วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

"เปียรีนา โมโรซินี" นักบุญสาวโรงงาน


บุญราศีเปียรีนา โมโรซินี
Bl. Pierina Morosini
ฉลองในวันที่ : 6 เมษายน

เปียรีนา เกิดเมื่อวันที่ 7 มกราคม ค..1931 เป็นลูกคนโตจากพี่น้องเก้าคน บิดามารดาของท่านคือ ร็อกโก และซารา โนริส ที่พักในบ้านทรงลอมบาร์เด บนภูเขามูโต ในหมู่บ้านฟิออบบีโอ เขตเมืองอัลบีโน ของจังหวัดแบร์กาโม ประเทศอิตาลี และได้รับศีลล้างบาปด้วยนาม เปียรีนา เอวเยเนียในวันรุ่งขึ้นที่วัดหลังใหม่ ประจำหมู่บ้าน โดยมีคุณพ่ออันโตนีโอ ซาวอลดี เป็นผู้ประกอบพิธีให้

ในวัยเยาว์ท่านเติบขึ้นมาระหว่างที่เชดรีนา อัลตา ที่ครอบครัวท่านย้ายไปตั้งรกรากเป็นกานถาวร กับที่เชดรีนา บัสซา อันเป็นบ้านของคุณยายของท่าน ที่ท่านจะไปอยู่ในช่วงฤดูหนาว เพื่อให้ง่ายต่อการไปโรงเรียนและไปวัด และเนื่องจากที่บิดาท่านสุขภาพไม่ดีเกินกว่าจะทำงานฟาร์มได้ บิดาท่านจึงไปเป็นยามกะดึกให้กับโรงงานเซียมา ในเมืองอัลบีโน ส่งผลให้มารดาท่านต้องอยู่กับท่านและบรรดาน้องๆคนเดียวทุกคืน ด้วยความกลัวมารดาท่านจึงมักนำลูกๆสวดภาวนาเสมอ

เชดรีนา อัลตา


นั่นแหละจึงเป็นจุดเริ่มต้นการศึกษาของท่าน เปียรีนาสวดอย่างดี แม้เมื่อยังเล็ก เธอก็ไม่เคยเหนื่อยที่จะสวดภาวนา และก็ไม่เคยบอกว่าการสวดภาวนานั้นยาวเกิน ตั้งแต่เธอและน้องๆยังเล็กๆ ดิฉันก็พาสวดทุกเช้าค่ำ นอกจากนี้ ในทุกๆวัน ดิฉันก็จะสอนคำสอนให้พวกเขา เปียรีนาเข้าใจดีถึงการสวดภาวนาด้วยใจ และถึงการปฏิบัติกิจศรัทธา กิจการความหวัง กิจการเมตตาและกิจการทุกข์ตรม นอกเหนือจากพระบัญญัติและผลของความเมตตา มารดาของท่านให้เล่า น้องๆหลายคนยังจำแม่น ว่าท่านมักเป็นผู้นำพวกเขาสวดในวัดแม่พระมหาทุกข์ อัลบีโน เสมอ

ในวัย 6 ปี แม้ยังไม่ได้เข้าเรียนในโรงเรียน ท่านก็ได้ศีลกำลัง จากพระคุณเจ้าอาเดรียโน แบร์นาเรยยี พระสังฆราชแห่งสังฆมณฑลแบร์กาโม ในวันที่  10 มกราคม ค..1937 ท่ามกลางความแปลกใจของคุณพ่อเจ้าวัด กับความรู้คำสอนที่มารดาท่านเป็นคนเตรียมให้ หลังจากนั้นในเดือนพฤษภาคม ปีถัดมา ท่านจึงได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรก ณ วัดประจำหมู่บ้าน



เริ่มด้วยมิสซา ทุกๆเช้าครอบครัวน้อยๆของท่านจะเริ่มด้วยมิสซาเสมอ โดยมีมารดาคอยพาท่านไป กระทั้งมารดาท่านมีน้องน้อย มารดาท่านก็จะเพียงแค่ไปส่งที่ถนน เพราะบ้านของท่านตั้งอยู่บนภูเขาที่เรียกกันง่ายๆว่า มิสมา แยกห่างจากชุมชน ก่อนจะให้ท่านนำน้องๆที่รู้ความไปมิสซา เวลาเดียวกันมารดาท่านก็จะกลับมาเลี้ยงลูกน้อยต่อ ส่วนท่านก็จะพาน้องๆไปมิสซาเวลาหกโมงเช้า แล้วจึงค่อยกลับมารับประทานอาหารเช้า และไปโรงเรียนตามลำดับ กระทั้งเมื่อน้องโตหมดแล้ว มารดาท่านจึงไปร่วมมิสซาด้วย ซึ่งหากมาด้วยทั้งหมดจะนั่งม้านั่งตัวสุดท้ายทางซ้ายของวัด แต่ถ้าท่านมาคนเดียวท่านจะชอบไปนั่งแถวหน้าสุดเหมือนคุณแม่อธิการ

