วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

"มาโตรนา" นักบุญตาบอดของชาวออร์โธดอกซ์


นักบุญมาโตรนา แห่ง มอสโก
St. Matrona of Moscow
ฉลองในวันที่ : 2 พฤษภาคม

มาโตรนา เกิดในราวปี ค..1881 เป็นลูกคนที่สี่ในครอบครัวที่ยากจนของมีตรี กับ นาตาเลีย นิโกนอฟ ที่หมู่บ้านเซบีโน ปัจจุบันคือกีเมาสกี จังหวัดตูลา จังหวัดเล็กๆ 300 กิโลเมตรทางตอนใต้ของกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ในตอนแรกขณะตั้งท้องท่านอยู่นั้น เนื่องจากครอบครัวนิโกนอฟเป็นครอบครัวชาวนาที่ยากจนมาก ดังนั้นการที่จะเลี้ยงดูลูกคนที่สี่นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

ดังนั้นก่อนท่านจะเกิดมารดาของท่านจึงตัดสินใจจะส่งท่านไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในหมู่บ้านใกล้เคียงเสีย จนกระทั้งคืนหนึ่งมารดาของท่านก็ฝันเห็นนกสีขาวศักดิ์สิทธิ์สวยงาม ที่มีใบหน้าเป็นมนุษย์และหลับตา บินลงมาเกาะบนแขนของเธอ ทำให้มารดาท่านเชื่อว่าลูกที่จะเกิดมานี้จะเป็นสตรีที่ยำเกรงพระเจ้า ดังนั้นมารดาจึงเปลี่ยนใจจะเลี้ยงท่านไว้เอง



เป็นตามนั้นท่านเกิดมาเป็นคนตาบอด ที่มีหลับตาอยู่เสมอเพราะไม่มีดวงตา นอกจากนั้นท่านยังมีปานรูปกางเขนอยู่ที่หน้าอกอีกด้วย ซึ่งมารดาท่านถือว่านี้แหละคือสัญญาณจากพระเป็นเจ้า หลังจากนั้นสี่สิบวันหลังคลอดท่านจึงได้รับศีลล้างบาป และขณะที่พระสงฆ์จุ่มท่านลงในอ่างล้างบาปนั้น ฉับพลันก็เกิดไอหอมลอยขึ้นจากอ่างล้างบาปไปยังเพดาน จนทำให้พระสงฆ์ผู้นั้นประหลาดใจและพูดขึ้นว่า พ่อตั้งนามเด็กมาหลายคน แต่พ่อไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน เด็กคนนี้จะกลายเป็นนักบุญ ท่านได้รับนามตามนามของนักบุญมาโตรนา ชาวกรีกผู้ร้อนรนในศตวรรษที่ 15

หลังจากนั้นมารดาของท่านก็ต้องพบกับความประหลาดใจอีกครั้งเมื่อท่านไม่ยอมกินนมในวันพุธและวันศุกร์ เธอบ่นกับเพื่อนของเธอว่า ฉันจะทำอะไรได้ เด็กไม่ยอมจับนมของฉันในวันพุธและวันศุกร์ แกเอาแต่หลับทั้งวันและเป็นไม่ได้ที่จะปลุกแกขึ้นมา ไม่เพียงเท่านั้นในทุกๆคืนขณะทุกคนในบ้านหลับอยู่ ท่านก็สามารถไปยังมุมที่มีรูปไอคอนได้อย่างถูกต้อง และหยิบรูปไอคอนลงมาจากชั้น พลางพูดคุยกับรูปไอคอน คงไม่ต้องบอกว่าพ่อแม่ของท่านนั้นแปลกใจแค่ไหนที่เห็นลูกสาวตัวน้อยของเขาทำสิ่งนี้



ตั้งแต่เยาว์วัยท่านก็ถูกเพื่อนรุ่นเดียวกันแกล้งหรือเยาะเย้ยท่าน พวกเขาตีท่านด้วยต้นตำแย เพราะ รู้ว่ายังไงท่านก็มองไม่เห็น มีครั้งพวกเขาผลักท่านให้ตกหลุม และเฝ้าดูท่าน ทันทีท่านก็สามารถขึ้นจากมันและกลับบ้าน ซึ่งด้วยเกมเหล่านี้เองที่ทำให้ท่านหยุดเล่นกับพวกเขาและใช้ชีวิตวันๆอยู่ที่บ้าน

หากมองตามแผนที่แล้วเราจะเห็นเลยว่าบ้านของครอบครัวของท่านนั้นใกล้วัดมากๆวัดนั้นคือวัดแม่พระบรรทม ดังนั้นครอบครัวของท่านจึงช่วยงานวัดอยู่เสมอจนเป็นที่รู้จักและเคารพ ฉะนี้ท่านจึงเติบโตขึ้นมากับวัด และกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ว่าหากมารดาไม่พบท่าน เธอก็มักจะพบท่านยืนอยู่เงียบๆที่ตามปกติของท่าน หลังประตูใกล้กำแพงด้านตะวันออก ท่านรู้จักที่จะร่วมภาวนาในวัด รู้จักที่จะร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าและท่านยังมักร้องเพลงพร้อมคณะนักขับร้องของวัดอีกด้วย



เช่นกันในเยาว์วัยท่านก็ได้เผยแสดงถึงพระหรรษทานพิเศษคือนิมิตฝ่ายจิต ญาติของท่านจำได้แม่นว่าตั้งแต่ยังน้อยท่านก็ไม่เพียงแต่เห็นบาปของมนุษย์และความผิดเพียงเท่านั้น แต่ท่านยังสามารถมองเห็นทั้งความนึกคิดได้ ท่านรู้สึกถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามา ทั้งยังเล็งเห็นถึงภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในสังคม

ภาพนิมิตฝ่ายจิต มีวันหนึ่งมารดาของท่านได้เตรียมพร้อมแล้วที่จะไปวัด ดังนั้นเธอจึงเรียกบิดาท่านเพื่อไปด้วยกัน แต่ด้วยเหตุบางประการบิดาท่านจึงปฏิเสธไป บิดาท่านบอกว่าจะอยู่สวดที่บ้าน ดังนั้นระหว่างอยู่ในวัดมารดาของท่านที่ขาดบิดาท่านไป ทำให้เธอกังวลจนสวดแบบขอไปที และเมื่อกลับไปถึงบ้านทันทีท่านก็หันไปหามารดาท่านและพูดขึ้นว่า แม่ไม่ได้อยู่ที่วัด แม่คะ มันทำให้มารดาท่านเป็นอันงง เธอจึงพูดกับท่านว่า ลูกหมาถึงอะไร แม่ไม่ได้อยู่ในวัดหรือ แม่พึ่งกลับจากวัด เห็นอะไร ท่านก็ตอบไปว่า ตอนนี้พ่ออยู่ในวัด แต่แม่ไม่ได้อยู่ค่ะ สิ่งที่ท่านต้องการสื่อคือท่านเห็นว่ามารดาของท่านนั้นอยู่วัดแต่เพียง ตัวส่วนจิตใจนั้นล่องลอยไปที่อื่น



ในวัย 7 ปี ท่านไม่เพียงแต่มีนิมิตฝ่ายจิตเท่านั้น แต่ท่านมีพระหรรษทานการเยียวยา จึงมีผู้คนมากมายหลั่งไหลมาขอให้ท่านรักษาพวกเขา ผู้คนขอให้ช่วยสวดให้พวกเขาและรักษา ซึ่งผ่านคำสวดภาวนาของท่าน หลายคนได้รับการรักษาและการปลอบประโลมใจ เริ่มจากหมู่บ้านรอบๆก่อนค่อยๆพัฒนาเป็นจากเมืองต่าง ผู้คนบ้างก็เดินเท้ามา บ้างก็นั่งเกวียน ท่านยังมักสวดให้ผู้ป่วยที่ต้องล้มหมอนนอนเสื่อ ก่อนจะยกเท้าพวกเขาขึ้นทันทีพวกเขาก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง นอกจากนั้นท่านยังมอบน้ำที่ผ่านการสวดภาวนาของท่านผู้มาหาท่านดื่มและประพรมเพื่อปกป้องพวกเขาจากอันตรายอีกด้วย อยากจะขอยกตัวอย่างการรักษาของท่าน โดยเรื่องมีอยู่ว่ามีชายคนหนึ่งป่วยเดินไม่ได้อาศัยอยู่ห่างไปสี่กิโลจากซาบีโน ท่านกล่าวว่า ให้เขาเริ่มต้นคลานมาหาฉันในตอนเช้า เขาจะมาถึงพวกเราในเวลาบ่ายสามโมง เขาจึงเริ่มคลานเป็นระยะทางสี่กิโลมาหาท่าน และได้รับการรักษาในที่สุด

