่างมั่นคง ดังนั้นครอบครัวของทั้งสองจึงมีแต่สันติและได้รับการอวยพระพร ความจริงยูเซปเปมีที่ดินติดแม่น้ำมาเรคเคียที่อยู่ห่างออกไป แต่ที่เขาเลือกจะมาอาศัยอยู่ที่เตรบบีโอเนื่องจากที่นี่มีโรงสีตั้งอยู่ติดกับตัวบ้าน ดังนั้นนอกจากครอบครัวกัมปีเดลลี บางครั้งจึงมีชาวบ้านคนอื่น ๆ แวะเวียนเอาผลผลิตข้าวมาสี พวกเขามักมาด้วยพร้อมคำสบถสาบานซึ่งทำลายความสงบของที่นี่

นายยูเซปเปและนางฟีโลเมนาสมรสกับมาในเกือบแปดปี พวกเขามีบุตรธิดาด้วยกันมาแล้วสามคน แต่เสียชีวิตไปหนึ่งคนตั้งแต่อายุได้ขวบครึ่ง ในช่วงรอยต่อระหว่างปีที่เจ็ดและแปดนั้นเอง นางฟีโลเมนาก็ได้ตั้งครรภ์สมาชิกคนที่ 4 ของครอบครัว และในเวลาต่อมาในเวลาสิบนาฬิกาของวันที่ 29 เมษายน ค.ศ. 1868 นางฟีโลเมนาก็ได้ให้กำเนิดทารกเพศชาย ทั้งนายยูเซปเปและนางฟีโลเมนาก็ต่างโมทนาคุณพระเจ้าสำหรับของขวัญของพระเจ้าชิ้นนี้ ทั้งสองรีบจัดแจงให้ทารกน้อยรับศีลล้างบาปเสียในวันเดียวกันนั้น ด้วยนามของนักบุญหลุยส์ กอนซากา ที่ออกในภาษาอิตาลีว่า ‘ลุยจี’ ประหนึ่งเป็นคำทำนายว่าชีวิตในเบื้องหน้าของหนูน้อย จะมีชีวิตไม่ต่างอะไรจากท่านนักบุญผู้มีชีวิตในโลกเพียงระยะสั้น ๆ ในฐานะ ‘เณร’ แห่งคณะเยซูอิตช่วงกลางคริสตศตวรรษที่ 16 แต่ทุกคนในบ้านไม่นิยมเรียกหนูน้อยนี้ด้วยชื่อเสียเท่าไร พวกเขามักเรียกหนูน้อยด้วยชื่อลำลองว่า ‘ยียีโน’ หลังจากนั้นสองสามีภรรยาก็มีสมาชิกเพิ่มอีก 2 คน หนูน้อยยียีโนจึงเป็นลูกคนที่ 4 จาก 6 คนของครอบครัว


เมื่อหนูน้อยยียีโนอายุได้ 5 ปี ครอบครัวก็ได้พาไปรับศีลกำลังตามธรรมเนียมในสมัยนั้นในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1873 ที่วัดประจำหมู่บ้านตอร์รีอานา แต่เพียงหนึ่งปีให้หลังเหตุการณ์ดังกล่าว คือ ในวันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ. 1874 นายยูเซปเปก็ป่วยเป็นโรคไข้รากสาดใหญ่และเสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน นางฟีโลเมนาจึงได้กลายมาเป็นเสาหลักของครอบครัวกัมปีเดลลี นางได้พยายามเลี้ยงดูบุตรธิดาทั้งห้าด้วยความอ่อนโยนของมารดาและความเข้มแข็งของบิดา นางขยันทำงานในไร่ของครอบครัวมากขึ้นเช่นเดียวกับที่ทวีการสวดภาวนาต่อพระเจ้า ผู้มอบพลังในการแบกรับภาระที่เพิ่มขึ้นให้กับนาง และเนื่องจากสถานการณ์เป็นไปเช่นนี้ นายมิเคเล หรือที่คนในบ้านเรียกกันว่า คุณอาแบร์ตอลโด ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องชายของนายยูเซปเปและอาศัยอยู่ที่บ้านหลังเดียวกันกับพี่ชาย จึงได้เริ่มให้ท่านมาช่วยงานในไร่เพื่อแบ่งเบาภาระงานในครอบครัว ซึ่งท่านก็เชื่อฟังและได้เริ่มช่วยงานคุณน้าอย่างแข็งขัน แต่เนื่องจากสุภาพที่ไม่สู้จะแข็งแรงของท่าน ทำให้ไม่นานเมื่อต้องออกแดดนาน ๆ ผนวกกับทำงานหนัก ท่านก็ล้มป่วยลง มีอาการอ่อนเพลีย ไข้ขึ้นสูง และมีใบหน้าบวม

นางฟีโลเมนาที่เห็นท่านล้มป่วยลงเช่นนี้ ก็เข้าใจทันทีว่าท่านไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานประเภทนี้ ดังนั้นนางจึงได้ส่งท่านเข้าไปเรียนกับพระสงฆ์หนุ่มชื่อ คุณพ่ออังเยโล แบร์ตอซซี ตั้งแต่ ค.ศ. 1875 เป็นต้นมา ทำให้ท่านได้มีโอกาสเรียนภาษาละตินเบื้องต้น โดยทุกวันนางฟีโลเมนาจะคอยพาท่านไปส่งให้คุณพ่อแบร์ตอซซีตั้งแต่เช้าตรู่ ไม่เว้นแม้แต่ในช่วงสัปดาห์ระลึกถึงผู้วายชนม์ เพื่อร่วมมิสซาประจำวันและเข้าเรียน ซึ่งท่านเองก็มีความสุขที่ได้ตื่นไปเรียน เพราะมันทำให้ท่านได้ใกล้ชิดกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้สถิตอยู่ในวัดในรูปศีลมหาสนิท และในไม่ช้าท่านก็ตระหนักได้ว่า ท่านไม่อยากจะเก็บคำสอนที่ท่านได้เรียนรู้ไว้ได้คนเดียว ท่านจึงหาระฆังมาผูกกับต้นไม้แถวบ้าน แล้วเริ่มใช้มันเรียกเพื่อน ๆ ให้มาฟังสิ่งที่ท่านได้เรียนมาจากคุณพ่อแบร์ตอซซี ซึ่งเพื่อนของท่านหลายคนก็ชอบที่จะมาล้อมวงฟังท่านเล่าเรื่องราวเหล่านี้

ท่านเรียนอยู่กับคุณพ่อแบร์ตอซซีอยู่จนอายุพอเข้าโรงเรียนประถมศึกษา นางฟีโลเมนาก็ส่งเสียให้ท่านได้เรียนต่อที่โรงเรียนประชาบาลในท้องถิ่น นางมารีอา อมาตีที่เป็นครูประจำโรงเรียนในเวลานั้นเล่าถึงท่านว่าเป็นเด็ก “เอาใจใส่ มีสัมมาคารวะ ว่านอนสอนง่าย ดิฉันยังจำได้ดีถึงรูปร่างบ้าน ๆ บอบบาง ขาวซีด เขาไม่เคยเปิดโอกาสให้ดิฉันได้ดุเขาเลย เอาเข้าจริงดิฉันต้องชมเขาเสียด้วยซ้ำ คุณสามารถเห็นเทวดาได้บนใบหน้าของเขา” และในช่วงวัยของการเล่าเรียนนี้เอ เมื่อท่านมีอายุได้ 10 ปี ท่านจึงได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรก ในวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 1878 ไม่ปรากฏว่าท่านรู้สึกเช่นไรในวันดังกล่าว แต่จากการที่ดวงใจน้อย ๆ ของท่านเริงรื่นเมื่อได้อยู่ใกล้ชิดพระเจ้า ก็คงคาดเดาได้ไม่ยากว่าการที่ท่านจะสามารถรับพระเจ้ามาไว้แนบหัวใจผ่านแผ่นปังในแต่ละมิสซา จะเป็นความยินดีแก่วิญญาณที่ใสซื่อดวงนี้เพียงใด

อาจกล่าวได้ว่ายิ่งโตขึ้นเท่าไร วิญญาณของยียีโนก็โน้มเอียงไปหาสิ่งของในสวรรค์มากขึ้น ดังที่แม่ทูนหัวของท่านเล่าว่า “ดูเหมือนเขาเกิดมาเพื่อสวรรค์” ท่านรักที่จะสวดภาวนาเป็นเวลานานกว่าเด็กวัยเดียวกัน เวลาส่วนใหญ่ของท่าน ถ้าไม่อยู่ที่วัดก็อยู่ที่หิ้งพระของที่บ้าน นางเอมิลีอา พี่สาวของท่านเล่าว่า “เขาสวดเป็นพิเศษเพื่อคุณพ่อของพวกเรา เพื่อคนที่สิ้นใจและเพื่อคนในครอบครัว” และรังเกียจบาปซึ่งทำให้วิญญาณเสียความบริสุทธิ์ ท่านเคยบอกคุณแม่ของท่านว่า “แม่ครับ ผมขอให้พระเจ้าทรงได้รับการถวายพระพร เพราะพวกคนพาลต่างดูหมิ่นพระองค์” ท่านสั่นสะท้านทุกครั้งเมื่อได้ยินคำสบถสาบาน และได้แสวงหาวิธีการที่จะช่วยไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ทั้งผ่านการสวดภาวนาและกิจการเล็ก ๆ นั่นคือการเก็บเอาก้อนหินที่อยู่ตรงถนนหน้าโรงสีที่บ้านออก เพื่อว่าชาวนาที่เอาข้าวมาสีที่โรงงานจะได้ไม่มีเหตุผลให้สถบสาบานถึงพระเจ้า


