วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

"เอลิซาเบธน้อย" พุ่งสู่พระตรีเอกภาพ


บุญราศีเอลิซาเบธ แห่ง พระตรีเอกภาพ
Bl. Élisabeth of the Trinity
ฉลองในวันที่ : 9 พฤศจิกายน

18 กรกฎาคม ค..1880 ช่างเป็นวันที่แสนดีอะไรอย่างนี้นะ สำหรับครอบครัวเล็กๆในค่ายอาวอร (Avord) ของกับตันโจเซฟ กับ นางมารี โรลอง กาเทส (Captain Joseph and Marie Rolland Catez) เพราะวันนี้พวกเขาได้ต้อนรับบุตรหัวปีเพศหญิงคนแรกของพวกเขา หลังจากที่ทั้งสองต้องทนกังวลจากที่แพทย์ได้กล่าวว่าบุตรีคนแรกของพวกเขาอาจจะไม่รอด

สี่วันหลังจากนั้น ในวันที่ 22 กรกฎาคม ค..1880 หนูน้อยได้รับศีลล้างบาปด้วยชุดสีขาวภายในอ้อมแขนมานดาของท่านในวัดประจำค่ายในนามว่า มารี เอลิซาเบธ โฌเซฟินโดยมีคุณตาเรย์มอง โรลอง(Raymond Rolland)และคุณยายแอน มาร์เกอริต โฌเซฟิน โรลอง (Anne Marguerite Joséphine Rolland) เป็นพ่อแม่ทูนหัว



เพียงสี่เดือนหลังจากที่ท่านเกิด ในปี ค..1881 ครอบครัวของท่านก็ได้ย้ายมาอยู่ที่โอซอง (Auxonne) และ ดีฌง (Dijon) ในปี ค..1882 ที่นั่นมารดาของท่านแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีชีวิตเป็นของตัวเองเลย เพราะมัวแต่วุ่นอยู่กับท่านตลอด

วัยเด็กท่านนั้นเป็นเด็กที่อารมณ์โกธรที่เหลือร้ายประมาณว่าทุกคนก่อนหน้าท่านต้องหลีกทางให้ท่าน แต่ข้อเสียนี้ก็เริ่มได้รับเครื่องหมายแห่งการเปลี่ยนแปลงในปี ค..1887 เริ่มจากการจากไปของคุณตาในเดือนมกราคม ขณะอาศัยอยู่กับบุตรสาวที่รักของเขา มิทันใดที่เมฆหมอกแห่งโศกเศร้าจะจางหายไป บิดาของท่านก็มาด่วนจากไปอีกคนด้วยอาการหัวใจวายในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ทิ้งไว้แต่เพียงมาดามกาเทส ท่านและน้องมาร์เกอริตเท่านั้น



ดังนั้นมานดาของท่านจึงหอบหิ้วท่านและน้องสาวไปอยู่อพาร์ทเมนท์ย่านชานเมืองของดีฌง และบ้านใหม่หลังนี้เองที่ทำให้ท่านค้นพบคาร์แมล ผ่านบานหน้าต่างในห้องของท่านเอง และถึงแม้ว่าบิดาของท่านจะจากไปแล้ว ท่านก็ยังคงมีอารมณ์ที่มีแต่จะทวีความรุนแรงขึ้น จนกระทั้งท่านได้เรียนรู้จักศีลอภัยบาป มันนำมาสู่การต่อสู้อย่างเห็นได้ชัดกับข้อเสียนี้ ท่านสัญญาต่อมารดาของท่านว่าท่านจะทำตัวให้น่ารัก อดทนและเชื่อฟัง

ที่สุดความพยายามของท่านก็บรรลุผล กับการเอาชนะอารมณ์ที่แสนร้ายของท่าน เมื่อท่านอายุได้ 11 ปี ท่านก็ได้รับพระวรกายของพระคริสต์เป็นครั้งแรก ในวันที่ 19 เมษายน ค..1891 น้ำตาแห่งความปิติหลั่งรินแก้มของท่านหลังจากรับพระองค์ ดิฉันไม่หิวอีกต่อไปแล้วละ พระเยซูเจ้าทรงเลี้ยงดูดิฉัน  คือคำกล่าวของท่านหลังจากออกจากวัดกับมารี หลุยส์เพื่อนของท่าน และหลังจากนั้นมาท่านก็สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น



ในโอกาสครบรอบ 7 ปีแห่งการรับพระวรกายกวีหนึ่งบทก็ได้ถูกท่านรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์นี้ว่า
ครั้นพระเยซูเจ้าทรงกระทำตัวข้าให้เป็นที่ประทับของพระองค์
ครั้งพระเจ้าทรงครองดวงใจข้า
สันติสุขก็เกิดขึ้นตั้งแต่เวลานั้น
ตั้งแต่ครั้งการรับศีลน่าพิศวง(mysterious colloquy)
ที่ศักดิ์สิทธิ์และโอชาการพบปะ
ข้าได้รับแรงบาดาลใจว่า มิมีอื่นใด แต่จะมอบถวายชีวิตของข้าเพื่อที่จะคืนสู่ความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่เป็นที่รักแห่งมหาสนิทศีล ผู้พักผ่อนในดวงใจที่แสนอ่อนแอของข้า
อันเออล้นไปด้วยความพอพระทัยของพระองค์

หนูรู้ไหมว่าเอลิซาเบธแปลว่าบ้านของพระเจ้า คุณแม่มารีแห่งพระเยซูเจ้าพดขึ้นเมื่อได้รู้ชื่อของท่าน ในระหว่างการสนทนาผ่านลูกกรงของอารามคาร์เมไลท์ของดีฌง ที่ท่านกับมารดาไปในบ่ายวันเดียวกันกับที่ท่านรับศีลมหาสนิท และหลังจากนั้นสองสามวันต่อมาคุณแม่ก็ได้ส่งบัตรศักดิ์ที่มีข้อความเขียนด้วยลายมือด้านหลังว่า ชื่ออันมีพระพรของหนูแฝงไปด้วยรหัสธรรม จงพบเจอความสำเร็จในวันดีๆนี้ เด็กน้อย ดวงใจของหนูคือบ้านของพระเจ้าบนโลก ของพระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรัก



พรสวรรค์พิเศษ ท่านมีพรสวรรค์ทางด้านดนตรี โดยเฉพาะเปียโนที่ท่านทั้งเรียนที่โรงเรียนและที่บ้านเป็นเวลาหลายชั่วโมง ท่านสามารถเรียนมันได้อย่างรวดเร็วและได้รับรางวัลจากนายดีทริช ท่านสอบได้อย่างดีเลิศในโรงเรียนดนตรี และได้รับรางวัลในชั้นเรียนวิชาทฤษฎีดนตรีภาคปฏิบัติของนายพลาเดล(Pradel) ในปี ค..1893 ท่านยังมีโอกาสได้ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนดนตรีที่ดีฌงตั้งแต่ปี ค..1888 –..1895 อีกด้วย

กระแสเรียก วันหนึ่งที่อายุ 14 หลังจากการรับศีลมหาสนิท ท่านก็สัมผัสได้ถึงกระแสเรียกการเป็นคาร์เมไลท์ของท่าน แต่เมื่อนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับมานดาของท่าน คำตอบที่ได้ก็คือไม่ เพราะมานดาของท่านไม่เชื่อว่าท่านมีกระแสเรียกในด้านนี้ จึงพยายามผลักดันท่านให้เข้าชีวิตสังคม ดังนั้นระหว่างที่รอท่านจึงได้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคม ท่านได้รับเชิญไปรับประทานอาหารค่ำและจบลงด้วยการขอให้ท่านเล่นเปียโนให้ฟัง



เวลาเดียวกันท่านก็ได้มีส่วนร่วมในการสอนคำสอนในเขตวัด เป็นนักคณะนักร้องประสานเสียง นำคนหนุ่มสาวเข้าวัดในเดือนแม่พระ คอยเตรียมตัวเด็กๆที่จะรับศีลมหาสนิทครั้งแรก และในฤดูร้อนท่านก็จะมีวันที่จะไปดูแลลูกๆของลูกจ้างในโรงงานยาสูบท้องถิ่น  

บันทึกของท่านถูกเขียนขึ้นเมื่อท่านมีอายุ 18 ปี มันแสดงให้เห็นถึงรสนิยมเรื่องภูเขาของท่านเพราะท่านมักใช้เวลาในช่วงวันหยุดไปกับการเที่ยวภูเขาหรือทะเล  ต่อมาในระหว่างการพักผ่อนในเดือนมกราคม ปี ค..1899 ท่านก็ได้อ่านหนังสือหนทางสู่ความครบครันของนักบุญเทเรซาแห่งอาวิลลาและค้นพบอะไรมากมายตามคำพูดของนักบุญเทเรซา