ด้านการศึกษา ท่านได้เข้าศึกษาในระดับชั้นประถมในโรงเรียนของหมู่บ้าน แต่เนื่องจากในเวลานั้นโรงเรียนของหมู่บ้านฟิออบบีโอ ยังไม่มีชั้นประถมห้า ดังนั้นเมื่อเรียนจบชั้นประถมสี่ ท่านจึงเข้าไปเรียนชั้นประถมห้า(..1941-..1942) ที่โรงเรียนในเมือง ของซิสเตอร์คณะพระหฤทัยพร้อมความฝันว่าจะเป็นครู และทุกคนก็ต่างมั่นใจว่าหากท่านเรียนต่อ ท่านจะต้องประสบผลสำเร็จแน่ๆ เพราะท่านเป็นเด็กเรียนเก่ง เรียนรู้อะไรเร็ว



แต่เพราะครอบครัวต้องการคนช่วยจุนเจือ และท่านก็เป็นพี่คนโต ท่านไม่มีโอกาสได้เรียนต่อเมื่อจบชั้นประถมห้า แม้ท่านจะอยากเรียนแค่ไหน ท่านก็ปรารถนาจะช่วยเหลือครอบครัว ท่านจึงตกลง ดังนั้นในวัย 11 ปี มารดาท่านจึงส่งท่านไปเรียนเย็บผ้าจากช่างเย็บผ้าในเมือง ซึ่งปีเดียวกันนั้นเอง นอกจากเรียนเย็บผ้าแล้ว ท่านก็ยังได้เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มกิจการคาทอลิก กลับมาที่การเรียนเย็บผ้า ท่านเรียนอยู่ราวสองปีในวัย 13 ปี ท่านก็เรียนครบทุกกระบวนที่ครูจะให้ได้ และกลับบ้านไปพร้อมความรู้จำเป็นสำหรับครอบครัว ไม่ว่าจะเสื้อ ผ้ากันเปื้อน หรือกางเกง ที่มารดาท่านยังยอมรับว่ายากมากๆ นับแต่นั้นเรื่องเย็บปักก็ต้องคิดถึงท่านเท่านั้น

กระทั้งอายุได้ 15 ปี ท่านก็เข้าทำงานที่โรงงานสิ่งทอในเมือง ที่มีกะทำงานสองกะคือ 6.00 .- 14.00 . และ 14.00. – 22.00 . โดยสัปดาห์แรกท่านอยู่กะแรก ส่วนสัปดาห์ถัดมาท่านก็จะอยู่กะสองสลับกันไปมา ซึ่งในสัปดาห์ที่อยู่กะเช้า ท่านจะออกจากบ้านตั้งแต่เวลาตีสี่ โดยมีมารดาคอยตามไปส่งในช่วงแรกที่ท่านยังเล็กอยู่ ทั้งคู่จะร่วมกันสวดสายประคำ กระทั้งมาถึงวัดประจำหมู่บ้าน มารดาท่านก็จะแยกไปร่วมมิสซา ส่วนตัวท่านก็จะเดินต่อไปเพื่อไปร่วมมิสซาที่วัดในเมือง เป็นเช่นนี้ทุกๆวัน เป็นที่อัศจรรย์ใจแก่ทุกคนที่พบเห็น เพราะท่านมักมาถึงเป็นคนแรกๆ บางครั้งก่อนวัดเปิดด้วยซ้ำ หลังจากนั้นท่านจึงจะไปที่ทำงานก่อนหกโมงเช้าเสมอ

โรงงานที่ท่านทำงาน


งานใหม่ของท่านกินเวลากะละแปดชั่วโมง โดยมีเวลาพักให้ประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น โดยงานแรกของท่านในโรงงานคือ ปิชชีนีนา หรือเด็กฝึกงาน ตามภาษาท้องถิ่นของชาวลอมบาร์เดีย  ซึ่งมีหน้าที่การจัดหากระสวยไปตามกี่ต่างๆ ไปจนถึงการเก็บขุย หรือ ด้ายเสีย ไปทิ้งในที่ที่จัดเตรียมไว้ มีหลายๆครั้งที่พวกคนงานจะเรียกคนในตำแหน่งนี้เมื่อพวกเขาต้องการโล๊ะผ้าที่มีข้อผิดพลาดหรือปม ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนและความแม่นยำมาก และสำคัญไปกว่านั้นต้องเร็วอีกด้วย

ซึ่งทันที่ท่านถูกเรียกท่านก็รีบไปด้วยความเต็มใจเสมอผิดจากเด็กฝึกงานคนอื่นๆ ที่บางครั้งก็ตอบโต้อย่างหยาบคาย และหลายครั้งท่านก็มาช่วยโดยไม่ต้องถูกเรียก ประหนึ่งท่านทราบถึงความต้องการของพวกเขา หลังจากนั้นไม่กี่ปีท่านก็เลื่อนมาเป็น พนักงาน และในฐานะพนักงานนั้นท่านทำงานได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมาก ยูกอนดา ซียอรี ผู้สอนทอผ้าในโรงงานแก่ท่านเล่าว่าท่านเป็นคนอดทนมากๆ ครั้งใดท่านทำงานพลาด ท่านก็ไม่เคยสบถเลยซักครั้ง นอกจากนั้นท่านยังทำงานมาก ชนิดคนอื่นไม่อาจเข้าใจได้ว่าท่านทำงานมากได้อย่างไร แม้นดูภายนอกท่านดูจะไม่อาจทำได้ แต่กระนั้นท่านก็เป็นคนแรกๆที่ได้รางวัลสำหรับการผลิตมากที่สุดเสมอ