นอกจากนี้ในทุกวันอาทิตย์ เมื่อถูกเพื่อน ๆ รุ่นราวคราวเดียวกันชวนไปเล่นก่อนเริ่มมิสซา ท่านก็จะบอกกับพวกเขาอย่างสุภาพว่าท่านจะมาเล่นด้วยหลังมิสซา และรีบตรงไปที่วัดเพื่อเดินรูปสิบสี่ภาคก่อนมิสซาอุทิศให้บิดาผู้จากไป มีครั้งหนึ่งเพื่อนของท่านเคยแหย่ท่าทางการเดินที่สงบเสงี่ยมเจียมตัวของท่านว่า “ยียีโน นี่นายกลายเป็นคนหลังค่อมไปแล้วนะ” ซึ่งท่านก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร เพียงแต่ส่งยิ้มให้เพื่อนคนนั้นเป็นคำตอบ นายอัตติลิโอ พี่ชายของท่านเป็นพยานว่า “เพื่อไปวัดทุกวัน เขาต้องเดินถึงห้ากิโลเมตรไปตามถนน แม้ด้วยรองเท้าที่กัดเขาก็ตาม” และด้วยนิสัยที่แตกต่างนี้ ชาวบ้านบางคนก็เคยเอ่ยกับนางฟีโลเมนา มารดาของท่านว่า “เป็นเรื่องเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียสามีไป แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงตอบแทนเธอด้วยลูกชายคนนี้นะ” และนางฟีโลเมนาก็สังเกตเห็นความแตกต่างในตัวของบุตรชายคนนี้โดยตลอด ทั้งตระหนักได้ว่าวิญญาณของท่านนั้นลอยสูงขึ้นเกินกว่านางจะตามทัน นางจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษาพี่ชายของนางที่เป็นพระสงฆ์ คือ คุณพ่อฟิลิปโป จนได้คำตอบร่วมกันว่า เป็นพระเจ้าที่ทรงทำงานอยู่ภายในดวงใจน้อย ๆ นี้ ของเด็กชายผู้ตอบสนองต่อพระองค์ด้วยความมหัศจรรย์

สองปีให้หลังจากท่านรับศีลมหาสนิทครั้งแรก ก็มีพระสงฆ์จากคณะพระมหาทรมานแห่งพระเยซูคริสตเจ้า ก่อตั้งโดยนักบุญเปาโล แห่ง ไม้กางเขนในประเทศอิตาลี เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 18 เดินทางเข้ามาทำงานในพื้นที่และได้รับมอบจากพระสังฆราชประจำสังฆมณฑลริมินีให้ดูแลสักการสถานพระนางมารีย์แห่งกาซาเล ซึ่งในเวลาต่อมานักบวชคณะดังกล่าวก็ได้เดินทางมาเทศน์สอนที่หมู่บ้านปอจโจ เบร์นีและตอร์รีอานาในช่วงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1880 ท่านที่เวลานั้นมีอายุได้ 12 ปีจึงได้มีโอกาสติดตามมารดาไปฟังนักบวชคณะดังกล่าวเทศน์ในพื้นที่ และบัดดลท่านก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นในใจของท่านว่า “เราต้องการให้ลูกเป็นนักบวชคณะพระมหาทรมาน” ท่านตระหนักได้ว่าพระเป็นเจ้าทรงเรียกให้ท่านสมัครเข้าเป็น ‘พระสงฆ์’ ในคณะนักบวชนี้ ดังนั้นท่านจึงไม่รีรอที่จะตรงไปบอกพระสงฆ์ ที่มีตำแหน่งเป็นคุณพ่ออธิการถึงความปรารถนาจะสมัครเข้าคณะของท่าน แต่เมื่อคุณพ่ออธิการทราบก็ขอให้ท่านรอไปก่อนจนกว่าจะอายุ 14 ปี ซึ่งนอกจากปัญหาเรื่องอายุแล้ว เอาเข้าจริงทางคุณพ่ออธิการก็ค่อนข้างเป็นกังวลเรื่องสุขภาพที่ไม่สู้จะแข็งแรงของท่าน

ดังนั้นในโอกาสอื่น ๆ ที่ท่านเทียวไปยังอารามของคณะพระมหาทรมาน ที่สักการสถานพระนางมารีย์แห่งกาซาเล ซึ่งห่างจากบ้านของท่านไปราวสิบกิโลเมตร คุณพ่ออธิการรวมถึงนักบวชคนอื่นก็ได้แนะนำให้ท่านไปเข้าบ้านเณรของพระสงฆ์พื้นเมืองจะดีกว่า แต่แม้จะถูกแนะนำเช่นนี้ ท่านก็ตระหนักได้ว่า ‘ที่ใด’ ที่ท่านมีกระแสเรียกการถวายตนทั้งครบในฐานะ ‘พระสงฆ์’ ของพระเจ้า ท่านเคยตอบไปว่า “พระสงฆ์ ถูกแล้วครับ แต่ไม่ใช่พื้นเมืองครับ พระสงฆ์พื้นเมืองซึ่งอยู่ในโลกมีความรับผิดชอบและอันตรายอยู่มาก แตกต่างจากบรรดานักพรตที่ได้ใกล้ชิดกับพระเจ้าอยู่ในอารามตลอดเวลา และมีวิธีมากมายที่จะได้รับความรอดครับ” และไม่เพียงแต่นักบวชคณะพระมหาทรมานที่เกลี้ยกล่อมท่านเช่นนั้น นางฟีโลเมนา มารดาของท่านที่ทราบความตั้งใจของบุตรชายในการเป็นพระสงฆ์ ก็เคยเกลี้ยมกล่อมให้ท่านเข้าบ้านเณรเป็นพระสงฆ์พื้นเมืองเหมืองคุณลุงของท่าน คือ คุณพ่อฟิลิปโป ที่ออกปากจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่บ้านเณรให้ แต่ท่านก็ได้ปฏิเสธ นางเทเรซาน้องสาวของท่านเล่าว่า “เขาอยากจะเป็นนักพรตมากว่าพระสงฆ์พื้นเมือง เพราะบรรดาพระสงฆ์พื้นเมืองมีภาระและอันตรายอยู่มากมาย ในขณะที่นักพรตนั้นแยกตนจากโลก พวกเขาจึงไปสวรรค์ได้ง่ายกว่า เขายังบอกว่าเขาชอบนักพรตที่แต่งชุดสีดำแต่มีหัวใจสีขาว ไม่ใช่พวกที่ใส่ชุดสีน้ำตาล”

ท่านรอเวลาอยู่อีก 2 ปีด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่ จนท่านมีอายุได้ 14 ปี ท่านก็ได้รับอนุญาตให้สมัครเข้าคณะพระมหาทรมาน ดังนั้นในวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1882 ซึ่งเป็นกำหนดวันส่งตัวท่าน ทุกคนในครอบครัวกัมปีเดลลีจึงพากันอำลาและส่งตัวท่านเข้าอารามที่อยู่ข้างสักการสถานพระนางมารีย์แห่งกาซาเลด้วยความเศร้าสร้อย นางเทเรซาเล่าในภายหลังว่า “พวกเราทุกคนร้องไห้พร้อมกับคุณแม่ มีเพียงพี่เท่านั้นที่ยังร่าเริง พี่เขาหัวเราะและบอกกับพวกเราว่า ‘อย่าร้องไห้เพราะพี่เลย เพราะพี่มีความสุขมาก’” ในวันนั้นท่านโบกมืออำลาเตรบบีโอ ดิ ปอจโจ เบร์นี ที่ท่านเติบโตมา ด้วยความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องบวชเป็นพระสงฆ์ ได้ไปเป็นธรรมฑูตคณะพระมหาทรมานผู้ร้อนรน และเป็นนักบุญ โดยไม่เคยหันหลังกลับไปยังที่แห่งนั้นอีกเลย

หลังจากนั้นอีกยี่สิบห้าวัน คือในวันที่ 27 พฤษภาคม ท่านจึงได้รับเครื่องแบบคณะสีดำตัวยาว ประดับด้วยตรารูปหัวใจสีขาวมีกางเขนปักอยู่ที่ยอด จารึกข้อความภายในว่า ‘ขอให้พระมหาทรมานของพระเยซูสถิตในใจของลูกทั้งหลายเสมอ’ ที่อกซ้าย และได้รับนามใหม่ว่า ‘บราเดอร์ปีโอ แห่ง นักบุญหลุยส์ กอนซากา’ สมดังความปรารถนาของท่าน ก่อนที่ในวันที่ 20 มกราคมปีต่อมา ท่านจะเดินทางไปเข้ารับการอบรมนวกะที่บ้านคณะ ในซานเตวติซิโอ ดิ ซอรีอาโน อัล ซิมิโน จังหวัดวิแตร์โบ ท่านรับการอบรมอยู่ที่นี่เป็นเวลาหกเดือน ในวันที่ 24 กรกฎาคม ปีเดียวกัน ท่านจึงเดินทางกลับมาบ้านคณะที่กาซาเล เพื่อศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษา วิชาเทววิทยาและปรัชญา เพื่อเตรียมบวชเป็นพระสงฆ์ต่อไปในอนาคต และเมื่อท่านมีอายุได้ 16 ปี ครบตามเกณฑ์ของคณะ ท่านจึงได้เข้าพิธีปฏิญาณตนครั้งแรก ในวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1884

ชีวิตในฐานะเณรของท่าน บรรดาผู้ที่มีชีวิตอยู่ร่วมกับท่านต่างเห็นตรงกันว่าท่าน “เป็นคนถ่อมตน นบนอบต่อคำสั่งของคุณพ่ออธิการ แม้แต่ในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเถรตรง สำรวมกาย ช่างจดจำ” นวกจารย์ของท่านเคยกล่าวถึงท่านไว้ในเวลาต่อมาว่า “นวกะคณะพระมหาทรมานหมดลงแล้วหรือ ที่นี่ไม่มีนวกะต่อไปแล้ว ปีโอเป็นนวกะที่แท้จริง เขาแสนดี ถ่อมตน นบนอบ หมั่นตักตวงผลการภาวนา ถ้าพวกเธอไม่เอาอย่างปีโอ พวกเธอก็ไม่ใช่นวกะที่แท้จริง” ในขณะที่คุณพ่อวิญญาณณารักษ์ของท่านเล่าว่า ท่านเป็นคนร่าเริงสดใส แต่รู้จักสงบโดยธรรมชาติและโดยการบังคับตน ส่วนบรรดาสัตบุรุษที่แวะเวียนมาที่สักการสถานพระนางมารีย์แห่งกาซาเลอยู่บ่อย ๆ ก็ต่างลงความเห็นว่าท่านเป็น ‘นักบุญน้อยแห่งกาซาเล’ เราอาจกล่าวโดยสรุปเพิ่มเติมได้ว่า ในฐานะสมาชิกคณะพระมหาทรมาน ท่านได้เจริญชีวิตเป็นแบบอย่างที่ดีของพี่น้อง ท่านมีความศรัทธาร้อนรนต่อศีลมหาสนิท พระเยซูเจ้าบนไม้กางเขน และพระนางมารีย์ ท่านยังสวดภาวนาเพื่อผู้อื่น หนึ่งในนั้นคือคุณอาแบร์ตอลโด ที่ถึงแม้จะเป็นคุณอาที่น่ารักของหลาน ๆ แต่ก็รักการสังสรรค์ และชอบสถบสาบานอยู่บ่อยครั้ง (ท่านยินดีไม่น้อย เมื่อทราบในเวลาต่อมาคุณอาได้เลิกนิสัยเช่นนี้แล้ว)

