วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2557

"มาเดร เปาลีนา" ศักดิ์ศรีของบลาซิล


นักบุญเปาลา แห่ง พระหฤทัยอันระทมทุกข์ยิ่งของพระเยซูเจ้า
St. Paulina do Coração Agonizante de Jesus
ฉลองในวันที่ : 9 กรกฎาคม
องค์อุปถัมภ์ : ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน

ภายในอ้อมกอดขุนเขาสีเขียวขจี บนเนินเขาสีเขียวตามบันไดที่มุ่งไป เราก็จะพบอาคารทรงทันสมัยอันสวยงามตั้งตระหง่านอยู่ ที่มีมีรูปปั้นของสตรีท่านหนึ่งแต่งกายด้วยชุดซิสเตอร์สีดำ มีผ้าคาดเอวสีฟ้าสด กำลังกางแขนออกคล้ายต้อนรับผู้คนมากมายที่จารึกมาเยือนสถานที่แห่งนี้ ยืนอยู่บนฐานหินสีเทาพร้อมป้ายที่ติดข้างล่างที่ทำให้เรารับรู้นามของสตรีคนนี้ ซันตา เปาลีนา

16 ธันวาคม ค..1865 วีโกโล วัตตาโร มณฑลทิโรล อาณาจักรออสเตรียฮังการี (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดเตรน ประเทศอิตาลี) ในครอบครัวที่สืบเชื้อสายมาจากชนชาวเยอรมันที่มีหัวหน้าครอบครัวชื่ออันโตนิโอ เนโปเลโอเน วีซินไทเนร์ ที่สมรสกับอันนา เปียเนซเซอร์ ก็ได้ต้อนรับสมาชิกคนที่สองของครอบครัวผู้เป็นทารกเพศหญิงผู้ได้รับนามว่า อามาบีเร ลูเชีย  วีซินไทเนร



หลังจากนั้นท่านก็ได้เติบโตขึ้นมาในความเชื่อและความยากจนเช่นทุกคนในพื้นที่ จนที่สุดในเดือนกันยายน ค..1875 ครอบครัวท่านพร้อมชาวบ้านอีกหนึ่งร้อยชีวิตคิดเป็นหนึ่งในห้าของประชากรก็ได้ตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่รัฐซันตากาตารีนา ในประเทศบลาซิลพร้อมก่อตั้งหมู่บ้านวีโกโลขึ้น(ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของโนวา เตรนโต) ณ ที่นั่น จากนั้นท่านก็เติบโตขึ้นมาโดยมีแบบอย่างความเชื่อและความเมตตารักจากมารดาของท่าน ท่านไม่ได้รับการศึกษาอะไรมากท่านจึงมีความรู้น้อยมากๆ แต่ท่านก็มีความรักที่ยิ่งใหญ่ต่อพระเจ้า ความทุกข์ทรมานและความยากไร้ ซึ่งหลังจากศีลมหาสนิทครั้งแรกของท่านในวัย 12 ปี ท่านก็เริ่มอุทิศชีวิตเพื่องานอภิบาลเขตวัด ทั้งการสอนคำสอนเด็กๆ ไปเยี่ยมคนป่วย หรือทำความสะอาดวัด

เราอาบอกได้เลยว่าเด็กหญิงเปาลา นั้นมีกระแสเรียกมาตั้งแต่เด็กแล้ว ท่านมักพูดถึงการใช้ชีวิตแด่พระเจ้ามาเสมอ ซึ่งจุดเริ่มต้นชีวิตกระแสเรียกของท่านเริมในวันที่  12 กรกฎาคม ค..1890  เมื่อท่านพร้อมเพื่อนนามวีร์จีเนีย โรซา นีโกโลดี ภายใต้คำแนะนำทางวิญญาณจากคุณพ่อลุยจี รอซซี สงฆ์คณะเยซูอิต  ตัดสินใจอุทิศตนภายใต้การอารักข์ของพระมารดามารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล โดยเริ่มจากการดูแลสตรีคนหนึ่งที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ที่บ้านหลังเล็กๆ ที่รับบริจาคสำหรับคณะน้อยๆนี้ ที่ๆพวกท่านเริ่มใช้ชีวิตแห่งการถวายตัว ซึ่งภายหลังการจากไปของสตรีคนนั้นท่านก็ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ของคณะนี้นามเทเรซา อันนา เมาเล



