วันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2557

"ท่านกอร์เน" ผู้เป็นแม่แบบ


นักบุญ ฌอง ชาร์ลส์ กอร์เน
St. Jean-Charles Cornay
ฉลองในวันที่ : 24 พฤศจิกายน

ผมจะต้องไปตังเกี๋ยเช่นเดียวกัน ผมจะต้องเป็นมรณสักขีเช่นเดียวกัน คือคำพูดกับตัวเองของเด็กชายวัย 9 นามเทโอฟาน ท่ามกลางฝูงแพะของเขาในเนินเขาเบล แลร์ หลังจากได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ครอบครัวได้ซื้อมา ที่เป็นหนังสือที่พิมพ์หลายต่อหลายครั้ง หนังสือชีวประวัติของ ข้ารับใช้พระเจ้าฌอง ชาร์ลส์ กอร์เน ผู้ที่ได้จุดประกายกระแสเรียกแก่ผู้ในอนาคตถัดมาจะได้รับการขานนามว่า นักบุญเทโอฟาน เวนารด์

เรื่องราวที่จุดประกายแสงไฟแห่งกระแสเรียกของเด็กหนุ่มเทโอฟาน เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค..1809 ที่ ลูดัง จังหวัดเวียน ประเทศฝรั่งเศส ในครอบครัวคาทอลิกใจศรัทธาของฌอง บัพติส กอร์เน กับ ฟร็องซัว มายูด ที่ลูกสาวด้วยกันแล้วสองคนคือเอลิซาเบธ โอลิมป์ เมื่อเด็กชายตัวน้อยๆได้กำเนิดขึ้นก่อนจะได้รับศีลล้างบาปในวันที่  3 มีนาคม ปีเดียวกันที่วัดแซงต์ ปีแอร์ ดู มาร์ชี ของ ลูดัง โดยมีคุณลุงอองรี มายูด กับ คุณป้าเทแรส กอร์เน เป็นพ่อแม่ทูนหัวให้



หลังจากนั้นน้องชายยูจีนและหลุยส์ก็คลานตามท่านออกมา เมื่อเจริญวัยถึงวัยเรียนท่านก็ได้เข้าเรียนในโรงเรียนแซงต์ หลุยส์ ที่ โซมูร์ หลังจากนั้นท่านก็เข้าบ้านเณรเล็กของคณะเยซูอิต ของมงมอริลยง ก่อนต่อด้วยบ้านเณรใหญ่ของสังฆมณฑลปัวติเย่ร์ส ท่านเป็นเช่นนักเรียนธรรมดาๆ ที่อ่อนน้อมถ่อมตนและมีนิสัยอ่อนโยน

ท่านได้รับศีลโกนในวันที่ 1 มิถุนายน ค..1828 และศีลน้อยในวันที่ 14 มิถุนายน ค..1829 ในวัดของบ้านเณรใหญ่ ก่อนจะได้รับศีลบวชเป็นรองสังฆานุกรในวันที่ 6 มิถุนายน ค..1830 ณ อาสนวิหารนักบุญเปโตรและนักบุญเปาโลกของปัวติเย่ร์ส และเมื่อเรียนเทวศาสตร์จบ ท่านก็ได้หันเหชีวิตไปเข้าบ้านเณรของคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารัสแทน เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ปีเดียวกันนั้นเอง



การต่อสู้ครั้งเริ่มขึ้น เนื่องจากกระแสเรียกแห่งธรรมทูตของท่าน ท่านก็ต้องพบกับการต่อต้านและความเข้าใจผิดจากทั้งฝ่ายบิดาและมารดา เหตุว่าสมัยก่อนธรรมทูตเมื่ออกจากบ้านแล้วจะไม่มีวันได้กลับบ้านอีกเลย ซึ่งแน่นอนท่านเลือกที่จะสัตย์ซื่อต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าจนที่สุดท่านก็สามารถชนะใจบิดามารดาได้ ท่านกล่าวกับมารดาของท่านว่า เพียงแค่ให้ลูกได้ไปปารีส ลูกก็จะมีเวลาถึงสามปีในการทบทวนกระแสเรียกของลูก และวิธีเตรียมตัวทั้งหลายก็เพื่อว่าถ้ามันคือของแท้นะครับ

