วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

"เทวสหยัม" ประกาศกของพระคริสตเจ้า

บุญราศีเทวสหยัม ปิลลัย
Bl. Devasahayam Pillai
ฉลองในวันที่ : 14 มกราคม

ปฐมบทแห่งมรณสักขีของอินเดียองค์นี้ เริ่มขึ้นอำเภอทางใต้สุดของประเทศอินเดีย นั่นคือ ‘อ. กันยากุมารี’ เพชรน้ำงามแห่งรัฐทมิฬนาฑู นอกเหนือจากความงามทางธรรมชาติของท้องทะเล อ. กันยากุมารียังเป็นที่รู้จักกันในฐานะเมืองศักดิ์สิทธิ์ของ ‘นางกันยากุมารี’ เทพธิดาผู้เป็นอวตารของนางปราวตีเทวี เพื่อปราบพนาสูร ยามเมื่อเสียงสรรเสริญนามแห่งศรีสดาศิวะ ดังขึ้นจากครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านนัตตลัม ในเขตเมืองกันยากุมารีในเวลานี้ ในวันที่ 23 เมษายน ค.ศ. 1712

เสียงนั้นดังมาจากครอบครัวชนชั้นสูงหนึ่ง ซึ่งมีหัวหน้าครอบครัวชื่อ ‘วสุเทวัญ นัมภูทิรี’ เป็นพราหมณ์จากเมืองกยัมกุลัม ในรัฐเกรละ ผู้ประจำอยู่ ณ เทวาลัยแห่ง ต. นัตตลัม ซึ่งเป็นที่ตั้งเทวาลัยในไศวนิกายถึง 2 หลัง คือ เทวาลัยพระสังกรนารายนัน (เทวาลัยพระหริหระ-พระศิวะรวมร่างกับพระวิษณุ) และเทวาลัยอรรถนารีศวระ (พระศิวะรวมร่างกับนางปารวตี) และมีภรรยาคือ ‘นางเทวกี อัมมา’ หญิงในวรรณะ ‘นยาร์’ (Nayar) ซึ่งเป็นกลุ่มวรรณะพิเศษในบริเวณตอนใต้ของอินเดียโดยเฉพาะบริเวณรัฐเกรละในปัจจุบัน มีบทบาทในด้านการปกครอง และมีศักดิ์รองลงมาจากวรรณะพราหมณ์ อันเป็นวรรณะสูงสุด (เมืองกันยากุมารีในสมัยนั้นเป็นเมืองในปกครองของอาณาจักรตราวันคอร์ ซึ่งมีวัฒนธรรมแบบรัฐเกรละ) จากหมู่บ้านธิรูวัตตาร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเทวาลัยพระศรีอธิเกศวรเปรุมัล เทวาลัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระศรีหริวิษณุ (มักมีความสับสนว่าเป็นเทวาลัยที่ประจำของพราหมณ์วสุเทวัญ)

บริเวณที่เชื่อกันว่าเป็นบ้านที่ท่านเกิดที่ ต. นัตตลัม

เมื่อเห็นว่าทารกนั้นมีเพศเป็นชาย พราหมณ์วสุเทวัญ ผู้เป็นที่เคารพยิ่งของชาวบ้าน จึงได้ให้นามบุตรชายคนนี้ตามนามหนึ่งของศรีสดาศิวะว่า ‘นิลกันฑา’ แปลว่า ‘ผู้มีคอเป็นสีนิล’ เพื่อความเป็นมังคละแก่บุตร และด้วยสถานภาพที่ได้มาโดยกำเนิดตามธรรมเนียมท้องถิ่น ทารกจึงได้มีคำสร้อยต่อท้ายนามว่า ‘ปิลลัย’ อนึ่งตามธรรมเนียมท้องถิ่นที่บุตรนั้นจะได้รับวรรณะตามวรรณะของผู้เป็นมารดา ดังนั้นนิลกันฑา ปิลลัยจึงได้รับวรรณะนยาร์ตามนางเทวกี และได้รับการอบรมเป็นส่วนใหญ่จากลุงของท่านที่อยู่ในวรรณะเดียวกันแทนที่จะเป็นบิดาของท่าน ซึ่งอยู่ในวรรณะพราหมณ์

ในฐานะบุตรแห่งนยาร์ ท่านได้รับการอบรมทั้งทางด้านภาษาถึงสามภาษาได้แก่ภาษามาลายัม ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ภายในครอบครัว ภาษาทมิฬ ซึ่งเป็นภาษาของคนท้องถิ่นในพื้นที่ที่อาศัย และภาษาสันสกฤต ซึ่งเป็นภาษาของชนวรรณะสูง และยังได้รับการอบรมทางด้านการใช้ศาสตราวุธชนิดต่าง ๆ และเพลงมวย ตามสถานภาพของวรรณะของท่านที่เป็นชนชั้นปกครองในสังคม จนท่านมีอายุได้สมควรแก่การรับราชการ ท่านจึงได้เริ่มรับราชการเป็นทหารในกองทหารของแห่งอาณาจักรตราวันคอร์ (อาณาจักรที่ปกครองดินแดนที่ท่านอาศัย) ซึ่งขณะนั้นปกครองโดยมหาราชามาร์ธันฑะ วาร์มะ (ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 1729 - ค.ศ. 1758)

ดาบและขวาน ซึ่งเป็นอาวุธท่าน ปัจจุบันเก็บรักษา ณ ต. นัตตลัม

ด้วยอุปนิสัยขยันขันแข็ง ว่องไวคล่องแคล่ว มุมานะในการปฏิหน้าที่ ยึดมั่นในความดี รังเกียจความชั่ว อีกทั้งมีสติปัญญาเฉียบแหลมสมกับชาติตระกูล และมีฝีไม้ลายมือในการรบไม่เป็นสองรองใคร ท่านจึงเป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้บังคับบัญชาและมหาราชา จึงทำให้ในเวลาต่อมาท่านได้เลื่อนตำแหน่งให้มารับราชการภายในเทวาลัยพระนิลกันฑสวามี ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของพระราชวังปัทมะนาภะปุรัม แล้วจึงได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าพนักงานในท้องพระคลังตามลำดับ และด้วยอุปนิสัยเช่นกัน เมื่อผนวกด้วยชาติตระกูลและทรัพย์ บรรดาครอบครัวทั้งหลายจึงต่างปรารถนาที่จะได้ท่านมาเป็นเขย และต่างพากันเสนอบุตรสาวของตนมาให้ท่านนั้นได้เลือกสยุมพร ซึ่งในท้ายที่สุดท่านได้เลือก ‘ภาร์กาวิอัมมัล’ หญิงสาววรรณะนยาร์จากหมู่บ้านเมกโกฑุ มาเป็นศรีภรรยาของท่าน

เป็นที่แน่นอนว่าด้วยตระกูลของท่านนั้นล้วนมาจากกลุ่มคนในวรรณะสูง รอบตัวท่านจึงอบอวนไปด้วยความศรัทธาในศาสนาฮินดู โดยเฉพาะในลัทธิไศวนิกาย ที่บูชาพระสดาศิวะเป็นใหญ่ ท่านที่เติบโตมาในบรรยากาศนี้ ได้รับการอบรม และซึมซับด้วยตาเนื้อ จึงเป็นผู้หนึ่งที่ปฏิบัติศาสนกิจต่าง ๆ ของชาวฮินดูอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งการไปบูชาที่เทวาลัยและที่บ้านในเวลาปกติและเทศกาล ชีวิตของท่านจึงห่างไกลจากคริสตศาสนาเป็นอย่างมาก แต่แผนการณ์ของพระเจ้านั้นเกิดจะหยั่งรู้ และสุดแสนจะอัศจรรย์ เมื่อวันหนึ่งใน ค.ศ. 1741 กองทัพเรือสัญชาติดัชต์นำโดย กัปตันยูสตาชิอุส เบเนดิกตุส เดอ ลันโนย ชาวฝรั่งเศส ซึ่งได้รับคำสั่งจากบริษัทอินเดียตะวันออก หรือ วีโอซี ให้เข้ายึดเมืองโคลาเชล เพื่อใช้เป็นสถานีการค้า ได้เข้าปะทะกับกองกำลังตราวันคอร์ ที่ดูแลหัวเมืองดังกล่าว

กัปตันเดอ ลันโนย สวามิภักดิ์ต่อมหาราชา มาร์ธันฑะ ภายหลังแพ้สงคราม

ในการรบพุ่งครั้งนั้นผลปรากฏว่าฝ่ายกองทัพเรือดัชต์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ถูกสังหารจนเกือบหมด เว้นเสียแต่กัปตันเดอ ลันโนย และผู้ติดตามอีกสามสี่คน ซึ่งได้ถูกจับกลับมาจำคุก และในเวลาต่อมาเมื่อมหาราชามาร์ธันฑะ เล็งเห็นถึงความสามารถของกัปตันเดอ ลันโนยในด้านการทหาร จึงโปรดให้อภัยโทษกัปตันและได้มอบหมายให้เขาเป็นผู้ฝึกกองทหารแห่งอาณาจักรตราวันคอร์ ตามแนวทางแบบโลกตะวันตก ทำให้ในไม่ช้าท่านที่รับราชการในท้องพระคลัง จึงมีโอกาสได้พบกัปตันเดอ ลันโนยอยู่บ่อยครั้ง และจะด้วยนิสัยใจคอของทั้งสองที่เหมือนกันหรือเป็นการดลใจจากสวรรค์ ทั้งท่านและกัปตันเดอ ลันโนย แม้จะมีข้อแตกต่างกันหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติหรือศาสนา ก็กลายมาเป็นสหายที่คอยพูดคุยสนทนาถึงเรื่องต่าง ๆ อยู่ด้วยกันโดยตลอด และอาศัยมิตรภาพนี้เอง จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตของท่านไปอย่างไม่มีวันถอยกลับ

วันหนึ่งใน ค.ศ. 1744 กัปตันเดอ ลันโนยได้พบว่าท่านมีสีหน้าเศร้าหมอง จึงได้เอ่ยถามว่าถึงสาเหตุของปริวิตกที่ปรากฏบนใบหน้าของท่าน ท่านจึงได้เริ่มปรับทุกข์ถึงปัญหาต่าง ๆ ที่ท่านต้องสูญเสียหลายสิ่งไปในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อไม่นานมานี้โคพันธุ์ดีของท่านหลายตัวก็ได้ล้มตายลงอย่างน่าประหลาด การสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อ ๆ กันนี้ ทำให้ท่านเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ตัวท่านนั้นได้ทำบาปให้องค์พระเป็นเจ้าพิโรธหรือไม่ แม้ว่าท่านจะปฏิบัติบูชาพระองค์โดยตลอดมิได้ขาดตกบกพร่อง หรือแท้จริงมีคนที่ไม่ชอบหน้าท่าน ได้ทำของใส่ท่านกันแน่ ความสับสนถึงต้นตอของปัญหา รวมถึงความหวาดวิตกว่าท่านจะต้องสูญเสียสิ่งใดเป็นลำดับต่อไป จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่านทุกข์ใจเป็นอันมาก

ถ้าเรารับของดี ๆ จากพระเจ้า ทำไมเราจึงไม่รับของไม่ดีด้วยเล่า (โยบ 2: 10)

เมื่อกัปตันเดอ ลันโนยได้ทราบถึงความทุกข์ใจของสหายดังนี้แล้ว เขาจึงได้เริ่มกล่าวบรรเทาใจสหายด้วยความเชื่อแบบคริสตัง โดยได้เขาได้เล่าเรื่องราวของบุรุษผู้หนึ่งนามว่า ‘โยบ’ บุรุษในพันธสัญญาเดิมผู้ได้เผชิญกับการทดสอบมากมาย จนแปรเปลี่ยนจากคนมั่งมีให้กลายเป็นยาจก แต่ไม่ว่าจะเผชิญกับความทุกข์ยากเพียงใด โยบก็ยังคงมีความไว้วางใจในพระเจ้าของเขาโดยตลอด และที่สุดเมื่อเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านพ้นไปโยบก็ได้รับรางวัลเป็นเท่าทวีคูณจากที่เสียไป ท่านเมื่อได้ฟังเรื่องเล่าของโยบจบลง หัวใจที่สับสนวุ่นวายของท่านก็ได้รับความบรรเทา และรู้สึกประทับใจอย่างประหลาด กับความวางใจในพระเป็นเจ้าของโยบ

หลังจากนั้นวันนั้นมา เมื่อมีโอกาสได้สนทนากับกัปตันเดอ ลันโนย ท่านก็มักชวนเขาสนทนาในเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าของโยบอยู่ตลอด ฝั่งกัปตันเดอ ลันโนยก็ไม่ได้ปฏิเสธที่จะเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้สหายของเขาฟัง กระทั่งวันหนึ่งท่านที่ได้รับฟังเรื่องราวของพระเจ้าของโยบมาหลายครั้ง ก็ตัดสินใจว่าชีวิตที่เหลือท่านจะขอยึดพระเป็นเจ้าพระองค์นี้เป็นที่พึ่งแต่เพียงพระองค์เดียว ท่านจึงได้แสดงเจตจำนงค์ที่จะรับศีลล้างบาปเป็นคริสตังให้กัปตันเดอ ลันโนยฟัง กัปตันเดอ ลันโนยเมื่อทราบถึงความตั้งใจอันแน่วแน่ในครั้งนี้ จึงได้ส่งท่านพร้อมจดหมายไปพบคุณพ่อจูวานนี บัตติสตา บุตตารี พระสงฆ์ธรรมทูตคณะเยซูอิต ที่ประจำอยู่ที่หมู่บ้านวทักกันกุลัม อ. เนลลัย