ที่สุดหลังจากเวลารอคอยอันยาวนาน มารดาท่านก็ยอมให้ท่านเข้าอารามซึ่งนับเป็นการตัดสินใจที่เจ็บปวดยิ่งของเธอ แต่อาศัยคำแนะนำของเพื่อนที่ดี และสภาพของท่านที่คอยแต่เฝ้ารอเวลานั้นเวลาเป็นชีลับอย่างไม่สิ้นสุด กำหนดการเข้าอารามของท่านถูกจัดในวันที่  2 สิงหาคม ค..1901  ระหว่างรอท่านก็ดำเนินชีวิตตามปกติจนถึงคืนวันที่ 1 สิงหา ท่านก็สวดภาวนาในเวลากลางคืนเช่นปกติ ด้วยความปรารถนาพร้อมสุดที่รักของท่านในความสันโดษแห่งกางเขน

แต่กลับกันกับมาดามกาเตส เธอกับไม่สามรถหลับตาลงได้ ที่สุดเธอจึงตัดสินใจลุกขึ้นมาคุกเข่าที่ข้างเตียงของบุตรสาวด้วยน้ำตา พลางตัดพ้อถามธิดาน้อยว่า ทำไมลูกถึงทิ้งแม่ไปละ ฟังความดังนั้นธิดาน้อยก็ตอบมารดาผู้โศกาว่า อ้า คุณแม่ที่รักของหนู หนูจะสามารถต้านทานพระสุรเสียงของพระเจ้าที่เรียกชื่อหนูได้อย่างไร พระองค์ทรงโอบหนูไว้ด้วยพระหัตถ์และทรงตรัสกับหนูว่าพระองค์ไม่รู้ น้อยพระทัย ถูกทอดทิ้ง แล้วหนูจะทอดทิ้งพระองค์ ได้อย่างไร …. เพื่อพระองค์หนูจำต้องสละแม้ความเศร้าโศกของหนูที่คุณแม่มอบให้ หรือ การที่คุณแม่ต้องดื่มด่ำความเจ็บปวดก็ตามที

ดิฉันไม่สามารถทำอะไรได้ ดิฉันเพียงทิ้งตัวของดิฉันลงในอ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ เช่นเด็กเล็ก วันถัดมาท่านก็ตื่นตั้งแต่หกโมงเช้า ก่อนรีบจัดแจงข้าวของต่างๆแล้วไปที่รูปบิดาเพื่อขอพร ตามด้วยแม่และน้อง หลังจากนั้นจึงเดิน
ทางมาร่วมมิสซาที่วัดน้อยของอารามที่ดีฌงในเวลาแปดโมงและได้เดินเข้าอารามไปในวันนั้นหลังมิสซาจบลง
ถ้าแม่รู้ว่าหนูรักแม่มากแค่ไหน หนูคิดว่าคงไม่สามารถขอบคุณได้เพียงพอสำหรับการให้หนูได้เป็นคาร์แมลที่รักที่หนูมีความสุขมากๆ
มันเป็นเพียงเรื่องเล็กๆของคุณแม่ เช่นเดียวกันกับที่หนูเป็นหนี้ความสุขของหนู คุณแม่รู้ดีว่าถ้าคุณแม่ได้กล่าวกับคำว่าได้เอลิซาเบซน้อยของคุณแม่ก็จะคงอยู่กับคุณต่อไป
จดหมายถึงมารดาหลังเข้าอาราม

โอ้ ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงเป็นองค์ความดี ลูกหาได้สรรหาคำใดที่จะแสดงถึงความสุขของลูกได้ ทุกวันลูกก็ยิ่งซาบซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ที่นี่ ไม่มีสิ่งใดมากไปกว่าพระองค์ ผู้ทรงเป็นทุกสิ่ง เพียงพระองค์และจากพระองค์ก็เพียงพอแล้ว เราพบพระองค์ทุกที่ ไม่ว่าเวลาซักรีดถึงเวลาสวดภาวนา
จดหมายถึงน้องสาว

พิธีรับเสื้อคณะ ในครั้งแรกมีความเป็นไปได้มากที่จะถูกจัดขึ้นในวันที่  27 ธันวาคม ปีเดียวกันกับที่ท่านเข้าอาราม ซึ่งตรงกับวันฉลองนักบุญยอห์น อัครสาวก เพราะเป็นวันที่ครอบครัวและพระสงฆ์ที่ท่านสนิทสามารถมาได้ แต่ท้ายสุดพิธีรับชุดคณะของท่านก็ตกลงเป็นวันสมโภชแม่พระผู้ปฏิสนธินิรมล ปีเดียวกัน แทน ซึ่งนับเป็นวันที่ท่านรักด้วยเหตุผลสองข้อคือ
1.ในวันนี้พระศาสนจักรร่วมกันสมโภชรหัสธรรมแห่งการปฏิสนธินิรมล ที่ดึงดูดท่านด้วยธรรมล้ำลึกแห่งความบริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์อันมิได้มาจากการเป็นอิสระมลทินแต่เดิม แต่เป็นการกระทำของหัวใจอันได้รับจากพระเจ้า
ให้ลูกบริสุทธิ์ทุกวันวา
แลรักษาลูกพ้นบาปมัวหมอง
โปรดคอยเฝ้าหทัยอย่าร้างรอน
อดิศรแลมารีนิรมลเอย
8 ธันวาคม ค..1897
2.นับเป็นความบังเอิญพอดีที่ปีนั้น วันสมโภชตรงกับวันอาทิตย์พอดี อันมีข้อสัมพันธ์ถึงรหัสธรรมแห่งพระตรีเอกภาพ ด้วยพรหมจารีแท้ยิ่งได้ถวายตนฉกเช่นปังแห่งการสรรเสริญพระสิริสามพระบุคคล


หลังจากนั้นในเย็นวันพุธที่ 4 ธันวาคม ท่านก็ได้ออกมาพักผ่อนเป็นเวลาสามวัน
ดิฉันจะเตรียมตัวให้พร้อมในวันที่ดีที่สุดของการหมั้นหมายด้วยการพักผ่อนสามวัน โอ้ เธอเห็นไหม ว่าตอนนี้ดิฉันคิดว่าดิฉันไม่มีความหมายใดอีต่อไปในแผ่นดินแล้ว โปรดสวดให้คาร์แมลน้อยของเธอมากๆเพื่อให้เธอส่งมอบทุกสิ่งอย่าง และมีความชื่นชมยินดีต่อหัวใจแห่งกระแสเรียกของเธอ ดิฉันจะมอบถวายพระองค์ในวันอาทิตย์ด้วยบางสิ่งของความดี เพราะดิฉันรักพระคริสตเจ้าของดิฉันมากๆ

และเมื่อวันนั้นมาถึง เช่นมารดาทั่วไป มารดาของท่านก็ได้จัดหาช่างทำผมมาให้ท่าน ซึ่งเมื่อช่างถามถึงทรงท่านก็ตอบง่ายๆว่า ง่ายและทนที่สุดเท่าที่เป็นไปได้เลยค่ะ ดังนั้นเขาจึงจัดให้และเพียงไม่นานทรงผมก็เสร็จลงเขาจึงยื่นกระจักมาให้ท่านพร้อมถามว่า มาดมัวแซลล์ คุณพอใจไหมครับ ท่านก็ตอบพร้อมดันกระจกออกไปว่า มันต้องดีแน่ๆค่ะ ขอบคุณมากเลยนะคะ เหตุการณ์นี้สร้างความประหลาดใจแก่เขาจนเขาเอ่ยขณะกลับกับลูกมือว่าเขาไม่เคยพบผู้หญิงแบบท่านมาก่อนและรู้สึกสะเทือนใจมากๆ นอกจากนั้นเมื่อท่านพบเพื่อนชายที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ในอีกสองเดือน ท่านก็พูดกับเขาว่า นายมีคงมีความสุขละซิ แต่เรามีมากกว่านายอีกนะ



