วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ดาราแห่งธิดาเมคคาธรรม "มาร์ทา"


บุญราศีมาร์ทา เวียซกา
Bl. Marta Wiecka
ฉลองในวันที่ : 30 พฤษภาคม

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ดวงดาราแห่งคณะธิดาเมตตาธรรม บุตรีของนักบุญวินเซนต์ เดอ ปอล และ นักบุญหลุยส์ เดอ มารียัค สองผู้ก่อตั้งคณะ ได้รับเกียรติในฐานะบุญราศีของพระศาสนจักรอย่างสง่า โดยสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ดวงดาราที่ฉายแสงดวงนี้มีนามว่า มาร์ทา มารีอา เวียซคา

มาร์ธาเป็นลูกคนที่สามสิบสาม เกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม ค..1874 ที่หมู่บ้านนอวี วีซ จังหวัดพอดลาสเกีย ประเทศโปแลนด์ ในครอบครัวของสองสามีภรรยาผู้ร่ำรวยชื่อ มาเซ็ลโล เวียซกา กับ เปาลีนา คามรอฟสกา เวียซกา หลังจากนั้นหกวันหลังเกิดท่านจึงได้รับศีลล้างบาป



ขอเล่าถึงสภาพตอนนั้นของโปแลนด์ซักนิด โดยในตอนนั้นตั้งแต่ปี ค..1772 เป็นต้นมาโปแลนด์นั้นก็ถูกแบ่งและถูกครอบครองจากหลายๆประเทศเพื่อนบ้านที่มีอำนาจมากขึ้น ซึ่งในส่วนที่ท่านอาศัยอยู่ในความครอบครองของปรัสเซีย ซึ่งพยายามปราบปรามเอกลักษณ์และพระศาสนจักรคาทอลิกประจำชาติโปแลนด์ด้วยปฏิบัติการต่อความขัดแย้งทางวัฒนธรรม ทำให้โรงเรียนถูกห้ามไม่ให้สอนภาษาโปแลนด์ ประวัติศาสตร์โปแลนด์ และความเชื่อคาทอลิก แต่ครอบครัวของท่านนั้นยังคงเป็นเหมือนคนอื่นๆคือยังคงเป็นคริสตชนและชาวโปลิสที่แข็งขัน ดังนั้นท่านจึงได้เรียนรู้รากเหง้าของท่านและความเชื่อจากครอบครัวของท่านนี้ และได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยการภาวนาร่วมกันในครอบครัว การอ่านหนังสือฝ่ายจิต และการศึกษาบทเทศน์แต่ละอาทิตย์

ต่อมาเมื่อท่านมีอายุได้ 2 ปี ท่านก็เกิดล้มป่วยหนัก แม้นจะรักษาเพียงใดก็ไม่หาย เหตุนี้ครอบครัวของท่านจึงหันไปหาพระมารดาพระเจ้าแห่งปีเซ็คชโน เพื่อวิงวอนนามของท่าน และอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น เมื่อท่านหายเป็นปลิดทิ้ง ซึ่งหากมองแล้วจะพบเลยว่าตลอดชีวิตของท่านนี้มีความผูกพันธุ์กับพระแม่มาก ท่านมีความรักที่ยิ่งใหญ่ต่อพระแม่ ยามใดที่ท่านต้องการความช่วยเหลือ ท่านก็จะหันไปหาพระนางเพื่อวิงวอน และก็ดูเหมือนว่าพระแม่จะไม่เคยเมินเฉยต่อคำวิงวอนของท่านซักครั้ง



ตั้งแต่เยาว์วัยท่านมีความสุขที่จะช่วยมารดาของท่านทำงานบ้าน เพื่อนบ้านหลายคนต่างชื่นชมในการภาวนา อัชฌาสัยที่ดี ความเมตตา และการมองโลกในแง่ดีของท่านที่ท่านแสดงออกให้คนรอบข้างได้เห็น ทุกคนยังรู้ดีอีกว่าท่านมีความศรัทธาเป็นพิเศษต่อท่านนักบุญยอห์น เนโปมูเซน พวกเขามักเห็นท่านมักยืนภาวนาอยู่เงียบๆที่ด้านหน้าสักการสถานของท่านนักบุญข้างทางเสมอ ตลอดชีวิตของท่านยึดบทภาวนาของนักบุญองค์นี้ตามที่คุณพ่อเจ้าวัดสอนท่านตั้งแต่เด็กๆมาเสมอ

