วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ดาราน้อยของแม่พระ "เบียตริส "


นักบุญเบียตริส ดา ซิลวา
St.Beatriz da Silva
ฉลองในวันที่ : 17 สิงหาคม
องค์อุปถัมภ์ : นักโทษ

ดอม ฮุย โกมีส ดา ซิลวา เป็นอัศวินโปรตุกีสผู้กล้าหาญ ผู้ได้ร่วมบุกยึดเซวตาและอาศัยอยู่ ณ อาณานิคมโปตุเกสในแอฟริกา ซึ่งด้วยความกล้าหาญของเขา ทำให้เขาได้สมรสกับโดนา อิซาเบล  เด เมเนซีส ธิดาวัยแรกรุ่นของกงดี เด วีลา เฮล ทายาทผู้มากด้วยชื่อเสียงของปฐมกษัตริย์องค์แรกของประเทศโปรตุเกส พระเจ้าอาฟองโซที่ 1 แห่งโปรตุเกส ภายหลังการแต่งงานทั้งสองก็ได้ให้กำเนิดบุตรธิดารวม 11 คน เบียตริส ดา ซิลวา คือหนึ่งในนั้น

เบียตริส เกิดราวๆ ค..1424  นับถึงตอนนี้ก็เป็นระยะเวลาถึง 590 ปีแล้ว ที่เซวตา อาณานิคมโปรตุกีสในแอฟริกาเหนือ เป็นลูกคนที่แปดจากสิบเอ็ดคนของครอบครัว ท่านเติบโตขึ้นมาโดยมีมารดาผู้เปี่ยมคุณธรรมเฉพาะตัวตามแบบศรีภรรยาและแบบมารดา เป็นผู้คอยสอนคำสอนต่างๆ และจากคณะฟรานซิสกัน ผู้ได้หว่านเมล็ดแห่งความรักต่อแม่พระปฏิสนธินิรมลลงในดวงใจน้อยๆของท่านและพี่น้องของท่านทุกๆคน และภายหลังพี่ชายสองคนของท่านคือ ยวง และ อมาเดโอ จึงได้ตัดสินใจเข้าคณะฟรานซิสกัน และต่อมาอมาเดโอผู้นี้ ก็ได้มีบทบาทสำคัญในการตั้งสาขาใหม่ของคณะภารดาน้อยและการปฏิรูปที่เรียกว่า the Amadeists



ตั้งแต่เยาว์วัยท่านก็ได้แสดงออกถึงคุณลักษณะอันพิเศษแตกต่างไปจากเด็กทั่วไปคือ ความอ่อนโยน ความมีมโนธรรม และความศรัทธา ขอย้อนกลับมาที่ครอบครัวท่าน ครอบครัวท่านนั้นยังคงอยู่ที่เซวตา กระทั้งในปี ค..1437 เมื่อกษัตริย์แห่งโปรตุเกสในขณะนั้นได้ทรงพระกรุณาแต่งตั้งบิดาท่านให้เป็นนายกเทศมนตรีของกัมโป มายอร์ เมืองชายแดนสเปน ครอบครัวของท่านจึงย้ายมายังปราสาทใกล้ๆหมู่บ้านชนบทเก่าแก่ของที่นั่น

และนอกเหนือจากนิสัยแล้ว หน้าตาตั้งแต่ยังเล็กๆของท่านก็จัดได้ว่างามเลยทีเดียว ครั้งหนึ่งเมื่อบิดาท่านนำช่างวาดชาวอิตาลีมาวาดรูปแม่พระในวัดน้อยของปราสาท ทันทีเขาก็บอกว่าท่านนี้แหละเป็นแบบแม่พระได้ดีที่สุด ดังนั้นด้วยเชื่อฟังบิดาท่านจึงยอมเป็นแบบให้ช่างวาดผู้นั้น แต่ด้วยความเจียมตนท่านจึงมิได้ยกสายตาของท่านไปยังด้านหน้าของช่างวาด ทำให้เมื่อภาพเสร็จออกมาแล้วมันจึงเป็นที่รู้จักกันว่า ภาพพรมจารีปิดเนตร ซึ่งปัจจุบันภาพนี้ถูกแขวนอยู่ ณ วัดประจำเมืองกัมโป มายอร์ นี้เอง



ท่านยังใช้ชีวิตอยู่เงียบๆ กระทั้งอายุได้ 23 ปี ใน ค..1447 ชีวิตอันเรียบง่ายของท่านก็มาถึงจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ เมื่อพระเจ้าฆวนที่ 2 แห่ง กาสติล ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงอิซาเบล พระราชธิดาในพระเจ้าอาฟอนโซ ที่ 5 แห่ง โปตุเกส เจ้าหญิงอิซาเบลจึงได้ทรงเลือกพระญาติ อันคือท่านเข้ามารับหน้าที่เป็นนางสนองพระโอษฐ์ของพระนาง  ท่านจึงต้องอำลาครอบครัว ก่อนมุ่งสู่กรุงลิสบอนและติดตามเจ้าหญิงอิซาเบลไปยังเมืองโตร์เดซีลลัส ประเทศสเปน

ตามบันทึกของประวัติศาสตร์ในสมัยนั้น กล่าวว่าท่านเป็นที่รู้จักทั้งในด้านหน้าตา ความไร้เดียงสาและความรักต่อแม่พระผู้ปฏิสนธินิรมล ท่านสวยชนิดที่ว่าคนยกย่องกันเลยว่าไม่เคยเห็นสตรีใดในโปตุเกสหรือสเปนจะงามเท่าท่าน ทั้งภายในและภายนอก ท่านรู้จักวางตัวและใจดีกับทุกๆคน เว้นแต่คนที่จะพรากท่านไปจากทางอันเที่ยงตรงเส้นนี้ ฉะนั้นจึงไม่แปลกอะไรเลย ที่ท่านจะเป็นที่รักและที่ชื่นชมของคนในราชสำนักไม่ว่าจะชายหรือหญิง



วันเวลาผ่านไป แป๊บๆเดียว ท่านก็มาอยู่ที่นี่ได้สามปีแล้ว เป็นสามปีที่เต็มไปด้วยความสงบ แต่ท่ามกลางความเงียบ เงาดำแห่งความอิจฉาก็ได้ถามโถมเข้ามายังพระราชินีอิซาเบล เหตุมาจากข่าวลือหนาหูในราชสำนักที่ว่าท่านเตรียมแย่งพระเจ้าฆวนไปจากพระนาง บวกกับเหตุการณ์ที่พระเจ้าฆวนทรงเสด็จพระดำเนินไปทรงสนทนากับท่านเพื่อขอกำลังในการปกครอง เพราะพระองค์มีนิสัยเป็นคนขี้อายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้พระนางหลงเชื่อเรื่องนี้มากขึ้น จนลืมความภักดีของท่านที่พระนางชื่นชมไปสิ้น