ภาพเขียนวิถีชีวิตของผู้คนในอาณาจักรตราวันคอร์ ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19

โดยสาเหตุที่กัปตันเดอ ลันโนยต้องส่งท่านไปหมู่บ้านวทักกันกุลัม ซึ่งอยู่ขึ้นทางตะวันออกเฉียงเหนือของ อ. กันยากุมารีนั้น มีสาเหตุมาจากหมู่บ้านดังกล่าวไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจของอาณาจักรตราวันคอร์ ซึ่งในเวลานั้นมีนโยบายห้ามทุกคนในอาณาจักรเข้ารีตเป็นคริสตศาสนิกชน ยกเว้นเพียงแต่กลุ่มชาวประมงที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งและกลุ่มชาวบ้านที่นับถือศาสนคริสต์มาแต่ดั้งเดิม โดยเฉพาะกลุ่มที่รับราชการในราชสำนักได้มีการคาดโทษผู้ออกจากราชการเพื่อเข้ารีตว่าจะต้องถูกจำคุก และประหารชีวิต ดังนั้นจึงไม่เป็นการดีที่ท่านที่มีตำแหน่งแห่งที่ในราชสำนักจะรับศีลล้างบาปภายในเขตอำนาจของอาณาจักรแห่งนี้

ท่านเองก็น่าจะทราบอยู่เต็มอก ว่าการตัดสินใจในครั้งนี้ของท่านนั้นเป็น ‘อันตราย’ อย่างยิ่งต่อชีวิตของท่าน แต่ด้วยพลังความเชื่ออันแรงกล้า ที่ลุกร้อนอยู่หายในใจของท่าน ท่านจึงไม่ประหวั่นต่อผลลัพท์ที่จะเกิดขึ้น ท่านออกเดินทางไปยังหมู่บ้านวทักกันกุลัมในเร็ววัน และเมื่อท่านได้พบคุณพ่อบุตตารี ท่านก็แสดงเจตจำนงค์จะรับศีลล้างบาปในทันที แต่ฝั่งคุณพ่อบุตตารีเมื่อพิจารณาถึงสถานภาพของท่านที่เป็นคนในวรรณะสูง กอปรด้วยมีตำแหน่งในราชสำนักนั้นมีความสุ่มเสี่ยงต่อการเปลี่ยนศาสนาของท่าน ดังนั้นเพื่อความแน่ใจคุณพ่อบุตตารีจึงขอให้ท่านเรียนคำสอนเสียก่อนตามขั้นตอนก่อนเสียก่อน โดยไม่ได้ระบุเวลาอย่างชัดเจนว่าท่านจะได้รับศีลล้างบาปเมื่อใด เพื่อคุณพ่อจะได้มีเวลามากขึ้นในการพิสูจน์ว่า ความตั้งใจของท่านนั้นเป็นความตั้งใจดี

หญิงในวรรณะนยาร์และหญิงรับใช้

ทำให้แต่นั้นมาท่านจึงได้เริ่มเรียนคำสอนที่หมู่บ้านวทักกันกุลัม โดยคอยเดินทางจากบ้านมาพักที่หมู่บ้านนี้อยู่เป็นระยะ ๆ ซึ่งการที่คุณพ่อบุตตารีไม่ยอมให้ท่านรับศีลล้างบาปในทันที ก็นับเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้ท่านได้ไตร่ตรองถึงกระแสเรียกการเป็นคริสตชนของท่านอีกครั้ง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าในเวลานั้นคริสตศาสนาถูกมองว่าเป็นศาสนาของพวกวรรณะต่ำ ที่เป็นวรรณะของพวกใช้แรงงาน ไม่มีหน้ามีตาในสังคม ดังนั้นการที่บุคคลผู้มีวรรณะสูงเช่นท่านตัดสินใจเป็นคริสตัง ย่อมส่งผลโดยตรงต่อสถานภาพทางสังคมของท่าน และชีวิตของท่านในทุก ๆ มิติ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบวรรณะถือเป็นระบบที่มีอิทธิพลในสังคมอินเดียในทุก ๆ มิติ ตั้งแต่ตำแหน่งทางสังคม หน้าที่การงาน เกียรติยศ คู่ครอง หรือการใช้ชีวิตทุกอย่างล้วนกำหนดด้วยวรรณะที่ได้มาแต่กำเนิด และมากกว่าประเด็นเรื่องวรรณะแล้ว การที่ศาสนาซึ่งมีอิทธิพลหลักภายในราชสำนัก คือ ศาสนาฮินดู การที่ท่านเป็นคริสตชนย่อมทำให้การดำเนินชีวิตในเบื้องหน้าของท่านยากลำบากยิ่งขึ้น

แต่การได้เรียนรู้คำสอนต่าง ๆ และได้สัมผัสวิถีคริสตังในชุมชนหลายแห่งรอบหมู่บ้านวทักกันกุลัม ก็ยิ่งทำให้ท่านมั่นใจในกระแสเรียกการเป็นคริสตชนมากขึ้น ท่านยืนยันกับคุณพ่อบุตตารีว่าท่านพร้อมสละตำแหน่งในราชสำนักเพื่อจะรู้จักกับพระเจ้าพระองค์นี้ ยินดีแม้แต่จะต้องเสียผลประโยชน์ทั้งโลกรวมถึงชีวิตเอง ท่านก็ไม่เสียดาย มีครั้งหนึ่งท่านถึงกับกล่าวกับคุณพ่อบุตตารีว่า “คุณพ่อครับ หาได้มีใครบังคับข้าให้มาเป็นคริสตัง ข้านั้นเดินทางมาพบคุณพ่อ ก็เป็นเพราะข้านั้นมีความศรัทธาจริง ที่มิอาจจะมีสิ่งใดมาพรากไปจากใจข้าได้ และข้าเองก็พร้อมยิ่งที่จะสละทุกสิ่งเพื่อสิ่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นมรดกอันมากมีที่ข้าเหลืออยู่ ตำแหน่งแห่งที่ ครอบครัว หรือแม้แต่ชีวิตของข้าเอง”

วัดพระวิสุทธิวงศ์ หมู่บ้านวทักกันกุลัม

ที่สุดเมื่อล่วงได้ 9 เดือนที่ท่านเรียนคำสอน คุณพ่อบุตตารีจึงมั่นใจว่าท่านนั้นมีความเชื่ออันมั่นคง คุณพ่อจึงได้โปรดศีลล้างบาปให้กับท่าน ที่ขณะนั้นมีอายุได้ 32 ปี ในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1745 ณ วัดพระวิสุทธิวงศ์ หมู่บ้านวทักกันกุลัม โดยคุณพ่อบุตตารีได้ให้นามใหม่แก่ท่านเป็นภาษาทมิฬว่า ‘เทวสหยัม’ (เท-วะ-สะ-หะ-ยัม) แปลว่า ‘พระเจ้าทรงช่วยเหลือ’ ซึ่งแผลงมาจากนามนักบุญลาซารัสในพระคัมภีร์ ตามแนวทางการในการทำงานแพร่ธรรมของคณะเยซูอิตในเวลานั้น ที่มีการแปลงนามนักบุญต่าง ๆ เป็นภาษาท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น ‘เปโตร’ เป็น ‘รยับปัน’ ‘เปาโล’ เป็น ‘ชินนัปปัน’ หรือ ‘ยอห์น’ เป็น ‘อรุลัปปัน’

หลังจากนั้นมาท่านก็ปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งคัด ท่านไปร่วมมิสซากับชุมชนคริสตังต่าง ๆ โดยไม่ขัดเขิน ว่าคนที่ร่วมพิธีพร้อมกับท่านนั้นมีชาติกำเนิดมาจากวรรณะไหน ทุกวันท่านโมทนาคุณพระเจ้าเสมอ ที่มอบพระหรรษทานให้ท่านได้เป็นคริสตชน ท่านพยายามอย่างยิ่งที่จะเจริญชีวิตให้ชิดสนิทกับพระเป็นเจ้า ทั้งหมั่นพยายามเดินไปวัด ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของท่านไปถึง 18 ไมล์ เพื่อแก้บาปรับศีล (บางคราวท่านก็เดินทางไปร่วมมิสซาถึงที่หมู่บ้านวทักกันกุลัม ซึ่งในบางครั้งก็เพียงไม่กี่วันแต่บางครั้งท่านก็ไปเป็นแรมเดือน) และอ่านหนังสือเสริมศรัทธาต่าง ๆ ที่พอหาได้ มากกว่าไปกว่านั้นท่านยังขอย้ายเข้าสังกัดในกองทหารคริสตังของกัปตันเดอ ลันโนย ซึ่งยังความประหลาดพระทัยไม่น้อยแก่องค์มหาราชา ที่ทราบว่าท่านนั้นได้เขารีตเป็นคริสตชนและได้ขอเข้าร่วมกองทัพคริสตังอีกด้วย แต่พระองค์มิได้ทรงคาดโทษใด ๆ กับท่าน ท่านจึงยังสามารถรับราชการต่อไปได้

ผังแสดงลำดับชั้นทางสังคมในวรรณะหลักทั้งสี่ของอินเดีย

และยิ่งวิญญาณท่านชิดสนิทกับเบื้องบนมากเพียงใด ดวงใจของท่านก็ยิ่งลุกร้อนไปด้วยไฟแห่งการแพร่ธรรม ยิ่งเมื่อระลึกถึงหนึ่งในหน้าที่ของผู้รับเจิมจากพระคริสตเจ้าทุกคน คือ ‘การเป็นประกาศก’ ท่านยิ่งมีความปรารถนายิ่ง ที่จะนำผู้คนรอบตัวให้มารู้จักกับพระเจ้าองค์นี้ ท่านเริ่มการแพร่ธรรมของท่านจากภรรยาของท่านก่อน หนแรกภรรยาของท่านรับไม่ได้ที่จะต้องถูกครหาว่าเป็นคนในวรรณะต่ำ นางถึงขั้นเอาเรื่องที่ไปปรึกษามารดาของนางเอง ผู้ก็ไม่เห็นด้วยกับความคิดเช่นนี้ แต่ทีละเล็กละน้อยอาศัยพระหรรษทานของพระเจ้า สามเดือนให้หลังท่านก็สามารถทำให้ภรรยาของท่านกลับใจได้สำเร็จ ท่านจึงได้พานางไปรับศีลล้างบาปที่วัดเดียวกันกับท่าน โดยภรรยาของท่านได้รับนามว่า ‘กนานะปู’ ซึ่งแผลงมาจากคำว่า ‘เทเรซา’ และหลังจากนั้นมา ท่านก็ได้ทำให้ทหารหลายนายรวมถึงคนรอบข้างอีกจำนวนหนึ่งกลับใจมาเป็นคริสตชนใหม่

แม้จะไม่ได้รับโทษใด ๆ จากมหาราชามาร์ธันฑะ แต่ในไม่ช้าการปฏิบัติตัวตามแนวคริสตศาสนิกชนของท่าน ก็ทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นภายในกลุ่มข้าราชบริพารในราชสำนัก โดยเฉพาะกลุ่มวรรณะพราหมณ์ ที่ไม่พอใจยิ่งกับพฤติกรรมของท่านใน 3 ประการ ประการแรก คือ ท่านปฏิเสธการร่วมพิธีบูชาในโอกาสต่าง ๆ ที่เทวาลัย รวมถึงปฏิเสธที่จะรับประซาท หรืออาหารที่ผ่านการถวายในพิธีบูชา แล้วเปลี่ยนไปร่วมมิสซาที่วัดแทน ประการสอง คือ ท่านได้สมาคมกับคนในวรรณต่ำ ทั้งสนทนาก็ดีเรื่อยไปจนถึงรับประทานอาหารร่วมกับคนเหล่านั้นโดยไม่ถือตัว และประการสาม คือ ท่านชอบชักชวนให้ผู้คนมาเข้ารีต และมักโต้เถียงในเรื่องความเชื่อที่งมงายและไม่เป็นธรรมกับกลุ่มพราหมณ์ และกลุ่มวรรณะสูง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ขัดหูขัดตากลุ่มวรรณะพราหมณ์ทั้งหลาย เพราะนี่คือการปฏิเสธหลักศาสนาของอาณาจักร และเป็นเสมือนการดูหมิ่นพระเกียรติของมหาราชา โดยเฉพาะการคบหาคนในวรรณะที่ต่ำกว่าอย่างเปิดเผย