ท่านอยู่ที่บ้านเณรของคณะเพียงช่วงเวลาสั้นๆ จากสภาพความไม่ปลอดภัยจากการกบฏในเดือนกรกฎาคม(คือการลุกฮือของประชาชนฝรั่งเศสในระหว่างวันที่ 26-29 กรกฎาคม ค..1830) ท่านบันทึกเหตุการณ์ในตอนนั้นลงในสมุดบันทึกของท่านว่า เมื่อวานบ้านเณรของพวกเราถูกบุกเข้ามาและเจ็ดหรือแปดโปสเตอร์ถูกติดไว้ ประกาศว่า ความตายแด่เยซูอิตของถนนดือบักและมีกริชประหนึ่งลายเซ็นไว้



ท่านได้รับศีลบวชเป็นสังฆานุกรอย่างสง่าในปี ค..1831 ก่อนจะถูกส่งลงเรือไปเป็นธรรมทูตที่เสฉวน ประเทศจีน อย่างเร่งรีบเพื่อจำเป็นต้องไปแทนธรรมทูตคนอื่น  ในจดหมายถึงบิดามารดาท่านลงวันที่ 11 สิงหาคม ค..1831 ได้เขียนไว้ดั่งเป็นการทำนายว่า ลูกรักคุณพ่อคุณแม่และลูกจะต้องแยกจากคุณพ่อคุณแม่แล้วอาจจะเป็นตลอดไปเลยก็ได้ ลูกได้รับการแจ้งเตือนในวันจันทร์เพื่อให้พร้อมที่จะออกเดินทางและมันเป็นวันที่ 21 นี้ครับ และเราจะต้องไปถึงบอกโดวส์ในวันที่ 25 ครับ

แต่จริงๆท่านออกจากปารีสในวันที่ 22 สิงหาคม ปีเดียวกัน ก่อนจะได้ลงเรือในวันที่ 17 กันยายน ท่านใช้เวลาเดินทางอยู่ที่หกเดือนท่านจึงมาถึงมาเก๊า และตังเกี๋ย ตามลำดับ ในท่ามกลางการเบียดเบียนคริสตชนของ ค..1831 แต่เนื่องจากคนนำทางที่ถูกส่งมารับท่านรับท่านไปตามแม่น้ำแยงซีเกียงเพื่อเข้าเข้าไปยังเสฉวน กลับมาไม่ถึง ทำให้ท่านจึงต้องติดอยู่ที่ตังเกี๋ยต่อไป



ที่นั่นสามปีถัดมาท่านก็ได้รับศีลอนุกรมอย่างลับๆโดยพระคุณเจ้าโยเซฟ มารี เป-ลาจี อาวาร์ด คณะมิสซังแห่งกรุงปารีส พระสังฆราชประจำสังฆมณฑลตังเกี๋ยตะวันตก หัวหน้างานธรรมทูต ที่ กรุงฮานอย เมื่อวันที่ 26 เมษายน ค..1834

ต่อมาในเดือนมกราคม ปี ค..1836 ท่านก็จำต้องเลือกระหว่างอยู่ที่ตังเกี๋ยต่อไป หรือ กลับไปที่มาเก๊า แต่ท่านก็เลือกที่จะอยู่ท่ามกลางชาวอันนัมผู้น่ารักต่อไป อย่างไรท่านก็ไม่เคยลืมจุดหมายในประเทศจีน แม้พันธกิจท่ามกลางชาวอันนัมหรือเวียดนามจะหนักหนาแค่ไหนโดยเฉพาการเบียดเบียนคริสตชน ท่านเขียนเล่าถึงความยากลำบากต่อเพื่อนร่วมชั้นที่ปัวติเย่ร์สว่าดังนี้ สามเดือนที่ผ่านมาพวกเราต้องตกอยู่ในสถานการณ์ความรุนแรงมากขึ้นมากคริสตชนถูกบังคับให้ละทิ้งความเชื่อ พวกเราต้องการพระสงฆ์พื้นเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเรา แต่ท่านก็ยังคงสงบและมีความสุข