3 ตุลาคม ค..1866  นับเป็นวันที่สำคัญอีกครั้งในชีวิตของท่าน เพราะ เป็นวันรับศีลมหาสนิทครั้งแรกของท่าน เป็นวันที่พระเยซุเจ้ากลายมาเป็นศูนย์กลางในชีวิตของท่าน ยามใดก็ตามหากมีโอกาสร่วมมิสซาท่านก็ไม่ลังเลที่จะเดินถึง 12 กิโลเพื่อไปวัด ส่วนที่บ้านนั้นเวลาการการสวดภาวนานั้นนานพอดู ต่อมาเมื่อมารดาท่านล้มป่วยลง มันจึงลดลงมาบ้างเพราะท่านต้องดูแลน้องๆแทนมารดา ซึ่งน้องก็มักเรียกท่านว่า แม่รอง



เมื่ออายุได้ 16 ปี ท่านก็ตัดสินใจเข้าคณะธิดาเมตตาธรรม แต่เมื่อท่านเดินทางไปเยี่ยมอารามคณะที่เค็ลโม เมืองใกล้ๆ ท่านก็ต้องพบกับความผิดหวังเพราะถูกปฏิเสธเนื่องจากท่านยังเด็กเกินไป แต่ท่านก็ไม่ได้ล้มเลิกความตั้งใจที่จะเข้าคณะ ท่านรออยู่สองปีท่านจึงไปอีกครั้งพร้อมเพื่อนของท่านอีกคน แต่เนื่องจากรัฐบาลปรัสเซียนจำกัดจำนวนผู้สมัคร ดังนั้นท่านและเพื่อนจึงไปยังบ้านคณะในคราคูฟและได้เข้าคณะที่นั่น

ดังนั้นในวันที่ 26 เมษายน ค..1892 ในวัย 18 ปี ท่านจึงได้เริ่มเป็นโปสตุลันต์ของคณะที่บ้านเลขที่ 8 วาร์ชาฟสคา กรุงคราคูฟ หลังจากนั้นในวันที่ 12 สิงหาคม ปีเดียวกันท่านก็เข้าเป็นโนวิสของคณะ ก่อนในวันที่ 12 เมษายน ค..1893  ท่านจึงได้รับชุดคณะ หลังจากได้รับการอบรมถึงจิตตารมณ์ของคณะอันเป็นแนวทางในการเจริญชีวิตของท่านมาแล้วเป็น งานแรกของก็คือการไปประจำที่โรงพยาบาลในลวีฟ ประเทศยูเครน ที่นั่นด้วยความรวดเร็วท่านก็เป็นที่เลื่องลือว่าเป็นซิสเตอร์ที่มีความรักต่อผู้ป่วยของท่านและรับใช้อย่างไม่เคยเห็นแก่ตัวเอง



ท่านทำงานอยู่ที่นั่นได้ปีครึ่งในวันที่ 15 พฤศจิกายน ค..1894 ท่านจึงถูกย้ายให้มาทำงานที่โรงพยาบาลในโปดไฮเซอ และปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่นั่นเป็นระยะเวลาห้าปีในฐานะพยาบาลที่แสนดีและธิดาเมตตาธรรมอันซื่อสัตย์อย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย จากนั้นในวันที่ 15 สิงหาคม ค..1897 ท่านก็ได้เข้าพิธีปฏิญาณตน

จากนั้นในปี ค..1899 ท่านก็ถูกให้มาประจำที่บ้านคณะในโบคเนีย ที่นี่มีซิสเตอร์มารีอา คาบัว เป็นแม่อธิการ ผู้ซึ่งจะกลายมาเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญของท่าน ในเวลานี้เองที่ท่านได้เห็นนิมิตพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขน พระองค์องค์ทรงเร่งเร้าให้ท่านมีความอดทนต่อความทุกข์ยากและสัญญาว่าวันหนึ่งท่านจะได้อยู่กับพระองค์ เหตุการณ์นี้ช่วยกระตุ้นการอทิศตนของท่านในการปฏิบัติศาสนกิจของท่านและแรงบัลดาลใจในการปรารถนาสวรรค์ของท่าน



