แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราชวงศ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราชวงศ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2566

'มาร์กิต' เพื่อพระแค่หนึ่งเดียว


นักบุญมาร์กิต แห่ง ฮังการี
St. Margaret of Hungary
(Árpád-házi Szent Margit)
วันฉลอง : 18 มกราคม

เจ้าหญิงมาร์กิต หรือมาร์การิตา ทรงเป็นพระราชธิดาในพระเจ้าเบลาที่ 4 กษัตริย์แห่งฮังการีและโครเอเชีย กับพระนางมารีอา ลาสคารินา (ท่านจึงมีศักดิ์เป็นพระขนิษฐาหรือน้องสาวของนักบุญคินกา) ซึ่งในเวลาก่อนที่พระราชมารดาของท่านจะมีพระประสูติกาลท่านนั้น ใน ค.ศ. 1241 กองทัพมองโกลหรือพวกตาตาโรฟก็ได้กรีฑาทัพบุกเข้าตีอาณาจักรฮังการี พระเจ้าเบลาจึงได้นำทัพเข้าต่อตีอย่างดุเดือด ณ สนามรบที่ โมฮี แต่ก็มีอันต้องพ่ายศึกจนแทบเอาชีวิตไม่รอดกลับมา

ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของพระราชวงศ์ พระองค์จึงได้ทรงพาพระชายาที่กำลังทรงครรภ์พร้อมพระโอรสพระธิดา เสด็จลี้ภัยไปทางตอนเหนือของอาณาจักร เพื่อมาประทับอยู่ที่ป้อมคลิส ในประเทศโครเอเชียปัจจุบัน และด้วยความสิ้นหวังที่จะต่อกรด้วยกำลังทหารในบังคับ พระเจ้าเบลาที่ 4 และพระนางมารีอาจึงได้หันพระพักตรเข้าหาองค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วถวายสัตย์สาบานว่า หากแม้นทั้งสองพระองค์ได้พระหน่อองค์นี้เป็น ราชธิดา’ และอาณาจักรฮังการีได้เป็นไทแล้วไซร้จากพวกมองโกล ทั้งสองพระองค์ก็จะยกถวายให้พระธิดาองค์นี้เป็นนักบวชรับใช้พระเจ้าภายในภาคหน้าสืบไปตราบสิ้นชีวิต

พระเจ้าเบลาที่ 4 และพระนางมารีอา ลาสคารินา

ไม่นานหลังทั้งสองพระองค์ถวายคำปฏิญาณ พระนางเจ้ามารีอาก็ทรงมีพระประสูติกาลพระราชธิดาน้อย ในวันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1242 ขณะทรงประทับลี้ภัย ณ ป้อมคลิส และเช่นเดียวกันสืบเนื่องจากข่านหรือผู้นำของพวกมองโกลมาสิ้นใจลงอย่างกะทันหัน ณ ปัจจุบันทันด่วน จึงมีการยกเลิกการกรีฑาทัพที่ยึดฮังการี เพื่อกลับมาเลือกผู้นำคนต่อไปของเผ่าเสียก่อน ส่งผลให้พระเจ้าเบลาที่ 4 สบโอกาสเสด็จนำไพร่พลฮังการีกลับมาบูรณะสร้างบ้านแปงเมืองฮังการีที่เสียหายจากพวกมองโกล เหตุการณ์นี้ทำให้พระองค์ทรงได้รับพระสมัญญาว่า “ผู้ก่อตั้งราชอาณาจักรฮังการีที่สอง”

และเมื่อเหตุการณ์เป็นไปตามคำขอเช่นนี้แล้ว พระเจ้าเบลาที่ 4 และพระนางเจ้ามารีอา เมื่อทรงเลี้ยงพระธิดาน้อยจนมีพระชันษาได้ 3 พระชันษาครึ่งแล้ว ทั้งสองพระองค์ก็ได้ทรงส่งพระธิดาให้ไปอยู่กับซิสเตอร์คณะโดมินิกันที่เมืองเวสซ์เปร์มตามคำสัญญา ณ ที่นั่นเป็นระยะเวลาถึงเจ็ดปีที่พระธิดาน้อยได้รับการอบรมสั่งสองภายใต้การดูแลของบุญราศีเฮเลน แห่ง เวสซ์เปร์ม ซึ่งนับเป็นช่วงเวลานั้นเองที่พระธิดาน้อยได้พบรักกับชายคนหนึ่งบนไม้กางเขน ทำให้หลายครั้งเมื่อพระราชมารดาและพระเชษฐามาเยี่ยมท่าน ท่านก็มักมีอาการเศร้าเสมอ เพราะท่านตระหนักดีว่าราชวงศ์นี่เอง ที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการบรรลุถึงชีวิตนักบวช ซึ่งคือชีวิตแห่งการเป็นเจ้าสาวของชายบนไม้กางเขนของท่าน


ด้วยพระชันษา 4 ปีท่านจึงได้เรียนรู้วิธีอ่านเขียน และเมื่อพระชันษาได้ 5 ปี ท่านจึงขอสวมเครื่องแบบของคณะโดมินิกันแบบบรรดานักบวชในอาราม พร้อมขอฝึกปฏิบัติตนตามที่ธรรมนูญของคณะได้บัญญัติไว้เหมือนนักบวช และนอกจากนี้ ท่านยังมีวัตรปฏิบัติที่แตกต่างจากเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันที่อยู่ภายในอาราม (ในยุคสมัยหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าอารามนักพรตได้กลายเป็นกึ่ง ๆ พื้นที่ทิ้งบุตรสาว ที่ครอบครัวไม่สามารถจัดการดูแลได้) กล่าวคือท่านไม่พอใจที่จะถูกทุกคนเรียกว่า “พระราชธิดา” เพราะท่านมีบิดาเพียงหนึ่งเดียวก็คือ พระเจ้า และแทนที่ท่านจะใช้เวลาไปเล่นกับเด็ก ๆ คนอื่น ตรงกันข้ามท่านกลับมักใช้เวลาว่างของท่านไปกับการสวดภาวนาอยู่ในวัด ทั้งยังคอยเรียกเพื่อน ๆ ให้มาร่วมสวดกับท่าน ชนิดที่เราอาจกล่าวได้เลยว่า ‘การสวดภาวนา’ คือ การละเล่นของท่านได้เลยทีเดียว

เวลาล่วงมาได้สามปี เมื่อท่านเจริญวัยได้ชันษาได้ 7 ปี พระเจ้าเบลาที่ 4 พระราชบิดาของท่านก็ทรงเหมือนจะหลงลืมคำมั่นที่เคยไว้กับพระเป็นเจ้าไปเสีย เพราะพระองค์ทรงรับหมั้นของโบเลสเลาส์ที่ 6 ดยุกแห่งโปแลนด์ที่มาสู่ขอท่าน แต่แทนที่จะคล้อยตามพระประสงค์ของพระราชบิดาอย่างเด็กหญิงทั่วไป ท่านก็ลั่นวาจาประกาศอย่างหนักแน่นว่า “ลูกต้องการจะรับใช้พระเยซูเจ้า ถ้าจะให้ลูกเข้าพิธีวิวาห์ ก็ขอทรงตัดจมูกลูกเสียเถอะ” นี่จึงนับเป็นบททดสอบแรกที่พระเป็นเจ้าทรงส่งมายังเจ้าสาวน้อยของพระองค์ เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าบัดนี้เจ้าสาวผู้นี้ได้เป็นอิสระจากพันธะใด ๆ ของโลกนี้เรียบร้อยแล้ว


ดังนั้นเมื่อท่านได้เลือกพระคริสตเจ้าเป็นเจ้าบ่าวแต่เพียงคนเดียวของท่านแล้ว ท่านจึงปรารถนาจะเข้าพิธีปฏิญาณตนเหมือนซิสเตอร์คนอื่น ๆ เพื่อถือศีลบนทั้งสามประการได้แก่ พรหมจรรย์ ความยากจน และความนบนอบ แต่ท่านก็ถูกปฏิเสธด้วยเหตุว่าท่านยังเด็กเกินไป ฝั่งท่านจึงทำได้แต่ร้องไห้ออกมา กระนั้นที่สุดในวันหนึ่งท่านก็ตัดสินใจสวมชุดคณะ แล้วเข้าไปในวัดพร้อมเพื่อน ๆ ก่อนท่านจะมาอยู่เบื้องหน้าพระแท่นบูชา และเริ่มขับบทเพลงเวนี เกรอาตอร์ สปิริตุสหรือเพลงเชิญเสด็จพระจิตเจ้า จากนั้นท่านก็เลียนแบบพิธีปฏิญาณตนของบรรดาซิสเตอร์ และแต่นั้นมาท่านก็สวมชุดคณะดอมินิกันมาโดยตลอด

ท่านอยู่ที่อารามเมืองเวสซ์เปร์มได้เจ็ดปี ใน ค.ศ. 1252 พระราชบิดา และพระราชมารดาของท่านก็สร้างอารามโดมินิกันหลังใหม่แล้วเสร็จ ทั้งสองจึงพาพระธิดาน้อยพร้อมบรรดาซิสเตอร์จำนวนสิบแปดท่านและโปสตุลันต์ทั้งหมดย้ายมายังอารามใหม่ ที่ตั้งเด่นอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำดานูบ ในเมืองบูดาเปสต์ ชื่อ เกาะกระต่าย เพื่อให้พระธิดาได้มาประทับอยู่ใกล้ ๆ (ปัจจุบันอารามนี้คงเหลือแต่ซากปรักหักพัง และนามของเกาะก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นเกาะมาร์กิต ตามนามของท่านเรียบร้อยแล้ว) ท่านประทับอยู่ที่นั่น กระทั่งมีชันษาได้ 12 ปี ท่านจึงได้เข้าพิธีปฏิญาณตนเป็นนักบวชของคณะโดมินิกัน

พระเจ้าออทโทคาร์ที่ 2 แห่งโบฮีเมีย

แต่นั้นมาชีวิตในอารามของท่านก็ดูจะราบรื่น และเป็นไปตามความประสงค์ของท่าน แต่การณ์ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะอีกครั้งที่พระเจ้าทรงทดสอบเจ้าสาวน้อยของพระองค์ เพื่อให้โลกได้เป็นที่ประจักษ์ว่าบัดนี้ข้าบริการน้อยผู้นี้ได้เป็นอิสระ และได้มอบตนทั้งครบเพื่อรับใช้พระเจ้าโดยไร้ซึ่งบ่วงพันธการแห่งความรักใด ๆ อาศัยการมาสู่ขอของพระเจ้าออทโทคาร์ที่ 2 แห่งโบฮีเมีย ซึ่งในกาลคราวนั้น แม้ท่านจะถูกพระราชมารดาและพระราชบิดาเกลี้ยกล่อมเท่าไร ๆ โดยยกว่าทั้งสองพระองค์พร้อมเสมอที่จะไปพาท่านไปโรม เพื่อจัดการกับปัญหาคำปฏิญาณตน และยังยกผลประโยชน์ทางการเมืองที่ประเทศจะได้รับ แต่ไม่ว่าทั้งสองเกลี้ยกล่อมเท่าไร ๆ ก็ไม่อาจเปลี่ยนความคิดของพระราชธิดาน้อยได้ ท่านยังคงหนักแน่นในคำตอบเดิม คือ การเลือกเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์

กระนั้นก็ตาม แม้ท่านจะหนักแน่นในการปฏิเสธการสยุมพรครั้งนี้ แต่ผ่านการจัดการของพระราชบิดา ที่สุดพระเจ้าออทโทคาร์ก็ทรงได้พบกับท่าน ซึ่งเมื่อจบการพบกันครั้งนี้แล้ว พระเจ้าออทโทคาร์ก็ถึงกับออกปากชมถึงความงามของท่าน แม้ว่าในขณะนั้นท่านจะยังคงสวมชุดนักบวชอยู่ตาม ซึ่งตรงข้ามกับฝ่ายท่าน เพราะแม้จะได้พบพระเจ้าออทโทคาร์แล้ว ท่านก็ยังหนักแน่นในคำเดิม คราวหนึ่งท่านถึงกับบอกกับซิสเตอร์ในอารามว่าท่านยอมตัดริมฝีปากและตัดจมูกเสียดีกว่าต้องออกจากอาราม เช่นนั้นเองอาศัยการหนักแน่นนี้ ก็ทำให้ที่สุดพระราชบิดาท่าน ก็จำต้องล้มเลิกพระทัยจะจับท่านแต่งงานไปในที่สุด

ภาพเขียนอารามบนเกาะกระต่ายในศตวรรษที่ 16

หลังจากเล่าถึงเหตุการณ์แสดงน้ำใจเด็ดเดี่ยวของท่าน ในการจะถือพรหมจรรย์ อันเป็นศีลบนประการหนึ่งของนักบวช ในลำดับต่อไปก็จะขอกล่าวถึงวัตรปฏิบัติอันน่าศรัทธาในอารามของท่าน โดยเริ่มจากการศีลบนความยากจน ที่เราอาจกล่าวได้ว่า ท่านนั้นได้ประพฤติตนเป็นแบบอย่างของนักบวชผู้ตัดสละทุกอย่างอันเป็นของโลกโดยแท้ ทุกคราที่พระราชบิดาและพระราชมารดาส่งฉลองพระองค์ตามสมัยนิยมมาให้ถึงอาราม เพื่อให้ธิดาน้อยได้ใช้สอย ท่านในฐานะธิดาน้อยของทั้งสองก็จะยกให้อารามนำไปขาย แล้วเอาเงินมาช่วยคนยากคนจนเสียทุกครั้งไป โดยมิได้หวงแหนหรือใยดีว่าเป็นของสูงค่ามีราคา หรือของพระราชทานจากพระราชบิดามารดา 

