วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2556

"เคโนเววา" นักบุญรองเท้าข้างเดียว


นักบุญ เคโนเววา โตรเรส โมราเลส
St. Genoveva Torres Morales
ฉลองในวันที่ : 5 มกราคม

โอลา สเปน ดินแดนที่ใฝ่ฝัน     สุดจะกั้นอยากจะไปเป็นไหนไหน
                     ไปดูนักบุญขาเดียวที่เกรียงไกร            มาละไวไปกันเถิดพี่น้องเอย
อีกครั้งหนึ่งในสเปนประเทศไม่เล็กในยุโรป ย้อนไปในวันที่ 3 มกราคม ค..1870  ใน อัลเมนารา จังหวัดกาสเตลลอน แคว้นบาเลนเซีย ภาคตะวันออกของประเทศสเปน ครอบครัวคริสตชนที่เรียบง่ายของนายโฆเซ กับ นางวิเซนตา ที่มีสมาชิกครอบแล้วถึงห้าคน ก็ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่คนที่หกของครอบครัว ด้วยนามที่ไพเราะว่า เคโนเววา ทารกน้อยได้รับศีลล้างบาปในวันถัดมา



แต่อนิจจาโชคชะตาของทารกน้อยนั้นช่างอาภัพนัก เพราะ เพียงแปดปีหลังจากลืมตาดูโลกบิดามารดาก็จากไป ทิ้งหนูน้อยไว้กับพี่โฆเซเพียงสองคน เพราะ ที่เหลือได้ตายจากกันไปเสียแล้ว ประการฉะนี้หนูน้อยจึงต้องออกจากโรงเรียน เพื่ออกมาดูแลบ้านช่อง อย่างไรหนูน้อยก็มิได้ลืมไปเรียนคำสอนที่วัด เหมือนเคราะห์ซ้ำแม้พี่ชายจะให้เกียรติ แต่เขาก็เงียบขรึมและมีความต้องการ ทำให้ดั่งมีกำแพงขนาดใหญ่กั้นหนูน้อยไว้จากความรักและมิตรภาพ จนทำให้หนูน้อยคุ้นเคยกับความเหงา

เมื่อเจริญวัยได้ 10 ปี ท่านก็เริ่มชอบอ่านหนังสือเสริมศรัทธาของมารดา กระทั้งเมื่อสามารถสอนคำสอนได้ท่านก็เริ่มสอนคำสอน ท่านมิเคยขาดวัดวันอาทิตย์ และท่านค้นพบว่าความสุขแท้จริงคือการทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า แต่ด้วยการทำงานและความยากลำบากทำให้สุขภาพท่านทรุดโทรมลง จนที่สุดท่านก็ล้มป่วยลงและถูกพบว่าเป็นมะเร็งที่ขาซ้าย ส่งผลให้ท่านในวัย 13 ปี ต้องทนทุกข์อย่างแสนสาหัสจนบางครั้งถึงขั้นสิ้นสติไปเลยทีเดียวอยู่ราวแปดเดือน แต่ท่านก็ยังสู้กับมันไปอย่างอดทนเพื่อช่วยบรรเทาพระทรมานของพระคริสตเจ้าบนไม้กางเขน และเนื่องจากนานวันเข้าขาท่านก็ยิ่งเน่า จึงมีการลงความเห็นให้ตัดขาข้างนั้นทิ้งเพื่อหยุดยั้งการเน่า ตั้งแต่ต้นขาเป็นต้นมา อย่างไรก็ตามมันก็ยังคงเจ็บอยู่ในบางครั้ง ทำให้นับจากนั้นท่านก็มีเพื่อคู่กายเป็นไม้ค้ำยัน


และทำให้ชีวิตวิ่งเล่นแบบเด็กๆวัยเดียวกับท่านจบลง แต่อย่างไรก็ตามแม้จะพบความลำบากเช่นนี้ท่านก็ยังคงทำงานบ้านอย่างแข็งขันตั้งแต่ถูพื้น ซื้อของ ยันซักผ้า เพราะท่านต้องการให้ทุกอย่างสะอาด แม้แต่งานทำความสะอาดผนังบ้านท่านก็ทำเองได้โดยไม่ต้องขอใครช่วยตั้งแต่ซื้อของจนถึงการทำ ท่านก็สามารถปีนขึ้นไปบนเก้าอี้เพื่อทำความสะอาดเพดานก็ได้ ซึ่งทำให้พี่ชายของท่านมีความสุข และเมื่อท่านได้เงินมาท่านก็มักมอบให้ผู้ยากไร้

เป็นอีกครั้งที่เหมือนโชคชะตาจะเล่นตลกอีก ตั้งแต่ปี ค..1885- ..1894  เพราะสถานการณ์ของครอบครัว ทำให้ท่านต้องมาอยู่บ้านเมตตาธรรม ของซิสเตอร์คณะคาร์เมไลท์เมตตาธรรม แต่ ณ สถานที่แห่งนี้ก็เป็นความก้าวหน้าสำคัญของชีวิตฝ่ายจิตท่าน ท่านแสดงออกถึงการอุทิศตนต่อศีลมหาสนิท พระหฤทัย แม่พระและทูตสวรรค์  เช่นกัน ณ ที่นี่เมื่อท่านมีอายุได้ 15 ปี ท่านก็ประสพกับความเจ็บปวดที่ขาของท่านเป็นหนักหนา แต่ท่ามกลางความเจ็บปวดนั้นท่านได้ระลึกถึงพระเยซูเจ้าทรงถูกตรึงกางเขนและได้ถวายตนเป็นยัญบูชาเพื่อความรอดของคนบาป และที่นี่เช่นกันท่านก็ได้ฝึกจิตผ่านความช่วยเหลือของคุณพ่อการ์โลส เฟรรีส สงฆ์คณะเยซูอิต