เป้าหมายในการเป็นพระสงฆ์ของท่านใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เมื่อท่านได้เข้ารับพิธีโกนและศีลบวชน้อยอันเป็นขั้นก่อนเป็นอนุสงฆ์ สังฆานุกร และพระสงฆ์ตามลำดับ ณ อาสนวิหารประจำเมืองริมินี ในวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1887 ทุกคนต่างยินดีและมีความคาดหวังว่าในไม่ช้า คณะพระมหาทรมานจะได้มีพระสงฆ์เพิ่มอีกหนึ่งองค์ เป็นผลแรกของพันธกิจในโรมัญญา แต่ในขณะที่ท่านกำลังเตรียมตัวอย่างขยันแข็งเพื่อจะได้รับอนุญาตให้บวชเป็นอนุสงฆ์นั้น เมื่อเวลาล่วงถึงฤดูหนาวในปีถัดมา ท่านก็ล้มป่วยลงและได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อวัณโรค เป็นผลให้สุขภาพท่านที่ไม่ได้แข็งแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งทรุดลงเรื่อย ๆ จนต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เตียงนอน ในสถานการณ์เช่นนี้ ท่านไม่ได้ต่อว่าตำหนิสิ่งใด ตรงข้ามท่านน้อมรับน้ำพระทัยของพระเจ้า ด้วยใจกล้าหาญและมอบความวางใจไว้ในองค์พระเยซูเจ้า และแม่พระดังที่ทำมาโดยตลอด

เมื่อข่าวอาการป่วยของท่านไปถึงเตรบบีโอ ญาติของท่านคนหนึ่งก็ได้เดินทางมาเยี่ยมท่าน และได้แนะนำให้ท่านกลับไปอยู่กับครอบครัวเพื่อพักรักษาตัว โดยสัญญาว่าถ้าท่านยอมปฏิบัติตาม ท่านก็จะได้รับมรดกเพิ่ม แต่ท่านก็รีบปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “ไม่มีทางครับ แม้แต่เอาทองคำทั้งโลกมาให้ก็ตาม” นับวันที่อาการของท่านมีแต่จะทรุดลงทรุดลง กลิ่นหอมของความศักดิ์สิทธิ์ในตัวของท่านก็ยิ่งขจรขจายในยังผู้คนที่ได้พบเจอท่านมากขึ้น และเมื่อต้องนอนซมอยู่แต่กับเตียงนอนเป็นหลัก ไม่สามารถอ่านหนังสือได้ ท่านก็ไม่ได้ปล่อยให้ร่างกายได้พักผ่อน ตรงกันข้ามท่านได้ใช้เวลาเหล่านั้นไปการรำพึงภาวนาถึงพระเป็นเจ้าเป็นเวลาหลายต่อหลายชั่วโมง ไม่ก็ร้องเพลงถึงแม่พระด้วยเสียงแผ่วเบา ครั้งหนึ่งท่านเคยอุทานออกมาว่า “โอ้ ปัญญาอันไร้ขอบเขตของพระเจ้า โอ้ ความดีไม่รู้สิ้นสุด โอ้ พระเมตตาอันยิ่งใหญ่ ไม่รู้สิ้นสุดของพระเจ้า โอ้ พระกรุณาอันมิรู้ประมาณ ถูกแล้ว พระเจ้านั้นทรงพระกรุณา ลูกจะยกถวายสิ่งใดเพื่อตอบสนองพระกรุณานี้ได้เล่า”


ท่านตระหนักดีว่าการป่วยครั้งนี้เป็นกางเขนสุดท้ายที่ท่านจะได้รับบนโลกนี้ ท่านจึงแจ้งกับทุกคนที่คอยช่วยเหลือท่านตลอดมาว่าท่านจะคอยสวดภาวนาให้พวกเขาอยู่ในสวรรค์ ครั้งหนึ่งเมื่อนางฟีโลเมนามาเยี่ยมท่าน ในห้วงเวลาที่การเดินทางของท่านใกล้จะจบลงเต็มที ท่านก็ได้ปลอบโยนมารดาว่า “กล้าหาญไว้นะครับแม่ พวกเราจะได้พบกันใหม่ในสวรรค์” นอกจากนี้ในอีกวาระหนึ่ง ด้วยการตระหนักดีถึงเวลาที่ใกล้เข้ามา ท่านจึงได้มอบสิ่งสุดท้ายที่ท่านมี เพื่อยังประโยชน์ให้แก่พระศาสนจักรอย่างถึงที่สุด ดุจเป็นการชดเชยที่ท่านมิอาจจะได้เป็นพระสงฆ์และธรรมทูตผู้ร้อนรน คือ ชีวิตของท่านเป็นดุจแผ่นปังบนพระแท่นบูชา “ลูกถวายชีวิตของลูกเพื่อพระศาสนจักร เพื่อองค์พระสันตะปาปา เพื่อคณะของลูก เพื่อการกลับใจของคนบาป และเพื่อแผ่นดินโรมัญญาที่รักของลูก”

ล่วงถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1889 อันเป็นวันที่ท่านได้แจ้งกับมารดา คุณพ่อวิญญาณณารักษ์ รวมถึงคนอื่น ๆ ว่าท่านจะจากไป ในยามกลางดึกของวันนั้นขณะทุกคนในอารามต่างพากันล้อมวงสวดภาวนาให้ท่านที่มีอาการตรีฑูต ชั่วขณะหนึ่งท่านที่จวนจะสิ้นใจก็อุทานขึ้นมาว่า “ดูนั่น แม่พระเสด็จมาแล้ว” พร้อมจ้องมองไปที่กำแพงที่ว่างเปล่า แล้วท่านจึงหลับตาลงสิ้นใจไปพร้อมรอยยิ้มในเวลา 22.30 น. ด้วยอายุเพียง 21 ปี 6 เดือน 4 วัน รุ่งขึ้นข่าวการจากไปของ ‘ภารดาผู้ศักดิ์สิทธิ์’ และ ‘นักบุญน้อยแห่งกาซาเล’ ก็กระจายไปทั่วในหมู่สัตบุรุษรอบอาราม ทำให้ในวันฝังร่างของท่าน นอกจากสมาชิกในคณะและครอบครัวที่ต่างเศร้าโศกต่อการจากไปอย่างกระทันหันของท่าน ยังมีชาวบ้านที่ต่างมาร่วมพิธีฝังร่างของนักบุญองค์ใหม่ ที่สุสานของหมู่บ้านซาน วีโต


ไม่นานหลังจากการสูญเสียอนาคตพระสงฆ์คณะพระมหาทรมานชาวโรมัญญาคนแรกไป ด้วยชื่อเสียงที่เกิดจากวัตรปฏิบัติตลอดชีวิตสั้น ๆ ของท่าน ก็บันดาลให้สถานที่พำนักสุดท้ายกลายเป็นที่แสวงบุญของชาวบ้านใกล้เคียง จนที่สุดจึงนำไปสู่การเปิดกระบวนการแต่งตั้งท่านเป็นนักบุญ เป็นผลให้มีการเคลื่อนย้ายร่างของท่านจากสุสานหมู่บ้านซาน วีโต มายังพระแท่นภายในสักการสถานพระนางมารีย์แห่งกาซาเล ผู้ซึ่งท่านมอบถวายตัวไว้อย่างศรัทธา ใน ค.ศ. 1923 และภายหลังจากเกิดอัศจรรย์การหายจากโรคไขข้ออักเสบจากเชื้อวัณโรคของซิสเตอร์มารีอา โฟสกี อาศัยคำเสนอวิงวอนของท่าน จึงเป็นผลให้ในวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 1985 ในโอกาสปีเยาวชนสากล สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 จึงได้สถาปนาท่านขึ้นเป็นบุญราศี พร้อมคารีวียะสตรีอีก 2 ท่าน โดยในวันนั้นพระองค์ทรงยกย่องท่าน ‘เป็นเกลือดองแผ่นดิน’ สำหรับผู้คนรอบข้างที่รู้จัก

และเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมา จดหมายข่าวจากคุณพ่อมหาธิการคณะพระมหาทรมานของพระเยซูเจ้า ก็ได้ระบุว่าทางศาลสอบสวนอัศจรรย์อัครสังฆมณฑลเรอาเล ในประเทศอิตาลี ได้ปิดกระบวนการสืบสวนอัศจรรย์ครั้งที่ 2 ผ่านการเสนอวิงวอนของบุญราศีปีโอ และได้จัดส่งเอกสารการสอบสวนทั้งหมดไปยังสมณะกระทรวงว่าด้วยประกาศแต่งตั้งนักบุญ เพื่อให้ทางสมณะกระทรวงพิจารณาสอบสวนอีกครั้ง และหากไม่พบเหตุขัดข้องใดในการอัศจรรย์ครั้งนี้ ในไม่ช้าเราก็คงจะได้เห็นการสถาปนาบุญราศีปีโอขึ้นเป็นนักบุญในเร็ววัน 


พระเยซูเจ้าทรงอุปมาพระองค์เป็นนายชุมพาบาลที่ได้ทรงเรียกแกะของพระองค์ให้ออกไปจากคอก ดังที่ท่านนักบุญยอห์นได้บันทึกพระดำรัสตอนหนึ่งว่า “เมื่อเขาพาแกะออกไปหมดแล้ว เขาจะเดินนำหน้า และแกะก็ตามไปเพราะจำเสียงของเขาได้” (ยอห์น 10 : 4) พระวาจาอุปมาในข้อนี้ชวนให้เราเทียบเคียงได้ว่า เมื่อพระเยซูทรงไถ่เราด้วยการสิ้นพระชนม์ และทรงเป็นผลแรกของการกลับคืนชีพจากความตาย พระองค์ได้ปลดปล่อยเรามนุษย์จากพันธนาการของบาป พระองค์ได้ทรงนำหน้าเราไปยังสวรรค์เพื่อเตรียมที่ไว้คอยท่าเราในวันเวลาที่เหมาะสม ดังนั้นเรามนุษย์ผู้เป็นแกะของพระองค์ และได้ถูกปลดปล่อยออกจากคอกแห่งบาป จึงมีหน้าที่ติดตามเสียงของพระองค์ไปจนบรรลุถึงสวรรค์ ท่านบุญราศีปีโอก็ปฏิบัติดังนั้น เพราะท่านสำนึกได้ว่าตนได้รับผลแห่งการไถ่กู้จากพระคริสตเจ้า ท่านจึงเงี่ยหูสดับฟังเสียงของพระองค์ และพบว่านอกจากการเป็นคริสตชนที่ดี พระองค์ได้ทรงเรียกให้ท่านได้เป็นพระสงฆ์ในคณะพระมหาทรมาน ‘ด้วยเชื่อและไว้ใจ’ ท่านจึงไม่ลังเลที่จะติดตามกระแสเรียกนั้นอย่างดีที่สุด แม้ในท้ายที่สุดท่านจะไม่สามารถบรรลุตามตั้งใจ เพราะพระเจ้าได้ทรงโปรดยกท่านไปรับบำเหน็จในขณะที่ท่านกำลังเตรียมตัวเพื่อเป็นอนุสงฆ์ก็ตาม แต่ก็ ‘ด้วยเชื่อและไว้ใจ’ หมดชีวิต ท่านไม่ได้ต่อว่าพระองค์ ท่านยังคงเงี่ยหูฟังเสียงเรียกนั้นในยามที่เจ็บป่วย และมอบทุกสิ่งให้เป็นไปตามน้ำพระทัย จนถึงกับมอบชีวิตพลีเป็นยัญบูชาเพื่อคนอื่นอย่างไม่หวงแหน 