ท่านได้รับชุดคณะเป็นนวกะอย่างสง่าในชุดสีขาวที่งดงาม และนามใหม่ว่า ซิสเตอร์เอลิซาเบธ แห่ง พระตรีเอกภาพ หลังจากนั้นท่านก็ได้ปฏิญาณตนในวันสมโภชพระคริสตเจ้าสำแดงองค์ที่ 11 มกราคม ค..1903 อันนับเป็นอีกวันของความสุขสำหรับท่าน ดิฉันได้มีวันที่สวยงามมากๆ” , “เป็นเช้าวันสมโภชพระคริสตเจ้าสำแดงองค์ที่สวยที่สุดในชีวิตของดิฉันในวันนี้ดิฉันจะได้ทำตามความปรารถนาของดิฉันและดิฉันจะกลายเป็น เจ้าสาวของพระคริสตเจ้า ในที่สุด.. ” เป็นดั่งความฝันที่กลายเป็นจริง
ในความลับลึกลงข้าฝังร่าง
ในทรงสร้าง ข้าอยู่และดับไป
รักพระองค์คือชีวาข้านี้ไซร้
ให้ข้าได้ดิ่งสู่สันติองค์เอย
บางตอนจากบทเพลงระหว่างพิธี

หลังจากนั้นท่านจึงได้รับผ้าคลุมศีรษะในวันที่  21 มกราคม ปีเดียวกัน ซึ่งนับอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาวดีฌง ที่ผู้คนมากมายต่างหลั่งไหลไปที่วัดของอารามคาร์แมลในเช้าวันพุธทั้งๆที่เป็นวันทำงาน ไม่ใช่เพื่อฉลองนักบุญอักแนส แต่เพื่อร่วมพิธธีรับผ้าคลุมศีรษะของท่าน ภายหลังจากมีพิธีปฏิญาณตนเป็นการภายในแล้ว ซึ่งในวันนั้นมีทั้งครอบครัว เพื่อนและผู้คนจำนวนมากที่เคยชมการแสดงของท่าน ที่พวกเขายังคงตราตรึงถึง การแสดงเปียโนของ กาเทสน้อย



ในฐานะเจ้าสาวพระคริสต์ ความตระหนักรู้และประสบการณ์เรื่องพระตรีเอกภาพผู้ทรงดำรงอยู่ในท่านนับวันก็ยิ่งเติบโต และอาศัยการสนทนากับพระคริสตเจ้าในศีลศักดิ์สิทธิ์และในพระคัมภีร์ ชีวิตฝ่ายจิตของท่านก็ยิ่งล้ำลึกขึ้นไปเรื่อยๆ ท่านตักตวงอาหารบำรุงชีวิตจิตจากคำสอนของนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ของคณะ นักบุญเทเรซาแห่งอาวิลลา นักบุญยอห์น แห่ง ไม้กางเขน และจากนักบุญร่วมสมัยกับท่านเอง นักบุญเทเรซา แห่ง ลิซีเออร์  แต่เหนือสิ่งอื่นใดบิดาฝ่ายจิตของท่านนั้นมีเพียงคนเดียวคือ นักบุญเปาโล อัครสาวก

ซึ่งผ่านนักบุญเปาโล ท่านได้ค้นพบการเรียนรู้ถึงสองสิ่งคือการสะท้อนประสบการณ์ของท่านต่อความรักของพระเจ้าและช่วยให้ท่านสามารถตีความประสบการณ์เหล่านี้ได้ ไม่เพียงเท่านั้นนักบุญเปาโลยังได้เผยแสดงถึง ความรักอันล้นหลามของพระคริสตเจ้า ผู้ทรงรักข้าพเจ้าและทรงมอบพระองค์เพื่อข้าพเจ้า (กาลาเทีย 2:20) ต่อท่านอีกด้วย



ขอย้อนกลับไปในวัยเยาว์ ท่านได้ค้นพบกำลังที่จะเอาชนะอารมณ์ร้อนของท่านผ่านทางพระวรกายและพระโลหิตของพระเยซุคริสตเจ้าในศีลมหาสนิทครั้งแรก และในอารามท่านค้นพบคำอธิบายถึงเหตุการณ์นี้ผ่านจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวโคโลสี 2:20 ที่เขียนว่า พระคริสตเจ้าโปรดให้ทุกสิ่งมีสันติ ด้วยพระโลหิตที่ทรงหลั่งบนไม้กางเขนของพระองค์  ท่านเขียนว่า การทำสันติในสวรรค์น้อยๆของดิฉัน ก็เพื่อว่ามันอาจจะเป็นสถานที่พักผ่อนอย่างแท้จริงขอองพระตรีเอกภาพ  นี้นับเป็นประสบการณ์หนึ่งที่ท่านค้นพบคำอธิบายผ่านจดหมายของนักบุญเปาโล

ในทำนองเดียวกัน อีกครั้งที่ท่านค้นพบคำยืนยันของนักบุญเปาโลถึงประสบการณ์ของท่านถึงเรื่องที่ว่าผ่านพระคริสตเจ้า เราสามารถเข้าเฝ้าพระบิดา (เทียบเอเฟซัส 2:18) เช่นนั้นท่านจึงเขียนเรื่องนี้ในบทกวีที่ท่านประพันธ์ขึ้นในวันพระคริสตสมภพ ปี ค..1901 ว่า
ทรงมาเผยข้อเชื่อน่าฉงน
มอบชาวชนความลับพระบิดา
นำสิริสู่สิริโรจนา
จนใจกลางตรีเอกานุภาพ
ท่านได้รับการเผยแสดงจากพระเจ้าว่า พระคริสตเจ้าทรงเป็นเสด็จมาเพื่อเผยแสดงถึงความรักของพระบิดาต่อพวกเราทั้งหลาย พร้อมทั้งนำเราไปส่วนร่วมในชีวิตศักดิ์สิทธิ์แห่งความรักของพระตรีเอกภาพ ท้ายสุดผ่านจดหมายนักบุญเปาโล ท่านได้ค้นพบทางมากมายสู่ศักดิ์ศรีอันยิ่งใหญ่ของกระแสเรียกการเป็นคริสตชนที่มีส่วนในชีวิตตรีเอกภาพผ่านการสนิทสัมพันธ์กับพระคริสตเจ้า



การสรรเสริญแห่งพระสิริรุ่งโรจน์ หรือ “Laudem Gloriae” คือ กระแสเรียกส่วนตัวที่ท่านค้นพบจากจดหมายถึงชาวเอเฟซัส คือการดำรงอยู่เพื่อสรรเสริญพระสิริรุ่งโรจน์ของพระบิดา เช่นเดียวกันกับพระเยซูเจ้าพระองค์เองก็ได้ทรงสรรเสริญพระสิริรุ่งโรจน์ของพระบิดาเจ้าอย่างชัดเจน ท่านกล่าวว่า
ความฝันของดิฉันคือการเป็นการสรรเสริญแห่งพระสิริรุ่งโรจน์
มันอยู่ในจดหมายนักบุญเปาโลที่ดิฉันอ่าน และพระสวามีเจ้าของดิฉันเผยแสดงให้ดิฉันเข้าใจว่านี้คือกระแสเรียกจากการถูกเนรเทศที่กำลังรอคอยจะไปขับบทเพลงศักดิ์สิทธิ์ไปนิรันดรในอาณาจักรนักบุญของดิฉัน
แต่จำเป็นยิ่งที่ต้องใช้ความภักดีอย่างสูง เพื่อที่จะเป็นการสรรเสริญแห่งพระสิริรุ่งโรจน์ มันจะต้องตายจากทุกสิ่งอันมิใช่พระองค์ เพื่อที่จะไม่สั่นสะเทือนภายใต้การสัมผัสของพระองค์
จากจดหมายถึงเพื่อนคนหนึ่งของท่าน ในสิ้นเดือนธันวาคม ค..1905
กระแสเรียกนี้ยังไม่เพียงแต่การเป็นการสรรเสริญเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการน้อมรับความทุกข์ทรมานในการไถ่กู้ร่วม
กับพระคริสตเจ้า ดั่งคำของนักบุญเปาโลที่ว่า ความทรมานของพระคริสตเจ้ายังขาดสิ่งใด ข้าพเจ้าก็เสริมให้สมบูรณ์ด้วยการทรมานในกายข้าพเจ้าเพื่อพระกายของพระองค์คือพระศาสนจักร(โคโลสี 1:24)