ครั้งแรกๆท่านปรารถนาที่จะเข้าเป็นซิสเตอร์คณะภคินีคาร์เมไลท์เมตตาธรรม แต่สภาพของท่านก็เป็นปัญหาที่กั้นท่านจากคณะนี้ แต่ท่านก็หาได้สิ้นหวังไม่ ตรงข้ามท่านกลับเสาะแสวงหาแต่เพียงน้ำพระทัยของพระเจ้าที่มีต่อท่านต่อไป

หลังจากเก้าปีในบ้านเมตตาธรรม ที่สุดในวัยราว 24 ปี ท่านก็ได้ออกจากบ้านไปใช้ชีวิตอยู่กับอิซาเบล และ อัมปาโร สหายของท่าน และเริ่มหาเลี้ยงชีพด้วยการเย็บปักตามประสาที่เรียนมาจากบ้านเมตตาธรรม ส่วนฝ่ายจิตนั้นก็มีพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิท

และแล้วหลังจากการรอคอยอันแสนนาน พระเจ้าก็ได้ทรงเผยน้ำพระทัยของพระองค์ที่มีต่อท่านผ่านคุณพ่อโฆเซ บาร์บาร์โรส ในปี ค..1911 เขาได้จุดไฟในตะเกียงของคณะใหม่ จากปัญหาสตรีมากมายหลายคนที่ต้องอยู่ตัวคนเดียวจากทั้งเรื่องการเป็นหม้ายหรือการสูญเสียครอบครัว จนต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน สังคมรังเกียจ ท่านจึงได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับคุณพ่อวิญญาณของพวกท่านซึ่งเป็นเยซูอิต ดังนั้นด้วยความช่วยเหลือจากทั้งคุณพ่อโฆเซ และ คุณพ่อมาร์ติน พ่อวิญญาณ ในวันที่  2 กุมภาพันธ์ ปีนั้น บ้านหลังแรกของคณะของก็เปิดขึ้นพร้อมสมาชิกสี่คนที่บาเลนเซีย และท่านในฐานะผู้นำก็ได้รับเลือกให้เป็นคุณแม่อธิการ ที่จะนำคณะใหม่ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆไป ยักษ์หญิงที่มีหัวใจเป็นมนุษย์ ท่านกล่าวว่านั้นแหละคือสิ่งที่จำเป็น



คณะน้อยๆของท่านมีเครื่องแบบคณะเป็นเอกเทศตั้งแต่ธันวาคม ค..1912 และที่สุดหลังจากฟันฝ่าอุปสรรค์ด้วยขาขวามาอย่างยาวนานในวันที่ 18 ธันวาคม ค..1925 ท่านและสมาชิกอีก 18 คน ก็ได้เข้าพิธีปฏิญาณตนอย่างสง่าเบื้องพระอัครสังฆราชแห่งซาราโกซา

ต่อมาเมื่อการเบียดเบียนคริสตชนในสเปรเริ่มขึ้นในปี ค..1931 ท่านก็ได้แสดงออกถึงการเป็นครูและคุณแม่วิญญาณของลูกๆคณะทุกคนในสเปน โดยท่านพยายามเขียนจดหมายเวียนไปตามบ้านต่างๆของคณะโดยมีใจความสำคัญคือการกระตุ้นบรรดาสมาชิกให้ติดตามพระเยซูเจ้า ขณะเดียวกันก็คุ้มครองบรรดาลูกๆไม่ใช่แต่ในคณะที่บ้านที่บาเลนเซีย ท่านสอนให้เปิดใจกลับทุกๆคนและกิจการของพระศาสนจักรเสมอ



เมื่อสงครามยุติลงท่านในฐานะมารดาก็คอยให้กำลังใจบรรดาลูกๆที่จะบูรณะบ้านคณะที่เสียหายไปจากเหตุของสงคราม และได้เปิดบ้านคณะเพิ่มอีกหกที่ แม้อายุการจะสูงขึ้น ท่านก็มิได้หยุดทำงาน ท่านดูแลผู้อื่นด้วยความรักที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าความตายหรือความเจ็บป่วย ไม่ใช่แต่สตรีแต่รวมถึงลูกๆในคณะในฐานะมหาอธิการริณี

แม้จะมีปัญหานิดหน่อยในปี ค..1950 แต่อย่างไรในที่สุดในวันที่ 25 มีนาคม ค..1953 ทางสันตะสำนักก็ได้อนุมัติคณะของท่านในนาม คณะภคินีพระหฤทัยแห่งพระเยซูเจ้าและทูตสวรรค์ หรือ อันเคลิกาส



ท่านดำรงชีวิตที่เฮฮามาตลอด โดยเพราะเรื่องความพิการของท่าน กระทั้งในช่วงต้นเดือนธันวาคม ค..1955 ท่านก็ล้มป่วยลงจนมาสามารถร่วมมิสซาสมโภชแม่พระผู้ปฏิสนธินิรมล และแย่ลงเรื่อยๆ ท่านมีอาการของโรคลมชักเป็นเวลาราว 30 วัน แต่หลังจากได้รับศีลเสบียงท่านก็ดีขึ้น ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยอันบริสุทธิ์ยิ่งของพระองค์เทอญ ท่านกล่าวหลังจากฟื้น แต่หลังจากนั้นอาการท่านก็ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ จนถึงตอนเช้าของวันที่ 5 มกราคม ค..1956  ท่านก็มีอาการโคมาและในเวลาบ่ายวันนั้น ณ บ้านแม่ที่ซาราโกซา พระเยซูเจ้าก็ได้มารับท่านไปอย่างสงบ ด้วยอายุ 86 ปี