ยิ่งนานวันเท่าไร ต้นไม้แห่งความเกียจชังก็ยิ่งหยั่งรากลึกลงไปในใจของพระนางมากขึ้นเรื่อยๆ พระนางเริ่มทำไม่ดีกับท่าน ไม่ว่าจะเป็นการด่าท่านในที่สาธารณะ ปลดท่านออกจากฐานะสตรีผู้มีเกียรติ หรือดูถูกท่านด้วยวาจาที่หยาบกระด้างและเชือดเฉือน แต่ถึงจะเจอกับการกลั่นแกล้งเช่นนี้ ท่านก็มิได้ตอบโต้อันใด ตรงข้ามท่านอดทนด้วยความนบนอบอันเป็นแบบอย่าง และยิ่งทวีความรักและความภักดีต่อพระนางยิ่งๆขึ้น แต่อนิจจา.... ยังไงๆพระราชินีก็หาได้มองเห็นไม่ ตรงข้ามพระนางกลับตัดสินใจอย่างเด็จขาดที่จะ เก็บ ท่านเสีย



ในราตรีสงัดของค่ำคืนอันแสนเหนื่อยในห้องของท่าน ทุกสิ่งเหมือนจะดำเนินไปเป็นปกติ ในห้องวันนี้น้ำตาของท่านหยาดรินรด ณ แทบเท้ารูปปั้นแม่พระ คำวิงวอนของพละกำลังจากพระล่องลอยไปดุจควันกำยาน ไม่นานหลังจากนั้นเสียงเคาะประตูอย่างแรงก็ดังขึ้น ใครหนอมาในยามวิกาลเช่นนี้ ไม่ต้องคิดนาน แขกในยามวิกาลผู้นี้คือพระราชินีอิซาเบลผู้กำลังจ้องด้วยสายตาที่บ้าคลั่ง พร้อมตะเกียงในมือ ตามข้ามา เสียงเย็นชาเอ่ยสั่ง เรียกให้ท่านตามพระนางจากห้องลงไปยังชั้นล่างสุดของปราสาท ก่อนลัดเลาะลงไปตามทางเดินสู่ห้องใต้ดิน

ยิ่งลึกความมืดก็ยิ่งคืบคลานเข้ามามากขึ้นจนเต็มไปทุกอณู ความหนาวเย็นและความชื้นเกาะกุมทุกจุดของกำแพง ยิ่งทำให้ท่านเริ่มกลัวต่อความตั้งใจของพระราชินีมากขึ้น เบื้องหน้าทั้งสองคือห้องนิรภัยเก่า ที่สูงและแคบมาก ทันทีเสียงหัวเราะก็ดังขึ้น พร้อมคำพูดจากปากนั้น เจ้าหลอกข้าจนถึงยามนี้ เจ้าหมายจะพิชิตใจพระราชา จะกำจัดข้าและราชบัลลังก์แห่งกาสติลงั้นหรือ ไม่เจ้าไม่สามารถ จะเข้าดีๆหรือให้ข้าโยนเจ้าเข้า  พระนางกล่าวพลามจ้องไปยังท่าน


ทูลกระหม่อม พระองค์จะทรงฆ่าหม่อนฉันก็ทำเถิด แต่โปรทรงรู้ไว้ว่าหม่อมฉันนั้นบริสุทธิ์จากบาปที่ถูกกล่าวหา พระเจ้า ผู้ทรงพิพากษ้เปี่ยมความชอบธรรม เป็นพยานถึงการกระทำของพระองค์(อิซาเบล) โปรดอภัยความโง่เขลาของลูกพี่ลูกน้องของลูก และโปรดประทานพระหรรษทานแห่งการกลับใจชำระวิญญาณของพระองค์(อิซาเบล)ด้วย ท่านกล่าว แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะหยุดมือของพระนางที่ผลักท่านเข้าไปในห้องนิรภัย ก่อนปิดประตูลงกลอนไว้ด้วยใจหมายให้ท่านขาดอากาศหายใจตายไปเสีย เพื่อ คู่แข่งจะได้หมดไป

เวลานี้ทางรอดของท่านคือ “0” ความตายโดยปราศจากศีลศักดิ์สิทธิ์ค่อยๆคลานเข้าใกล้ท่าน คงมีแต่ความช่วยเหลือจากสวรรค์กระมั้งที่จะช่วยให้ท่านรอดจากความอาฆาตนี้ไปได้ ท่านจึงหันไปหาพระแม่ผู้เป็นความรักของท่าน โอ้ แม่พระผู้ปฏิสนธินิรมล ช่วยลูกด้วย  ท่านสวด เวลานั้นเองความมืดในห้องก็ถูกแทนที่ด้วยความสว่างกว่าดวงอาทิตย์ สตรีงามปรากฏกายด้วยอาภรณ์สีขาว เสื้อคลุมสีฟ้า พร้อมกุมาราน้อยในอ้อมแขน ใช่แล้ว อย่างที่เราคิดนี่คือแม่พระ ลูกสาวของแม่ ลูกจะไม่ตาย แม่จะพิทักษ์ชีวิตของลูกเพื่อชีวิตนักบวชอันคือสิ่งที่ลูกและแม่ปรารถนา จงตั้งคณะตามนามการปฏิสนธินิรมล บรรดาธิดาของคณะจะแต่งกายด้วยชุดเดียวกันกับแม่และอุทิศตัวเพื่อรับใช้พระเจ้า โดยร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับแม่ พระนางตรัส ยังความปิติมายังดวงใจของท่าน จนท่านไม่รู้วันรู้คืนว่าผ่านไปนานเพียงใดแล้ว



ความจริงเป็นระยะเวลาสามวันแล้วที่ท่านหายไป จนเป็นที่ผิดสังเกตแก่ลุงของท่านที่สนองงานในราชสำนักเช่นกัน ความกังวลสุมอยู่ในใจผู้เป็นลุงว่าท่านหายไปไหนกัน ซึ่งเขาก็รู้ดีว่าพระราชินีอิซาเบลต้องรู้เรื่องนี้ดีแน่นอน  เขาจึงทูลถามพระนางจนท้ายสุดพระนางก็พาเขาไปยังห้องนิรภัยที่ขังท่านไว้ด้วยคำพูดที่ว่า ตามมาและดูเธอเอง แน่นอนว่าพระนางคิดว่าท่านตายไปแล้ว แต่ผิดคาดสิ่งที่ทั้งสองพบหาได้ใช้ร่างไร้วิญญาณของท่าน แต่กลับเป็นว่าพบท่านยังมีชีวิตอยู่ พร้อมความงามเกินบรรยายด้วยใบหน้าที่ส่องแสงราวกับเพชรยามต้องแสง