จากนั้นในปี ค..1895 คุณพ่อรอซซีและท่านก็เห็นพ้องต้องกันว่าคณะควรได้รับการก่อตั้งอย่างเป็นทางการซักทีด้วยเหตุหลายๆประการ ดังนั้น คณะภคินีน้อยแห่งพระแม่ผู้ปฏิสนธินิรมล จึงถือกำเนิดขึ้นและได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการโดยพระคุณเจ้าโฆเซ เด คามาร์โก บาฮูซ พระสังฆราชประจำสังฆมณฑลกูรีตีบา ในวันที่ 25 สิงหาคม ค..1895 ก่อนในเดือนธันวาคมปีเดียวกันนั้นเองท่านและเพื่อนอีกสองคนก็ได้เข้าพิธีปฏิญาณตนพร้อมรับนามใหม่ ซึ่งนามใหม่ของท่านก็คือ ซิสเตอร์เปาลา แห่ง พระหฤทัยอันระทมทุกข์ยิ่งของพระเยซูเจ้า

ในทันทีคณะนี้อันเป็นคณะแรกที่เกิดขึ้นในบลาซิลก็เติบโตอย่างรวดเร็วแม้จะมีความยากลำบากในการเจริญชีวิตก็ตาม โดยคณะมีพันธกิจหลักคือการดูแลเด็กกำพร้าและผู้ป่วย พร้อมทำงานทอผ้าไหมเพื่อเป็นรายได้ ส่งให้ในปี ค..1903 ท่านจึงถูกเลือกให้เป็นคุณแม่มหาธิการิณีของคณะ ซึ่งในปีเดียวกันนั้นท่านก็ตัดสินใจย้ายบ้านคณะจากโนวา เตรนโต ไปที่อีพิรันกา ในเซาเปาโล และเปิดอารามเพื่อดูแลลูกของบรรดาอดีตทาสและทาสที่ชราที่ถูกทอดทิ้งเพราะไม่สามารถจะทำอะไรได้ ณ ที่นั่นบนเนินเขา ใกล้ๆกับซากราดา ฟามีเลีย  



แต่แล้วในเดือนสิงหาคมปี ค..1909 ด้วยข้อพิพาทเกี่ยวกับคณะด้วยความอยุติธรรม พระสังฆราชแห่งเซาเปาโลก็ได้ปลดท่านออกจากตำแหน่งคุณแม่มหาธิการิณีของคณะ พร้อมส่งตัวท่านไปทำงานกับผู้ป่วยที่ซานตา คาซา และผู้สูงอายุที่บ้านพักสำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้ายเซนต์วินเซน เดอ ปอล  ที่ บรากันซา เปาลีสตา  ที่ท่านก่อตั้งขึ้น โดยมิสามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญใดๆในคณะได้อีกเลย มีบันทึกถึงตอนนั้นว่า ทันทีคุณแม่ก็คุกเข่าลง …. คุณแม่เจียมตัวของคุณแม่ดี ….คุณแม่ตอบว่าคุณแม่พร้อมแล้วพร้อมมากๆ ที่จะส่งมอบคณะ…..คุณแม่เสนอตัวท่านเองอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อรับใช้อยู่เบื้องล่างของคณะ ดังนั้นท่านจึงใช้เวลาว่างไปกับการสวดภาวนาเพื่อคณะของท่าน และน้อมรับน้ำพระทัยของพระเจ้าเพื่อคณะและเพื่อองค์พระเจ้าทรงเป็นที่รู้จัก ที่รักและที่รู้จักของวิญญาณทุกดวงบนโลก

