วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2557

"โอเดเท " ลิลลี่แห่งกิจเมตตา


ข้ารับใช้พระเจ้าโอเดเท วิดัล เด โอลิวีรา
Servant of God Odette Vidal de Oliveira

ท่ามกลางสถาปัตยกรรมโกธิคที่งดงามของมหาวิหารแม่พระปฏิสนธินิรมล ของนครริโอเดอจาเนโร ประเทศบลาซิล เป็นที่ตั้งของรูปหล่อสีทองของเด็กหญิงตัวน้อยวัย 9 ปีทอดกายาอยู่บนฐานกรุหินสีดำมันวาวดูเด่นเป็นสง่าบริเวณทางด้านซ้ายมือของมหาวิหาร เหมือนเป็นดั่งการประกาศเกียรติของเด็กสาวผู้นี้ให้ชาวบลาซิลและชาวโลกได้รู้นาม ข้ารับใช้พระเจ้าโอเดเท วิดัล เด โอลิวีราผู้เคยพูดว่า หนูปรารถนาใช้เวลาในสวรรค์สร้างความดีบนแผ่นดิน

เรื่องราวเรื่องนี้เริ่มขึ้นจากครอบครัวผู้อพยพชาวโปรตุเกสของนายเอากุสโต เฟรเฮยรา คาร์โดโซ กับ นางอลิซี วีดัล ขณะทั้งสองกำลังตั้งความหวังกับเด็กในท้องซึ่งเพียงไม่กี่เดือนก็จะได้ลืมตาดูโลกแล้ว จู่ๆเอากุสตินก็ถูกวัณโรคพาไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ก่อนเขาจะได้เห็นทารกเพศหญิงตัวน้อยที่ถือกำเนิดขึ้นในวันที่ 15 กันยายน ค..1930 



หลังจากนั้นมารดาของท่านก็ได้เข้าพิธีสมรสอีกครั้งกับนายฟรังซิสโก โอลิวีรา พ่อค้าชาวโปรตุเกสที่มั่งคั่งและใจศรัทธา ทำให้ถึงแม้จะขาดพ่อแท้ๆไปแต่ท่านก็ได้รับการปลูกฝังเป็นยังดีจากทั้งสองในเรื่องการภาวนา การอุทิศตนต่อแม่พระ และความรักเป็นพิเศษต่อศีลมหาสนิท ซึ่งตามปกติครอบครัวท่านมักเข้าวัดนักบุญหลุยส์ ของนครริโอเดอจาเนโร และมีครั้งหนึ่งครอบครัวก็ได้พาท่านในวัยราวๆสามปีไปร่วมมิสซาด้วย ซึ่งขณะมาถึงภาคถวายท่านก็ร้องออกมาว่า แม่คะ หนูจะใช้เวลากับหนูน้อย

พระเยซูเจ้า ลูกรักพระองค์ คือบทภาวนาที่ท่านสวดบ่อยตั้งแต่ยังเล็กๆจนถึงวันสุดท้ายของท่าน โอ้ พระเยซูเจ้าของลูก ลูกรักพระองค์มากๆ ลูกชอบที่จะตายดีกว่าขัดพระทัยพระองค์ คือบทที่ท่านพร่ำสวดเมื่อท่านโตขึ้น ต่อจากนั้นเมื่อท่านอายุได้ห้าปีท่านก็ได้เข้าเรียนคำสอนและสามารถจดจำได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วจนทำให้ท่านกลายเป็นครูคำสอนของบรรดาสหายของท่านกันเลยทีเดียว


พิธีรับศีลมหาสนิทครั้งแรกของท่านถูกจัดขึ้นในมหาวิหารแม่พระปฏิสนธินิรมล ของนครริโอเดอจาเนโร ในวันที่  15 สิงหาคม ค..1937 ขณะท่านมีวัยได้หกปี ในขณะที่เข้ามาในวัดเพื่อเตรียมตัวมารดาก็ได้หันไปถามบุตรสาวตัวน้อยของเธอว่า ลูกจะขออะไรจากพระองค์จ๊ะ ทันทีท่านก็ตอบคุณแม่ไปว่า คุณแม่คะ เมื่อพระเยซูเจ้าทรงปรากฏพระองค์แก่หนูหนูก็จะมอบความรักในหัวใจทั้งหมดแด่พระองค์และหนูจะบอกพระองค์ว่า หนูรักพระองค์คะ

ดวงใจน้อยๆของท่านถูกแผดเผาไปด้วยความรัก เมื่อท่านเดินผ่านไม้กางเขนท่านกล่าวว่า ถ้าหนูอยู่ที่นั่นหนูก็ไม่จะทิ้งการตรึงกางเขนไปไหน ท่านยังมักสวดว่า ลูกอยู่ที่นี่ โอ้ องค์ความดีของลูกและพระเยซูเจ้าผู้พระทัยดี…” และภายแทนที่ท่านจะกล่าวว่า ได้ตอกตรึงมือและเท้าของลูก ท่านกลับยกมือน้อยๆของท่านขึ้นและเปล่งว่า โปรดตอกตรึงมือและเท้าของลูกด้วย ท่านขอเป็นแบบนักบุญฟรานซิส แห่ง อัสซีซี ในการร่วมในบาดแผลของพระองค์



ความร้อนรนหลังการรับพระวรกายของครั้งแรกนั้นมิได้เหมือนไฟในแสงเทียนเป็นไฟในตะเกียงที่นับวันก็ยิ่งมากขึ้น มากขึ้น ท่านร่วมมิสซาทุกวัน พร้อมเตรียมตัวอย่างดีด้วยการอดอาหารตั้งแต่หลังเที่ยงคืนไป ความร้อนรนของท่านเป็นที่ประจักษ์และชื่นชม จนมีคนเคยถามท่านว่า หนูพูดอะไรกับพระเยซูเจ้าจ๊ะ และท่านตอบว่า อา เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างหนูกับพระองค์คะ มารดาท่านเคยถามอีกครั้ง โอเดเท ลูกเอามือปิดหน้าทำไมจ๊ะ ลูกหลับหรือเปล่า ท่านก็ตอมารดาว่า ไม่คะ คุณแม่ หนูกำลังฟังพระเยซูเจ้า อยู่ใกล้พระองค์และขอให้พระองค์พาหนูไปสวรรค์ ไปด้วยกันคะ คุณแม่ เพื่อสวรรค์ ไปด้วยกัน