ท่านตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนล้วนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูเจ้า  เพื่อเลียนแบบพระองค์ แม้ในขณะทรงรับทรมาน และเพื่อมีส่วนร่วมในความรักสัมพันธ์ที่เกิดจาดพระเยซูเจ้าทรงมีส่วนกับพระบิดาและพระจิตเจ้า ท่านอธิบายถึงแผนการอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าในครั้งในหนึ่งในการรำพึงว่า
พระเจ้าทรงก้มลงมาเหนือวิญญาณนี้ด้วยความรัก
ธิดาบุญธรรมของพระองค์ ผู้เป็นเหมือนฉายาลักษณ์ของพระบุตร คนแรกที่บังเกิดขึ้นในหมู่สรรพชีวิตทั้งหลาย
ทรงรู้จักเธอดีว่าเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ตั้งไว้ ได้เรียก ผู้ชอบธรรม
และหัวใจบิดาของพระองค์ตื่นเต้นขณะทรงคิดถึงความสำเร็จบริบูรณ์
ราชกิจของพระองค์ นี้คือการเชิดชูเธอ
โดยการนำเธอเข้าไปสู่พระอาณาจักรของพระองค์
ที่นั่นมีบทเพลงสำหรับทุกเพศทุกวัยไม่รู้จักจบที่สรรเสริญพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์
ทุกกิจการอันดีเลิศนี้คือราชกิจของพระเจ้าแห่งความรัก พระเจ้าทรงสร้างเราขึ้นมาเพื่อนำเราไปสู่การสนทนากับพระองค์เอง พระเจ้าผู้ทรงเป็นองค์ความรักด้วยตัวเอง


21 พฤศจิกายน ค..1904 ตรงกับวันฉลองแม่พระถวายตนในพระวิหาร ท่านก็ได้ประพันธ์บทภาวนาต่อพระตรีเอกภาพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดขึ้น อันประหนึ่งเป็นการถวายตนต่อองค์ความรัก ซึ่งแสดงออกอย่างชัดเจนความปรารถนาของท่านที่จะร่วมเป็นหนึ่งกับพระคริสตเจ้า ตามรอยพระองค์ เพื่อเป็นที่พอพระทัยของพระบิดาเจ้าและเข้าสู่ความรักอันเป็นพลวัตและไร้ขีดจำกัดของพระตรีเอกภาพอย่างสุดซึ้ง และสรุปในตอนท้ายบทภาวนาด้วยยอมจำนนตัวของท่านเองต่อพระตรีเอกภาพว่า ขอโปรดฝังพระองค์เองลงในตัวลูก เพื่อจะลูกจะได้ฝังตัวเองไว้ในพระองค์ ไปจนกว่าลูกจะจากโลกนี้ไปสู่การเพ่งพิศความยิ่งใหญ่อันล้ำลึกไม่มีขอบเขตในแสงสว่างของพระองค์เทอญ

หลังจากนั้นในวันที่ 8 มีนาคม ปีถัดมาถึง 22 เมษายน ปีนั้น ท่านก็เริ่มอาการแรกของโรคแอดิสัน และยิ่งทรุดหนักขึ้นในช่วงต้นปี ค..1906  นักบุญยอแซฟเป็นองค์อุปถัมภ์การสิ้นใจในศีลในพร ท่านจะมาพาดิฉันไปหาพระบิดาค่ะ ท่านกล่าวในเวลาหย่อนใจในวันที่ 1 มกราคม ค..1906 แต่ก็ไม่มีใครเชื่อท่านในเวลานั้น ตรงข้ามทุกคนกับยิ้มอย่างมีความหวังให้กับท่าน



อาการท่านหนักลงเรื่อยจนป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร ซึ่งทำให้ท่านต้องทรมานจากอาการอ่อนเพลีย และอาการไม่สามารถย่อยอาหารได้ ท่านต้องทนปวดท้องอย่างรุนแรงและอาการกระหาย ท่านเขียนว่าท่ารู้สึกเหมือนมีแมลงตัวเล็กๆกำลังกัดกินอวัยวะภายในของท่านและบอกว่าสิ่งแรกๆที่ท่านจะทำในสวรรค์คือการดื่มน้ำ แต่จะทรมานอย่างไรท่านก็ยังคงอดทน อาจหาญ และเปี่ยมไปด้วยความสุข ขณะเดียวกันก็เจริญชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระคริสตเจ้าเสมอ

ท่านเล็งเห็นว่าความทุกข์ยากของท่านเป็นหนทางอันสอดคล้องกับพระเยซูเจ้า เป็นเช่นหนทางของการร่วมเป็นหนึ่งเดียวในความทุกข์ทรมานเพื่อการไถ่กู้ของเจ้าบ่าวของท่านเพื่อความดีของพระศาสนจักร ท่านจึงมองเห็นมันเป็นดั่งของขวัญ ท่านอธิบายกับมารดาผ่านจดหมายที่ถูกเขียนขึ้นจากเตียงว่า
ข้าพเจ้ายินดี นักบุญเปาโลกล่าว ที่ได้รับความทุกข์ทรมานในเนื้อหนังเพื่อเสริมสิ่งที่ขาดหายไปจากความทรมานของพระเยซูคริสตเจ้าเพื่อประโยชน์ของพระกายของพระศาสนจักรของพระองค์ โอ้ วิธีที่ดวงใจของคุณแม่ควรจะโลดเต้นสำหรับความสุขของพระเจ้าในยามคิดถึงการที่พระจอมฟ้าทรงถ่อมพระอง์ลงมาเลือกสรรธิดาน้อยของคุณแม่ ผลิตผลจากครรภ์ของคุณแม่เอง ให้ได้มีส่วนร่วมในพันธกิจการไถ่กู้อันยิ่งใหญ่ และการที่พระองค์ทรงรับทรมานในตัวเธอของพระองค์ จะว่าอย่างว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของพระมหาทรมานของพระองค์ก็ว่าได้ เจ้าสาวอยู่ในเจ้าบ่าว และพระองค์ก็ได้ลูก พระองค์ปรารถนาให้ลูกมีสภาพมนุษย์อย่างอื่นเพื่อให้พระองค์จะสามารถบรรเทาความทรมานเพื่อพระสิริของพระบิดาของพระองค์ เพื่อช่วยเหลือความต้องการของพระศาสนจักรของพระองค์ ซึ่งด้วยความคิดเป็นผลดีอย่างมากมายต่อลูก



นักบุญเทเรซา แห่ง ลีซีเออร์ ผู้มีชีวิตร่วมสมัยกับท่านสัญญาว่าจะทำความดีจากในสวรรค์ เช่นเดียวกันมีคนถามท่านว่าท่านจะทำเช่นนั้นไหม และคำตอบของท่านคือไม่ แต่ตรงข้ามท่านจะพุ่งไป เช่นจรวด ลึกลงไป ลงไปในก้นบึ่งของพระตรีเอกภาพ แต่ท่านไม่รู้เลยว่าท่านนี้จะได้ฝึกพันธกิจของพระศาสนจักรจากในสวรรค์ จากเตียงผู้ป่วยท่านเขียนจดหมายถึงเพื่อนคาร์แมลว่า  ดิฉันคิดว่าในสวรรค์พันธกิจของดิฉันก็คือการดึงบรรดาวิญญาณทั้งหลายผ่านการช่วยพวกเขาให้ออกจากตัวเองในการยึดพระเจ้าผ่านความเรียบง่ายที่เต็มเปี่ยมและความรักในทุกอิริยาบถ และให้พวกเขาได้อยู่ในความเงียบภายในอันจะช่วยให้พระเจ้าทรงตรัสด้วยพระองค์เองต่อพวกเขาและเปลี่ยนพวกเขาเป็นตัวพระองค์เอง

ดิฉันกำลังจะไปสู่องค์ความสว่าง ความรัก และชีวิต ท่านกล่าวลีอันมีชื่อเสียงของท่านและเป็นวลีสุดท้าย ก่อนท่านจะพุ่งพยานวิญญาณของท่านไปสู่ก้นบึ่งของพระตรีเอกภาพอย่างสงบในเวลาเช้าของวันที่ 9 พฤศจิกายน ค..1906 ด้วยอายุรวม 26 ปีจากโรคแอดดิสัน หลังจากนั้นอีก 78 ปีมรณกรรมของท่าน ในวันที่ 25 พฤศจิกายน ค..1984 สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ก็ทรงบันทึกนามท่านในสารบบบุญราศี



ในโอวาทพิธีสถาปนา สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงได้ยกท่านเป็น ผู้นำชีวิตซ่อนอยู่กับพระคริสตเจ้าในพระเจ้า”(โคโลสี 3:3) และ พยานอันสุกไสวต่อความสุขของการหยั่งรากและตั้งมั่นอยู่บนความเชื่อ”(เอเฟซัส 3:7) ในเวลานี้เรากล่าวได้เลยว่าท่านเป็นพยานถึงผลจากการสำแดงพระองค์ของพระเจ้าภายในวิญญาณของมนุษย์ ท่านได้ป่าวประกาศแก่พวกเราด้วยวาจาของนักบุญเปาโลถึงศักดิ์ศรีอันยิ่งใหญ่ของกระแสเรียกคริสตชน อันคือ การเจริญรอยตามพระคริสตเจ้า ไปจนถึงการถูกตรึงกางเขน การกลับคืนพระชนม์ชีพ และการถวายตัวต่อศีลมหาสนิท รวมทั้งการกลายเป็น วัดฝ่ายจิต ให้ทุกคนได้สรรเสริญพระสิริรุ่งโรจน์ของพระบิดาเจ้า