ท่านไม่ถือโทษอะไรต่อการกระทำของพระนาง เมื่อพระนางได้กลับใจ ท่านให้อภัย และได้ตัดสินใจออกจากราชสำนักไปอาศัยอยู่ในอารามซิสเตอร์คณะโดมินิกัน ชื่อ อารามซานโดมินโก เอล เรอัล ใน เมืองโตเลโด ซึ่งถือเป็นเรื่องสุดแสนจะปกติในสมัยนั้นที่บรรดาสตรีชั้นสูงจะไปพักในอารามและเจริญชีวิตตามกฎ โดยไม่ได้รับชุดคณะ ซึ่งชีวิตในอารามนี้แหละที่ท่านโหยหา ลาก่อนการเป็นเจ้าสาวฝ่ายโลก ต้อนรับสู่การเป็นเจ้าสาวสวรรค์



ด้วยสำนึกผิด พระราชินีจึงทรงจัดเตรียมข้าวของที่จำเป็นสำหรับการเดินทางอันเจ็บปวดและเสี่ยงให้แก่ท่าน ก่อนท่านจะอำลาที่นี้ไป ระหว่างทางสู่ชีวิตใหม่ท่านก็ได้พบกับภารดาฟรังซิสกันสองท่านที่ได้พูดพยากรณ์ถึงอนาคตของคณะใหม่นี้ แต่เพียงเมือท่านเชื้อเชิญทั้งสองให้ร่วมทางด้วย ฉับพลันต่อหน้าต่อหน้าตาทุกคนภารดาทั้งสองก็พลันหายไป ทำให้ท่านตระหนักได้ทันทีว่าทั้งสองคือนักบุญฟรานซิส แห่ง อัสซีซี และ นักบุญอันตน แห่ง ปาดัว

ด้วยผ้าคลุมศีรษะสีขาวที่ซ้อนเร้นความงามขอท่านจากชายหนุ่ม และถวายมันแด่พระเจ้าเพียงพระองค์เดียว ในความเงียบ ท่านก็ได้เริ่มวางรากฐานคณะใหม่ นิมิตในห้องนิรภัยนั้นไม่ได้เลือนหายไปไหน เสื้อสีขาวและเสื้อคลุมสีฟ้า คือสัญลักษณ์ของการปฏิสนธินิรมลงั้นหรือ ระหว่างรอเวลาท่านก็ได้แสดงออกถึงชีวิตสวดภาวนา ยัญบูชา และกิจเมตตาอันซ่อนเล้นอันเป็นแบบอย่างและความเรียบง่าย ท่านยังอุทิศตนเป็นพิเศษต่อทั้งศีลมหาสนิท พระมหาทรมานของพระสวามี และการปฏิสนธินิรมลของแม่พระ อันจะเป็นลักษณะของคณะใหม่นี้



วันละนิด ท่านเฝ้าอดทนรอวันนั้นวันที่คณะใหม่จะถูกตั้งขึ้น จนล่วงไปถึง 30 ปี ที่สุดในปี ค..1484 แขกคนสำคัญก็ได้เดินทางมายังอาราม บุคคลนั้นคือพระราชินีอิซาเบล ผู้เคยหมายเอาชีวิตท่านไปครั้งหนึ่ง ในวันนี้พระเสด็จพระดำเนินมาเพื่อขอคำภาวนาสำหรับสถานการณ์บ้านเมืองต่างๆในขณะนั้น และก่อนพระนางจะทรงอำลาท่านนั้น พระนางก็ได้แสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลืออะไรบางอย่าง พระนางได้เสนอปราสาทใกล้วัดซานตา เฟ ใน โตเลโด แก่ท่าน เพื่อเริ่มงานที่ท่านต้องการ ทันทีท่านก็ได้แลเห็นการเสนอนี้ในหัตถ์แห่งพระญาณสอดส่อง มันถึงเวลาแล้ว

ข่าวเรื่องคณะใหม่แพร่ไปอย่างรวดเร็วในบริเวณใกล้เคียง มีธิดามากมายต่างพากันมาสมัครจากหลากหลาย แต่มีจุดหมายเดียวกันคือเข้าคณะ พระแม่ผู้ปฏิสนธินิรมล อันมีการดำเนินชีวิตนักพรตที่เคร่งคัดในความเงียบและการทรมานร่างกาย ตามจิตตารมณ์จากคณะภารดาน้อย ไม่นานท่านก็รวมผู้สมัครได้สิบสองคนและได้ย้ายเข้าไปยังปราสาทที่พระราชินีอิซาเบลถวายในปี ค..1484 ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นของคณะนี้ ด้วยอารามหลังแรกที่มีนามว่า อารามซานตา เฟ



คณะเจริญชีวิตห้าปีแรกตามกฎของคณะซิสเตอร์เซียนอย่างเคร่งคัด เราอาจบอกได้ว่าท่านมีส่วนสำคัญในการสร้างจิตวิญญาณของบรรดาธิดาน้อยๆของท่าน ผ่านการเป็นครูและมารดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นต้นแบบที่ดีของบรรดาธิดาน้อยของท่านทุกๆคนที่จะเลียนแบบวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของท่าน ซิสเตอร์ทุกคนจะอาศัยอยู่ด้วยการบำเพ็ญพรตดั่งที่กล่าวไว้ข้างต้นในเขตพรตและการเพ่งพิศ ภายใต้ชุดสีขาวพร้อมกับภาพของแม่พระล้อมรอบไปด้วยรัศมี สวมมงกุฎดาราสิบสองดวง ตัดกับผ้าคลุมสีฟ้า พร้อมคาดเอวด้วยเชือกป่านแบบฟรานซิสกัน

ทุกสิ่งในตอนนี้ดูเหมือนจะครบแล้ว แต่เอาจริงมันยังขาดสิ่งหนึ่งอยู่ นั่นคือการอนุมัติพระธรรมนูญและนามของคณะใหม่จากทางสันตะสำนัก ท่านคอยเฝ้ารอกระทั้งวันที่ 30 เมษายน ค..1489 จู่ๆก็ปรากฏมีแขกแวะมายังอาราม ท่านจึงออกไปต้อนรับที่ประตู และพบกับอัศวินผู้นำข่าวอันเปี่ยมไปด้วยความน่ายินดีมาแจ้งว่า สมเด็จพระสันตะบิดรทรงอนุมัติคณะของท่านแล้ว และตอนนี้มันกำลังถูกส่งมาทางทะเล ไม่ต้องบอกว่าเกิดอะไรขึ้นต่อ เพราะท่านๆก็คงรู้กันดี ใช่ ความสุขมากมายเอ่อล้นไปทั่วทุกอณูของอาราม เช่นเดียวกับเสียงร้องเพลงและการฉลอง