นอกจากปัญหาการแพร่ธรรมแล้วท่านยังพบปัญหาด้านสุขภาพจากสภาพอากาศที่แตกต่าง ทุกวันดวงตาของลูกมันปฏิเสธที่จะรับใช้พวกเขา ลูกกังวลค่อนข้างมากว่าจะต้องตาบอดถาวรภายในสองหรือสามปี พระกรุณาของพระเจ้าได้เผยแสดงแก่ลูกที่ตังเกี๋ย ลูกจะต้องรับทรมานด้วยการสละจนกว่าลูกจะได้ปลดเปลื้องจากความชั่วร้ายของชีวิตนี้ เหตุว่าการคืนสู่บ้านเกิดของลูกจะเป็นยาสุดท้ายที่ลูกได้ร้องขอ ท่านเขียนถึงบิดามารดา เมื่อวานลูกพึ่งได้รับจดหมายของคุณพ่อคุณแม่ในปี ค..1825 เพื่อตอบคำถามของคุณพ่อคุณแม่ หัวและดวงตาอันน่าสงสารของลูกทรมานมาก ลูกต้องบังคับพวกมันในทุกๆวัน แต่ลูกจะต้องให้มันได้พักผ่อนอาจกดด้วยมือของลูกกับประคบด้วยน้ำที่ต้มแล้วครับ มันจึงทำให้ลูกอ่านหนังสือหรือพูดคุยนานๆไม่ค่อยได้ ดังนี้ลูกจึงมีชีวิตดั่งฤาษีและมีจิตที่ลึกซึ่งแทนธรรมทูตเลยทีเดียวครับ ท่านเขียนที่ต้นปี ค..1827
                                                                               
เมื่อการเบียดเบียนคริสตชนในเวียดนามทวีความรุนแรงขึ้นท่านก็จำต้องซ่อนในแพ หลังผ่านไปได้ราวห้าเดือนที่ไม่มีอะไร ผมก็อยู่ในบ้านหลังเก่าๆของผม ที่ผมต้องนั่งเงียบๆตลอดทั้งวันไม่สามารถจะทำอะไรได้เลยนอกจากมิสซาในตอนเช้าและนอนป่วยในตอนกลางคืน ท่านกล่าว



แต่หลังจากนั้นไม่นานท่านก็ถูกหักหลังเมื่อหนึ่งในผู้ที่ถูกจับชื่อนายดุ๊กไปในหมู่บ้านใกล้ๆได้เปิดเผยรายชื่อคริสตชนสำคัญๆ นอกจากนั้นเขายังได้แอบฝังปื้นไว้ใกล้ๆบ้านของท่านอีกด้วย ดังนั้นในคืนวันที่ 19-20 มิถุนายน ค..1837 ทหารหลายร้อยนายนำโดยภรรยาของดนายดุ๊กจึงกรีฑาไปล้อมหมู่บ้านเบ๊า โน ที่ท่านซ่อนตัวอยู่ แต่ที่สุดในเวลาประมาณบ่ายสี่โมง ท่านก็ถูกบังคับให้ออกจากพุ่มไม้ที่ท่านหลบซ่อนและเดินไปยังทหารและถูกจับ ท่านถูกจับใส่ขื่อคาและสอบปากคำ ก่อนจะถูกขังในกรงไม้ไผ่ เพื่อพาไปยังซอน ไต และถูกล่ามโซ่ในห้องขังที่กว้างกว่าไอ้เจ้ากรงไม่ไผ่นั่นเยอะเลยทีเดียว