ท่านอยู่อย่างนั้นทำงานอันต่ำต้อยทั่วไปอยู่เก้าปี พระอัครสังฆราชผู้นั้นจึงอนุญาตให้คุณแม่มหาธิการิณีคนใหม่ของคณะพาท่านกับมายังบ้านแม่ที่เซาเปาโลได้เช่นเดิม พร้อมคำสั่งกำชับว่า เธอควรจะมีชีวิตและตายในฐานะเบื้องล่าง  เมื่อได้กลับมาท่านก็มิได้ดำรงตำแหน่งเป็นสิ่งใดทั้งสิ้นตรงข้ามท่านกลับเจริญชีวิตที่ซ่อนเร้นผสานกับการสวดภาวนาและความรักในช่วยเหลือซิสเตอร์ที่ไม่แข็งแรง กระทั้งในวันที่ 19 พฤษภาคม ค..1933 สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุส ที่ 11 ก็ได้ทรงรับรองให้ท่านเป็น คุณแม่ผู้ก่อตั้งคณะผู้น่าเคารพ ในพระราชกฤษฎีกายกย่อง ด้วยสันตะสำนักได้อนุมัติคณะท่านอย่างเป็นทางการแล้ว จากนั้นในช่วงสุวรรณสมโภชครบรอบ 50 ปีการก่อตั้งคณะในวันที่ 12 กรกฎาคม ค..1940 ท่านก็ได้เขียนพินัยกรรมฝ่ายจิตขึ้น จงอ่อนน้อมถ่อมตน วางใจเสมอและทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ภายใต้พระญาณสอดส่องขององค์พระผู้เป็นเจ้า จงห้ามและห้ามปล่อยตัวเองให้ท้อแท้แม้จะมีลมพัดมาปะทะเท่าใดก็ตาม ดิฉันขอย้ำอีกครั้ง จงวางใจในพระเจ้าและพระแม่มารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล จงซื่อสัตย์และจงก้าวป้างหน้าอย่างมั่นคง



ในตอนนี้สุขภาพท่านก็ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากตั้งแต่ปี ค..1938 โรคเบาหวานก็เริ่มคุกคามท่าน จนต้องเข้ารับการผ่าตัดถึงสองครั้งคือที่ท้องและที่แขนขวาจนต้องตัดแขนนั้นออก จากนั้นท่านหนึ่งเดือนสุดท้ายท่านก็กลายเป็นคนตาบอดและด้วยความสงบในวันที่  9 กรกฎาคม ค..1942  ด้วยอายุรวม 76 ปี ท่านก็ได้ถูกพระยกไปตลอดนิรันดร์ พร้อมด้วยคำพูดสุดท้ายคือ พระเจ้าจะทรงทำมันให้สำเร็จแล้ว

นับจากนั้นเรื่องราวของซิสเตอร์ผู้ก้าวไปด้วยศูนย์กลางของชีวิตคือพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิท ที่หล่อเลี้ยงด้วยการอุทิศตนแม่พระ และนักบุญยอแซฟ ก็ได้รับการดำเนินเรื่องจนในระหว่างการเสด็จเยือนบลาซิลของสมเด็จพระสันตะปาปายห์น ปอล ที่ 2 ก็ได้ทรงแต่งตั้งคุณแม่เป็นบุญราศี เมื่อวันที่ 18 ตุลาคมปี ค..1991 ไม่นานจากนั้นความยินดีก็มาเยือนชาวบลาซิลอีกครั้งเมื่อพวกเขาได้มีนักบุญองค์แรกมาจากประเทศของเขาในวันที่ 19 พฤษภาคม ค..2002 เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงแต่งตั้งมาเดร เปาลีนา เป็นนักบุญที่ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร



ข้าพเจ้ามุ่งมันรอคอยอย่างกระตือรือร้นเเละหวังว่า ข้าพเจ้าจะไม่อับอายเเต่จะพูดอย่างกล้าหาญว่า พระคริสตเจ้าจะทรงได้รับเกียรติในร่างกายของข้าพเจ้า ณ บัดนี้ เหมือนกับในอดีต ไม่ว่าข้าพเจ้าจะเป็นหรือตายก็ตาม(ฟป 1:20)  ท่านหวังเพียงรับใช้พระคริสตเจ้า ดังนั้นแม้จะเจอพายุจากการแทรกแซงจนทำให้ท่านต้องถูกปลดจากการดำรงตำแหน่งเป็นคุณแม่มหาธิการิณี ท่านก็ไม่รู้สึกเศร้าที่จะน้อมรับไปทำงานที่ต่ำต้อยยาวนานถึงเก้าปี เพราะท่านปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามน้ำพระทัยเพือให้นามพระองค์ดังเกริกก้องไป ด้วยผ่านการรับกางเขน เช่นกันเราต้องกล้ารับกางเขนตลอดเพื่อพระองค์ เพราะด้วยกางเขนนี้แหละพระเยซูเจ้าก็จะเป็นที่รู้จัก