แต่อัศวินนั้นคือใคร แล้วเขารู้ได้ไงว่าพระสันตะบิดรทรงอนุมัติแล้ว ในเมื่อวันที่ 30 เมษายน ค..1489 สมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ ที่ 8 พึ่งทรงลงพระปรมาภิไธยอนุมัติพระธรรมนูญและคณะใหม่นี้อย่างเป็นทางการตามคำร้องของท่านและของพระราชินีอิซาเบลเสร็จ เขาเป็นใครกัน ตามความเชื่อของท่านแล้วอัศวินผู้นี่คือ อัครเทวดาราฟาแอล ที่ท่านศรัทธาและสวดต่ออัครเทวดาองค์นี้เป็นประจำตั้งแต่ยังน้อยนั่นเอง

แต่ จุ๊ๆ การทดลองยังไม่จบ เพียงไม่กี่วันถัดมาก็ปรากฏข่าวว่าเรือที่นำกฤษฎีกามานั้นเกิดล่ม เป็นระยะเวลาถึงสามเดือนจึงมีการยืนยันแน่ชัดว่าเรือลำนี้หายสาบสูญไปในทะเลจริงๆ ที่จุดนั้นเรื่องนี้ทำให้ทุกข์ใจยิ่งนัก มันจะเป็นสัญญาณจากพระญาณสอดส่องหรือไม่ ท่านทำได้เพียงเฝ้าสวดภาวนาหน้าตู้ศีลเพื่อคณะของท่าน พร้อมด้วยบรรดาธิดาของท่าน ด้วยความเชื่อที่มิแปรผัน เพราะพระแม่ย่อมไม่ปล่อยให้งานของพระแม่ล่มกลางทางเป็นแน่ เพียงแค่มันเป็นความล่าช้าที่เกินคำนวณได้เฉยๆ….



ท่านอดอาหารและสวดอย่างนี้ตลอดสามวัน กระทั้งในเช้าของวันที่สี่ ขณะท่านเปิดหีบเพื่อเอารายการที่จำเป็น ท่านก็พบกับม้วนกระดาษหนึ่งวางอยู่เหนือสุด ซึ่งท่านคิดเท่าไรๆท่านก็ไม่เคยเห็นมาก่อน ท่านสัมผัสได้ว่ามันมีกลิ่นของทะเลที่ค่อนข้างแรง มันทำให้ใจของท่านเริ่มหวั่น ข้าแต่พระเจ้า นี่ดูเหมือนว่าเป็นพระราชกฤษฎีกาเลย ท่านตัดสินใจหยิบมันขึ้นมาและพบว่ามันมีตราประทับ ก่อนค่อยๆคลี่มันออกนิดหน่อย แล้วใช้ทักษะที่ท่านมีในการอ่านภาษาละตินไม่กี่ตัว ก็พอทำให้ท่านรู้ว่าสิ่งนี้มีคุณสมบัติเหมือนพระราชกฤษฎีกา

แต่เพื่อความชัวร์ท่านจึงส่งไปให้พระสังฆราชพิสูจน์ ใช่แล้วเมื่อตรวจดู นี่ก็คือคือพระราชกฤษฎีกาเดียวกันที่สมเด็จพระสันตะปาปาทรงอนุมัติคณะใหม่ของท่าน ลงวันที่ 30 เมษายน ค..1489 จริงๆ แต่แล้วใครละ เป็นคนเอามันมาจากเรือที่จม เช่นเดิมท่านเชื่อว่าคืออัครเทวาราฟาแอลนั่นเอง เอวังเมื่อเหตุการณ์เป็นดังนั้นแล้ว ในวันที่ 2 สิงหาคม ค..1490 ชาวเมืองและบรรดาซิสเตอร์ก็ได้จัดขบวนแห่ พระราชกฤษฎีกาอัศจรรย์ จากอาสนวิหารมายังอารามอย่างยิ่งใหญ่ พิธีมิสซาในวันนั้นประกอบโดยพระสังฆราชพระคุณเจ้าการ์เซีย และวันเดียวกันคณะฟรังซิสกันประกาศว่าอีกสิบห้าวันจะมีพิธีรับชุดคณะของพวกท่าน



ห้าวันต่อมาขณะเตรียมตัวสำหรับพิธีที่เฝ้ารอ ยามท่านสวดภาวนา พระมารดาพระเจ้าก็ได้ประจักษ์มาหาท่านเป็นครั้งสุดท้าย พระนางทรงตรัสกับท่านว่า ลูกสาวของแม่ มันไม่ได้เป็นความประสงค์ของพระบุตรของแม่และแม่เองที่ลูกสนุกบนโลกอันเป็นสิ่งที่ลูกปรารถนา อีกสิบวันนับจากนี้ลูกจะอยู่กับแม่บนสวรรค์ หลังจากนั้นท่านก็เริ่มล้มป่วยลงและเผยนิมิตของท่านแดคุณพ่อวิญญาณณารักษ์ ท่านมิได้กลัวอันใดตลอดวันที่เหลือ ท่านเจริญชีวิตด้วยความสงบและความวางใจในพระผู้ที่ท่านรักที่สุด

กระทั้งในวันที่  16 สิงหาคม ค..1490 ท่านก็ได้รับชุดคณะสมความปรารถนา ในเวลาที่ผ้าคลุมศีรษะสีขาวที่คลุมใบหน้าของท่านถูกเผยขึ้น หลังจากมันถูกปิดมานับตั้งแต่ท่านออกจากราชสำนัก เพื่อรับการเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ ก็ต้องทำให้ทุกคนถึงกับประหลาดใจด้วยใบหน้าของท่านนั้นส่องสว่างและงดงามปราศจากเค้าแห่งความชรา ที่หน้าผากของท่านนั้นก็ปรากฏดาราอันงดงามส่องแสงสุกสกาว กระทั้งเมื่อลมหายใจสุดท้ายขาดลงไป ดารานั้นจึงอันตรธานหายไป



ในวัย 66 ปี ท่านได้จากไปในชุดคณะที่เฝ้ารอมานาน ท่ามกลางความศักดิ์สิทธิ์ ร่างของท่านได้รับการพักผ่อนในวัดของคณะในโตเลโด  ส่งกลิ่นหอมไปทั่วเป็นอัศจรรย์นับครั้งไม่ถ้วน คณะของท่านแพร่ขยายไปทุกที่ทั้งในยุโรป เอเชีย แอฟริกาและอเมริกา ตามแบบฉบับฟรังซิสกันขั้น 3 หลังจากนั้นในวันที่  28 กรกฎาคม ค..1926 สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุส ที่ 11 ก็ได้ทรงสถาปนาท่านขึ้นเป็นบุญราศี และที่สุดแห่งการรอคอยในวันที่ 3 ตุลาคม ค..1976 พระศาสนจักรก็มีความยินดีที่จะบันทึกนามท่านไว้ในสารบบนักบุญ โดยการอนุมัติของสมเด็จพระสันตะปาปาเปาโล ที่ 6