ท่านยังเตือนเราว่าพระตรีเอกภาพนั้นคือ บ้านของเรา พระองค์ทรงสร้างเราเพื่อให้เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้า เจริญชีวิตในฐานะบุตรและธิดาบุญธรรมของพระองค์ และอาศัยอยู่ในความรักของพระองค์ ซึ่งยังเหลือเฟือ แม้นในครั้งต่อๆไป ต่อไปนี้จะเป็นคำพูดจากจดหมายของท่านในโอกาสต่างๆ
ดิฉันจะให้ความลับของดิฉันแก่คุณ คือ จงคิดถึงพระเจ้าผู้ทรงดำรงในคุณ พระผู้ทรงเป็นวัดของคุณ นักบุญเปาโลกล่าวถึงทางนี้ และเราก็สามารถเชื่อมันได้
จดหมายถึงเพื่อน
ขอให้เรามีชีวิตอยู่กับพระเจ้าเช่นเดียวกับเพื่อน ขอให้เราทำความเชื่อให้มีชีวิตเพื่อคงอยู่ในการสนทนากับพระองค์ผ่านทุกๆสิ่ง นั่นแหละคือวิธีของบรรดานักบุญ เราพกสวรรค์ของเราอยู่ภายในเราเอง พระเจ้าทรงมอบพระองค์เองแด่เราในความเชื่อและความล้ำลึก
มันดูเหมือนว่าดิฉันได้พบสวรรค์บนโลกใบนี้แล้ว ตั้งแต่ที่สวรรค์คือพระเจ้าและพระเจ้าก็ทรงสถิตในวิญญาณของดิฉัน วันที่ดิฉันเข้าใจมัน ทุกอย่างก็กลายเป็นชัดแจ้งแก่ดิฉัน ดิฉันต้องการบอกความลับนี้ให้คนที่ดิฉันรักเพื่อพวกเขาเอง ผ่านทุกสิ่ง ขอยึดมั่นแต่พระองค์
พระเจ้าทรงรักเธอในวันนี้
ดั่งพระองค์ทรงรักเธอเมื่อวาน
และก็จะรักเธอในวันพรุ่งนี้ต่อไป


ความทรมานของพระคริสตเจ้ายังขาดสิ่งใด ข้าพเจ้าก็เสริมให้สมบูรณ์ด้วยการทรมานในกายข้าพเจ้าเพื่อพระกายของพระองค์คือพระศาสนจักร”(โคโลสี 1:24) ดั่งคำอธิบายชีวิตสั้นๆของท่าน ชีวิตท่านคือการเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า ผ่านการติดตามพระคริสตเจ้าไม่ว่ายามไหน เลียนแบบพระองค์ที่จะแบกกางเขนด้วยรอยยิ้ม และเรียนรู้ที่จะสนิทกับพระองค์ยิ่งขึ้นผ่านกางเขน เพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดไปจากความทรมานของพระองค์คือผู้ร่วมเดินทาง ท่านแสดงให้เราเห็นถึงทางการดำเนินชีวิตแบบเพื่อนตายกับพระองค์ ขณะที่นักบุญเทเรซาน้อยแสดงให้เราเห็นถึงการดำเนินชีวิตแบบเด็กน้อย ซึ่งมีความสัมพันธ์ในจุดเดียวกันคือการสนิทเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสตเจ้า ในทุกๆเวลาของชีวิต การเลียนแบบชีวิตของบุญราศีเอลิซาเบธคือการเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตเฉพาะพักตร์ของพระเจ้า ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ และเปลี่ยนเราเองให้กลายเป็นพระวิหารศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ ขอให้เราพุ่งทะยานไปหาพระเจ้าเช่นท่านเถิด


ข้าแต่ท่านบุญราศีเอลิซาเบธ แห่ง พระตรีเอกภาพ ช่วยวิงวอนเทอญ
โอกาสฉลอง 500 ปี ชาตกาลนักบุญเทเรซาแห่งอาวิลลา

ข้อมูลอ้างอิง

วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ดาราน้อยของแม่พระ "เบียตริส "


นักบุญเบียตริส ดา ซิลวา
St.Beatriz da Silva
ฉลองในวันที่ : 17 สิงหาคม
องค์อุปถัมภ์ : นักโทษ

ดอม ฮุย โกมีส ดา ซิลวา เป็นอัศวินโปรตุกีสผู้กล้าหาญ ผู้ได้ร่วมบุกยึดเซวตาและอาศัยอยู่ ณ อาณานิคมโปตุเกสในแอฟริกา ซึ่งด้วยความกล้าหาญของเขา ทำให้เขาได้สมรสกับโดนา อิซาเบล  เด เมเนซีส ธิดาวัยแรกรุ่นของกงดี เด วีลา เฮล ทายาทผู้มากด้วยชื่อเสียงของปฐมกษัตริย์องค์แรกของประเทศโปรตุเกส พระเจ้าอาฟองโซที่ 1 แห่งโปรตุเกส ภายหลังการแต่งงานทั้งสองก็ได้ให้กำเนิดบุตรธิดารวม 11 คน เบียตริส ดา ซิลวา คือหนึ่งในนั้น

เบียตริส เกิดราวๆ ค..1424  นับถึงตอนนี้ก็เป็นระยะเวลาถึง 590 ปีแล้ว ที่เซวตา อาณานิคมโปรตุกีสในแอฟริกาเหนือ เป็นลูกคนที่แปดจากสิบเอ็ดคนของครอบครัว ท่านเติบโตขึ้นมาโดยมีมารดาผู้เปี่ยมคุณธรรมเฉพาะตัวตามแบบศรีภรรยาและแบบมารดา เป็นผู้คอยสอนคำสอนต่างๆ และจากคณะฟรานซิสกัน ผู้ได้หว่านเมล็ดแห่งความรักต่อแม่พระปฏิสนธินิรมลลงในดวงใจน้อยๆของท่านและพี่น้องของท่านทุกๆคน และภายหลังพี่ชายสองคนของท่านคือ ยวง และ อมาเดโอ จึงได้ตัดสินใจเข้าคณะฟรานซิสกัน และต่อมาอมาเดโอผู้นี้ ก็ได้มีบทบาทสำคัญในการตั้งสาขาใหม่ของคณะภารดาน้อยและการปฏิรูปที่เรียกว่า the Amadeists



ตั้งแต่เยาว์วัยท่านก็ได้แสดงออกถึงคุณลักษณะอันพิเศษแตกต่างไปจากเด็กทั่วไปคือ ความอ่อนโยน ความมีมโนธรรม และความศรัทธา ขอย้อนกลับมาที่ครอบครัวท่าน ครอบครัวท่านนั้นยังคงอยู่ที่เซวตา กระทั้งในปี ค..1437 เมื่อกษัตริย์แห่งโปรตุเกสในขณะนั้นได้ทรงพระกรุณาแต่งตั้งบิดาท่านให้เป็นนายกเทศมนตรีของกัมโป มายอร์ เมืองชายแดนสเปน ครอบครัวของท่านจึงย้ายมายังปราสาทใกล้ๆหมู่บ้านชนบทเก่าแก่ของที่นั่น

และนอกเหนือจากนิสัยแล้ว หน้าตาตั้งแต่ยังเล็กๆของท่านก็จัดได้ว่างามเลยทีเดียว ครั้งหนึ่งเมื่อบิดาท่านนำช่างวาดชาวอิตาลีมาวาดรูปแม่พระในวัดน้อยของปราสาท ทันทีเขาก็บอกว่าท่านนี้แหละเป็นแบบแม่พระได้ดีที่สุด ดังนั้นด้วยเชื่อฟังบิดาท่านจึงยอมเป็นแบบให้ช่างวาดผู้นั้น แต่ด้วยความเจียมตนท่านจึงมิได้ยกสายตาของท่านไปยังด้านหน้าของช่างวาด ทำให้เมื่อภาพเสร็จออกมาแล้วมันจึงเป็นที่รู้จักกันว่า ภาพพรมจารีปิดเนตร ซึ่งปัจจุบันภาพนี้ถูกแขวนอยู่ ณ วัดประจำเมืองกัมโป มายอร์ นี้เอง