ถึงแม้ดิฉันจะต้องทนทุกข์ทรมานอย่างยิ่งยวด ต้องขอบคุณพระเมตตาของพระเจ้า ดิฉันจะไม่ขาดความกล้าหาญ ท่านกล่าว ปากต่อปากไปไม่นานชาวเมืองมากมายก็พากันหลั่งไหลบ้านนั้น เพื่อมาดูนักบุญของพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย ร่างของท่านถูกฝังไว้ที่ห้องใต้ดินใต้พระแท่นของบ้าน ก่อนจะมีการย้ายมาไว้ที่ใต้พระแท่นของวัดใหม่เมื่อมีการบันทึกนามท่านในสารบบบุญราศีโดยสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ในวันที่ 29 มกราคม ค..1995 และ ที่สุดแล้วในระหว่างการเสด็จเยือนประเทศสเปน สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ก็ได้ทรงทำมิสซาสภาปนาท่านพร้อมบุญราศีอีกสี่ท่านเป็นนักบุญ ในวันที่  4 พฤษภาคม ค..2003 โดยพระองค์ทรงเรียกท่านว่า เครื่องมือของความรักอันอ่อนโยนของพระเจ้า และ เทวดาผู้สันโดษ เนื่องจากท่านเจริญชีวิตสันโดษภายใน


 พระเยซูเจ้าเคยตรัสว่า ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดมัสตาร์ด และพูดกับต้นหม่อนต้นนี้ว่า 'จงถอนรากแล้วไปขึ้นอยู่ในทะเลเถิด' ต้นหม่อนต้นนั้นก็จะเชื่อฟังท่าน (ลูกา 17:6) สงสัยไหมว่าทำไมคนขาเดียวคนหนึ่งจะสามรถตั้งคณะที่ดูแลสตรีได้ ทั้งที่ขนาดคนที่มีครบจะตั้งคณะหนึ่งขึ้นมาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เคล็ดลับง่ายๆคือ ความเชื่อ ดูซิ เพราะ ท่านเชื่อว่าสิ่งที่ท่านทำคือน้ำพระทัยของพระ ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เกิดขึ้น พลังแห่งความเชื่อของท่านได้ทดแทนขาที่หายไปของท่าน เช่นกันเพียงแค่เรามีความเชื่อต่อพระว่าสิ่งที่ทำคือน้ำพระทัย ไม่ว่าจะขาดสิ่งใดไป ความเชื่อก็จะทดแทนสิ่งนั้นเอง ขอแค่เรามีความเชื่อ ไม่ช่แค่ในปีแห่งความเชื่อ แต่ตลอดไป



 ข้าแต่ท่านนักบุญ เคโนเววา โตรเรส โมราเลส ช่วยวิงวอนเทอญ


ข้อมูลอ้างอิง

"มาริโอและอิสิโดโร" มรณสักขีแห่งพม่า


บุญราศีมาริโอ เวรการา และ บุญราศีอิสิโดโร งึย โก ลัต
Bl. Mario Vergara and Isidoro Ngei Ko Lat

สาละวินเจ้าไหลริน มานานกาล          เป็นพยานแห่งศรัทธาอันคงมั่น
สองกายาได้พักในธารนั้น                 สุดจะกลั้นน้ำตาความตรึงใจ

คุณพ่อมาริโอ เวรการา เป็นชาวอิตาลีโดยกำเนิด ที่เกิดเมื่อวันที่  18 พฤศจิกายน  ค.. 1910 ในฐานะบุตรคนสุดท้องจากเก้าคนของครอบครัวและได้รับศีลล้างบาปในอีกสองวันถัดมา ใน ฟรัตตามาจูเร  จังหวัดเนเปิลส์ ในแคว้นกัมปาเนีย ประเทศอิตาลี หลังจากนั้นในวัย 11 ปี คุณพ่อก็ได้เข้าสามเณรราลัยของอาเวร์ซา และเมื่ออายุได้ 17 ปี คุณพ่อก็ได้เข้าสามเณรราลัยโปซิลลิโปของคณะเยซูอิต ที่ทำให้คุณพ่อสัมผัสได้ถึงกระแสเรียกการเป็นธรรมทูต และในระหว่างที่เรียนอยู่นั้นเอง ในประเทศพม่าทารกเพศชายก็ได้ถือกำเนิดขึ้นอาฮ์เตต ตาวโปน รัฐกะเหรี่ยง ในปี ค..1918 ด้วยนาม งึย โก ลัต  

กลับมาที่อิตาลี หลังจากนั้นในปี ค..1929 คุณพ่อก็ได้เข้าบ้านเณรของมอนซา ของคณะปีเม  แต่ก็อยู่ได้ปีเดียวท่านก็ต้องกลับไปโปซิลลิโป จากสุขภาพ หลังจากกลับมาคุณพ่อก็กลายเป็นหัวหน้าธรรมทูตในหมู่นักเรียนเทววิทยาด้วยกัน ก่อนจะได้รับศีลโกนจากพระสังฆราชแห่งอาเวร์ซาในปี ค..1932


เพียงหนึ่งปีในเดือนสิงหาคม ปีต่อมา ท่านก็ได้เข้าเป็นเณรในคณะปีเม ที่ ซันติลลาริโอ  เมืองเจนัว และได้รับคำแนะนำจากคุณพ่อเอมิลโล มิลานิ อดีตธรรมทูตในประเทศจีน  กระทั้งได้รับศีลบรรพชาโดยพระสังฆราชบุญราศีอัลเฟร์โด อีเดฟอนโซ ชูสเตอร์ ในวันที่ 26 สิงหาคม ค..1934 ที่วัดของเบร์นาเรกโจ บัดนั้นเองพันธกิจของเขาเริ่มขึ้น เพราะ หลังจากบวชได้ไม่ถึงเดือน ในปลายเดือนกันยายนปีนั้นคุณพ่อก็ถูกส่งไปเป็นธรรมทูตที่ดินแดนเอเชียแห่งหนึ่งนาม พม่า