แต่การสละทรัพย์อันน่ายกย่องของท่านนี้ ก็ยังไม่เท่าเศษเสี้ยววัตรปฏิบัติในการพลีกรรมใช้โทษบาปที่เข้มงวดตลอดชีวิตของท่าน ท่านเริ่มทรมานตนตั้งแต่มีพระชันษาได้เพียง 5 ปี โดยเริ่มจากการอดอาหารในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ก่อนที่ในปีต่อมาเมื่อคุณแม่โอลิมเปียนวกจารย์ได้อนุญาตให้ท่านสวมเข็มขัดตะขอเหล็กได้ โดยมีข้อแม้ว่าให้ใส่ได้เฉพาะระหว่างวันและห้ามสวมกับเนื้อโดยตรง ท่านก็เริ่มสวมใส่เข็มขัดตะขอเหล็กเพื่อทรมานตนในเวลากลางวัน ตำนานเล่ากันว่า ขณะซิสเตอร์ทุกคนกำลังหลับ ท่านจะเอาตัวเข็มขัดตะขอเหล็กมาวางแทนบริเวณที่เป็นเข็มขัดหนังเม่นที่ใช้รัดสะเอว ส่วนตรงแขนอันบอบบางท่านก็จะรัดด้วยเชือกจากหางม้า จนเป็นรอยแผลจาการกดทับ



นอกจากนี้ท่านยังได้ซ่อนตะปูตัวเล็ก ๆ ไว้ในรองเท้า ซึ่งยามท่านใส่จะไม่มีใครสังเกตเห็น เพราะเป็นตรงฝ่าเท้าของท่านพอดี และไม่เพียงเท่านั้น ทุกวันศุกร์ท่านยังใช้เวลาไปกับการร่ำไห้ขณะใคร่ครวญถึงพระมหาทรมานของพระคริสตเจ้า ซิสเตอร์ผู้รับหน้าที่ดูแลห้องซาคริสเตีย (ห้องหลังพระแท่น) ซึ่งมีชีวิตเป็นพยานถึงจริยาวัตรอันน่ายกย่องของท่าน ยังจดจำได้ดีถึงเสียงปรบมือและคำชักชวนของท่าน ให้ออกจากห้องภาวนาไปเฝ้าศีลร่วมกันแทนการนอนหลับพักผ่อน ภายหลังจากทำวัตรดึกเสร็จอยู่เสมอ เช่นเดียวกับซิสเตอร์รูปอื่น ๆ ที่ยังจำแม่นว่าทุกครั้งในช่วงท้ายของมหาพรต ท่านจะต้องมีอาการเหน็ดเหนื่อยจากการอดอาหารและอดนอนอยู่มิได้ขาด

และเมื่อถึงวันพฤหัสศักดิ์สิทธิ์ ที่พระเยซูเจ้าทรงได้ล้างเท้าบรรดาศิษย์ก่อนจะทรงตั้งศีลมหาสนิทขึ้น ท่านได้เลียนแบบพระองค์ ด้วยการอ้างสิทธิ์ในการเป็นธิดาของผู้สร้างอารามในการล้างเท้าให้ทุกคน ไม่เว้นแม้แต่บรรดาคนในอารามทั้งหมด เพราะท่านนั้นใฝ่หาการรับใช้ ความขายหน้า และความอับอายต่อหน้าผู้คน อันจะเป็นเครื่องปราบพยศชั่วของความจองหองและการถือตนมากจนเกินไป จนกลายเป็นความลุ่มหลงมัวเมา ด้วยเหตุเดียวกันนี้เองจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่จะพบว่าท่านอาสาไปทำงานในห้องครัวของอาราม ที่จะต้องเจออะไรน่าสะอิดสะเอียนแน่นอน เพื่อช่วยงานปรุงอาหาร งานล้างหม้อไหตะไหลป๊าก และงานล้างปลา ซึ่งยิ่งในหน้าหนาวที่อากาศเย็นสุดขั้ว ก็ทำให้มือของท่านแตกจนมีเลือดออกเลยทีเดียว

 

วัตรปฏิบัติในการพลีกรรมของท่านยังไม่หมดแต่เพียงที่บรรยายมาข้างต้น เพราะบรรดาซิสเตอร์ร่วมอารามหลายคนยังจำได้อีกว่าหลายต่อหลายครั้ง พวกเธอบางคนก็พบท่านนอนบนเสื่อเก่า ๆ ที่ท่านใช้ปูคุกเข่าสวดข้างเตียง แทนที่จะนอนบนเตียง ส่วนในเวลารับประทานอาหารกลางวัน บางครั้งแทนที่ท่านจะรับอาหาร ท่านก็จะคลี่ผ้าคลุมศีรษะที่พับไว้มาคลุมใบหน้า แล้วใช้เวลานั้นรำพึงถึงพระเจ้า แม้บางครั้งเมื่อท่านได้รับหน้าที่เสิร์ฟอาหารให้บรรดาซิสเตอร์ เมื่อเสิร์ฟอาหารเสร็จท่านก็จะละจากห้องอาหารไปสวดภาวนาที่ห้องภาวนาไม่ก็วัดน้อยแต่เพียงลำพัง กระทั่งช่วงท้ายของเวลารับประทานอาหารท่านจึงจะกลับมา

ส่วนในเรื่องเครื่องนุ่งห่ม นอกจากสวมชุดนักบวชเหมือนสมาชิกรูปอื่น ๆ ท่านยังได้เลือกใช้ผ้าพันศีรษะแบบหยาบซึ่งสงวนไว้สำหรับคนใช้และไม่เหมาะกับนักบวชมาพันศีรษะ จนถูกคุณแม่อธิการตำหนิ แต่ท่านก็ขอให้ท่านได้ทำเช่นนี้ต่อไปในพระนามของพระคริสตเจ้า นอกจากนี้เครื่องแบบของท่านยังมีแต่รอยปะซ้ำแล้วซ้ำอีก มีบันทึกอีกว่า ท่านไม่ค่อยสนใจสุขอนามัยของตัวท่านเท่าไร ท่านไม่ได้อาบน้ำถึงสิบเจ็ดปี (อาจจะเป็นไปตามธรรมเนียมของชาวยุโรปในสมัยนั้นที่ไม่นิยมอาบน้ำ เพราะเชื่อว่าการอาบน้ำทำให้เสียชีวิตเร็ว) ซึ่งดู ๆ ไปก็พวกฤษีผู้เจริญชีวิตอยู่ในอารามกลางทะเลทราย จนครั้งหนึ่งคุณแม่โอลิมเปียถึงขั้นต้องขอให้ท่านยอมโกนผมทิ้ง เพราะท่านมีเหามาทำรัง และอีกคราหนึ่งซิสเตอร์คนหนึ่งก็แนะให้ท่านเปลี่ยนชุดคณะที่มีแมลงเจาะเสีย ท่านก็ตอบทันทีว่า “ซิสเตอร์ที่รัก ปล่อยมันไปและอย่าได้สนมันเลยค่ะ ฉันต้องการให้เจ้าหนอนพวกนี้ลงโทษตัวของฉันค่ะ” การดำเนินชีวิตอย่างยากจนนี้จะไม่ได้ส่งผลอะไรกับท่าน แต่มันก็ส่งผลให้เกิดความไม่สบายใจในหมู่ซิสเตอร์บางคนที่รักความสะอาด และแก่พระราชบิดาพระราชมารดาของท่านอยู่พอสมควร


ทุกวันท่านจะสวดบทสดุดีประจำวัน และหากวันนั้นเป็นวันฉลองของพระเยซูเจ้าหรือแม่พระ ท่านก็จะรับประทานเพียงขนมปังและน้ำตามที่ได้รับอนุญาตจากคุณพ่อมาร์เซลโล (ท่านได้ขอคุณพ่อไว้สามข้อคือ 1.ขอให้ท่านได้มีโอกาสรับใช้คนอื่น 2.ขอสวมเข็มขัดตะขอเหล็ก และ 3.ขอรับเพียงขนมปังและน้ำในวันฉลองพระเยซูเจ้าและแม่พระ) และถ้าเป็นวันก่อนวันฉลองพระคริสตสมภพ ท่านก็จะเพิ่มการนอนราบหน้าพระแท่นเพื่อสวดข้าแต่พระบิดาหนึ่งพันจบ แต่หากเป็นวันสมโภชพระจิตเจ้า ท่านก็จะเปลี่ยนเป็นร้องเพลงเชิญเสด็จพระจิตเจ้าหนึ่งพันจบ ส่วนถ้าเป็นวันฉลองแม่พระบังเกิด แม่พระรับสาส์น และแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ท่านก็จะสวดบทวันทามารีย์หนึ่งพันจบ แต่ภายหลังเมื่อท่านล้มป่วยลงกิจการสวดเหล่านี้ก็ถูกทำแทนโดยบรรดาซิสเตอร์ในอาราม

แน่นอนการปฏิบัติที่เคร่งครัดเหล่านี้ก็ทำให้ท่านถูกตำหนิบ่อย ๆ จากซิคุณแม่โอลิมเปีย เช่นครั้งหนึ่งซิสเตอร์ได้พบท่านนอนเหมือนคนสิ้นใจอยู่หน้าพระแท่น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่ท่านมักจะกราบลงระหว่างสวดอยู่เสมอ แต่ด้วยความกลัวว่าการปฏิบัติเช่นบ่อย ๆ จะบั่นทอนชีวิตของท่านให้สั้นลง เมื่อท่านฟื้นคืนสติแล้ว คุณแม่โอลิมเปียจึงกล่าวอย่างไม่พอใจกับท่านว่า “ทำไมซิสเตอร์ถึงชอบเอาหน้าและจมูกไปจรดพื้นดินประหนึ่งหมู พระเจ้าทรงอยู่ที่พื้นดินงั้นหรือ ซิสเตอร์ไม่เห็นหรือว่ามันทำลายสุขภาพของตัวซิสเตอร์เอง” ในประวัติของท่านไม่ได้ให้รายละเอียดต่อว่าท่านตอบคุณแม่โอลิมเปียไปอย่างไร บางทีก็อาจเลี่ยงไม่ตอบ ไม่ก็อธิบายให้เห็นถึงความตั้งใจที่ร้อนรนในการพลีกรรมของท่านก็เป็นไปได้

มีครั้งหนึ่งพระราชบิดาทรงเห็นว่าท่านพลีกรรมอย่างหนักหน่วง จึงตรัสถามท่านอย่างเป็นห่วงว่า “ลูกทำไปเพื่ออะไร ลูกคิดอะไรของลูกอยู่ ลูกจะเก็บเรื่องคนอื่นมาทรมานใจไปทำไม” ฝั่งท่านที่เมื่อฝั่งคำถามเช่นนี้ ก็ค่อย ๆ ถอนหายใจเหือกใหญ่ประหนึ่งระอากลับคำถาม ก่อนค่อย ๆ ตอบกลับว่า “พระศาสนจักร มารดาได้เรียกร้องให้คริสตชนใช้เวลาอันมีค่าในการเป็นนักบุญและรับทุกข์ยากจำนวนมาก แล้วท่านพ่อมาตรัสกับลูกว่า เพื่ออะไรหรือ เธอไม่ได้พึ่งให้กำเนิดลูกและท่านพ่อผ่านน้ำไม่ใช่หรือ ลูกไม่ใช่หนึ่งในธิดาของเธอหรือ แน่นอนลูกเป็น” (เป็นแปลโดยคะเนจริงๆ เพราะเหมือนจะเป็นศัพท์โบราณ ผู้เขียนจึงพยายามแปลให้ตรงบริบทมากที่สุด) แต่จุดประสงค์มากกว่านั้นของการพลีกรรมเช่นนี้ของท่าน ก็อาจเป็นไปเพื่อใช้โทษบาปแทนครอบครัวและแทนประเทศชาติของท่านก็ได้

“เธอเป็นคนดี เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์และผู้เทศนาผ่านกิจการของเธอ ซึ่งต่ำต้อยเสียยิ่งกว่าบรรดาสาวใช้” ซิสเตอร์ในอารามกล่าวถึงท่าน เพราะไม่เพียงแต่ทำพลีกรรมทรมานกายจำนวนมากมาย ท่านยังคอยทำทุกหนทางเพื่อนำความบรรเทาใจไปยังบรรดาคนยากไร้และคนป่วย ดังที่ได้อธิบายไปแล้วบ้างก่อนหน้านี้ ท่านรักที่จะเป็นคนจน ท่านชอบใส่เสื้อเก่า ๆ บางครั้งท่านก็จะซ่อมเสื้อผ้าคนยากไร้ที่เก่าด้วยผ้าจากเสื้อคลุมของท่าน และทุก ๆ ครั้งหากท่านตื่นขึ้นมากลางดึก แล้วได้ยินเสียงครวญคราง ท่านก็จะรีบลุกไปหาต้นตอของเสียงนั้นเพื่อไต่ถาม และช่วยผู้นั้นให้พบความบรรเทา นอกจากนี้หากมีคนป่วยคนใดสิ้นใจลง ท่านก็จะไม่เพียงแต่ร่วมพิธีของเขาจนถึงเวลาฝัง แต่ท่านจะยังสวดภาวนาและร้องไห้ให้เขาจำนวนมาก ประดุจว่าผู้วายชนม์นั่นคือพี่น้องของท่านเองเสมอ


หากเกิดมีซิสเตอร์คนใดในอารามเกิดล้มป่วยขึ้นมา ท่านที่ทราบเรื่องก็จะรีบกุลีกุจอไปช่วยดูแลซิสเตอร์คนนั้นอย่างวิริยะ ท่านทั้งทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจพยาบาลให้ผู้ป่วยรายนั้น โดยไม่เคยแสดงท่าทีออกมาว่าโกธรหรือรังเกียจที่ต้องทำงานต่ำต้อยและใช้เวลามากเช่นนี้ แม้บางเวลาท่านจะถูกคุณแม่อธิการและคุณพ่อวิญญาณแนะว่าท่านไม่ควรจะทำเช่นนั้น เพราะจะเป็นการสร้างความกังวลพระทัยให้กับพระราชบิดาและพระราชมารดา ท่านก็ยังคงปฏิบัติเช่นเดิม เพราะท่านมีแรงขับภายใน อันแสดงชัดในคำพูดที่ท่านกล่าวอ้อนวอนต่อทั้งสอง นั่นคือ “โปรดให้ลูกได้ทำเช่นนั้นในพระนามพระเยซูเจ้าเถิดเจ้าค่ะ”