ไม่นานหลังจากภาพนิมิตนี้ ความทุกข์ยากดั่งกล่าวก็ปรากฏขึ้น เมื่อคนป่วยเป็นโรคจิตคนหนึ่งได้รับการปล่อยตัวออกจากโรงพยาบาลที่ท่านปฏิบัติหน้าที่อยู่ เริ่มป่าวประกาศไปทั่วว่าท่านกำลังตั้งท้องหลังจากไปมีความสัมพันธ์กับผู้ป่วยของท่านเอง(นักเรียนผู้เป็นหลานชายของคุณพ่อเจ้าวัด) ในตอนนี้เองที่ซิสเตอร์มารีอา ได้มีบทบาทในการทำให้ท่านอยู่ที่นี้ต่อเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของท่าน แม้จะโดนพายุเช่นนี้ท่านก็ไม่หยุดดูแลผู้ป่วยด้วยความอ่อนโยนตามปกติของท่าน ท่านแบกรับการดูหมิ่น การนินทา ไว้ด้วยความอดทนอันเงียบสงบภายใต้การชิดสนิทกับพระเป็นเจ้าตลอดเวลา

จนเมื่อข่าวโคมลอยนี้จบลงแล้ว ท่านก็ส่งไปประจำที่โรงพยาบาลในสไนตึน ประเทศยูเครน ไม่นานชื่อเสียงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านก็ดึงดูดพระสงฆ์ท้องถิ่น ไม่ช้าพวกเขาก็เริ่มติดต่อท่านเมื่อพบปัญหาหรือวิกฤตฝ่ายจิต ในตัวท่านพวกเขาพบว่าพวกเขาต้องการความช่วยเหลือทั้งเรื่องฝ่ายกายและฝ่ายจิต ท่านทำสิ่งเหล่านี้ควบคู่ไปกับการปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ในโรงพยาบาล



ท่านรักกระแสเรียกของท่าน ท่านปฏิบัติหน้าที่ดูแลผู้ป่วยของท่านด้วยความยินดีและความพอใจ ท่านยิ้มเสมอและเปี่ยมไปด้วยความอดทนและความดี ท่านพบเวลาที่จะสอนคำสอนเพื่อเตรียมพวกเขาให้พร้อมสำหรับการรับศีลศักดิ์สิทธิ์และเวลาที่จะร่วมสวดภาวนาพร้อมพวกเขา และเมื่อใดก็ตามที่ท่านจัดให้มีเดินรูปที่วัดน้อยของโรงพยาบาลก็จะมีผู้ป่วยถึง 40 คนที่จะมาร่วม ท่านมีพระหรรษทานในการเป็นสะพานที่จะช่วยคนให้คืนดีกับพระเจ้า ไม่มีใครเลยในแผนกของท่านที่สิ้นใจทั้งๆที่ไม่ได้รับศีลอภัยบาป บ่อยครั้งที่ป่วยชาวยิวของท่านขอรับศีลล้างบาป สำหรับท่านแล้วผู้ป่วยทุกคนเท่าเทียมกันหมดไม่ว่าคุณจะเป็นโปแลนด์, ยูเครน, ยิว , ออร์โธดอกซ์หรือคาทอลิกก็ตาม ท่านปฏิบัติกับพวกเขาด้วยความรัก ขับเคลื่อนชีวิตไปด้วยคำภาวนา