สำหรับประเทศไทยยังไม่มีอารามของคณะนี้ในประเทศโซนทวีปเอเชีย คณะมีอารามที่ประเทศญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์และเกาหลีใต้ แต่เป็นแขนงอีกอันมิใช้แบบดั้งเดิม เป็นสายงานธรรมทูต ซึ่งตัวผู้เขียนเองแล้วก็แอบหวังลึกๆให้คณะมาตั้งอารามสายนักพรตในไทย (แต่เอ๊ะแค่นี้กระแสเรียกก็แทบจะขาดอยู่แล้วนะ) แต่สุดท้ายผู้เขียนก็ขอมอบทุกสิ่งไว้แด่แม่พระเถิด ถ้า แม่ประสงค์คณะของแม่ก็ยังไทยเอง ขอแนะนำคณะคร่าวๆคณะนี้มีแก่นสำคัญคือการสวดภาวนาและการทำงานรับใช้พี่น้อง



ข้าพเจ้ามั่นใจว่าพระเจ้าผู้ทรงเริ่มกิจการดีนี้ในท่านแล้ว จะทรงกระทำต่อไปให้สำเร็จบริบูรณ์จนถึงวันของพระคริสตเยซู (ฟิลิปปี 1:6) เช่นเดียวกันในการตั้งคณะใหม่นี้ท่านได้มอบความวางใจในพระอย่างสูงเลยทีเดียว ดูได้จากตอนที่พระราชกฤษฎีกาหายไป แทนที่ท่านจะวิ่งเต้นหาวิธีเอามันคืนมาด้วยวิธีต่างๆท่านกลับมอบความวางใจในพระด้วยการสวดภาวนาและอดอาหาร ด้วยความเชื่อว่ายังไงๆแม่พระก็ต้องดูแลงานนี้เพราะคืองานของพระ นี่เป็นหนึ่งในคุณธรรมที่เราควรจะหยิบยกขึ้นมาเลียนแบบจากชีวิตของท่าน ไม่ใช่เพียงเท่านั้นชีวิตทั้งหมดของท่านคือการวางใจจริงๆ เราต้องพยามเลียนแบบความวางใจนี้ให้ได้ แม้ซักนิดก็ยังดี ให้เราเพิ่มความวางใจ วางใจ วางใจ ให้มากๆ วางใจในพระเมตตา วางใจพระญาณสอดส่อง และวางใจในพระองค์ ผู้เดียว


ข้าแต่แม่พระผู้ปฏิสนธินิรมลและท่านนักบุญเบียตริส ดา ซิลวา ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง



วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ทางลัดสู่พระหฤทัยของ "เซลีน "


ข้ารับใช้พระเจ้าเซลีน กานนาไนกาล
Servant of God Celine Kannanaikal

บุพผาชาติน้อยๆ ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ปี ค..1931 ที่กุนดานูร์ ในเขตอัครสังฆมณฑลธิซซูร์ รัฐเกรละ ในครอบครัวของนายโปรินชู กานนาไนกาล กับ นางปลาเมนา ปูลิโกตตี ที่มีบุตรชาวหัวปีได้หนึ่งคนดังนั้นท่านจึงเป็นคนที่สอง หลังจากนั้นน้องชายอีกสี่คนกับน้องสาวอีกคนก็คลานตามท่านนออกมา  ถัดจากนั้นท่านก็ได้รับศีลล้างบาปในอีกสิบวันถัดมา ที่วัดแม่พระแห่งภูเขาค์แมล กุนดานูร์ 

ตั้งแต่ครั้งวัยเยาว์ท่านก็ถูกดึงดูดชีวิตภาวนาและเรียบง่าย ท่านเป็นแรงบัลดาลใจของน้องๆในบ้านและเพื่อนๆที่โรงเรียนด้วยนิสัยที่โอบอ้อมอารีและน่ารัก หลังจากจบการศึกษาแล้วท่านก็ไปทำงานเป็นครูในโรงเรียนอารามมารีย์วิสุทธิวงศ์ อัมบากาด และโรงเรียนนักบุญโทมัส ย.. กูราชูนด์ และที่สุดผ่านความช่วยเหลือและคำแนะนำจากคุณพ่อเจ้าวัด ท่านก็สามารถไล่ตาม กระแสเรียกที่ดวงใจท่านหวงแหนมาแต่ครั้งวัยเยาว์  ได้ ณ อารามที่กานนูร์ ของคณะอุสุรินแห่งพระนางมารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ค..1954 ด้วยวัย 23 ปี



ชีวิตในฐานะนวกะเณรีในคณะนี้ของท่านเริ่มขึ้นหลังวันพระคริสตสมภพหนึ่งวันในปีเดียวกันนั้นเอง ชีวิตในฐานะนวกะของท่านนั้นมิได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบเลยซักนิด ตรงข้ามมันกลับเป็นเวลาที่ท่านต้องพบกับกางเขนที่หนักหน่วงอีกครั้งชนิดที่ว่าก่อให้เกิดความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจอย่างที่จะหาคำใดมาอธิบายได้ หากจะกล่าวซิสเตอร์เซลินมอบความรักเป็นพิเศษต่อการตรึงกางเขน ท่านปรารถนาจะมีชีวิตและรับทรมานเพื่อพระเยซูเจ้า

แน่นอนองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอนุญาตให้ท่านได้รับความทุกข์ทรมานสุดจะพรรณนา ซึ่งหลายครั้งมันทำให้ท่านถึงกับสิ้นสติ บรรดาผู้ได้เห็นท่านทุกข์ทรมานต่างต้องรีบวิ่งออกจากห้องไปด้วยมิอาจทนดูได้ คำภาวนาอันเรียบง่ายของท่านคือ ขอให้ความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์จงสำเร็จได้ในตัวลูกและผ่านตัวลูกเอง ในทุกที่ และทุกเวลา ถามว่าท่านทนได้อย่างไร คำตอบง่ายๆก็คือความเชื่อเช่นเด็กน้อยต่อพระบิดาในสรวงสวรรค์และแม่พระ พร้อมกับการดูแลและความอ่อนโยนของคุณแม่สเตฟาเนีย มูเรลลี นวกจารย์ของท่าน มันก็ช่วยให้ท่านสามารถอดทนต่อกางเขนที่พระทรงวางบนไหล่ของท่านได้อย่างมีสันติ



มีชีวิตอยู่เสมอในการสถิตอยู่ของพระเจ้า ทำทุกสิ่งแม้กระทั้งเรื่องเล็กน้อยที่สุดด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่ เพื่อพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าและความรอดของวิญญาณทั้งหลาย คือวิธีที่ท่านเลือกเพื่อจะบรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์และพระหฤทัยอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของพระเยซูเจ้า ท่านปรารถนาให้วิญญาณของท่านหลอมละลายและถูกปั้นขึ้นมาเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความงามและพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าผู้ทรงกรุณา ท่านถวายตนเป็นยัญบูชาบนพระแท่นของความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อให้พระอาณาจักรของพระองค์ได้รับการสถาปนาขึ้นในทุกๆดวงใจของทุกคน