พยานคนเดียวกันยังเล่าอีกว่าท่านทำงานด้วยดวงตาอันเศร้าสร้อย และอยู่ในการภาวนาเสมอ เธอไม่ค่อยคุยกับทุกคนและดูเหมือนคนโง่’” ทั้งนั้นท่านยังเกรงใจแม้กระทั้งที่จะเรียกครูคนแรกของท่านผู้นี้  แต่กระนั้นฉันก็รู้ดีว่าเธอครบครัน เธอเป็นนักบุญ ยูกอนดากล่าว  ซึ่งฉายา คนโง่ นี้ที่เพื่อนๆท่านเรียก ก็มาจาการแต่งกายเฉิ่มๆ ไม่พอดูอุ้ยอ้ายของท่าน โดยทุกวันท่านจะมาถึงโรงงานด้วยรองเท้าส้นสูง มีถุงน่องสีดำพื้นขาว พร้อมผ้ากันเปื้อน และเสื้อแขนยาวจดกระดุมถึงคอ ซึ่งแม้เพื่อนของท่านจะทักในวันอากาศร้อนว่า เปิดมันนิดหน่อยสิ ท่านก็เพียงแค่ยิ้มตอบ พลางยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อเท่านั้น

นอกจากนั้นในฤดูร้อนที่อากาศร้อนตับแตก ท่านก็กลับยังคงใส่เสื้อแขนยาว พร้อมถุงเท้าคู่หนาอย่างไม่สะทกสะท้าน ซึ่งแน่นอนทุกคนมองมันว่าเป็นเรื่องโง่ แต่ทุกคนก็เข้าใจดีว่านี่แหละ คือชีวิตของการใช้โทษบาป ท่านยังไม่เคยโต้ตอบใคร แม้จะถูกหยอกล้อต่างๆนานาน ท่านก็ไม่เคยโกธร  และเมื่อมีคนชมท่าน ท่านก็จะตอบพวกเขาไปว่า มันไม่เป็นความจริงซักนิด ฉันก็เป็นเหมือนคนอื่นๆนะแหละ  ท่านยังไม่เคยตีโพยตีพาย เมื่องานที่ทำมีปัญหา เคยมีเพื่อนคนหนึ่งเห็นใจท่านเลยถามท่านว่า เปียรีนา เธอไม่เหนื่อยกับกี่นี่บ้างหรอ ท่านก็ตอบเธอกลับอย่างเบาๆว่า เราต้องยกถวายทุกสิ่งแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อคนบาปผู้น่าสงสารทั้งหลาย



ในเวลาพัก หลังพักรับประทานอาหารเช้าแล้วประมาณ 5 นาที ท่านก็จะไปที่วัดน้อยที่ตั้งอยู่ในเขตโรงงานเพื่อสวดภาวนาและอ่านหนังสือ โดยเรียกเพื่อนคนหนึ่งไปด้วย แน่นอนก็มีบางครั้งที่เพื่อนคนนั้นแซนวิชยังคามืออยู่  และก็มีหลายครั้งที่เธอคนนั้นปฏิเสธจะไปกับท่าน เธอชอบที่จะอยู่คุยกับคนอื่นมากกว่า

ชั่วโมงแห่งการพลีกรรมและสวดภาวนา  อย่างที่รู้กันดีว่าแต่ละวันของท่านไม่ได้จบลงตรงโรงงานทอผ้า แต่จบลงด้วยการเดินเท้าไปตามทางที่ลัดเลาะผ่านหุบเขาในทุกวัน ซึ่งทุกวันก็กินเวลาไปราวสามชั่วโมง แม้ว่าจะต้องลัดเลาะป่าจากตรงเชดรีนา อัลตา เพื่อข้ามสะพานเซรีโอ ท่านก็ยังคงเดินเสมอ เวลานั้นของท่านนับเป็นสามชั่วโมงที่ไม่ใช่เพียงแต่การพลีกรรมอย่างเดียว แต่เป็นเวลาสวดภาวนาและยกถวายความทุกข์ยากจากการเดินทางนี้ไม่ว่าร้อนหรือหนาวแด่พระเจ้า



เพื่อนคนหนึ่งชื่อมารีอา การ์ราราของท่านเล่าว่า หลังจากแยกจากกลุ่มในโรงงานในเวลาเย็นประมาณสิบนาฬิกาแล้ว เมื่อเรามาถึงหน้าสักการสถานแม่พระมหาทุกข์ เปียรีนาก็พูดขึ้นว่า มาสวดสายประคำบนถนนราบกันเถอะ เพราะบนเนินลมมันแรง แต่พวกเราก็ได้แต่เพียงเฝ้ามอง พวกเรารู้สึกว่ามันน่าอายแต่เธอพูดว่า ฉันจะสวดที่นี่ ดังนั้นอย่าไปคิดถึงมันเลยนะ หลังจากนั้นเธอจึงเริ่มสวดวันทามารีย์ไปอย่างช้าๆ ด้วยการทำสำคัญมหากางเขน และกว่าจะจบสายก็ต้องใช้เวลาตั้งแต่วัดน้อยนั้นมาถึงช่วงกลางของมิสมา มีบางคนพูดกับเธอว่า เธอน่าหัวเราะมากเลยนะ เปียรีนาแต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เธอยังคงสวดต่อไป