ท่านยังใช้ชีวิตอยู่เงียบๆ กระทั้งอายุได้ 23 ปี ใน ค..1447 ชีวิตอันเรียบง่ายของท่านก็มาถึงจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ เมื่อพระเจ้าฆวนที่ 2 แห่ง กาสติล ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงอิซาเบล พระราชธิดาในพระเจ้าอาฟอนโซ ที่ 5 แห่ง โปตุเกส เจ้าหญิงอิซาเบลจึงได้ทรงเลือกพระญาติ อันคือท่านเข้ามารับหน้าที่เป็นนางสนองพระโอษฐ์ของพระนาง  ท่านจึงต้องอำลาครอบครัว ก่อนมุ่งสู่กรุงลิสบอนและติดตามเจ้าหญิงอิซาเบลไปยังเมืองโตร์เดซีลลัส ประเทศสเปน

ตามบันทึกของประวัติศาสตร์ในสมัยนั้น กล่าวว่าท่านเป็นที่รู้จักทั้งในด้านหน้าตา ความไร้เดียงสาและความรักต่อแม่พระผู้ปฏิสนธินิรมล ท่านสวยชนิดที่ว่าคนยกย่องกันเลยว่าไม่เคยเห็นสตรีใดในโปตุเกสหรือสเปนจะงามเท่าท่าน ทั้งภายในและภายนอก ท่านรู้จักวางตัวและใจดีกับทุกๆคน เว้นแต่คนที่จะพรากท่านไปจากทางอันเที่ยงตรงเส้นนี้ ฉะนั้นจึงไม่แปลกอะไรเลย ที่ท่านจะเป็นที่รักและที่ชื่นชมของคนในราชสำนักไม่ว่าจะชายหรือหญิง



วันเวลาผ่านไป แป๊บๆเดียว ท่านก็มาอยู่ที่นี่ได้สามปีแล้ว เป็นสามปีที่เต็มไปด้วยความสงบ แต่ท่ามกลางความเงียบ เงาดำแห่งความอิจฉาก็ได้ถามโถมเข้ามายังพระราชินีอิซาเบล เหตุมาจากข่าวลือหนาหูในราชสำนักที่ว่าท่านเตรียมแย่งพระเจ้าฆวนไปจากพระนาง บวกกับเหตุการณ์ที่พระเจ้าฆวนทรงเสด็จพระดำเนินไปทรงสนทนากับท่านเพื่อขอกำลังในการปกครอง เพราะพระองค์มีนิสัยเป็นคนขี้อายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้พระนางหลงเชื่อเรื่องนี้มากขึ้น จนลืมความภักดีของท่านที่พระนางชื่นชมไปสิ้น

ยิ่งนานวันเท่าไร ต้นไม้แห่งความเกียจชังก็ยิ่งหยั่งรากลึกลงไปในใจของพระนางมากขึ้นเรื่อยๆ พระนางเริ่มทำไม่ดีกับท่าน ไม่ว่าจะเป็นการด่าท่านในที่สาธารณะ ปลดท่านออกจากฐานะสตรีผู้มีเกียรติ หรือดูถูกท่านด้วยวาจาที่หยาบกระด้างและเชือดเฉือน แต่ถึงจะเจอกับการกลั่นแกล้งเช่นนี้ ท่านก็มิได้ตอบโต้อันใด ตรงข้ามท่านอดทนด้วยความนบนอบอันเป็นแบบอย่าง และยิ่งทวีความรักและความภักดีต่อพระนางยิ่งๆขึ้น แต่อนิจจา.... ยังไงๆพระราชินีก็หาได้มองเห็นไม่ ตรงข้ามพระนางกลับตัดสินใจอย่างเด็จขาดที่จะ เก็บ ท่านเสีย



ในราตรีสงัดของค่ำคืนอันแสนเหนื่อยในห้องของท่าน ทุกสิ่งเหมือนจะดำเนินไปเป็นปกติ ในห้องวันนี้น้ำตาของท่านหยาดรินรด ณ แทบเท้ารูปปั้นแม่พระ คำวิงวอนของพละกำลังจากพระล่องลอยไปดุจควันกำยาน ไม่นานหลังจากนั้นเสียงเคาะประตูอย่างแรงก็ดังขึ้น ใครหนอมาในยามวิกาลเช่นนี้ ไม่ต้องคิดนาน แขกในยามวิกาลผู้นี้คือพระราชินีอิซาเบลผู้กำลังจ้องด้วยสายตาที่บ้าคลั่ง พร้อมตะเกียงในมือ ตามข้ามา เสียงเย็นชาเอ่ยสั่ง เรียกให้ท่านตามพระนางจากห้องลงไปยังชั้นล่างสุดของปราสาท ก่อนลัดเลาะลงไปตามทางเดินสู่ห้องใต้ดิน

ยิ่งลึกความมืดก็ยิ่งคืบคลานเข้ามามากขึ้นจนเต็มไปทุกอณู ความหนาวเย็นและความชื้นเกาะกุมทุกจุดของกำแพง ยิ่งทำให้ท่านเริ่มกลัวต่อความตั้งใจของพระราชินีมากขึ้น เบื้องหน้าทั้งสองคือห้องนิรภัยเก่า ที่สูงและแคบมาก ทันทีเสียงหัวเราะก็ดังขึ้น พร้อมคำพูดจากปากนั้น เจ้าหลอกข้าจนถึงยามนี้ เจ้าหมายจะพิชิตใจพระราชา จะกำจัดข้าและราชบัลลังก์แห่งกาสติลงั้นหรือ ไม่เจ้าไม่สามารถ จะเข้าดีๆหรือให้ข้าโยนเจ้าเข้า  พระนางกล่าวพลามจ้องไปยังท่าน


ทูลกระหม่อม พระองค์จะทรงฆ่าหม่อนฉันก็ทำเถิด แต่โปรทรงรู้ไว้ว่าหม่อมฉันนั้นบริสุทธิ์จากบาปที่ถูกกล่าวหา พระเจ้า ผู้ทรงพิพากษ้เปี่ยมความชอบธรรม เป็นพยานถึงการกระทำของพระองค์(อิซาเบล) โปรดอภัยความโง่เขลาของลูกพี่ลูกน้องของลูก และโปรดประทานพระหรรษทานแห่งการกลับใจชำระวิญญาณของพระองค์(อิซาเบล)ด้วย ท่านกล่าว แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะหยุดมือของพระนางที่ผลักท่านเข้าไปในห้องนิรภัย ก่อนปิดประตูลงกลอนไว้ด้วยใจหมายให้ท่านขาดอากาศหายใจตายไปเสีย เพื่อ คู่แข่งจะได้หมดไป

เวลานี้ทางรอดของท่านคือ “0” ความตายโดยปราศจากศีลศักดิ์สิทธิ์ค่อยๆคลานเข้าใกล้ท่าน คงมีแต่ความช่วยเหลือจากสวรรค์กระมั้งที่จะช่วยให้ท่านรอดจากความอาฆาตนี้ไปได้ ท่านจึงหันไปหาพระแม่ผู้เป็นความรักของท่าน โอ้ แม่พระผู้ปฏิสนธินิรมล ช่วยลูกด้วย  ท่านสวด เวลานั้นเองความมืดในห้องก็ถูกแทนที่ด้วยความสว่างกว่าดวงอาทิตย์ สตรีงามปรากฏกายด้วยอาภรณ์สีขาว เสื้อคลุมสีฟ้า พร้อมกุมาราน้อยในอ้อมแขน ใช่แล้ว อย่างที่เราคิดนี่คือแม่พระ ลูกสาวของแม่ ลูกจะไม่ตาย แม่จะพิทักษ์ชีวิตของลูกเพื่อชีวิตนักบวชอันคือสิ่งที่ลูกและแม่ปรารถนา จงตั้งคณะตามนามการปฏิสนธินิรมล บรรดาธิดาของคณะจะแต่งกายด้วยชุดเดียวกันกับแม่และอุทิศตัวเพื่อรับใช้พระเจ้า โดยร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันกับแม่ พระนางตรัส ยังความปิติมายังดวงใจของท่าน จนท่านไม่รู้วันรู้คืนว่าผ่านไปนานเพียงใดแล้ว