ความรักจากดวงใจของท่านเทลงไปสู่ทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งอาจมีรูปแบบมาจากมารดาของท่านที่จะทำให้อาหารให้คนยากไร้ในทุกๆวันเสาร์ด้วยความสุข ในวันคริสต์มาสท่าขอครอบครัวให้คนใช้ คนขับรถมารับประทานอาหารร่วมโต๊ะกัน ท่านยังเรียกให้ลูกสาวคนใช้ไปนอนบนเตียงของท่าน แต่งตัวเหมือนพวกเขา นอกจากนั้นท่านยังขอลงก่อนถึงโรงเรียนแล้วเดินไปตามทางเท้าอย่างไม่ถือตัวว่าร่ำรวย(ท่านเรียนที่โรงเรียนซีโอนวิทยาลัย) และเมื่อท่านได้ยินว่าลูกชายของคนงานฟาร์มของครอบครัวยังไม่ได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรกท่านก็เป็นครูคำสอนให้เขา กระทั้งท่านป่วยท่านก็ต้องการให้ทุกคนได้รับศีลศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างดี



แต่แล้วในต้นเดือนตุลาคม ค..1939 ท่านก็เริ่มล้มป่วยลงด้วยโรคไข้หวัด แม้จะทุกข์มารท่านก็ยังคงกัดฟันสู้ไปมิสซาที่วัดของซิสเตอร์แม่พระปฏิสนธินิรมล ที่วิทยาลัยซาน มาร์เซลโล ในวันที่ 8 ตุลาคม ก่อนต้องพบกับความทุกข์ทรมานไปอีกถึง 49 วัน จากโรคไข้ไทฟอยด์ที่รากสาดใหญ่แม้จะหาทางรักษาเท่าใด อาการไข้ก็ไม่ลดแต่ตรงข้ามกลับยังคงสูงเช่นเดิม กระนั้นท่านก็ไม่เคยร้องไห้งอแงหรือบ่นใดๆอย่างกล้าหาญ

บางครั้งท่านก็ดูราวกับว่าตกอยู่ในห้วงแห่งฌาน พระเยซูเจ้าทรงอยู่ที่นี่ แต่ไม่ได้ทรงมารับหนู , แต่ แม่จะกลับมาใช่ไหมค่ะ  จากนั้นก็มีหลายวันที่ท่านไม่พูดเลย และเมื่อท่านฟื้นคำพูดแรกของท่านก็คือ ในตอนนี้ คุณแม่คะ ไปกัลวารีโอกันเถอะคะ บรรดาแพทย์และพยาบาลที่ดูแลท่านต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เคยพบเรื่องแบบนี้มาก่อน เด็กหญิงตัวน้อยที่พูดถึงงานฉลองที่ยิ่งใหญ่ของแม่พระเสมอๆ ซึ่งในโอกาสนี้จำเป็นต้องเตรียมชุดพิเศษให้พร้อม ท่านกล่าว แม่พระทรงอยู่ในสวนสวรรค์และหนูรอคอยงานเลี้ยงใหญ่ในวันเสาร์ โปรดเตรียมชุดสีขาวด้วยนะคะ



อัศจรรย์แห่งบทสดุดี เกิดขึ้นหลังจากการรับศีลเจิมของท่านในตอนเย็น ท่านก็เริ่มท่องบทสดุดีที่ 22 ซ้ำไปซ้ำมา
พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า ทำไมพระองค์จึงทรงทอดทิ้งข้าพเจ้าเล่า ทำไมจึงทรงอยู่ห่างไกล
ไม่ทรงฟังคำคร่ำครวญของข้าพเจ้าที่ร้องขอความช่วยเหลือ
พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าเรียกหาเวลากลางวัน พระองค์ก็มิได้ทรงตอบ
ข้าพเจ้าเรียกหากลางคืน แต่ไม่พบความสงบใจเลย
ถึงกระนั้นพระองค์ทรงเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ ประทับอยู่กับอิสราเอล ประชากรที่สรรเสริญพระองค์
บรรพบุรุษของข้าพเจ้าทั้งหลายมอบความวางใจไว้ในพระองค์
เขามอบความวางใจ พระองค์ก็ทรงปลดปล่อยให้เป็นเขาเป็นอิสระ
เขาร้องขอพระองค์ให้ทรงช่วย ก็ได้รับความรอดพ้น เขาวางใจในพระองค์ และไม่ผิดหวังเลย
แต่ข้าพเจ้าเป็นเหมือนหนอน มิใช่มนุษย์ เป็นที่เหยียดหยามของคนทั้งหลาย ใครๆ ก็ดูหมิ่น
ผู้ใดเห็นข้าพเจ้าก็เยาะเย้ย เขายิ้มหยันและสั่นศีรษะ พลางพูดว่า
เขาวางใจในพระยาห์เวห์ ก็ให้พระองค์ทรงช่วยซิ ถ้าพระองค์โปรดปราน ก็ให้พระองค์ทรงปลดปล่อยเขา
พระองค์ทรงดึงข้าพเจ้าออกจากครรภ์ ทรงมอบข้าพเจ้าไว้ในอ้อมกอดของมารดา
ข้าพเจ้าพึ่งพระองค์ตั้งแต่เกิดมาแล้ว พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพเจ้าตั้งแต่ครรภ์มารดา
โปรดอย่าทรงอยู่ห่างจากข้าพเจ้า เพราะความเดือดร้อนกำลังเข้ามาใกล้
และไม่มีใครช่วยเหลือข้าพเจ้าเลย
กระทิงมากมายเรียงรายห้อมล้อมข้าพเจ้า กระทิงแห่งบาชานโอบใกล้เข้ามา
เขาอ้าปากกว้างใส่ข้าพเจ้า เหมือนสิงตแยกเขี้ยวคำราม
พลังของข้าพเจ้าร่อยหรอเหมือนน้ำไหล กระดูกทุกชิ้นเคลื่อนหลุดออกจากกัน
หัวใจของข้าพเจ้าเหลวเหมือนขี้ผึ้ง หลอมละลายอยู่ภายในอกข้าพเจ้า
คอข้าพเจ้าแห้งผากราวกับดินเผา ลิ้นเกาะติดอยู่กับเพดานปาก
พระองค์ทรงวางข้าพเจ้าไว้ในธุลีแห่งความตาย
สุนัขฝูงหนึ่งรี่เข้ามากลุ้มรุมข้าพเจ้า อันธพาลกลุ่มหนึ่งปรี่เข้ามาประชิด เขาเจาะไชมือและเท้าของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้านับกระดูกของข้าพเจ้าได้ทุกชิ้น เขาต่างจ้องมองข้าพเจ้าและสะใจ
เขานำเสื้อผ้าของข้าพเจ้ามาแบ่งปันกัน นำเสื้อยาวของข้าพเจ้ามาจับฉลากกัน
ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขออย่าทรงอยู่ห่างจากข้าพเจ้า พระองค์ทรงเป็นพลังของข้าพเจ้า
โปรดเสด็จมาช่วยข้าพเจ้าโดยเร็วเถิด
โปรดทรงช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากคมดาบ ช่วยชีวิตข้าพเจ้าให้พ้นจากแรงขย้ำของสุนัข
โปรดทรงช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นจากปากสิงโต ช่วยข้าพเจ้าผู้น่าสงสารให้พ้นจากเขาของกระทิงป่า
แล้วข้าพเจ้าจะประกาศพระนามของพระองค์แก่บรรดาพี่น้อง
จะสรรเสริญพระองค์ในหมู่ประชากรที่มาชุมนุมกัน
ท่านทั้งหลายที่ยำเกรงพระยาห์เวห์ จงสรรเสริญพระองค์เถิด
พงศ์พันธุ์ยาโคบเอ๋ย จงถวายพระเกียรติแด่พระองค์เถิด
พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย จงเคารพยำเกรงพระองค์เถิด
เพราะพระองค์มิได้ทรงรังเกียจผู้ยากไร้ หรือดูถูกความเดือดร้อนของเขา
มิได้ทรงซ่อนพระพักตร์ แต่ทรงรับฟังเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากเขา
ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์ในหมู่ประชากรมากมายที่มาชุมนุมกัน จะแก้บนต่อหน้าผู้ที่ยำเกรงพระองค์
คนยากจนจะได้กินจนอิ่ม ผู้แสวงหาพระยาห์เวห์จะสรรเสริญสดุดีพระองค์
ขอให้เขาทั้งหลายมีชีวิตอย่างเป็นสุขตลอดไป
ประชานทั่วโลกจะจดจำและกลับมาหาพระยาห์เวห์ ประชาชาติทุกตระกูลจะกราบนมัสการพระองค์
เพราะพระยาห์เวห์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงปกครองชนชาติทั้งปวง
ผู้ทรงอำนาจในแผ่นดินจะกราบนมัสการพระองค์ มนุษย์ทุกคนที่จะต้องตายจะก้มกราบเฉพาะพระพักตร์
ข้าพเจ้าจะมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์
บุตรหลานของข้าพเจ้าจะรับใช้พระองค์ เขาจะประกาศถึงพระยาห์เวห์แก่คนรุ่นหลังสืบไป
เขาจะประกาศความเที่ยงธรรมของพระองค์แก่ประชากรที่เกิดมา ว่านี่คือราชกิจของพระองค์
ซึ่งสร้างความประหลาดใจแกทุกคนร่วมทั้งคุณพ่อที่มาส่งศีลให้ท่าน ที่ท่านสามารถท่องบทนี้ได้ทั้งๆที่ไม่เคยเรียน