ครั้งหนึ่ง คนในกลุ่มพูดติดตลกขึ้นว่า Fenésela, Pierina, ché n'va po a séna!’หรือ พอเถอะน่า เปียรีนา เราจะได้ไปกินข้าวเย็นกัน ทันทีเปียรีนาหันมาหาฉัน พลางพูดเบาๆว่า ขอให้พวกเราสวดสายประคำเถอะ ฉันสวดมันระหว่างเดินบนพื้น ก็เพราะฉันปีนขึ้นไปบนสายลมไม่ได้นะสิ…’ พวกเราจึงชะลอตัวห่างจากกลุ่มนิดหน่อย และสวดภาวนาร่วมกันไปตลอดทางถึงบ้านของฉัน



หลังจากนั้นเมื่อส่งเพื่อนเรียบร้อยแล้ว คำภาวนาของท่านก็จะยิ่งทวีควานร้อนรนและชิดสนิทมากขึ้น ความรักต่อพระเยซูเจ้าของท่านเรียกร้องให้ท่านสละบางสิ่งเพื่อพระองค์และเพื่อคนบาป อาทิ การถอดถุงเท้าออกแล้วไปบนหิมะในฤดูหนาวด้วยเท้าเปล่า เพื่อนของท่านต่างสังเกตเห็นว่าท่านไม่เคยใส่ถุงเท้ายาว แต่กลับเอามันยัดไว้ในกระเป๋า ทั้งๆที่เป็นหน้าหนาว พวกเขาต่างทราบดีว่าท่านไม่ได้ทำเพราะเสียดายของหรืองกหรอก  แต่มันเป็นการพลีกรรมโทษบาปของท่านเอง ทำไมเธอไม่ใช่มันละ ทุกๆครั้งที่ถามเช่นนี้ เพื่อนของท่านก็จะได้รับคำตอบอย่างสุภาพจากท่านว่า ทำไมละก็ฉันไม่ได้หนาวซักหน่อย

คราวหนึ่งระหว่างเดินไปถนน ท่ามกลางอาการที่เย็นมากๆ เพื่อนของท่านก็พูดกับท่านขึ้นว่า เปียรีนา ฉันหนาวเสียนี่กระไร ทันทีท่านก็ตอบว่า เธอต้องการผ้าพันคอของฉันไหมละ เพื่อนของท่านคนนั้นก็เลยตอบแบบเชิงขำๆว่า ใช่เลย ให้มันกับฉันนะ แต่กระนั้นท่านก็ถอดมันให้เธอจริงๆ อีกเรื่องถึงการพลีกรรมของท่านก็มีอยู่ว่าวันหนึ่งนายอันเจโล เวโดวาตี เกิดไปพบท่านเดินเท้าเปล่าลงจากภูเขาท่ามกลางหิมะด้วยรอยยิ้ม เขาจึงเข้าไปถามท่านว่า เธอทนได้อย่างไรกัน เปียรีนา ท่านก็ตอบพร้อมรอยยิ้มเช่นเดิมว่า ก็ฉันไม่หนาวไงละ..”



พยานคนเดียวกันยังคือนายอันเจโลยังเล่าถึงกิจวัตรระหว่างการเดินทางของท่านอีกว่า ทุกครั้งที่ท่านพบกับคนงานเหมืองปูนซีเมนต์ที่กลับลงมาจากการทำงานจากเหมืองหมายเลข 14 ท่านก็หยุดสวดสายประคำเพื่อยิ้มและทักทายพวกเขาตามแบบฉบับชาวแบร์กาโมเสมอ  และนอกจากนั้นหลังจากเดินไปได้ประมาณหนึ่งในสามของระยะทาง ท่านก็จะหยุดพักที่ก้อนหินใหญ่ พร้อมหยิบหนังสือเสริมศรัทธาขึ้นมารำพึง และเมื่อเดินทางกลับมาถึงบ้านท่านก็จะบอกมารดาว่า คุณแม่ค่ะ หนูต้องหยุดสักคู่เพื่ออ่านหนังสือเล่มนี้เพราะที่บ้านหนูทำมันไม่ได้ค่ะ

ตัดกลับมาต่อหลังจากอ่านหนังสือแล้ว ท่านก็ใช้เวลาหลังจากนั้นไปกับการไตรตรองสิ่งที่อ่านหรือสวดภาวนายาวไป จนสุดทางที่ท่านได้ยินเสียงเจี้ยวจ้าวของบรรดาน้องๆที่กรูกันมามาหาท่าน ท่านก็จะรีบเร่งเดินให้เร็วขึ้น กอดจะเข้าสวมกอดพวกเขา ขณะเดียวกันก็ล้วงเอาผลแอปเปิ้ลหรือไม่ก็ผลเกาลัดของท่านให้พวกเขาเพื่อจะได้เห็นเพียงพวกเขามีความสุข แม้จะท่านจะต้องอดมันมาให้พวกเขาก็ตาม