ความจริงเป็นระยะเวลาสามวันแล้วที่ท่านหายไป จนเป็นที่ผิดสังเกตแก่ลุงของท่านที่สนองงานในราชสำนักเช่นกัน ความกังวลสุมอยู่ในใจผู้เป็นลุงว่าท่านหายไปไหนกัน ซึ่งเขาก็รู้ดีว่าพระราชินีอิซาเบลต้องรู้เรื่องนี้ดีแน่นอน  เขาจึงทูลถามพระนางจนท้ายสุดพระนางก็พาเขาไปยังห้องนิรภัยที่ขังท่านไว้ด้วยคำพูดที่ว่า ตามมาและดูเธอเอง แน่นอนว่าพระนางคิดว่าท่านตายไปแล้ว แต่ผิดคาดสิ่งที่ทั้งสองพบหาได้ใช้ร่างไร้วิญญาณของท่าน แต่กลับเป็นว่าพบท่านยังมีชีวิตอยู่ พร้อมความงามเกินบรรยายด้วยใบหน้าที่ส่องแสงราวกับเพชรยามต้องแสง

ท่านไม่ถือโทษอะไรต่อการกระทำของพระนาง เมื่อพระนางได้กลับใจ ท่านให้อภัย และได้ตัดสินใจออกจากราชสำนักไปอาศัยอยู่ในอารามซิสเตอร์คณะโดมินิกัน ชื่อ อารามซานโดมินโก เอล เรอัล ใน เมืองโตเลโด ซึ่งถือเป็นเรื่องสุดแสนจะปกติในสมัยนั้นที่บรรดาสตรีชั้นสูงจะไปพักในอารามและเจริญชีวิตตามกฎ โดยไม่ได้รับชุดคณะ ซึ่งชีวิตในอารามนี้แหละที่ท่านโหยหา ลาก่อนการเป็นเจ้าสาวฝ่ายโลก ต้อนรับสู่การเป็นเจ้าสาวสวรรค์



ด้วยสำนึกผิด พระราชินีจึงทรงจัดเตรียมข้าวของที่จำเป็นสำหรับการเดินทางอันเจ็บปวดและเสี่ยงให้แก่ท่าน ก่อนท่านจะอำลาที่นี้ไป ระหว่างทางสู่ชีวิตใหม่ท่านก็ได้พบกับภารดาฟรังซิสกันสองท่านที่ได้พูดพยากรณ์ถึงอนาคตของคณะใหม่นี้ แต่เพียงเมือท่านเชื้อเชิญทั้งสองให้ร่วมทางด้วย ฉับพลันต่อหน้าต่อหน้าตาทุกคนภารดาทั้งสองก็พลันหายไป ทำให้ท่านตระหนักได้ทันทีว่าทั้งสองคือนักบุญฟรานซิส แห่ง อัสซีซี และ นักบุญอันตน แห่ง ปาดัว

ด้วยผ้าคลุมศีรษะสีขาวที่ซ้อนเร้นความงามขอท่านจากชายหนุ่ม และถวายมันแด่พระเจ้าเพียงพระองค์เดียว ในความเงียบ ท่านก็ได้เริ่มวางรากฐานคณะใหม่ นิมิตในห้องนิรภัยนั้นไม่ได้เลือนหายไปไหน เสื้อสีขาวและเสื้อคลุมสีฟ้า คือสัญลักษณ์ของการปฏิสนธินิรมลงั้นหรือ ระหว่างรอเวลาท่านก็ได้แสดงออกถึงชีวิตสวดภาวนา ยัญบูชา และกิจเมตตาอันซ่อนเล้นอันเป็นแบบอย่างและความเรียบง่าย ท่านยังอุทิศตนเป็นพิเศษต่อทั้งศีลมหาสนิท พระมหาทรมานของพระสวามี และการปฏิสนธินิรมลของแม่พระ อันจะเป็นลักษณะของคณะใหม่นี้



วันละนิด ท่านเฝ้าอดทนรอวันนั้นวันที่คณะใหม่จะถูกตั้งขึ้น จนล่วงไปถึง 30 ปี ที่สุดในปี ค..1484 แขกคนสำคัญก็ได้เดินทางมายังอาราม บุคคลนั้นคือพระราชินีอิซาเบล ผู้เคยหมายเอาชีวิตท่านไปครั้งหนึ่ง ในวันนี้พระเสด็จพระดำเนินมาเพื่อขอคำภาวนาสำหรับสถานการณ์บ้านเมืองต่างๆในขณะนั้น และก่อนพระนางจะทรงอำลาท่านนั้น พระนางก็ได้แสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลืออะไรบางอย่าง พระนางได้เสนอปราสาทใกล้วัดซานตา เฟ ใน โตเลโด แก่ท่าน เพื่อเริ่มงานที่ท่านต้องการ ทันทีท่านก็ได้แลเห็นการเสนอนี้ในหัตถ์แห่งพระญาณสอดส่อง มันถึงเวลาแล้ว

ข่าวเรื่องคณะใหม่แพร่ไปอย่างรวดเร็วในบริเวณใกล้เคียง มีธิดามากมายต่างพากันมาสมัครจากหลากหลาย แต่มีจุดหมายเดียวกันคือเข้าคณะ พระแม่ผู้ปฏิสนธินิรมล อันมีการดำเนินชีวิตนักพรตที่เคร่งคัดในความเงียบและการทรมานร่างกาย ตามจิตตารมณ์จากคณะภารดาน้อย ไม่นานท่านก็รวมผู้สมัครได้สิบสองคนและได้ย้ายเข้าไปยังปราสาทที่พระราชินีอิซาเบลถวายในปี ค..1484 ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นของคณะนี้ ด้วยอารามหลังแรกที่มีนามว่า อารามซานตา เฟ



คณะเจริญชีวิตห้าปีแรกตามกฎของคณะซิสเตอร์เซียนอย่างเคร่งคัด เราอาจบอกได้ว่าท่านมีส่วนสำคัญในการสร้างจิตวิญญาณของบรรดาธิดาน้อยๆของท่าน ผ่านการเป็นครูและมารดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นต้นแบบที่ดีของบรรดาธิดาน้อยของท่านทุกๆคนที่จะเลียนแบบวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของท่าน ซิสเตอร์ทุกคนจะอาศัยอยู่ด้วยการบำเพ็ญพรตดั่งที่กล่าวไว้ข้างต้นในเขตพรตและการเพ่งพิศ ภายใต้ชุดสีขาวพร้อมกับภาพของแม่พระล้อมรอบไปด้วยรัศมี สวมมงกุฎดาราสิบสองดวง ตัดกับผ้าคลุมสีฟ้า พร้อมคาดเอวด้วยเชือกป่านแบบฟรานซิสกัน

ทุกสิ่งในตอนนี้ดูเหมือนจะครบแล้ว แต่เอาจริงมันยังขาดสิ่งหนึ่งอยู่ นั่นคือการอนุมัติพระธรรมนูญและนามของคณะใหม่จากทางสันตะสำนัก ท่านคอยเฝ้ารอกระทั้งวันที่ 30 เมษายน ค..1489 จู่ๆก็ปรากฏมีแขกแวะมายังอาราม ท่านจึงออกไปต้อนรับที่ประตู และพบกับอัศวินผู้นำข่าวอันเปี่ยมไปด้วยความน่ายินดีมาแจ้งว่า สมเด็จพระสันตะบิดรทรงอนุมัติคณะของท่านแล้ว และตอนนี้มันกำลังถูกส่งมาทางทะเล ไม่ต้องบอกว่าเกิดอะไรขึ้นต่อ เพราะท่านๆก็คงรู้กันดี ใช่ ความสุขมากมายเอ่อล้นไปทั่วทุกอณูของอาราม เช่นเดียวกับเสียงร้องเพลงและการฉลอง



แต่อัศวินนั้นคือใคร แล้วเขารู้ได้ไงว่าพระสันตะบิดรทรงอนุมัติแล้ว ในเมื่อวันที่ 30 เมษายน ค..1489 สมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ ที่ 8 พึ่งทรงลงพระปรมาภิไธยอนุมัติพระธรรมนูญและคณะใหม่นี้อย่างเป็นทางการตามคำร้องของท่านและของพระราชินีอิซาเบลเสร็จ เขาเป็นใครกัน ตามความเชื่อของท่านแล้วอัศวินผู้นี่คือ อัครเทวดาราฟาแอล ที่ท่านศรัทธาและสวดต่ออัครเทวดาองค์นี้เป็นประจำตั้งแต่ยังน้อยนั่นเอง

แต่ จุ๊ๆ การทดลองยังไม่จบ เพียงไม่กี่วันถัดมาก็ปรากฏข่าวว่าเรือที่นำกฤษฎีกามานั้นเกิดล่ม เป็นระยะเวลาถึงสามเดือนจึงมีการยืนยันแน่ชัดว่าเรือลำนี้หายสาบสูญไปในทะเลจริงๆ ที่จุดนั้นเรื่องนี้ทำให้ทุกข์ใจยิ่งนัก มันจะเป็นสัญญาณจากพระญาณสอดส่องหรือไม่ ท่านทำได้เพียงเฝ้าสวดภาวนาหน้าตู้ศีลเพื่อคณะของท่าน พร้อมด้วยบรรดาธิดาของท่าน ด้วยความเชื่อที่มิแปรผัน เพราะพระแม่ย่อมไม่ปล่อยให้งานของพระแม่ล่มกลางทางเป็นแน่ เพียงแค่มันเป็นความล่าช้าที่เกินคำนวณได้เฉยๆ….