นอกจากนี้แล้ว ท่านยังถือพรตตามธรรมนูญเหมือนซิสเตอร์คนอื่น ๆอย่างเคร่งครัด ท่านมันจะดึงข้อคิดจากชีวประวัตินักบุญซึ่งท่านได้ฟัง และด้วยความที่ท่านทั้งรักทั้งปรารถนาศีลมหาสนิท จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่ท่านจะชอบไปภาวนาหน้าพระแท่นไม้กางเขน เพราะ ณ ที่นั่นพระคริสตเจ้าผู้ทรงแฝงองค์ในเพศปังได้ประทับอยู่ในตู้ศีล ทั้งนี้แล้วในระหว่างมิสซาและรับศีล ท่านมักอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมายาว ๆ หรือกลั้นน้ำตาไว้ได้ ยามเมื่อท่านใคร่ครวญแผ่นปังอันบริสุทธิ์ ที่เปลี่ยจากสาลีเป็นพระกายของพระคริสตเจ้า


ท่านประทับอยู่ในอารามบนเกาะกระต่ายได้สิบสองปี ท่านและซิสเตอร์ในอารามก็มีอันต้องประสบความยากลำบากครั้งใหญ่ เมื่อรอยร้าวฉานระหว่างบิดาและบุตรชายถึงจุดที่ไม่อาจจะกลับมาเชื่อได้อีก นั่นคือความเข้าใจผิดกันระหว่างพระราชบิดาของท่านเองกับพระเชษฐาสเตเฟน ผู้น้อยเนื้อต่ำใจว่าพระราชบิดาทรงไม่รักตน และคงจะตัดตนออกจากการเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ ดังนั้นก่อนจะเป็นเช่นนั้นเจ้าชายสตีเฟนจึงได้ทรงเกณฑ์ไพร่พลที่ทรงซ่อมสุม แล้วยกมาบุกฮังการีใน ค.ศ. 1264 จนก่อเกิดเป็นสงครามกลางเมือง ที่กินระยะเวลายาวนานถึงสองปี

เหตุการณ์นี้ยังความโทรมมนัสเป็นอันมากแก่ตัวท่าน เพราะท่านได้แลเห็นสงครามอันเกิดแต่เพียงคำว่า ศักดิ์ศรีและความโลภ ซึ่งทำลายครอบครัวที่ท่านรักลามไปถึงวัด อาราม และประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วย ท่านจึงทวีการพลีกรรมของท่านให้ยิ่ง ๆ ขึ้นกว่าปกติ เพื่อสองสิ่ง นั่นคือสันติภาพและความเท่าเทียมที่หายไปจะกลับคือสู่ดินแดนของท่าน ท่านทั้งสวมเข็มขัดขนเม่น ทวีการเฆี่ยนตีตน และพลีกรรมเช่นที่กล่าวมาในย่อหน้าต้น ๆ นอกนี้ท่านยังพยายามสลัดตัวเองจากอคติ การเหมาด่า และการทำร้ายคนอื่นอันเป็นสิ่งไร้แก่นสารอีกด้วย

นอกจากความทุกข์ใจที่ต้องเผชิญแล้ว ผลของสงครามก็ยังความทุกข์กายไม่น้อยสำหรับท่านและสมาชิกในอาราม เพราะไม่นานหลังสงครามกลางเมืองปะทุขึ้น ท่านและซิสเตอร์คนอื่น ๆ ก็ถูกขับไล่ออกจากอาราม ให้ต้องระหกระเหิรไปพำนักในอารามซิสเตอร์คณะเทเรเซียน และมีคำสั่งลงมา (ผู้แปลไม่แน่ใจว่าจากฝั่งไหน) ให้ตัดความช่วยเหลือแก่อารามในทุก ๆ ด้าน เมื่อเหตุการณ์เป็นดังนั้น ในเวลาต่อมา คือ ค.ศ. 1265 เมื่อคุณพ่อมาร์เซลโล ผู้แทนคณะโดมินิกันจำต้องกลับไปยังเมืองมงเปอลีเย คุณพ่อก็ได้มีคำสั่งให้ซิสเตอร์จำนวนยี่สิบรูปร่วมกันพลีกรรมด้วยการรับประทานเพียงขนมปังและน้ำ ทันทีที่ท่านทราบเรื่อง ท่านจึงรีบไปคุกเข่าวิงวอนต่อหน้าคุณพ่อ ว่าขอโปรดให้ท่านได้พลีกรรมเพื่อประชาชน อย่าได้ยกเว้นท่านเสียเพียงเพราะท่านมีเลือดขัดติยาอยู่ในกาย

ท่านเจริญชีวิตร้อนรนในการสวดภาวนาและพลีกรรมใช้โทษบาปมาเกือบสองปีเพื่อประชาชนของท่าน จนที่สุดแล้วใน ค.ศ. 1266 ณ บนเกาะกระต่ายนั่นเอง ทั้งพระเจ้าเบลาที่ 4 พระราชบิดาและเจ้าชายสเตเฟน พระเชษฐาก็ได้คืนดีกัน ท่านและซิสเตอร์จึงได้หวนคืนมาสู่อารามบนเกาะกระต่ายอีกครั้ง และได้ประทับอยู่ที่นั่นตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต แต่ก่อนจะถึงวันนั้นก็เป็นอีกครั้งที่พระเป็นเจ้าทรงทดสอบความตั้งใจของเจ้าสาวตัวน้อยของพระองค์ ด้วยการวิวาห์อีกครั้ง คราวนี้เกิดขึ้นใน ค.ศ. 1268 โดยชายหนุ่มผู้นั้นก็คือ พระเจ้าการ์โลที่ 1 แห่งเนเปิลส์ และเช่นเดียวกันกับคราวพระเจ้าออทโทคาร์ที่ 2 คือพระเบลาพระราชบิดาทรงเกลี้ยกล่อมท่านว่า พระสันตะปาปาเคลเมนต์ ที่ 4 หากทรงทราบว่าท่านจะยอมเข้าพิธีวิวาห์ พระองค์จะทรงถือให้คำปฏิญาณตนของท่านเป็นโมฆะ แต่ทันทีท่านก็ตอบคุณแม่โอลิมเปีย ในทันทีว่า “แม้ว่าสมเด็จพระสันตะปาปาจะทรงสั่งให้ลูกเข้าพิธีวิวาห์ลูกก็จะไม่ยอมโง่ทำลายพรหมจารรย์ของลูกหรอก”

นักบุญเอลิซาเบธ แห่ง ฮังการี, นักบุญมาร์กิต แห่ง ฮังการี และเฮนรี่ แห่ง ฮังการี กลุ่มนักบุญราชตระกูลอาร์ปัด

ตามผู้เขียนชีวประวัติของท่านคนหนึ่งได้บันทึกว่า ที่อารามใหม่ท่านเริ่มรำพึงบ่อยขึ้นและเริ่มได้สนทนากับนักบุญสเตเฟน แห่ง ฮังการี (ปฐมกษัตริย์คริสตชนองค์แรก ผู้มีส่วนในการเติบโตของพระศาสนจักรในฮังการี ) นักบุญเอเมรีโก แห่ง ฮังการี (พระโอรสแต่เพียงองค์เดียวของนักบุญสเตเฟน แต่อนิจจายังไม่ทันได้ครองราชย์ ก็มาสิ้นเพราะอุบัติเหตุระหว่างล่าสัตว์เสียก่อน ) นักบุญลาดิสเลาส์ แห่ง ฮังการี (อดีตบูรพกษัตริย์ของฮังการี ผู้มีใจศรัทธาร้อนรนต่อพระคริสตเจ้าและทำทุกสิ่งเพื่อพระเจ้าและประชาชน) นักบุญเอลิซาเบธ แห่ง ฮังการี ผู้มีศักดิ์เป็นอาของท่าน

นอกจากนี้ในบางเวลาพระเป็นเจ้าก็ทรงประทานพระพรแห่งการหยั่งรู้อนาคตให้กับท่าน ซึ่งหนึ่งในพยานในเรื่องนี้มิใช่ใครไหนอื่น ก็คือพระราชบิดาท่านเอง ที่คราวหนึ่งต้องรบทัพจับศึกกับดยุกเฟรเดอริก ที่ 2 แห่ง ออสเตรีย ท่านก็ได้พูดทำนายว่าพระราชบิดาจะทรงมีชัยชนะ และพระเจ้าเบลาที่ 4 ก็ทรงมีชัยจริง ๆ และพระเป็นเจ้ายังทรงแสดงเครื่องหมายความศักดิ์สิทธิ์อื่นของท่านให้เป็นที่ประจักษ์แก่บรรดาซิสเตอร์ในอาราม ดั่งเช่นทั้งสามเรื่องที่ได้ยกมาต่อไปนี้


เรื่องที่หนึ่ง มีตำนานเล่ากันว่าคราวหนึ่งท่านได้ใช้สาวใช้ชื่อ อักเนส ให้ไปหาเสื้อผ้าจากอาคารใกล้ ๆ เอามาให้อาราม แต่ด้วยในคืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด ขณะเจ้าหล่อนกำลังเดินตัดลานหลังอาราม จึงเกิดพลัดตกลงไปในบ่อน้ำติดห้องครัว เสียงร้องลั่นของหล่อนเรียกให้คุณแม่อธิการอารามคณะในเวลานนั้น คือ คุณแม่โอลิมเปียต้องรีบวิ่งจ้ำไปตามต้นเสียงเพื่อรีบช่วยเหลือ ส่วนท่านเองก็รีบวิ่งไปตามพระสงฆ์มาช่วย เพราะพวกท่านไม่มีแรงพอจะช่วยกันดึงนางอักเนสขึ้นมาจากบ่อน้ำได้ ก่อนเธอจะขาดใจตาย

แต่อนิจจา มันก็ไม่ทันการณ์ เพราะนางได้ขาดใจลงไปเสียแล้ว ดังนั้นเองท่านจึงถูกตำหนิจากทุกคนว่าต้นเหตุให้นางอักเนสตาย ฝั่งท่านที่โดยกล่าวโทษเช่นนี้ จึงเริ่มสวดภาวนาขอความช่วยเหลือไปยังพระเจ้า สักครู่หนึ่งร่างของนางอักแนสที่ดูซีดเซียวก็ค่อย ๆ ลอยขึ้นมา แม้จะอยู่ในสภาพแขนขาบิดงอเพราะการตกไปอย่างแรง กระทั่งร่างของนางพ้นจากบ่อแล้ว ท่านก็เริ่มสวดอีกครั้ง คราวนี้กระดูกต่าง ๆ ที่เคยหักงอก็กลับมาอยู่ในสภาพเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และนางอักเนสที่เหมือนสิ้นใจไปแล้ว ก็กลับมาชีวิตอีกครั้งหนึ่ง


เรื่องที่สอง เล่าอีกว่าคืนหนึ่งท่านได้ออกไปสวดภาวนาอยู่ที่ลานของอาราม และขณะที่ท่านกำลังอยู่สวดภาวนาอย่างร้อนรนนั้นเอง ฉับพลันบนท้องฟ้ายามรัตติกาลก็ปรากฏดวงสุริยาโผล่ขึ้นมาอยู่ข้างดวงจันทร์อย่างน่าอัศจรรย์ และเรื่องที่สาม คราวหนึ่งท่านและซิสเตอร์อักแนส แบร์กีตัดสินใจจะทำอาหารจากชีสเลี้ยงซิสเตอร์ทุกคน ท่านก็สามารถยกกระทะที่ตั้งอยู่บนไฟร้อน ๆ ออกมาได้โดยที่มือของท่านไม่เป็นอะไรเลย ซึ่งเรื่องนี้ซิสเตอร์แบร์กาก็ได้ยืนยันว่าเมื่อเธอขอดูมือท่านแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่ามือของท่านมีแผลอันใดไม่

แต่แม้ท่านจะเป็นที่โปรดปรานของพระเป็นเจ้า ดังที่พระองค์ได้ทรงไขแสดงอัศจรรย์ให้เป็นเครื่องหมายรับรอง พระเป็นเจ้าก็มิได้ทรงบันดาลมให้ท่านมีสุขภาพดีหรือมีอายุที่ยืนนาน ผลของวัตรปฏิบัติอันเข้มงวดของท่าน ก็ส่งผลให้ท่านในวัยยี่สิบปลาย ๆ แทบจะไม่เหลือเค้าความงามที่เคยมี ท่านกลายเป็นคนพิการเพราะการพลีกรรมและการอดอาหารอย่างยิ่งยวด และใน ค.ศ. 1269 ขณะท่านในวัยประมาณ 27 ปี กำลังสวดภาวนาอยู่ข้างเตียงซิสเตอร์รูปหนึ่ง ที่กำลังเข้าใกล้ประตูแห่งความตายเต็มที ท่านก็ได้รับการไขแสดงบางอย่างและได้พูดทำนายออกมาว่า “หลังจากซิสเตอร์สิ้นใจไปเป็นคนแรกแล้ว ก็จะเป็นตัวฉันต่อไป” และไม่นานก็เป็นดั่งที่ท่านกล่าวทำนายไว้ เพราะในเวลาต่อมา ท่านก็มีอาหารไข้ขึ้นสูงชนิดต้องล้มหมอนนอนเสื่อ ซึ่งท่านก็เหมือนจะทราบดีว่านี่คือวาระสุดท้ายแล้ว ดังนั้นก่อนจะถึงวันสำคัญนั้น ท่านจึงได้มอบกล่องที่บรรจุเข็มขัดตะขอเหล็กและแส้ที่ท่านใช้ให้แก่คุณแม่อธิการ


ลุถึงวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 1270 ภายหลังป่วยด้วยอาการไข้มาสิบสองวันและเจริญชีวิตภายใต้กฎฎส่วนตัวที่ว่า ‘รักพระเจ้า ดูถูกตัวเอง ไม่เกลียดและไม่ตัดสินผู้อื่น’ เจ้าหญิงแห่งฮังการี พระราชธิดาในพระเจ้าเบลาที่ 4 ก็ได้สิ้นใจโดยสงบด้วยพระชันษาเพียง 28 ปี พระราชพิธีปลงพระศพถูกจัดขึ้น ณ อารามบนเกาะกระต่าย โดยมีพระคุณเจ้าเฟร์เดริก พระอัครสังฆราแห่งเอสซ์เตอร์กอมเป็นประธาน หลังจากนั้นร่างของหน่อเนื้อนฤนาถ จึงได้รับการฝังในวัดน้อยของอารามท่ามกลางกลิ่นหอมอบอวลของดอกกุหลาบที่พรั่งพรูกันออกมาจากศพของท่าน

และในทันทีที่ท่านสิ้นใจไปได้ไม่นาน ก็มีการเปิดกระบวนการขอแต่งตั้งท่านขึ้นเป็นนักบุญขึ้น โดยมีผู้ร้องขอคือพระเชษฐาของท่านที่ได้ขึ้นเถลิงราชสมบัติสืบต่อจากพระราชบิดาในปีเดียวกันกับที่ท่านสิ้นใจ แต่ก็ต้องติดปัญหาต่าง ๆ จนเรื่องยืดยาวนานหลายร้อยปี แม้ว่าในเวลานั้นจะมีอัศจรรย์ผ่านคำเสนอวิงวอนของท่านถึงเจ็ดสิบสี่กรณี มีทั้งที่หายป่วยและฟื้นจากความตายก็ตาม ท่านก็ยังคงไม่ได้รับการประกาศเป็นนักบุญอย่างเป็นทางการ 


กระนั้นก็ตามแม้จะไม่มีการประกาศรับรองอย่างเป็นทางการจากพระศาสนจักร ความศรัทธาของท่านก็ถูกนำไปยังอิตาลีพร้อมพระนางมารีอา แห่ง ฮังการี ผู้มีศักดิ์เป็นหลานสาวของท่านและได้สมรสกับอนาคตกษัตริย์ของเมืองเนเปิลส์ ท่านถูกนับรวมเป็นหนึ่งในนักบุญจากราชวงศ์อาร์ปัด (ราชวงศ์ของท่าน) ดังปรากฏภาพของท่านร่วมกับนักบุญเอลิซาเบธ แห่ง ฮังการีที่มหาวิหารนักบุญฟรานซิส เมืองอัสซีซีอายุประมาณศตวรรษที่ 14 และมีความเชื่อกันที่อิตาลีว่าท่านเป็นหนึ่งในผู้รับรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ทำให้งานจิตรกรรมจำนวนหนึ่งแสดงภาพรอยแผลศักดิ์สิทธิ์บนร่างกายของท่าน 

แต่ที่สุดหลังมรณกรรมของท่านกว่า 500 ปี ในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 6 ก็ได้ทรงบันทึกนามท่านไว้ในสารบบบุญราศี และในรัชสมัยสมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 12 พระองค์ก็ได้ตัดสินพระทัยสถาปนาท่านขึ้นเป็นนักบุญในกรณีพิเศษนั่นคือไม่ต้องมีอัศจรรย์ครั้งที่สองมาประกอบ ในวันฉลองนักบุญเอลิซาเบธ แห่ง ฮังการี นั่นคือในวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1943 โดยท่อนหนึ่งในการประกาศดังกล่าว พระสันตะปาปาปีโอที่ 12 ได้ทรงรับสั่งว่า “สืบเนื่องจากท่านเป็นเคารพสืบมาแต่อดีต คุณงามความดีและอัศจรรย์ของท่านเป็นที่ประจักษ์มาตั้งแต่หนหลัง โดยไม่มีข้อกังขาโดยบรรดานักประวัติศาสตร์  ดังนั้นแม้จะไม่เป็นไปตามขั้นตอนการสถาปนานักบุญและจารีตตามปกติ ข้าพเจ้าจึงเห็นควรที่จะสถาปนาท่านขึ้นเป็นนักบุญอาศัยการตัดสินใจของข้าพเจ้าเอง และมีคำสั่งให้บันทึกนามของท่านในสารบบนักบุญนับแต่นี้เป็นต้นไป”


นักบุญเปโตรได้อธิบายว่า การดำเนินชีวิตในโลกนี้เป็นการดำเนินชีวิตใน อยู่ต่างแดน สำหรับผู้ที่เรียกพระเจ้าว่าเป็นบิดา (เทียบ 1 เปโตร 1:17) ขอให้ชีวิตนักบุญมาร์กิตกระตุ้นผู้อ่านได้ใคร่ครวญถึงการดำเนินชีวิตในโลกในฐานะ ต่างแดนที่เราเพียงผ่านมาชั่วคราว ก่อนมุ่งสู่สวรรค์ ขอให้เราได้เลียนแบบท่านในการใช้เวลาในโลกนี้ อันเป็นสิ่งชั่วคราว ด้วยการดำเนินชีวิตตามเสียงของพระเจ้าภายในตัวเองอย่างดีที่สุดในแต่ละวัน เพราะเราไม่รู้ว่าความชั่วคราวของเราจะยาวนานหรือสั้นเพียงใด เพราะท่านรู้ว่าท่านได้รับการไถ่กู้หลุดพ้นจากวิถีชีวิตไร้ค่าที่สืบมาจากบรรพบุรุษ มิใช่ด้วยสิ่งที่เสื่อมสลายได้เช่นเงินหรือทอง แต่ด้วยพระโลหิตประเสริฐของพระคริสตเจ้า ดังเลือดของลูกแกะไร้มลทินหรือจุดด่างพร้อย (1 เปโตร 1:18-19) ท่านนักบุญมาร์กิตตระหนักได้ดังนี้ และท่านเชื่อว่าการพลีกรรมทรมานตนอย่างหนักหน่วง รวมถึงการรักรับใช้ผู้อื่นด้วยการปฏิบัติและการสวดภาวนา เป็นการใช้เวลาชั่วคราวที่ดีที่สุดสำหรับท่าน ดังนั้นท่านจึงปฏิบัติเช่นนั้น ในท้ายที่สุดนี้การเลียนแบบฉบับของท่านที่ดีที่สุด จึงไม่ใช่การทรมานตนอย่างบ้าคลั่ง แต่คือการเข้าใจถึงความเป็นชั่วคราวและแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้าต่อชีวิตของเราแต่ละคน ซึ่งหมุนเวียนอยู่รอบแก่นกลางเดียว คือ รักพระเจ้าและรักเพื่อนรอบข้างเหมือนรักตนเอง แต่รักอย่างไร สิ่งนี้เป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องหาคำตอบและแนวทางของตนเอง เพื่อจะได้อยู่เพื่อพระแค่หนึ่งเดียวเช่นท่าน อาแมน

รูทราย, เทเรซีโอของพระเยซู


“ข้าแต่ท่านนักบุญมาร์กิต แห่ง ฮังการี ช่วยวิงวอนเทอญ”

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563

'ฌาน แห่ง วาลัวส์' ราชธิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ ตอนที่ 4 (จบบริบูรณ์)

นักบุญฌาน แห่ง วาลัวส์
St. Jeanne de Valois
ฉลองวันที่: 4 กุมภาพันธ์

หลังจากนั้นอีกหลายเดือน ท่านก็มิได้ปริปากพูดเรื่องนี้กับคุณพ่อกาเบรียลอีก แต่ภายในของท่านนี่สิ แทนที่จะลืม ๆ เรื่องนี้ไป ตรงกันข้ามนับวันท่านกับรู้สึกว่าแม่พระทรงเรียกร้องให้ท่านปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระนางมากขึ้นเรื่อย ๆ จนท่านมิอาจกลั้นไว้ภายในได้ และที่สุดด้วยความโทมนัสแสนสาหัสที่ไม่อาจจะทำตามพระประสงค์ของแม่พระได้ ท่านจึงล้มป่วยลง และเมื่อสัมผัสได้ถึงความตายอยู่ไม่ไกลตัวแล้ว ท่านก็ตัดสินใจเรียกคุณพ่อกาเบรียลมาพบ เพื่อบอกกับท่านว่า “คุณพ่อคะ ลูกคิดว่าลูกกำลังจะตาย และก็เป็นคุณพ่อเองที่เป็นต้นเหตุแห่งความตายของลูก” ฝั่งคุณพ่อเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็มีอันตื่นตระหนกและพยายามจะยกเหตุผลต่าง ๆ นานามาอธิบายให้ท่านฟัง จนที่สุดแล้วท่านจึงเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวัยเยาว์ให้คุณพ่อได้ทราบ ทำให้คุณพ่อกาเบรียลเปลี่ยนความคิดที่มีมา และได้ทูลตอบ “ท่านหญิงขอรับ การเปิดเผยครานี้จะมิถูกละเลยแน่นอน” พร้อมให้สัญญาว่าจะช่วยท่านวางรากฐานความปรารถนาของแม่พระนี้ให้เป็นจริง ทำให้แต่วันนั้นเรี่ยวแรงที่หายไป ก็กลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้งในตัวท่าน

ขั้นแรกในการดำเนินการตามฝันนี้ คุณพ่อกาเบรียลได้ทูลแนะให้ท่านตั้งอารามในที่ดินใกล้ ๆ กับปราสาท พร้อมจัดหาหญิงสาวที่สนใจมาเข้ารับการอบรมเพื่อเตรียมเป็นนักพรตหญิงภายในอารามแห่งใหม่ ซึ่งในส่วนของการจัดหาหญิงสาวที่สนใจนี้ คุณพ่อกาเบรียลได้ตัดสินใจเดินทางไปหา ‘มาดมัวแซล เดอ ปัวเซลเลอ’ สตรีชาวเมืองตูรส์ผู้อุทิศชีวิตในการสอนเด็กหญิงในวันที่ 21 พฤษภาคม ค.ศ. 1500 เพื่อแจ้งความประสงค์ของท่าน และได้ขอให้นางเลือกเด็กหญิงที่มีกระแสเรียกส่งมาให้ ซึ่งนางเดอปัวเซลเลอเมื่อทราบความประสงค์แล้ว ก็ได้คัดเด็กหญิงที่มีวัยระหว่าง 9 – 14 ปี ที่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองจำนวนทั้งสิ้น 11 คนมอบให้คุณพ่อ และคุณพ่อจึงได้พาคณะเด็กหญิงผู้มีกระแสเรียกออกเดินทางกลับมาเมืองบูร์ชในวันเสาร์วันของแม่พระอย่างพอดิบพอดี


เมื่อหน่ออ่อนของคณะใหม่เดินทางมาถึง ท่านก็ได้ต้อนรับพวกเธอด้วยความยินดีในฐานะ ‘ธิดา’ โดยในทุกวันท่านจะแวะไปหาพวกเธอ พลางเล่าถึงความสุขในการรับใช้แม่พระภายใต้อารามนี้ และทีละนิดผ่านคำพูดผนวกกับแบบฉบับของท่านดัชเชสผู้แสนดี กล้าอ่อนของคณะใหม่ก็เริ่มแทงยอดผลิใบน้อย ๆ ออกมา นั่นจึงนำมาสู่ก้าวต่อไปของอาราม นั่นก็คือการมี ‘กฏ’ ประจำอาราม แต่จะขึ้นกับธรรมนูญแบบใดดีที่จะสมกับเจตจำนงถวายเกียรติแด่แม่พระนี่สิ เป็นปัญหาต่อมาที่ท่านและคุณพ่อกาเบรียลต้องช่วยกันขบคิด และแน่นอนเมื่องานชิ้นนี้เกิดขึ้นโดยการชี้นำของพระนางมารีย์ พระนางเองก็ได้จัดเตรียมหนทางแก้ปัญหานี้ไว้

ดังนั้นเมื่อคุณพ่อกาเบรียลมาทูลถามท่านด้วยความกังวลถึงธรรมนูญที่อารามหลังนี้จะยึดถือ ท่านจึงได้บอกสิ่งที่แม่พระได้ทรงเผยแสดงให้ท่านทราบว่า “ลูกได้ทูลขอแม่พระให้ทรงสอนลูก ถึงชีวิตที่ลูกและธิดาของลูกต้องปฏิบัติ เพื่อเป็นที่พอพระทัยสำหรับพระนาง และองค์พระราชินีศรีสวรรค์ก็ทรงตรัสกลับว่า ‘จงปฏิบัติตามทุกสิ่งที่มีเขียนไว้ในพระวรสารว่าแม่ได้ปฏิบัติสิ่งใดบนโลกนี้ และจงทำให้ธรรมนูญนี้ได้รับการรับรองจากสันตะสำนัก ขอลูกรู้ไว้เถิด ว่าผู้ใดก็ตามที่ปฏิบัติดังนี้แล้ว ก็หมายความว่าเขาได้ดำรงอยู่ในพระหรรษทานขององค์พระเยซู พระบุตรของแม่และแม่ และทั้งนี้มันจะเป็นวิธีอันปลอดภัยในการสนองพระประสงค์ของพระบุตรของแม่ และความต้องการของแม่’”