ข้าแต่ท่านนักบุญเปาลา แห่ง พระหฤทัยอันระทมทุกข์ยิ่งของพระเยซูเจ้า ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง

วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2557

"โอเดเท " ลิลลี่แห่งกิจเมตตา


ข้ารับใช้พระเจ้าโอเดเท วิดัล เด โอลิวีรา
Servant of God Odette Vidal de Oliveira

ท่ามกลางสถาปัตยกรรมโกธิคที่งดงามของมหาวิหารแม่พระปฏิสนธินิรมล ของนครริโอเดอจาเนโร ประเทศบลาซิล เป็นที่ตั้งของรูปหล่อสีทองของเด็กหญิงตัวน้อยวัย 9 ปีทอดกายาอยู่บนฐานกรุหินสีดำมันวาวดูเด่นเป็นสง่าบริเวณทางด้านซ้ายมือของมหาวิหาร เหมือนเป็นดั่งการประกาศเกียรติของเด็กสาวผู้นี้ให้ชาวบลาซิลและชาวโลกได้รู้นาม ข้ารับใช้พระเจ้าโอเดเท วิดัล เด โอลิวีราผู้เคยพูดว่า หนูปรารถนาใช้เวลาในสวรรค์สร้างความดีบนแผ่นดิน

เรื่องราวเรื่องนี้เริ่มขึ้นจากครอบครัวผู้อพยพชาวโปรตุเกสของนายเอากุสโต เฟรเฮยรา คาร์โดโซ กับ นางอลิซี วีดัล ขณะทั้งสองกำลังตั้งความหวังกับเด็กในท้องซึ่งเพียงไม่กี่เดือนก็จะได้ลืมตาดูโลกแล้ว จู่ๆเอากุสตินก็ถูกวัณโรคพาไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ก่อนเขาจะได้เห็นทารกเพศหญิงตัวน้อยที่ถือกำเนิดขึ้นในวันที่ 15 กันยายน ค..1930 



หลังจากนั้นมารดาของท่านก็ได้เข้าพิธีสมรสอีกครั้งกับนายฟรังซิสโก โอลิวีรา พ่อค้าชาวโปรตุเกสที่มั่งคั่งและใจศรัทธา ทำให้ถึงแม้จะขาดพ่อแท้ๆไปแต่ท่านก็ได้รับการปลูกฝังเป็นยังดีจากทั้งสองในเรื่องการภาวนา การอุทิศตนต่อแม่พระ และความรักเป็นพิเศษต่อศีลมหาสนิท ซึ่งตามปกติครอบครัวท่านมักเข้าวัดนักบุญหลุยส์ ของนครริโอเดอจาเนโร และมีครั้งหนึ่งครอบครัวก็ได้พาท่านในวัยราวๆสามปีไปร่วมมิสซาด้วย ซึ่งขณะมาถึงภาคถวายท่านก็ร้องออกมาว่า แม่คะ หนูจะใช้เวลากับหนูน้อย

พระเยซูเจ้า ลูกรักพระองค์ คือบทภาวนาที่ท่านสวดบ่อยตั้งแต่ยังเล็กๆจนถึงวันสุดท้ายของท่าน โอ้ พระเยซูเจ้าของลูก ลูกรักพระองค์มากๆ ลูกชอบที่จะตายดีกว่าขัดพระทัยพระองค์ คือบทที่ท่านพร่ำสวดเมื่อท่านโตขึ้น ต่อจากนั้นเมื่อท่านอายุได้ห้าปีท่านก็ได้เข้าเรียนคำสอนและสามารถจดจำได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วจนทำให้ท่านกลายเป็นครูคำสอนของบรรดาสหายของท่านกันเลยทีเดียว


พิธีรับศีลมหาสนิทครั้งแรกของท่านถูกจัดขึ้นในมหาวิหารแม่พระปฏิสนธินิรมล ของนครริโอเดอจาเนโร ในวันที่  15 สิงหาคม ค..1937 ขณะท่านมีวัยได้หกปี ในขณะที่เข้ามาในวัดเพื่อเตรียมตัวมารดาก็ได้หันไปถามบุตรสาวตัวน้อยของเธอว่า ลูกจะขออะไรจากพระองค์จ๊ะ ทันทีท่านก็ตอบคุณแม่ไปว่า คุณแม่คะ เมื่อพระเยซูเจ้าทรงปรากฏพระองค์แก่หนูหนูก็จะมอบความรักในหัวใจทั้งหมดแด่พระองค์และหนูจะบอกพระองค์ว่า หนูรักพระองค์คะ