ท่านอดอาหารและสวดอย่างนี้ตลอดสามวัน กระทั้งในเช้าของวันที่สี่ ขณะท่านเปิดหีบเพื่อเอารายการที่จำเป็น ท่านก็พบกับม้วนกระดาษหนึ่งวางอยู่เหนือสุด ซึ่งท่านคิดเท่าไรๆท่านก็ไม่เคยเห็นมาก่อน ท่านสัมผัสได้ว่ามันมีกลิ่นของทะเลที่ค่อนข้างแรง มันทำให้ใจของท่านเริ่มหวั่น ข้าแต่พระเจ้า นี่ดูเหมือนว่าเป็นพระราชกฤษฎีกาเลย ท่านตัดสินใจหยิบมันขึ้นมาและพบว่ามันมีตราประทับ ก่อนค่อยๆคลี่มันออกนิดหน่อย แล้วใช้ทักษะที่ท่านมีในการอ่านภาษาละตินไม่กี่ตัว ก็พอทำให้ท่านรู้ว่าสิ่งนี้มีคุณสมบัติเหมือนพระราชกฤษฎีกา

แต่เพื่อความชัวร์ท่านจึงส่งไปให้พระสังฆราชพิสูจน์ ใช่แล้วเมื่อตรวจดู นี่ก็คือคือพระราชกฤษฎีกาเดียวกันที่สมเด็จพระสันตะปาปาทรงอนุมัติคณะใหม่ของท่าน ลงวันที่ 30 เมษายน ค..1489 จริงๆ แต่แล้วใครละ เป็นคนเอามันมาจากเรือที่จม เช่นเดิมท่านเชื่อว่าคืออัครเทวาราฟาแอลนั่นเอง เอวังเมื่อเหตุการณ์เป็นดังนั้นแล้ว ในวันที่ 2 สิงหาคม ค..1490 ชาวเมืองและบรรดาซิสเตอร์ก็ได้จัดขบวนแห่ พระราชกฤษฎีกาอัศจรรย์ จากอาสนวิหารมายังอารามอย่างยิ่งใหญ่ พิธีมิสซาในวันนั้นประกอบโดยพระสังฆราชพระคุณเจ้าการ์เซีย และวันเดียวกันคณะฟรังซิสกันประกาศว่าอีกสิบห้าวันจะมีพิธีรับชุดคณะของพวกท่าน



ห้าวันต่อมาขณะเตรียมตัวสำหรับพิธีที่เฝ้ารอ ยามท่านสวดภาวนา พระมารดาพระเจ้าก็ได้ประจักษ์มาหาท่านเป็นครั้งสุดท้าย พระนางทรงตรัสกับท่านว่า ลูกสาวของแม่ มันไม่ได้เป็นความประสงค์ของพระบุตรของแม่และแม่เองที่ลูกสนุกบนโลกอันเป็นสิ่งที่ลูกปรารถนา อีกสิบวันนับจากนี้ลูกจะอยู่กับแม่บนสวรรค์ หลังจากนั้นท่านก็เริ่มล้มป่วยลงและเผยนิมิตของท่านแดคุณพ่อวิญญาณณารักษ์ ท่านมิได้กลัวอันใดตลอดวันที่เหลือ ท่านเจริญชีวิตด้วยความสงบและความวางใจในพระผู้ที่ท่านรักที่สุด

กระทั้งในวันที่  16 สิงหาคม ค..1490 ท่านก็ได้รับชุดคณะสมความปรารถนา ในเวลาที่ผ้าคลุมศีรษะสีขาวที่คลุมใบหน้าของท่านถูกเผยขึ้น หลังจากมันถูกปิดมานับตั้งแต่ท่านออกจากราชสำนัก เพื่อรับการเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ ก็ต้องทำให้ทุกคนถึงกับประหลาดใจด้วยใบหน้าของท่านนั้นส่องสว่างและงดงามปราศจากเค้าแห่งความชรา ที่หน้าผากของท่านนั้นก็ปรากฏดาราอันงดงามส่องแสงสุกสกาว กระทั้งเมื่อลมหายใจสุดท้ายขาดลงไป ดารานั้นจึงอันตรธานหายไป



ในวัย 66 ปี ท่านได้จากไปในชุดคณะที่เฝ้ารอมานาน ท่ามกลางความศักดิ์สิทธิ์ ร่างของท่านได้รับการพักผ่อนในวัดของคณะในโตเลโด  ส่งกลิ่นหอมไปทั่วเป็นอัศจรรย์นับครั้งไม่ถ้วน คณะของท่านแพร่ขยายไปทุกที่ทั้งในยุโรป เอเชีย แอฟริกาและอเมริกา ตามแบบฉบับฟรังซิสกันขั้น 3 หลังจากนั้นในวันที่  28 กรกฎาคม ค..1926 สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุส ที่ 11 ก็ได้ทรงสถาปนาท่านขึ้นเป็นบุญราศี และที่สุดแห่งการรอคอยในวันที่ 3 ตุลาคม ค..1976 พระศาสนจักรก็มีความยินดีที่จะบันทึกนามท่านไว้ในสารบบนักบุญ โดยการอนุมัติของสมเด็จพระสันตะปาปาเปาโล ที่ 6

สำหรับประเทศไทยยังไม่มีอารามของคณะนี้ในประเทศโซนทวีปเอเชีย คณะมีอารามที่ประเทศญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์และเกาหลีใต้ แต่เป็นแขนงอีกอันมิใช้แบบดั้งเดิม เป็นสายงานธรรมทูต ซึ่งตัวผู้เขียนเองแล้วก็แอบหวังลึกๆให้คณะมาตั้งอารามสายนักพรตในไทย (แต่เอ๊ะแค่นี้กระแสเรียกก็แทบจะขาดอยู่แล้วนะ) แต่สุดท้ายผู้เขียนก็ขอมอบทุกสิ่งไว้แด่แม่พระเถิด ถ้า แม่ประสงค์คณะของแม่ก็ยังไทยเอง ขอแนะนำคณะคร่าวๆคณะนี้มีแก่นสำคัญคือการสวดภาวนาและการทำงานรับใช้พี่น้อง



ข้าพเจ้ามั่นใจว่าพระเจ้าผู้ทรงเริ่มกิจการดีนี้ในท่านแล้ว จะทรงกระทำต่อไปให้สำเร็จบริบูรณ์จนถึงวันของพระคริสตเยซู (ฟิลิปปี 1:6) เช่นเดียวกันในการตั้งคณะใหม่นี้ท่านได้มอบความวางใจในพระอย่างสูงเลยทีเดียว ดูได้จากตอนที่พระราชกฤษฎีกาหายไป แทนที่ท่านจะวิ่งเต้นหาวิธีเอามันคืนมาด้วยวิธีต่างๆท่านกลับมอบความวางใจในพระด้วยการสวดภาวนาและอดอาหาร ด้วยความเชื่อว่ายังไงๆแม่พระก็ต้องดูแลงานนี้เพราะคืองานของพระ นี่เป็นหนึ่งในคุณธรรมที่เราควรจะหยิบยกขึ้นมาเลียนแบบจากชีวิตของท่าน ไม่ใช่เพียงเท่านั้นชีวิตทั้งหมดของท่านคือการวางใจจริงๆ เราต้องพยามเลียนแบบความวางใจนี้ให้ได้ แม้ซักนิดก็ยังดี ให้เราเพิ่มความวางใจ วางใจ วางใจ ให้มากๆ วางใจในพระเมตตา วางใจพระญาณสอดส่อง และวางใจในพระองค์ ผู้เดียว


ข้าแต่แม่พระผู้ปฏิสนธินิรมลและท่านนักบุญเบียตริส ดา ซิลวา ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง



ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...