ท่านเจริญชีวิตด้วยความความรักที่ไม่เห็นแก่ตัวมาตลอด แม้ชีวิตก็ยอมแลกได้ ซึ่งแสดงให้เห็นเมื่อมีการระบาดของโรคไข้ไทฟอยด์ มีชายคนหนึ่งซึ่งเป็นทั้งบุรุษพยาบาลและพ่อคน ต้องไปประจำในห้องฆ่าเชื้อของผู้ป่วยด้วยโรคไข้ไทฟอยด์ ท่านเห็นความกลัวต่อตัวเขาเองและครอบครัวของเขา ท่านจึงอาสาเข้าไปทำแทน จนติดเชื้อไข้ไทฟอยด์และล้มป่วยในที่สุด ข่าวนี้แพร่ไปในขณะที่ต้องล้มหมอนนอนเสื่อทุกคนที่ทราบก็ต่างร่วมกันสวดภาวนาให้ท่านหาย แม้ชาวยิวจากศาลาธรรมในท้องถิ่นก็จัดการสวดภาวนาพิเศษเพื่อท่าน



ผู้ที่อยู่ร่วมในวันสุดท้ายของท่านเล่าว่าหลังจากพระสงฆ์ส่งศีลแล้ว ท่านก็ตกอยู่ในสภาวะเข้าฌาน ท่านสิ้นใจอย่างสงบในวันที่  30 พฤษภาคม ค..1904 ด้วยวัย 30 ปี และถูกฝังที่เมืองนั้น ไม่นานหลุมศพท่านก็กลายเป็นที่แสวงบุญอีแห่งหนึ่ง ด้วยเวลาได้พิสูจน์แล้ว่าท่านคือนักบุญ จนมีอัศจรรย์นำไปสู่การบันทึกนามท่านไว้ในสารบบบุญราศีในวันที่ 24 มีนาคม ค..2008 ณ ลวีฟ ประเทศยูเครน

ท่านต้องมีความพากเพียรในการทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า เพื่อจะได้รับบำเหน็จตามพระสัญญา (ฮีบรู 10:36) น้ำพระทัยของพระเป็นเจ้านั้นคือกางเขนในชีวิตของเรา เราต้องแบกกางเขนอย่างพากเพียร อย่างร้อนรน อย่างอดทน เหมือนท่านที่แบกกางเขนอันคือข้อกล่าวหาอันไร้ซึ่งเค้ามูล จนต้องถูดูแคลนจากคนรอบข้าง ในบางที ใช่ กางเขนนั้นนำพามาแต่ความยากลำบากนั่นคือมองด้วยสายตาของผู้ขลาดเขลา  แต่สำหรับผู้รักพระแล้ว กางเขนคือความรอด ที่กางเขนเราพบความรอด ที่กางเขนนั้นเราได้รับความรอด ดังนั้นในฐานะคริสตชนมันจึงจำเป็นมากๆที่เราต้องแบกและแบกกางเขน ในทุกๆวินาทีของชีวิตเพื่อสุดท้ายในเมืองสวรรค์เราจะได้ร้องเพลงสรระเสริญพระเจ้าพร้อมกัน อัลเลลูยา


ข้าแต่ท่านบุญราศีมาร์ทา เวียซกา ช่วยวิงวอนเทอญ


ข้อมูลอ้างอิง

"โยเซฟ" ฝรั่งลายมังกร


นักบุญโยเซฟ ไฟรนาเดเมตซ์
St. Josef Freinademetz 
ฉลองในวันที่ : 29 มกราคม

เรื่องราวสุดอัศจรรย์เริ่มขึ้นในบ้านกึ่งไม้กึ่งปูนเรียบง่ายในหมู่บ้านออยส์ หมู่บ้านเล็กๆที่บ้านเพียงห้าหลัง เมืองบาดีอา เมืองที่เล่นกายอยู่ภายใต้เทือกเขาแอลป์ในส่วนที่ชื่อว่าโดโลมีตี สีเขียวขจีดั่งหยกชั้นเลิศ ในจังหวัดปกครองตนเองโบลซาโน หรือ ในภาษาเยอรมันกับละดินของคนท้องถิ่นนี้จะเรียกว่า ซุดทิรอล เมื่อเด็กชายตัวน้อยได้ลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรกในครอบครัวของโยฮัน มัทเทียส ไฟรนาเดเมตซ์ กับ อันนา มารีอา ซอตต์วัลกีอาไร