ณ ย่างก้าวแรกบนดินแดนแห่งใหม่คุณพ่อก็ได้รับการต้อนรับจากพระสังฆราชซากราดา และเริ่มชีวิตธรรมทูตอย่างเต็มตัวที่เมืองตองอู ในทันทีท่านเริ่มร่วมงานธรรมทูตอย่างแข็งขัน ควบคู่ไปกับการเรียนภาษาและประเพณีของชนชาติกระเหรี่ยงเพื่อใช้ในการประกาศพระวรสารแห่งข่าวดีแก่พี่น้องในดินแดนแห่งนี้


หนึ่งปีจากนั้น ท่านก็ได้รับมอบหมายให้ไปที่อำเภอชีตาเชาะ ที่มีอยู่ 29 หมู่บ้าน ซึ่งเมื่อได้รับหมอบหมายงานมาแล้วท่านก็เร่งรีบทำงานด้วยความขยันขันแข็ง ท่านทั้งสองคำสอน ทำมิสซา ริเริ่มการอบรมมากมาย รวมไปถึงได้เปิดสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าชาวพม่าที่มีอยู่ที่บ้านนั้น 82 คน แม้กระทั้งรักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วย ทำให้ท่านจึงกลายเป็นที่รักและเคารพจากชาวบ้าน ไม่มีอะไรจะหยุดท่านมิให้ทำงานได้แม้กระทั้งสภาพอาการที่เลวร้ายหรือไข้มาลาเลียก็ตาม

กระทั้งต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้น ในวันที่ 10 มิถุนายน ค..1940 เมื่ออิตาลีประกาศสงครามกับอังกฤษอันคือชาติที่พม่าเป็นอาณานิคม ทำให้พระสงฆ์ชาวอิตาลีถูกสั่งให้หยุดดำเนินงาน ก่อนในวันที่ 21 ธันวาคม ค..1941 บรรดามิชชันารีทั้งหลายรวมถึงท่านจะถูกจับไปเป็นเชลยอยู่ที่ค่ายที่อินเดีย ท่านถูกคุมขังอยู่ที่นั่นราวสามปีจนปลายปี ค..1944 ท่านจึงได้รับการปล่อยตัว และพร้อมที่จะกลับไปดำเนินพันธกิจต่อ แม้สุขภาพจะไม่ค่อยดีนักจากสภาพการกินอยู่และการผ่าตัดไตไปข้างหนึ่ง


งานชิ้นต่อไปของคุณพ่อก็คือการไปทำงานที่ทางชายแดนตะวันออกของสังฆมณฑลตองอูตามคำสั่งของพระสังฆราชแห่งตองอู ที่ตำบลชาดาว ตั้งแต่ปี ค..1947 เป็นต้นมา ที่นั่นเช่นกัน ท่านก็ได้สอนคำสอนและเปิดสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเฉกเช่นที่เคยทำที่ชีตาเชาะ ซึ่งมันก็ได้ผลที่ดีเยี่ยม


ขอเล่าย้อนกลับไปถึงเด็กชายงึย ภายหลังจากเกิดมาได้ไม่นาน บิดามารดาคือ โบ สันต์ตินต์และมุกะสี ที่เป็นชาวบ้านธรรมดาๆ ก็ได้พาเขาไปรับศีลล้างบาปกับคุณพ่อดอมินิก เปดร๊อตตี ในวันที่ 7 กันยายนปีเดียวกันด้วยชื่อ ‘อิสิโดโร’ หลังจากนั้นมาชีวิตของเด็กชายงงึยก็คงไม่ต่างอะไรจากเด็กชาวพม่าทั่วไปที่นับถือศาสนคริสต์คนอื่นๆ เพียงแต่เมื่อโตขึ้นมาหน่อยและมีน้องชาย บิดามารดาของเขาก็มาจากไป เขาและน้องชายที่กลายเป็นเด็กกำพร้าจึงได้ไปอยู่กับคุณลุงและคุณป้าแทน ซึ่งภายใต้การดูแลนี้เขาก็มีโอกาสได้เข้าเรียนในโรงประถมประจำหมู่บ้าน และได้พบกระแสเรียกในชีวิต

กระแสเรียกนั้นก็คือการอุทิศตนรับใช้พระเจ้า ดังนั้นเอง เด็กชายงึยจึงได้เข้าบ้านเณรเล็กนักบุญเทเรซา เมืองตองอู ซึ่งในฐานะนักเรียน เขาก็เป็นเด็กศรัทธาและขยันเรียน เขาสามารถเรียนทั้งภาษาละตินและภาษาอังกฤษได้อย่างเป็นอย่างดี  แต่ก็น่าเนศร้า เพราะเรียนได้เพียงหกปี ก็พอดีกับสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มขึ้น และด้วยโรคหอบหือเรื้อรัง เขาจึงจำต้องกลับไปยังหมู่บ้าน


เมื่อกลับมาที่บ้าน เขาได้ตั้งโรงเรียนสอนเด็กๆในหมู่บ้านขึ้นฟรีๆ โดยสอนเป็นภาษาอังกฤษ เวลาเดียวกันเขาก็ไม่ได้ละเลยงานสอนคำสอน กล่าวคือเขาได้สอดแทรกคำสอนต่างๆผ่านไปทางบทเพลงศักดิ์สิทธิ์ นอกนี้เข้ายังสัตย์ซื่อในกระแสเรียก เขาจึงครองตนเป็นโสด จนเมื่อได้พบกับคุณพ่อมารีโอซึ่งกำลังวางแผนจะไปแพร่ธรรมทางตะวันออกของเมืองลอยแก้ว  ในปี ค..1948 ที่เหล่ยโขท  เขาก็ตัดสินใจรับคำเสนอของคุณพ่อ ในการร่วมเดินทางไปเป็นครูคำสอนกับคุณพ่ออย่างร้อนรน