และคำพูดของท่านก็เป็นจริงเพราะในเช้าวันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน ค..1939 ท่านก็กลายเป็นพูดไม่ได้ ท่านจึงพยายามใช้ภาษากายเพื่อขอรับศีลมหาสนิท ทันทีคุณพ่อเข้าใจและเริ่มร้องไห้พร้อมบอกว่าท่านไม่อาจรับศีลมหาสนิทได้เพราะท่านพูดไม่ได้และคงกลืนไม่ได้ แต่ท่านยังคงยืนกรานที่จะรับพระองค์ คุณพ่อจึงน้ำชิ้นส่วนศีลเล็กๆส่งให้ท่านในเวลา 7 นาฬิกา 30 นาที พระเยซูเจ้าของลูก ลูกรักพระองค์ และขอให้ทุกๆคนรักพระองค์ตลอดนิรันดร์ , พระเยซูเจ้าของลูก ที่รักของลูก ชีวิตของลูก ทั้งหมดของลูก , หรือพระนามพระเยซูเจ้า ,หรือมองไปที่ฟ้า โปรดพาลูกไปสวรรค์ด้วย คือหนึ่งในคำที่ท่านซ้ำไปมาก่อนเวลาสุดท้าย

และเพียงไม่นานหลังจากนั้นท่านก็ได้คืนวิญญาณไปหาความรักของท่าน ณ เมืองสวรรค์อย่าสงบ ด้วยอายุเพียงเก้าปีจากโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โลงศพของท่านถูกแบกโดยซิสเตอร์จากคณะแม่พระปฏิสนธินิรมล โดยที่มีซิสเตอร์จากหลากหลายคณะและกลุ่มมาร่วมกันแห่ร่างของท่านเป็นครั้งสุดท้ายชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนในนครริโอเดอจาเนโร นับจากนั้นหลุมศพแกรนิตสีดำของท่านในสุสานนักบุญยอห์น แบพติสก็กลายเป็นที่แสวงบุญ ลูกขอถวายแด่พระองค์ โอ้ พระเยซูเจ้าของลูก ความทุกข์ทรมานทั้งหมดของลูกเพื่องานแพร่ธรรรมและเด็กยากไร้ คือคำกล่าวเมื่อท่านป่วย



กระบวนการขอแต่งตั้งเป็นนักบุญของท่านเริ่มขึ้นในวันที่ 18 มกราคม ค..2013 ทำให้มีการย้ายร่างของท่านมาไว้ในมหาวิหารแม่พระปฏิสนธินิรมลที่ท่านรับศีลมหาสนิทครั้งแรก เพื่อนสนิทกล่าวถึงท่านว่า เธอมีชีวิตธรรมดาๆ แต่มีหัวใจพิเศษ  เกร็ดเล็กๆจากประวัติของท่านคือท่านไม่ค่อยพอใจเท่าไรที่นักบุญยอแซฟไม่ได้รับเกียรติที่เพียงพอเท่ากับที่ท่านนักบุญทรงดูแลพระมารดาและพระเยซูเจ้า ท่านรักลิลลี่และสายประคำ