ที่นั่นท่านถูกสอบสวนอีกครั้งก่อนถูกผู้ว่าราชการส่งไปรายงานเรื่องของท่านไปยังเว้ เมืองหลวง เพื่อรอรับรับการตัดสินจากพระจักรพรรดิ ซึ่งในระหว่างถูกคุมขังนั้นก็ได้มีคนมากมายแวะเวียนมาเยี่ยมท่านรวมถึงชาวจีนแมนดารินที่ต่างล้วนมาถามถึงที่มาของความเข้มแข็งของท่าน เพราะแม้ในระหว่างพิจารณาคดีท่านจะถูกเฆี่ยนตีด้วยไม้หวาย ไม่พอท่านยังโโนเฆี่ยด้วยแส้ตะขอ (และเมื่อกลับมาที่คุกท่านก็ร้องเพลงเพลงซัลเว เรจีนา หรือ วันทาพระราชินีสวรรค์เท่านั้น) ท่านก็ยังปฏิเสธอย่างหนักแน่นที่จะเหยียบไม้กางเขนเพื่อประกาศละทิ้งความเชื่อ หรือยอมรับข้อกล่าวหาว่าท่านปลุกปั่นประชาชน ซึ่งในระหว่างนั้นท่านก็ได้รับอนุญาตใหเขียนจดหมายได้อยู่



“..โปรดหยุดลงโทษดุ๊กผู้น่าสงสารเถิด สำหรับผมน่ะผมยกโทษให้เขา คือคำที่ท่านกล่าวเมื่อท่านทราบว่าจะมีการสอบปากคำนายดุ๊กอีกครั้ง แต่อย่างไรในวันที่  20 กันยายน ค..1837 พระราชสารจากพระจักรพรรดิมินฮ์ มาง ก็ประกาศโทษท่านว่า เป็นเจ้าลัทธิเท็จเทียมและผู้นำในการปลุกปั่นประชาชน มีโทษคือถูกหั่นเป็นชิ้นๆ ท่านจึงถูกนำไปที่ลานไม่ไกลจากป้อมเมืองซอน ไต ระหว่างเดินตรงสู่มงกุฎแห่งมรสักขีท่านมิได้หวาดเกรงอะไรตรงข้ามท่านยังคงสวดภาวนาและร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า

ร่างท่านถูกตรึงไว้ให้แน่นก่อนที่จะถูกหั่นเป็นชิ้นๆโดยแปลกที่วันนั้นเพชฌฆาตได้ลงมือที่ศีรษะของท่านก่อนไล่ไปตามส่วนต่างๆ ครั้งนั้นพวกเพชฌฆาตยังได้นำตับของท่านไปรับประทานเพราะเชื่อว่าพวกเขาจะกล้าหาญเหมือนท่านหากทำเช่นนั้น พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อนัก พระองค์ทรงคาดหวังจากพวกเราเพียงความวางใจในพระสัญญาของพระองค์ ท่านกล่าว ศีรษะของท่านถูกเสียบประจานอยู่สามวันจึงถูกเอาโยนลงแม่น้ำไป คุณพ่อคุณแม่ที่รักครับ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ได้รับจดหมายฉบับนี้แล้ว โปรดอย่าได้เสียใจต่อการจากไของลูกเลย ผ่านความยินยอมให้ลูกได้เดินทาง คุณพ่อคุณแม่ก็ได้ทำการเสียสละอันยิ่งใหญ่แล้วครับ



เมื่อเรื่องราวของข้ารับใช้พระเจ้าผู้จากไปด้วยวัยเพียง 28 ปี ก็เป็นที่โด่งดังไปทั่วประเทศฝรั่งเศส หนังสือประวัติของท่านถูกตีพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง หลังจากนั้นในวันที่ 2 กรกฎาคม ค..1899 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอ ที่ 13 ชื่อท่านก็ได้รับการบันทึกไว้ในสารบบบุญราศี และที่สุดท่านก็ได้ถุกยกขึ้นเป็นนักบุญพร้อมมรณสักขีแห่งเวียดนามในวันที่ 19 มิถุนายน ค..1988  โดยสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 พร้อมเด็กชายในวันนั้น นักบุญเทโอฟาน