กลับมาที่ปัจจุบัน เหตุการณ์ต่างๆยังคงสงบเฉกที่มันเป็นมาเรื่อยๆ กระทั้งในปี ค..1948 เมื่ออังกฤษคืนเอกราชให้กลับพม่า บริเวณสถานที่ที่คุณพ่ออยู่ก็กลับครุกรุ่นขึ้นมา ความขัดแย้งด้านความเชื่อ การปกครอง การกดขี่คริสตชนก็เริ่มขึ้นเช่นกัน กองกำลังกบฏกระเหรี่ยงที่ต้องการล้มรัฐบาล มีการกดขี่ประชาชน ทำให้ที่สุดในวันที่ 24 พฤษภาคม ค..1950 พร้อมด้วยครูอิสิโดโร งึย โก ลัต   ครูคำสอนชาวพม่าของคุณพ่อจึงเดินทางไปตำบลชาดอว์ เพื่อเรียกร้องขอความยุติธรรมสำหรับชาวบ้าน แต่อนิจจาพวกมันหาฟังไม่ กับป้ายสีทั้งสองว่าสายลับของทางราชการ และจับขัง  

จนเช้าวันถัดมาซึ่งตรงกับวันที่ 25 พฤษภาคม กองกำลังกบฏก็ได้ยิงทั้งสองด้วยไรเฟิล จนทำให้ทั้งสองจบชีวิตลง และเมื่อแน่ใจว่าทั้งสองร่างแน่นิ่งไปแล้ว กองกำลังก็ได้จับร่างไร้วิญญาณใส่กระสอบแยกกัน ก่อนโยนลงไปในสายน้ำสาละวิน ขณะนั้นคุณพ่อมาริโอ เวรการา มีอายุได้ 40 ปี ส่วนครูอิสิโดโร งึย โก ลัต มีอายุได้ 30 ปี หลังจากนั้นไม่กี่วัน ก็มีคนดักปลาพบกระสอบใส่ร่างของทั้งสอง แต่เมื่อพบว่าเป็นร่างทั้งสองก็ได้ทิ้งกลับแม่น้ำไป



แม้ปัจจุบันร่างกายของท่านทั้งสองจะยังหาไม่พบ แต่พระศาสนจักรพม่าก็ไม่เคยลืมวีรกรรมของทั้งสอง หลังจากมรณกรรมไปเป็นเวลา 58 ปี ก็ได้มีการเสนอขอแต่งตั้งทั้งสองเป็นบุญราศีและล่าสุดในวันที่ 9 ธันวาคม ค..2013 สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ก็ได้ทรงลงพระนางอนุมัติให้บันทึกนามทั้งสองลงในสารบบุญราศีมรณสักขี ส่งให้คุณครูงึยกลายเป็นชาวพม่าคนแรกที่ได้เป็นบุญราศีตอนนี้คงต้องรอวันจัดงานต่อไป

ความดีคือสิ่งที่ไม่ตาย แม้ตัวตายแต่สิ่งที่คงเหลือไว้คือความดี คือ คำพูดที่หลายๆคนเคยได้ยิน เช่นกัน ท่านทั้งสองแม้ว่าตอนนี้จะยังไม่พบร่างของพวกท่านก็ ไม่ได้แปลว่าวีรกรรมของพวกท่านจะต้องจมหายไปตามกระแสธารแห่งเวลาไม่ ตรงข้ามมันกลับถูกจดจำอยู่มิได้หายไปไหน แสงสว่างของท่านต้องส่องแสงต่อหน้ามนุษย์ (มัทธิว 5:16) แสงสว่างนั้นคือความดีไม่ใช่ร่างกาย ดังนั้นวิธีปฏิบัติตามชีวิตของพวกท่านก็คือการเป็นพยายยืนยันให้คนได้รู้จักพระเจ้า ผ่านความดี



ข้าแต่ท่านบุญราศีมาริโอ เวรการา และ บุญราศีอิสิโดโร เอ็นจึย โก ลัต ช่วยวิงวอนเทอญ


ข้อมูลอ้างอิง
Pope Report

วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2556

"เกลาดิโอ กรันซอตโต" ช่างศิลป์ของพระเจ้า


บุญราศี เกลาดิโอ กรันซอตโต
Blessed Claudio Granzotto
ฉลองในวันที่ : 15 สิงหาคม

รีกการ์โด กรันซอตโต เป็นชาวบ้านซานลูเชีย ดี ปีอาเว จังหวัดเทรวิโซ แคว้นเวเนโต ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี เกิดเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ค..1900 ท่านเป็นลูกคนสุดท้องจากเก้าคนของครอบครัว บิดามารดาคือนายอันโตนิโอ กรันซอตโต กับ นางจูวานนา สกอตตา ในวัยเยาว์ท่านได้รับการศึกษาในระดับประถมเพียงนิดหน่อย ก่อนจำต้องออกมาทำงานเป็นช่างปูนกับพี่ชายชื่อจูวานนี เหตุเพราะบิดาท่านมาด่วนจากไปเมื่อท่านมีอายุได้ 9 ปี  แต่กระนั้นเวลาสั้นๆนั้น ก็มากพอให้ท่านได้แสดงพรสวรรค์ด้านศิลปะออกมา เพื่อนของท่านยังจำได้ว่าท่านชอบวาดรูปหน้าเพื่อนๆในห้อง