ภาพเขียนมหาเสนาบดีรามายณะ 

(ประเด็นเรื่องการคบคนต่างวรรณะ ที่กลายมาเป็นชนวนให้ท่านเสียชีวิตในเวลาต่อมานี้ยังมีข้อโต้เถียงไม่ชัดเจนว่าจริงเท็จประการใด เพราะบทความโดย B R Gauthaman (2012) ซึ่งโจมตีเรื่องการเป็นมรณสักขีของเทวสหยัม ตามแนวทางเชิดชูความเป็นอินเดีย ในฐานะฮินดูสถาน ได้แสดงหลักฐานให้เห็นว่า คริสตชนอินเดียในเวลานั้นก็มีการแบ่งแยกคนจากวรรณะที่เกิดมา โดยเฉพาะที่หมู่บ้านวทักกันกุลัม ที่ท่านรับศีลล้างบาป ก็มีการแบ่งกลุ่มคริสตชนออกเป็นกลุ่มที่มาจากวรรณะสูงและวรรณะต่ำ การแบ่งแยกนี้ถูกอธิบายในประวัติของท่านเช่นกัน แต่ถูกให้คำอธิบายว่าการแบ่งแยกดังกล่าวที่ท่านได้เห็น คือ แรงบันดาลใจในการปฏิบัติตนของท่าน)

บรรดาคนข้าราชบริพารภายในราชสำนัก ซึ่งต่างเป็นคนในวรรณะพราหมณ์และนยาร์ จึงมักว่ากล่าวท่านในเรื่องเหล่านี้ และมักดูแคลนท่านต่าง ๆ นานา โดยเฉพาะมหาเสนาบดีรามายณะ และราชเลขาธิการสิงครัม อันนวี สองข้าราชการผู้เกิดในวรรณะพรามหณ์ ทั้งสองมักดูแคลนว่าชาวคริสต์อย่างที่ท่านเป็นนั้นเป็นพวกชั่วช้า โสมม และขาดเขลา ฝั่งท่านเองก็ใช่จะยอมปิดปากเงียบ น้อมรับคำติเตียนนั้นแต่เพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อถูกวิพากษ์วิจารย์ถึงพฤติกรรมที่ขัดกับหลักศาสนาฮินดู ท่านก็ไม่ยอมลดลาวาศอกให้ใครทั้งสิ้น จนเกิดเป็นการกระทบกระทั่งกันอยู่บ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นครั้งที่ญาติของท่านเชิญพราหมณ์ไปทำพิธีบูชาที่บ้านเกิดท่าน ที่หมู่บ้านนัตตลัม เพื่อเป็นการขอขมากรรมที่ท่านได้ละทิ้งศาสนาของบรรพชน ท่านก็ได้ตำหนิพราหมณ์ผู้นั้น หรือครั้งราชเลขาธิการสิงครัม อันนวี ตำหนิถึงเรื่องการเข้ารีตของท่าน และลั่นวาจาว่าถ้าทำให้ท่านเปลี่ยนใจและขับไล่คริสตศาสนาออกจากอาณาจักรนี้ไม่ได้ เขาก็จะเลิกสวมสายยัชโญปวีต ซึ่งเป็นเครื่องแสดงสถานภาพพรามหณ์นั้นเสีย ท่านก็สวนกลับในทันควันว่าราชเลขาธิการสิงครัมทำไม่ได้ สายยัชโญปวีตเส้นเดียวกันนั้นจะต้องกลายมาสายรั้งสะเอวของท่านแทน

โบสถ์คริสต์ ภายในป้อมอุทยะคีรีของอาณาจักรตราวันคอร์ สร้างโดยกัปตันเดอ ลันโนย

แม้จะมีความขัดแย้งเรื่องแนวทางปฏิบัติดังนี้ ในช่วงปีแรกที่ท่านกลับใจเป็นคริสตชน ก็ไม่ได้มีปัญหาใด ๆ ร้ายแรงเกิดขึ้น เนื่องจากในเวลานั้นมหาราชามาร์ธันฑะก็ทรงมิได้เข้มงวดต่อการนับถือคริสตศาสนาเสียเท่าไร พระองค์ทรงรับเตียงเด็กที่สลักไม้กางเขนที่กัปตันเดอ ลันโนยน้อมเกล้าฯ ถวาย อีกทั้งทรงอนุญาตให้กัปตันนำพระสงฆ์มาอวยพรบ้านของกัปตันได้อย่างเปิดเผย มากไปกว่านั้นในเวลาต่อมาองค์รัชทายาทของมหาราชาก็ยังได้มอบที่ดินผืนหนึ่งให้คุณพ่อบุตตารีสร้างวัดขึ้นได้ในอาณาจักรตราวันคอร์

ทำให้แม้จะมีความไม่พอใจในกลุ่มคนวรรณะสูง นำโดยมหาเสนาบดีรามายณะ และราชเลขาธิการสิงครัม อันนวี ต่อตัวท่าน พวกเขาก็ไม่สามารถจะทำอะไรท่านได้มากไปกว่าการว่ากล่าวตักเตือนด้วยวาจา แต่สถานการณ์ที่คริสตศาสนาค่อย ๆ ได้รับการยอมรับ ภายในอาณาจักรตราวันคอร์ โดยเฉพาะในบริเวณศูนย์กลางของอาณาจักร ก็ยังความไม่สบายใจไม่น้อยแก่กลุ่มคนวรรณะสูงหลายคน ทั้งกลุ่มพระราชวงศ์ก็ดีและกลุ่มข้าราชสำนัก เพราะแท้จริงสถานภาพทางสังคม อำนาจ และทรัพย์สินต่าง ๆ ของพวกเขาต่างอิงแอบกับศาสนาฮินดูผ่านระบบวรรณะ ที่จำกัดสิทธิ อำนาจ และหน้าที่ของบุคคลไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นคริสตศาสนาที่ปฏิเสธในระบบวรรณะ รวมถึงเป็นศาสนาของคนต่างชาติจึงเป็นภัยยิ่งต่อพวกเขา

พระราชวังปัทมะนาภะปุรัม ศูนย์กลางการปกครองอาณาจักรตราวันคอร์

พวกเขาเหล่านี้จึงทำได้แต่เพียงเก็บงำความรู้สึกชิงชังท่านไว้อยู่ภายใน และยิ่งพวกเขาทราบว่าท่านมีสัมพันธ์อันดีกับองค์รัชทายาท ผู้อนุญาตและบริจาคที่ดินสร้างวัดหลังแรกขึ้น ความชิงชังที่ครุกรุ่นก็ยิ่งทวีมากขึ้นตามลำดับ เพราะหากวันใดองค์รัชทายาททรงได้ขึ้นครองบัลลังก์ก็มีแนวโน้มว่า คริสตศาสนาจะได้รับการยอมรับมากขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสถานภาพและอำนาจของพวกเขาดังที่ได้กล่าวไป ดังนั้นการกำจัดท่านให้เร็วที่สุด จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง และจังหวะที่เหมาะสมก็ได้มาถึง ในขณะที่วางรากฐานวัดหลังแรกในอาณาจักรตราวันคอร์กำลังเริ่มขึ้น

เมื่อคุณพ่อบุตตารี ผู้รับผิดชอบการสร้างวัด บนที่ดินซึ่งได้รับพระราชทานจากองค์รัชทายาท ได้เขียนจดหมายมาหาท่าน เพราะคุณพ่อมีความประสงค์จะใช้ซุงในการสร้างวัดบนที่ดินที่ได้รับจากองค์รัชทายาท คุณพ่อจึงใคร่ขอเอกสารอนุญาตจากทางราชสำนักเสียก่อน ท่านจึงได้นำเรื่องนี้ไปแจ้งแก่มหาเสนาบดีรามายณะ ฝั่งมหาเสนาบดีที่ไม่ชอบขี้หน้าท่านเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงได้กล่าวสาปส่งคริสตศาสนา และได้ขู่ว่าจะเนรเทศบรรดาคริสตชนไปให้หมด ฝั่งท่านเองก็ลั่นวาจาตอบกลับไปว่า “ก็เริ่มที่ข้าก่อนสิ ข้ายังเป็นคริสตัง ข้าไม่กลัวคำขู่ของท่านดอก” สิ้นคำตอบในวันนั้น มหาเสนาบดีและราชเลขาธิการที่ชังน้ำหน้าท่าน พร้อมด้วยพระราชวงศ์บางองค์ และข้าราชสำนักบางคน จึงได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะลงดาบปลิดชีวิตท่านเสีย เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม

ภาพเขียนมหาราชามาร์ธันฑะ วาร์มะ

โดยการก่อการในครั้งนี้ คณะผู้ก่อการได้กุ ‘ข่าวเท็จ’ ขึ้นทูลองค์มหาราชามาร์ธันฑะอย่างลับ ๆ กล่าวหาว่าท่านเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการพระราชทานที่ดินให้สร้างวัดขององค์รัชทายาท ทั้งท่านนั้นได้นำความลับทางราชการของอาณาจักรไปขายให้กับชาวตะวันตก พวกเขาจึงใคร่ให้พระองค์ทรงจัดการอะไรบางอย่างกับท่านเพื่อเป็นการปราบปรามอิทธิพลของคริสตศาสนา ที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นในอาณาจักรในทันที เพราะหากองค์มหาราชายังทรงปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไปดังนี้ ไม่ช้าพระราชอำนาจที่พระองค์มีก็จะหายไป มหาราชามาร์ธันฑะเมื่อได้ฟังความดังนั้น ทรงพินิจต่างคำทูลและทรงคล้อยตาม พระองค์จึงมีรับสั่งให้จับกุมท่านในทันที

แต่ก็ใช่ว่าท่านนั้นจะไม่ล่วงรู้ถึงการก่อการ ที่นำโดยมหาเสนาบดีและราชเลขาธิการ เพราะสหายของท่านบางคนได้มาแจ้งท่านถึงเรื่องนี้ แต่ท่านนั้นไม่ได้ประหวั่นกลัว ตรงกันข้ามท่านยังคงเจริญชีวิตในฐานะคริสตชนที่ดี โดยไม่ยอมหนีไปไหน เพราะท่านมองว่าเป็นเรื่องน่าละอายยิ่งนักที่คริสตชนเช่นท่าน จะหลบหนีไปเพียงเพราะแผนการณ์อันแยบคลายของศัตรูต่อศรัทธา โดยในเวลาไล่เลี่ยกับที่ท่านทราบว่ามีกลุ่มคนภายในราชสำนักจะใส่ความท่าน ท่านก็ได้เดินทางไปวัดที่ท่านไปตลอด และเมื่อทราบว่าตัวท่านคงไม่รอดจากการจำคุกในไม่ช้า ท่านก็ได้เดินทางไปยังหมู่บ้านวทักกันกุลัมเพื่อพบและปรึกษาถึงการตัดสินใจในครั้งนี้กับคุณพ่อบุตตารี ฝั่งคุณพ่อบุตตารีเองก็ให้คำแนะนำท่าน ทั้งได้หนุนใจให้ท่านพร้อมเผชิญกับสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า หลังจากนั้นท่านจึงได้ไปเยี่ยมชุมชนคริสตังที่ท่านเริ่มชีวิตใหม่เป็นวันแรก แล้วท่านจึงเดินทางกลับไปบ้าน อันเป็นช่วงเวลาเพียงไม่นานก่อนที่คำสั่งจับกุมท่านได้รับการประกาศ


ฝั่งกัปตันเดอ ลันโนย เมื่อทราบข่าวนี้ ก็ได้เร่งมาพบท่าน เพื่อให้กำลังใจท่านในการยึดมั่นในความเชื่อไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และได้เข้าพบผู้มีอำนาจในราชสำนัก เพื่อขอให้ทบทวนคำสั่งนี้ ก่อนที่เขาจะได้พาท่านไปพบพระสงฆ์เยซูอิต ซึ่งได้โปรดศีลอภัยบาปและศีลมหาสนิทให้ท่าน เพื่อเป็นการเตรียมตัวของท่านให้พร้อมสำหรับความทุกข์ยากที่กำลังจะเกิดขึ้น ฉะนั้นเองดุจประทีปที่ถูกเตรียมไว้อย่างดี เช่นเดียวกับบรรดามรณสักขีทั้งหลายในอดีต ที่ได้เตรียมกายเตรียมใจของตนให้พร้อมต่อการสละชีวิตเพื่อยืนยันความเชื่อ ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1749 หรือสี่ปีให้หลังท่านรับศีลล้างบาป ท่านจึงถูกจับกุมตัวไปพิจารณาตามคดีความ และเพื่อเป็นการป้องกันการแทรกแซงจากตัวกัปตันเดอ ลันโนย มหาราชามาร์ธันฑะจึงเตือนเขาอย่างเด็ดขาดไม่ให้เขาเข้ามายุ่งกับคดีความครั้งนี้ เนื่องจากเป็นกิจของราชสำนัก หาใช่กิจของทหารไม่

ด้วยวัย 36 ปี ท่านที่ได้เตรียมจิตใจของท่านพร้อมมอบชีวิตของตนเป็นมรณสักขีอยู่แล้ว เมื่อถูกนำตัวมาเข้าเฝ้ามหาราชามาร์ธันฑะเพื่อตัดสินคดีความ ท่านจึงยืนหยัดที่จะดำรงความเชื่อในคริสตศาสนา แม้ว่าจะถูกขู่ว่าต้องรับโทษอย่างหนัก หรือจะได้รับบำเหน็จเป็นยศฐาบรรดาศักดิ์ ท่านก็ยินดีที่ยึดมั่นในพระเป็นเจ้าพระองค์นี้ตราบจนวาระสุดท้าย มหาราชามาร์ธันฑะเมื่อเห็นว่าท่านยังคงดื้อรั้นดังนี้ พระองค์จึงได้รับสั่งให้นำตัวท่านไปจำคุกโดยทันทีเพื่อรอประหาร โดยคุกที่ขังท่านนั้นมีขนาดสูงเพียงแค่ 5 ฝ่ามือ มีความกว้างยาวเพียงด้านละ 1 ศอก