ดวงใจน้อยๆของท่านถูกแผดเผาไปด้วยความรัก เมื่อท่านเดินผ่านไม้กางเขนท่านกล่าวว่า ถ้าหนูอยู่ที่นั่นหนูก็ไม่จะทิ้งการตรึงกางเขนไปไหน ท่านยังมักสวดว่า ลูกอยู่ที่นี่ โอ้ องค์ความดีของลูกและพระเยซูเจ้าผู้พระทัยดี…” และภายแทนที่ท่านจะกล่าวว่า ได้ตอกตรึงมือและเท้าของลูก ท่านกลับยกมือน้อยๆของท่านขึ้นและเปล่งว่า โปรดตอกตรึงมือและเท้าของลูกด้วย ท่านขอเป็นแบบนักบุญฟรานซิส แห่ง อัสซีซี ในการร่วมในบาดแผลของพระองค์



ความร้อนรนหลังการรับพระวรกายของครั้งแรกนั้นมิได้เหมือนไฟในแสงเทียนเป็นไฟในตะเกียงที่นับวันก็ยิ่งมากขึ้น มากขึ้น ท่านร่วมมิสซาทุกวัน พร้อมเตรียมตัวอย่างดีด้วยการอดอาหารตั้งแต่หลังเที่ยงคืนไป ความร้อนรนของท่านเป็นที่ประจักษ์และชื่นชม จนมีคนเคยถามท่านว่า หนูพูดอะไรกับพระเยซูเจ้าจ๊ะ และท่านตอบว่า อา เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างหนูกับพระองค์คะ มารดาท่านเคยถามอีกครั้ง โอเดเท ลูกเอามือปิดหน้าทำไมจ๊ะ ลูกหลับหรือเปล่า ท่านก็ตอมารดาว่า ไม่คะ คุณแม่ หนูกำลังฟังพระเยซูเจ้า อยู่ใกล้พระองค์และขอให้พระองค์พาหนูไปสวรรค์ ไปด้วยกันคะ คุณแม่ เพื่อสวรรค์ ไปด้วยกัน

ความรักจากดวงใจของท่านเทลงไปสู่ทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งอาจมีรูปแบบมาจากมารดาของท่านที่จะทำให้อาหารให้คนยากไร้ในทุกๆวันเสาร์ด้วยความสุข ในวันคริสต์มาสท่าขอครอบครัวให้คนใช้ คนขับรถมารับประทานอาหารร่วมโต๊ะกัน ท่านยังเรียกให้ลูกสาวคนใช้ไปนอนบนเตียงของท่าน แต่งตัวเหมือนพวกเขา นอกจากนั้นท่านยังขอลงก่อนถึงโรงเรียนแล้วเดินไปตามทางเท้าอย่างไม่ถือตัวว่าร่ำรวย(ท่านเรียนที่โรงเรียนซีโอนวิทยาลัย) และเมื่อท่านได้ยินว่าลูกชายของคนงานฟาร์มของครอบครัวยังไม่ได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรกท่านก็เป็นครูคำสอนให้เขา กระทั้งท่านป่วยท่านก็ต้องการให้ทุกคนได้รับศีลศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างดี



แต่แล้วในต้นเดือนตุลาคม ค..1939 ท่านก็เริ่มล้มป่วยลงด้วยโรคไข้หวัด แม้จะทุกข์มารท่านก็ยังคงกัดฟันสู้ไปมิสซาที่วัดของซิสเตอร์แม่พระปฏิสนธินิรมล ที่วิทยาลัยซาน มาร์เซลโล ในวันที่ 8 ตุลาคม ก่อนต้องพบกับความทุกข์ทรมานไปอีกถึง 49 วัน จากโรคไข้ไทฟอยด์ที่รากสาดใหญ่แม้จะหาทางรักษาเท่าใด อาการไข้ก็ไม่ลดแต่ตรงข้ามกลับยังคงสูงเช่นเดิม กระนั้นท่านก็ไม่เคยร้องไห้งอแงหรือบ่นใดๆอย่างกล้าหาญ