ต่อมาเมื่ออายได้ 14 ปีท่านก็ได้มีโอกาสไปแสวงบุญยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในรัสเซียพร้อมกับสตรีใจศรัทธาที่รับอุปากระท่านในการเดินทางนี้ จนเมื่อมาถึงที่กรอนสตาดต์ เพื่อมารับพรจากนักบุญยอห์น แห่ง กรอนสตาดต์ ทันทีพวกท่านจึงถูกกลืนหายไปท่ามกลางฝูงชน แต่เช่นกันทันทีนักบุญยอห์น แห่ง กรอนสตาดต์ ก็เรียกท่านว่า มาโตรนา มานี่ซิ หนูจะเป็นทายาทของพ่อ และจะเป็นเสาหลักที่แปดของรัสเซีย



รูปผู้ค้นหาของหายในช่วงเวลาระหว่างนั้นเองมีวันหนึ่งท่านได้ขอมารดาท่านให้ไปบอกคุณพ่อว่าที่ชั้นวางในห้องสมุดของเขามีหนังสือที่มีรูปไอคอน ผู้ค้นหาของหายดังนั้นมารดาของท่านจึงนำเรื่องไปแจ้งแก่คุณพ่อ และเมื่อคุณพ่อปฏิบัติตาม เขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบทุกสิ่งตามที่ท่านบอกไว้เป๊ะๆ และเมื่อท่านทราบท่านก็อุทานขึ้นว่า แม่คะ หนูจะมีไอคอนแบบนั้นแบบมีสีค่ะ ต่อมาไม่นานท่านก็พูดกับมีมารดาของท่านว่า แม่คะ หนูฝันและฝันเกี่ยวกับรูปไอคอนผู้ค้นหาของหายนั้น พระมารดาพระเจ้าทรงขอมาอยู่ที่วัดของเราค่ะ

ดังนั้นตามคำขอของท่านบรรดาสตรีในหมู่บ้านจึงเริ่มร่วมรวมเงินกัน หนึ่งในนั้นมีคนหนึ่งไม่เต็มใจเท่าไรนักที่จะร่วมด้วยเงินรูเบิล กับพี่ชายของท่านที่ให้หนึ่งเหรียญโคเพ็คประมาณเหรียญสตางค์เล็กให้ท่านด้วยความสนุกเพียงอย่างเดียว ดังนั้นเมื่อท่านได้รับเงินจึงหยิบเอาเงินรูเบิลและเหรียญโคเพ็คนั้นออก พร้อมบอกกับมารดาท่านว่า แม่คะ เอามันคืนไปค่ะ มันทำเสียเงินทั้งหมดสำหรับหนูค่ะ…”



เมื่อเงินครบแล้ว จึงมีการสั่งภาพไอคอนนี้จากศิลปินหนุ่มจากหมู่บ้านอีปีฟาเนีย ในครั้งแรกท่านถามเขาว่าสามารถว่าภาพนี้ได้ใช่ไหม เขาก็ตอบว่าสบายมาก จากนั้นท่านจึงขอให้เขาไปแก้บาปรับศีลมา หลังจากนั้นท่านจึงถามเขาอีกครั้งว่า คุณรู้ใช่ไหมว่าคุณจะวาดภาพไอคอนนี้ เขาตอบยืนยันและเริ่มงานของเขา หลังจากนั้นเวลาต่อมา ท่านก็บอกเขาว่า จงกลับใจต่อบาปของคุณเถิด ด้วยว่าท่านเห็นว่าหนึ่งในบาปของเขานั้นยังมิได้รับการสารภาพต่อพระสงฆ์ มันทำเขาประหลาดใจมากที่ท่านรับรู้สภาพวิญญาณของเขา ดังนั้นเขาจึงกลับไปแก้บาปอีกครั้งและได้แก้บาปรับศีลอย่างสมบูรณ์ หลังจากนั้นเขาจึงกลับไปขออภัยจากท่าน ท่านจึงพูดกับเขาว่า จงไป ตอนนี้คุณจะวาดภาพไอคอนของราชินีสวรรค์

หลังจากนั้นเมื่อภาพเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็มีจัดขบวนแห่นำด้วยไม้กางเขนและธงจากโบโกโรดิตส์เกมาที่วัดของหมู่บ้าน ฝั่งท่านนั้นก็ออกจากหมู่บ้านไปถึงสี่กิโลเพื่อรับพระรูป โดยมีคนคอยจูงมือท่านเดินมา ทันใดนั้นท่านก็พูดขึ้นว่า พอแล้วค่ะ ไม่ต้องไปไกลกว่านี้ ตอนนี้พวกเขากำลังจะมา พวกเขาอยู่ใกล้แล้วค่ะ ประหนึ่งว่าท่านสามารถมองเห็นได้ พวกเขาจะถึงที่นี้พร้อมรูปอคอนในอีกครึ่งชั่วโมงค่ะ



เป็นจริงตามนั้นขบวนมาถึงในครึ่งชั่วโมงถัดมา หลังจากนั้นจึงมีการแห่ภาพเข้าไปยังหมู่บ้านโดยมีท่านเป็นผู้ถือภาพไปเป็นส่วนมากตลอดทาง ภาพไอคอนถูกประดิษฐานที่วัดและกลายเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนท้องถิ่นและเป็นแหล่งแห่งการสรรเสริญอัศจรรย์มากมายนานัปการที่เกิดขึ้น เมื่อยามเกิดความแห้งแล้งคราใดชาวบ้านก็จะพากันอัญเชิญรูปไอคอนนี้ไปไว้กลางทุ่งใกล้หมู่บ้าน เพื่อวิงวอน ซึ่งทุกๆครั้งไปจะไม่ค่อยมีชาวบ้านคนไหนได้กลับก่อนฝนจะตกเสมอ จนเกิดการปฏิวัติท่านก็เก็บภาพนี้ไว้กับตัวท่านเสมอ ในปัจจุบันภาพนี้ประดิษฐานอยู่ที่อารามการพิทักษ์ของพระมารดาพระเจ้า กรุงมอสโก ใกล้ๆร่างของท่านนั้นเอง

ที่สุดในวัย 17 ปีท่านก็กลายเป็นอัมพาตไม่สามารถเดินได้ในที่สุด กระนั้นท่านก็ไม่บ่นอะไรตรงข้ามท่านกลับน้อมรับน้ำพระทัยของพระเจ้าด้วยความเต็มใจ พลางขอบพระคุณพระองค์ แม้ว่าท่านจะต้องนั่งไขว้ขาไปจนวันสุดท้ายของชีวิต ทังนี้ในช่วงวัยรุ่นนี้ท่านยังได้ทำนายถึงการปฏิวัติรัสเซีย ท่านเล่ารายละเอียดทั้งหมดถึงวิธีการที่วัดมากมายจะถูกทำลายและถูกปล้น วิธีที่ผู้มีความเชื่อจะถูกเบียดเบียน และการต่อสู้



ท่านยังคงอยู่ที่หมู่บ้านกระทั้งในปี ค..1925 ตอนอายุ 40 ปี ท่านก็ถูกบังคับให้ออกจากบ้านเกิดของท่านไปเสีย เพราะพี่ชายสองคนของท่านนั้นเป็นพวกคอมมิวนิสต์ ไม่เชื่อในพระเจ้า ทั้งสองหงุดหงิดต่อขบวนของคนยากจนและคนป่วยที่ไม่รู้จักสิ้นจักสุดที่มาตั้งรกรากที่นี่ เพราะ ท่าน  นอกจากนี้พวกเขายังกลัวการเบียดเบียนจากเจ้าหน้าปฏิวัติ พวกเขาห่วงชีวิตของตัวเขา ครอบครัวและญาติของเขา