มือที่หย่อน เป็นเหตุให้เกิดความยากจน แต่มือที่ขยันขันแข็งจะทำให้มั่นคง ( สภษ 10 : 4 ) มือที่หย่อนบางทีไม่ใช้แค่เพียงการทำงาน แต่รวมถึงการปฏิบัติกิจแห่งความรักกับพี่น้อง แบบที่พระเยซูเจ้าทรงปฏิบัติ เพราะหากเราละเลยสิ่งนี้เราก็จะเป็นคนที่ยากจนนักในอาณาจักรสวรรค์ แต่หากเราหมั่นทำมันมันก็จะเป็นบันได้ที่มั่นคงที่จะพาเราไปสู่สิริรุ่งโรจน์ในอาณาจักรสวรรค์ เหมือนดั่งท่านที่แม้จะอายุน้อยนักท่านก็กลับรักทุกคนไม่เว้นคนยากจนเพราะพระเยซูเจ้าทรงสอนให้เรารักเพื่อนมนุษย์ จึงไม่แปลกดอกหรือที่ท่านจะได้ไปสวรรค์ เราอาจบอกได้เลยว่าท่านไม่เพียงเป็นแบบฉบับของเยาวชน แต่เป็นแบบฉบับของทุกคนเลยทีเดียว ให้เราพยายามเลียนแบบความรักของท่านที่มีต่อพี่น้องและพระ ด้วยวิธีการรักเยอะๆรักมากๆเท่าที่เราทำได้ทั้งพระและเพื่อนมนุษย์


พระเยซูเจ้าของลูก โปรดอวยพรลูก ชำระลูก และเต็มเติมหัวใจของลูกด้วยความรักของพระองค์
ข้าแต่ท่านข้ารับใช้พระเจ้าโอเดเท วิดัล เด โอลิวีรา ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง

วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

กุหลาบที่ยิ่งใหญ่อีกดอกแห่งภูเขาคาร์แมล "ซิสเตอร์มารี เทเรเซีย"


ซิสเตอร์มารี เทเรเซีย แห่ง พระตรีเอกภาพศักดิ์สิทธิ์
Sister Mary Theresia of the Holy Trinity

หมู่บ้านฟาซเซ็น เมืองอาเพลโดร์น ประเทศเนเธอร์แลนด์ วันที่ 13 พฤศจิกายน ค..1897 เทเรเซีย เอจส์ซูเดค์ ได้ถือกำเนิดขึ้น  ในฐานะบุตรีหัวปลีจากห้าคนของนายคราดุซ เอจส์ซูเดค์ กับ นางโยฮันนา สโคลเท็น แต่น่าเศร้าที่ไม่นานหนูน้อยก็ป่วยจนถึงขั้นเกือบตาบอด แต่ผ่านคำภาวนาต่อภาพนักบุญอันตนที่วัดใกล้ๆบ้าน ของมารดาอย่างร้อนรน ในวันนั้นดวงตาที่ป่วยก็ถูกแทนด้วยดวงตาอันงดงามเมื่อมารดาได้กลับมาจากวัดและมองดูบุตรีในเปล

เราอาจบอกได้ว่าท่านเป็นเด็กขี้โรค ท่านมีตุ่มเต็มตัวเกือบตลอดเวลา แต่กระนั้นตั้งแต่เยาว์วัยท่านก็พยายามทรมานตนเองและยืนอยู่เงียบๆเพื่อความรักของพระเจ้า จนหลายๆครั้งท่านจึงมักถูกเหน็บแหนมจากคนรอบตัวท่านเองว่า อา บางทีเธออาจต้องไปเข้าอารามนะ



จากนั้นพออายุได้ราวๆสามปีบิดาของท่านก็พาครอบครัวท่านย้ายไปอยู่เมืองอ็อคโทป ประเทศเยอรมัน ที่บิดาท่านได้งานทำ ทำให้ท่านได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่บริหารโดยซิสเตอร์ ซึ่งส่งให้ท่านเติบโตมาท่ามกลางความเชื่อบนโลกแห่งความสุข แต่แล้วฝันร้ายแท้จริงก็ฉีกกระชากความสุขของท่านเมื่อบิดาท่านประสพอุบัติเหตุกับเครื่องจักรจนนิ้วหัวแม่มือขาด ซึ่งพัฒนาเป็นอาการโลหิตเป็นพิษและพรากบิดาท่านไปอย่างไม่มีวันหวนกลับในขณะที่ท่านมีอายุเพียงเก้าปีเท้านั้น

มารดาของท่านใช้เวลาไว้ทุกข์ประมาณปีหนึ่ง ก็ตัดสินใจพาครอบครัวกลับมายังประเทศเนเธอร์แลนด์และได้เข้าพิธีสมรสอีกครั้งกับนายเฮรมานุส อัลเบอรตุส ติเชเลอร์ เมื่อพิสูจน์ได้ว่าเขาสามารถที่จะเป็นพ่อเลี้ยงที่ดีแก่ครอบครัวน้อยๆนี้ พร้อมย้ายมาอยู่ที่เมืองเอ็นสคีเด เช่นกันทีเมืองนี้ท่านก็ได้เข้าโรงเรียนของอาราม ที่ยามใดก็ตามเมื่อโรงเรียนเลิกเท่าที่ทำได้ท่านก็จะรีบวิ่งตรงไปที่วัดใกล้ๆ เพื่อใช้เวลาในการเฝ้าศีล และเช่นเด็กทั่วไปท่านก็ย่อมมีการเล่นที่ชอบ ซึ่งมันก็คือการเล่นเป็น ซิสเตอร์ อันคือกระแสเรียกที่ท่านมีอย่างร้อนรน



แต่การจะไล่ตามกระแสเรียกของท่านนั้นช่างยากนะเพราะพ่อเลี้ยงไม่ต้องการปล่อยท่านไป นอกจากนั้นยังสุขภาพของท่าน  ท่านจึงขอคำแนะนำจากคุณพ่อวิญญาณก็บอกให้วางเรื่องนี้ไว้ในพระหัตถ์เปี่ยมรักของพระเจ้า และแน่นอนว่าไม่มีอะไรขัดขวางน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ ซึ่งไม่นานหลังจากนั้นบิดาเลี้ยงท่านก็ได้ไปคุยกับเพื่อนบ้านและได้สนทนากันเรื่องลูกๆของพวกเขา กระทั้งมาถึงเรื่องของท่านบิดาเลี้ยงก็ได้กล่าวว่าท่านต้องการเข้าอาราม แต่ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่เขาก็จะไม่ยอมปล่อยให้ท่านไป ทันทีเพื่อนบ้านก็บอกกับเขาว่า ไม่เลยนะ ฉันจะไม่ทำเช่นนั้นเลย ถ้าหนึ่งในลูกๆของฉันอยากไป ฉันก็จะปล่อยให้เขาไปในทันที ทันทีหลังจากกลับบ้านเขาก็พูดกับท่านอย่างตรงๆว่า เทเรเซีย ถ้าลูกต้องการเข้าอาราม ก็ได้เลย ตอนนี้ความสุขก็พลันแล่นเข้าสู่ดวงใจของท่าน เพราะแพทย์ก็ได้ออกใบรับรองเชิงบวกให้ท่าน เหตุที่ว่าช่วงปีนั้นตุ่มของท่านก็หายแล้ว