บางครั้งท่านก็ดูราวกับว่าตกอยู่ในห้วงแห่งฌาน พระเยซูเจ้าทรงอยู่ที่นี่ แต่ไม่ได้ทรงมารับหนู , แต่ แม่จะกลับมาใช่ไหมค่ะ  จากนั้นก็มีหลายวันที่ท่านไม่พูดเลย และเมื่อท่านฟื้นคำพูดแรกของท่านก็คือ ในตอนนี้ คุณแม่คะ ไปกัลวารีโอกันเถอะคะ บรรดาแพทย์และพยาบาลที่ดูแลท่านต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เคยพบเรื่องแบบนี้มาก่อน เด็กหญิงตัวน้อยที่พูดถึงงานฉลองที่ยิ่งใหญ่ของแม่พระเสมอๆ ซึ่งในโอกาสนี้จำเป็นต้องเตรียมชุดพิเศษให้พร้อม ท่านกล่าว แม่พระทรงอยู่ในสวนสวรรค์และหนูรอคอยงานเลี้ยงใหญ่ในวันเสาร์ โปรดเตรียมชุดสีขาวด้วยนะคะ



อัศจรรย์แห่งบทสดุดี เกิดขึ้นหลังจากการรับศีลเจิมของท่านในตอนเย็น ท่านก็เริ่มท่องบทสดุดีที่ 22 ซ้ำไปซ้ำมา
พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า ทำไมพระองค์จึงทรงทอดทิ้งข้าพเจ้าเล่า ทำไมจึงทรงอยู่ห่างไกล
ไม่ทรงฟังคำคร่ำครวญของข้าพเจ้าที่ร้องขอความช่วยเหลือ
พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าเรียกหาเวลากลางวัน พระองค์ก็มิได้ทรงตอบ
ข้าพเจ้าเรียกหากลางคืน แต่ไม่พบความสงบใจเลย
ถึงกระนั้นพระองค์ทรงเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ ประทับอยู่กับอิสราเอล ประชากรที่สรรเสริญพระองค์
บรรพบุรุษของข้าพเจ้าทั้งหลายมอบความวางใจไว้ในพระองค์
เขามอบความวางใจ พระองค์ก็ทรงปลดปล่อยให้เป็นเขาเป็นอิสระ
เขาร้องขอพระองค์ให้ทรงช่วย ก็ได้รับความรอดพ้น เขาวางใจในพระองค์ และไม่ผิดหวังเลย
แต่ข้าพเจ้าเป็นเหมือนหนอน มิใช่มนุษย์ เป็นที่เหยียดหยามของคนทั้งหลาย ใครๆ ก็ดูหมิ่น
ผู้ใดเห็นข้าพเจ้าก็เยาะเย้ย เขายิ้มหยันและสั่นศีรษะ พลางพูดว่า
เขาวางใจในพระยาห์เวห์ ก็ให้พระองค์ทรงช่วยซิ ถ้าพระองค์โปรดปราน ก็ให้พระองค์ทรงปลดปล่อยเขา
พระองค์ทรงดึงข้าพเจ้าออกจากครรภ์ ทรงมอบข้าพเจ้าไว้ในอ้อมกอดของมารดา
ข้าพเจ้าพึ่งพระองค์ตั้งแต่เกิดมาแล้ว พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพเจ้าตั้งแต่ครรภ์มารดา
โปรดอย่าทรงอยู่ห่างจากข้าพเจ้า เพราะความเดือดร้อนกำลังเข้ามาใกล้
และไม่มีใครช่วยเหลือข้าพเจ้าเลย
กระทิงมากมายเรียงรายห้อมล้อมข้าพเจ้า กระทิงแห่งบาชานโอบใกล้เข้ามา
เขาอ้าปากกว้างใส่ข้าพเจ้า เหมือนสิงตแยกเขี้ยวคำราม
พลังของข้าพเจ้าร่อยหรอเหมือนน้ำไหล กระดูกทุกชิ้นเคลื่อนหลุดออกจากกัน
หัวใจของข้าพเจ้าเหลวเหมือนขี้ผึ้ง หลอมละลายอยู่ภายในอกข้าพเจ้า
คอข้าพเจ้าแห้งผากราวกับดินเผา ลิ้นเกาะติดอยู่กับเพดานปาก
พระองค์ทรงวางข้าพเจ้าไว้ในธุลีแห่งความตาย
สุนัขฝูงหนึ่งรี่เข้ามากลุ้มรุมข้าพเจ้า อันธพาลกลุ่มหนึ่งปรี่เข้ามาประชิด เขาเจาะไชมือและเท้าของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้านับกระดูกของข้าพเจ้าได้ทุกชิ้น เขาต่างจ้องมองข้าพเจ้าและสะใจ