การกลับมาบ้านของท่านคือความสุขของครอบครัว ท่านรับผิดชอบงานบ้านเป็นอย่างดี โดยเฉพาะงานซ่อมเสื้อผ้า ซึ่งท่านทำทุกอย่างมาตั้งแต่อายุ 11 ปี ท่านทำงานตอลดเวลาทั้งขัดถู เย็บปัก ด้วยความสุข หลายๆครั้งท่านก็ชอบช่วยซ่อมแซมเสื้อผ้าของคนยากจน คนป่วย แม้จะมีเวลานิดหน่อยก็ตาม ท่านมักกล่าวว่า เวลาเป็นสิ่งมีค่ามากกว่าทองเสียอีก หลายๆครั้งแม้น้องที่ซนเหมือนลิง จะพันแข้งพันขาท่านระหว่างเย็บผ้า ท่านก็ไม่เคยไล่ เหมือนพระเยซูเจ้าทรงสำราญพระทับกับเด็กเล็กๆในพระวรสาร

นอกจากนั้นเมื่อมีอะไรขาดในบ้าน ท่านก็จะไม่รอช้าที่จะรีบตรงไปซื้อแล้วแบกขึ้นมาเอง แม้จะหนักแค่ไหน มีครั้งหนึ่งท่านได้ยินว่าแม่ของท่านต้องการไวน์ ขณะท่านพึ่งกลับ ท่านก็ไม่รีรอที่จะตรงดิ่งกลับลงไปซื้อในทันที ท่านยังสวดภาวนาอยู่ตลอดเวลา จนเป็นปกติที่น้องๆจะได้ยินท่านซ้ำๆว่า ข้าแต่พระเยซูเจ้าและพระแม่มารีย์ลูกรักพระองค์ โปรดรักษาวิญญาณของลูกเถิด  และเมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนชั่วโมง ท่านก็มักกล่าวว่า หนึ่งชั่วโมงน้อยๆในชีวิตของลูก อีกชั่วโมงที่ลูกใกล้ความตายของลูกเข้าไปอีก



หลายๆครั้งเมื่อน้องงอแงรบกวนบิดา ท่านก็จะละจากงานมาพาน้องคนนั้นออกไปข้างนอก มากับพี่ เพื่อทำให้เขาสงบพร้อมยกตัวอย่างนักบุญให้เขาฟัง นอกจากนี้เมื่อน้องๆนั่งล้อมท่านระหว่างทำงาน นอกจากนำสวดแล้ว ท่านยังมักเล่าเรื่องราวของพระเยซูเจ้า ไม่ก็นักบุญให้พวกเขาฟังด้วย ซึ่งท่านรู้มาจากการอ่านหนังสือที่ท่านซื้อมาเอง ไม่ก็ยืมจากห้องสมุด เราอาจกล่าวได้เลยว่าหนังสือคือความมั่งคั่งฝ่ายจิตของท่าน เวลาอ่านของท่านมักเป็นตอนกลางคืนหลังทุกคนหลับหมดแล้ว

โดยเฉพาะประวัติของมารีอา โกเรตตี เป็นหนังสือเล่มโปรดของท่านเลย ท่านอ่านซ้ำหลายหนมากๆ แต่ไม่เพียงเท่านั้น ท่านยังอ่านประวัติของนักบุญดอมินิก ซาวีโอ ของนักบุญยอห์น บอสโก ของนักบุญยอห์น มารี เวียนเนย์ ของคุณพ่อดาเมียน ธรรมทูตในมาดากัสการ์ ของนักบุญเจมมา กัลกานี ของปีเอร จอร์โจ ฟรัสซาติ ของคุณพ่อโอริโอเน ซึ่งกระตุ้นให้ท่านเลียนแบบ นอกจากนี้ท่านยังอ่านหนังสือฝ่ายจิตคือ ชีวิตที่ซ่อนเร้นของคุณพ่อฟอสค์ และสันติสุขภายในของคุณพ่อปลุส อีกด้วย



ในวันอาทิตย์ ท่านจะลงไปร่วมมิสซาและรับศีล ก่อนจะอยู่เฝ้าศีลเป็นเวลานาน แล้วจึงมาสอนคำสอนให้กับเด็กหญิงในตอนบ่าย ซึ่งในการสอน ท่านแสดงชัดถึงศิลปะของการสอน ท่านสอนเด็กๆด้วยความอบอุ่น กระชับ ดี ทำให้เด็กๆติดท่าน บางครั้งท่านก็ชอบ มาพร้อมหนังสือที่มีภาพประกอบสีสันสดใสที่ท่านซื้อเอง เพื่อนำมาอ่านให้เด็กๆฟัง มีทั้งประวัตินักบุญยอห์น บอสโก และนักบุญดอมินิก ซาวีโอ ท่านยังมีเคล็ดลับที่ทำให้เด็กๆเชื่อถึงการทำดี ท่านมักย้ำเตือนเวลามีรางวัลให้กับเด็กๆว่า รับมันไป และทำดี แต่ในช่วงท้ายๆ ท่านก็ไม่ได้ไปร่วมสอนคำสอน ท่านใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ อุทิศเวลาว่างให้กับการดูแลผู้ยากไร้ แม้จะถูกเชิญไปสอน ท่านก็ขอโทษและปฏิเสธเพราะท่านมีคนป่วยที่ชราต้องไปดูแล