ในห้องขังข้ารับใช้พระเจ้าพร้อมด้วยกวีคริสตชนที่ถูกจับได้ร่วม
กันสรรญเสริญและโมทนาคุณพระเจ้าตลอดทั้งคืน ดังปรากฏหลักฐาน
เป็นคำกวีของ ธอมมัน ติรูมุตุ

ท่านได้รับความทุกข์ทรมานอยู่ในคุกนั้นจนถึงรุ่งเช้า มหาราชามาร์ธันฑะจึงมีรับสั่งให้ประหารชีวิตท่าน ท่านจึงถูกนำตัวยังลานประหารด้วยสีหน้ายินดี ผิดกับผู้จะถูกประหารคนอื่น ๆ เพราะท่านทราบว่าในไม่ช้า เมื่อชีวิตของท่านสิ้นสุดลงด้วยเพชรฆาต เพราะความผิดจากความเชื่อ ท่านจะได้รับมงกุฏแห่งมรณสักขี แต่ในขณะที่มงกุฏนั้นอยู่ไม่ไกล ความยินดีของท่านก็ต้องสลายลง เมื่อในขณะท่านมุ่งสู่เกียรติแห่งมรณสักขี มหาราชามาร์ธันฑะก็ได้สั่งระงับการประหารท่าน เนื่องจากมีผู้ได้ทูลพระองค์ว่า หากประหารท่านจะเกิดภัยพิบัติใหญ่หลวงกับอาณาจักร ดังนั้นจากสีหน้าแห่งความยินดีในทีแรก จึงแปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าแห่งความทุกข์ เมื่อท่านต้องถูกพากลับมายังห้องขังเดิม ในเวลาเหล่านั้น ท่านไม่ได้ทูลต่อพระเจ้าว่าให้ทรงช่วยท่านให้รอด แต่ท่านทูลพระองค์ให้ทรงพระเมตตา ทำให้ตัวท่านนั้นควรค่าแก่เกียรติแห่งมรณสักขีมากขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าสีหน้าที่ยินดียามเมื่อก้าวสู่ลานประหาร และสีหน้าที่เศร้าหมองเมื่อรู้ว่าโทษประหารของตนนั้นได้เลื่อนไปของท่านนั้น ยังความประหลาดใจไม่น้อยแก่ผู้คุมนักโทษ

เมื่อรอดจากการประหารท่านก็ไม่ได้ถูกขังแต่เพียงอย่างเดียว เพราะตลอด 16 วันนับจากนั้น ท่านถูกจับสวมมาลัยดอกรักและถูกแห่ประจานไปรอบ ๆ เมืองปัทมนะภาปุรัม พร้อม ๆ กับมีผู้คุมคอยตีกลองเรียกชาวบ้านร้านตลาดตลอดสองข้างทางมาดู และบางครั้งในระหว่างการแห่ พวกผู้คุมก็ใช้ไม้มะขามและไม้ที่มีหนามแหลมเฆี่ยนตีท่านต่อหน้าฝูงชน ซึ่งไม่เพียงเท่านั้นเพื่อเป็นการทรมานท่าน พวกผู้คุมยังบังคับท่านยืนตากแดด กินข้าวหุงสุกเพียงหยิบมือ ดื่มน้ำจากน้ำขัง และยังเอาผงเครื่องเทศที่มีฤทธิ์ร้อนมาทาไปทั่วตัวของท่าน ด้วยวิธีแบบแห้งและแบบละลายน้ำ


คุณพ่อบุตตารีบันทึกว่า “ทุกวันพวกผู้คุมเอาผงเครื่องเทศที่มีฤทธิ์ร้อนจำนวนมากมาทาตลอดทั้งใบหน้าและร่างกายของเขา หลังจากนั้นเมื่อพวกเขาได้เฆี่ยนตีที่หลังของเขาจนเป็นแผลหลายจุดด้วยไม้หนาม พวกเขาก็จะนำผงเครื่องเทศดังกล่าวมาทาไปทั่วแผลนั้น ตามรูปแบบการทรมานอันน่าสยดสยองซึ่งใช้กันในดินแดนแห่งนี้ ซึ่งจะทำให้ผู้รับโทษรู้สึกแสบร้อนไปทั่วเหมือนถูกจุดไฟเผา มากไปกว่านั้นพวกเขายังได้โยนผงเครื่องเทศดังกล่าวใส่กองไฟ และจับหัวของเหยื่อผู้น่าสงสารกดลงไปใกล้กองไฟเพื่อสูดควันที่เกิดขึ้นอีกด้วย” นอกเหนือจากนี้ในบางครั้งที่ท่านลืมตาระหว่างสวดภาวนา พวกผู้คุมยังเอาผงเครื่องเทศซดังกล่าวใส่ตาของท่านอีกด้วย

บางครั้งในการแห่ประจานตลอด 16 วัน พวกผู้คุมก็ให้ท่านขึ้นนั่งบนหลังกระบือ ซึ่งถือกันว่าเป็นพาหนะของพระยม (เทพแห่งความตายในศาสนาฮินดู) ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติต่ออาชญากรอันเป็นที่นิยมในบริเวณนั้น โดยแง่หนึ่งสัญญะของเลือกให้นักโทษนั่งบนหลังกระบือ ยังตีความได้ถึงความหมายของกระบือ ในฐานะสัตว์ ซึ่งเป็นตัวแทนของอวิชชา ความมัวเมา และความหลงผิดดังที่ปรากฏในฐานะ ‘มหิษาสูร’ อสูรกระบือ ผู้ถูกปราบโดยนางทุรคาก็เป็นไปได้ โดยในการแห่ด้วยกระบือแต่ละครั้ง ผู้คุมจะนำตัวท่านที่ถูกมัดมือไพล่หลังขึ้นนั่งบนหลังกระบือ โดยได้ยึดหรือให้ท่านยึดอะไรไว้กับตัวกระบือ ดังนั้นในบางครั้งในระหว่างแห่ ท่านก็พลัดตกจากหลังกระบือบ้าง หรือโดนกระบือสลัดท่านจนตกจากหลังบ้าง จนยังความทุกข์ทรมานแก่กายของท่านเป็นอันมาก


แต่ไม่ว่าท่านจะถูกทรมานทางร่างกายเช่นไร หรือถูกทรมานทางจิตใจด้วยคำสบประมาท คำเย้ยหยันจากผู้คนที่ออกมาดูท่านถูกแห่ประจาน ทุกวันตลอดการทรมานท่านยังคงยังจิตใจของท่านขึ้นหาพระเจ้า สวดภาวนาและสรรเสริญพระองค์ในทุก ๆ เวลา เพราะท่านตระหนักรู้ดีว่าอีกประเดี๋ยว ท่านก็จะได้รับเกียรติมงคลอันรุ่งเรืองในสวรรค์ ท่านจึงไม่ได้เศร้าโศกเสียใจที่ตนนั้นต้องตกอยู่ในสภาพ ‘นักโทษ’ เช่นนี้ เพราะหลักชัยที่รออยู่นั้นช่างใหญ่ยิ่งกว่านัก และแท้จริงเมื่อพันกว่าปีที่ผ่านมา พระเจ้าพระองค์เดียวกันกับท่านเชื่อ ก็ทรงได้บังเกิดเป็นมนุษย์และได้รับทัณฑ์โทษด้วยความอยุติธรรมในทำนองเดียวกับท่าน เพื่อเป็นบูชาใช้โทษบาปแทนสิ่งสร้างของพระองค์

ต้องขอกล่าวเท้าความในเวลาเดียวกันกับที่ท่านถูกจับกุมตัวนั้น อาณาจักรตราวันคอร์ก็ได้เริ่มการเบียดเบียนคริสตชนอย่างหนัก ในพื้นที่ลึกเข้ามาจากชายทะเล โดยในเวลานั้นมีคริสตชนจำนวนมากถูกลงโทษและเสียค่าปรับเป็นจำนวนมาก จนเป็นผลให้คริสตชนบางส่วนจึงเลือกที่จะหนีขึ้นไปอาศัยตามหุบเขา แต่บ้างก็เลือกที่จะหลบหนีออกจากอาณาจักร และบ้างก็เลือกที่จะละทิ้งความเชื่อเพื่อรักษาชีวิต (ก่อนที่ในระยะต่อมาเมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง อดีตคริสตชนเหล่านี้บางส่วนจึงกลับมาเป็นคริสตชนดังเดิม) หนึ่งในนั้นก็คือ ภรรยาของท่าน (เรื่องนี้ยังความทุกข์ใจให้ท่านเป็นอันมาก) แต่เมื่อเทียบแล้ว คริสตชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ก็เลือกที่จะรักษาความเชื่อ และเผชิญหน้ากับการกดขี่ข่มเหงอย่างอธรรมนี้ด้วยความกล้าหาญ

มหาราชามารืธันฑะทรงประกอบพิธีถวายอาณาจักรแด่พระวิษณุ ใน ค.ศ. 1750
เพราะพระองค์ได้รับการสนับสนุนการขึ้นค
รองราชย์จากกลุ่มไวษณพนิกาย

การกดขี่ต่าง ๆ ยังรวมถึงการออกภาษีพิเศษเพิ่มเติมสำหรับคริสตชน ซึ่งก็คริสตชนจำนวนหนึ่งก็ปฏิเสธที่จะเสียภาษีเพิ่มเติมนี้ ท่านที่ถูกจำคุกอยู่จึงถูกตั้งข้อหาว่าเป็นผู้ยุยงให้บรรดาคริสตชนไม่ยอมเชื่อฟังมหาราชา ดังนั้นมหาราชามาร์ธันฑะที่เกรงว่าท่านจะเป็นภัยต่อพระราชอำนาจของพระองค์ จึงได้มีรับสั่งให้ประหารชีวิตท่านเป็นครั้งที่ 2 แต่ยังไม่ทันจะได้ลงมือประหาร ขณะท่านถูกนำตัวไปยังหมู่บ้านกุซุมาอิกกัด ซึ่งเป็นสถานที่ประหารชีวิต มหาราชามาร์ธันฑะก็ทรงเปลี่ยนพระทัย (อนึ่งพระองค์อาจยังทรงเชื่อในคำทำนายเดิม) ระงับการประหารครั้งนี้ของท่านลง ท่านที่มีความยินดีในทีแรกที่ทราบว่าตนนั้นจะถูกประหารชีวิตเสียที จึงกลับมามีความทุกข์ใจอีกครั้งเช่นเดียวกับในคราวแรก

อนึ่งตามธรรมเนียมของอาณาจักรตราวันคอร์ นักโทษที่ถูกจำคุกยังต้องถูกแห่ประจานไปตามหัวเมืองต่าง ๆ อีก 75 หัวเมืองทั่วอาณาจักร เพื่อรับโทษแตกต่างกันไปตามแต่เจ้าเมืองเมืองนั้นจะมีคำสั่ง ดังนั้นภายหลังจากการแห่ประจานรอบเมืองปัทมนะภาปุรัมเป็นเวลาถึง 16 วัน ท่านจึงถูกได้พาแห่ประจานตามหัวเมืองต่าง ๆ เหล่านั้นต่อ โดยพยายามใช้เส้นทางที่ผ่านหมู่บ้านคริสตชนใหม่ เพื่อเป็นการเตือนกลาย ๆ ถึงผลของการเป็นคริสตชนไปพร้อม ๆ กัน และแน่นอนว่าตลอดการเดินทางนั้น พวกผู้คุมยังคงเฆี่ยนตีท่าน เอาผงเครื่องเทศทาตัวท่าน จับท่านนั่งบนหลังกระบือ รวมถึงทรมานท่านด้วยวิธีต่าง ๆ อยู่เสมอ เช่นครั้งหนึ่งที่ท่านกระหายน้ำ พวกเขาก็ได้นำน้ำทะเลมาให้ดื่ม ซึ่งท่านเองก็ยังคงน้อมรับความทุกข์ยากเหล่านั้นด้วยความยินดีดังเดิม โดยที่มีประจักษ์พยานคือบรรดาชาวบ้านต่างรวมตัวกันในทุกที่ ที่ท่านเดินทางไป

รอยข้อศอกของท่าน ที่ปุลิยูร์กุริชี

ในช่วงการแห่ประจานนี้ นอกจากผู้คุมจะตีฝ่าเท้าท่านวันละ 30 ครั้งตามคำสั่งมหาราชาแล้ว ในเจ้าเมืองบางองค์ยังได้ทรมานท่านได้ด้วยวิธีการพิศดาร เพื่อให้ท่านยอมละทิ้งความเชื่อ อาทิเช่น จับท่านขังไว้ในคุกที่เต็มไปด้วยมดแดง จับท่านขังไว้คุกร่วมกับงูพิษและแมงป่อง และจับท่านขังไว้ในห้องที่มีหม้อต้มพริกสองถึงสามใบ หรือตั้งไฟให้เดือดจัดอยู่รอบ ๆ เพื่อให้ท่านหายใจได้ลำบาก กระนั้นก็ตามไม่ว่าจะต้องเผชิญความทุกข์ทรมานรูปแบบใด ท่านก็ยังคงหนักแน่นในความเชื่อโดยตลอด และพระเป็นเจ้าก็ทรงกระทำอัศจรรย์ให้ท่านสามารถมีชีวิตรอดจากการทรมานเหล่านั้นมาได้ ดุจเดียวกับที่พระองค์ทรงกระทำบรรดามรณสักขีในยุคแรก