และเมื่อได้รับความยินยอมแล้ว ท่านก็ได้สมัครเข้าคณะคาร์เมไลท์แห่งพระหฤทัยแห่งพระเยซูเจ้าที่เมืองทิลเบริก ในปี ค..1917 ในขณะที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งกำลังซาซัดเข้ามารอบๆประเทศเนเธอร์แลนด์ ทำให้มีเด็กกำพร้ามากมายให้ซิสเตอร์ได้ดูแล จากนั้นขณะเป็นเป็นผู้เตรียมบวชของคณะท่านก็ได้รับอนุญาตให้เลือกนามในการปฏิญาณตนของท่าน ท่านจึงเลือกนามว่า ซิสเตอร์มารี เทเรเซีย ถัดมาในปี ค..1918 ขณะใกล้เข้าพิธีปฏิญาณตนในฐานะนวกะเณรี ท่านก็ได้รับสิทธิ์ให้เลือกนามอีกครั้ง แต่ท่านก็ยังคงหนักแน่นต่อนามนี้ดังนั้นท่านจึงได้รับนามว่า ซิสเตอร์มารี เทเรเซีย แห่ง พระตรีเอกภาพศักดิ์สิทธิ์



ชีวิตแห่งการเป็นธรรมทูตของท่านเริ่มขึ้น ขณะเป็นนวกะเณรีเมื่อบรรดานวกะเณรีถูกถามว่ามีใครยินดีจะไปเป็นธรรรมทูตไปยังประเทศอเมริกาหลังจากปฏิญาณตน และทันทีท่านตอบรับ ด้วยเหตุที่มันเป็นงานที่ท่านใฝ่ฝันไว้ตั้งแต่อายุยังน้อย ดังนั้นเมื่อเสร็จสิ้นพิธีปฏิญาณตนในปี ค..1917 ท่านก็เป็นหนึ่งในผู้ถูกคัดเลือกพร้อมซิสเตอร์อีกเจ็ดคนของคณะ ให้ลงเรือกลไฟที่มุ่งตรงสู่ดินแดนนามอเมริกาที่บุญราศีมารีอา เทเรซา แห่ง นักบุญยอแซฟผู้ตั้งคณะได้ก่อตั้งบ้านเด็กกำพร้าและสูงอายุไว้จำนวน 11 หลังตั้งแต่ปี ค..1912

หน้าแรกในดินแดนอเมริกาของท่านเริ่มขึ้นเมื่อท่านขึ้นฝั่งที่นิวยอร์ก ท่านก็ได้ไปทำงานที่บ้านคณะที่ชิคาโกตะวันออก ซึ่งที่นี่ท่านก็เริ่มมีอาการเจ็บป่วยเป็นระยะๆไปตลอด ทำให้จึงมีการย้ายท่านไปที่อารามที่เป็นบ้านพักคนชราที่เคโนชา รัฐวิสคอนซิน ใกล้กับทะเลสาบมิชิแกนเพราะเชื่อว่าท่านป่วยด้วยอากาศจากอุสาหกรรมที่ชิคาโก ซึ่ง ณ ที่นั่นท่านก็มีโอกาสได้แสดงคำอำลาในโอกาสกลับบ้านแม่ของคณะ ที่ประเทศฮอลแลนด์ของคุณแม่มารีอา เทเรซา ในเดือนกรกฎาคม ค..1920  หลังจากคุณแม่เดินทางมาตั้งคณะในอเมริกาอยู่หลายปี



แม้จะมีอาการป่วยออดๆแอดๆอยู่เสมอ ท่านก็ยังคงซ่อนความทุกข์ทรมานภายนอกนั้นไว้เท่าที่เป็นไปได้ และช่วยงานในบ้านคณะเท่าที่ท่านทำได้ พร้อมเรียนภาษาอังกฤษ ด้วยเหตุที่ท่านมาอเมริกาทั้งที่ไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับภาษาอังกฤษเลยซักนิดยามเมื่อมาถึงแผ่นดินอเมริกา โปรดภาวนาให้ดิฉันเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้เร็วๆด้วยนะคะ ท่านเขียนถึงคนในครอบครัวที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ดิฉันกังวลมากๆที่จะเยี่ยมบ้านและทำงานธรรมทูตแท้จริง พร้อมชนะวิญญาณทั้งหลายเพื่อพระเจ้า

แต่หลังจากนั้นท่านก็ล้มป่วยหนักเหมือนเป็นโรคไขข้ออักเสบที่แพร่ไปทั่วร่างกายของท่าน ชนิดที่ว่าท่านแทบจะไม่สามารถเคลื่อนไหวตัวได้เวลาอาการปวดกำเริบ ประการนี้ท่านจึงถูกกลับไปที่บ้านแม่ของคณะที่เวาวาโทซา ซึ่งท่านสามารถช่วยดูแดเด็กทารกได้ระยะหนึ่ง แต่เพื่ออากาศที่อบอุ่นท่านจึงถูกส่งไปที่เซนต์ชาลส์ รัฐมิสซูรี พร้อมหน้าที่ใหม่ในครัวของอารามที่ท่านทำด้วยความสุข แต่บ่อยครั้งบรรดาซิสเตอร์ก็จะเห็นท่านกัดฟันแน่นหรือเบ้ปากเพราะความเจ็บปวด แต่ทันทีที่ท่านเห็นว่ามีคนเห็นท่านก็จะหัวเราะอย่างขับขันแบบที่ว่าไม่เคยเกิดอะไรขึ้นเมื่อตะกี้เลย ท่านไม่ต้องการออกจากสำนักงาน(ครัว)ของท่านเลย