แต่ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนท่านจึงย้ายไปอยู่ที่กรุงมอสโก ที่นั่นท่านต้องย้ายจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ เป็นอย่างนี้เพราะคอมมิวนิสต์กลัวอิทธิพลของท่านนั่นเอง แต่แม้จะสืบจนเจอพอไปจับท่าน ท่านก็ไม่อยู่แล้ว อาจคลาดกันไปเพียงสองชั่วโมง กระนั้นก็ยังคงมีคนแวะเวียนมาหาท่านในตอนกลางวันเพื่อขอคำแนะนำโดยไม่เคยปริปากถึงสถานที่ซ่อนของท่าน ส่วนในตอนกลางคืนนั้นท่านก็ใช้เวลาไปกลับการสวดภาวนา



ท่านอดอาหารบ่อยๆ นอนน้อยๆ ที่หน้าผากของท่านนั้นมีรอยบุ๋มเล็กๆ จากการทำสำคัญมหากางเขนนับไม่ถ้วน เวลาท่านเตือนใจท่านไม่ใช่เทศน์แบบครู ท่านไม่ค่อยพูดดังนั้นคำตอบท่านจึงมักสั้นๆ แต่ตรงประเด็น ท่านคอยสวดให้ทุกๆคนเสมอ

ท่านพักอยู่ที่บ้านของซีไนดา ชตาโนวา นานที่สุด จึงอยากขอเล่าเรื่องราวสั้นๆให้ฟังว่ามารดาของซีไนดานั้นเดิมทีเป็นชาวบ้านเดียวกับท่าน เธอเป็นสาวที่ใครๆยอมรับว่าขึ้นคานแน่นอน แต่ท่านยืนยันเธอจะได้สามีเป็นสุภาพบุรุษรูปหล่อสมบูรณ์แบบ ซึ่งแน่นอนชาวบ้านหลายๆคนมองว่าเป็นไปไม่ได้แน่ ขณะเดียวกันที่ทุกคนไม่เชื่อเธอก็เชื่อและเดินทางไปมอสโกตามที่ท่านบอก



เธอจึงได้เข้าทำงานในตระกูลที่ร่ำรวยในฐานะแม่ครัว ครอบครัวนั้นมีบุตรชายคนเดียวชื่อวลาดิมีร์ อยู่ๆคืนหนึ่งเขาก็ได้ยินเสียงว่า วลาดิมีร์ จงแต่งงานกับเยฟโดเกีย(มารดาของซีไนดา)” หลังจากนั้นทั้งสองก็ได้สมรสกันและได้ให้กำเนิดซีไนดาขึ้นมาในที่สุดแม้จะยากลำบากในช่วงแรกก็ตาม

สภาพห้องที่ท่านอยู่ที่บ้านนั้นจะมุมรูปไอคอนที่มีรูปไอคอนตั้งแต่พื้นยันเพดาน มีโคมไฟอยู่หน้ารูปเหล่านั้น และมีสตรีคนหนึ่งเป็นสัตบุรุษที่วัดเสื้อคลุมพรมจารี มักจะมาพบท่านบ่อยๆ จนท่านจำได้เลยทีเดียว วันหนึ่งท่านก็บอกกับเธอว่า ในวัดของเธอฉันรู้จักรูปไอคอนทั้งหมดและสถานที่ที่พวกมันตั้งอยู่ด้วย มันเป็นความแปลกประหลาดที่ว่าท่านสามารถมองเห็นได้เช่นผู้ที่มิได้พิการทางสายตาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซีไนดา เคยพูดอย่างเห็นใจต่อชะตาชีวิตของท่านว่า มันน่าเสียดายนะ น้ามาโตรนา ที่คุณน้าไม่สามารถเห็นความงดงามของโลกนี้ ทันทีท่านก็ตอบไปว่า ครั้งหนึ่ง พระเจ้าก็ทรงเปิดดวงตาของน้าและแสดงให้น้าเห็นโลกและสิ่งสร้างของพระองค์



อัศจรรย์การมองเห็นของท่านยังมีอีกสองเรื่องก็คือเรื่องที่หนึ่งมีอยู่ว่าซีไนดาเรียนสถาปัตยกรรมถูกให้แก้ไขปรับปรุงงานที่จำเป็นต่อการจบการศึกษา ท่านจึงได้เรียกซีไนดามาพบและบอกให้มาหาในตอนกลางคืน และคืนนั้นท่านก็เริ่มอธิบายถึงความสำเร็จทางด้านสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ในฟลอเรนซ์ โรม รวมทั้งที่ปาลัซโซ ปิตตี ได้อย่าฉะฉานประหนึ่งท่านเห็นด้วยตา เหมือนท่านเรียนมาเลยด้วยซ้ำ ซีไนดาจึงรีบแก้ตามที่ท่านแนะทั้งๆที่ยังประหลาดใจอยู่ และส่งในวันรุ่งขึ้น รู้ไหมว่าเมื่ออาจารย์พิจารณางานเขา ถึงกับอุทานว่า ทำไม มันถึงยอดเยี่ยม มันคือโครงการที่ดีเยี่ยม

ส่วนเรื่องที่สองมีอยู่ว่า มีวันหนึ่งตำรวจนายหนึ่งได้บุกมาจับท่าน ทันทีท่านแนะให้เขากลับบ้านไปให้ไวที่สุด ท่านสัญญาว่าจะไม่หนีไปไหน และเมื่อเขากลับไปบ้าน เขาก็พบภรรยาของเขาถูกไฟครอบ ทำให้เขาสามารถช่วยชีวิตภรรยาของเขาไว้ได้ทัน



ซีไนดายกย่องท่านว่าคือ ตัวอย่างที่ชัดเจนของทูตสวรรค์-นักรบลงมาเกิดพร้อมดาบแห่งไฟในมือที่ใช้ฟาดฟันอำนาจชั่วร้าย  ดั่งที่กล่าวไว้ผู้คนมากมายต่างพากันมาหาท่านวันวันหนึ่งอาจมากถึงสี่สิบคนจากทุกสารทิศ มาด้วยความเศร้า หลายๆครั้งท่านจึงมักลูบหัวพวกเขาเพื่อปลอบเขาและร่วมสวดพร้อมกับเขา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้ก็ยังหลั่งไหลมาหาท่านเพื่อถามว่าญาติหรือคนในครอบครัวรอหรือไม่  ดังนั้นท่านจะตอบซ้ำๆบ่อยคือ ยังอยู่ จงรอเขา/เธอก่อน ไม่ก็ พวกเขาตายแล้ว ไปเตรียมพิธีปลงศพเถิด ยังมีเกล็ดเล่าอีกว่าท่านบอกกับซีไนดาว่าในสงครามท่านได้ไปเยี่ยมและช่วยเหลือทหารโดยที่พวกเขามองไม่เห็นด้วย

มีคนเคยถามท่านว่าทำไมพระศาสนจักรจึงถูกเบียดเบียนเช่นนี้เล่า ท่านก็ตอบว่ามันเป็นบาปผิดของคริสตชนและการขาดความเชื่อ ผู้คนต่างหันหน้าออกจากพระเจ้าทรงหายไปจากพื้นแผ่นดินโลก ท่านย้ำว่า เวลายากลำบากคือชะตาของพวกเรา แต่พวกเราคริสตชนต้องเลือกไม้กางเขน พระคริสตเจ้าทรงวางพวกเราไว้บนรถลากเลื่อนของพระองค์ และพระองค์จะทรงพาเราไปที่ตามน้ำพระทัยพระองค์



กับผีโสโครก ท่านไม่เพียงแต่รักษาอาการเจ็บป่วยเท่านั้น หลายๆครั้งท่านยังเผชิญกับปีศาจที่สิงคนด้วย มีคราวหนึ่งได้มีชายสี่คนช่วยกันจับหญิงชราคนหนึ่งที่เอาแต่โบกแขนไปมาเหมือนกังหันมาหาท่าน ท่านจึงเริ่มสวดภาวนาและในทันที หญิงชราก็กลับมาเป็นปกติ อีกครามีหญิงที่ป่วยด้วยโรคลมชัก ซึ่งระหว่างการโจมตีของเธอ เธอก็ล้มลงไปกองกับพื้น ก่อนชักดิ้นชักงอด้วยน้ำลายฟูมปาก จึงมีคนพาเธอมาหาท่าน และหลังจากนั่งเงียบๆ ท่านจึงโน้มไปข้างหน้า พลางยืดมือน้อยๆของท่านออกไป และประกาศลั่นว่า โอ้ อะไรที่ปีศาจใหญ่ที่พวกมันส่งเข้าไปในตัวเธอ ก่อนสวดภาวนาขณะปรกมือของท่านเหนือเธอ และพูดกับเธอว่า ฉันจะไม่รับมือกับปีศาจของเธอเพียงคนเดียว หากเธอช่วยฉันแล้ว เธอก็จะรอด เธอจำเป็นต้องรีบศีลมหาสนิททุกๆวันอาทิตย์ ซึ่งสิ่งนี้แหละที่ผู้หญิงคนที่ไม่เคยทำเลย