และโอกาสสถาปนาข้ารับใช้พระเจ้ามารีอา โกเรตตี เป็นบุญราศี นักบุญน้อยของท่าน มารดาที่เห็นว่าท่านอยากไปแสวงบุญครั้งนี้และท่านก็ไม่เคยขออะไร ก็เลยไปปรึกษาบิดา และตัดสินใจออกเงินค่าใช้จ่ายให้เป็นของขวัญแก่ท่าน ดังนั้นระหว่างวันที่ 25 – 30 เมษายน ค..1947 ท่านจึงออกเดินทางไปไกลบ้านครั้งแรก ทุ่งหน้าขึ้นรถไฟไป โรม ที่ๆท่านได้มีโอกาสชมวิหารและสถานที่ต่างๆ ที่ๆท่านเฝ้าเราวันที่ 27 เมษายน เพราะเป็นวันที่นักบุญน้อยของท่านจะเป็นบุญราศี



ทูตสวรรค์ของคณะเพื่อนที่ไปต่างๆเรียกท่าน เพราะความเรียบง่ายและแสนดีของท่าน แต่หลายครั้งท่านก็ทำให้เพื่อนหัวเราะเพราความไร้เดียงสาของท่าน เวลาเดียวกันก็ต้องประหลาดใจกับความเฉลียวฉลาดของท่าน และในระหว่างที่อยู่ที่โรมนั้น ท่านก็แสดงชัดถึงความตั้งใจที่จะเลียนแบบนักบุญน้อยให้เพื่อนฟังถึงสามครั้ง ครั้งแรกหลังพิธีสถาปนา ท่านหันไปพูกับเพื่อนว่า ฉันอยากเป็นเหมือนมารีอา โกเร็ตตี ฉันอยากจะเป็นเช่นเธอ

ครั้งที่สองเกิดขึ้นหลังการเข้าเฝ้ารับพร จากสมเด็จพระสันตะปาปาปีโอ ที่ 12 ภายหลังพระองค์เสด็จออกจากห้องไป และท่านได้เห็นนางอัสซุนตา การ์ลินี มารดาของนักบุญน้อยของท่าน ท่านก็อุทานออกมาว่า โอ้ นั่นคุณแม่ของโกเร็ตตีนิ การตายของโกเร็ตตีเป็นความน่ายินดีเสียกระไร และครั้งที่สาม ก็ยิ่งเป็นการย้ำเตือนมากขึ้น เมื่อเพื่อนถามกันประมาณว่าหากเป็นมารีอาจะทำเช่นไร ท่านตอบเมื่อเพื่อถามท่านท่านจะทำเช่นนั้นไหม ทำไมจะไม่ละ ใช่ ฉันจะปล่อยให้เข้าฆ่า



และแม้ท่านจะไปได้เข้าอารามเป็นนักบวชตามที่หวัง ท่านก็ได้เจริญชีวิตที่เด่นชัดเหมือนนักบวชโดยแท้ โดยเฉพาะการสวดภาวนาและการทำงาน ท่านไม่ได้แยกสองสิ่งนี้ว่าเวลานี้คือเวลาภาวนา เวลานี้คือเวลาทำงาน แต่ท่านรวมสองเวลานี้ไว้เป็นเวลาเดียวกันก็คือ ทำงานไป สวดไปด้วย ดังนั้นความสนิทสัมพันธ์ระหว่างท่านกับพระจึงเป็นปัจจุบันเสมอ 

เหตุการณ์ทุกอย่างดูจะไปได้ด้วยดี กระทั้งในเดือนหนึ่งท่านก็เริ่มรู้สึกถึงความตายที่ย่างกรายเข้ามา ท่านเริ่มกลายเป็นคนเงียบและบอกขอโทษมารดาหลายๆครั้ง ลูกไม่ต้องการทำงานที่โรงงานอีกแล้ว ลูกอยากอยู่คนเดียว ท่านกล่าวกับมารดา แต่กระนั้นแม้จะเศร้าอย่างนี้ ท่านก็ยังคงร่าเริงเสมอ นอกจากนั้นหลังมิสซาที่ปกติท่านจะอยู่สวดต่อ ท่านก็รีบออกเดินทางในทันที วันหนึ่งท่านถึงกับปรับทุกข์กับน้องชายในห้องครัวว่า แทนที่จะทำบาป พี่ยอมถูกฆ่าตายเสียดีกว่า



พฤหัสบดี ที่ 4 เมษายน ค..1957 ภายหลังจากเลิกกะเช้า ท่านก็เข้าไปสวดในวัดน้อยแม่พระมหาทุกข์ เวลาบ่ายสองครึ่ง ท่านก็เดินคนเดียวไปตามทามตามปกติ แต่ก็กลับไม่ถึงบ้าน ดังนั้นน้องชายคนหนึ่งของท่านจึงออกตามหาท่าน เมื่อท่านยังมาไม่ถึงบ้าน และก็พบกับท่านนอนสลบอยู่เหนือทางเดินขึ้นไป ครั้งแรกเขาคิดว่าท่านแค่พัก จึงเรียกท่าน แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับ เขาจึงรีบตรงดิ่งไปหาท่านและพบว่าท่านกำลังนอนหายใจรวยริน ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด เขารีบไปตามคนอื่นๆมา ไม่มีใครพบฆาตกร