มีตำนานเล่าต่อกันมาในระหว่างการเดินทางครั้งนั้น เมื่อพวกผู้คุมได้นำท่านเดินทางมาถึงพะลานหินแห่งหนึ่งที่เรียกกันว่า ‘ปุลิยูร์กุริชี’ ท่านได้เกิดกระหายน้ำ แต่ผู้คุมนั้นกลับเอาน้ำที่สกปรกมาให้ท่านดื่ม ท่านจึงได้เริ่มสวดวิงวอนต่อพระเจ้าทั้งน้ำตา และได้ใช้ข้อศอกของท่านกระทุ้งพะลานหินนั้นสองสามที พลันบริเวณที่ท่านใช้ศอกกระทุ้งนั้นก็เกิดเป็นตาน้ำผุดขึ้นมาให้ท่านได้ดื่มดับกระหาย ซึ่งเมื่อท่านได้ดื่มน้ำจากตาน้ำที่เกิดขึ้นนี้จนมีกำลังวังชาขึ้นแล้ว ตาน้ำดังกล่าวก้ไม่ได้หยุดไหลลง ตรงกันข้ามตาน้ำที่พะลานหินนั้นยังคงมีน้ำอยู่ตลอดตราบถึงทุกวันนี้ และได้กลายเป็นประจักษ์พยานถึงเรื่องราวของท่าน รวมถึงสถานที่แสวงบุญสำคัญอีกแห่งของคริสตชนชาวอินเดีย

บริเวณที่ท่านถูกมัดไว้กับต้นสะเดา ที่หมู่บ้านเปรุวิลัย 
เชื่อกันว่าในอดีตใบสะเดาจากต้นดังกล่าวสามารถรักษาโรคได้

หลังจากได้หยุกพักที่ปุลิยูร์กุริชีแล้ว ท่านจึงได้ถูกนำตัวเดินทางต่อไปเรื่อย ๆ กระทั่งมาถึงหมู่บ้านเปรุวิลัย อันเป็นสถานที่ตั้งเทวาลัยพระศิวะ ซึ่งเคยได้แสดงอัศจรรย์รักษาอาการเจ็บพระอุทรของมหาราชามาร์ธันฑะ พวกผู้คุมจึงนำตัวท่านไปล่ามโซ่ไว้กับต้นสะเดาต้นหนึ่งในท่ายืน แล้วทิ้งท่านไว้ในท่านั้นไม่ให้ไปไหน ไม่ว่าจะแดดจะออก ฝนตกจะตก พระอาทิตย์จะขึ้น หรือพระอาทิตย์จะตก พร้อมทั้งได้ส่งตัวท่านให้อยู่ภายใต้การกำกับของเพชรฆาต เพื่อรอพระราชโอการประหารต่อไป โดยการทรมานกินเวลานานถึง 7 เดือน ซึ่งตลอด 7 เดือนนี้ ท่านยังถูกบังคับให้ต้องอดอาหารอีกด้วย แต่ก็ใช่ว่าตลอดเจ็ดเดือน ท่านจะอยู่ในสภาพนั้นโดยตลอด เพราะนานวันเข้าโซ่ที่รัดท่านก็คลายลงบ้าง และพวกผู้คุมที่ยังดูแลท่านอยู่ ก็ได้ตัดเอาใบมะพร้าวมาทำเป็นเพิง ให้ท่านพอใช้หลบแดดหลบฝนได้บ้าง

พระคุณเจ้าเคลเมนต์ โฮเซ โกลาโก เลยเตา พระสังฆราชแห่งสังฆมณฑลโคชิน ซึ่งขณะนั้นมีเขตปกครองทางฟากตะวันตกของอินเดียตั้งแต่รัฐเกรละเรื่อยไปจนถึงเมืองกันยากุมารีและเกาะศรีลังกา นอกจากนี้ยังดูแลดินแดนแพร่ธรรมในฟากตะวันออกของอินเดียบางแห่งอีกด้วย ได้เขียนรายงานเรื่องการเป็นมรณสักขีของท่าน ให้พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 14 ในโอกาสเข้าเฝ้าถวายรายงานการดำเนินงานสังฆมณฑลประจำปี หรือ อัด ลิมินา โดยให้ข้อมูลในส่วนของท่าที่ท่านถูกมัดแตกต่างจากข้อมูลที่ระบุว่าท่านถูกมัดใน ‘ท่ายืน’ เป็น ‘ท่านั่ง’ ดังนี้ “เป็นเวลาที่เจ็ดเดือนได้ ที่เขาถูกนำตัวมาไว้ที่ใต้ต้นไม้นั้น โดยที่ขาทั้งสองข้างถูกใส่ตรวนและลำตัวถูกรัดตรึงไว้ด้วยโซ่กับลำต้น ทำให้เขาไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ ไม่ว่าจะเป็นการลุก หรือการขยับไปด้านข้าง คงทำได้แต่นั่งและนอนพิงไปกับลำต้น”

"เป็นเวลาเจ็ดเดือนได้ ที่เขาถูกนำตัวมาไว้ที่ใต้ต้นไม้นั้น..."

เช่นเดิมแม้จะได้รับความทรมานทางกายอย่างยาวนาน ตลอดช่วงเวลา 7 เดือนที่หมู่บ้านเปรุวิลัย ท่านยังคงยึดมั่นในความเชื่อ ทุกวันท่านยังคงรำพึงภาวนายกจิตใจเข้าส่วนกับพระเป็นเจ้าในสวรรค์อยู่มิได้ขาด และสวดภาวนาสั้น ๆ ในระหว่างวันมิได้ขาด พระคุณเจ้าเลยเตายังได้บันทึกไว้อีกว่า ในเวลานี้ท่านยังมีวัตรปฏิบัติ คือ การอดอาหารในทุกวันศุกร์และวันเสาร์ เพื่อถวายเกียรติต่อพระคริสตเจ้า ผู้ทรงสิ้นพระชนม์ และพระนางมารีย์ พระมารดาพระเจ้า ซึ่งเป็นการอดอาหารที่อยู่นอกเหนือการบังคับของพระศาสนจักรอีกด้วย (สันนิษฐานว่าท่านคงปฏิบัติดังนี้มาตั้งแต่รับศีลล้างบาปเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน)

ไม่เพียงเท่านั้นระหว่างอยู่ที่หมู่บ้านเปรุวิลัย ท่านยังมีโอกาสได้ติดต่อคุณพ่อบุตตารีอยู่เรื่อย ๆ ผ่านคนส่งสาส์นและจดหมาย ซึ่งไม่ว่าคุณพ่อจะได้แนะนำสิ่งใดมา ท่านก็ได้นบนอบเชื่อฟังคำดังกล่าวอยู่ตลอด และท่านยังมีโอกาสได้พบพระสงฆ์ท่านอื่น ๆ อีกสามครั้ง ที่ได้ลอบเดินทางมาพบท่านในตอนกลางคืน ซึ่งในโอกาสอันมีค่านี้ ท่านได้ขอรับศีลอภัยบาป และได้รับศีลมหาสนิท ซึ่งช่วยชุบชูกำลังฝ่ายจิตท่านให้พร้อมเผชิญกับความทุกข์ที่รออยู่ในวันข้างหน้า นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอีกว่า ครั้งหนึ่งในเวลากลางวัน พระสงฆ์องค์หนึ่งยังได้ลอบนำศีลมหาสนิทมาส่งให้ท่าน และตัวท่านเองก็มีความปรารถนาให้พระสงฆ์เดินทางมาส่งศีลมหาสนิทให้ท่านบ่อย ๆ แต่ในท้ายที่สุดความปรารถนาดังกล่าวก็ไม่อาจเป็นจริง

ท่านได้เปลี่ยนสถานที่แห่งความสิ้นหวัง เป็นสถานทที่แห่งความหวัง

โดยจากข้อมูลที่สืบค้นได้ สันนิษฐานได้ว่าว่าพระสงฆ์ที่มาเยี่ยมท่านในเวลานี้ คือ คุณพ่อฟรังซิสโก ปีเมนเตล พระสงฆ์คณะเยซูอิต หัวหน้างานแพร่ธรรมในเขตมาดูไร (ทมิฬ) ซึ่งท่านได้แบ่งปันถึงความสุขอันยิ่งใหญ่ ที่ตัวท่านนั้นได้รับพระหรรษทานที่จะรับความทุกข์ทรมานเพื่อพระคริสตเจ้า และคุณพ่อโทมัสโซ เด โฟนเซกา พระสงฆ์เยซูอิต ประจำวัดนักบุญฟรังซิส เซเวียร์ หมู่บ้านก๊อตตาร์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านเปรุวิลัย ที่มีข้อมูลระบุว่าได้เดินทางมาประกอบพิธีมิสซาและส่งศีลให้ท่านในเวลากลางคืน

เป็นเวลานี้เช่นเดียวกัน ที่เมื่อข่าวท่านถูกจับตรึงไว้กับต้นสะเดาแพร่ออกไป ชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่อาศัยอยู่โดยรอบหมู่บ้านเปรุวิลัย ก็เริ่มพากันเดินทางมาของคำภาวนาจากท่าน ซึ่งด้วยจิตวิญญาณของประกาศกที่ไม่เคยดับมอดไป ท่านจึงได้ใช้โอกาสเหล่านี้แพร่ธรรมอีกครั้ง โดยเมื่อท่านมีโอกาสได้พูดคุยกับบุคคลใด ท่านจะสอดแทรกเรื่องราวของพระมหาทรมาน ที่พระคริสตเจ้าพระบุตรของพระเจ้าทรงได้รับ เพื่อไถ่โทษมนุษย์โลกลงไปให้บุคคลนั้น ๆ ได้ฟัง และไม่เพียงเท่านั้นในโอกาสอื่น ๆ ท่านยังได้ให้ชาวบ้านคนหนึ่งช่วยอ่านพระคัมภีร์ให้ท่านและผู้ที่มาเยี่ยมท่านได้ฟังอีกด้วย

ตัวอย่างสำเนารายงานเรื่องการเป็นมรณสักขีของเทวสหยัม 
ต่อพระสันตะปาปา เขียนโดยพระคุณเจ้าเลยเตา

ดังนั้นในไม่ช้าร่มสะเดาที่เคยเป็นสถานที่แห่งความสิ้นหวัง จึงค่อย ๆ ถูกคนธรรมดาคนหนึ่งเปลี่ยนให้กลายเป็นสถานที่แห่งความหวัง เฉกเช่นวัดหลังน้อยที่คอยต้อนรับทุกคนที่เหน็ดเหนื่อยและมีภาระหนัก ให้ได้มารับความบรรเทาใจผ่านชายธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่ถูกตราหน้าว่าเป็น ‘อาชญากร’ โดยหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ได้มารับความบรรเทาใจจากร่มสะเดานี้ คือ ‘เพชรฆาต’ ที่ดูแลท่าน โดยเขาพร้อมภรรยาได้พากันมาให้ท่านอวยพรและสวดภาวนาให้ความประสงค์หนึ่งนั้นสำเร็จไป ซึ่งเมื่อท่านได้ทราบความต้องการของทั้งสอง ท่านก็ไม่ได้ปฏิเสธพวกเขา หรือโกธรเคืองต่อความอยุติธรรมที่เขาได้ปฏิบัติต่อท่าน ตรงข้ามท่านได้สนทนาและได้ให้ความมั่นใจกับพวกเขาว่า พระเจ้าจะทรงสดับฟังคำภาวนานี้ และไม่นานความประสงค์ของทั้งสองก็บรรลุผล ทำให้แต่นั้นมาเพชรฆาตที่ดูแลท่าน จึงมีความเห็นใจในตัวท่านมากขึ้น เช่นเดียวกับบรรดาผู้คุม

และด้วยความเห็นใจนี้เอง ครั้งหนึ่งทั้งเพชรฆาตแลผู้คุม จึงได้เสนอโอกาสให้ท่านหลบหนี โดยที่พวกเขาจะแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสีย แล้วให้ท่านหหลบหนีออกไป ฝั่งท่านที่ได้รับข้อเสนอดังกล่าวจึงได้นำเรื่องนี้ปรึกษากับกัปตันเดอ ลันโนย และคุณพ่อบุตตารี ซึ่งทั้งสองก็มีความเห็นตรงกันว่าการหลบหนีนั้นเป็นเรื่องขาดเขลา และสนับสนุนให้ท่านนั้นเผชิญกับความตายเพราะความเชื่ออย่างกล้าหาญต่อไป ดังนั้นเมื่อได้รับการหนุนใจจากทั้งสอง กอปรกับคำตอบที่ได้รับจากการรำพึงภาวนา ท่านจึงปฏิเสธโอกาสที่จะหนีในครั้งนี้ และยินดีที่จะถวายชีวิตตัวตามมรรคาของบรรดามรณสักขีต่อไป