ไม่เพียงแต่รักษาเท่านั้น ท่านยังต้องต่อสู้กับอำนาจมืด ท่านกล่าหลายครั้งว่าท่านต้องต่อสู้กับบรรดาพ่อมดแม่มดที่เกียจชังท่านและอำนาจชั่วร้ายต่างๆ และการต่อสู้นี้ยิ่งทวีมากขึ้นตามกำลังของทั้งท่านและพ่อมด คนเหล่านั้นเข้ามาด้วยความเต็มใจเป็นพันธมิตรกับอำนาจชั่วร้าย การทุ่มเทกับเวทมนต์ ที่นั่นไม่มีทางหนี มันห้ามไม่ได้หรอกที่จะไปหาหญิงชราเหล่านั้นเพื่อคำปรึกษา ท่านกล่าว ต้องเข้าใจว่าในตอนนั้นยาพื้นบ้านและความเชื่อแบบเดิมๆยังคงมีอยู่ทั่วรัสเซีย ในรูปแบบการทำนายโชคและการรักษาตามความเชื่อเดิมๆ ท่านจึงมีโอกาสได้ช่วยผู้ตกเป็นเหยื่อของพวกนี้อยู่บ่อยๆ



สงครามไม่เชื่อพระเจ้า จากการเติบโตของความเหินห่างจากความเชื่อ และการเจริญชีวิตโดยปราศจากการกลับใจนำไปสู่ผลกระทบฝ่ายจิต ซึ่งท่านรู้และเข้าใจดี ในวันที่มีการเดินขบวนทางการเมืองท่านกระตุ้นในทุกคนอยู่แต่ในบ้านปิดประตูหน้าต่างเสีย ท่านกล่าวว่าพยุหะปีศาจจะครอบครองบริเวณทั้งหมด บางทีความหายของท่านในข้อนี้อาจคือ หน้าต่างวิญญาณเพราะท่านชอบพูดอะไรเชิงเปรียบเทียบก็เป็นไปได้

อีกครั้งซีไนดา ถามท่านว่า พระเจ้าทรงยอมให้วัดจำนวนมากมายถูกปิดและทำลายได้อย่างไรกัน ท่านก็ตอบว่า มันเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าที่จะลดจำนวนวัด เพราะที่นั่นจะมีผู้เชื่อน้อยลงและไม่มีใครรับใช้วัดเลย หลังจากนั้นท่านกล่าว ผู้คนตกอยู่ภายใต้การสะกดจิต พวกเขาไม่เป็นตัวของพวกเขา อำนาจอันน่ากลัวได้เข้ามาอยู่ในความเป็นอยู่ …. อำนาจนี้อยู่ในอากาศและแทรกซึมทุกสิ่งอย่าง ในเวลาก่อนนั้น หนองน้ำและป่าที่ผ่านเข้าไปไม่ได้เป็นที่อยู่ของพวกมัน เพราะผู้คนต่างไปวัด พวกเขาสวมไม้กางเขนและบ้านของพวกเขาได้รักการอารักษ์จากรูปไอคอน ตะเกียงและพร แต่ก่อน ปีศาจสามารถแค่บินเข้าใกล้บ้านเหล่านี้ได้เท่านั้น แต่ตอนนี้พวกมันอยู่ทั้งในบ้านและในผู้คนเพราะความไม่เชื่อและการละทิ้งพระเจ้า



ที่สุดในวัย 71 ปี ท่านก็ได้ทำนายว่าอีกสามวันข้างหน้าท่านจะตาย ท่านได้ขอให้จัดพิธีปลงศพท่านที่วัดเสื้อคลุมพรมจารี ท่านยังขอไม่ให้นำดอกไม้พลาสติกหรือพวงมาลามาร่วมงานศพท่านเป็นอันขาด และแน่นอนท่านก็เป็นเช่นคนธรรมดาท่านก็กลัวตาย และก็มิได้ซ่อนให้ผู้ใกล้ชิดไม่เห็น แต่กระนั้นท่านก็ยังคงต้อนรับทุกคนที่มาหาเสมอ จนที่สุดแล้วทูตสวรรค์ก็ได้นำวิญญาณท่านไปสู่พระเจ้าอย่าสงบในวันที่ 2 พฤษภาคม ค..1952

ท่านเคยสัญญาในวันที่ 19 เมษายน ปีเดียวกันก่อนท่านตายไม่กี่วันว่า มาใกล้ๆ ทุกๆท่าน และบอกฉันถึงปัญญาของเธอเช่นฉันยังมีชีวิตอยู่ ฉันจะเห็น จะได้ยิน และจะมาช่วยเธอ และตามคำนานท่านว่าหลุมศพท่านจะกลายเป็นที่แสวงบุญของผู้คนมากมาย ก็เป็นตามนั้นผู้คนมากมายต่างหลั่งไหลมาวิงวอนขอพระหรรษทานผ่านท่าน จนก่อเกิดอัศจรรย์มากมายตามคำสัญญาของท่าน



ดังนั้นในวันที่  8 มีนาคม ค..1998 จึงมีการขุดร่างท่านขึ้นมา และที่สุดในวันที่ 2 พฤษภาคม ค..1999 พระศาสนจักรออร์โธดอกซ์ห่งรัสเซียก็ได้สถาปนาท่านขึ้นเป็นนักบุญ ปัจจุบันพระธาตุของท่านถูกเก็บอยู่ที่อารามการเสนอวิงวอน ในกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย

โรคนี้มิได้เกิดขึ้นเพื่อความตาย แต่เพื่อพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า(ยอห์น 11:4) ท่านเกิดมาตาบอดทำไม ก็เพื่อให้พระสิริรุ่งโรจน์ของพระเป็นเจ้าได้สำแดงนั่นเอง ด้วยการมีพระหรรษทานมากมายทั้งการมองเห็น การทำนาย ซึ่งล้วนสำแดงถึงพระอานุภาพของพระเจ้าให้โลกประจักษ์ว่าแม้คนตาบอดพระองค์ก็ทรงกระทำให้เขาเห็น เช่นกันบางทีในชีวิตเราก็มีอุปสรรคหลายๆอย่างเข้ามาในชีวิต แต่นั้นคือกางเขนพระองค์ทรงสัญญาแล้วว่าเราจะไม่ตายเพราะรับกางเขน เราจะได้รับชีวิตนิรันดร์ผ่านกางเขน เราต้องพยายามน้อมรับมันด้วยใจรัก เพื่อให้ทุกคนประจักษ์ถึงพระเจ้าในตัวของเราและสรรเสริญพระองค์  พี่น้องท่ามกลางความยากลำบากนั้นแหละ มีหรรษทานมากมายจนพี่น้องอยากจะร้องว่า อัลเลลูยา อัลเลลูยา แด่พระเป็นเจ้า


ข้าแต่ท่านนักบุญมาโตรนา แห่ง มอสโก ช่วยวิงวอนเทอญ


ข้อมูลอ้างอิง

http://voiceofrussia.com/2007/05/11/133693/

วันพุธที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2557

"ปีนา" แบบอย่างสัตบุรุษ


บุญราศีจูเซปปีนา ซูรีโน
Bl. Giuseppina Suriano
ฉลองในวันที่ : 19 พฤษภาคม

ยังมีอีกหลายเส้นทางความศักดิ์สิทธิ์ที่ลูกจะได้รับใช้พระศาสนจักร คำพูดนี้ในบทเทศน์ของพระสันตะปาปาฟรานซิส กับบรรดาผู้เข้ารับการอบรมเป็นสงฆ์คาทอลิกแห่งสถาบันอนานญี่ (Anangni) ที่มาเข้าเฝ้าในวาติกัน ทำให้ผู้เขียนนึกถึงบุญราศีขึ้นมาองค์หนึ่ง ท่านมีชื่อว่า บุญราศีปีนา ซูรีอาโนดังนั้นผู้เขียนจึงอยากจะหยิบยกเรื่องราวของบุญราศีผู้นี้ออกมาให้ผู้อ่านได้ฟังกัน