เมื่อได้รับการไขแสดงเช่นนี้แล้ว ว่าธรรมนูญสำหรับอารามใหม่ไม่ได้อยู่ไหนหากแต่อยู่ในพระคัมภีร์ ฝั่งคุณพ่อกาเบรียลจึงได้เขียน ‘สิบฤทธิ์กุศลของแม่พระ’ ขึ้นโดยอาศัยพระวรสารที่ไม่เพียงบอกเล่าเรื่องราวของการไถ่กู้ของพระเยซูคริสตเจ้า แต่ยังมีเรื่องเล็ก ๆ ของสตรีชาวนาร์ซาเร็ธคนหนึ่งซึ่งเปี่ยมด้วยฤทธิ์กุศลแห่งการถือความบริสุทธิ์ยิ่ง (มัทธิว 1 : 18 , 20 , 23 / ลูกา 1 : 27 , 34) ความไม่ประมาทยิ่ง (ลูกา 2 : 19 , 51) ความถ่อมใจยิ่ง (ลูกา 1 : 48) ความเชื่อยิ่ง (ลูกา 1 : 45 , ยอห์น 2 : 5) ความภักดียิ่ง (ลูกา 1 : 46-47 , กิจการอัครสาวก 1 : 14) ความนบนอบยิ่ง (ลูกา 1 : 38 , 2 : 21-22 , 27) ความยากจนยิ่ง (ลูกา 2 : 7) ความอดทนยิ่ง (ยอห์น 19 : 25) ความเมตตายิ่ง (ลูกา 1 : 39 , 56) และความทุกข์ยิ่ง (ลูกา 2 : 35) สอดแทรกอยู่ นี่เองจึงกลายมาเป็นธรรมนูญของอารามใหม่ ตามที่พระนางมารีย์ทรงเผยแสดงแก่ท่านว่า “จงปฏิบัติตามทุกสิ่งที่มีเขียนไว้ในพระวรสารว่าแม่ได้ปฏิบัติสิ่งใดบนโลกนี้ ”

นอกจากนี้เมื่อท่านไตร่ตรองว่ามตอนใดในชีวิตของพระนางมารีย์ ที่จะสำแดงให้เห็นชัดที่สุดถึงฤทธิกุศลอันงามพร้อมของผู้ได้ชื่อว่า ‘พระมารดาพระเจ้าและของชาวเรา’ ท่านก็พบว่า ‘การแจ้งสาส์นการรับเอากายของพระวจนาถต์’ ซึ่งส่วนตัวแล้วท่านก็มีความศรัทธาพิเศษต่อรหัสธรรมล้ำลึกนี้ยิ่ง ท่านทั้งชอบวาดรูปพระวรสารตอนนี้และยึดเอาพระวารสารตอนนี้เป็นแบบฉบับ นี่แหละคือการสรุปฤทธิ์กุศลทั้งหมดของแม่พระได้อย่างดีที่สุด ดังนั้นสำหรับคณะใหม่ที่จะเกิดขึ้น ท่านจึงได้เลือกรหัสธรรมแห่งการแจ้งสาส์นเป็นองค์อุปถัมภ์สำหรับการเจริญชีวิตเป็นที่พอพระทัยพระคริสตเจ้า ด้วยการเลียนแบบฤทธิ์กุศลของพระนางมารีย์โดยมีจุดประสงค์ที่จะเป็น ‘เหมือนพระนางมารีย์ที่มีชีวิตอยู่บนโลกอีกองค์’


เมื่อคุณพ่อกาเบรียลได้เพิ่มข้อความดังนี้ลงไปในธรรมนูญใหม่ตามคำสั่งของท่านแล้ว คุณพ่อคณะฟรังซิสกันชื่อ คุณพ่อวิลเฮล์ม โมแค็ง จึงรับหน้าที่เป็นผู้นำธรรมนูญคณะใหม่นี้ขึ้นทูลเกล้าถวายองค์สมเด็จพระสันตะปาปาเพื่อให้ทรงอนุมัติ และฝั่งองค์พระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 ก็ทรงต้อนรับฑูตของท่านเป็นอย่างดีพร้อมตรัสถึงชีวิตที่ศรัทธาและยกถวายต่อพระของท่าน ณ ที่ประชุม จนดูเหมือนว่าการรับรองธรรมนูญครั้งนี้จะไม่มีข้อขัดข้องประการใด แต่เมื่อถึงเวลาต้องพิจารณา ปีศาจก็ได้ขัดขวางผลงานชิ้นนี้ ผ่านการที่บรรดาพระคาร์ดินัลทั้งหลายก็พากันไม่รับรองธรรมนูญคณะใหม่นี้ (มีส่วนจากการสังคายนาลาเตรลันครั้งที่ 4 ที่ให้คณะนักบวชที่ตั้งขึ้นในภายหลัง เจริญชีวิตตามธรรมนูญของคณะนักบวชที่เคยได้รับการรับรองแล้ว เพื่อลดความสับสนในพระศาสนจักรลง) ทำให้คุณพ่อวิลเฮล์มจำต้องกลับไปพร้อมความผิดหวัง และเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เพราะขณะคุณพ่อข้ามเทือกเขาแอลป์ คุณพ่อก็ทำต้นฉบับธรรมนูญคณะใหม่ของท่านหล่นหายไป

ฝั่งท่านเมื่อทราบว่าเรื่องเป็นไปดังนี้แล้ว แทนที่ท่านจะถอดใจกับแผนการตั้งคณะใหม่นี้เสีย ท่านก็รับสั่งให้คุณพ่อกาเบรียลเขียนธรรมนูญคณะใหม่ขึ้นอีกครั้ง และได้ส่งคุณพ่อให้ไปดำเนินเรื่องนี้อีกครั้งที่กรุงโรมด้วยความเชื่ออย่างสุดหัวใจว่า กิจการนี้เป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าที่มีต่อท่าน แต่กระนั้นก็ตามแม้คราวนี้คุณพ่อกาเบรียลจะเป็นผู้เดินทางไปด้วยตัวเอง มันก็ยังไร้ผลเพราะคณะพระคาร์ดินัลยังคงปฏิเสธคณะใหม่นี้เช่นเดิม ทำให้เมื่อไม่อาจจะพึ่งพาความช่วยเหลือมนุษย์ต่อไป คุณพ่อกาเบรียลจึงหันหน้าไปหาแม่พระ ผู้เป็นเจ้าของคณะนี้เพื่อให้พระนางทรงเอื้อมพระหัตถ์เข้ามาช่วยเหลือ และในคืนนั้นเอง องค์พระมารดาก็ทรงเอื้อมพระหัตถ์ของมารดาเข้ามาพลิกสถานการณ์อันสิ้นหวังนี้ให้ผ่านพ้นไปอย่างน่าอัศจรรย์


กล่าวคืนในคืนนั้นพระคุณเจ้าพระคาร์ดินัล โยวันนี บัพติสตา แฟร์ราโร ประธานดาตารีอา อโปสโตลิกา (หนึ่งในห้าหน่วยงานเดิมของโรมันคูเรีย ปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้วในปี ค.ศ. 1967) ผู้มีอิทธิพลมากในหมู่พระคาร์ดินัลด้วยกันและเป็นปรปักษ์กับธรรมนูญและคณะใหม่นี้มากที่สุด ก็ได้ฝันเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตำหนิเขา เหตุเพราะเขาไม่ยอมอนุมัติคณะใหม่นี้ ทั้งยังฝันเห็นท่านนักบุญลอเรนซ์ มรณสักขี และท่านนักบุญฟรังซิส อัสซีซี ยื่นมือออกมาเหนือศีรษะของคุณพ่อกาเบรียลในลักษณะอวยพร ใบหน้าของท่านนักบุญเหมือนบอกกับพระคุณเจ้าว่าภารดาผู้ต่ำต้อยคนนี้ คือ เครื่องมือของพระเป็นเจ้าโดยแท้ แล้วพระคุณเจ้าจึงได้เห็นความยิ่งใหญ่ของแม่พระ ในข้อรหัสธรรมลำลึกแห่งการแจ้งสาส์น จนเกิดเป็นแรงดลใจภายในให้พระคุณเจ้าจำต้องทำให้มีคณะใหม่ที่ถวายความศรัทธาเป็นพิเศษต่อข้อธรรมล้ำลึกนี้ และเมื่อพระคุณเจ้าจะสะดุ้งตื่นขึ้นจากฝันทั้งหมด พระคุณเจ้าจึงสวดภาวนาและไตร่ตรองถึงเรื่องทั้งหมด กระทั่งที่สุดพระคุณเจ้าจึงเรียกให้คุณพ่อกาเบรียลเข้าพบ พร้อมได้เปิดเผยเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนกลางคืนทั้งหมด ก่อนตัวพระคุณเจ้าจะไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา และได้ทูลขอให้พระองค์ทรงรับรองธรรมนูญและคณะใหม่นี้ ทำให้ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1502 สมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 จึงได้ทรงรับรองธรรมนูญและ ‘คณะแม่พระรับสาร’ อย่างเป็นทางการ ซึ่งพร้อมกันนั้นพระองค์ได้ทรงตั้งคุณพ่อกาเบรียลให้เป็นผู้แทนตรวจเยี่ยมของคณะใหม่นี้ด้วย

ไม่กี่วันต่อมาหลังได้รับการรับรองคณะใหม่ คุณพ่อกาเบรียลก็รีบออกเดินทางกลับถึงเมืองบูร์ช เพื่อนำข่าวแห่งความยินดีนี้มาแจ้งกับท่าน การเดินทางครั้งนี้เป็นไปได้อย่างปลอดภัย และเมื่อท่านได้รับพระราชกฤษฏีการับรองคณะใหม่ ท่านก็รับมาจูบด้วยความเคารพและความชื่นชมโสมนัสเป็นล้นพ้น ก่อนท่านจะรีบนำพระราชกฤษฏีกานี้ไปยังห้องของผู้สมัครในคณะใหม่คนหนึ่งที่ล้มป่วยหนักด้วยอาการไข้จนใกล้จะสิ้นใจเต็มที และเมื่อถึงที่ห้อง ท่านก็รีบเอาพระราชกฤษฏีกานี้ไปแตะที่ริมฝีปากของผู้สมัครเณรีที่หายใจรวยรินคนนั้น และบัดดลอาการไข้ของเธอก็หายสนิท (เหตุการณ์นี้เป็นที่เล่าลือกันมากในหมู่ชาวเมืองที่ต่างทวีความเคารพในตัวท่านมากขึ้น)


ขั้นต่อไปของการตั้งคณะใหม่ของท่านก็คือ ‘การสร้างอารามแม่พระรับสาร’ โดยท่านได้เลือกที่ดินที่จะสร้างอารามหลังใหม่ที่ข้าง ๆ ปราสาทของท่าน และได้เร่งจัดสร้างอาคารอารามหลังนี้ด้วยความร้อนรนในเดือนสิงหาคม ปีนั้น โดยในระหว่างที่การก่อสร้างอาคารถาวรวัตถุดำเนินไป ท่านก็ใช้เวลาเดียวกันนั้นก่อร่างจิตารมณ์แห่งการเลียนแบบฤทธิ์กุศลทั้งสิบประการของแม่พระ เพื่อสมเป็นที่พอพระทัยพระเป็นเจ้า ให้กับบรรดาธิดาน้อยของท่าน ท่านปรารถนายิ่งที่จะให้ความเมตตารักแผ่ปกคลุมอารามของท่านไม่ว่าจะยามนี้หรืออนาคต ท่านแนะให้บรรดาสมาชิกในคณะทักทายกันว่า “จงรักซึ่งกันและกัน”

ส่วนเครื่องแบบของคณะใหม่ ท่านได้เลือกให้สมาชิกสวมเสื้อยาวสีเทาคู่ผ้าคลุมสีดำเพื่อเตือนผู้ถวายตนถึงการพลีกรรมใช้โทษบาป ก่อนทับด้วยเสื้อจำพวกสีแดงสดอันสื่อถึงพระโลหิตประเสริฐของพระคริสตเจ้า และเสื้อคลุมสีขาวสัญลักษณ์แทนการถือพรหมจรรย์และความเมตตาธรรม ที่คอของสมาชิกทุกคนท่านยังออกแบบให้สวมเหรียญรูปพระนางมารีย์ ผู้ที่สมาชิกในคณะต่างมอบความศรัทธาพิเศษไว้ให้ โดยให้ผูกไว้กับริบบิ้นสีฟ้า เมื่อออกแบบเครื่องแบบคณะแล้วเสร็จดี ท่านจึงได้มอบชุดคณะที่ออกแบบใหม่นี้ให้กับผู้สมัครห้าคนแรกในวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ. 1502


จากนั้นคุณพ่อกาเบรียลและคุณพ่อเยราร์ดจึงได้ร่วมกันอบรมผู้สมัครที่เพิ่มมาเป็น 21 คน และได้มีการเลือกคัธริน กูวิเนลเลอ ชาวเมืองอัมบัวส์ให้เป็นหัวหน้ากลุ่มคนแรก และระหว่างนั้นในวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 1503 ก็มีพระราชหัตถเลขาลงพระนามพระเจ้าหลุยส์ที่ 12 อดีตพระสวามีจากเมืองลียง รับรองการตั้งคณะของ ‘พระญาติที่รักและรักยิ่งฌานแห่งฝรั่งเศส ดัชเชสแห่งแบร์รี’ พร้อมพระราชทานการคุ้มครองเป็นพิเศษให้กับอารามของท่าน

แต่ขณะท่านส่งต้นกล้าอ่อนให้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในฐานะที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของชาวเมืองบูร์ชในฐานะผู้ปกครอง ท่านจึงมิได้เข้าประทับในอาราม แต่เลือกประทับที่ปราสาทดังเดิม โดยเลือกที่จะแต่งเครื่องแบบคณะและเข้าพิธีปฏิญาณตนนบนอบต่อคุณแม่อธิการในอารามในวันสมโภชพระจิตเจ้าที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1504 เมื่อมีพระชันษาได้ 40 พรรษา พร้อมปฏิบัติตนตามฤทธิ์กุศลของชีวิตนักบวชควบคู่ไปกับการดูแลทุกข์สุขของชาวเมืองให้ได้มากที่สุด


ลุถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน ปีเดียวกันนวกะห้าคนแรกของคณะก็ได้เข้าพิธีปฏิญาณตน หลังจากนั้นในวันที่ 21 เดือนเดียวกัน อันเป็นวันฉลองแม่พระถวายตนในพระวิหาร หลังสวดภาวนาตลอดทั้งคืน รุ่งเช้าท่านจึงได้ร่วมในขบวนแห่กับบรรดาธิดาของท่านเข้าสู่อารามหลังใหม่ และ ณ ที่วัดน้อยประจำอาราม ท่านได้เป็นประธานในการยกถวาย ‘อารามแม่พระรับสาร’ ของคณะแด่พระเป็นเจ้าและแม่พระ ผู้ประสงค์ให้ตั้งอารามหลังนี้ขึ้น

แม้ภารกิจตั้งคณะแม่พระรับสารจะสำเร็จลุล่วงไปแล้ว แต่ด้วยความรักที่ลุกเป็นไฟของท่านต่อแม่พระ ท่านปรารถนาจะแต่งบทสวดสักบทให้วิญญาณทุกดวงได้สวดสรรเสริญพระมารดา ผู้นิรมล ดังนั้นเองหลังจากรำพึงคิดใครครวญท่านจึงได้ประดิษฐ์ลูกประคำชนิดสิบเม็ดขนาดเล็กเพื่อระลึกถึงฤทธิ์กุศลทั้งสิบประการของแม่พระขึ้น และเมื่อสมเด็จพระสันตาปาปาทรงทราบ พระองค์ก็ทรงส่งเสริมกิจศรัทธา ‘สวดวันทามารีย์สิบครั้ง’ และไม่นานกิจศรัทธานี้ก็แพร่ไปอย่างรวดเร็วในหมู่คริสตชน


แม้จะสามารถตั้งคณะใหม่ที่จำลองแบบแม่พระ และแต่งบทภาวนาเพื่อสรรเสริญพระนาง ท่านก็ยังรู้สึกว่าภารกิจของท่านบนโลกนี้ยังไม่จบสิ้น เพราะท่านยังรู้สึกเป็นทุกข์ยิ่งจากการเกิดสงครามกลางเมืองและความไม่ลงรอยกัน ท่านจึงไม่เคยเหน็ดเหนื่อยที่จะสวดภาวนาเพื่อสันติภาพของราชอาณาจักรฝรั่งเศส และปรารถนายิ่งที่จะนำพระพรแห่งสันตินี้ไปมอบแก่โลกทั้งใบ ทั้งนี้ท่านรู้ดีเสมอว่า ‘สันติ’ จะพบได้ก็เฉพาะใน ‘ความรักของพระคริสตเจ้า’ ซึ่งหลอมรวมมนุษย์ทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน จนวันหนึ่งระหว่างท่านสวดภาวนาอยู่ลำพังเป็นเวลานาน แม่พระผู้ทรงสอนธิดาน้อย ๆ ของพระนางเองในเวลานี้หลายต่อหลายครั้ง ก็ตรัสกับท่านว่า “ในทุกคำพูดของลูก ลูกต้องแสดงถึงความปรารถนาดีกับทุกคน และสร้างสันติให้ปรากฏท่ามกลางพี่น้องที่ลูกอยู่ร่วมด้วย” 

พระดำรัสนี้จุดประกายเปลวไฟแห่งความคิดใหม่แก่ท่านอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่การตั้งคณะแห่งการสวดภาวนา แต่คือการตั้งกลุ่มฆราวาสที่จะสร้างสันติแก่โลกทั้งใบ ‘คณะสันติภาพ’ หรือปัจจุบันคือ ‘ชมรมแม่พระรับสาร มรรคาแห่งสันติ’ จึงถูกก่อตั้งขึ้น โดยมีจุดประสงค์ให้สมาชิกของคณะนี้ “ไม่มีความเกลียดชัง ความไม่พอใจต่อใคร ในหัวใจของพวกเขาทุกคน” , “ไม่พูดถึงผู้อื่นในแง่ร้าย” , “นำสันติไปยังบรรดาพี่น้องที่ขุ่นข้องหมองใจ” และสุดท้ายคือการสวดสายประคำน้อย ๆ การสวดเพื่อองค์สมเด็จพระสันตะปาปา และสันติของพระศาสนจักร


นับวันหลังได้เป็นสมาชิกคณะ ความศรัทธาร้อนรนในการติดตามมรรคาแห่งสวรรค์ และความปรารถนาเจริญชีวิตร่วมกับบรรดาธิดาน้อยของท่านก็ยิ่งทวีขึ้น มีหลายต่อหลายครั้งพระเป็นเจ้า ผู้ทรงหมั้นท่านเอาไว้เป็นเจ้าสาวของพระองค์ก็ทรงกระทำกิจอันน่าพิศวงในตัวท่าน หลายครั้งหลายคราวระหว่างสวดภาวนา ท่านก็ได้เข้าสู่สภาวะฌาน พยานหลายคนมักได้ยินท่านพึมพำออกมาว่าระหว่างนั้นว่า “วันทามารีย์… เปี่ยมด้วยพระหรรษทาน…” มีบางคราวท่านอยู่ในสภาวะนี้เป็นเวลาหลายวันโดยไม่กินไม่ดื่มอะไร ชนิดคนใช้ในปราสาทอุทานออกมาว่า “ท่านหญิงกำลังจะตายเป็นแน่” แต่แท้จริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ แต่เป็นเพราะการสนทนากับพระเป็นเจ้าต่างหากเล่า ที่ทำให้ท่านลืมโลกใบนี้ไปสิ้น และอิ่มหนำด้วยความสุขภายในที่มากพอจนความทุกข์ฝ่ายร่างกายไม่อาจมีกำลังเหนือได้

แต่ในขณะที่ทุกอย่างดำเนินไปอย่างแสนสุข เหมือนนี่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวใหม่ที่เต็มไปด้วยความยินดี โดยไม่มีใครคาดคิด เมื่อทุกสิ่งสำเร็จไปตามน้ำพระทัย พระเป็นเจ้าก็ทรงกระทำกิจอันน่าพิศวงอีกครั้ง ด้วยการทรงเรียกข้ารับใช้ผู้ต่ำต้อยกลับไปรับรางวัลในสวรรค์ กล่าวคือในวันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1505 จู่ ๆ ท่านก็เริ่มมีอาการป่วยหนัก ท่านจึงตัดสินใจสร้างช่องไว้สำหรับติดต่อกับอารามแม่พระรับสาร อาการของท่านยังทรง ๆ มาเรื่อย ๆ จนล่วงเลยมาถึงวันหนึ่งพระเป็นเจ้าก็ทรงดลใจให้ท่านปรารถนาจะไปยังอารามเพื่อพูดคุยแนะนำธิดาน้อยของท่านทุกคน ท่านจึงได้เสด็จไปยังอารามโดยที่ไม่ล่วงรู้เลยว่าการมาที่นี่จะเป็นการมาพร้อมลมหายใจเป็นครั้งสุดท้าย และท่านเองก็เหมือนจะทราบ เพราะครั้งนั้นเมื่อท่านเสด็จกลับ ท่านรู้สึกได้ว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ท่านจะได้มาเหยียบอารามหลังนี้อีกในสภาพที่มีลมหายใจ


ลุถึงค่ำของวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1505 อาการของท่านก็ทรุดหนักลงสู่สภาวะตรีฑูต พระสงฆ์จึงถูกตามมาโปรดศีลเจิมให้ท่าน มีบันทึกว่าเวลานั้น ณ ท้องนภาเหนือปราสาทดยุกแห่งแบร์รีก็ปรากฏดาวหางทอแสงขึ้น คล้ายเครื่องแจ้งเหตุที่กำลังจะเกิดในปราสาทเป็นอัศจรรย์แก่ผู้พบเห็น ซึ่งภายหลังรับศีลเจิมแล้ว ท่านก็รับสั่งให้ทุกคนที่เฝ้าดูอาการของท่านถอยออกไป เพื่อว่าตัวท่านจะได้พร้อมจะรับเสด็จมาของเจ้าบ่าวที่รักที่กำลังจะเสด็จมารับท่าน กระทั่งถึงเวลาหนึ่ง ท่านจึงรับสั่งให้ดับไฟในห้องลง ก่อเกิดเป็นความมืดแห่งรัตติกาลแผ่ไปทั่วห้อง แต่… บัดดลสตรีที่ยืนอยู่ข้างท่าน ก็แลเห็นแสงสว่างส่องเรืองขึ้นมาจากร่างนายผู้เป็นที่รักของเธอ แสงนั้นสว่างเป็นพิเศษที่ตรงบริเวณหัวใจและปากของท่าน แต่มันอยู่เพียงชั่วขณะ (บ้างว่าถึงชั่วโมง) จึงค่อย ๆ อันตรธานหายไป สตรีรับใช้คนนั้นมองกิจการอันน่าพิศวงนี้ ก่อนเมื่อฉุดคิดถึงบางสิ่ง นางจึงรีบเอนตัวเข้าไปใกล้ร่างของท่าน และพบว่าพระเป็นเจ้าได้ทรงยก ‘ท่านดัชเชสผู้แสนดี’ ไปยังเมืองฟ้าด้วยพระชันษา 40 พรรษา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ร่างของท่านที่ถูกพบสวมเข็มขัดตะขอพร้อมโซ่เหล็กคาดที่เอวได้รับการฝังตามพิธีอย่างสมพระเกียรติ และไม่นานอัศจรรย์มากมายก็บังเกิดขึ้นที่หลุมพระศพของท่าน ทั้งการรักษาโรคหรือการกลับใจต่างเกิดขึ้น ณ ที่พักแห่งสุดท้ายของท่านดัชเชส ส่วนคณะของท่านที่ท่านได้มอบไว้ในความดูแลของคุณพ่อกาเบรียล มารีก็ได้เจริญขึ้นตามลำดับ ดั่งคำสั่งเสียของท่านที่ว่า “มันคือความปรารถนาของลูกที่จะถูกเรียกว่าผู้ก่อตั้งคณะตามที่ลูกได้รับการเรียกมาทั้งชีวิต ท่าน คุณพ่อนั่นแหละ จะเป็นจิตตาธิการ อาจารย์ ผู้พิทักษ์แรก และผู้ตรวจการณ์คนแรก และบรรดาภคินีจะเรียกท่านว่า คุณพ่อผู้รอบคอบ”


กาลเวลาล่วงผ่านไปถึงปี ค.ศ. 1562 หรือ 56 ปีหลังมรณกรรมของท่าน ก็เกิดสงครามศาสนาขึ้นในฝรั่งเศสระหว่างฝ่ายคริสตังกับกลุ่มอิวเกโนต (กลุ่มคริสเตียนปฏิรูปพระศาสนจักรชาวฝรั่งเศสซึ่งได้รับอิทธิพลจากงานเขียนของจอห์น คาลวิน ในช่วงศตวรรษที่ 16-17) เมืองบูร์ชก็ประกาศอยู่ฝ่ายอิวเกโนต ร่างของท่านจึงถูกขุดขึ้นมา และถูกพบว่าไม่เน่าสลายไปตามธรรมชาติ แต่อัศจรรย์นี้ก็ไม่อาจหยุดความเกียจชังในใจของผู้บุกรุกได้ ดังนั้นร่างของท่านจึงถูกนำไปเผาทำลาย … ในเหตุการณ์คราวนั้นมิได้มีเหตุอัศจรรย์ใดเกิดขึ้น พระเป็นเจ้าทรงปล่อยให้ไฟทำลายร่างอันรู้เสื่อมนี้ของท่านไปเป็นธุลี ให้พวกคนต่างความคิดเอาไปโยนทิ้ง แต่ก็มิทรงให้เปลวไฟแห่งความเกลียดชังนี้ลบวีรกรรมตลอดชีวิตของท่านไปได้ อัศจรรย์ผ่านคำเสนอวิงวนอของท่านยังคงมี และพระศาสนจักรเองก็มิได้เพิกเฉยต่อชีวิตอันน่าพิศวงนี้

ในวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 1632 หรือกว่าร้อยปีหลังการจากไปของท่าน กระบวนการขอแต่งตั้งท่านจึงถูกเสนอต่อสมเด็จพระสันตะปาปาอูร์บันที่ 8 ให้ทรงพิจารณา แต่ก็ต้องใช้เวลาถึงร้อยปีหลังเสนอเรื่องพระศาสนจักรอันนำโดยสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 14 ถึงทรงบันทึกนาม ‘ฌาน แห่ง วาลัว’ ไว้ในสารบบบุญราศี ในวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1742 โดยอาศัยการรับรองคารวะกิจ (cultus confirmation) และที่สุดหลัง 445 ปี แห่งมรณกรรม สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 12 ก็ทรงรับรองอัศจรรย์สามประการที่เกิดขึ้นอาศัยคำเสนอวิงวอนของท่าน และทรงได้ประกอบพิธีสถาปนาท่านขึ้นเป็นนักบุญในวันที่ 28 พฤษภาคม ค.ศ. 1950 อันตรงกับวันสมโภชพระจิตเจ้าในปีนั้น ท่ามกลางประจักษ์พยานกว่า 60,000 คน 

พิธีสถาปนาบุญราศีฌานเป็นนักบุญ

เหตุว่าบนโลกนี้พระเป็นเจ้ามิได้ทรงประกันว่าทุกสิ่งบนโลกนี้จะจีรัง ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์หรือความสุข ดังที่พระบุตรทรงสอนให้เราสวดภาวนาว่า ‘โปรดช่วยข้าพเจ้าไม่ให้แพ้การผจญ แต่โปรดให้พ้นจากความชั่วร้ายเทอญ’ ไม่ใช่ ‘โปรดช่วยข้าพเจ้าให้ไม่ต้องประสบการผจญ’ บทอ่านประจำวันในมิสซาไม่กี่วันที่ผ่านมาในเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า ไม่เพียงกล่าวถึงการทำนายถึงการเสด็จมาของพระผู้ไถ่เท่านั้น แง่หนึ่งข้อพระคัมภีร์ในข้อนี้ยังชี้ชวนให้เราคริสตชนรำพึงถึงความสุขที่เราจะได้ในวันสุดท้ายของชีวิต เมื่อเราบรรลุถึงยอดเขาแห่งความครบครันหรือสวรรค์ ภายหลังจากการเดินทางในโลกพร้อมกับไม้กางเขน นั่นก็คือ “บนภูเขานี้ พระองค์จะทรงทำลายผ้าคลุมที่คลุมหน้าประชากรทั้งหลาย และจะทรงทำลายม่านซึ่งกางอยู่เหนือนานาชาติ” (อิสยาห์ 25:7)