วันนี้ที่พระศาสนจักรกำหนดให้เป็นวันภาวนาเพื่อกระแสเรียกสากล ขอให้ชีวิตท่านบุญราศีปีโอรุนเร้าเราในการติดตามเสียงเรียกของพระชุมพาบาลผู้แสนดี ‘ด้วยเชื่อและไว้ใจ’ ด้วยสถานภาพต่าง ๆ ทั้งฆราวาสและนักบวช ในทุกช่วงเวลาของชีวิต เป็นพิเศษสถานภาพของนักบวช โดยเฉพาะพระสงฆ์ ขอให้เราวิงวอนต่อพระเจ้าอาศัยคำเสนอวิงวอนของท่านบุญราศีปีโอ ให้คริสตชนทั้งหลายสามารถ ‘จำเสียง’ ของชุมพาบาลได้ตลอดการเดินทางในโลกนี้ โดยเฉพาะเยาวชนชายผู้ตระหนักได้ถึงเสียงเรียกการเป็นพระสงฆ์ ทั้งที่ยังลังเลใจอยู่ในโลกและที่ตัดสินใจเข้าบ้านเณรไปแล้ว ขอพระเจ้าได้โปรดนำทางพวกเขาให้บรรลุศักดิ์สงฆ์ของพระองค์ พรั่งพร้อมด้วยความศักดิ์สิทธิ์ดุจท่านบุญราศีปีโอ ขอพระองค์โปรดปกป้องดวงวิญญาณเหล่านี้ดุจพระเกียรติมงคลของพระองค์ เพราะพวกเขาเหล่านี้เองจะมีส่วนในการประกาศพระเมตตาของพระองค์ให้โลกได้รับรู้อาศัยการเทศน์สอน การรับใช้ การโปรดศีลอภัยและศีลมหาสนิท แล้ววิญญาณจำนวนมากก็จะได้ติดตามพระองค์จนถึงสวรรค์ ดังที่พระองค์ตรัสกับท่านนักบุญโฟสตินาว่า ใจของพระองค์ “ทนทุกข์อย่างขมขื่นที่ต้องเห็นวิญญาณพินาศไปด้วยบาป” อาแมน

รูทราย, เทเรซีโอของพระเยซู

วันภาวนาเพื่อกระแสเรียกสากล ที่ 30 เมษายน ค.ศ. 2023


“ข้าแต่ท่านบุญราศีปีโอ กัมปีเดลลี ช่วยวิงวอนเทอญ” 


รายการอ้างอิง

https://www.sangabrielebari.it/wp-content/uploads/santita-piocampidelli.pdf
https://www.passiochristi.org/blessed-pio-campidelli/
https://www.santiebeati.it/dettaglio/90635
https://www.causesanti.va/it/santi-e-beati/pio-di-san-luigi.html
https://www.vatican.va/content/john-paul-ii/it/homilies/1985/documents/hf_jp-ii_hom_19851117_tre-beatificazioni.html
http://www.madonnadicasale.it/b-pio-campidelli.html





วันเสาร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2566

ข้อคิดจากนักบุญราฟาเอล อาร์ไนซ์ บารอน

ข้อคิดของนักบุญราฟาเอล อาร์ไนซ์ บารอน 

นักบุญราฟาเอล อาร์ไนซ์ บารอน เป็นภารดาคณะทราปปิสต์ชาวสเปน ผู้มีชีวิตในช่วงเวลาสั้น ๆ ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 แต่เป็นชีวิตธรรมดา แต่แสนพิเศษ เพราะท่านได้เผยให้เห็นคุณค่าของไม้กางเขน ผ่านทั้งข้อเขียนและการเจริญชีวิต โดยเฉพาะในช่วง 4 ปีสุดท้ายของชีวิต เมื่อท่านพบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคเบาหวาน และทำให้ท่านไม่ได้บวชเป็นนักพรต โดยบทความนี้จะแบ่งออกเป็น 2 หัวข้อ คือ ประสบการณ์ภายในเรื่อง: ผมจะเปลี่ยนสวรรค์ให้เป็นตลาดผักของท่าน และคำพูดของท่านในข้อเขียนอื่น ๆ บทความนี้เป็นส่วนขยายจากชีวประวัติของท่าน ในชื่อ “ราฟาเอล อาร์ไนซ” ธรรมดาแต่แสนพิเศษ ที่ทางเพจเคยลงไว้เมื่อนานแล้ว และได้ตัดสินใจชำระใหม่ในปีนี้ เพราะมองเห็นประโยชน์ของการนำข้อคิดของท่าน ที่ส่วนหนึ่งเคยอยู่ในชีวประวัติแยกออกมา เพื่อให้เราสามารถรำพึงไปพร้อมกับท่าน

1. ประสบการณ์ภายในเรื่อง:ผมจะเปลี่ยนสวรรค์ให้เป็นตลาดผัก


เวลาบ่ายสามโมงในวันที่มีฝนในเดือนธันวาคม เมื่อถึงเวลาทำงาน เนื่องจากเป็นวันเสาร์และมีอากาศที่หนาวมาก พวกเราจึงไม่ได้ออกไปทำงานที่ข้างนอก พวกเราพากันทำงานอยู่ในห้องซึ่งถั่วเลนทิลถูกล้าง มันฝรั่งถูกปลอก กระหล่ำปลีถูกสับ ฯลฯ พวกเราเรียกมันว่า ‘ห้องทดลอง’ ที่นี่มีโต๊ะตัวยาวพร้อมม้านั่ง และหน้าต่างที่มีไม้กางเขนแขวนอยู่ด้านบน ช่างเป็นวันที่หม่นหมองเสียจริง มีเมฆดำทะมึน มีลมพัดมาเป็นระยะ ๆ หยดน้ำจำนวหนึ่งค่อย ๆ โลมเลียกระจก และเหนือสิ่งอื่นใดคืออากาศที่หนาวเย็น อากาศหนาวตามฤดูกาลและภูมิประเทศ

ความจริง คือ นอกจากความเย็นที่ผมรู้สึกจากมือและเท้าที่เย็ยเฉียบ ส่วนใหญ่ผมมองเห็นสิ่งเหล่าภายในจินตนาการของผม เพราะผมแทบจะไม่ได้มองไปที่หน้าต่างเลย บ่ายวันนั้นทุกอย่างดูมืดครึ้มและทุกอย่างก็ช่างดูเศร้าสำหรับผม ผมรู้สึกได้ถึงความหนักใจอยู่เงียบ ๆ และก็ดูเหมือนว่าเจ้าปีศาจตัวน้อยบางตนต้องการหลอกล่อผมด้วยสิ่งที่ผมเรียกว่า ‘ความทรงจำ’ เพื่อทดสอบความอดทนและการรอคอย

ผมมีมืดอยู่ในมือ และเบื้องหน้าผมก็คือ ตระกร้าที่มีแครอทสีขาวขนาดมหึมา ซึ่งจริง ๆ แล้วคือหัวผักกาดขาด ผมไม่เคยเห็นมันอันใหญ่และเย็นได้ขนาดนี้ ผมจะจัดการกับมันอย่างไรได้บ้าง ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากต้องลงมือปอกเปลือกมัน เวลาค่อย ๆ ผ่านไปและมีดของผมก็ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านระหว่างเปลือกและเนื้อของหัวผักกาด ซึ่งผมก็สามารถทำมันออกไม่ได้สวย

เจ้าปีศาจยังคงทำสงครามกับผม ทำไมผมต้องออกจากบ้านและมาปอกสิ่งที่น่ารังเกียจเหล่านี้ท่ามกลางความหนาวเย็นที่แสนจะขมขื่น ช่างเป็นเรื่องที่ไร้สาระเสียจริงที่ต้องมานั่งปอกหัวผักกาดอย่างเอาจริงเอาจังตามที่ได้รับมอบหมาย เจ้าปีศาจตัวเล็กและเฉลียวฉลาดซ่อนอยู่ในตัวของผม และทำให้ผมคิดถึงบ้าน คิดถึงคุณพ่อคุณแม่และน้อง ๆ และคิดถึงอิสระที่ผมได้ละทิ้งไว้ข้างหลัง เพื่อคุมขังตัวเองอยู่ที่นี่พร้อมถั่วเลนทิล มันฝรั่ง กระหล่ำปลี และหัวผักกาด

ช่างเป็นวันที่หม่นหมองเสียจริง ผมไม่ได้มองไปที่หน้าต่าง แต่ผมก็เดาได้ว่าภายนอกน่าจะเศร้าเพียงไหน มือของผมแดง แดงเหมือนเจ้าปีศาจ เท้าของผมชา แล้ววิญญาณของผมเล่า ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า บางทีวิญญาณของลูกก็ทุกข์อยู่บ้าง แต่ไม่จะอย่างไร ลูกได้ลี้ภัยอยู่ในความเงียบ