และหากจะว่าท่านรักเจ้าบ่าวของท่านแค่ไหน ก็จัดได้ว่าสุดหัวใจน้อยๆของท่าน วิญญาณของท่านอาศัยอยู่เพียงเพื่อสิ่งเดียวคือการตอบสนองน้ำพระทัยของพระเยซูเจ้าเจ้าบ่าวของท่าน สิ่งที่ท่านค้นพบก็คือ ทางลัดไปยังดวงหทัยของพระเจ้า ส่วนชีวิตนวกะของท่านแรงกล้าและเคร่งครัดในคุณธรรมของความนบนอบ ความถ่อมตนและความเอื้ออาธรในลักษณะที่เรียกได้ว่าน่าทึ่งเลยทีเดียว



ท่านเป็นนวกะได้ราวปีกว่าๆ พิธีปฏิญาณตนครั้งแรกของท่านจึงถูกจัดขึ้นในวันที่ 20 มิถุนายน ค..1957 และในวันเดียวกันนั้นคู่สมรสก็ได้ประจักษ์มาบอกท่านว่าพระองค์จะทรงมารับท่านในอีกไม่ช้า ซึ่งก็เป็นจริงเพราะเพียง 35 วัน หลังจากเข้าพิธีปฏิญาณตนในเย็นวันที่ 26 กรกฎาคม ค..1957 พระเยซูเจ้าก็ได้ทรงนำบุพผาชาติดอกนี้ไปไว้ ณ พระแท่น ในเมืองสวรรค์อย่าสงบด้วยอายุรวม 26 ปี พร้อมสัญญาที่ว่า เมื่อดิฉันบรรลุถึงสวรรค์แล้ว ดิฉันจะขอพระเยซูเจ้าให้ทรงรักษาบาดแผลในหัวใจของคุณและเช็ดหยาดน้ำตาจากดวงตาของคุณ

อัศจรรย์ที่ยืนยันถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านตามความความเชื่อ มีอยู่ว่ามีครั้งหนึ่งมีชายไม่ค่อยสมประกอบได้เกิดอาละวาทและเริ่มทำลายหลุมศพของซิสเตอร์คณะอุสุรินแห่งพระนางมารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมลซึ่งหนึ่งในนั้นมีหลุมของท่านรวมอยู่ด้วย ฉับพลันก็มีเสียงจากหลุมท่านดังขึ้นว่า หยุดล่วงเกินได้แล้วนะ หลังจากเหตุการณ์นั้นก็มีเพียงหลุมของท่านเท่านั้นที่รอดมาได้อย่างน่าอัศจรรย์



กระบวนการของท่านถูกเริ่มขึ้นในวันที่ 28 กรกฎาคม ค..2007 และยังอยู่ในระหว่างรออัศจรรย์ผ่านการเสนอวิงวอนของท่าน ขณะนี้ร่างของท่านได้ถูกย้ายไปไว้ยังวัดหลังใหม่ของบ้านแม่ของคณะในพันธกิจที่อินเดีย ใน กาลนูร์ รัฐเกรละ ประเทศอินเดีย แต่อย่างไรผู้คนมากมายก็ได้รับการปลอบประโลมใจจากท่านตามคำที่ท่านสัญญาไว้ภาวนาคำภาวนาน้อยๆต่อท่าน

ถึงแม้ว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นพระบุตร ก็ยังทรงเรียนรู้ที่จะนอบน้อมเชื่อฟังโดยการรับทรมาน (ฮบ 5.8) ดูเถิดพี่น้องที่รักขนาดพระเยซูเจ้าผู้ทรงสูงส่งกว่าชาวเรา ผู้ทรงเป็นต้นแบบของชาวเรายังทรงนบนอบต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าเพื่อให้กิจการทุกอย่างที่พระองค์ทรงถูกกำหนดไว้นั้นสำเร็จไปได้ผ่านตัวพระองค์เอง ดังนั้นเช่นกันเราในฐานะคริสตชน ลูกของพระเจ้า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนบนอบต่อน้ำพระทัยของพระที่มีต่อเรา เราจำเป็นต้องเป็นเครื่องมือของพระเพื่อให้กิจการอันดีเลิศของพระองค์สำเร็จไปได้ ทั้งบนโลกนี้และในสวรรค์ เราต้องเลียนแบบพระคริสตเจ้ามิใช่หรือ ถ้าใช้คุณธรรมอีกประการที่เราควรมีคือ อ่อนน้อมนั่นเอง จำคำพูดของซิสเตอร์เซลินได้ไหม ท่านกล่าวว่า ขอให้ความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์จงสำเร็จได้ในตัวลูกและผ่านตัวลูกเอง ในทุกที่ และทุกเวลา นี้แหละอีกแบบอย่างที่พระแสดงให้เราเห็นว่าเรื่องนบนอบไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้



ข้าแต่ท่านข้ารับใช้พระเจ้า เซลีน กานนาไนกาล ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง




วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557

"แม่พระแห่งซีลูวา" ขุมทรัพย์อันยิ่งใหญ่ของลิทัวเนีย


แม่พระแห่งซีลูวา
Our Lady of Siluva

ประเทศลิทัวเนีย เป็นประเทศหนึ่งที่ตั้งอยู่ในยุโรปตะวันออกบนชายฝั่งของทะเลบอลติก มีพรมแดนทางภาคเหนือติดกับประเทศลัตเวีย ทางภาคใต้และตะวันออกติดกับประเทศเบลารุส และทางภาคตะวันตกติดกับประเทศโปแลนด์และรัสเซียบางส่วน ดั้งเดิมมานั้นลิทัวเนีบมิได้มีศาสนาใดๆ กระทั้งในปี ค..1251 เมื่อเจ้าชายยากีลโล แห่ง ลิทัวเนีย ทรงเข้าพระราชพิธีเสกสมรสกับนักบุญเจดวิกา แห่ง โปแลนด์ พระองค์และประชาชนก็ได้กลับใจมาเป็นคริสตชน

แต่เนื่องจากการโจมตีและปล้นสะดมของอัศวินทิวทอนิก ทำให้การแพร่ธรรมเกินการหยุดชะงัก กระทั้งในปี ค..1410 เมื่ออัศวินทิวทอนิกพ่ายแพ้ต่อพระเจ้าวีเตาตัสมหาราช หลังจากนั้นที่ปรึกษาคนสนิทของพระเจ้าวีเตาตัส อันเป็นคริสตชนใจศรัทธานาม เปตรัส  เกียดเกาดัส ก็ได้สร้างวัดหลังแรกขึ้นที่ซีลูวาเพื่อถวายเกียรติแด่แม่พระบังเกิดในปี ค..1457  ซึ่งหลังจากถวายวัดได้ไม่นานอัศจรรย์มากมายก็พลันบังเกิดขึ้น จนทำให้วัดหลังนี้กลายเป็นที่แสวงบุญของบรรดาผู้ศรัทธาแม่พระที่หลังไหลมา โดยเฉพาะในวันที่ 8 กันยายนของทุกปีคริสตชนลิทัวเนียจะพากันมายังที่นี่เพื่อร่วมฉลองแม่พระบังเกิดเสมอ