เขานำเสื้อผ้าของข้าพเจ้ามาแบ่งปันกัน นำเสื้อยาวของข้าพเจ้ามาจับฉลากกัน
ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขออย่าทรงอยู่ห่างจากข้าพเจ้า พระองค์ทรงเป็นพลังของข้าพเจ้า
โปรดเสด็จมาช่วยข้าพเจ้าโดยเร็วเถิด
โปรดทรงช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากคมดาบ ช่วยชีวิตข้าพเจ้าให้พ้นจากแรงขย้ำของสุนัข
โปรดทรงช่วยข้าพเจ้าให้รอดพ้นจากปากสิงโต ช่วยข้าพเจ้าผู้น่าสงสารให้พ้นจากเขาของกระทิงป่า
แล้วข้าพเจ้าจะประกาศพระนามของพระองค์แก่บรรดาพี่น้อง
จะสรรเสริญพระองค์ในหมู่ประชากรที่มาชุมนุมกัน
ท่านทั้งหลายที่ยำเกรงพระยาห์เวห์ จงสรรเสริญพระองค์เถิด
พงศ์พันธุ์ยาโคบเอ๋ย จงถวายพระเกียรติแด่พระองค์เถิด
พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย จงเคารพยำเกรงพระองค์เถิด
เพราะพระองค์มิได้ทรงรังเกียจผู้ยากไร้ หรือดูถูกความเดือดร้อนของเขา
มิได้ทรงซ่อนพระพักตร์ แต่ทรงรับฟังเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากเขา
ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์ในหมู่ประชากรมากมายที่มาชุมนุมกัน จะแก้บนต่อหน้าผู้ที่ยำเกรงพระองค์
คนยากจนจะได้กินจนอิ่ม ผู้แสวงหาพระยาห์เวห์จะสรรเสริญสดุดีพระองค์
ขอให้เขาทั้งหลายมีชีวิตอย่างเป็นสุขตลอดไป
ประชานทั่วโลกจะจดจำและกลับมาหาพระยาห์เวห์ ประชาชาติทุกตระกูลจะกราบนมัสการพระองค์
เพราะพระยาห์เวห์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงปกครองชนชาติทั้งปวง
ผู้ทรงอำนาจในแผ่นดินจะกราบนมัสการพระองค์ มนุษย์ทุกคนที่จะต้องตายจะก้มกราบเฉพาะพระพักตร์
ข้าพเจ้าจะมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์
บุตรหลานของข้าพเจ้าจะรับใช้พระองค์ เขาจะประกาศถึงพระยาห์เวห์แก่คนรุ่นหลังสืบไป
เขาจะประกาศความเที่ยงธรรมของพระองค์แก่ประชากรที่เกิดมา ว่านี่คือราชกิจของพระองค์
ซึ่งสร้างความประหลาดใจแกทุกคนร่วมทั้งคุณพ่อที่มาส่งศีลให้ท่าน ที่ท่านสามารถท่องบทนี้ได้ทั้งๆที่ไม่เคยเรียน



และคำพูดของท่านก็เป็นจริงเพราะในเช้าวันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน ค..1939 ท่านก็กลายเป็นพูดไม่ได้ ท่านจึงพยายามใช้ภาษากายเพื่อขอรับศีลมหาสนิท ทันทีคุณพ่อเข้าใจและเริ่มร้องไห้พร้อมบอกว่าท่านไม่อาจรับศีลมหาสนิทได้เพราะท่านพูดไม่ได้และคงกลืนไม่ได้ แต่ท่านยังคงยืนกรานที่จะรับพระองค์ คุณพ่อจึงน้ำชิ้นส่วนศีลเล็กๆส่งให้ท่านในเวลา 7 นาฬิกา 30 นาที พระเยซูเจ้าของลูก ลูกรักพระองค์ และขอให้ทุกๆคนรักพระองค์ตลอดนิรันดร์ , พระเยซูเจ้าของลูก ที่รักของลูก ชีวิตของลูก ทั้งหมดของลูก , หรือพระนามพระเยซูเจ้า ,หรือมองไปที่ฟ้า โปรดพาลูกไปสวรรค์ด้วย คือหนึ่งในคำที่ท่านซ้ำไปมาก่อนเวลาสุดท้าย