จูเซปปีนา ซูรีอาโน เป็นธิดาของนายจูเซปเป กับ นางกราเซียลลา โกสตันตีโน ท่านเกิดที่ปาร์ตีนีโก ศูนย์กลางทางการเกษตรของจังหวัดปาแลร์โม บนเกาะซิซิลี จังหวัดปาแลร์โม ประเทศอิตาลี ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค..1915 และได้รับศีลล้างบาปเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ปีเดียวกัน ที่วัดประจำเมือง ท่านมักถูกเรียกง่ายๆจากทุกคนว่า ปีนา” 



ท่านเป็นเด็กที่เชื่อฟังบิดามารดา บ้านของท่านในอบอวลไปด้วยความรัก สันติภายในวิญญาณของท่านดึงท่านไปสู่สิ่งที่เรียบง่ายในชีวิต และท่านสามารถรับรู้ถึงการประทับอยู่ของพระเจ้าในทุกๆสิ่งที่อยู่รอบๆตัวของท่าน การศึกษาของท่านนั้นเริ่มจากครอบครัวในเรื่องความเชื่อ และเมื่ออายุได้สี่ปีท่านก็ได้เข้าโรงเรียนอนุบาลที่ดูแลโดยซิสเตอร์แห่งนักบุญอันตน

หลังจากนั้นในปี ค..1921ท่านจึงเข้ารับการศึกษาต่อในโรงเรียนของรัฐในปาร์ตีนีโก และเป็นที่ชื่นชมจากคุณครู ต่อมาในปีถัดมาท่านจึงได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรกและศีลกำลัง ซึ่งในปีเดียวกันนั้นท่านก็ได้เข้ากลุ่มกิจการคาทอลิก และเมื่อท่านมีวัยได้ 12 ปี ท่านก็เริ่มที่จะมีส่วนร่วมในงานต่างๆนานของเขตวัดและในกลุ่มกิจการคาทอลิก วัดจึงกลายเป็น ศูนย์กลาง ของทุกๆกิจกรรมของท่าน ท่านให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับคุณพ่อเจ้าวัด คุณพ่ออันโตนีโอ กาตัลโด ซึ่งคุณพ่อองค์นี้ก็ยังเป็นคุณพ่อวิญญาณของท่านอีกด้วย


ในฐานะสมาชิกกลุ่มกิจการคาทอลิก ในระหว่างปี ค..1939-..1948 ท่านก็ดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการของกลุ่ม และระหว่างปี ค..1945-..1948  ท่านก็ได้รับเลือกให้เป็นประธานกลุ่มกิจการคาทอลิกเยาวชน การเข้ากลุ่มกิจการคาทอลิกคือรากฐานะชีวิตฝ่ายจิตของท่าน และเป็นสิ่งสำคัญงานแพร่ธรรมของท่าน ท่านมักจะดึงความแข็งแกร่งและแรงบันดาลใจจากการสวดภาวนาในชีวิตประจำ การรำพึง ศีลศักดิ์สิทธิ์ พระวาจา และคำสอนของพระศาสนจักร หลังจากนั้นในปี ค..1948 ท่านจึงได้ริเริ่มกลุ่มธิดามารีย์ ซึ่งท่านเป็นประธานไปจวบจนสิ้นชีวิต

ท่านยังทำหน้าที่เป็นผู้เตรียมคู่สมรสในเขตวัด เล่นออร์แกน เพื่อนๆของท่านจึงต่างประทับใจท่านทั้งในการอุทิศตน ความซื่อสัตย์ ความเป็นมิตรและความรวดเร็ว ท่านเป็นคริสตชนที่ดี ร้อนรนในงานแพร่ธรรม รอบคอบเรื่องพระวรสารและเปี่ยมด้วยพระพรในการสถานให้คำแนะนำที่เหมาะสมและทันเวลา ในการปลอบประโลมผู้ทุกข์ใจ ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ขจัดความโกธร และในการปลูกฝังความเชื่อ ท่านพูดกับทุกคนด้วยคำพูดที่ชัดเจนและทันใจ ท่านมีรอยยิ้มและความเรียบง่าย พยานกล่าวถึงท่านว่าท่านคือ หัวใจของเขตวัด



มองภายนอกนั้นท่านเปี่ยมไปด้วยสันติและความสุข ที่จะรับใช้ครอบครัว วัด และกลุ่มกิจการคาทอลิก แต่ภายในของท่านนั้นเปี่ยมไปด้วยความทุกข์ตลอด ท่านรู้สึกถึงกระแสเรียกที่จะถวายตัวเองทั้งครบเพื่อพระในชีวิตนักบวช แต่ความปรารถนานี้ก็ยังมิได้ทำเสียที เพราะมารดาของท่านนั้นต้องการให้ท่านแต่งงานและปักหลัก เธอเป็นศัตรูกับทุกๆศาสนกิจของท่าน

ท่านเคยสารภาพว่า เหตุผลหลักที่ทำไมลูกยอมให้ความสิ้นหวังและความไม่สามารถดึงตัวลูกเองออกจากมันก็เป็นเพราะกระแสเรียกของลูก กระแสเรียกของท่านไม่ได้เป็นเพียงผลอันมาจากความต้องการและความตั้งใจของท่าน ท่านรู้สึกถึงกระแสเรียกการเป็นนักบวชอย่างแท้จริงและผ่านการปรึกษากับคุณพ่อวิญญาณมันก็ทำให้ท่านยิ่งเข้าใจว่านี่คือน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า



มันเป็นเวลาและเวลาอีกครั้ง ท่านพยายามที่จะโอบกอดชีวิตนักบวชและตระหนักว่าพระเยซูเจ้าทรงต้องการตัวท่านในฐานะเจ้าสาวของพระคริสตเจ้า แต่ครอบครัวของท่านอย่างไรก็ไม่ยอมปล่อย พวกเขายังคงต้องการให้ท่านแต่งงานอยู่วันยันค่ำ ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า มีลูกสาวที่ตายแล้วยังดีเสียกว่ามีลูกเป็นซิสเตอร์

ท่านยอมรับความล้มเหลวของท่านอย่างอาจหาญเพื่อการคืนดี แม้ไม่สามารถบรรลุถึงกระแสเรียกก็ตาม ท่านอยากที่จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าเพียงผู้เดียวและออกจากความควบคุมของตัวเองไปสู่ชีวิตและการยอมรับ สภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้เพื่อความรักของเจ้าบ่าวของท่าน



ท่านมีบันทึกที่เผยแสดงถึง คืนมืดของวิญญาณบางตอนในนั้นท่านเขียนว่า ใครหนอจะรู้ถึงการดึงออกและการเสียสละอันเจ็บปวดนี้ที่ดิฉันเจอและหยาดน้ำตาที่ดิฉันหลั่งในความเงียบเล่า วิญญาณดิฉันร่ำไห้และอยู่ในอันตรายจากการตกสู่หลุมลึก ……. มันคือการเสียสละอย่างแน่วแน่ของหัวใจ ท่านยังแสดงให้เห็นถึงความเดียวดายของท่านอีกว่า ดิฉันรู้สึกว่าอยู่คนเดียวและไร้ซึ่งความช่วยเหลือ จากทั้งคนและพระเอง ถูกทอดทิ้งแม้โดยผู้ที่เป็นหนึ่งเดียวในชีวิตของดิฉัน ดิฉันอยู่ท่ามกลางความเงียบและการไม่ได้รับการตอบกลับ ดิฉันถวายทุกสิ่งนี้ให้ขึ้นอยู่กับพระองค์แต่อย่างไรท่านก็เข้าใจว่าท่านถูกเรียกไปสู่ความรัก ความรักเพื่อศีลศักดิ์สิทธิ์ ความรักเพื่อไม้กางเขน ความรักเพื่อวิญญาณที่ต้องการแบบอยากที่ดีของพวกเรา

จากนั้นในวันที่ 29 เมษายน ค..1932 คุณพ่อวิญญาณก็อนุญาตให้ทำปฏิญาณถือศีลบนการเป็นพรหมจรรย์ ซึ่งท่านก็รื้อฟื้นมันทุกๆเดือน หลังจากนั้นมาท่านจึงปฏิเสธการแต่งงานจากชายหนุ่มที่หมายปองท่าน ไม่ว่าจะมาไม้ไหนก็ตามคำตอบของท่านก็คือ ไม่  เป็นชนวนให้มารดาของท่านถึงกับโกธรเป็นฟืนเป็นไฟ จนถึงขั้นไปจิกผมท่านให้ออกจากวัด ทั้งยังขังท่านไว้ในห้องเพื่อให้ทำศาสนกิจใดๆทั้งสิ้น