หลุมศพนางกนานะปู ที่หมู่บ้านวทักกันกุลัม

การที่ประชาชนจำนวนมากต่างพาเดินทางไปพบท่านหมู่บ้านเปรุวิลัย เพื่อขอคำภาวนาจากท่าน จนเป็นโอกาสให้ท่านได้แพร่ธรรม ทำให้ในที่สุดมหาราชามาร์ธันฑะจึงมีบัญชาให้เนรเทศท่านไปยังคุกตำบลอรัลไวโมศี ตำบลชายแดนทางตะวันออกของอาณาจักร ซึ่งติดกับอาณาจักรมาดูไรอย่างลับ ๆ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ประชาชนมาพบท่านได้ แต่ทันทีที่ท่านมาถึง ต. อรัลไวโมศี ข่าวการมาถึงของท่านก็แพร่ไปตามหมู่บ้านคริสตชนโดยรอบ ดังนั้นทุกวันจึงประชาชนมากหน้าหลายตาเดินทางมาพบท่านเช่นที่หมู่บ้านเปรุวิลัย ดังปรากฏบันทึกถึงปริมาณผู้คนที่มาเยี่ยมท่านว่า “มีจำนวนมากเสียจนที่ตรงนั้น เหมือนเป็นที่จัดงานเทศกาลมากเสียกว่าเป็นสถานที่อันโดดเดี่ยว”

หนึ่งในบรรดาผู้ที่มาพบท่านในเวลานั้นรวมถึง ‘นางกนานะปู’ ภรรยาของท่านที่ได้ละทิ้งความเชื่อในคริสตศาสนาไปอยู่ระยะหนึ่ง ท่านจึงได้มีโอกาสปลอบประโลมใจภรรยาผู้เป็นทุกข์ และได้หนุนใจให้เธอวางใจในการทรงนำของพระเป็นเจ้าต่อไป ทั้งได้แนะให้เธอนั้นย้ายไปอาศัยที่หมู่บ้านวทักกันกุลัมเสียเพื่อความปลอดภัย นางกนานะปูจึงได้อำลาสามีทั้งน้ำตา การจากลาครั้งนี้ นับเป็นการจากลาครั้งสุดท้ายระหว่างนางกับท่านอย่างแท้จริง แม้เราไม่อาจล่วงรู้ได้ถึงเรื่องราวของนางต่อไป แต่อาจจินตนาการได้ว่า ในเวลาไล่เลี่ยกับที่นางนั้นได้ออกเดินทางออกจากอาณาจักรตราวันคอร์ ท่านก็ได้ออกเดินทางเช่นกัน แต่การเดินทางครั้งนี้ของท่านไม่ใช่การเดินทางไปที่ใดในโลก แต่คือการเดินทางไปยัง ‘สวรรค์’ ในฐานะ ‘มรณสักขี’ ตามที่ท่านปรารถนา

คุกที่เคยใช้ขังท่าน ณ ต. อรัลไวโมศี

เมื่อมหาเสนาบดีและราชเลขาธิการ ซึ่งเป็นผู้นำคณะก่อการในการจับท่านจำคุก เห็นว่าแม้จะเนรเทศท่านไปไว้ที่คุกตำบลอรัลไวโมศี ผู้คนจำนวนมากยังคงเดินทางไปหาท่านอยู่ตลอด จนกลายเป็นโอกาสให้ท่านได้แพร่ธรรม ดังนั้นการฝืนปล่อยให้ท่านมีชีวิตอยู่ต่อไปคงจะไม่เป็นการดีแน่ ฉะนั้นเพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้คริสตศาสนาเติบโตยิ่งขึ้นในอาณาจักร ทั้งสองจึงได้ตัดสินใจนำเรื่องนี้ขึ้นทูลมหาราชามาร์ธันฑะให้ทราบ มหาราชามาร์ธันฑะเมื่อทรงพิจารณาตามคำทูล ก็ทรงเห็นด้วย พระองค์จึงได้มีรับสั่งให้เปลี่ยนกลุ่มผู้คุมตัวท่านเสียใหม่ โดยให้เอากลุ่มที่ไม่ชอบคริสตศาสนาเป็นทุนเดิมไปคุมแทน และได้มีรับสั่งให้ประหารท่านอย่างลับ ๆ ในเร็ววัน

ดังนั้นในเวลาต่อมา เมื่อกลุ่มผู้คุมชุดใหม่ได้เดินทางมาแทนที่กลุ่มผู้คุมชุดเดิมแล้ว ในกลางดึกของคืนวันที่ 14 มกราคม ค.ศ. 1752 ในยามราตรีที่ทุกคนต่างหลับไหล ผู้คุมจึงได้ปลุกท่านและได้สั่งให้ท่านเดินออกมาจากห้องขัง ท่านที่ในคืนนั้นมีอาการกระสับกระส่ายตลอดคืนทั้งในระหว่างการภาวนา เรื่อยมาจนถึงตอนนอน เมื่อถูกปลุกให้ลุกขึ้น ก็ตระหนักได้ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า ท่านจึงได้กล่าวกับรรดาผู้คุมว่า “เจ้าไม่จำเป็นต้องเสแสร้งอันใด ข้ารู้ว่าเจ้าจะพาตัวข้าไปไหน ไปกันเถิด” จากนั้นท่านจึงได้ถูกบรรดาผู้คุมนำตัวไปยังชายป่าเมืองอรัลไวโมศี ซึ่งเป็นบริเวณที่เป็นป่ารกชัฏ บริเวณเนินเขาเล็ก ๆ ที่เรียกกันว่า ‘กัตตะทิมาลัย’ แปลว่า ภูเขาที่ลมพัดแรงอยู่ตลอด


เนื่องจากปฏิบัติการนี้เป็นไปอย่างลับ ๆ และต้องแข่งกับเวลาเพื่อมิให้มีใครล่วงรู้ว่าท่านนั้นได้หายไปไหน พวกผู้คุมเมื่อเห็นว่าท่านนั้นเดินได้ไม่ไวดังใจตน (เพราะมีตรวนที่ล่ามอยู่) จึงได้พากันหาไม้ท่อนหนึ่งขนาดยาวพอดี เอามาสอดระหว่างข้อเท้าและข้อมือของท่านที่มีตรวน แล้วแบกท่านที่อยู่ท่านอนหงายไม่ต่างอะไรจากสัตว์ มุ่งตรงไปยังกัตตะทิมาลัยด้วยความรวดเร็ว จนลุถึงที่หมายพวกคุมจึงได้นำไม้นั้นออก ท่านจึงได้ขอเวลาสวดภาวนา ฝั่งพวกคุมก็ได้อนุญาต ท่านจึงได้เริ่มสวดภาวนาที่พะลานหินด้านบริเวณนั้นอยู่ชั่วขณะ ยกถวายวิญญาณของท่านแด่พระเป็นเจ้าในโลกนี้เป็นครั้งสุดท้าย (บริเวณดังกล่าวในปัจจุบันก็ยังคงปรากฏรอยหัวเข่าทั้งสองข้าง และรอยข้อศอกข้างหนึ่งของท่านอยู่เป็นประจักษ์พยานตราบถึงทุกวันนี้)

เมื่อสงบจิตได้ระยะหนึ่ง ท่านจึงได้แจ้งกับผู้คุมว่า บัดนี้ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ของท่านลุล่วงแล้ว และพวกผู้คุมก็สามารถปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายต่อได้ ผู้คุมจึงได้ให้ท่านนั้นขึ้นไปยังเนินเขาขนาดไม่สูงมากนัก ฝั่งบรรดาผู้คุมก็ได้ขึ้นไปยังหินอีกก้อน และเมื่อเห็นว่าท่านขึ้นไปถึงยังตำแหน่งที่กำหนดแล้ว บรรดาผู้คุมจึงได้ใช้ปืนที่เตรียมมาสังหารท่านในทันที ผลปรากฏว่าในการยิงหนแรกกระสุนสามนัดได้ถูกท่านในทันที แต่กระสุนทั้งสามก็มิได้ทำให้ท่านเสียชีวิตในทันที พวกผู้คุมจึงได้ยิงท่านเป็นหนที่สองอีกสองนัด ท่านจึงได้ล้มลงพร้อมเปล่งเสียงว่า “พระเยซู ช่วยลูกด้วย” แต่ท่านก็ยังมิได้สิ้นใจในทันที ท่านยังคงมีแรงเปล่งพระนามของพระเยซูเจ้าและแม่พระซ้ำไปซ้ำมาอยู่ พวกผู้คุมที่มาตรวจสอบเมื่อเห็นเป็นดังนั้นจึงได้ยินท่านเป็นหนที่สามอีกสองนัด ท่านจึงถึงแก่มรณกรรมในฐานะ ‘มรณสักขี’ สมดังตั้งใจ ด้วยอายุ 40 ปี หรือภายหลังท่านรับศีลล้างบาปได้เพียงเจ็ดปี และถูกจำคุกมาได้สามปี

รอยหัวเข่าและข้อศอกของท่าน ณ กัตตะทิมาลัย

เมื่อมั่นใจว่าท่านได้สิ้นใจเป็นที่แน่นอนแล้ว พวกผู้คุมจึงได้ช่วยกันกลิ้งร่างของท่านลงไปหลบไว้หลังพุ่มไม้ที่ด้านล่าง เพื่อปล่อยให้ร่างของท่านนั้นกลายเป็นอาหารของสัตว์ป่าในบริเวณดังกล่าว ก่อนจะพากันเดินทางกลับไปยังคุกเมืองอรัลไวโมศี แต่ในเช้าวันต่อมาเมื่อชาวบ้านที่เดินทางมาพบท่าน ไม่พบตัวท่านอยู่ในคุก ทุกคนจึงคาดเดาได้ว่าท่านน่าจะได้เสียชีวิตลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บรรดาพระสงฆ์มิชชันนารีที่ทราบข่าวจึงได้เร่งเดินทางมาพบผู้คุม และได้เสนอเงินเพื่อแลกกับตรวนที่ใช้ล่ามท่านตลอดสามปี แต่บรรดาพระสงฆ์มิชชันนารีก็ยังไม่สามารถเข้าใกล้ร่างของท่านได้ในทันที เนื่องจากมีทหารได้คอยเฝ้าอยู่ไม่ไกล จนล่วงได้ห้าวันภายหลังคืนที่มีการสังหารท่าน บรรดาพระสงฆ์มิชชันนารีจึงสามารถเดินทางไปยังสถานที่สังหารท่าน และพบเพียงกระดูกของท่านเท่านั้น

บรรดาพระสงฆ์มิชชันนารีจึงได้รวบรวบกระดูกที่เหลือของท่านนั้นกลับมา และได้นำไปฝังไว้ที่หน้าพระแท่นวัดนักบุญฟรังซิส เซเวียร์ ก๊อตตาร์ ต. เนเยกอยล์ เมืองกันยากุมารี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ถูกสงวนไว้สำหรับร่างของพระสังฆราชและ ‘นักบุญ’ และเพื่อเป็นเกียรติแด่วีรกรรมอันกล้าหาญนี้ พระคุณเจ้าเลยเตา พระสังฆราชแห่งสังฆมณฑลโคชินจึงได้ให้มีการขับร้องบทเพลงเตเดอุมในวัดทุกแห่งในสังฆมณฑลพร้อมกัน เพื่อโมทนาคุณพระเจ้าต่อมรณกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้เกิดขึ้นในเขตความดูแลของสังฆมณฑลในเวลานั้น ทั้งตัวพระคุณเจ้ายังได้เทศน์สดุดีวีรกรรมของท่าน และได้เขียนรายงานเรื่องนี้ถวายพระสันตะปาปาในเวลาต่อมา

หลุมฝังศพของท่านภายในวัดนักบุญฟรังซิส เซเวียร์ ก๊อตตาร์
(ปัจจุบันเป็นอาสนวิหารสังฆมรฑลก๊อตตาร์)

มีคำกล่าวว่า “หากการแพร่ธรรมของนักบุญฟรังซิส เซเวียร์ เป็นปัจจัยหลักให้เกิดการกลับใจของผู้คนตามแนวชายฝั่งฉันใด ปรากฏการณ์ของเทวสหยัม พิลัยก็เป็นองค์ประกอบสำคัญในกระบวนการกลับใจของผู้คน ที่อาศัยอยู่ตอนในเช่นกัน” เหตุว่าการที่ท่านถูกพาแห่ประจานจากหมู่บ้านหนึ่งไปยังหมู่บ้านหนึ่ง และได้จบชีวิตลงเช่นมรณสักขี ไม่ได้ทำให้กล้าพันธุ์แห่งพระศาสนจักรลดน้อยลงด้วยความหวาดกลัว ตรงข้ามอาศัยความกล้าหาญของท่านในการยืนหยัดในความเชื่อ ได้ส่งผลให้เกิดกล้าพันธุ์ใหม่งอกขึ้นอยากมากมายในบริเวณตอนใต้ของรัฐทมิฬนาฑู ไม่ว่าจะเป็นในชุมชนคริสตชนท้องถิ่น หรือในชุมชนชาวฮินดู แม้กล้าพันธุ์เหล่านั้นบางกล้าในท้ายที่สุดจะมิได้ออกผล และตายลงอย่างน่าเสียดาย แต่ก็ถือว่าเป็นผลผลิตอันน่าอัศจรรย์ผ่านชีวิตของท่าน ดังนั้นชีวิตของท่านจึงได้เป็นไปดังพระวาจาที่ว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงในดิน และตายไป มันก็จะเป็นเพียงเมล็ดเดียวเท่านั้น แต่ถ้ามันตายมันก็จะบังเกิดผลมากมาย” (ยอห์น 12: 24)