หลังจากนั้นท่านก็ถูนำตัวส่งโรงพยาบาลในทันที ท่านยังคงสลบตลอดกระทั้งที่สุดในวันที่ 6 เมษายน ค..1957 ท่านในวัย 25 ปี ก็ถึงแก่มรณกรรมอย่างสงบ จากอากาดบาดเจ็บที่ศีรษะ ซึ่งจากการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุก็พบหินที่ชุ่มไปด้วยเลือด จึงมั่นใจได้ว่าคนร้ายได้ใช้หินทุบท่าน หลังพยายามจะขืนใจท่าน แต่ท่านไม่ยอม ส่วนสาเหตุที่ร่างของท่านไม่อยู่ที่ถนน ก็น่าจะเป็นเพราะท่านพยายามหนี แต่ก็มาหมดสติลง ณ จุดนั้น หลังจากนั้นภายหลังที่มีการเปิดกระบวนการ ในวันที่ 4 ตุลาคม ค..1987 พร้อมอันโตนีเนีย เมซีนา ที่ยอมตายดีกว่าทำบาปเช่นเดียวกัน ท่านก็ได้รับการประกาศให้เป็นบุญราศี โดยสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2


จำเป็นต้องอธิษฐานอยู่เสมอโดยไม่ท้อถอย(ลูกา 18:1) บุญราศีเปียรีนา ได้สอนเราถึงการที่จะไม่ละทิ้งการสวด และสอนเราว่าทุกๆเวลาก็เป็นการสวดภาวนาได้ เป็นสิ่งที่ทำได้กับทุกๆคน ไม่ว่าจะอาชีพไหน เพราะขนาดท่านมีอาชีพเป็นเพียงสาวโรงงาน ที่ต้องนั่งทำงานงกๆแปดชั่วโมง ท่านก็ทำให้ทุกๆเวลาเป็นการสวดภาวนาอยู่เสมอ แม้ท่านจะไม่ใช่นักบวช เพราะท่านตระหนักดีว่าการสวดภาวนาคือการยกจิตใจขึ้นหาพระ เป็นดั่งสิ่งที่เสริมกำลังในการดำเนินชีวิตคริสตชน ด้วยคริสตชนที่ขาดการสวดก็ไม่ใช่คริสตชน และท้ายสุดขอยกคำสอนของนักบุญปีโอ ที่ว่า การอธิษฐานภาวนาคือออกซิเจนของจิตวิญญาน


กฎชีวิตของเปียรีนา
1.ดิฉันจะตื่นแต่เช้า โดยไม่นอนต่อ และแต่งกายอย่างสุภาพ ก่อนถวายวันทั้งวันแด่พระเยซูเจ้าผ่านพระหัตถ์ของพระแม่
2.จะสวดภาวนาตอนเช้า ร่วมมิสซา และหากเป็นไปได้ก็จะรับศีลทุกวัน
3.รำพึงในความเงียบ ความรักเป็นเวลา 15 นาที เพื่อกิจการในวันนั้น
4.เมื่อกลับถึงบ้าน ต้องรอด้วยความเที่ยงตรงและความเงียบในระหว่างการทำงานบ้านและงานอื่น
5.เมื่อได้ยินเสียงบอกเวลาทุกครั้งจะรำพึงถึงพระเยซูเจ้าและพระแม่ด้วยบทภาวนาสั้นๆหรือด้วยการมองดูด้วยความรัก
6.กิจการทั้งหลายของดิฉันจะประกอบขึ้นในความเป็นหนึ่งเดียวกันกับพระแม่ และในการทดลอง ก็จะเป็นเช่นเด็กน้อยในดวงใจแม่ วิงวอนขอความช่วยเหลือจากพระนางและอารักขเทวดาที่รักของดิฉัน
7.จะสวดสายประคำหรือวันทามารีย์เป็นอย่างน้อย เท่าที่ดิฉันจะสามารถทำได้
8.ทุกๆวันดิฉันมุ่งมั่นจะถวาย ดอกไม้ อันเปี่ยมด้วยกลิ่นหอมและซ่อนเล้นอยู่ในในการพลีกรรมจาทั้งคำพูด ดวงตา ลำคอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปรารถนาต่อพระแม่
9.จะไม่นั่งบนโต๊ะกินข้าวหากมิได้สวดภาวนาเล็กน้อย และจะไม่ลุกจนกว่าจะได้ทำพลีกรรมที่ลำคอ
10.ดิฉันจะพยายามยิ้มให้ทุกๆคน และตอบแทนความรัก คำตัดสินของคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคุณพ่อคุณแม่และหัวหน้างานของดิฉัน
11.จะคงไว้ซึ่งความสุภาพทั้งยามแต่งกาย ยามนั่งและยามเดิน
12.ก่อนจะนอน หากเป็นไปได้ จะอ่านหนังสือวิญญาณและบันทึกการพิจารณามโนธรรมนิดๆหน่อยๆ
ซึ่งทั้งหมดนี้ดิฉันเสนอในการนำไปปฏิบัติในการฝึกความศรัทธา ด้วยความรักและพระสิริ แต่อย่าได้กังวลไปมากเลย สามารถเว้นการอุทิศตนบางอันอันหรือหยุดกลางคันได้ เพื่อนบนอบต่อคำสั่งของหัวหน้าหรือหน้าที่ที่จำเป็นก็ได้ ดิฉันมั่นใจว่าพระแม่ทรงพอพระทัย ให้ดิฉันเป็นข้ารับใช้ความรักน้อยๆของพระนาง ให้ดิฉันถวายดวงใจและความปรารถนาของดิฉันในทุกสถานการณ์ของชีวิตแด่พระนาง