ทารกได้รับศีลล้างบาปด้วยนามตามภาษาละดินว่าอูโยบ หรือ โยเซฟ ในวันเดียวกันกับวันที่เกิดคือวันที่ 15  เมษายน ค..1825 ท่านเป็นบุตรคนที่สี่จากสิบสามคนของครอบครัวที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านออยส์ เมืองบาลีอา จังหวัดปกครองตนเองโบลซาโน อาณาจักรฮังการี(ปัจจุบันคือภาคเหนือของประเทศอิตาลี)



ท่านเติบโตขึ้นมาท่ามกลางมรดกล่ำค่าของครอบครัวคือความเชื่ออันเรียบง่าย มีการสวดภาวนาทุกๆวัน และลงไปมิสซาที่วัดนักบุญลีโอนฮาร์ดในวันอาทิตย์ หลังจากนั้นเมื่อเจริญวัยขึ้นอีกท่านก็เข้าบ้านเณรที่เบรซซาโนเน ซึ่งระหว่างศึกษาอยู่ที่นั่นท่านก็เริ่มคิดอย่างจริงจังว่างานธรรมทูตนั้นคือแนวทางของท่าน ท่านได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ในวันที่ 25 กรกฎาคม ค..1875  และถูกส่งไปประจำที่วัดนักบุญมาร์ติน เด โตร ใกล้ๆบ้านของท่าน ซึ่งในไม่ช้าท่านก็ครองหัวใจสัตบุรุษทุกคน

อย่างไรก็ตามกระแสเรียกการเป็นธรรมทูตก็มิได้หายไปไหน เพียงสองปีหลังจากรับศีลบวช ท่านก็ได้ติดต่อนักบุญคุณพ่ออาร์โนลด์ ยานซึน ผู้ก่อตั้งคณะวจนาตถ์ของพระเจ้า และเมื่อได้รับอนุญาตจากพระสังฆราชแล้ว ท่านก็ได้เป็นสมาชิกคณะวจนาตถ์ของพระเจ้าที่บ้านในสเตย์ล ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในเดือนสิงหาคม ค..1878 หลังจากนั้นในวันที่ 2 มีนาคม ค..1879  ท่านก็ถูกเลือกให้ไปเป็นธรรมทูตในประเทศจีนพร้อมคุณพ่อโยฮัน บัพทิสท์ ฟอน อันซาร์ และมาถึงฮ่องกงในห้าสัปดาห์ถัดมา พร้อมอยู่ที่นั่นต่ออีกสองปีเพื่อเตรียมตัว



ก่อนในปี ค..1881 ท่านและคุณพ่อโยฮันจึงเดินทางไปทำงานอภิบาลที่ตอนใต้ของมณฑลชานตุง จังหวัดที่ประชากรถึงสิบสองล้านคน เป็นคริตชนอยู่ 158 คน มันเป็นที่ลำบากที่ถูกทำเครื่องหมายไว้ด้วยเวลายาวนาน การเดินทางอันแสนยากลำบาก การถูกทำร้ายจากโจร และการก่อร่างสร้างชุมชนคริสตชนเป็นครั้งแรกอย่างยากลำบาก

อย่างไรท่านก็ยกย่องความสำคัญของความมุ่งมั่นของฆราวาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูคำสอน เพื่อประกาศข่าวดีเป็นครั้งแรก ท่านทุ่มเทแรงกายและแรงใจในการพัฒนาพวกเขาและจำทำหนังสือคำสอนภาษาจีน ขณะเดียวกันท่านก็ร่วมมือกับคุณพ่อโยฮันในการพยายามเตรียมความพร้อม สำหรับการก่อตัวของจิตวิญญาณและการศึกษาอย่างต่อเนื่องของพระสงฆ์ชาวจีนและธรรมทูตคนอื่นๆ