แต่แม้ว่าในทันทีที่ท่านได้ถึงแก่มรณกรรมลง ท่านจะได้ความเคารพในฐานะ ‘มรณสักขี’ และ ‘ผู้ศักดิ์สิทธิ์’ รวมถึงสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับท่านก็ได้กลายเป็นที่แสวงบุญสำหรับคริสตชน แต่กว่าที่พระศาสนจักรท้องถิ่นจะเริ่มดำเนินกระบวนการขอแต่งตั้งท่านขึ้นเป็นนักบุญอย่างจริงจัง ก็ใช้เวลาหลังท่านมรรกรรมไปกว่า 240 ปี โดยสังฆมณฑลที่รับผิดชอบในการเปิดกระบวนการครั้งนี้ คือ สังฆมณฑลก๊อตตาร์ และเมื่อสามารถพิสูจน์ได้ว่าการเป็นมรณสักขีของท่านนั้นเกิดขึ้นจริง ในที่สุดในวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 2012 ในสมัยสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 จึงได้มีการบันทึกนามท่านไว้ในสารบบุญราศี ท่านจึงนับเป็นฆราวาสคนแรกของประเทศอินเดียที่ได้รับการสถาปนาเป็นบุญราศี

พิธีสถาปนาบุญราศีเทวสหยาม โดยมีพระคุณเจ้าอังเยโล อมาโต 
เป็นผู้แทนพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16

และในสมัยของพระสันตะปาปาฟรานซิสนี้เอง กระบวนการขอแต่งตั้งข้ารับใช้พระเจ้าเทวสหยัมก็มาถึงจุดสิ้นสุด เมื่อทางสันตะสำนักได้รับรองอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นผ่านคำเสนอวิงวอนของท่าน และได้เตรียมสถาปนาท่านขึ้นเป็นนักบุญใน ค.ศ. 2022 นี้ ดังนั้นในเร็ววันนี้พระศาสนจักรอินเดียจึงจะมีนักบุญเพิ่มเป็น ‘องค์ที่ 7’ และนับเป็นนักบุญองค์แรกของอินเดีย ที่เป็น ‘ฆราวาส’ โดยในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ ยังได้มีความพยายามเสนอให้ตัดคำว่า ‘ปิลลัย’ ออกจากนามของท่านอีกด้วย ซึ่งก็ต้องดูกันต่อไปว่าในสถานปนาที่จะจัดขึ้นพระศาสนจักรจะมีความเห็นเช่นไร

“พี่น้องทั้งหลาย พระเจ้าทรงเรียกท่านให้มารับอิสรภาพ ขอเพียงแต่อย่าใช้อิสรภาพนั้นเป็นข้อแก้ตัวที่จะทำตามใจตน แต่จงรับใช้ซึ่งกันและกันด้วยความรัก” (กาลาเทีย 5: 13) ดังที่นักบุญเปาโลได้เขียนไว้ พระเจ้าผู้มีพระทัยดีทรงเรียกเราให้มารับ ‘อิสรภาพจากการเป็นทาสของบาป’ และได้กลายเป็น ‘บุตรบุญธรรม’ ของพระองค์ ผ่านการเป็นคริสตชนไม่เพียงแต่ในเอกสาร แต่รวมถึงในชีวิตทุกวินาที ซึ่งสถานภาพของบุตรบุญธรรมนี้ ไม่ได้เลื่อนตำแหน่งของคริสตชนให้สูงส่งกว่าคนต่างศาสนนิก ตรงข้ามสถานภาพนี้กลับเรียกร้องให้คริสตชนผู้ที่ได้รับสถานภาพ ‘รับใช้’ เพื่อนมนุษย์ทุกคนด้วย ‘ความรัก’


ความหมายของการรับใช้ด้วยความรักนี้ ก็คือ ‘การช่วยเหลือ’ ทุกคนรอบตัวไม่ว่าจะเป็นด้วยกิจการ วาจา หรือการมอบความปรารถนาที่ดีให้ เพราะแท้จริงความหมายของการรับใช้ ไม่ใช่เพียงการทำบางสิ่งเพื่อคนอื่นแต่เพียงอย่างเดียว เพราะการกระทำนั้นยังต้องมี ‘ความรัก’ เป็นองค์ประกอบในการกระทำ ซึ่งความรักนี้ ไม่ใช่ความรักในฐานะชายหญิงที่ชอบพอกัน หรือความรักในพวกพ้องครอบครัวหนึ่ง แต่คือความรักต่อเพื่อนมนุษย์ ในฐานะ ‘สิ่งสร้างของพระเจ้า’ ร่วมกับเรา ความรักนี้จึง ‘ไม่ได้หวังผลใด ๆ เพื่อตนเอง’

ชีวิตของบุญราศีเทวสหยัมได้ดำเนินไปดังนี้ กล่าวคือเมื่อท่านได้รับศีลล้างบาป ท่านได้ตระหนักดีถึงหน้าที่ในการรับใช้เพื่อนมนุษย์ทุกคนด้วยความรัก ดังนั้นท่านจึงแพร่ธรรมให้คนรอบข้าง เพราะท่านปรารถนาช่วยให้บุคคลเหล่านั้นได้พบความสุขเช่นท่าน ไม่เว้นแม้แต่คนในวรรณะที่ต่ำกว่า จนท้ายที่สุดท่านจึงถูกจับและถูกประหารชีวิต ซึ่งในเวลาก่อนที่ท่านจะถูกประหารนั่นเอง เมื่อถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน ท่านก็ยังคงตระหนักในสถานภาพของบุตรบุญธรรม ท่านจึงยังคงช่วยเหลือผู้อื่นและแพร่ธรรม ด้วยวาจาและคำภาวนา โดยไม่มีข้อละเว้นแม้คนผู้นั้นจะเป็นผู้ทำหน้าที่เป็นเพชรฆาต ดังนั้นในท้ายนี้ จึงขอให้ชีวิตของบุญราศีเทวสหยัมเตือนใจเรา โดยเฉพาะคริสตชนตระหนักถึงหน้าที่ในการ ‘รับใช้ผู้อื่นด้วยความรัก’ แท้ในวิถีทางตามแบบฉบับของแต่ละคน แต่ละช่วงเวลา และแต่ละสถานการณ์ เพราะแท้จริงไม่มีสิ่งใดที่เราขาดแคลน ในการจะช่วยเหลือผู้อื่น อาแมน



“ข้าแต่ท่านบุญราศีเทวสหยัม ปิลลัย ช่วยวิงวอนเทอญ”

รายการอ้างอิง
http://www.martyrdevasahayampillai.org/
https://blesseddevasahayampillai.blogspot.com
https://en.wikipedia.org/wiki/Devasahayam_Pillai
https://www.vijayvaani.com/ArticleDisplay.aspx?aid=2589
https://www.jayesu.com/emanna/emanna_017.php
http://www.missionariesoftheworld.org/2011/06/devasahayam-pillai_14.html
https://believersportal.com/meet-devasahayam-pillai-convert-from-hinduism-to-christianity-first-indian-martyr/
https://vskbharat.com/vatican-put-hold-on-canonisation-of-devasahayam-pillai/?lang=en
https://indianexpress.com/article/explained/explained-who-is-devasahayam-pillai-sainthood-7618659/

วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

"มารีอา โฟรตูนาตา" นักบุญผู้ยิ่งใหญ่ด้วยการไม่มีความหมาย


บุญราศีมารีอา โฟรตูนาตา
Bl.Maria Fortunata Viti
ฉลองในวันที่ : 20 พฤศจิกายน

ความถ่อมใจ นี้เป็นคุณธรรมแบบอย่างของมารีอา โฟรตูนาตา การไม่มีความหมายนี้คือความยิ่งใหญ่ของท่าน ทำให้เราได้ระลึกบทมักนีฟีกัตและคำพูดมากมายนี้ถึงฐานะของคริสตชนแท้และความเข้มข้นของจิตวิญญาณที่ครบครันของมารีอา โฟรตูนาตา ความอ่อนน้อมตนนั่นแหละคือข้อความของท่าน….” เสียงของสมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่หก ดังก้องไปทั่วมหาวิหารอันงดงามที่หาใดเปรียบได้ในโลก ในระหว่างพิธีสถาปนาบุญราศีองค์ใหม่ของพระศาสนจักร ผู้มาจากคณะเบเนดิกติน ผู้คนมากมายอาจต่างพากันคิดว่าบุญราศีองค์ใหม่นี้คงต้องเป็นซิสเตอร์ที่ยิ่งใหญ่แบบนักบุญสกอลัสติกาแน่ๆ


ท่านคงต้องมาจากตระกูลที่ร่ำรวย ท่านต้องสร้างอัศจรรย์อาจปลุกคนตายให้ฟื้นมา หรือเป็นอธิการิณีที่ศักดิ์สิทธิ์แน่ๆ แต่ไม่ใช่เลยตรงข้ามชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์นี้เริ่มขึ้นเมื่ออันนา โบโน ดิ เฟเรนตีโน ให้กำเนิดทารกเพศหญิง ผู้เป็นสมาชิกคนที่สามจากเก้าคนของครอบครัวของเธอกับลุยจิ วีติ เจ้าของที่ดิน พ่อนักพนันและนักดื่มจนพาครอบครัวจากพอกินไปสู่ความยากจน ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค..1827 ที่บ้านในเมืองเวรอลี ในแคว้นลาซีโอ ประเทศอิตาลี ทารกหญิงนี้ได้รับนามว่า มารีอา เฟลิเชีย วีติ

แต่อนิจจาเพียงท่านมีอายุได้ 14 ปี พระก็ได้ยกคุณแม่ของท่านไปอย่างสงบ ทำให้ท่านต้องคอยดูแลน้องๆที่คลานตามท่านมา และเพื่อจุนเจือครอบครัวท่านจึงไปทำงานเป็นแม่บ้านของครอบครัวโมบีลี ที่ มอนเต ซาน จูวานนี กัมปาโน แต่ที่สุดเมื่อเห็นว่าครอบครัวไม่จำเป็นต้องพึ่งท่านอีกต่อไป และด้วยใจที่รักพระยิ่ง  ในวันที่  21 มีนาคม ค..1851 ด้วยวัย 24 ปี ท่านจึงได้ตัดสินใจเข้าอารามซานตา มารีอา เด ฟรานโกนี ของคณะเบเนดิกตินประจำเมือง แม้ในเวลานั้นจะพ่อหนุ่มจากอาลาตรีมาขายขนมจีบพร้อมหยิบยื่นความมั่งมีในชีวิตแต่งงานให้ก็ตามที



มารีอา โฟรตูนาตาคือนามใหม่ในอารามของท่าน เอาตามตรงท่านแทบไม่รู้หนังสือเลยซักกะตัวบวกกับหลายๆเหตุผลทำให้ท่านไม่สามารถเป็นคณะนักขับในเวลาทำวัตรของอารามได้เลย ดังนั้นเองในงานในอารามสำหรับท่านจึงมีแต่งานแม่บ้านทั้งหลายได้แก่การปั่นด้าย เย็บผ้า ซักผ้า และปะชุนเสื้อผ้า ซึ่งแม้จะเป็นงานต่ำต้อย แต่ท่านก็ทำมันด้วยความขยัน เงียบสงบ ถ่อมตนอยู่เสมอดิฉันปรารนาจะเป็นนักบุญค่ะ คือความปรารถนาเมื่อเข้าอารามของท่าน

แม้จะไม่โดดเด่นอะไรเลยในภายนอก แต่ปีศาจก็พยายามราวีท่านหลายต่อหลายครั้งทั้งในระหว่างภาวนาหรือทำงาน เช่นคราหนึ่งขณะกำลังจะเดินไปจัดเครื่องเรือนในวัดน้อยของอาราม จู่ๆทางเดินที่เคยเห็นเป็นตามปกติก็พลันก็มืดลงและคราคุ้งไปด้วยหมอกหนาที่มาพร้อมกับกลิ่นน่าสะอิดสะเอียนชวนอ้วก จนทำให้ท่านรู้สึกหายใจลำบากมากขึ้น ทันทีแม้จะไม่มีความรู้อะไรมากท่านก็ตระหนักทันทีว่านี่คือแผนงานของพวกปีศาจอย่างแน่นอน ท่านจึงรีบเปล่งพระนามศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้าในทันที พร้อมทำสำคัญมหากางเขนด้วยความมั่นใจ พลันหมอกหนาที่เคยคละคลุ้งไปทั่วไปสลายหายไป