ในวันนี้จึงขอให้แบบฉบับของท่านนักบุญฌาน ในการเลียนแบบพระนางมารีย์ในรหัสธรรมล้ำลึกแห่งการรับเอากายของพระวจนาตถ์ นั่นคือการ ‘ยอมรับน้ำพระทัย’ ในทุกจังหวะของชีวิต โดยไม่รีรอหรือมีข้อกังขา ไม่ว่าน้ำพระทัยนั้นจะนำไปสู่ความสุขหรือความทุกข์เพียงไหน ได้เป็นแบบอย่างในการติดตามพระคริสตเจ้าของพวกเรา ขอให้ไม่ว่าชีวิตของเราจะต้องพบกับเรื่องราวอะไร ทั้งที่นำไปสู่ความสุขหรือความทุกข์ในโลกนี้ ก็ขอให้สายตาของเรามุ่งตรงไปยังความสุขแท้ ณ บนสวรรค์อยู่เสมอ เหมือนกับท่านนักบุญปฏิบัติตลอดชีวิต ขอให้เราหมั่นระลึกเสมอว่าสิ่งไหนก็ล้วนไม่จีรังทั้งสิ้นบนโลกนี้ ผิดกับในสวรรค์ เช่นคำที่พระนางมารีย์ตรัสสอนนักบุญแบร์นาแด็ตว่า ‘ฉันไม่รับรองว่าหนูจะมีความสุขในโลกนี้ แต่โลกหน้าแน่นอน’ อาแมน

รูทราย, เทเรซีโอของพระเยซู
เผยแพร่ครั้งแรก, 7 ธันวาคม ค.ศ. 2020
แก้ไขปรับปรุง, สี่วันหลังวันสมโภชแม่พระรับสาร
ที่ 8 เมษายน ค.ศ. 2024

'ฌาน แห่ง วาลัวส์' ราชธิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ ตอนที่ 3

นักบุญฌาน แห่ง วาลัวส์
St. Jeanne de Valois
ฉลองวันที่: 4 กุมภาพันธ์

เหตุการณ์ในวันนั้นคุณพ่อกาเบรียล มารี คุณพ่อวิญญาณองค์ใหม่ของท่านคือผู้ที่ได้นำข่าวนี้ไปแจ้งกับท่าน โดยคุณพ่อได้ซ่อนคำตัดสินนี้ไว้ใต้แขนเสื้อของคุณพ่อ ก่อนจะออกปากถามท่าน ด้วยน้ำเสียงเมตตาว่า “ท่านหญิงขอรับ วันนี้พ่อได้นำของบางสิ่งใต้เสื้อแขนยาวมาขาย ท่านประสงค์จะรับมันไหม มันเป็นสิ่งที่ท่านปรารถนามาโดยตลอด” ฝั่งท่านจึงตอบคุณพ่อว่า “คุณพ่อ โปรดบอกลูกเพียงว่าลูกไม่ใช่ราชินีแห่งฝรั่งเศสแล้วใช่ไหม” แล้วบัดดลนั้นความทุกข์ครั้งใหญ่ก็ถามโถมสู่ตัวท่าน ชนิดท่านมิอาจจะเก็บไว้ข้างในได้ สีหน้าของท่านซีดลง ร่างของท่านเริ่มสั่น และทำท่าจะเป็นลมไปเสียตรงนั้น แต่ไม่นานท่านก็ระงับอาการเหล่านั้นและกล่าวเตือนตนเองว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ก็ขอถวายพระพรแด่พระเป็นเจ้า เหตุลูกรู้ว่าพระองค์ทรงบันดาลให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นเพื่อแยกตัวลูกจากเรื่องฝ่ายโลก และบันดาลให้มอบมรรคาแห่งการรับใช้ที่ดีกว่า ซึ่งลูกยังไม่เคยทำในยามนี้”

แต่ขณะที่ท่านน้อมรับน้ำพระทัยครั้งนี้ด้วยความเชื่ออย่างอาจหาญ ความตระหนกก็แผ่ไปทั่วประชาชนในเมืองที่ติดตามข่าวการพิจารณาครั้งนี้ และเพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่านี่คือข่าวจริง ฝูงชนมากมายก็ต่างพากันไปยังวัดนักบุญเดนิสเพื่ออ่านสำเนาคำตัดสินครั้งนี้ที่ติดไว้หน้าวัด เพราะในขณะที่ผู้คนที่มีอำนาจต่างพร้อมกันให้หลังให้กับราชินีทุพพลภาพอย่างไม่แยแส ผู้คนที่ไร้อำนาจบาตรใหญ่กลับรักราชินีองค์นี้ ที่เปี่ยมพระเมตตาต่อพสกนิกร ดังนั้นข่าวการตัดสินครั้งนี้จึงสร้างความสะเทือนใจให้ผู้คนเป็นอันมากมิน้อย และก็ดูเหมือนว่าไม่เพียงแต่คนธรรมดาสามัญเท่านั้นที่พากันสะเทือนถึงข่าวนี้ ฟ้าดินเองก็ดูเหมือนไม่อาจรับได้ต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในวันนั้น เพราะในวันนั้นทั้ง ๆ ที่เป็นเหมันตฤดู ก็กลับปรากฏลมพายุใหญ่ เมฆฝนตั้งเค้า เสียงฟ้าร้องดังระงม และความมืดทะมึกปกคลุมไปทั่วเมือง ชนิดฝูงชนที่ไปอ่านคำตัดสินที่วัด จำต้องจุดคบไฟเพื่ออ่านคำประกาศ และต่างพากันลงความเห็นว่าแม้ฟ้าเองก็รับคำตัดสินอันอยุติธรรมนี้ไม่ได้



รุ่งขึ้นหลังมีการประกาศความเป็นโมฆะในศีลสมรสของท่านกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 12 พระราชหัตถเลขาปิดผนึกจากสมเด็จพระสันตะปาปาอนุญาตให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 12 กับพระนางแอนน์ แห่ง บริตานีเข้าพิธีสมรสตามกฏหมายพระศาสนจักรได้ก็เดินทางมาถึงราชสำนักฝรั่งเศส ดังถูกจัดวางไว้ พิธีอภิเษกสมรสครั้งใหม่จึงได้ถูกตระเตรียมขึ้นสำหรับพระราชาและพระราชินีองค์ใหม่ของพระองค์ และในขณะที่งานพิธีได้ถูกตระเตรียมขึ้น พระเจ้าหลุยส์ที่ 12 ก็มิได้ทรงละเลยที่จะดูแล ‘อดีต’ ของพระองค์ให้สมพระเกียรติ โดยพระองค์ได้โปรดพระราชทานให้ท่านดำรงพระยศเป็น ‘ดัชเชสแห่งแบร์รี’ พร้อมให้ไปประทับที่เมืองบูร์ช มีที่ดินและทรัพย์ที่พึงได้ตามฐานนันดร และเมื่อถึงเวลาที่ท่านจะอำลาอดีตพระราชสวามีที่มิได้ไยดีหรือเห็นคุณค่าหรือความงามภายในจิตใจของท่านเลย ท่านก็ได้ทูลลา ณ เบื้องหน้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 12 ว่า “หม่อมฉันเป็นหนี้พระองค์ เพราะพระองค์ได้ทรงปล่อยให้หม่อมฉันเป็นอิสระจากพันธนาการแห่งศตวรรษ โปรดทรงพระราชทานอภัยสำหรับความบกพร่องของหม่อมฉัน บัดนี้ชีวิตของหม่อมฉันจะคือการสวดภาวนา เพื่อพระองค์และฝรั่งเศส”

ต้นเดือนมีนาคม ค.ศ. 1499 ท่านผู้เคยดำรงพระยศเป็นพระราชินีแห่งฝรั่งเศส ก็เสด็จมาถึงประตูเมืองบูร์กเพื่อรับตำแหน่งเป็นดัชเชส ผู้มีอำนาจอธิปไตยเหนือเมืองบูร์ช ท่ามกลางเสียงย่ำระฆังเสียงกังวานจากหอระฆังยามเช้าจากอาสนวิหารประจำเมือง และชาวบ้านชาวเมืองที่ต่างพากันหยิบเอาชุดเก่งประจำตัวมาสวมใส่ แล้วรีบออกมารอรับผู้ปกครองคนใหม่ของพวกเขา ที่แรกที่ขบวนเสด็จของท่านเคลื่อนไปก็คือ อาสนวิหารประจำเมืองนาม วัดนักบุญสเตเฟน ซึ่ง ณ ที่นั่นท่านได้คุกเข่าลงทูลขอ ให้พระเป็นเจ้าทรงช่วยให้กิจการนานาที่ท่านจะประกอบขึ้นสำเร็จไปเพื่อพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ หลังจากนั้นท่านจึงเสด็จไปยังบ้านหลังใหม่ของท่าน นั่นก็คือ ปราสาทหลังโตของผู้ดำรงยศเป็นดยุคแห่งแบร์รี ซึ่งดูละหม้ายคล้ายป้อมปราการอันเข้มแข็ง ด้วยกำแพงขนาดมหึมาซึ่งรายล้อมตัวปราสาทไว้ จนเป็นที่สะดุดตายิ่งนัก

 

ในฐานะ ‘ดัชเชสแห่งแบร์รี’ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของผู้คนภายในเมือง ท่านตั้งปณิธานว่าจะอุทิศชีวิตทั้งหมดเพื่อความผาสุกของชาวเมืองที่อยู่ใต้การปกครองของท่าน ทำให้ในความทรงจำที่ติดแน่นของชาวเมือง ภาพของท่านจึงเป็นภาพของสตรีผู้ได้บริหารข้อราชการต่าง ๆ อย่างชาญฉลาดและมอบความยุติธรรมแก่ทุกคนที่ร้องหา และสิ่งที่เน้นถึงย้ำความทรงจำนี้ ก็คือการที่ชาวเมืองต่างพากันซ้องนามท่านว่า ‘ท่านดัชเชสผู้แสนดี’

“ความทุกข์ของชาวเมืองของพระนางก็เหมือนความทุกข์ของพระนางเอง ในหัวใจของพระนาง พระนางได้ทรงแบกปัญหาเหล่านี้ไว้ พระนางทรงเมตตาคนที่หลงผิด ทรงพยายามยิ่งที่จะช่วยพวกเขากลับตัว ทั้งพร้อมให้การสนับสนุนเขาทุกสิ่ง พระนางทรงถือว่าปัญหาของพวกเขาก็คือของพระนาง และทรงปฏิบัติทุกสิ่งเท่าที่จะทรงทำได้ พระนางช่างอ่อนหวานทั้งในวาจาและในราชกรณียกิจของพระนาง ยามพระนางทรงบรรเทาผู้ระทมทุกข์ พระนางทรงเมตตากับทุกคน และทรงน้อมรับความผิดและความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับตัวพระนางด้วยความอ่อนโยน ทั้งนี้ด้วยน้ำพระทัยอันเมตตา พระนางทรงปฏิบัติสิ่งดีสู้กับสิ่งชั่วร้าย พระนางดำรงอยู่ในสันติและความเมตตารักเป็นอาจิณ หากพระนางทรงระลึกได้ว่าทรงสร้างปัญหาไว้กับผู้ใด พระนางจะมิทรงหยุดที่จะหาทางออก จนกว่าพระนางจะได้แก้ไขขอผิดพลาดนี้ น้ำพระทัยของพระนางช่างประเสริฐนัก และไม่อาจทนทอดพระเนตรเห็นใครปรารถนาในสิ่งที่พระนางสามารถจะมอบให้ได้ พระนางเคยถอดฉลองพระองค์เพื่อประทานแก่คนยากจน ซึ่งแม้นไม่อาจช่วยได้ด้วยกิจการ พระนางก็จะทรงช่วยทางวิญญาณผ่านคำภาวนา พระนางทรงกรรแสงร่วมกับบรรดาผู้ที่ทุกข์ใจ ทรงแบกรับอันตรายและความเสียหายของผู้อื่น เป็นพิเศษกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับวิญญาณไว้ในดวงหทัยของพระนางเอง และด้วยพระกำลัง พระเมตตา และพระทัยปรารณีสงสารทั้งหมด พระนางได้คอยประทานคำแนะนำและการบรรเทาใจ” คุณพ่อกาเบรีย มารี บันทึก

 

ความรักต่อพระคริสตเจ้ารุนเร้าให้ท่านได้อุทิศชีวิตให้กับงานดูแลคนยากจนและคนป่วยยากอย่างไม่ถือพระองค์ ความรักนี้เองที่ทำให้แม้แต่ชีวิตที่หรูหราในปราสาทราชวัตรโอ่อ่าหรือยศถาบรรดาศักดิ์ไม่อาจจะฉุดรั้งตัวท่านไว้มิให้ท่านก้าวจากตัวเอง และมอบชีวิตเพื่อผู้อื่นที่ลำบากกว่าตนเองได้ ดั่งปรากฏคำบันทึกหนึ่งว่า “พระนางฌานทรงถูกนำด้วยความเมตตาต่อบรรดาสตรีหม้ายผู้ยากไร้ และเด็กกำพร้า พระนางทรงช่วยพวกเขาในทุกสิ่งที่พวกเขาต้องการ” และมีบันทึกอีกว่า เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ท่านใช้ในชีวิตต่างทำขึ้นอย่างเรียบง่ายและประหยัด ทั้งคราใดก็ตามที่คนรับใช้จัดอาหารที่ท่านโปรดมาให้ ท่านก็จะไม่แตะ และสั่งให้นำไปให้คนยากไร้ได้รับประทาน