และเพียงไม่นานหลังจากนั้นท่านก็ได้คืนวิญญาณไปหาความรักของท่าน ณ เมืองสวรรค์อย่าสงบ ด้วยอายุเพียงเก้าปีจากโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โลงศพของท่านถูกแบกโดยซิสเตอร์จากคณะแม่พระปฏิสนธินิรมล โดยที่มีซิสเตอร์จากหลากหลายคณะและกลุ่มมาร่วมกันแห่ร่างของท่านเป็นครั้งสุดท้ายชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนในนครริโอเดอจาเนโร นับจากนั้นหลุมศพแกรนิตสีดำของท่านในสุสานนักบุญยอห์น แบพติสก็กลายเป็นที่แสวงบุญ ลูกขอถวายแด่พระองค์ โอ้ พระเยซูเจ้าของลูก ความทุกข์ทรมานทั้งหมดของลูกเพื่องานแพร่ธรรรมและเด็กยากไร้ คือคำกล่าวเมื่อท่านป่วย



กระบวนการขอแต่งตั้งเป็นนักบุญของท่านเริ่มขึ้นในวันที่ 18 มกราคม ค..2013 ทำให้มีการย้ายร่างของท่านมาไว้ในมหาวิหารแม่พระปฏิสนธินิรมลที่ท่านรับศีลมหาสนิทครั้งแรก เพื่อนสนิทกล่าวถึงท่านว่า เธอมีชีวิตธรรมดาๆ แต่มีหัวใจพิเศษ  เกร็ดเล็กๆจากประวัติของท่านคือท่านไม่ค่อยพอใจเท่าไรที่นักบุญยอแซฟไม่ได้รับเกียรติที่เพียงพอเท่ากับที่ท่านนักบุญทรงดูแลพระมารดาและพระเยซูเจ้า ท่านรักลิลลี่และสายประคำ

มือที่หย่อน เป็นเหตุให้เกิดความยากจน แต่มือที่ขยันขันแข็งจะทำให้มั่นคง ( สภษ 10 : 4 ) มือที่หย่อนบางทีไม่ใช้แค่เพียงการทำงาน แต่รวมถึงการปฏิบัติกิจแห่งความรักกับพี่น้อง แบบที่พระเยซูเจ้าทรงปฏิบัติ เพราะหากเราละเลยสิ่งนี้เราก็จะเป็นคนที่ยากจนนักในอาณาจักรสวรรค์ แต่หากเราหมั่นทำมันมันก็จะเป็นบันได้ที่มั่นคงที่จะพาเราไปสู่สิริรุ่งโรจน์ในอาณาจักรสวรรค์ เหมือนดั่งท่านที่แม้จะอายุน้อยนักท่านก็กลับรักทุกคนไม่เว้นคนยากจนเพราะพระเยซูเจ้าทรงสอนให้เรารักเพื่อนมนุษย์ จึงไม่แปลกดอกหรือที่ท่านจะได้ไปสวรรค์ เราอาจบอกได้เลยว่าท่านไม่เพียงเป็นแบบฉบับของเยาวชน แต่เป็นแบบฉบับของทุกคนเลยทีเดียว ให้เราพยายามเลียนแบบความรักของท่านที่มีต่อพี่น้องและพระ ด้วยวิธีการรักเยอะๆรักมากๆเท่าที่เราทำได้ทั้งพระและเพื่อนมนุษย์


พระเยซูเจ้าของลูก โปรดอวยพรลูก ชำระลูก และเต็มเติมหัวใจของลูกด้วยความรักของพระองค์
ข้าแต่ท่านข้ารับใช้พระเจ้าโอเดเท วิดัล เด โอลิวีรา ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...