ที่สุดท่านก็ถูกพบว่าป่วยเป็นโรคไตในหกสัปดาห์ก่อนวันคริสต์มาส ปี ค..1922 หลังจากนั้นหลังวันคริสต์มาสท่านก็ถูกส่งไปโรงพยาบาลเซนต์ หลุยสื เพื่อเข้ารับการตรวจอย่างระเอียด และพบว่าไตข้างหนึ่งของท่านเต็มไปด้วยหนองจนใช้การอะไรไม่ได้นอกจากต้องตัดทิ้งเสีย ดังนั้นในวันที่ 6 มีนาคม ปีถัดมาท่านจึงถูกส่งเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลเซนต์ ชาลส์  แต่ทุกคนก็ต้องประหลาดใจกับไตของท่านทั้งแพทย์และคนอื่นๆ พยาบาลท่านหนึ่งบอกเลยว่าท่านทุกข์พอแล้วสำหรับสวรรค์ นอกจากนั้นซิสเตอร์ที่อยู่ข้างตอนให้ยาสลบท่าน ก็ได้ยินท่านเอ่ยพระนามของพระเยซูเจ้าตลอด และหลังการผ่าตัดท่านก็พูดติดตลกว่า เรียบร้อนชัวร์ๆ เธอคือเทเรซาแห่งพระเยซูเจ้าท่านยังคงอยู่ที่นั่นอีก 6 สัปดาห์โดยไม่เคยบ่นมีพยานมากมายรวมทั้งแพทย์ที่รักษาท่าน ที่ถึงกับกล่าวชื่นชมความอดทนของท่าน

และหลังจากนั้นท่านก็กลายเป็นคนป่วยอย่างสมบูรณ์ไปวันๆในบ้านคณะที่เซนต์ชาลส์ แต่ก็ยังคงต้องทนกับความเจ็บปวดเป็นเวลานาน ทำให้ท่านนอนไม่ค่อยหลับหลายๆคืน พยาบาลที่ดูแลท่านกล่าวว่า มันจะไม่แปลกอะไรเลย ถ้าวันหนึ่งเราจะพบซิสเตอร์เทเรเซียจากไปอยู่บนเตียง แต่เพียงไม่นานในฤดูร้อนอาการก็ทุเลาลงบ้าง ท่านจึงเริ่มทำงานบาอย่างอีกครั้ง จากนั้นท่านก็ได้มีโอกาสได้ปฏิญาณตนตลอดชีพที่นั่นในปี ค..1924 แม้จะเจ็บป่วยท่านก็ยังคงทำงานตามที่ทำได้อย่างไม่หยุดหย่อน ท่านไม่เคยบ่นเลยซักครั้ง พร้อมถวายความทุกข์ทรมานของท่านอย่างเงียบๆต่อพระเจ้า เหมือนบุตรีแห่งคาร์แมลแห่งลีซีเออร์



จากนั้นในเดือนพฤษภาคม ค..1925 อยู่ๆท่านก็กล่าวกับคุณแม่อธิการว่า ตอนนี้ลูกไม่สามารถทำต่อไปได้แล้ว ลูกกำลังนั่งอยู่บนด้านบนของบันไดและไม่สามารถทำต่อไปด้วยความเหนื่อยหล้า(ขัดฝุ่น) ยามมันดูเหมือนลูกที่บางคนพูดกับลูกว่า แค่เวลาอีกนิดหนึ่ง ทำให้ลูกเข้มแข็งพอที่จะมีกำลังทำมันจนเสร็จ(ปัดฝุ่น)ทั้งบันได คุณแม่อธิการจึงกำชับท่านว่า ดีแล้ว จากนี้ไป ลูกไม่ต้องแตะ(หรือทำ)อะไรอีกต่อไปแล้วนะ แต่ถ้าลูกยังพอทำอะไรได้ ก็จงเพียงแต่ทำงานที่เกินกำลังน้อยๆหน่อย(อาทิ เย็บปักถักร้อย)”

และเมื่อแพทย์ตรวจท่านอีกครั้งเขาก็ยืนยันว่าท่านคงจะมีชีวิตได้อีกราวสี่สัปดาห์ ในตอนนี้ความแข็งแรงของท่านก็เริ่มลดน้อยลงไปชนิดที่เห็นได้ชัดเลยทีเดียว ทำให้ต้องอยู่ที่ห้องแต่เพราะห้องท่านมีอากาศที่ร้อนอบอ้าวนั้น ท่านจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันไปกับการนั่งๆนอนๆอยู่ในสวนของระเบียงทางเดินอาราม ซึ่งถ้ามีโอกาสท่านก็จะทำงานเย็บปักถักร้อยไปจนบ่อยครั้งเข็มจึงมักตกจากมือท่าน แต่เมื่อฤดูร้อนอันแสบอบอ้าวใกล้จะจบลงเต็มที ท่านก็กลับไม่สามารถลงมาที่สวนได้อีก แต่อย่างไร ท่านก็ยังลงมาร่วมมิสซาทุกวันเสมอ จนถึงวันที่ 15 ตุลาคม ในวันฉลองนักบุญเทเรซา แห่ง อาวิลา นับจากนั้นพระสงฆ์ก็จะขึ้นไปส่งศีลท่านเสมอ ท่านไม่เพียงแต่ต้องทุกข์ทรมานภายนอกเท่านั้น แต่ความทุกข์ภายในของท่านก็มิได้ขาดหายไปไหน



ท่านมีความรักต่อนักบุญเทเรซา แห่ง พระกุมารเยซู ซึ่งในวาระฉลองการประกาศนามบุตรีคาร์แมลแห่งลีซีเออร์เป็นนักบุญในวันที่ 17 พฤษภาคม ค..1925 บรรดาซิสเตอร์ก็ต่างพากันจัดนพวารเพื่อให้ท่านหาย และในช่วงบ่ายวันนั้นซิสเตอร์คนหนึ่งก็ได้แนะนำให้ท่านไปสวดภาวนาหน้ารูปของบุตรีแห่งลีซีเออร์ หลังจากภาวนาท่านก็กลับมาพร้อมเล่าว่า ดูเหมือนว่าดิฉันจะได้ยินเสียงจากท่านว่าดิฉันจะไม่หาย ดิฉันจะมีชีวิตอยู่ในเพียงเวลาสั้นๆ แต่ดิฉันยังต้องทนทุกข์ทรมานอีกมาก

ในเดือนกุมภาพันธ์ ค..1926 ตรงตามที่ธิดาแห่งลีซีเออร์บอกไว้ สุขภาพท่านก็เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ จนต้องถูกส่งไปโรงพยาบาลในวันที่ 6 มีนาคม ท่านกล่าวว่า นี่คือการเสียสละครั้งสุดท้ายที่พระเจ้าผู้แสนดีทรงเรียกดิฉัน อย่างไรก็ตามในวันที่ 10 มีนาคม ค..1926 อาการท่านก็ทรุดหนักลงจนถึงขั้นโรงพยาบาลต้องโทรแจ้งไปยังอาราม ทันทีซิสเตอร์สองคนจึงรีบรุดมาและถึงโรงพยาบาลในเวลาบ่ายสอง ซึ่งมันเป็นความยินดีของท่านที่จะได้เห็นพี่น้องที่รักของท่านอีกครั้ง