ต่อมาก็เกิดไฟไหม้บางส่วนของวัดในอีกสีสิบปีต่อมา จึงมีการสร้างวัดหลังที่สองขึ้นในปี ค..1500  โดยอันดิว ซาวีซา ผู้รับมรดกต่อจากเปตรัส  ณ ตรงนี้ ขอกล่าวกับมาถึงพระรูปภายในวัดอันเป็นไอคอนลักษณะแบบแม่พระแห่งหนทาง มีลักษณะคล้ายๆกับพระรูปแม่พระผู้พิทักษ์ชาวโรมัน ที่ประดิษฐานอยู่ที่มหาวิหารซานตา มารีอา มาจจอเร่ กรุงโรม ตามตำนานเล่าว่าพระรูปที่วัดซีลูวานี้ถูกนำมาจากโรมเพื่อเป็นของขวัญแก่เปตรัส  เกียดเกาดัสในปี ค.. 1457

แต่แล้วเมฆฝนครั้งยิ่งใหญ่ก็ได้มาเยือนยังสักการสถานอันศักดิ์สิทธิ์นี้ เมื่อผู้ปกครองในพื้นที่เกิดกลับใจเป็นโปสแตสแตนต์นิกายคาลวินที่ร้อนรนเช่นเดียวกันกับบรรดาบุคคลชั้นสูงและปัญญาชนทั้งหลาย ในปี ค..1532 ทำให้คริสตชนในซีลูวาเริ่มถูกเบียดเบียนจนที่สุดแล้ววัดก็ถูกยึดและถูกเปลี่ยนไปเป็นนิกายคาลวิน ไม่เพียงเท่านั้นด้วยอิทธิพลของโปรแตสแตนต์ในสมัยนั้น ในปีเดียวกัน ยอห์น ซาวีซา ทายาทของอินดิวพร้อมด้วยขุนนางลิทัวเนียก็ได้พร้อมใจกันหันไปเข้านิกายลูเธอร์ลัน



ซึ่งแม้เขาจะเป็นเจ้าของที่ดินของวัด เขาก็หาได้ใยดีไม่ ตรงข้ามเขาได้สร้างโบสถ์นิกายลูเธอร์ลันขึ้นไม่ห่างจากวัดหลังนี้เท่าไรนัก  หากมองกลับไป ณ ตอนนั้นซีลูวามิได้เป็นดินแดนคริสตังอีกต่อไปตรงข้ามมันกลายเป็นดินแดนของลูเธอร์ลันอันเข็มแข็งกระทั้งในปี ค..1550 เมื่อมีนิกายคาลวินเริ่มเข้ามา ในปี ค..1551 ที่ดินผืนนี้ก็ตกเป็นของน้องชายของยอห์น

แต่ก่อนที่คริสตังจะหายไป คุณพ่อเจ้าวัดองค์สุดท้ายในเวลานั้น ก็ได้รับการดลใจจากสวรรค์ คุณพ่อจึงตัดสินใจสร้างกล่องที่แข็งแรงมากๆขึ้น  แล้วบรรจุภาพไอคอนประจำวัด อุปกรณ์มิสซา และเอกสารที่พิสูจน์ว่าพระเจ้าวีเตาตัสมหาราชได้ถวายที่ดินนี้แก่พระศาสนจักรไว้ในกล่องนั้น ก่อนปิดผนึกและนำไปฝังไว้ใกล้ๆโขดหินขนาดใหญ่  อันเป็นช่วงเวลาสั้นๆก่อนที่วัดหลังนี้จะถูกยึดและถูกทำลายลงอย่างพอดิบพอดี แต่กระนั้นอย่างไรก็ไม่มีใครรู้เลยว่ามันอยู่ที่ไหน



จนทีละนิด ละนิด กาลเวลาก็ค่อยๆผ่านไปถึงแปดสิบปี กลุ่มคริสตังก็ค่อยๆเลือนหายไปจากความทรงจำของทุกคน ยกเว้นคนเฒ่าคนแก่ที่ยังพอจำอย่างเลือนรางได้ว่าที่นี่เคยมีวัดคาทอลิก  ทุกอย่างดำเนินต่อไปตามปกติบรรดาเยาวชนรุ่นต่อๆมาต่างถูกสอนตามความเชื่อลูเธอร์ลัน กระทั้งวันหนึ่งในฤดูร้อน ปี ค..1608  ขณะบรรดาเด็กเลี้ยงแกกำลังเล่นกันอย่างสนุกสนานในเขตชานหมู่บ้านซีลูวา ใกล้ๆกับก้อนหินขนาดใหญ่ๆติดกับป่า บนทุ่งหญ้าสีเขียว

พวกเขาต่างพาตะโกนโต้ตอบกันไปมาอย่างสนุกสนานตามประสาเด็กๆ ทันใดนั้นเองพวกเขาก็ได้ยินเสียงคนร้องไห้ดังขึ้นมาและพบกับสตรีนางหนึ่งอุ้มทารกอยู่ในอ้อมแขนยืนอยู่บนก้อนหินใหญ่นั้น สตรีนั้นช่างงดงาม แต่กำลังร้องไห้อย่างขมขื่นปานประหนึ่งใจจะขาด เธอเต็มไปด้วยความเศร้าโศกอย่างชัดเจน เธอนั้นมิได้พูดอะไรกับพวกเขา คงทำเพียงมองไปยังพวกเขาด้วยความเศร้า  หยดน้ำตามากมายพรั่งพรูออกจากสองตานั้นอาบสองแก้ม บางกระเด็นตกสู่หินเบื้องล่าง เธอสวมชุดที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนคือมีผ้าคลุมไหล่สีฟ้าและเสื้อคลุมสีขาว ผมของเธอเป็นสีน้ำตาลยาวสลวยปรกไหล่ ทั้งเธอและทารกนั้นล้มอรอบไปด้วยแสงประหลาด หลังจากนั้นเมื่อเด็กๆเหล่านั้นกลับไปบ้านพวกเขาก็เริ่มเล่าถึงเรื่องที่พวกเขาเห็นมาแก่ทั้งพ่อแม่และญาติๆ