แต่เอาจริงๆเจ้าพวกปีศาจทั้งหลายมักเอาเรื่องกระแสเรียก ความโง่เขลา ความเซ่อซ่าของท่านมาติติงท่านอย่างเมามัน ท่านถึงกับเคยปรับทุกข์กับเพื่อนซิสเตอร์อารามเดียวกันด้วยกันถึงการรังควานของเจ้าพวกปีศาจทั้งหลายทั้งกลางวันและกลางคืนทั้งเยาเย้ยท่านบ้าง ตีท่านบ้างเพื่อทดลองความอดทนอดกลั้นและความถ่อมตนของท่าน คุณพ่อแก้บาปของท่าน คุณพ่อยอห์น ปาสกัวลีตี ได้บันทึกไว้ว่า พร้อมกับหยาดน้ำตาในดวงตาของเธอ ซิสเตอร์โฟรตูนาตาปรับทุกข์กับผมว่า เจ้าปีศาจได้โจมตีเธอด้วยความต่ำช้าและสำนวนที่หยาบกระด้างที่สุด บ่อยครั้งมันคุกคามและทำให้ชีวิตของเธอยากขึ้น แต่กระนั้นเธอก็ไม่เคยหมดหวัง การสบประมาทเหล่านี้กลายเป็นบ่อยขึ้นเรื่อยๆเมื่อท่านนักบุญอยู่ใกล้มรณกรรมของเธอ การรบกวนหลายต่อหลายสิ่งเหล่านี้ได้ยินและได้เห็นโดยเพื่อนซิสเตอร์ทั้งหลายของเธอเอง

นอกนี้แล้ว พระเป็นเจ้ายังทรงประทานพระพรแห่งการหยั่งรู้ให้ท่านในหลายๆโอกาส เช่นเรื่องราวเรื่องหนึ่งที่เล่าสืบๆกันมาว่าวันหนึ่งขณะท่านร่วมพิธีมิสซาของอารามตามปกติ หยาดน้ำตาหยดใสๆมากกมายก็เริ่มพลั่งพรูออกมาจากดวงตาคู่นั้นของท่านระหว่างพิธีมิสซา ซึ่งก็เป็นเพราะท่านเห็นภาพว่าพระสงฆ์ผู้กำลังหันหลังประกอบพิธีมิสซาอย่างสง่าภายใต้กาซูลาปักลายงามผืนนี้กำลังจะทิ้งกระแสเรียกอันศักดิ์สิทธิ์ผู้แทนของพระคริสตเจ้าไปเสียนี่ ท่านรู้สึกทรมานเพื่อเขาจริงๆ นอกจากนี้ยังมีเรื่องอีกเรื่องว่าท่านได้เคยทำนายว่าพระสงฆ์องค์หนึ่งจะออกจากสมณะศักดิ์ผู้แทนของพระคริสตเจ้า แต่เขาจะสำนึกได้และกลับมาในที่สุด



หากเรามองข้ามฝ่ายกายของท่านไปในวิญญาณของท่านเราก็จะพบว่าวิญญาณของท่านนั้นเบ่งบานสู่ความรุ่งโรจน์อันงดงาม ผ่านการสวดภาวนาทุกๆเวลาแม้ในเวลาที่ยากลำบากที่สุดของวิญญาณ ท่านวิงวอนพระองค์ด้วยความรักและอุทิศตน ท่านอุทิศตนต่อศีลมหาสนิท พี่น้องในอารามหรือแม้บรรดาฆราวาส ท่านมักอุทานเป็นนิสัยว่า ความรักและพระอำนาจของพระเจ้า เมื่อรำพึงถึงสวรรค์ ดวงอาทิตย์ ยามได้แลเห็นความงดงามของธรรมชาติที่ถูกแต่งแต้มบนโลก

ท่านอยู่อารามได้ราวเจ็ดสิบปีท่านก็เริ่มป่วยด้วยโรคไขข้อจนต้องนอนแต่ที่เตียง ในวัย 95 ปี ท่านกลายเป็นซิสเตอร์ผู้ตาบอด หูหนวกและเป็นอัมพาต ที่สุดในวันที่ 20 พฤศจิกายน ค..1922 ซิสเตอร์ธรรมดาๆ ผู้เรียบง่าย ผู้ไม่เคยดำรงตำแหน่งใดเลยในอารามตลอดเจ็บสิบปี เป็นแค่ซิสเตอร์เย็บผ้า คนดูแลห้องพยาบาลและคนรับแขกของอารามคราหนึ่งที่ปลอบประโลมผู้คนที่มาหาด้วยพระพรที่แห่งความหยั่งรู้ แม้จะพยายามหลบคนก็ไปหา ก็ได้จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับอย่างสงบ 



ทันทีในวันถัดมาร่างของท่านก็ถูกฝังอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่มีใครทราบนอกจากบรรดาซิสเตอร์ ไม่มีพิธีรีตองอะไร ไม่มีชาวเมืองแห่แหนมาดูร่าง พร้อมสายประคำหรือผ้าเพื่อสัมผัสร่าง กระทั้งสิบสามปีต่อมาอัศจรรย์มากมายก็ได้เกิดผ่านการเสนอวิงวอนของซิสเตอร์ผู้ไม่ได้เด่นดีอะไรเลย  ทำให้ร่างของท่านถูกขุดขึ้นมาและได้ฝังอย่าสง่าในวัดท่ามกลางความปรีดีของชาวเมือง และที่สุดซิสเตอร์ผู้ธรรมดาก็ได้รับเกียรติยกขึ้นเป็นบุญราศี ณ มหาวิหารนักบุญเปโตร โดย สมเด็จพระสันตะปาปาปอล ที่ หก เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ค..1967 

ความเย่อหยิ่งย่อมนำหน้าหายนะ ความถ่อมตนนำหน้าเกียรติยศ(สุภาษิต 18:12)  เรามองดูชีวิตท่านเราอาจเรียกได้เลยว่าธรรมดาสุดๆ ท่านไม่เคยดำรงตำแหน่งอะไรเลย ท่านดำเนินชีวิตในความเรียบง่าย คือ ทำหน้าที่ด้วยความขยัน แต่ดั่งพระวาจาด้วยความเรียบง่ายนี้ก็ทำให้ท่านยิ่งใหญ่ได้ ความยิ่งใหญ่แท้จริงของคริสตชนไม่ได้มาจากการหยิ่งยโสโอหังถือทิฐิตามแนวทางของพวกปีศาจ แต่มันมาจากความถ่อมตนรับฟังคนอื่น รับฟังพระเจ้า ให้พระองค์นำในทางกางเขนที่ต้องอาศัยความถ่อมตนเป็นที่สุด ดังนั้นขอเพียงเราถ่อมใจวางใจพระแม้จะยากแต่นั่นแหละคือหนทางสู่สวรรค์นิรันดร์


ข้าแต่ท่านบุญราศีมารีอา โฟรตูนาตา ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง

วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

พระมารดาผู้เมตตา แห่ง กัลลีวัจโจ


แม่พระ แห่ง กัลลีวัจโจ หรือ แม่พระ แห่ง ความเมตตา
Madonna di Gallivaggio

ตามถนนเส้น SS36 ที่ลัดเลาะไปตามหุบเขาทางตอนเหนือของอิตาลี เมื่อตัวรถขับข้ามสะพาเหล็กที่ทอดตัวข้ามหุบผา มันก็เผยให้เห็นยอดหอระฆังสีน้ำตาลอ่อน และตัววัดสีขาวขุ่นเพราะผ่านหนาวผ่านร้อนมานานมาพอดู ที่มีทรงเรียบง่ายแบบพื้นถิ่นอิตาลี พร้อมป้ายที่เขียนว่า สักการสถานแห่งกัลลีวัจโจ สักการสถานขนาดไม่ใหญ่ที่ลี้กายอยู่ในหุบเขาสูง ที่สร้างถวายเกียรติแด่แม่พระ



ที่ด้านหน้าของตัววัดสิ่งที่บ่งชี้ถึงแม่พระก็คือภาพเขียนเหนือประตูที่คือภาพของแม่พระขนาบด้วยเด็กสาวสองคนซึ่งตามตำนานเรียกเอทั้งสองว่า บุซเซตี และ จานอตตี โดยเรื่องเล่าสืบกันว่าในวันพุธ ที่ 10 ตุลาคม ..1492 ขณะเด็กสาวทั้งสองออกไปเก็บผลเกาลัดที่ตกจากต้นจนเหน็ดเหนื่อยจึงนั่งพักลงที่ก้อนหิน ทันทีดวงตาของทั้งสองก็ประสพกับแสงสว่างจร้าชนิดไม่สามารถหาสิ่งใดเทียบเท่าได้ ก่อนจะเห็นสตรีงามนางหนึ่งมีผ้าคลุมที่ศีรษะยาวถึงไหล่และรอบๆมีทูตสวรรค์ล้อมตัว ยืนอยู่ที่ก้อนหินหน้าทั้งสอง
หนูกำลังทำอะไรอยู่หรือจ๊ะ สาวน้อยของฉันสตรีนั้นเอยทำลายความเงียบ
พวกเรากำลังเก็บเกาลัดกันอยู่ค่ะ ทั้งสองตอบไปด้วยความลังเล เธอคือใครกัน
แล้วพอไหมจ๊ะ หนูขาดเหลืออะไรหรือเปล่า สตรีผู้นั้นจึงถามตอบด้วยเสียงอันอ่อนโยน
พวกเรามีมากพอเพื่อพระหรรษทานของพระเจ้าและแม่พระค่ะ
ฉันคือแม่พระเอง สตรีผู้นั้นยิ้มและกล่าว
แล้วแม่ มาทำอะไรในถิ่นทุรกันดารเช่นนี้ละค่ะ ทันทีพวกเธอรู้แล้วว่าเบื้องหน้านี้คือพระมารดาของพระเจ้า ทั้งสองจึงคุกเข่าลง พลางรวมรวบความกล้าแล้วถามพระมารดา
แม่ไปทุกที่ที่คนบาปจะได้กลับใจ พระบุตรของแม่เป็นที่รังเกียจพฤติกรรมของมนุษย์และตัวแม่เองนี้ได้กันท่าตะโกนว่า โปรดเมตตา โปรดเมตตา โปรดเมตตาเถิด แม่พระจึงทรงเผยถึงจุดประสงค์การมาครั้งนี้ด้วยท่าทีที่ชัดเจนและเคร่งครัด
ลูกจะได้เห็นเปลวไฟอันอันตรายเลือนลงมาจากท้องฟ้า ลูกจะได้เห็นแผ่นดินไหวในวันฉลองนักบุญอันตน อธิการ ลูกจะพบกับพายุร้ายที่จะทำลาบไร่นาและถนนหนทาง มันจะถอนรากถอนโคนต้นไม้ ทำลายอาคารและสะพาน นอกจากนี้คูร์จะถูกทำลายจนย่อยยับ แม่ขอประกาศว่าถ้าคนบาปยังไม่กลับใจ ลูกไม่ปฏิบัติกิจอย่างระวังอย่างดีในวันหยุด หรือลูกไม่สวดภาวนาและเป็นทุกข์ถึงบาปแล้วละก็ พระพิโรธอันน่ากลัวของพระบุตรจะลงโทษมนุษย์ พระนางทรงย้ำอีกครั้งก็จะหายลับจากสายตาของทั้งสองไป



หลังจากนั้นวัดไม้ก็ถูกสร้างขึ้นไม่นาน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นอิฐซึ่งใช้ระยะเวลาก่อสร้างตั้งแต่ปี ค..1598 จนถึง ค..1603 วัดหลังใหม่นี้ได้รับการเปิดเสกอย่างงดงามในวันที่ 29 มกราคม ค..1615 ส่วนก้อนหินที่แม่พระประจักษ์มาก็ยังคงอยู่ ณ ใต้พระแท่นบูชามิสซาในปัจจุบัน รายล้อมไปด้วยภาพเขียนอันงดงามที่เล่าเรื่องราวของแม่พระตั้งแต่การบังเกิด หรือ แม่กระทั้งภาพการย้ายบ้านแห่งโลเรโต แม้จะมิได้รับคำรับรองแต่อัศจรรย์มากมายก็บังเกิด ณ ที่นี่ เหมือนที่แม่มาที่ลูร์ด ที่ฟาติมา 

บทภาวนาแม่พระ แห่ง ความเมตตา แห่ง กัลลีวัจโจ
โอ้ พระแม่แห่งพระเมตตา ทั้งแสนดีและเห็นอกเห็นใจ ผู้ประจักษ์มาที่กัลลีวัจโจ ลูกขอกราบกรานต่อหน้าการสถิตอยู่ของพระแม่ขอพระแม่เติมเต็มความสุภาพและความร้อนรนในการสวดภาวนาเพื่อทั้งความตั้งการและความตั้งใจของลูกทั้งหมด ทั้งฝ่ายจิตและฝ่ายกาย
โอ้ พระแม่แห่งพระหรรรษทาน มารดาแห่งความเมตตา โปรดพิทักษ์รักษาลูกจากคุกคามของหมู่มารและกางกรรับลูกในเวลาแห่งความตายด้วยเทอญ
(วันทามารีย์ 3 บท)


สักการสถานตั้งอยู่ที่

กัลลีวัจโจ จ.ซอนดริโอ  แคว้นลอมบาร์เดีย ประเทศอิตาลี

ตารางมิสซาวันหยุดและวันอาทิตย์

มิสซาเวลา 10.30.
สวดสายประคำเวลา 16.30 .
มิสซาอีกครั้งเวลา 17.00 .

วันธรรมดา

สวดสายประคำเวลา 16.30 .

มิสซาเวลา 17.00 .



ข้าแต่แม่พระ แห่ง ความเมตตา แห่ง กัลลีวัจโจ ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...