ผมปล่อยเวลาไปกับความคิดทั้งหลายทั้งแหล่ หัวผักกาดและความหนาวเย็น ทันใดดุจสายลมพัด แสงอันทรงพลังก็สาดส่องเข้ามาในวิญญาณของผม ลำแสงของพระเจ้า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง มีเสียงถามผมว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ ผมกำลังทำอะไรอยู่ โอ้พระแม่มารีย์ นี่เป็นคำถาม ปอกหัวผักกาด ปอกหัวผักกาดงั้นหรือ ปอกไปทำไม และใจของผมก็ลิงโลดและตอบกลับโดยไม่ต้องคิดว่า ลูกกำลังปอกหัวผักกาดเพื่อความรัก เพื่อความรักของพระเยซูคริสตเจ้า

ผมไม่อาจบรรยายได้ว่าผมสามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างถ่องแท้อย่างไร แต่ที่ภายใน ลึกลงไปในวิญญาณของผม สันติที่ยิ่งใหญ่ได้เข้ามาแทนที่ความปั่นป่วนที่ผมเคยรู้สึกมาก่อน ผมพูดได้เพียงว่ามนุษย์คนหนึ่งสามารถเปลี่ยนสิ่งที่เล็กน้อยที่สุดในโลก ให้เป็นกิจการแห่งรักต่อพระเจ้าได้ ไม่ว่าจะเป็นการลืมตาหรือหลับตา ถ้าทำเพื่อพระนามของพระองค์แล้ว ก็สามารถนำเราไปสวรรค์ได้ การปอกหัวผักกาดด้วยความรักต่อพระเจ้าก็มีให้ผลมากเท่า ๆ กับการพิชิตอเมริกา การคิดว่าอาศัยพระเมตตาของพระองค์ลูกผมช่างเป็นคนโชคดีเสียจริง ที่ได้ทำบางสิ่งเพื่อพระองค์เติมเต็มวิญญาณของผมด้วยความยินดี ในแบบที่ว่าถ้าผมปล่อยตัวไปตามแรงนั้น ผมก็คงเริ่มโยนเจ้าหัวผักกาดไปทางซ้ายทีขวาที เพื่อให้เจ้ารากใต้พิภพผู้น่าสงสารได้ร่วมส่วนในความยินดีในหัวใจของผม ผมคงจะเริ่มโยนจักกลิ้งด้วยหัวผักกาด มีด และผ้ากันเปื้อน

ผมหัวเราะจนน้ำตาไหล (แม้มันอาจไหลเพราะความหนาวเย็น) ที่เจ้าปีศาจตัวน้อยทั้งหลาย ตกใจต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผม และพากันไปซ่อนตัวอยู่ตาวมกระสอบถั่วลูกไก่และตระกร้ากระหล่ำปลีที่วางอยู่บริเวณนั้น

ผมจะคร่ำครวญถึงสิ่งใดได้บ้าง จะเสียใจไปใยเมื่อนี่เป็นเหตุแห่งความยินดี วิญญาณจะสามารถปรารถนาสิ่งใดมากไปกว่าการยอมรับความทุกข์ยากเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อพระเจ้าผู้ถูกตรึงบนไม้กางเขน พวกเราไม่มีอะไรเลย ไม่มีค่าอันใด พวกเราตกอยู่ในการทดลองเล็ก ๆ น้อย ๆ และโบยบินขึ้นมาด้วยความสบายใจอาศัยการสัมผัสกับความรักของพระเจ้าเพียงเล็กน้อย

เมื่อผมเริ่มลงมือทำงาน เมฆแห่งความโศกเศร้าได้ปกคลุมท้องฟ้า วิญญาณของผมทุกข์ทรมานเมื่อมองเห็นมันอยู่บนไม้กางเขน ทุกอย่างถ่วงรั้งวิญญาณของผมให้ล่วงลงไม่ว่าจะเป็นกฏเกณฑ์ งาน ความเงียบ การขาดแสงในวันที่หม่นมัว ความเศร้า และความหนาวเย็น สายลมที่พัดผ่านบานหน้าต่าง ฝน โคลน การสิ้นแสงสุริยา โลกนั้นอยู่ห่างไกลมาก ไกลเหลือเกิน ในขณะที่ผมปอกหัวผักกาดโดยไม่ได้ระลึกถึงพระเจ้าของผม แต่ทุกสิ่งก็ล่วงไป ไม่เว้นแม้แต่การทดลอง เมื่อเวลาล่วงไปและสันติได้เข้ามา ที่นั่นก็มีแสงสว่าง บัดนี้ผมไม่สนแล้วว่าวันคืนจะเหน็บหนาว มีเมฆมาก มีลมพัด หรือไม่มีแสงอาทิตย์ ทุกสิ่งที่ผมปรารถนาคือการปอกหัวผักกาดของผม ด้วยสันติ ความสุข ความอิ่มใจ พลางมองไปที่องค์พระมารดา และถวายพระพรแด่พระเจ้า

มันสำคัญอย่างไรนะหรือ เวลาของความทุกข์โศก ความทุกข์ยากชั่วขณะ ผมกล่าวได้เลยว่าไม่มีความเจ็บปวดใดที่ปราศจากการชดเชยทั้งชีวิตนี้และชีวิตหน้า และเอาเข้าจริงแล้วเพื่อบรรลุถึงสวรรค์ พวกเราจึงถูกขอให้น้อมรับมันเพียงเล็กน้อย ที่นี่ในอารามมันอาจจะดูง่ายกว่าในโลก แต่มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับชีวิตที่นี่หรือชีวิตแบบอื่น ในโลกพวกเราก็มีหนทางเดียวกันในยกถวายบางสิ่งแด่พระเจ้า แต่สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกได้ชักนำและทำให้พวกเราเสียโอกาสเหล่านั้นไปเป็นจำนวนมาก มนุษย์ก็เหมือนกันในที่นี่ พวกเขามีความสามารถในการอดทนและรักเหมือน ๆ กัน ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน คุณสามารถค้นพบไม้กางเขน

ขอให้เราใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ ขอให้เรารักกางเขนที่ได้รับพรซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงส่งมาในทางของเรานี้เถิด ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม จงยึดสิ่งเล็กสิ่งน้อยในชีวิตประจำวัน ชีวิตธรรมดา ๆ การเป็นนักบุญไม่จำเป็นต้องทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นเพียงการทำสิ่งเล็ก ๆ ให้ยิ่งใหญ่. ในโลกที่โอกาสเหล่านี้เสียไป แต่ก็เป็นเพราะโลกที่ทำให้ใจของมนุษย์นั้นว้าวุ่น ก็จะเป็นการดีที่จะรักพระเจ้าผ่านการพูดคุย เช่นเดียวกับที่อารามทำในความเงียบ สิ่งที่สำคัญคือการทำบางสิ่งเพื่อพระองค์ ด้วยการระลึกถึงพระองค์ จะสถานภาพใด สถานที่ใด และอาชีพใดก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ พระเจ้าสามารถชำระผมได้ ไม่ว่าจะเป็นตอนผมปอกหัวผักกาดหรือปกครองจักรวรรดิ

ช่างน่าเสียดายเสียนี่กระไร ที่โลกนี้เต็มไปด้วยความฟุ้งซ่าน เพราะผมมองว่ามนุษย์ไม่ได้แย่อย่างแท้จริง และพวกเราก็ต่างทนทุกข์ แต่ไม่รู้ว่าจะทนทุกข์อย่างไร หากเพียงแต่พวกเขามองข้ามความประเดี๋ยวประด๋าว ชั้นความสุขจอมปลอมซึ่งโลกได้ซ่อนน้ำตาไว้ในมัน ความเมินเฉยต่อพระเจ้า หากเพียงแต่พวกเขายกสายตาขึ้นยังเบื้องบน พวกเขาก็จะได้พบเจอประสบการณ์เดียวกับที่นักพรตที่ถือเจ้าหัวผักกาด หยดน้ำตามากมายจะเหือดแห้ง ภาระมากมายจะผ่อนเบาลง และกางเขนจำนวนมากจะอ่อนละมุน และจากนั้นพวกเขาก็จะสามารถถวายทุกสิ่งแด่พระคริสตเจ้าได้

เมื่อเสร็จงาน ผมคุกเข่าลงในการภาวนาเข้าส่วนกับพระเยซูเจ้าผู้ถูกตรึงไม้กางเขน ผมนำตระกร้าที่มีหัวผักกาดที่ถูกปอกแล้วอย่างงดงาม และล้างจนสะอาดไว้ที่ตรงนั้น ผมไม่มีสิ่งใดจะทูลถวายพระองค์อีก แต่พระเจ้าก็ทรงรับทุกสิ่งที่ถวายด้วยหัวใจทั้งดวง ไม่ว่าจะเป็นหัวผักกาดหรืออาณาจักร

ในโอกาสต่อไปเมื่อผมได้ปอกผัก ไม่ว่าจะเป็นผักชนิดไหนก็ตาม แม้ว่าพวกมันจะเย็นเฉียบเพียงใด ผมจะทูลต่อพระนางมารีย์ไม่ให้ทรงอนุญาตให้เจ้าพวกปีศาจตัวน้อยมาเฉียดใกล้เพื่อทดลองผม ผมจะทูลให้พระนางทรงส่งบรรดาทูตสวรรค์จากสวรรค์มาแทน หลังจากนั้นเมื่อผมเริ่มปอกเปลือก บรรดาทูตสวรรค์ก็จะนำผลงานจากมือของผมไป และวางแครอทสีแดงไว้แทบพระบาทของพระนางและองค์พระเยซู พวกเขาจะวางทั้งหัวผักกาดสีขาว หัวมันฝรั่ง หัวหอม กระหล่ำปลี และผักกาดหอมเช่นเดียวกัน

หากผมมีโอกาสได้อยู่ในอารามนาน ๆ ผมจะเปลี่ยนสวรรค์ให้เป็นตลาดผัก และเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกผมและตรัสกับผมว่า “ผักถูกปอกพอแล้ว วางมีดและผ้ากันเปื้อนของลูก และมาร่วมยินดีในสิ่งที่ลูกทำไว้เถิด” และเมื่อผมได้อยู่ในสวรรค์ และได้เห็นว่าพระเจ้าพร้อมทั้งบรรดานักบุญทั้งหลายอยู่ท่ามกลางกองผักเหล่านั้น ข้าแต่องค์พระเยซูเจ้า ลูกไม่อาจจะช่วยพระองค์และคณะได้ ลูกจะทำได้แต่หัวเราะออกมา

ท่านเขียนประสบการณ์นี้ในวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1936 เมื่อท่านอายุได้ 25 ปี