จงมีความประพฤติดีงามในหมู่คนต่างศาสนา แม้เขาจะใส่ร้ายท่านว่าประพฤติชั่วร้าย เขาจะต้องยอมรับว่ากิจการที่ท่านทำนั้นเป็นกิจการดี และจะสรรเสริญพระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมา(1 เปโตร 2:12) ชีวิตของธรรมทูตผู้นี้เป็นแบบอย่างของทุกคนในการดำเนินชีวิตธรรมทูต ดูซิ แม้ท่านจะถูกใส่ร้ายว่างานที่ทำคือการไม่ดีแต่ท่านก็ไม่ได้โกธรเคืองอะไรเขา ตรงข้ามท่านได้แสดงความเมตตาต่อเขาด้วยความรัก แม้ท่านจะเป็นชาวยุโรปแต่ท่านก็มิได้รังเกียจชาวอันนัมทั้งหลาย ท่านทำดีต่อพวกเขาทุกๆคน เช่นกันบางครั้งเราอาจต้องถูกเข้าใจผิดบ้าง แต่อย่าได้สนหากไม่เป็นความจริง ตรงข้ามเราเราต้องรักพวกเขามากๆเพราะเวลาจะเป็นเครื่องยืนยันเอง


ข้าแต่ท่านนักบุญ ฌอง ชาร์ลส์ กอร์เน ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง

 http://www.tinmung.net/CACTHANH/118ThanhTDVN/_TieuSu/Tan_GioanCharlesCornay.htm

วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557

"อักเนส เล ทิ ทานฮ์ " คุณแม่ผู้ไม่ธรรมดาของเวียดนาม


นักบุญ อักเนส เล ทิ ทานฮ์ 
St. Anê Lê Thị Thành
ฉลองในวันที่ : 12 กรกฏาคม

หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักรในเวียดนาม ในที่หมู่บ้านไบ เดียน (Bái Điền) ของจังหวัดทัญฮว้า ทางชายฝั่งตอนกลางเหนือของประเทศเวียดนาม ในช่วงประมาณปี ค..1781 ทารกเพศหญิงธรรมดาๆได้ถือกำเนิดขึ้นในวิถีคริสตชน และเติบโตเป็นสาวผู้ฉลาดเฉลียวและใจศรัทธาในศีลมหาสนิท ก่อนเข้าพิธีสมรสด้วยวัย 19 ปี กับเหงียน วัน เญิ้ต พร้อมมีลูกกับเขาแบ่งเป็นชายสองคนคือ เด และ ตรึน หญิงอีกสี่คนคือ ตู , นัม , เหนียน และนุ รวมหกคน ซึ่งทั้งหมดก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตามวิถีของความเชื่อ ด้วยอาชีพทำนาและเลี้ยงดักแด้ และไม่เคยมีใครเคยได้ยินเสียงเถียงกันจากหลังนี้เลยสักครั้ง

คุณแม่คอยดูแลเรื่องการศึกษาของพวกเรา คุณแม่สอนวิธีเขียนวิธีอ่านและคำสอนกับพวกเรา จากนั้นคุณแม่ยังสอนวิธีเข้ามิสซาและวิธีแก้บาปอีกด้วย และหากเราขี้เกียจจะไปแก้บาปหรือไม่เอาใจใส่ คุณแม่ก็จะกระตุ้นเราจนถึงหยดสุดท้ายเลยทีเดียวค่ะ นอกจากนี้ท่านยังพาพวกเราเข้ากลุ่มแม่พระ ของบรรดาเยาวชนหญิงในวัด ลูเซีย บุตรีคนสุดท้องของท่านกล่าวในการให้การประกอบการแต่งตั้งท่านเป็นนักบุญ นอกจากนี้ท่านยังไม่เคยปฏิเสธคนที่มาขอเลยสักครั้ง