ผมจะเป็นชาวจีนในสวรรค์ ทั้งชีวิตของท่าน ท่านพยายามที่จะกลายเป็นชาวจีนในหมู่ของชาวจีน มากเสียจนท่านเขียนถึงครอบครัวว่า ผมรักประเทศจีนและชาวจีน ผมต้องการตายท่ามกลางพวกเขาและพักผ่อนในเวลาที่เหลือท่ามกลางพวกเขา ในปี ค..1898 จากผลของการทำงานหนักและความยากลำบากต่างๆ ท่านก็เกิดป่วยด้วยโรคกล่องเสียงอักเสบ อันเป็นจุดเริ่มต้นของวัณโรค ท่านจึงถูกส่งไปประเทศญี่ปุ่นตามคำร้องของของบรรดานักบวช เพื่อรักษาตัว ก่อนกลับมาทั้งๆที่ยังไม่หายขาด

ต่อมาเมื่อพระสังฆราชโยฮันต้องเดินทางออกจากประเทศจีนในปี ค..1907 ท่านก็มีหน้ามากขึ้นในการบริหารสังฆมณฑล ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ก็ได้มีการระบาดครั้งใหญ่ของไข้รากสาดใหญ่ขึ้น ท่านในฐานะนายชุมภาบาลที่ดีก็ได้ทำงานอภิบาลอย่างไม่ย่อท้อ ท่านเดินทางไปตามหมู่บ้านต่างๆจนท่านเองติดเชื้อ ท่านจึงกลับไปไตเกี๋ย เมืองจินหนิง ตอนใต้ของมณฑลซานตง และถึงแก่มรณกรรมอย่าสงบด้วยวัย 55 ปี ในวันที่ 28 มกราคม ค..1908



ท่านเรียนรู้ที่จะค้นพบความยิ่งใหญ่และความสวยงามของวัฒนธรรมจีนและความรักต่อผู้คนที่เป็นเป้าหมายที่ท่านถูกส่งมา ท่านอุทิศชีวิตของท่านทั้งครบเพื่อการถึงข่าวดีของความรักของพระเจ้าต่อมนุษย์ทุกๆคน และรวบรวมความรักนี้ในรูปแบบของชุมชนคริสตชนชาวจีน ท่านขับเคลื่อนชุมชนนี้ด้วยการเปิดตัวเองให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับทุกคนรอบๆ ท่านสนับสนุนคริสตชนชาวจีนจำนวนมากในการเป็นธรรมทูตในหมู่ชาวจีนด้วยกันผ่านการเป็นครูคำสอน นักบวช พระสงฆ์และซิสเตอร์ ชีวิตของท่านเป็นไปตามคำขวัญของท่าน คือ ภาษาที่ทุกคนเข้าใจคือภาษาของความรัก

ร่างของท่านถูกฝังที่สถานพระมหาทรมานที่ 12 ในการเดินรูปที่ไตเกี๋ย ประเทศจีน หลังจากนั้นสมเด็จพระสันตะปาปาปอล ที่ 6 ก็ได้ทรงแต่งตั้งท่านเป็นบุญราศีหลังจากนั้นพร้อมกับบุญราศีอาร์โนลด์ผู้ก่อตั้งคณะท่านก็ได้รับการบันทึกนามในสารบบนักบุญของพระศาสนจักรเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมปี ค..2003 โดยนักบุญสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2



ท่านที่รักทั้งหลาย ถ้าพระเจ้าทรงรักเราเช่นนี้ เราก็ควรจะรักกันด้วย(1ยอห์น 4:11) พระเจ้าทรงรักเรามากแค่ไหน ก็มากพอจะทรงส่งพระบุตรลงมาเป็นค่าไถ่เพื่อไถ่เราให้รอดไงละ พี่น้องดังนั้นมันจะไม่ดีหรือที่เราจะนำความรักไปยังคนรอบข้างของเรา ความรักที่พระให้เรามากมาย รักแบบจริงใจ รักอย่างที่เขาเป็น เช่นท่านที่รักคนจีนอย่างที่คนจีนเป็น ไม่ได้รักเพราะอย่างอื่น ความรักนี้แหละเป็นภาษาที่ทุกคนเข้าใจได้ไม่ว่าจะยากดีมีจนหรือชาติไหนเหมือนคติของท่าน ดังนั้นเราต้องพกความรักไว้ในกระเป๋าของเราเสมอ เพื่อให้พร้อมมอบแด่ทุกคน ให้ทุกคนได้สัมผัสความรักของพระเจ้า และร้องสรรเสริญพระองค์ว่า อัลเลลูยา อัลเลลูยา