2. ข้อเขียนของท่านจากบันทึกส่วนตัว และจดหมาย


2.1 เป็นเป็นเรื่องยากที่อธิบายว่าทำไมคนคนหนึ่งถึงรักความทุกข์ทรมาน แต่ผมก็เชื่อว่าสามารถอธิบายได้ว่า เป็นเพราะนี่ไม่ใช่ความทุกข์ทรมานในตัวของตัวเอง แต่เป็นความทุกข์ทรมานในองค์พระคริสตเจ้า และผู้ใดก็ตามที่รักพระคริสตเจ้า ก็ย่อมรักไม้กางเขนของพระองค์

2.2 หาก ณ เวลาหนึ่งพระเจ้าไม่ได้ประทับอยู่ในวิญญาณ ก็เป็นเพราะเราไม่ต้องการให้พระองค์อยู่ที่นั่น เรามัวสาละวันแต่สิ่งที่ต้องทำ ความว้าวุ่น ความสนใจ ความปรารถนาที่ไม่มีแก่นสาร ความคิดทระนงตน เรามีเรื่องทางโลกมากมายอยู่ในตัวเรา เป็นเหตุให้พระเจ้าทรงถอยห่างไปโดยพระองค์เอง ดังนั้นทั้งหมดที่เราต้องทำ คือ ต้องการพระองค์

2.3 ทุกวันผมมีความสุขในการละทิ้งทุกสิ่งไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์โดยสมบูรณ์ ผมเห็นน้ำพระทัยของพระองค์แม้ในสิ่งที่เล็กน้อยที่สุดและสิ่งเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น ในทุกครั้งที่ผมพบตัวอย่างของการรับใช้ได้ทำให้ผมเข้าใจถึงพระเมตตาที่พระองค์มีต่อผมมากยิ่งขึ้น ผมรักการออกแบบของพระองค์ด้วยทั้งชีวิตของผม และนั่นก็เพียงพอแล้ว

2.4 เมื่อมีพระเยซูเจ้าอยู่เคียงข้างไม่มีอะไรยากสำหรับผม และผมได้แลเห็นว่าหนทางสู่ความศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องง่าย ไม่ก็ดูเหมือนว่าผมถูกสร้างขึ้นมาด้วยการกำจัดสิ่งต่าง ๆ แทนที่จะด้วยการควบรวม ค่อย ๆ คลี่คลายไปสู่ความเรียบง่ายแทนที่จะเป็นความสลับซับซ้อนด้วยสิ่งใหม่ เพื่อวัดว่าเราได้แยกตัวออกจากความรักที่ยุ่งเหยิงทั้งต่อสรรพสิ่งและต่อตัวของเราเอง สำหรับผมคือก็คือการที่เราได้เริ่มเข้าใกล้และเข้าใกล้องค์ความรักเพียงหนึ่งเดียว องค์ความปรารถนาเดียว ผู้ปรารถนาชีวิตนี้ และมุ่งสู่ความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง ซึ่งก็คือองค์พระเจ้า

2.5 หากเราเป็นหนึ่งเดียวในความรักต่อน้ำพระทัยของพระองค์แล้วไซร้ เราก็ไม่ปรารถนาสิ่งใดที่พระองค์ไม่ทรงประสงค์ ทุกสิ่งที่พระองค์ประสงค์จากเราจะเป็นความพอใจของเรา

2.6 ความปรารถนาถึงสวรรค์ หรือกล่าวได้อีก ว่าคือความปรารถนาในหัวใจของมนุษย์ หรืออื่น ๆ อย่างง่าย ๆ คือ การทนทุกข์ทรมานและไม้กางเขน

 

ภาพเขียนฝีมือของนักบุญราฟาเอล

2.7 พระเจ้าทรงประทับในหัวใจที่สันโดษ ในความเงียบแห่งการภาวนา ในการสมัครใจสละตนรับความเจ็บปวด ในความว่างเปล่าของโลกและสิ่งสร้าง พระเจ้าประทับอยู่ในไม้กางเขน และตราบใดก็ตามที่เรายังไม่รักไม้กางเขน พวกเราก็จะไม่เห็นพระองค์ หรือสัมผัสได้ถึงพระองค์ หากเพียงโลกและมนุษย์ได้รู้ถึงสิ่งเหล่านี้ แต่พวกเขาจะไม่มีทางได้รู้

2.8 ไม่มีความสุขใดของมนุษย์ผู้แลเห็นได้จะมากไปกว่าน้ำพระทัยของพระเจ้า

2.9 หลายครั้งผมคิดว่าการปลอบประโลมใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ การไม่มีอะไรเลย ผมใคร่ครวญถึงสิ่งนี้และมีประสบการณ์เช่นนี้ (…) บางเวลาผมสัมผัสได้ถึงความรักต่อพระเจ้าในหัวใจของผม ผมโหยหาพระองค์ ดูถูกโลกและตัวเอง บางคราวผมรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาดเมื่อพบตัวเองอยู่ลำพังและถูกทิ้งไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า อยู่ในความสันโดษร่วมกับพระองค์ หากคนที่ไม่เคยได้สัมผัสมันก็ไม่อาจจะเข้าใจได้ และผมก็ไม่ทราบว่าจะอธิบายถึงมันได้อย่างไร แต่ผมทราบแน่นอนว่านี่ความบรรเทาใจเมื่อประสบกับความทุกข์ยากแต่เพียงหนึ่งเดียว และในความทุกข์เพียงลำพัง และในพระเจ้าคือความสุขอย่างจริงแท้

2.10 ผมไม่มีความปรารถนาใดมากไปกว่าการจะได้ทุกข์ทรมาน ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ของผมคือการมีชีวิตอยู่และจากโลกนี้ไปโดยไม่ใยดีต่อมนุษย์และโลก ผมปรารถนาอย่างยิ่งยวดต่อทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ ผมไม่ปรารถนาสิ่งใดนอกไปจากพระองค์ พระองค์คือความปรารถนาและความไม่ปรารถนา ผมไม่รู้จะอธิบายตัวเองได้อย่างไร มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเข้าใจผมได้

2.11 ทุกสิ่งกำลังเปลี่ยนไปในวิญญาณของผม อะไรที่เคยทำให้ผมเป็นทุกข์ บัดนี้ผมกลับรู้สึกเฉยชากับมัน และในทางกลับกันผมกำลังค้นหาที่พำนักลี้ภัยที่ซ่อนอยู่ในหัวใจของผม และตอนนี้ผมก็พบมันแล้ว (…) สิ่งที่เคยทำให้ผมรู้สึกขายหน้า ตอนนี้แทบจะทำให้ผมหัวเราะ ผมไม่สนใจสถานะโอเบล์ตของผมอีกต่อไป (…) ผมพบว่าเวลาสุด้ทายคือสถานที่ที่ดีที่สุด ผมดีใจที่ผมไม่ได้เป็นสิ่งใดและไม่มีอะไร ผมดีใจที่ความเจ็บป่วยได้ทำให้ผมต้องทุกข์ทรมานทั้งกายและทางใจ

2.12 เพียงความเงียบเท่านั้นที่ทำให้ชีวิตดำเนินต่อไป ไม่ใช่ความเงียบในคำพูดหรือกิจการ ไม่ใช่เลย เป็นเรื่องที่อธิบายได้ยากเหลือเกิน มันคือความเงียบที่มนุษย์ต่างปรารถนามาก มากที่สุด จนเขาไม่รู้ว่าจะต้องพูดสิ่งใด จะคิดอะไร ปรารถนาอันใด หรือทพสิ่งใด มีแต่เพียงพระเจ้าเท่านั้น ในความเงียบยิ่งนั้น พระทรงรอแล้วรอเล่า พระเจ้าช่างแสนดีเหลือเกิน

ภาพเขียนฝีมือของนักบุญราฟาเอล

รูทราย, เทเรซีโอของพระเยซู
เรียบเรียง, 29 เมษายน 2023

“ข้าแต่ท่านนักบุญราฟาเอล อาร์ไนซ บารอน ช่วยวิงวอนเทอญ”




วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ศักดิ์ศรีแห่งพิบรัก 'เยอร์แม็ง กูซัง' ตอนจบ

นักบุญเยอร์แม็ง  กูซัง
St. Germaine Cousin
ฉลองในวันที่ : 15 มิถุนายน
องค์อุปถัมภ์ ผู้ถูกทอดทิ้ง ผู้ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง การสู้ชีวิต , ผู้พิการ เยาวชนหญิงจากพื้นที่ชนบท ผู้ป่วย คนยากจน การสูญเสียผู้ปกครอง คนเลี้ยงแกะ , การเจ็บป่วย คนอาภัพเรื่องความสวยความงาม นักกายภาพบำบัด

อีกสิ่งหนึ่งที่ท่านปฏิบัติตลอดหลายปี ตั้งแต่รู้จักกับนางอาร์มองด์ก็คือการสวดภาวนาให้นาง แต่แทนที่นับวันผลคำภาวนาจะแสดงผลโดยเร็ววัน ตรงกันข้ามนับวันความเกียจชังในใจของนางอาร์มองด์ที่แสดงต่อท่านก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่ท่านก็ไม่ได้โทษว่าพระเจ้าหรือเลิกสวดไปเสีย ตรงกันข้ามท่านกลับทวีคำภาวนาของท่านให้มากขึ้นไปอีก เพราะท่านตระหนักดีว่ายิ่งเพลิงแห่งโทสะของนางมีมากเพียงใด มันก็ยิ่งทำให้พระเจ้าทรงไม่พอพระทัยเช่นนั้น และก็ยิ่งบีบโอกาสไปสวรรค์ของนางให้แคบลงเรื่อยๆ “…โปรดช่วยลูกให้เป็นที่พอใจของคุณแม่…” คำภาวนาของท่าน

แม้ชีวิตในปัจจุบันของท่านจะยากเย็นแสนเข็ญอยู่แล้ว แต่ท่านก็ไม่วายมีจิตใจที่เมตตาสงสารบรรดาขอทานทั้งหลาย ช่างเป็นภาพที่ยากจะจินตนาการได้ว่าเด็กสาวผู้ยากไร้คนหนึ่ง มีขอทานแวะเวียนมาหาเกือบทุกวันเพื่อแสวงหาความเห็นใจ และยังคอยแบ่งอาหารอันคือขนมปังที่แทบจะไม่พอกินอยู่แล้ว ให้บรรดาผู้หิวโซนั้นอย่างไม่เคยหวงของ
แน่นอนเรื่องความเมตตาของท่าน เมื่อนางอาร์มองด์รู้เข้า ทุกครั้งนางก็จะบันดาลโทสะทุบตีท่านเป็นการใหญ่ ส่วนท่านก็จะร้องบอกตลอดว่าท่านไมได้แบ่งอาหารให้ขอทานทุกคนที่ผ่านมา และก็ยังคงปฏิบัติเช่นเดิม จนวันหนึ่งในหน้าหนาวอันหนาวเหน็บ ท่านก็เข้าไปเอาเศษอาหารเหลือๆในห้องครัวเพื่อนำไปให้ขอทาน ประจวบเหมาะกับนางอาร์มองด์ผ่านเข้ามาเห็นพอดี นางจึงปรี่เข้าไปจับท่านไว้ และเมื่อนางสอดสายตาเห็นว่าท่านเก็บบางสิ่งไว้ในผ้ากันเปื้อน