ที่สุดแล้วในเดือนกุมภาพันธ์ ค..1940 แสงแห่งความหวังก็ได้สาดส่องลงมายังวิญญาณของท่าน เมื่อบิดามารดาของท่านอนุญาตให้ท่านไล่ตามกระแสเรียกได้ ท่านจึงได้โบกมืออำลาครอบครัว เพื่อนๆในกลุ่มกิจการคาทอลิก และเข้าคณะธิดาแห่งนักบุญอันนา ใน ปาแลร์โม แต่เพีงแปดวันท่านก็ถูกส่งกลับ เพราะ แพทย์ตรวจพบว่าความผิดปกติในการเต้นของหัวใจท่าน

เมื่อกลับมาท่านก็ยังคงเป็นแม่งานและแบบอย่างของกิจการคาทอลิกเยาวชนและธิดามารีย์ ท่านทำให้มันกลายเป็นจุดหมายของท่านเพื่อยอมรับมันและเปลี่ยนมันให้เป็นความรัก ต่อมาในวันอังคารปัสกา ที่ 30 มีนาคม ค..1948 ท่านกับหญิงสาวอีกสามคน ท่านก็ได้ถวายตัวท่านเป็นยัญบูชาเพื่อความรอดของพระสงฆ์



ในเดือนเดียวกันปีนั้นตั้งแต่ต้นเดือนมาท่านก็เริ่มป่วยด้วยโรครูมาตอยด์ จากนั้นในวันที่ 19 พฤษภาคม ค..1950 ท่านก็ถูกพระรับไปจากอาการหัวใจวายเฉียบพลัน ในขณะกำลังเตรียมตัวไปร่วมมิสซา ด้วยอายุรวม 35 ปี ร่างของท่านถูกฝังในสุสานของเขตวัด ก่อนในวันที่ 18 พฤษภาคม ค..1969 จึงได้มีการย้ายร่างของท่านมาไว้ในวัดพระหฤทัย ของ ปาร์ตีนีโก หลังจากนั้นในวันที่ 5 กันยายน ค..2004 สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ก็ทรงบันทึกนามท่านไว้ในสารบบบุญราศี

พี่น้องที่รักทั้งหลาย จงมั่นคง อย่าหวั่นไหว จงออกแรงทำงานขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้มากยิ่งขึ้นเสมอ ท่านรู้อยู่แล้วว่า งานหนักของท่านไม่สูญเปล่าสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า(1คร15:58) บุญราศีปีนา เป็นตัวอย่างอีกอันในการทำงานพระในเขตวัดอย่างแข็งขัน ตามแบบวิถีชุมชนวัด พี่น้องที่รักงานของพระนั้นมีมากมายเราไม่จำเป็นต้องเป็นนักบวชก็ทำได้ แต่ขอแค่เราทำมันด้วยใจจริง ใจที่รักพระ เท่านั้นแหละไม่ว่า มันจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตามพระก็ไม่ละเลยมันแน่นอน ขอให้เราทำงานเพื่อพระอย่างสุดจิต สุดใจ สุดกำลัง สุดวิญญาณ สุดปรีชาญาณของเรา


ข้าแต่ท่านบุญราศีจูเซปปีนา ซูรีโน ช่วยวิงวอนเทอญ


ข้อมูลอ้างอิง

"กาตาลีนา" นักบุญชาวเกาะ


นักบุญกาตาลีนา โตมัส
St. Catalina Tomás
ฉลองในวันที่ : 5 เมษายน

กาตาลีนา โตมัส เกิดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค..1531 เป็นบุตรคนที่สองจากเจ็ดคนของไฆเม โตมัส กับ มาร์เกซีนา กัลลาร์ด  เกษตรกรที่อาศัยอยู่ในเมืองวัลล์เดโมสซา บนเกาะมายอร์กา ของประเทศสเปน  มีตำนานมากมายเล่าถึงอัศจรรย์ในวัยเด็กของท่านอยู่มาก เราอาจเรียกได้ว่าเป็นตำนานทองของท่านก็ได้ ดังนั้นจึงไม่ผิดที่จะกล่าวว่าท่านเติบโตพร้อมอัศจรรย์

ชีวประวัติของท่านมิอาจรวบรวมได้จนหมด แต่ก็มากพอที่จะทำให้เราเห็นชีวิตของท่าน เรื่องเล่าที่เป็นที่นิยมก็อาทิ ครั้งหนึ่งขณะท่านกำลังเก็บรวงข้าวพระเยซูเจ้าก็ทรงประจักษ์มาหาท่านในลักษณะถูกตรึงกางเขน อีกเรื่องก็คือมีอยู่ว่าครั้งหนึ่งท่านได้หลบออกมาจากงานเลี้ยงเพราะท่านไม่ชอบงานประเภทนี้ ทันทีพระมารดามารีย์ พระมารดาพระเจ้าก็ทรงประจักษ์มาหาท่านและบอกกับท่านว่าพระบุตรของพระนางนั้นได้ทรงเลือกท่านไว้แล้ว ยังมีอีกเรื่องเล่าว่าวันหนึ่งท่านเสียใจอย่างหนัก เพราะท่านต้องการแต่งกายเช่นซิสเตอร์ ทันทีนักบุญแพร็กซิดิสและนักบุญแคเทรีน มรณสักขี ก็ได้ประจักษ์มาปลอบใจท่าน



ในหนังสือบางเล่มยังบันทึกถึงเรื่องเล่าดังต่อไปนี้อีกว่า มีวันหนึ่งท่านตื่นมากลางดึกและพบว่าทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยแสงสีขาว  สีฟ้า ที่สวยงาม คืนนั้นเป็นคืนเดือนเพ็ญพอดี จนทำให้ท่านเข้าใจผิดว่าเช้าแล้ว ดังนั้นท่านจึงรีบลุกจากเตียงเพื่อไปยังบ่อน้ำใกล้ๆ ประจวบกับตอนนั้นเป็นเวลาเที่ยงคืนด้วย ทำให้ที่อารามฟรังซิสกันจึงลั่นระฆัง ทันทีท่านจึงเริ่มกลัว และร้องไห้  แต่บัดดลนักบุญอันตน อธิการ ก็ได้ประจักษ์มาจากสวรรค์ และจูงมือท่านไปส่งที่บ้านอย่างปลอดภัย

กลับมาที่ชีวิตธรรมดาๆของท่านบ้าง ท่านนั้นมิได้มีโอกาสได้เรียนหนังสือ หรือแม้แต่การสวดสายประคำ ดังนั้นท่านจึงใช้การนับจำนวนใบของกิ่งมะกอกแทนการนับเม็ด นอกจากนั้นท่านมักเดินเท้าเปล่าเสมอ แม้จะผ่านพงหนามแหลมก็ตาม ... ชีวิตของท่านนั้นก็เช่นเดียวกัน มันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบไปตลอดทาง เพราะเมื่อท่านมีวัยได้เพียงสามปีบิดาของท่านก็มาด่วนจากไป แต่แทนที่ท่านจะเสียใจอย่างเดียวตรงข้ามท่านกลับเริ่มสวดเพื่อบิดาของท่านอย่างร้อนรน และทูตสวรรค์ก็ได้ประจักษ์มาแจ้งว่าตอนนี้บิดาท่านได้รับความรอดแล้ว



และเหมือนนางมาร์เกซีนาจะรับรู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของบุตรสาวของเธอเป็นอย่างดี เพราะในวาระสุดท้ายเธอได้บอกกับท่านว่า ลูกสาวของแม่ แม่ถึงเวลาแล้ว แม่รอคำภาวนาของลูกเพื่อเข้าสู่พระสิริอยู่ ดังนั้นท่านจึงเร่งภาวนาและเพียงสามชั่วโมงหลังจากนั้นทูตสวรรค์ก็ได้ประจักษ์มาอีกครั้งและแจ้งเช่นเดียวกับคราวบิดาของท่านคือในตอนนี้มารดาของท่านอยู่ในพระสิริรุ่งโรจน์แล้ว