ทันทีพวกเขาจุดเทียนและนำสายจำพวกวางที่ไหล่ของท่าน พร้อมให้ท่านรื้อฟื้นคำปฏิญาณเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มสวดบทเพื่อผู้ตายซึ่งท่านคอยตอบรับตลอดด้วยเสียงน้อยๆเพราะความอ่อนแอ ประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนท่านจะจากไปเห็นจะได้ท่านก็กล่าวขึ้นว่า โอ้ ตอนนี้ดิฉันรู้สึกไม่ดีเลย หลังจากนั้นท่านก็กล่าวอย่างเหยงๆอีกว่า อะไรกันจะเกิดขึ้นในวันนี้คะ ทันทีคุณแม่อธิการก็ตอบท่านว่า องค์พระผู้ช่วยให้รอดผู้พระทัยดีจะมาและรับลูกไปยังสวรรค์ในวันนี้ ตอนนี้เสียงท่านดูอ่อนแรงมากขึ้น

ที่สุดเพียงห้านาทีก่อนเวลาสิบแปดนาฬิกาในวันนั้น ในวัยเพียง 28 ปี ในโรงพยาบาลเซนต์ หลุยส์ ท่านก็ได้ละลมหายใจสุดท้ายจากโลกนี้ไปอย่างสงบเหมือนทารกที่ผลอยหลับไปในอ้อมอกมารดา ร่างของท่านได้พักกายอย่าสงบในสุสานของคณะที่มิลวอกี ท่ามกลางความสุขภายในของทุกคนในอาราม หลังจากนั้นก็มีรายงานว่าเพื่อนซิสเตอร์ของท่านว่าท่านได้ประจักษ์มาหาเธอแล้วบอกว่าท่านอยู่บนสวรรค์แล้ว และท่านจะตอบแทนทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านได้รับจากคณะนี้ ไม่นานก็เป็นดังนั้นโดยเริ่มจากคำวิงวอนของซิสเตอร์ที่ดูแลท่านที่เซนต์ชาลส์ ก่อนกระจายไปทั่วบ้านของคณะทั้งในอเมริกาและยุโรป



บิดาของท่านเล่าในหนังสือที่ตีพิมพ์หลังจากเจ็ดปีมรณกรรมของท่านว่าเมื่อเสื้อผ้าของท่านถูกวางเหนือผู้ป่วยในทันทีผู้ป่วยคนนั้นก็จะได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว รวมถึงเกษตรกรรายหนึ่งซึ่งประสพอุบัติเหตุจากม้า เด็กชายที่ติดเชื้อจนสูญเสียการได้ยิน เป็นต้น นอกจากนั้นบุญราศีมารีอา เทเรซา เชื่อเสมอว่าท่านคือนักบุญ คุณแม่มักวิงวอนผ่านท่านและก็ได้เสมอ คุณแม่กล่าวในจดหมายหนึ่งว่า ดิฉันเชื่อว่าซิสเตอร์มารี เทเรเซียที่รักจะอวยพรคุณที่นั่น คุณแม่กล่าวว่าท่านคือรูปแบบของความศักดิ์สิทธิ์ที่ควรยึดถือ

ความรักอยู่ที่ว่าพระเจ้าทรงรักเรา และทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาเพื่อชดเชยบาปของเรา มิใช่อยู่ที่เรารักพระเจ้า(1 ยอห์น 4:10) เช่นกันท่านไม่เพียงแต่รักพระเจ้าแต่ท่านยังรักทุกคนเพราะท่านตระหนักถึงความรักของพระเจ้าดี ท่านจึงได้ตัดสินใจไปเป็นธรรมทูตในดินแดนที่ท่านไม่รู้จัก ไม่รู้ภาษา สุขภาพแย่ แม้จะกังวลใจอยู่บ้างแต่ท่านก็ไปเพื่อพระเจ้า ด้วยความวางใจ แม้จะเป็นชีวิตที่สั้นๆ ท่านก็ได้แสดงออกถึงความวางใจ และความรักในพระอย่างเต็มเปี่ยม ชนิดน่ายกย่องเป็นแบบอย่างเลยทีเดียว


ข้าแต่ท่านซิสเตอร์มารี เทเรเซีย แห่ง พระตรีเอกภาพศักดิ์สิทธิ์ ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง

วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

การพบปะของมารดาผู้ทุกข์ทน


การพบปะของมารดาผู้ทุกข์ทน

ตามคำบอกเล่าของบุญราศีแอน แคทเทอรีน อัมเมอริก ภคินีชาวเยรมัน ผู้ได้รับรอยแผลศักดิ์สิทธิ์

หลังจากนั้นแม่ผู้ทุกข์ใจก็ได้ออกจากศาล พร้อมกับยอห์นและสตรีอีกกลุ่มหนึ่ง ทันทีที่ประโยคอันอยุติธรรมได้ถูกประกาศขึ้น จากนั้นแม่ก็ได้ใช้เวลาตัวของแม่เองเดินตามสถานทรมานของพระบุตรและรินรดสถานที่เหล่านั้นด้วยหยาดน้ำตาของแม่ แต่เมื่อเสียงแตร การวิ่งของผู้คนและเสียงอึกทึกของม้าประกาศการเริ่มต้นของขบวนสู่กัลวาลิโอ แม่ก็ไม่สามารถที่จะอดกลั้นความปรารถนาของแม่ที่จะได้เห็นพระบุตรที่รักของแม่อีกครั้ง แม่ได้ขอร้องยอห์นให้พาแม่ไปยังสถานที่ที่พระบุตรทรงต้องผ่าน

ยอห์นจึงพาแม่ไปยังพระราชวัง ซึ่งมีประตูที่ถนนที่พระบุตรต้องตัดผ่านหลังพระองค์ทรงหกล้มครั้งแรก ดิฉันเชื่อว่าที่นั่นน่าจะเป็นที่อาศัยของมหาสมณะคายาฟาส ซึ่งมีศาลอยู่ตรงส่วนที่เรียกว่าซีโอน ที่นั่นยอห์นได้ขอและได้รับอนุญาตจากข้าราชการผู้ใจดีให้สามารถยืนอยู่ ณ ทางเข้ากับแม่และสหายของแม่