ต่อมาเมื่อลูกชายคนหนึ่งของท่านตัดสินใจแต่งงานกับอันนา นาม ท่านก็ได้ต้อนรับเธออย่างดีดั่งเธอคือลูกอีกคนหนึ่งของท่าน หลังจากที่ผมแต่งงานแล้วคุณแม่ก็มักแวะเวียนมาเยี่ยมผมและให้คำแนะนำดีๆเสมอ ท่านสอนฉันว่าจงเชื้อฟังพระเจ้าการแต่งงานน่ะมันเป็นภาระที่หนักมากเลยนะ ลูกต้องกินอย่างฉลาด ห้ามไม่เชื่อฟังพ่อและแม่ของเขา จงต้อนรับกางเขนที่พระเจ้าทรงส่งมา นอกจากนั้นคุณแม่ยังแนะนำภรรยาของผมว่า ทั้งสองคนนะต้องอยู่ด้วยกันอย่างสามัคคี มีความสุข และอย่าปล่อยให้ใครได้ยินเราทั้งสองนะเถียงกันละ’”

ในรัชสมัยของกษัตริย์เทีย ทริ (Thiệu Trị) เป็นช่วงของการเบียดเบียนศาสนาคริสต์อย่างรุนแรง พระสงฆ์ก็ได้มาซ่อนที่หมู่บ้านของท่านด้วยความช่วยเหลือจากครอบครัวของท่าน กระทั้งในเช้าวันสมโภชพระเยซูเจ้าเสด็จคืนพระชนม์ชีพ ที่ 14 เมษายน ค..1841 นายทหารห้าร้อยก็ได้เข้าล้อมหมู่บ้านท่าน ก่อนเข้าค้น ซึ่งเป็นเวลาพอดีกลับช่วงที่คุณพ่อที่มาซ่อนด้วยพึ่งทำมิสซาเสร็จ ดังนั้นคุณพ่อจึงต้องรีบหนีขึ้นไปซ่อนที่ชั้นบนของห้องครัว แต่โชคดีที่ท่านและคุณพ่อลีสามารถหลบออกไปอยู่สวนของโรงแรมที่คุณพ่อทำมิสซาได้ทันก่อนทหารจะบุกเข้ามา ท่านก็ได้ไปซ่อนแถวคูน้ำที่แห้งของสวนที่ติดกับกอไผ่ แต่ท้ายที่สุดท่านก็ถูกจับในข้อหาให้ที่พักแก่พระสงฆ์



หลังจากถูกทหารคุมตัวได้ ท่านก็ถูกล่ามโซ่และถูกบังคับให้เดินไปยังคุกที่ทินฮ์ นัม ดินฮ์ ซึ่งจากสุขภาพที่ไม่ค่อยดีตามอายุของท่าน ทำให้หลายครั้งต้องมีคนคอยช่วยท่านเดินเพราะท่านไม่อาจทาทนโซ่ที่หนักอึ้งได้ กระทั้งเมื่อมาถึงคุกท่านก็ถูกนำตัวขึ้นพิพากษาหลังจากหกวันในถนน ที่พยายามบังคับท่านให้เลิกนับถือพระเจ้า ทันทีท่านประกาศว่า ฉันนมัสการแต่เพียงพระเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น ฉันจะไม่ละทิ้งพระองค์ไปตลอดนิรันดร์กาล…”