หลังจากนั้นท่านจึงไปทำงานเป็นช่างทำรองเท้าและกรรมกรต่อเพื่อจุนเจือครอบครัว กระทั้งสมครามโลกครั้งที่ 1 อุบัติขึ้น ท่านในวัย 17 ปี ก็ถูกเกณฑ์ให้ไปรับใช้ชาติในฐานะทหารกองทัพบกของอิตาลีเป็นระยะเวลาถึงสี่ปี และเมื่อปลดประจำการ ท่านจึงเดินทางกลับบ้านและได้ซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายจากภัยสงครามให้กลับมาดั่งสภาพเดิม

พรสวรรค์ด้านศิลปะของท่าน เป็นที่ได้รับการสนับสนุนจากทั้งเพื่อนๆของท่านและคุณพ่อเจ้าวัดให้ต่อยอดต่อ  ดังนั้นเองท่านจึงได้ตัดสินใจอำลาบ้านเกิด และเดินทางไปศึกษาศิลปะที่โรงเรียนศิลปะในโคเนกลิอาโน ในปี ค.. 1922 ก่อนตามด้วโรงเรียนศิลปะในเมืองเวนิซในอีกปีถัดมา กระทั้งจบการศึกษา ณ ที่นั่นในปี ค..1925 ท่านจึงได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนวิจิตรศิลป์วิทยาลัย เมืองเวนิส และจบออกมาด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 1 ในปี ค..1929



หนึ่งในงานชิ้นเอกของช่วงนี้คืออ่างน้ำเสกของวัดซานลูเชีย ดี ปีอาเว ที่คุณพ่อเจ้าวัดเป็นผู้สั่งทำ ลักษณะของอ่างนี้ เป็นรูปซาตานแบกอ่างน้ำเสกที่มีแม่พระทำจากบลอนด์ตั้งอยู่ด้านบน ผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของท่านกับแม่พระ เพราะในขณะที่ทำงานชิ้นนี้ ได้เกิดปัญหาขึ้นในระหว่างทำตัวของซาตาน จนสร้างกังวลใจเป็นอันมากกับท่าน แต่แทนที่ท่านจะละทิ้งงานไป ท่านได้เริ่มสวดบทวันทามารีย์ เพื่อทูลวอนต่อแม่พระเหมือนเด็กๆที่รักและวางใจในแม่อย่างไม่มีเงือนไขใดๆเลยกับมารดา และพลันท่านก็สามารถแก้ปัญหานี้ได้ 

ต่อมาเมื่อกิจการของท่านประสพความสำเร็จ ท่านจึงได้เปิดสตูดิโอเป็นของตนเอง ซึ่ง ณ ที่แห่งนี้ท่านได้ทำงานที่รักของท่านด้วยความสุข คู่ไปกับการปฏิบัติศาสนกิจ กล่าวคือ ท่านสวดภาวนาในขณะทำงาน ร่วมกิจกรรมวัด กลุ่มกิจการคาทอลิก และการพักผ่อนหย่อนใจบนมอเตอร์ไซด์หรือไม่ก็กีฬานิดๆหน่อยๆ นอกนี้แล้วท่านไม่เคยสนใจเรื่องการเมือง และทำงานด้วยความลึกซึ้ง  ทำให้ผลงานมากมายของท่านที่ผลิตออกมา จึงล้วนมักเปี่ยมด้วยความเชื่อเสมอ จนทำให้ท่านฉายแววถึงอนาคตอันรุ่งโรจน์ในฐานะของศิลปินหินอ่อนชันครู



แต่อย่างไรก็ตามจิตใจของท่านก็หาได้ฝักใฝ่ในทางนั้นไม่ ท่านกลับรู้สึกอยากโอบกอดชีวิตแห่งกระแสเรียกมากกว่า ซึ่งมากขึ้นมากขึ้น ท่านต้องรอคำตอบจากสวรรค์อยู่นานพอสมควร กระทั้งในเทศกาลมหาพรตปี ค..1932 ท่านก็ได้มีโอกาศเตรียมจิตใจกับภารดาอามาดิโอ โอลีเวียโร สงฆ์ฟรานซิสกันที่มาเทศน์ในเขตวัดของท่าน เป็นเวลาสั้นๆนั้นเอง ที่เป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่นำไปสู่การตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของท่านนั่นคือ การเป็นฟรานซิสกัน

ด้วยวัย 33 ปี ท่านได้ตัดสินใจสมัครเข้าอารามซาน ฟรานเชสโก เดล  เดเซรโต ของคณะฟรานซิสกันที่ ในวันที่ 8 ธันวาคม ค..1933 ใกล้ทะเลสาบของเมืองเวนิส อันเป็นวันเดียวกันกับที่หญิงสาวตัวน้อยๆจากลูร์ดได้รับการบันทึกนามไว้ในทำเนียบนักบุญ และอารามที่เคียมโป มีพิธีวางศิลาฤทธิ์ในการก่อสร้างถ้ำแม่พระจำลอง ทำให้ไม่นานท่านจึงถูกขอให้มาทำงานนี้ โดยเริ่มจากการเดินทางไปดูสถานที่ที่แม่พระทรงประจักษ์มาที่เมืองลูร์ด ซึ่งเมื่อไปถึงท่านได้วาดภาพถ้ำอัศจรรย์นี้เพียงไม่กี่รูป เพราะรูปที่เหลือนั้นตราตรึงอยู่ในดวงใจของท่านเรียบร้อยแล้ว