ในตอนนี้แม่ดูซีดเซียว ตาของแม่แดงกล่ำด้วยการร่ำไห้ แม่คลุมผ้าอย่างมิดชิดด้วยผ้าคลุมสีฟ้าเทา เสียงเอ็ดตะโรและดูถูกจากฝูงชนที่โกธรเกรี้ยวได้ยินมาแทบจะชัดถ้อยชัดคำ ผู้ส่งสารประกาศด้วยเสียงอันดังว่า เจ้าผู้ร้ายสามคนนี้กำลังจะถูกตรึงกางเขนแล้ว จากนั้นบ่าวรับใช้จึงเปิดประตูทันทีเสียงอันน่าสะพรึงกลัวก็ยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้นทุกขณะ แม่ทิ้งตัวแม่คุกเข่าลง และหลังจากสวดภาวนาอย่างร้อนรน แม่จึงหันไปหายอห์นแล้วถามว่า แม่ควรจะอยู่ต่อดีไหม? หรือแม่ควรจะไปเลยเสียดีไหม? แม่จะมีพลังพอประคองตาได้หรือ?”  ยอห์นจึงตอบแม่ว่า ถ้าแม่ไม่อยู่จนเห็นพระองค์ผ่าน แม่จะเสียใจในภายหลังนะครับ

ดังนั้นพวกเขาจึงยังคงยืนอยู่ที่ใกล้ประตู พร้อมสายตาที่จ้องมองไปที่ขบวนซึ่งยังอยู่ห่างนัก ที่ค่อยเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ จนเมื่อบรรดาผู้กำลังแบกเครื่องไม้เครื่องมือเพื่อใช้ตรึงกางเขนเดินเข้ามาใกล้ แม่ก็ได้เห็นความอวดดีและสายตาแห่งชัยชนะของพวกเขา แม่ไม่สามารถควบคุมความรู้สึกของแม่ได้ แม่ได้แต่พนมมือของแม่ราวกับวิงวอนขอความช่วยเหลือจากสวรรค์ หนึ่งในบรรดาทหารจึงได้กล่าวกับสหายของเขาว่า อะไรกันหรือที่ทำให้หญิงผู้นี้คร่ำครวญกันเล้า สหายเขาจึงตอบไปว่า อ้อ หล่อนคือแม่ของเจ้ากาลิลีน่ะ



เมื่อเจ้าคนโหดร้ายที่ช่างห่างไกลจากคำว่าเห็นใจเสียนี่กระไรได้ยินดังนั้นแล้ว พวกเขาก็เริ่มการละเล่นกับความเศร้าของแม่ พวกเขาชี้ไปที่แม่ หนึ่งในนั้นได้เอาตะปูสำหรับตอกพระบุตรกับไม้กางเขนไปถวายแม่อย่างดูถูก แต่แม่เบือนหน้าหนี ไปมองแต่พระบุตรของแม่ที่กำลังใกล้เข้ามาทุกที พลางยันตัวแม่กับเสาเพื่อค้ำตัวแม่ไว้ ด้วยเกรงว่าแม่อาจเป็นลมอีกครั้งจากความเศร้าโศก ในตอนนี้แก้มของแม่ดูซีดเซียวเหมือนคนตาย ริมฝีปากก็แทบจะเป็นสีฟ้าอยู่แล้ว

พวกฟาริสีขี่ม้าผ่านไปตามไปด้วยเด็กชายที่ถือคำจารึกเอาไว้ จากนั้นจึงเป็นพระบุตรที่รักของแม่ พระองค์ถูกกดพระวรกายลงด้วยน้ำหนักของไม้กางเขน ที่พระเศียรของพระองค์ยังคงมีมงกุฎหนาม ทรงหลบพระเนตรของพระองค์ลงเพราะความเจ็บปวดที่ไหล่ พระองค์ทรงทิ้งลักษณะของความเห็นใจและความเศร้าโศกลง ณ แม่ ทรงเดินอย่างโซซัดโซเซ และทรงหกล้มลงเป็นครั้งที่สองด้วยพระหัตถ์แลพระชานุของพระองค์



ตอนนี้แม่บรรลุถึงความทุกข์ทรมานอย่างสมบูรณ์ แม่ลืมทุกๆสิ่ง แม่ไม่เห็นทั้งบรรดาทหารหรือเพชฌฆาตเลย แม่ไม่เห็นอะไรเลย แต่ด้วยความรักสุดจะพรรณนาต่อพระบุตร แม่ได้ออกจากประตูแล้วฝ่าเข้าไปท่ามกลางฝูงชนที่ต่างพากันดูถูกและเหยียดหยามพระบุตรของแม่ และคุกเข่าลงพลางสวดกอดพระองค์อยู่ข้างๆพระองค์ คำเดียวที่ดิฉันได้ยินคือ ลูกรัก และ แม่ แต่ดิฉันก็ไม่แน่ใจว่าคำพูดเหล่านี้จะจริงไหม บางทีมันอาจเกิดจากใจของดิฉันเองก็ได้

ชั่วขณะเกิดความสับสนไปทั่ว ยอห์นและพรหมจารีศักดิ์สิทธิ์พยายามจะพยุงแม่ขึ้นมาจากพื้น จากนั้นแม่จึงถูกพลยิงธนูต่อว่าแม่ หนึ่งในพวกเขาพูดว่า แกจะทำอะไรที่นี่ หญิงเอ๋ย มันจะไม่ต้องตกอยู่ในกำมือของเรา ถ้ามันได้รับการสั่งสอนให้ดีกว่านี้ มีทหารไม่กี่คนที่มองเหมือนล่วงเกิน ถึงแม้พวกเขาจำเป็นต้องกันแม่ให้กลับไปที่ประตู ไม่มีใครประคองมือแม่ไว้เลย จากนั้นขณะยอห์นและสตรีรายล้อมแม่ก็ล้มลงเพราะเป็นลมใกล้หินที่อยู่ใกล้ประตู จนทำให้เกิดรอยฝ่ามือของแม่ขึ้น หินนั้นแข็งมากๆ และมันถูกย้ายออกไปอยู่ที่วัดหลังแรกของเยรูซาเล็มใกล้สระเบธไซดา เมื่อนักบุญยากอบ องค์เล็ก เป็นพระสังฆราชของเมือง จากนั้นสาวกสองคนที่อยู่กับแม่จึงอุ้มแม่เข้าไปในบ้านและประตูก็ถูกปิดลง


ข้าแต่พระมารดามหาทุกข์ ช่วยวิงวอนเทอญ
ข้อมูลอ้างอิง

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...