เมื่อเหตุการณ์ดำเนินมาดังนี้ ท่านในวัย 7 ปีจึงกลายเป็นเด็กกำพร้าที่ต้อนร่อนเร่ไปพักกับญาติๆ กระทั้งถูกพาไปอยู่กับคุณลุงของท่านที่ฟาร์มที่ไกลจากวัลล์เดโมสซาประมาณหกถึงเจ็ดไมล์เมื่อมีวัยได้ราว 10 ปี จึงจัดได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของท่านอีกครั้งเพราะมันหมายถึงการไม่มีมิสซาทุกวัน ท่านแทบจะไม่มีเวลาว่างเลย เพราะ ต้องเลี้ยงสัตว์ ทำงานบ้าน ซักผ้าเอย เย็บผ้าเอย กวาดบ้านเอย เพื่อแลกกับข้าวเที่ยง  แต่กระนั้นท่านก็มีหน้าตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ตลอด ทั้งยังมีหัวใจที่เปิดกว้างรับทุกคน



และด้วยสถานที่ตั้งของบ้านใหม่นี่เอง ท่านจึงมีโอกาสได้ร่วมมิสซาในวันอาทิตย์ ไม่ก็วันธรรมดาเพียงซักวันแทนที่จะเป็นทุกวันเหมือนแต่ก่อน ที่วัดพระตรีเอกภาพของอารามฤาษี แต่กระนั้นสิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้บั่นทอดความสนิทสัมพันธ์ของท่านกับพระเจ้าไปได้ ท่านได้สร้างพระแท่นเล็กๆที่ใต้ต้นมะกอก เพื่อใช้สวดในความสันโดษของทุ่งหญ้าแทน และเวลาต่อมาพระเป็นเจ้าก็ทรงส่งคนๆหนึ่งที่จะทำให้คำทำนายในวัยเยาว์ของท่านเป็นจริง นั่นก็คือ คุณพ่ออันโตนิโอ กาซตาเญดา ฤาษีผู้กำลังแสวงหาการชิดสนิทกับพระเป็นเจ้า และดำรงชีวิตบนภูเขาด้วยการขอทาน ที่เดินทางมาที่ฟาร์ม และอานา มาสได้แนะนำให้ท่านได้รู้จัก

ทำให้นับจากนั้นมาท่านก็มักไปเยี่ยมคุณพ่อที่อารามที่วัดพระตรีเอกภาพเสมอ และได้เปิดเผยกับคุณพ่อว่าท่านต้องการเข้าอาราม ซึ่งในการคุยครั้งที่สองคุณพ่อก็เชื่อแน่นอนว่าท่านมีกระแสเรียก แต่เรื่องความฝันท่านก็ไม่ราบรื่นนัก เพราะ เมื่อลุงท่านทราบว่าท่านอยากเข้าอาราม เขาก็ค้านชนิดหัวเด็ดตีนขาด ทำให้ไม่มีใครช่วยเหลือท่านเลยในการเข้าอาราม นอกจากนั้นท่านยังเป็นคนที่จัดว่าสวยมาก จึงทำให้มีหนุ่มมากมายต่างพากันทอดสะพานมาหาท่าน แต่จะเจออย่างนั้นท่านก็ยังคงอดทนรออย่างแน่วแน่ แต่แล้วความยากลำบากอีกครั้งก็ซาซัดมาเมื่อคุณพ่อกาซตาเญดา ตัดสินใจไปจากเกาะมาร์ยอกา



ในวันที่ต้อจากท่านได้ล่ำลาคุณพ่อด้วยรอยยิ้มที่ลึกลับ เหมือนท่านรู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป และก็เป็นเช่นนั้น เพราะไม่นานเรือที่คุณพ่อโดยสารไปก็ประสบกับพายุหนักจนไม่สามารถไปยังบาร์เซโลนาได้ และจำต้องเลี้ยวลำกลับมาที่วัลล์เดโมสซา ซึ่งเมื่อเห็นดังนั้น คุณพ่อจึงตัดสินใจแน่วแน่ที่จะช่วยท่านให้เข้าอารามให้ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งในสมัยนั้นหญิงสาวชาววัลล์เดโมสินา หากต้องการเข้าอารามจะต้องไปเข้าอารามที่เมืองปัลมา เมืองท่าสำคัญของของเกาะมาร์ยอกาเพียงแห่งเดียว

ดังนั้นเพื่อความสะดวกในการสานฝันนี้ ขั้นแรกท่านจึงเดินทางไปที่เมืองปัลมา และเข้าทำงานเป็นคนใช้ที่บ้านของดอน มาเตโอ ซาโฟรเตซา ตากามาเน็นต์ จนได้มีโอกาสรับใช้นางอิซาเบล ซึ่งในเวลาต่อมาเธอเป็นผู้สอนให้ท่านรู้จักอ่านเขียน การเย็บปักถักร้อย และอื่นๆ นอกนี้แล้วระหว่างทำงานอยู่ที่นี่ ท่านยังกินเพียงน้ำและขนมปัง เฆี่ยนตีร่างกายด้วยขนเม่น ทั้งยังสวมเข็มขัดเหล็กที่มีด้านหนามเข้าหาร่างกายหรือที่เรียกว่าชิลีโช(cilicio) ในภาษาอิตาเลี่ยนอีกด้วย



และที่สุดเวลาแห่งการรอคอยขอท่านก็จบลง แต่ก็ไม่วายก็มีอุปสรรคอีกครั้ง คราวนี้เป็นด้านการเงิน เพราะตัวท่านไม่มีสินสอด ซึ่งเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่มากเพราะอาราม มิอาจรับผู้สมัครที่ไม่นำความช่วยเหลือใดๆมาได้ ไม่จะอารามนักบุญมักดาเลนา อารามนักบุญเจโรนิโม หรืออารามนักบุญมาร์การิตาต่างปฏิบัติดังนี้ ข้อปฏิบัตินี้ทำให้ท่านหมดกำลังใจเป็นอันมาก แต่กระนั้นก็ดี ท่านก็ยังวางใจในการสวดภาวนา และได้สวดต่อพระเป็นเจ้าอย่างร้อนรน จนเวลาต่อมาเมื่ออารามทั้งสามได้ทราบถึงเรื่องราวของท่าน ทั้งสามอารามก็ต่างตัดสินใจไม่สนเรื่องสินสอด และพร้อมรับท่านเสมอ

ตามตำนานท้องถิ่นเล่าสืบๆกันว่าในช่วงนั้นท่านมักมานั่งอยู่บนก้อนหินในตลาด พลางร่ำไห้ด้วยความเศร้าและเปล่าเปลี่ยว และก็เล่ากันว่าเป็นที่หินก้อนเดียวกันนี้เอง ที่ท่านได้รับข่าวดีเรื่องอารามทั้งามพร้อมรับท่านโดยไม่เอาสินสอด (ปัจจุบันหินก้อนนี้อยู่ที่ผนังด้านนอกห้องซาคริสเตีย ของวัดนักบุญนิโคลัส) หลังจากนั้นเมื่อได้ทราบข่างดีเช่นนี้แล้ว ท่านก็ได้เดินทางไปเยี่ยมทั้งสามอาราม และตัดสินใจสมัครเข้าอารามนักบุญมักดาเลนา ของคณะกาโนเนซาซ แห่ง นักบุญออกัสติน ในวันที่  13 พฤศจิกายน ค..1552



หลังจากนั้นอีกสองเดือนกับอีกสิบสามวันท่านจึงได้รับผ้าคลุมหน้าสีขาว ต่อจากนั้นท่านจึงเข้าเป็นนวกะของคณะซึ่งอาจจะมาจากปัญหาด้านสุขภาพของท่านที่ไม่สู้ดี ท่านจึงอยู่ในสถานะนี้นานถึงสองปีเจ็ดเดือน  แต่ที่สุดแล้วท่านก็เข้าพิธีปฏิญาณเป็นเจ้าสาวของพระคริสตเจ้าภายใต้ธรรมนูญของนักบุญออกัสติน ในวันที่ 24 สิงหาคม ค..1555 ด้วยอายุ 24 ปี 