ข้าแต่ท่านนักบุญโยเซฟ ไฟรนาเดเมตซ์ ช่วยวิงวอนเทอญ


ข้อมูลอ้างอิง
http://www.heiligenlexikon.de/BiographienJ/Josef_Freinademetz.html

วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

คุณแม่นักบุญ "พัก อากี"


นักบุญอันนา พัก อากี
St. 박아기 안나
ฉลองในวันที่ : 24 พฤษภาคม 

อันนาเกิดในครอบครัวคริสตชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆริมแม่น้ำฮันราวๆปี ค..1782 ท่านไม่ได้ถึงกับฉลาดมาก ดังนั้นท่านจึงมีปัญหาในการเรียนรู้คำสอนและบทภาวนาต่างๆ แต่กระนั้นหัวใจของท่านก็เปี่ยมไปด้วยความรักต่อพระเจ้า ท่านมักกล่าวว่า ฉันไม่สามารถรู้จักพระเจ้าได้มากกว่าที่ฉันต้องการได้ แต่ฉันสามารถพยายามจะรักพระองค์ด้วยสุดหัวใจของฉันได้

ต่อมาเมื่ออายุได้ 18 ปี ท่านก็สมรสกับฟรานซิส แท มุน แฮออง และมีลูกชายด้วยกันสองคนและลูกสาวอีกสามคนซึ่งท่านก็คอยสอนพวกเขาอยู่ในความเชื่อ แม้ครอบครัวจะไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากแต่ทุกคนก็พยายามเจริญชีวืตอยู่ในหลักศีลธรรม ท่านนั้นยังมีอุทิศตนเป็นพิเศษต่อพระมหาทรมานของพระเยซูเจ้าและคราใดท่านรำพึงถึงบาดแผลทั้งห้าของพระองค์ในดวงตาของท่านก็จะเอ่อล้นไปด้วยน้ำตาเสมอ



เมื่อท่านได้ยินข่าวเรื่องการเบียดเบียนคริสตชน ท่านก็อธิบายให้ลูกๆของท่านฟังเกี่ยวกับเรื่องมรณสักขีและแสดงความปรารถนาที่จะเป็นเช่นนั้นเป็นมรณสักขี ท่านพร้อมสามีและลูกชายคนโตถูกจับกุมในประมาณเดือนมีนาคมหรือเดือนเมษายน ในปี ค..1836

สามีและลูกชายของท่านนั้นมิอาจทนถูกทรมานไหวจึงได้ยอมละทิ้งพระคริสตเจ้าเสีย แต่ตรงข้ามกันแม้ท่านจะถูกทรมานอย่างโหดร้ายมากแค่ไหนท่านก็ยังมั่นคงในพระคริสตเจ้า ความเจ็บปวดจากการทรมานนี้เทียบไม่ได้เลยจากความเจ็บปวดที่ได้เห็นสามีและลูกชายของท่านที่ถูกปล่อยตัวไปหลังจากละทิ้งความเชื่อ กลับมาเยี่ยมท่านทุกวันเพื่ออ้อนวอนให้ท่านทำเช่นพวกเขา ละทิ้งพระคริสตเจ้า พวกเขาเล่าถึงชะตากรรมของครอบครัวทีขาดท่านไปมากมาย



แต่ท่านก็สามารถเอาชนะสิ่งล่อใจนี้ได้ ท่านปฏิเสธพวกเขาทั้งน้ำตาและขอให้พวกเขากลับใจเสียใหม่ มีเพื่อนของท่านบ้างคนตระหนักถึงสถานการณ์บ้านของท่าน จึงมาเยี่ยมท่านและพยายามที่จะเกลี้ยกล่อมท่านอีกครั้ง ท่านรับฟังและตอบว่า มันคุ้มค่าแล้วหรือที่จะเสี่ยงเสียชีวิตนิรันดร์ไปในการมีชีวิตอยู่เพียงไม่กี่วัน แทนที่จะเซ้าซี้ให้ฉันละทิ้งความเชื่อเธอควรกลับใจเสียใหม่ เธอควรจะอิจฉาความโชคดีของฉันด้วยซ้ำนะ