เช่นนั้นเมื่อกลับมาถึงท่านจึงเริ่มลงมือสร้างมันในทันที โดยโครงสร้างทั้งหมดเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ท่านทำมันด้วยความภักดีและความรักต่อแม่พระในทุกๆรายละเอียดตั้งแต่โพลงถ้ำยันหน้าผาของถ้ำเพื่อให้เหมือนถ้ำแห่งนั้นมากที่สุด แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปค่าใช้จ่ายก็เพิ่มสูงขึ้น จนจำต้องเลิกจ้างคนงานไป จนแทบจะเหลือเพียงท่านคนเดียวที่ยังคงทำงานกับถ้ำนี้ด้วยความอดทนและซื่อสัตย์ บนเส้นด้ายบางๆที่คั้นระหว่างคำว่า ดำเนินงานต่อ กับ ยกเลิก ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรเลยที่ท่านจะกลายเป็นตัวตลกของอาราม แต่ท่านก็หาสนไม่ เพราะ ในดวงใจน้อยๆนั้นเชื่อว่านี่คือพระประสงค์ของแม่พระจริงๆ

จนเมื่อตัวถ้ำเสร็จดีแล้ว สิ่งต่อไปก็คือรูปแม่พระ แต่จะเอาแบบที่ลูร์ดหรือ คำตอบของท่าน คือ  มันไม่ใช่ ทำให้ท่านจึงต้องเริ่มค้นหาแรงบันดาลใจผ่านคำภาวนาต่อแม่พระ เพื่อที่จะได้เห็นภาพของพระรูปที่วาดฝันนี้ในความคิด จนที่สุดท่านก็ได้เห็นภาพนั้นและได้ร่างแบบขึ้น พร้อมแกะลงบนหินอ่อนสีขาว ซึ่งเมื่อเสร็จแล้วทุกคนก็ต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่างดงามยิ่งนัก เว้นแต่ท่านที่ยังรู้สึกไม่พอใจในผลงานอยู่ดี ในความคิดของท่านในตอนนั้นท่านอยากเป็นเศรษฐีเพื่อให้มีเงินพอซื้อหินอ่อนอีกซักอันมาทำอีกครั้งและอีกครั้ง จนกว่างานจะสมบูรณ์แบบตามความงามแท้จริงของแม่พระ



ที่สุดหลังความเพียรราวสองปี พระรูปจึงถูกวางในตำแหน่งที่เหมาะสมและตัวถ้ำทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์ช ทางอารามจึงได้มีการเสกและเปิดถ้ำอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 กันยายน ..1935 ที่นี่จะมีผู้คนมากมายมาสวดภาวนา ท่านกล่าว

หลังจากนั้นอีกหนึ่งปีถัดมาท่านจึงได้เข้าพิธีปฏิญาณตนในวันที่ 8 ธันวาคม ในฐานะภารดาสงเคราะห์ เพราะท่านมิปรารถนาเป็นพระสงฆ์ หลังจากนั้นท่านจึงถูกส่งไปอารามซาน ฟรานเชสโก ใน วิตตอริโอ เวเนโต เมืองเตรวิโซ่ ที่อารามแห่งนั้นท่านได้ดำเนินชีวิตที่เป็นแบบอย่างของการเป็นพี่น้อง ท่านช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ยากไร้ ช่วยมิสซาคุณพ่อ ซ่อมผนังอารามที่เสียหายหรือทรุดโทรม ปรุงอาหาร ล้างจานหรือทำความสะอาดแทนภารโรงด้วยหัวใจที่ร้อนรน



ท่านเชื่อว่าศิลปะศักดิ์มิได้เพียงสื่อสารระหว่างคนกับคน แต่มันยังคือสิ่งเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระเป็นเจ้า แม้จะเป็นภารดาที่รับใช้ด้วยหัวใจ ระหว่างประจำที่อารามที่เตรวิโซ่ ท่านก็ได้สร้างผลงานอีกสามชิ้นไว้ คือ 
1.รูปแกะสลักมรณกรรมของนักบุญอันตน ผลงานชิ้นนี้สร้างไว้ในคราวที่มีการบูรณะพระแท่นซึ่งสร้างเป็นเกียรติแก่นักบุญอันตนในอารามในปี ค.. 1938 เพื่อตั้งไว้ที่ใต้พระแท่นนั้น 
2. พระรูปพระเยซูคริสตเจ้าทรงสิ้นพระชนม์ ที่สร้างตามภาพที่ปรากฏในผืนผ้าห่อพระศพที่ตูรินที่ท่านได้ไปสักการะก่อนเข้าอาราม รูปนี้ถูกแกะในราวในฤดูใบไม้ร่วง ปี ..1939 และถูกตั้งไว้ที่ใต้พระแท่น ผลงานนี้ในความคิดของท่านผลงานชิ้นนี้ถือเป็นผลงานชิ้นเอกของท่าน
3.พระรูปพระพักตร์ของพระเยซูเจ้าที่มีสามชิ้น อันตัวแทนของ พระยุติธรรม พระเมตตาและความรัก ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากผ้าห่อพระศพแห่งตูรินเช่นกัน ทำมาจากปูนปาสเตอร์



ความภักดีต่อศีลมหาสนิท อาจจะกล่าวได้ว่าท่านมีความรักต่อสิ่งๆนี้มาก ไม่มีความสุขใดจะเท่ากลับการได้อยู่ชิดใกล้พระองค์ที่ตู้ศีล ยิ่งขึ้นไปอีกบนพระแท่น ความรักต่อศีลมหาสนิทคือความมั่งคั่งแท้จริงของท่านและคือภาพสะท้อนของพระเยซูเจ้าของท่าน แม้อากาศจะหนาวเพียงไหน ก็มิอาจพรากท่านจากการเฝ้าศีล ความหนาวเย็นมิได้เข้ายึดกายท่าน เพราะความรักของท่านต่อศีลมหาสนิทนั้นได้อยู่อณูของร่างกายท่าน เวลาทุกคืนท่านใช้มันไปด้วยการสวดภาวนาเสมอ