ในฐานะสมาชิกของอาราม ท่านได้เจริญชีวิตอย่างถ่อมตน สวดภาวนาด้วยความร้อนรน (ที่ในห้องของท่านจะมีหินที่ใช่คุกเข่าสวดเป็นเวลาหลายๆชั่วโมและต่อสู้กับการทดลงของปีศาจร้ายที่ภายในอย่างกล้าหาญ จนทีละนิดๆความศักดิ์สิทธิ์ของท่านก็เป็นที่ประจักษ์ กล่าวคือในหมู่ซิสเตอร์ด้วยกัน ก็ต่างพากันชื่นชมในความร้อนรนต่อการสวดภาวนาของท่าน ส่วนภายนอกอาราม กำแพงที่สูงใหญ่ก็ยังไม่อาจจะปิดบังความศักดิ์สิทธิ์นี้ได้ จนผู้คนมากมายเริ่มหลั่งไหลมาหาท่าน ทั้งเพื่อพบ ขอคำปรึกษาบ้าง คำภาวนาบ้าง แต่กระนั้นท่านก็ปฏิเสธที่จะออกจากห้องรับแขกของอาราม หรือของขวัญใดๆทั้งสิ้น แม้นหากท่านได้มาเมื่อใด ทันทีท่านก็จะยกให้ซิสเตอร์คนอื่นไปแทน


แท้จริงท่านไม่ค่อยชอบพบปะผู้คนเท่าใดนักดอก แต่ถ้าเป็นคำสั่งท่านก็จะทำในทันที และออกไปเพื่อมอบความรักของพระที่ท่านสัมผัสได้ไปยังทุกๆคนไม่ว่าพวกเขาจะมาด้วยความกังวลหรือความยากรู้มากแค่ไหนก็ตาม ท่านเต็มไปด้วยพระพรแห่งการหยั่งรู้จิตใจคน ซึ่งหลายครั้งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเสียใหม่ หนึ่งในคนที่มักแวะมาขอคำปรึกษากับท่านก็คือพระคุณเจ้ายูวานนี บัตติสตา กัมเปกโจ พระสังฆราชแห่งมาร์ยอกา

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นท่านดำเนินชีวิตด้วยความถ่อมตน ยากจน นบนอบ พรหมจรรย์ ในระดับที่น่าสรรเสริญเสมอ ครั้งหนึ่งคุณแม่อธิการตัดสินใจทดสอบท่านด้วยการสั่งให้ท่านไปยืนกลางแดดเปรี้ยงๆ ในหน้าร้อน จนกว่าจะถูกเรียกกลับมา ซึ่งทันทีท่านไม่พูดแม้คำเดียว และเดินไปที่ที่เหมาะสมและอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหลายชั่วโมง จนทำให้คุณแม่อธิการถึงกับชื่นชมในความอดทนของท่านและมีคำสั่งให้ท่านเข้ามาได้ ซึ่งเรื่องความนบนอบของนี้ต่อคุณแม่อธิการนี้เป็นเรื่องที่ท่านไม่เคยขาดตกบกพร่องเลยจริงๆ แม้ขณะนั้นท่านจะอยู่ในสภาวะเข้าฌานอยู่ก็ตามที


ท่านมีความศรัทธาพิเศษต่อพระมหาทรมานของพระคริสตเจ้า พระผู้เป็นเจ้าบ่าวของท่าน ยามใดก็ตามที่ท่านรำพึงถึงเรื่องราวนี้ ท่านก็มิอาจกลั้นน้ำตาของท่านไว้ได้ทั้งในห้องนอน ในกลุ่มนักขับ หรือแม้กระทั้งในห้องอาหาร นอกนี้ท่านยังมอบความรักของต่อศีลมหาสนิท ท่านมักเดินไปที่ตู้ศีลบ่อยๆเท่าที่ทำได้ ทั้งยังสวดภาวนาเพื่อทุกๆคน มีบันทึกว่าครั้งหนึ่งเมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุส ที่ 5 เสด็จสวรรณคต ท่านก็ทราบและแจ้งกับคุณพ่อวิญญาณของท่านก่อนข่าวจะมาถึงที่เกาะเสียอีก

เป็นที่น่าเศร้าที่บันทึกเกี่ยวกับชีวิตอันอัศจรรย์ของท่านมีหลงเหลือน้อย แต่กระนั้นเราก็พอสรุปชีวิตของท่านได้ว่าในช่วงท้ายของชีวิต ท่านเริ่มเข้าฌานบ่อยขึ้น ครั้งที่กินระยะเวลานานที่สุดเกิดขึ้นในปี ค..1571 กินเวลาถึงยี่สิบเอ็ดวัน และในช่วงเวลานี้แม้ท่านจะพยายามซ่อนเท่าไรความศักดิ์สิทธิ์ของท่านก็ยิ่งกระจายไปมากมากขึ้น ท่านอยากให้คนคิดว่ามันแค่เรื่องโง่ๆ แต่ก็ไม่มีใครจะคิดเช่นนั้น หลักฐานที่แสดงชัดก็นเช่นในปี ค..1571  เมื่อตำแหน่งคุณแม่อธิการว่างลง ท่านก็ได้รับเลือกให้เป็นคุณแม่อธิการของอาราม แต่ด้วยความถ่อมตนของท่าน ภายในบ่ายวันนั้น ท่านก็สละตำแหน่งลงทันที



วาระสุดท้ายของท่านนั้นใกล้เข้ามาเต็มทีและท่านก็รับรู้ดี เพราะพระเจ้าได้ทรงเผยแสดงแก่ท่านแล้วว่าท่านจะตายในวันไหน ในวันที่ 28 มีนาคม ซึ่งตรงเทศกาลมหาพรต ปี ค..1574  พี่สาวของท่านก็ได้แวะมาเยี่ยมท่าน ในวันนั้นท่านก็เข้าสู่สภาวะฌาน ก่อนวันรุ่งขึ้นท่านก็ได้ขอรับศีลเสบียง แต่แพทย์ยืนยันว่าไม่ได้มีอะไรร้ายแรง กระนั้นพระสงฆ์ก็เดินทางมาส่งศีลให้ท่าน และขณะที่คุณแม่อธิการสวดอยู่ข้างๆท่าน ท่านก็ได้กล่าวขอโทษคุณแม่และซิสเตอร์ทุกคน ก่อนเข้าสู่สภาวะฌานอีกครั้งจนถึงวันที่ 4 เมษายน และสิ้นใจในอย่างสงบด้วยอายุ 43 ปี ในวันที่ 5 เมษายน ค..1574

ไม่นานหลังท่านสิ้นใจชีวประวัติของท่านก็ได้รับการสอบสวนเพื่อยื่นขอแต่งตั้วเป็นนักบุญจากพระศาสนจักรโดคณะสงฆ์แห่งมายอร์กา แต่ก็ต้องใช้เวลาถึงสองร้อยปีกว่าพระศาสนจักรจะรับรองอัศจรรย์หกประการที่เกิดตามคำเสนอวิงวินของท่าน ซึ่งนำไปสู่การบันทึกนามท่านในสารบบบุญราศีเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค..1792 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุส ที่ 6 และใช้เวลาอีกร่วมเกือบร้อยปีอีกครั้ง แต่ที่สุดในวันที่ 22 มิถุนายน ค..1930  สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุส ที่ 11 ก็ทรงรับรองให้ท่านขึ้นเป็นนักบุญของพระศาสนจักรอย่างเป็นทางการ 



องค์พระผู้เป็นเจ้าประทานให้ข้าพเจ้ามีลิ้น เหมือนลิ้นของศิษย์ที่พระองค์ทรงสอน เพื่อข้าพเจ้าจะได้รู้จักพูดจาให้กำลังใจแก่ผู้เหน็ดเหนื่อย ทุกๆเช้าพระองค์ทรงปลุกข้าพเจ้า ทรงปลุกหูข้าพเจ้าให้ฟังเหมือนศิษย์ที่พระองค์ทรงสอน (อสย 50:4) ณ ตรงนี้ขอยกแบบฉบับในการมอบความรักที่สัมผัสจากพระได้ไปยังคนอื่นของนักบุญกาตาลีนา ที่มอบแด่ทุกๆคนที่มาหาทั้งด้วยความเศร้าและความสงสัย เช่นกันในฐานะคริสตชนเราต้องมอบความรักของพระเจ้าที่เราสัมผัสได้ไปยังทุกๆคน ความรักที่เรามองเห็นเมื่อมองไม้กางเขน ด้วยปากนี้ และด้วยชีวิตนี้ พระองค์ทรงรักเราเท่าไรเราก็ต้องรักทุกๆคนเท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่เท่าเพราะพระรักเรามากๆ แต่เราก็ต้องพยายามส่งความรักนี้ให้แพร่ไปด้วยปากของเรา และชีวิตของเรา


ข้าแต่ท่านนักบุญกาตาลีนา โตมัส ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...