ความเชื่อท่านนั้นดุจศิลาแม้นยามคุมคุกจะพูดกับท่านว่า สามีและลูกแกถูกปล่อยตัวและได้กลับบ้านไปแล้ว ด้วยแค่คำเดียวแกก็ทำเช่นนั้นได้ แกคงใจแข็งน่าดูถึงไม่เอนเอียงไปตามคำขอร้องของพวกมัน แกยังมีชีวิตอีกยาวจริงไหมท่านก็สวนไปขึ้นว่า การละทิ้งของสามีและลูกชายฉันคือเรื่องของพวกเขา จะทำอะไรกับฉันได้ละ ฉันน่ะตัดสินใจจะรักษาความเชื่อของฉันไว้และตายเพื่อมันด้วย



ท่านถูกเฆี่ยนตีจนหนังแตกจนเห็นกระดูก ท่านก็ยังคงคุกเข่าสวดภาวนาอยู่ตลอด เมื่อข้าหลวงเห็นว่าไม่สามารถจะเปลี่ยนใจท่านได้ เขาจึงตัดสินใจย้ายท่านมาขังยังคุกของศาล และดำเนินการทรมานท่านต่อไป และเช่นเดียวกันผู้พิพากษาก็นำเรื่องเดียวกันมาใช้ในการโน้มน้าวท่านว่า สามีและลูกแกก็ได้รับการปล่อยตัวแล้ว แค่คำเดียวแกก็สามารถเพลิดเพลินไปกับความสุขเดียวกันได้แล้วน่า ทันทีท่านตอบ ต่างคนต่างชอบเจ้าค่ะ ส่วนความปรารถนาของฉันคือการตายเพื่อพระเจ้าค่ะ

จนที่สุดหลังสามปีในคุก ในวันที่ 10 พฤษภาคม ค..1839 ท่านก็ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยโทษ สำหรับการอ่านหนังสือต้องห้ามและพกภาพชั่วร้ายท่านถูกนำตัวไปนอกประตูน้อยทางตะวันตก และถูกบั่นศีรษะพร้อมคริสตชนอีกแปดคนในวันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม ค..1839 ท่านสิ้นใจตามความปรารถนาของท่านในวัย 54 ปี



นาม อันนาของท่านได้รับการบันทึกไว้กับบรรดามรณสักขีผู้ใหญ่ทั้งหลายในฐานะบุญราศีเมื่อวันที่  5 กรกฏาคม ค..1925 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 11 และเนื่องในวโรกาสครบรอบ 200 ปี แห่งพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศเกาหลี  สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2ก็ได้ทรงสถาปนาท่านพร้อมบรรดามรณสักขีคนอื่นเป็นนักบุญ ณ ยออีโด กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรายิ่งใหญ่ ทรงสรรพานุภาพ พระปรีชาญาณของพระองค์ไม่มีขอบเขต(สดุดี 147:5) ชีวิตของท่านได้ยืนยันถึงเรื่องนี้ด้วยชีวิต ด้วยโลหิต แม้ท่านจะไม่ได้รู้อะไรมาก แต่ท่านรู้แน่นอนว่าท่านรักพระองค์ พระองค์ยิ่งใหญ่ที่สุด ท่านจึงกล้ายืนยันถึงพระองค์ เราต้องเป็นมรณสักขี แต่ก็ใช่ว่าเราต้องไปตายเพื่อยืนยันความเชื่อ เราต้องเป็นมรณสักขีในทุกๆวินาทีของชีวิต เป็นพยานถึงพระองค์ ไม่ใช่ด้วยความรู้ แต่ด้วยการน้อมรับน้ำพระทัยพระเป็นเจ้าในทุกๆขณะของชีวิต ให้ทุกคนได้รับรู้ถึงพระองค์ผ่านตัวเราแล้วร้องสรรเสริญพระองค์ดังๆว่า อัลเลลูยา อัลเลลูยา


ข้าแต่ท่านนักบุญอันนา พัก อากี ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...