เหตุฉะนี้เมื่อไม้อ่อนใช้ไม่ได้แล้ว ไม้แข็งจึงได้ถูกงัดออกมา โดยทีแรกทหารได้ใช้แส้เฆี่ยนตีท่าน และยังใช้ไม้ไผ่ขนาดใหญ่แทงเท้าท่านเพื่อให้ท่านยอมละทิ้งพระเจ้าเสีย แต่ถึงกระนั้นไม่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจท่านมิให้ติดตามพระเจ้าต่อไปได้ ซึ่งท่านได้เผยถึงเหตุที่ท่านไม่ย่อท้อกลับสามีที่แวะมาเยี่ยมว่า พวกเขาเฆี่ยนตีฉันอย่างรุนแรงมาก เป็นคนทั่วไปก็ใช่ว่าจะทนได้ แต่เพราะฉันน่ะได้รับความช่วยเหลือจากพระมารดา ดังนั้นฉันถึงไม่รู้สึกเจ็บอะไรเลย



กระทั้งในวันสอบสวนในวันจันท์และวันอังคาร ท่านก็ยังคงมั่นคงในพระเจ้าดุจดั่งพญามังกร บรรดาทหารจึงได้รับคำสั่งให้ใช้กำลังบังคับท่านให้เหยียบไม้กางเขนเสียได้ แต่ท่านก็สามารถสลัดและล้มตัวลงกับพื้นพลางร่ำไห้ว่า พระเจ้าข้า โปรดทรงเมตตาช่วยลูกด้วยเถิด ลูกไม่เคยปฏิเสธความเชื่อในพระองค์เลย แต่เพราะลูกเป็นสตรีที่ไร้ทางสู้พวกเขาจึงต่างพากันบังคับลูกให้เหยียบไม้กางเขน

เมื่อมีการนำตัวท่านคือไต่สวนครั้งหนึ่ง พวกเขาก็ได้คว้ามือท่านมาพลางเอางูพิษยัดใส่แขนเสื้อของท่าน แต่อย่างไรท่านก็ยังคงสงบเงียบเป็นที่น่าประหลาดใจแก่ผู้เห็นเหตุการณ์ ท่านยืนนิ่งอย่างนั้นเรื่อยๆดั่งศิลาทำให้ไม่นานงูก็เลื้อยออกมาหลังจากเลื้อยไปรอบตัวท่านไม่กี่รอบ โดยที่ไม่ได้ฝังเขี้ยวอันมีพิษร้ายของมันลงบนผิวหนังของท่านไม่  ด้วยความโกธรทหารจึงใช้ไม่ไผ่ตีท่านอย่างรุนแรง สภาพท่านในตอนนี้อาจบอกได้เลยว่าตั้งแต่หัวจรดเท้าของท่านั้นเต็มไปด้วยเลือด แต่อย่างไรท่านก็ยังมั่นคงและสวดภาวนาเสมอโดยเฉพาะสายประคำ



เมื่อลูเซียบุตรสาวคนเล็กไปเยี่ยมท่าน เธอก็ต้องถึงกับน้ำตาตก เพราะ สภาพมารดาที่เธอรักตอนนี้ที่เสื้อผ้าต่างเต็มไปด้วยเลือดและมีกลิ่นเหม็นเน่า ด้วยความเป็นแม่ท่านจึงได้รับปลอบด้วยรอยยิ้มว่า แม่ไม่เห็นจำเป็นต้องร้องไห้ต่อไปเลยนะ นี่คือดอกกุหลาบแดงของความความกล้าหาญของแม่ต่างหากละ แม่รับทรมานนพระนามของพระเยซูเจ้า ใยลูกแม่จึงร้องไห้ไปเสียละ

นอกเหนือจากความทุกข์ทรมานจากการถูกทำร้ายแล้ว ท่านยังต้องประสพกับความยากลำบากในการรับประทานอาหารจากภาวะของโรคบิด โชคยังดีที่ท่านยังได้รับการดูแลจากซิสเตอร์สองคนที่อยู่ในคุกด้วยกัน กับพระสงฆ์ที่แวะมาเยี่ยมพร้อมยาและศีลมหาสนิท พร้อมศีลเจิมคนไข้ ในระหว่างที่ท่านกำลังจะสิ้นใจท่านก็ได้พูดซ้ำๆว่า องค์พระผู้เป็น องค์ผู้เป็นเจ้าผู้สิ้นพระชนม์ชีพเพื่อลูก ลูกทำทุกสิ่งตามน้ำพระทัยของพระองค์  ขอพระองค์โปรดทรงยกบาปของลูกด้วยเถิด