ไม่ทันถามอะไร นางก็คิดเองเออเองว่าเป็นก้อนขนมปัง นางจึงยิ่งบรรดาโทสะหนักขึ้นไปอีก คราวนี้นางรีบคว้าไม้และลากท่านไปยังลานกลางหมู่บ้าน เพื่อหมายจะประจารให้ชาวบ้านเห็นว่า แท้จริงแล้วเด็กสาวที่พวกเขานับถือเป็นเพียงนังขี้ขโมย และอยากทำให้ท่านอับอายจนไม่มีหน้าจะอยู่ต่อไปได้ นางไล่ตีท่านจนมาถึงลานกลางหมู่บ้านพิบรัก นางก็เงื้อมไม้เรียวขึ้นเหนือศีรษะของท่าน พร้อมประกาศก้าวให้ท่านเปิดผ้ากั้นเปื้อนที่ท่านกำไว้ให้ทุกคนได้ดู ท่านที่ตัวสั่นเทาด้วยความกลัว จึงเปิดผ้ากันเปื้อนที่กำออก และทันทีสายตานับสิบก็ได้เป็นพยานถึงหมู่มวลดอกไม้มากมาย ที่ไม่ใครเคยเห็นในแถบนี้ ล่วงหล่นลงมายังพื้นแทนที่จะเป็นขนมปังดั่งคำครหา
ทำให้แต่นั้นชาวพิบรักก็ยิ่งเห็นใจต่อชะตาชีวิตของท่าน และชื่นชมท่านมากยิ่งขึ้น และมากกว่านั้นเพียงไม่นานพระเป็นเจ้าก็ทรงแสดงอีกครั้งว่า พระองค์ทรงพอพระทัยคนเลี้ยงแห่งพิบรักผู้นี้ กล่าวคือในตอนกลางคืนเริ่มมีผู้คนมากมายเห็นแสงสว่างออกมาจากโรงงานที่ท่านพัก หรือไม่ก็ได้ยินเสียงเพลงที่ไพเราะของทูตสวรรค์ดังออกมา ทำให้ คนใจศรัทธา ซึ่งเคยเป็นคำเย้ยหยันท่าน แปรเปลี่ยนมานามอันละบือเลื่องของท่านในที่สุด

ส่วนนายโลรังต์เองผู้เคยนิ่งเงียบมานานเกือบยี่สิบปี (จนนึกว่าตายไปแล้ว) ก็ตัดสินใจลุกขึ้นมาจากความเงียบ เพื่อทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวที่ดีสักที เขาได้เข้ามาขอให้ท่านอภัยให้สำหรับการละเลยของเขา และถามท่านว่าท่านอยากจะย้ายกลับไปอยู่ในบ้าน ไปอยู่กันครอบครัวไหม แต่ในข้อหลังท่านก็ปฏิเสธเพราะท่านพอใจกับสภาพชีวิตแบบนี้แล้ว และตามจริงแล้วท่านได้เพิ่มความเข้มงวดให้กับชีวิตของท่านมากขึ้น ก็เพื่อวอนขอพระพรจากพระเจ้า ในความทุกข์ยากและความสันโดษ ท่านค้นพบพระคริสตเจ้า ไฉนเล่าที่ท่านจะละจากพระองค์ไป เพียงเพื่อตอบสนองต่อความสบายฝ่ายกายที่ไม่เป็นนิรันดร์
ดั่งที่กล่าวไปแล้วว่าท่านเพียรสวดให้นางอาร์มองด์อย่างสุดกำลัง และบัดนี้นางอาร์มองก็เริ่มมีท่าทีที่ดีขึ้นต่อท่านบ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงกับกลับใจ ส่วนเวลาของท่านเองก็ใกล้จะหมดลงเรื่อยๆ กระทั้งถึงค่ำคืนหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ ค..1601 ท่ามกลางความสงัดแห่งชนบท บนเตียงฟางที่คุ้นเคย พระเจ้าผู้ทรงเป็นความยินดีของคนเลี้ยงแกะน้อยแห่งพิบรักก็ทรงรับเอาดวงวิญญาณอันสุกใสของท่าน ขึ้นไปรับบำเหน็จในสวรรค์ด้วยวัย 22 ปี

คืนเดียวกันพระสงฆ์องค์หนึ่งซึ่งกำลังเดินทางจากกัสกอญไปยังเมืองตูลูส ซึ่งได้เดินทางมาถึงพิบรักในเวลาดึกสงัด เวลานั้นมืดเสียจนพระสงฆ์องค์นั้นไม่อาจจะเดินต่อไปได้ จู่ๆคุณพ่อก็ได้แลเห็นแสงสว่างสว่างขึ้นบนท้องฟ้า ขับไล่ความมืดรอบตัวคุณพ่อไปสิ้น และบัดดลคุณพ่อก็ได้เห็นขบวนของบรรดาพรหมจารี ซึ่งสุกใสจากสวรรค์ ลอยเลื่อนลงมายังหมู่บ้าน ขณะคุณพ่อยืนมองอย่างงงงัน เวลาเดียวกันกับที่คุณพ่อเห็น นักบวชสองคนที่เดินทางมาจากอีกทิศหนึ่งของหมู่บ้าน และได้หยุดพักที่ซากปราสาทเก่าของพิบรักเพราะมองไม่เห็นทางเช่นกัน ก็ได้แลเช่นเดียวกัน
มรณกรรมของเยอร์แม็ง
รุ่งเช้าวันต่อมา นายโลรังต์ก็รู้สึกประหลาดใจ เมื่อถึงเวลาที่ท่านจะต้อนแกะออกไปตามที่เคยปฏิบัติ ไฉนยังคงมีเสียงแกะร้องอยู่ แถมเสียงร้องก็ดูแปลกๆ ดังนั้นด้วยความกระวนกระวายใจเขาจึงรีบไปยังโรงนาที่ท่านพัก เขาพยายามตะโกนเรียกท่านเสียงดังๆ แต่ก็ไม่มีเสียงใครตอบกลับมา เขาก็ยิ่งเป็นกังวลหนักขึ้นไปอีก เขาจึงรีบเดินเข้าไปในโรงนา และก็พบกับภาพร่างของท่านในมือมีสายประคำของท่าน ใบหน้าสุกใสเหมือนทูตสวรรค์นอนนิ่งอยู่บนกองฟาง เขาจึงได้รู้ว่าบัดนี้บุตรสาวของเขาได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว

เวลาเดียวกันในหมู่บ้านพระสงฆ์ผู้เดินทางผ่านมาเมื่อคืนและสองนักบวช ก็รีบนำตรงเข้าไปยังหมู่บ้านเพื่อบอกเล่าถึงสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า ภาพนิมิตพรหมจารีถูกยกขึ้นสวรรค์ ทั้งสามเล่าเป็นเสียงเดียวว่าภายหลังจากเห็นขบวนพรหมจารีแล้ว พรหมจารีนางหนึ่งก็ถูกยกขึ้นมาและได้รับการสวมมงกุฎ หลังจากนั้นเธอจึงลอยขึ้นไปพร้อมบรรดาทูตสวรรค์จำนวนมากมาย ซึ่งสุกใสเสียยิ่งกว่าแสงแห่งดารา
พวกเขาได้เห็นภาพนิมิตพรหมจารีย์ถูกยกขึ้นสู่สวรรค์
ณ จุดนี้ชาวบ้านหลายคนก็ยังไม่นึกอะไรว่านิมิตนี้เกี่ยวอะไรกับหมู่บ้าน แต่เมื่อทั้งสามอธิบายลักษณะหน้าตาของพรหมจารีนางนั้นให้ชาวบ้านฟัง ทุกคนก็ลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกัน ว่านั่นคือ คนเลี้ยงแกะผู้ศักดิ์สิทธิ์ และรู้ทันทีว่าบัดนี้ท่านได้จากกพวกเขาไปแล้ว ดังนั้นทุกคนที่ได้ยินเรื่องสุดอัศจรรย์นี้ จึงรีบวิ่งตรงไปยังฟาร์มตระกูลกูซัง และก็ได้พบกับร่างไร้วิญญาณของท่าน นอนสงบด้วยใบหน้าที่ปราศจากความกลัวใดๆ

ข่าวการจากไปของท่านถูกส่งต่อจากปากต่อปาก จนรู้กันที่หมู่บ้านส่งผลให้เพียงไม่นานฟาร์มตระกูลกูซังก็รายล้อมไปด้วยชาวบ้าน ที่ต่างมาแสดงความอาลัยต่อการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของท่าน เพื่อนๆของท่านและเด็กๆต่างช่วยกันจัดหาดอกคาร์เนชั่นป่าและต้นข้าว มาทำเป็นมงกุฎไปสวมที่ศีรษะของท่าน ส่วนนางอาร์มองด์ที่เคยเป็นปริปักษ์กับท่าน ก็ได้กลับใจตามคำภาวนาของท่าน นางจัดให้ท่านสวมชุดสวยๆแบบที่ท่านไม่เคยสวมเลยตลอดชีวิต และเอาเทียนมาใส่มือของท่านไว้
ภายหลังพิธีปลงศพ ร่างของท่านจึงถูกนำไปฝังไว้ที่ในวัดนักบุญมารีย์ มักดาเลน สถานที่เดียวที่ท่านรู้สึกว่าคือ บ้านของท่าน และค่อยๆถูกลืมไปจากความทรงจำของชาวพิบรักตามความเป็นจริงแห่งโลก กระทั้งในปี ค..1644 หรือสี่สิบห้าปีภายหลังมรณกรรมของท่าน ก็ประจวบกับหญิงชราคนหนึ่งในหมู่บ้านท่านสิ้นใจพอดี และตามพินัยกรรมนางก็ขอให้ฝังร่างของนางไว้ข้างธรรมาสน์ในวัด