หนึ่งในนั้นวิ่งไปเล่าเรื่องนี้ให้ศาสนาจารย์ฟัง และด้วยปากต่อปากกันไปทำให้ในวันรุ่งขึ้นผู้คนก็ได้พากันแห่ไปยังที่สตรีนางนั้นปรากฏขึ้น บ้างก็พากันไปเย้ยหยันกันเสียงดัง แต่บ้างก็เชื่อเพราะบรรดาเด็กทุกคนต่างยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงทั้งน้ำตาอันซื่อๆ ซึ่งแม้จะจับสอบสวนทั้งแยกและหมู่ทุกคนก็ต่างตอบตรงกันแม้ในรายละเอียดที่เล็กที่สุด

ศาสนาจารย์และอธิการโรงเรียนศาสนาจารย์นาม ซาเลียโมนัส กรอซีอุส ก็ร่วมสังเกตการณ์ด้วย โดยศาสนาจารย์พยายามอธิบายว่าเป็นเรื่องหลอกเด็ก เขาอธิบายว่าความจริงมันคือปีศาจที่ต้องการชักจูงออกจากการเป็นชาวคริสต์นิกายคาลวินนี้ และขณะที่เขากำลังพูดเช่นนี้นี่เอง สตรีคนเดิมก็ได้ประจักษ์มาอีกครั้ง ณ จุดเดิม พร้อมทารกในอ้อมแขน ด้วยน้ำตาแห่งความเศร้าในตาคู่นั้น เช่นเดียวกันกับเมื่อวาน ณ จุดนี้สถานการณ์ตกอยู่ในความเงียบไม่มีใครกล้าแม้นจะปริปากด้วยความกลัวสุดชีวิต



คงมีแต่ศาสนาจารย์ที่พอรวบรวมความกล้าถามสตรีนั้นว่า เธอร้องไห้ทำไม เธอจึงตรัสตอบเขาด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า แต่เดิมมา ณ ที่แห่งนี้  พระบุตรของแม่ได้รับเกียรติและความเคารพ แต่มาตอนนี้ลูกทุกคนต่างเอาเมล็ดมาหว่านและเพาะปลูกแทน กล่าวเสร็จสตรีนั้นก็หายไปในทันที  เหตุการณ์ครั้งนี้ทุกคนที่มา ณ ที่นั่นต่างเห็นด้วยการทั้งสิ้น จึงไม่เป็นประโยชน์ที่ศาสนาจารย์จะปฏิเสธมัน แต่อย่างไรเขาก็สรุปว่ามันคืออุบายของปีศาจ

เรื่องการประจักษ์นี้ลือไปถึงชายชราตาบอดวัยร้อยปีเศษในหมู่บ้านใกล้ๆ ซึ่งทำให้เขานึกได้ว่าเขาเคยช่วยคุณพ่อเจ้าวัดองค์สุดท้ายของซีลูวาฝังกล่องที่บรรจุสมบัติล่ำค่าของวัดไว้ข้างก้อนหินเมื่อคืนหนึ่งในแปดสิบปีที่แล้ว ดังนั้นเขาจึงขอให้ชาวบ้านช่วยพาไปที่นั่นเพื่อชี้จุด แต่ยังไม่ทันถึงสถานที่นั้น ดวงตาอันมืดบอดของเขาก็ได้รับการรักษาให้หาย มันทำให้เขาถึงกับต้องคุกเข่าลงด้วยความยินดีและความขอบพระคุณ ดังนั้นเขาจึงสามารถชี้จุดได้อย่างแน่นอน และเมื่อทำการขุดก็พบกล่องนั้นจริงๆและเมื่อเปิดออกก็พบตามนั้นคือพระรูป อุปกรณ์มิสซา และเอกสารต่างๆ



ซึ่งมีส่วนสำคัญในการต่อสู้ในชั้นศาลจนสามารถโอนที่ดินคืนมาได้ถึงจะใช้เวลานานนับ 10 ปี ก็ตาม วัดไม้หลังเล็กจึงเริ่มก่อรูปร่างขึ้นมา นำไปสู่อัศจรรย์มากมาย จนถึงปี ค..1641 จึงได้มีการสร้างวัดขนาดใหญ่ขึ้นใหม่เพื่อรองรับจำนวนผู้แสวงบุญที่หลั่งไหลกันมายังที่นี่พร้อมโรงเรียนฟรีสำหรับเด็กในหมู่บ้าน  หลังจากนั้นสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 6 ก็ได้ทรงประกาศรับรองการประจักษ์ครั้งนี้ในวันที่ 17 สิงหาคม ค..1775

จำนวนความศรัทธาต่อพระรูปนี้นับวันยิ่งทวีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ต้องหยุดชะงักในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และการถูกปกครองโดยรัสเซีย จนในปี ค..1905 เมื่อลิทัวเนียได้รับเอกราช ผู้คนกว่า 30,000 คนก็ได้พร้อมใจกันมาร่วมฉลองแม่พระอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง ปัจจุบันวัดหลังปัจจุบันถูกสร้างในปี ค..1925 เหตุจากเกิดไฟไหม้วัดหลังเดิมที่เป็นศิลปะแบบเรเนซอง จากนั้นในปี ค..2002 วัดแห่งนี้ก็ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิหารแม่พระบังเกิด



ส่วนจุดประจักษ์นั้นได้มีการสร้างวัดครอบไว้อีกหลัง โดยวัดหลังปัจจุบันถูกสร้างขึ้น ค..1912 ในโอกาสครอบรอบ 300 ปี การประจักษ์ โดยมีลักษณะที่โดดเด่นมากๆ โดยส่วนหินที่แม่พระทรงประทับยืนนั้นถูกครอบด้วยพระแท่นไว้  ปัจจุบันเรายังสามารถมองเห็นหินนั้นได้จากทั้งสองด้านของพระแท่น โดยผู้แสวงบุญที่นั่นนิยมเดินเข่ารอบพระแท่น ก่อนก้มจูบหินที่ยื้นออกมา สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ก็ได้ทรงมีโอกาสเสด็จมาภาวนาที่นี่ด้วยเช่นกัน

ซีลูวา กลายเป็น ลูร์ดแห่งลิทัวเนียและ ขุมทรัพย์อันยิ่งใหญ่ของลิทัวเนียที่นี่พระแม่ได้ทรงนำบรรดาลูกแกะที่พลัดหายไปให้กลับคืนมา แม่พระแห่งซีลูวาไม่ใช่เพียงแค่รูปภาพและวัด แต่มากกว่านั้นแม่พระแห่งซีลูวาคือตัวแทนความเชื่ออันไม่มีที่สิ้นสุดของประเทศลิทัวเนีย ในทุกๆเวลาๆ การประจักษ์ครั้งนี้ยืนยันถึงนามของพระแม่ที่ว่า แม่คือ ราชินีประกาศก อย่างแท้จริง และยืนยันว่าแม่ไม่เคยทิ้งเราไปไหน แม้น้องคนสุดท้องของพระศาสนจักรยุโรปอย่างลิทัวเนียก็ตาม ที่ละทิ้งแม่ไปก็ตามสมนาม แม่



ข้าแต่แม่พระแห่งซีลูวา ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง


ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...