ครั้งหนึ่งบราเดอร์เอพีฟานิโอ อูร์บานี ถามท่านว่า เคยเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าบ้างไหม ด้วยความตรงไปตรงมาท่านตอบว่า เคยครับ ครั้งหนึ่งผมเห็นพระเยซูเจ้าผู้สง่างาม ทรงฉลองพระองค์สีขาวยาวจรดพระบาท ดวงพระเนตร …. โอ้ ดวงพระเนตรไม่สามารถจะอธิบายได้เลย มันช่างงดงามเหลือเกิน ผมมองไปที่พระองค์ ส่วนพระองค์ทอดพระเนตรมาที่ผม พระองค์ทรงเชิญให้ผมปฏิบัติตามพระองค์ ….. ผมไปกับพระองค์ อีกครั้งบราเดอร์เอพีฟานิโอ ได้ถามท่านอีกว่า ท่านอ่านหนังสือกี่เล่ม ท่านถึงค้นพบความลับแห่งการภาวนากัน ฝั่งท่านก็ตอบทันทีว่า หนังสือเล่มนี้เท่านั้น การถูกตรึงไม้กางเขน และชี้ไปที่ตู้ศีลพลางกล่าวต่อว่า ศีลมหาสนิทเป็นแหล่งที่มาของสันติอันแท้จริง ความสุขเท่าใดกันหนอที่พระองค์ประทานมาให้บรรดาพระสงฆ์ นักบวช ผู้ศรัทธา เหตุด้วพวกเขาเหล่านั้น ได้มาเฝ้าพระองค์เบื้องหน้าตู้ศีล เป็นความสุขเสียจริง ผู้ใดกันมีอำนาจของพระเจ้า จงรักพระเจ้าเถิด



ท่านเจริญชีวิตด้วยความเรียบง่ายมาเรื่อยกระทั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น ท่านก็ได้เริ่มแสดงความปรารถนาที่จะเผยแพร่บทภาวนาของท่านที่แสดงออกผ่านงานประติมากรรม อันเป็นสากล ท่านฝันที่จะได้เผยแพร่นิมิตของท่านไปทั่วโลก ท่านอยากจะกระโดดข้ามกำแพงของอารามและเดินทางไปทุกทิศ เพื่อไปป่าวประกาศถึงเรื่องราวของพระเยซูคริสตเจ้ากับทุกๆคน แต่น่าเศร้าที่ท่านไม่รู้เลยว่าโรคร้ายกำลังเริ่มเข้าใกล้ท่านเรื่อยๆ เริ่มจากการเจ็บหัวบ่อยครั้งและการสูญเสียการควบคุมแขนจนทำให้ท่านมิอาจจะสร้างสรรค์ประติมากรรมรูปพระพักตร์พระคริสตเจ้าทรงรับทรมานได้ ดังนั้นรูปนี้จึงยังเป็นเพียงแค่ดินน้ำมัน

ผลวินิจฉัยของแพทย์แสดงให้ทราบว่าท่านมีเนื้องอกในสมอง ดังนั้นจึงมีการส่งท่านไปรักษาตัวที่ปาดัวเสีย เมื่อท่านทราบดังนี้แล้ว สันติภายในใจของท่านก็ได้หาสูญสลายไปไม่เหมือนใครหลายๆคน พระองค์เจ้าข้า ยามพระองค์ทรงมอบของขวัญมงกุฎหนามแก่ลูก ลูกเชื่อว่ายัญบูชาจากชีวิตของลูกจะได้รับการรับจากพระองค์   ท่านน้อมรับน้ำพระทัยของพระด้วยใจยินดี เลียนแบบพระคริสตเจ้าในระหว่างทรงรับพระทรมาน



แม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ผมจะไป ที่สุดแล้วในวันสมโภชแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ ค..1947 หลังจากอยู่ที่โรงพยาบาลที่ปาดัวมาได้ราวสัปดาห์และทนทรมานมาสิบวัน ในวัย 46 ปี ท่านก็ได้คืนชีวิตของท่านแด่พระเจ้าอย่างสงบ พร้อมสัญญาที่ว่า ผมจะช่วยและปลอบประโลมทุกคน แม้ลมหายใจจะหยุดลง แต่กลิ่นหอมแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของท่านก็มิได้หยุดลงไปตามลมหายใจ แต่ตรงข้ามมันกลับฟุ้งไปทั่ว เพียง 47 ปีหลังจากการจากไปของท่าน ในวันที่ 20 พฤศจิกายน ค..1994  สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ก็ได้ทรงบันทึกนามท่านไว้ในสารบบบุญราศี
เมื่อผมไม่สามารถทำงานต่อได้ ผมจะคุกเข่าลงแล้วสวดภาวนาและรำพึงในห้องทำงานไปจนกว่าผมจะพบแรงบันดาลใจในตัวผม



ผู้กระทำความดีไม่ต้องเกรงกลัวผู้มีอำนาจปกครอง (โรม 13:3)  จากการสร้างถ้ำแม่พระของท่าน แม้ใครหลายๆคนจะมองว่าบ้าที่ยังทำอยู่ได้ๆทั้งที่โครงการอาจถูกยกเลิก แต่ท่านก็ไม่ได้คิดเช่นนั้นเพราะท่านรู้ดีว่ามันคือน้ำพระทัย ดังนั้นมันจะไม่ถูกขัดขวางโดยคำว่ายกเลิกของทางผู้ใหญ่ในอารามดอก เช่นกันเหมือนหลายๆครั้งที่ทุกคนเคยได้ยิน กิจการใดก็ตามที่เป็นน้ำพระทัยของพระจะไม่ถูกขัดขวาง ดังนั้นหากกำลังทำงานของพระอยู่ก็อย่าได้กลัวสิ่งใดเลย และงานของพระสำหรับเราก็คือ การรัก



ข้าแต่ท่านบุญราศี เกลาดิโอ กรันซอตโต ช่วยวิงวอนเทอญ


ข้อมูลอ้างอิง

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...