ดังนั้นคนงานสองคนจึงถูกตามตัวมาเพื่องัดพื้นวัดและเตรียมหลุมให้พร้อม และขณะทั้งสองกำลังใช้พลั่วตักหินตักดินออกนั่นเอง ทั้งสองก็พบร่างเด็กสาวคนหนึ่งนอนสงบอยู่ในระดับเกือบๆกับพื้นวัด และโดยไม่ตั้งใจพลั่วของเขาพวกเขาก็ไปโดนเอาจมูกของเธอเข้าพอดี ซึ่งแทนที่จะไม่มีอะไร ก็พลันก็ปรากฏเลือดไหลออกมาจากแผล ทั้งสองที่เห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งไปยังหมู่บ้านเหมือนคนเสียสติ และพากันเล่าเรื่องการค้นพบของพวกเขาอย่างตะกุกตะกัก ก่อนจะนำชาวบ้านที่อยากรู้อยากเห็นจำนวนหนึ่งมาพร้อมกันที่วัด หนึ่งในนั้นมีชายชราสองคนที่เคยรู้จักท่าน จึงทำให้ได้ข้อยืนยันว่าร่างที่พบนี้คือร่างของเยอร์แม็ง กูซัง คนเลี้ยงแกะแห่งพิบรักผู้ศักดิ์สิทธิ์ เพราะมีลักษณะแขนที่ลีบ และแผลที่คอ
การรักษามาดามเดอ บูเรอการ์ด
คุณพ่อเจ้าวัดจึงตัดสินใจย้ายร่างที่ไม่เน่าสลายของท่านขึ้นมา และบรรจุไว้ในโลงแก้วตั้งไว้ให้สัตบุรุษได้ชม แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเห็นด้วยการกระทำนี้ หนึ่งในนั้นก็คือภรรยาของนายฟร็องซัวส์ เดอ บูเรอการ์ด เศรษฐีอยู่ละแวกวัด วันหนึ่งเธอถึงกับมาบ่นกับคุณพ่อเจ้าวัดว่าให้ย้ายร่างท่านไปเก็บไว้ที่ห้องสักการภัณฑ์เสีย และในคืนเดียวกันเอง ทั้งเธอและลูกน้อยก็มีอันล้มป่วยลง โดยเธอได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งที่ไม่สามารรักษา และมีแผลที่เต้านม

ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไร อาการของทั้งสองก็ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ซ้ำมีแต่ทรุดลงเรื่อยๆ จนสุดปัญญา นายฟร็องซัวส์ จึงหันไปหาท่านซึ่งชาวบ้านต่างเคารพยกว่าเป็นนักบุญ เพื่อขออภัยสำหรับการล่วงเกินของพวกเขา และขอให้ท่านช่วยเสนอวิงวอนพระเจ้าให้รักษาทั้งภรรยาและลูกน้อยของเขาให้หายจากโรคร้ายนี้ โดยเขาได้ทำนพวารต่อท่านและขณะจัดนพวาร ท่านก็ประจักษ์มาหาเธอที่กำลังจวนเจียนจะสิ้นใจเต็มที โดยท่านได้ใช้มือของท่านแตะลงไปที่บริเวณที่เธอรู้สึกปวด และรุ่งเช้าของวันถัดมา ทั้งเธอและลูกน้อยก็ถูกพบว่าได้รับการรักษาให้หายขาดจากโรคร้ายอย่างถาวร
ร่างของเยอร์แม็ง กูซังในปัจจุบัน
ด้วยความขอบคุณสองสามีภรรยาจึงได้จัดสร้างโลงแก้วทำจากตะกั่วที่เหมาะสมกับท่าน เพื่อเก็บร่างของท่านไว้ในวัดสืบไป หลังจากนั้นมาความศรัทธาต่อท่านก็ค่อยๆเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ แม้จะไม่มีการรับรองใดๆจากพระศาสนจักรก็ตาม จนล่วงมาเกือบ 200 ปีแห่งมรณกรรม เมื่อเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศสซึ่งรัฐบาลชุดใหม่ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับพระศาสนจักร ในปี ค..1793 ทหารของรัฐสามนายก็บุกเข้ามาที่วัดในหมู่บ้านพิบรัก แล้วทำการขนร่างของท่านไปโยนใส่หลุมที่เตรียมไว้ ก่อนโรยทับด้วยปูนขาวเพื่อเร่งให้ร่างอัศจรรย์ของท่านเน่าสลายไปโดยเร็วขึ้น

เวลาต่อมาทหารทั้งสามนายที่กระทำอุกอาจต่อร่างของท่าน ก็มีอันล้มป่วยลงด้วยอาการผิดปกติต่างๆ หนึ่งในคนหนึ่งมีอาการผิดปกติที่คอ จนไม่สามารถหันหน้ามาข้างหน้าได้ แต่รายที่หนักสุดเห็นจะเป็นทหารที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่ม เพราะป่วยเป็นโรคประหลาดจนแทบจะเดินโดยไม่มีไม้ค้ำไม่ได้ แล้วจึงสิ้นใจไปในเวลาไม่นาน ส่วนทหารสองคนที่เหลือภายหลังได้กลับใจ และไม่นานทั้งสองก็ได้รับการรักษาอาศัยคำเสนอวิงวอนของท่านต่อพระเป็นเจ้า
แม้ร่างของท่านจะถูกฝังไป และมีแตกความวุ่นวายปั่นป่วน ความเคารพต่อท่านของชาวบ้านก็มิได้จางหายไปไหน ทุกคนต่างรอคอยกระทั้งเวลาแห่งความสับสนจบลง ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันขุดร่างของท่านขึ้นมา ผลปรากฏว่าร่างของท่านถูกปูนขาวทำลายไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วก็ยังสมบูรณ์อยู่ ชาวบ้านจึงได้นำร่างของท่านบรรจุในโลงแก้วและตั้งไว้ในวัดดังเดิม

องค์พระผู้เป็นเจ้ามิเคยหยุดที่จะเชิดชูข้ารับใช้ผู้ต่ำต้อยของพระองค์ ในปี ค..1850 กระบวนการดำเนินเรื่องแต่งตั้งท่านเป็นบุญราศีและนักบุญถูกนำมาปัดฝุ่นอีกครั้ง โดยคราวนี้ได้มีการแนบอัศจรรย์ไปมากกว่า 400 อัศจรรย์ซึ่งมีทุกรูปแบบไม่ว่าจะการรักษาคนตาบอด , คนพิการแต่กำเนิด คนพิการภายหลัง ,คนป่วยหรือการทวีอาหารก็มี(เหตุการณ์เกิดขึ้นที่อารามคณะภคินีศรีชุมพาบาลที่บูร์ชในปี ค..1845) และจดหมายร้องขอให้สันตะสำนักแต่งตั้งท่านเป็นบุญราศีจากทั้งพระอัครสังฆราชและพระสังฆราชในฝรั่งเศสถึงสามสิบฉบับ 
พิธีสถาปนาเยอร์แม็ง กูซังเป็นนักบุญ
สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 9 เองก็ทรงประทับใจถึงเรื่องราวของท่าน แต่เนื่องจากเหตุการณ์บ้านเมืองก็ทำให้พระองค์ต้องชะลอการบันทึกนามท่านเป็นบุญราศีไป แต่กระนั้นพระองค์ก็ทรงได้บันทึกนามท่านในสารบบบุญราศีในวันที่ พฤษภาคม ค..1854  และที่สุดในวันที่ 29 มิถุนายน ค..1867 พระสันตะปาปาองค์เดียวกันก็ทรงสถาปนาท่านเป็นนักบุญ จึงทำให้บัดนี้เด็กหญิงที่ไม่มีใครต้องการ ก็ได้กลายเป็น ศักดิ์ศรีแห่งพิบรัก’ 

เมื่อรำพึงถึงสำนวนภาษาละตินที่ว่า ‘Memento Mori’ ที่ความหมายว่า จำไว้เถิดทุกคนต้องตาย เป็นความจริงที่ว่า ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วในวันหนึ่งมนุษย์ทุกคนล้วนต้องไปอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า เพื่อรับการพิพากษาตามผลของการกระทำของเราบนโลกใบนี้ ดังนั้นประกาศกอิสยาห์จึงได้ย้ำเตือนเราว่า จงแสวงหาองค์พระผู้เป็นเจ้าเมื่อพระองค์ทรงยอมให้เราพบ (อิสยาห์ 55:6)  เพราะการดำเนินชีวิตในโลกนี้ ซึ่งเราไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไร คือเวลาที่พระเป็นเจ้า ทรงให้เป็นการพิสูจน์สำหรับเรา ว่าความเป็นนิรันดร์ในสวรรค์นั้นเหมาะสมกับเราหรือไม่
ดังนั้นในวันนี้ขอให้แบบฉบับอันงดงามที่ปรากฏชัดในชีวิตของท่านนักบุญเยอร์แม็ง เด็กหญิงเลี้ยงแกะธรรมดาๆ จากพิบลัก ซึ่งคือการเจริญชีวิตติดตามพระเยซูคริสตเจ้าในทุกๆ โอกาสของชีวิต โดยการพยายามค้นหาน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า ในทุกๆ ช่วงเวลาของชีวิต และพยายามปฏิบัติตามความสามารถของตน ดุจเดียวกับพระนางมารีย์ พระมารดาพระเจ้า ที่น้อมรับน้ำพระทัยของพระเจ้าเสมอในทุกเหตุการณ์ นับตั้งแต่พระวจนาตถ์ทรงรับเอากาย ได้หนุนนำให้เราไม่ยอมเสียเวลาที่มีค่าในชีวิต ในการติดตามพระเยซูคริสตเจ้า ไม่ว่าเราจะอยู่ในสภาพไหน เป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ เป็นฆราวาส เป็นนักบวช หรือเป็นผู้ป่วย เพราะชีวิตในโลกนี้ของเราจะจบลงเมื่อไร ล้วนไม่มีใครรู้ ท้ายนี้ขอให้เราตระหนักว่าในวันนี้เด็กเลี้ยงแกะธรรมดาๆคนหนึ่ง มีสภาพชีวิตที่น่าอดสู และไม่ได้มีร่างกายที่เพียบพร้อม ยังสามารถเป็นนักบุญได้ เราท่านเองก็สามารถเป็นนักบุญได้ในสวรรค์เช่นกัน

"ข้าแต่ท่านนักบุญเยอร์แม็ง กูซัง ช่วยวิงวอนเทอญ"

ข้อมูลอ้างอิง
http://ville-pibrac.fr/index.php/ville/histoire-de-la-ville/item/4-sainte-germaine

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...