ท่านยังจัดให้มีกลุ่มอาสาสมัครเล็ก ๆ ที่คอยตระเวนหาคนยากไร้ที่ไม่กล้าร้องขอความช่วยเหลือจากใคร เพื่อท่านจะได้ช่วยเหลือพวกเขา และทุกวันพฤหัสบดีท่านจะจัดให้คนยากไร้จำนวนสิบสองคนเข้ามากินอาหารสเลิศที่ปราสาทของท่าน โดยก่อนจะเริ่มกินนั้นท่านก็จะเลียนแบบพระคริสตเจ้าในสิ่งที่ทรงกระทำในอาหารค่ำมื้อสุดท้าย คือจะล้างเท้าพวกเขาทั้งหมดด้วยตัวท่าน และเมื่อถึงเวลารับประทานอาหารท่านก็จะคอยยกอาหารมาให้พวกเขารับประทานจนอิ่มหนำกับมื้ออาหารอันโอชะ


ในปี ค.ศ. 1499 เมื่อเกิดโรคระบาดร้ายแพร่ไปทั่วเมืองบูร์ช แทนที่ท่านจะเอาแต่หลบโรคร้ายในปราสาทดยุกแห่งแบร์รีหรือเสด็จหนีไปประทับที่อื่นเป็นการชั่วคราว ตรงกันข้ามท่านกลับเดินออกมาช่วยเหลือบรรดาผู้ป่วยเหล่านั้นอย่างไม่ถือองค์ ท่านทรงคุกเข่าลงเบื้องหน้าผู้ป่วยที่มีบาดแผลน่ารังเกียจ แล้วใช้พระหัตถ์ค่อย ๆ บรรจงทาขี้ผึ้งรักษาแผลนั้นอย่างเบาพระหัตถ์ จนเวลานั้นมีคนป่วยที่ยากไร้หลายคนต่างเชื่อว่าหากท่านนั้นได้สัมผัสใครแล้ว อาการป่วยของคนนั้นก็จะหายในเร็ววัน

นอกจากการดูแลฝ่ายร่างกายแก่ประชาชนในเมืองแล้ว ท่านยังเอาใจใส่ดูแลวิญญาณของพวกเขาให้กลับมางดงามไปพร้อมกัน เมื่อท่านดูแลร่างกายที่อ่อนล้าด้วยปัญหาต่าง ๆ ท่านก็คอยเล่าถึงความรักของพระเป็นเจ้าให้พวกเขาฟัง และคอยช่วยให้พวกเขาได้กลับมาคืนดีกับพระอีกครั้ง ทั้งนี้แล้วหากท่านพบว่าตัวท่านไม่อาจจะช่วยวิญญาณของใครได้ด้วยคำพูดหรือกิจการ ท่านก็จะปฏิบัติตามสิ่งที่แม่พระได้ทรงตรัสสอนท่านเหมือนมารดาสอนธิดาของเธอว่า “ถ้าลูกพบคนบาปบางคน ขอให้ลูกทูลต่อพระเป็นเจ้าในใจลูกว่า ‘โปรดช่วยมนุษย์ผู้น่าสงสารด้วยเถิด’” ไม่เพียงเท่านั้นเพื่อดูแลวิญญาณของผู้คนในเมืองที่ไม่ใช่คนเจ็บคนป่วยหรือคนทุกข์ยาก ท่านยังจัดให้มีการสอนหนังสือตามแบบคริสตชนให้แก่เยาวชนและการสอนคำสอนให้กับผู้ใหญ่ในเมืองอีกด้วย


นอกจากการดูแลงานภายนอกปราสาทได้อย่างดีเลิศ ในส่วนของการดูแลปกครองภายในปราสาท ท่านก็สามารถบริหารได้อย่างไม่ข้อขาดตกบกพร่อง ท่านปกครองบรรดาคนใต้บังคับบัญชาของท่านเหมือนมารดาที่คอยเฝ้าดูแลบุตร ไม่ใช่เจ้านายผู้สูงส่งกับคนรับใช้ที่ต่ำต้อย จนไม่น่าแปลกที่บรรดาคนรับใช้ของท่านจะต่างพากันมีใจยินดีที่จะสนองงานตามคำสั่ง เพราะคำสั่งและสันติที่แผ่ออกมาจากตัวท่านนั้นเปี่ยมไปด้วยน้ำพระทัยที่เมตตาต่อทุกคน และเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้

ดังนั้นเองทีละนิดจากเมืองที่ความเชื่อคริสตังถูกละเลย ด้วยทีละนิดผ่านการมาถึงของ ‘ท่านดัชเชสผู้แสนดี’ ผู้ตรากตรำทำงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ด้วยวรกายที่ไม่สมบูรณ์หรืองดงามตามแบบมนุษย์ชอบ แต่มีหทัยที่ล้ำค่าดั่งบุหงาเม็ดงาม เมืองบูร์ชก็พลิกโฉมกลายเป็นเมืองคริสตังที่เข็มแข็งด้านความเชื่อมากที่สุดในราชอาณาจักรฝรั่งเศสในเวลานั้น 



เมื่อไม่มีพันธะของการเป็นราชินีหรือศรีภรรยา ท่านก็ยังมีเวลามากขึ้นที่จะยกจิตใจขึ้นหาพระเป็นเจ้าอย่างที่ท่านชอบทำ ท่านเริ่มใช้เวลาสวดภาวนาเป็นเวลานาน ๆ บางครั้งก็ทั้งคืน ทั้งยังอดอาหาร และทวีการพลีกรรมด้วยการทรมานร่างกายบ่อย ๆ นอกนี้ในส่วนลึกที่สุดของสวนในปราสาท ภายใต้ร่มใหญ่ที่ให้ความร่มเย็น ท่านก็มีเขากัลวาลีโอจำลอง ที่ท่านใช้เวลารำพึงภาวนาถึงพระมหาทรมานของพระคริสตเจ้าพลางขอร้องให้พระองค์ทรงอภัยโทษคนบาปทั้งหลายอยู่ที่ตีนกางเขนนั้นอยู่บ่อย ๆ

และหลาย ๆ ครั้งในเวลาที่ท่านสวดภาวนา แม่พระก็ทรงสอนท่านถึงเรื่องต่าง ๆ ดุจมารดาสอนธิดาน้อยที่ไม่รู้ประสา ดั่งเช่นเรื่องความศรัทธาต่อศีลมหาสนิท ที่ปรากฏในพงศาวดารของคณะแม่พระรับสาร ว่าท่านนั้นมีความศรัทธายิ่งต่อศีลศักดิ์สิทธิ์ ต้องขอบคุณงานเขียนเรื่องพระสัญญต่อความศรัทธาพิเศษ ที่คุณพ่อกาเบรียล มารีได้เขียนให้กับชมรมพระนางมารีย์ เพราะมันได้ช่วยเผยว่าความศรัทธานี้ของท่าน ก็มีส่วนมาจาการนำของแม่พระ โดยพระนางได้ทรงตรัสสอนท่านว่า “มีสามสิ่งที่แม่รักยิ่งกว่าสิ่งใด สามสิ่งนั้นคือ หนึ่งการฟังพระบุตรของแม่ ทั้งพระวาจาและคำเทศน์สอนของพระองค์ (…) สองการรำพึงถึงบาดแผล ไม้กางเขน และพระมหาทรมานของพระองค์ และสาม ศีลมหาสนิทบนบนพระแท่นหรือในมิสซา ซึ่งแม่ให้ความเคารพและศรัทธาเป็นพิเศษสูงสุด” ทั้งนี้คุณพ่อได้อรรถธิบายต่อว่า “กิจศรัทธาพิเศษทั้งสามประการของพระนางมารีย์ก็คือศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งพระแท่นนั่นเอง”

 

พระนางยังสอนให้ท่านมีความเคารพศีลมหาสนิทว่า “ในระหว่างมิสซาหรือเบื้องหน้าศีลมหาสนิท จงพยายามแสดงถึงความเคารพของลูกโดยการหาโอกาสมาร่วมมิสซาอย่างน้อยหนึ่งครั้งในระหว่างวันหากลูกทำได้ และเมื่อใดก็ตามที่พระวรกายของพระคริสตเจ้าถูกเชิญแห่หรือนำไปให้คนป่วย จงร่วมขบวนแห่นั้นไปด้วยความเคารพ (…) พระบุตรของแม่และตัวแม่เองจะมีความยินดียิ่ง เมื่อคริสตชนเข้ามาหาศีลมหาสนิทด้วยความเคารพ” และวิถีที่ท่านแสดงถึงความเคารพต่อศีลมหาสนิท ก็คือการที่ท่านมอบความรักหมดหัวใจของท่านให้กับองค์พระเยซู ผู้เร้นพระองค์ในศีลมหาสนิท ดังปรากฏเหตุการณ์หนึ่งดังนี้

วันหนึ่งองค์พระเยซูเจ้าและแม่พระทรงประจักษ์มา และเชื้อเชิญให้ท่านร่วมงานเลี้ยงของพระองค์ ท่านเล่าว่า “องค์พระผู้ไถ่และพระมารดาของพระองค์ได้ทรงตระเตรียมงานเลี้ยงไว้สำหรับลูก … มีหัวใจสองดวงวางอยู่บนจานและแม่พระทรงตรัสสั่งให้ลูกรับประทานมันเข้าไป” ในนิมิตนั้นหัวใจของท่านรวมเป็นหนึ่งเดียวกับดวงพระหฤทัยขององค์พระเยซู และหลังจากท่านได้รับหัวใจนั้นไปแล้ว “องค์พระเยซูก็ทรงขอหัวใจของลูกให้แด่พระองค์ ดังนั้นลูกจึงเอื้อมมือที่หน้าอกของลูกเพื่อจะเอามันออกมา แต่ลูกก็ต้องประหลาดใจเพราะลูกไม่พบมันอยู่ที่นั่น” เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจึงหันกลับมาหาองค์พระเยซู ผู้ทอดพระเนตรมายังท่านด้วยสายพระเนตรอันอ่อนหวานอีกครั้ง ผู้เขียนประวัติคณะแม่พระรับสารได้สรุปภาพนิมิตนี้ว่า “ฌานไม่อาจจะหาหัวใจของเธอที่อกของเธอได้ ก็เพราะมันอยู่กับองค์พระเยซูมากกว่าอยู่ที่ตัวของเธอ ซึ่งมีชีวิต ” และมีบทพรรณนาที่งดงามอีกบทเขียนโดยมงซิญอร์ อังเดร ยีราร์ด ในหนังสือ ‘มงคลสมรสฝ่ายจิตของนักบุญฌานแห่งฝรั่งเศส’ ว่า “เดชะการรำพึงถึงพระมหาทรมานของพระเยซูคริสตเจ้าและรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ ท่านฌานได้พบสมบัติอันล้ำค่าที่สุดจะหยั่งถึงของความรักของดวงหทัยขององค์พระเยซูเจ้าและแม่พระ”


“ลูกก็จะก่อตั้งคณะที่ใฝ่หาแต่บทเพลงสรรเสริญพระเจ้า และสัตย์ซื่อต่อการเดินตามรอยเท้าของแม่” พระดำรัสของแม่พระยังคงดังก้องอยู่ภายในใจของท่านเสมอ และในเวลานี้ท่านก็ตระหนักได้ว่าสิ่งที่ท่านจะต้องทำเป็นอันดับต่อไป นั่นก็คือ ‘การตั้งอารามนักพรต’ สักหลังขึ้นเพื่อถวายเกียรติต่อแม่พระ ดังนั้นเองท่านจึงไม่ลังเลใจ หรือรีรอที่จะนำความปรารถนานี้ไปเผยแก่คุณพ่อวิญญาณของท่าน แต่แม้ตัวคุณพ่อกาเบรียลเองจะมีความศรัทธาพิเศษต่อแม่พระ คุณพ่อก็มิเห็นด้วยกับโครงการนี้และได้ขอให้ท่านเลิกคิดเรื่องนี้เสีย ฝั่งท่านจึงตอบคุณพ่ออย่างสุภาพว่า “คุณพ่อคะ หากแม้นเป็นน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าและองค์พระมารดาแล้วไซร้ ทั้งสองพระองค์ก็ทรงช่วยลูกเอง”

คณะนักบวชที่แม่พระทรงประสงค์ให้ท่านตั้งขึ้นมาจะสำเร็จลุล่วงไปได้อย่างไร เมื่อเพียงท่านเอ่ยปากกับพระสงฆ์วิญญาณณารักษ์ของท่าน ท่านก็กลับถูกปฏิเสธ อุปสรรคอีกมากมายเพียงใดที่ท่านจะต้องเผชิญต่อไปเพื่อให้การก่อตั้งคณะนักบวชนี้ บททดสอบอีกเท่าไรที่ท่านจะต้องประสบ และท้ายที่สุดท่านจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคนี้ไปได้อย่างไร พระเป็นเจ้าจะทรงใช้วิธีการใดที่จะทรงทำให้ราชธิดา ผู้บัดนี้พระองค์ได้ทรงปลดปล่อยเธอจากพันธการของการสมรสบนโลก กลายมาเป็นเจ้าสาวของพระองค์ ผู้จะก่อตั้งคณะนักพรตที่ปัจจุบันยังคงเป็นเครื่องมือแห่งสันติของพระองค์ และเป็นเกลือดองแผ่นดินในพระศาสนจักรตราบถึงเวลานี้


"ข้าแต่ท่านนักบุญฌาน แห่ง วาลัวส์ ช่วยวิงวอนเทอญ"

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...