กระทั่งที่สุดหลังจากเอยว่า เยซู มารีย์ ยอแซฟ ลูกของฝากวิญญาณและร่างกายไว้ในหัตถ์ของพวกท่าน โปรดอวยพรลูกให้ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าในทุกสิ่งด้วยเถิด ท่านในวัย 60 ปี ก็ได้คืนวิญญาณไปสู่พระบิดาเจ้าอย่างสงบ ในวันที่ 7 ธันวาคม ค..1841 ณ คุกที่ท่านถูกขังมาได้แล้วสามเดือน และเพื่อตรวจสอบว่านักโทษว่าตายจริงหรือไม่ ทหารจึงได้ใช่ไม้เผาเท้าท่านและเมื่อแน่ใจแล้ว พวกเขาก็ได้นำร่างของท่านไปฝังไว้อย่างลวกๆแต่แปลกที่ร่างท่านก็ยังคงดูสวยงายมากกว่าตอนที่ท่านมีชีวิตเสียอีก และเมื่อหกเดือนต่อมาเมื่อมีการขุดย้ายร่างท่านก็ต้องพบว่าร่างท่านยังคงสภาพเดิมทุกอย่างเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจ

เรื่องราวของท่านถูกรวบรวมพร้อมกับบรรดามรณสักขีท่านอื่นๆในเวียดนาม และได้รับการบันทึกในสารบบุญราศีเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ค..1909 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุส ที่ 10 จากนั้นในวันที่ 19 มิถุนายน ค..1988 หลังจาก 147 ปีแห่งมรณกรรมท่านและบุญราศีมรณสักขีชาวเวียดนามอีก 116 หกคนก็ได้รับการสถาปนาเป็นนักบุญอย่างสมเกียรติ ณ มหาวิหารนักบุญเปโตร โดยสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 เป็นนักบุญต้นแบบของแม่คาทอลิกที่ดีอีกองค์หนึ่ง



อย่ากลัวเลยเพราะเราอยู่กับเจ้า(อิสยาห์ 43:5) ทำไมหญิงสูงวัยหกสิบคนหนึ่งถึงสามารถรับทรมานได้อย่างมีความสุข โดยที่ไม่กลัวเลย ทั้งๆที่มีสุขภาพไม่ดีอยู่แล้ว ด้วยเหตุผลดั่งที่พระวาจาคือพระองค์ทรงอยู่กับเรา ทรงร่วมทุกข์ไปกับเราเสมอ แม้ในยามเราทุกข์ยาก พระองค์ทรงอยู่ใกล้เราคอยมอบความบรรเทาแก่เราเสมอตอนทางกางเขนนี้ อาศัยพระพรและคำเสนอวิงวอนของพระนางมารีย์พรหมจารี ให้เรามีความกล้าที่จะลุกขึ้นมาและก้าวผ่านความผิดพลาดมากมายในชีวิต เพื่อให้ชีวิตของเราทุกคนได้เป็นพยานถึงความรัก ความสุภาพและนบนอบผ่านกางเขนและพระทรมานของพระองค์ และโดยการแบกกางเขนของเราในชีวิตประจำวัน เป็นธรรมสักขีของพระเจ้า
(บางทีอาจจะมีจุดผิดบ้างตรงบริเวณคำพูดเนื่องจากเป็นภาษาเวียดนามซึ่งผู้แปลจึงพยายามจะให้ออกมาในแนวที่ใช้ที่สุด ถ้าผิดพลาดประการใดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้)


ข้าแต่ท่านนักบุญ อักเนส เล ทิ ทานฮ์ ช่วยวิงวอนเทอญ


ข้อมูลอ้างอิง

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...