                                “ข้าแต่ท่านบุญราศีเปียรินา โมโรซินี ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง

ดอมินิก ซาวีโอหญิง "เทเรซา บรากโก"


บุญราศีเทเรซา บรากโก
Bl. Teresa Bracco 
ฉลองในวันที่ : 29 สิงหาคม

อีกครั้งที่นิทานบทใหม่ ต้องเริ่มด้วยคำเดิมๆ ที่พวกเราทุกคนคุ้นหูกันดี คำที่แสดงถึงการเริ่มต้นของการผจญภัย การจากลา และการพบปะ คำๆนั้นคือ กาลครั้งหนึ่ง มีดรุณีนางหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้น ในครอบครัวของนายยาโกโม และ นางอังเยลา บรากโก คู่สามีภรรยาเกษตรกรใน ซานตา จูเลีย หมู่บ้านเล็กๆในเขตเมืองเดโก ของจังหวัดซาโวนา ประเทศอิตาลี ทั้งสองมีลูกด้วยกันแล้วห้าคน และกำลังเฝ้ารอคนที่หก กระทั้งที่สุดในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค..1924 พวกเขาก็ได้ลูกคนที่หก ทารกที่พึ่งเกิดเป็นทารกเพศหญิง พวกเขาต่างให้นามดรุณีนี้ว่า เทเรซาตามนามของนักบุญน้อยแห่งลิซิเออร์

ทั้งยาโกโมและอันเยลาต่างเป็นคนใจศรัทธา ทั้งสองช่วยกันอบรมลูกๆทุกคนรวมถึงท่าน ให้เติบโตขึ้นมาอย่างถูกต้อง โดยทุกๆวันอันเยลาจะสอนลูกๆสวดและไปวัดในวันอาทิตย์ ส่วนยาโกโมจะคอยนำสวด และคอยตั้งคำถามหลังกลับจากวัดจากพระวรสารและบทเทศน์ในแต่ละอาทิตย์ แต่แล้วทั้งสองก็ต้องพบกับการทดลองครั้งยิ่งใหญ่ ในปี ค..1927 ไข้รากสาดใหญ่ก็ได้พรากบุตรชายสองคนของทั้งสองไป คือ โยวันนีวัยเก้าปี และลุยจี วัย 15 ปี นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่สำหรับพวกเขา



แต่เวลานั้นด้วยอายุยังน้อย คือ 3 ขวบ ท่านก็ไม่เข้าใจว่าพี่ชายสองคนท่านไปไหน ท่านจึงตรงไปถามอย่างใสซื่อว่า พี่ชายสองคนของท่านไปไหน และก็ได้รับคำตอบสั้นๆว่า ไปสวรรค์ คำตอบนี้จุดประกายความหวังในใจน้อยๆ ในบัดดลว่าสักวันท่านจะต้องไปรวมกับพวกเขา ณ ที่ สวรรค์ ให้ได้ มันไม่ใช่ความหวังในบัดดลหรือชั่วครู่ แต่เป็นความคิดที่จะคงอยู่จวบจนท่านเติบโตมาเป็นเด็กหญิงนิสัยอ่อนโยน

ในวัย 6 ขวบ ความศรัทธาของท่านก็เป็นที่ประจักษ์ชัด แก่คุณพ่อเจ้าวัดที่พึ่งมา คุณพ่อนาตาเล โอลีวีเอรี จากการเข้าเรียนคำสอน ที่ท่านไม่เคยขาด ท่านปรารถนาอย่างยิ่งที่จะรับพระองค์มาประทับในตัว และที่สุดความปรารถนาท่านก็ได้การเติมเต็ม ในฤดูใบไม้ผลิ ค..1931 ท่านก็ได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรก ก่อนที่จะได้รับศีลกำลังในวันที่ 2 ตุลาคม ค..1933



และปีเดียวกันนั้น ท่านก็ได้พบกับสหายท่านจะเป็นแบบอย่างชีวิตของท่านไปตลอด การพบกันครั้งนี้มากจาก ในทุกๆปี ครอบครัวของท่านจะได้รับนิตยสารของคณะซาเลเซียนที่มีชื่อว่า บอลเล็ตตีโน และในฉบับปีนั้นเอง นิตยสารก็ได้นำรูปเล็กๆของคารวียะเด็กชายนาม ดอมินิก ซาวีโอ ขึ้นปก พร้อมคำบรรยายใต้ภาพว่า ยอมตายแต่ไม่ยอมทำบาป  ที่ทำให้ท่านถึงกับอุทานขึ้นว่า นี่แหละชัดเจนสำหรับฉัน  หลังจากนั้นท่านก็ลงมือตัดรูปพร้อมคำขวัญของเขา แล้วเอาไปแปะไว้กับการ์ด ก่อนจะเอาไปแขวนไว้ที่หัวเตียง และนับจากนั้นข้อตั้งใจของดอมินิก ก็กลายมาคำขวัญสำหรับชีวิตของท่าน

สืบจากโรงเรียนที่หมู่บ้านซานตา จูเลีย มีแค่ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ดังนั้นเมื่อจบชั้น ป.4 ในวัย 12 ปี ท่านจึงออกมาช่วยบิดาและพี่ๆทำงานในไร่ จวบจนอายุได้ 16 ปี ท่านก็ได้รับหน้าที่ให้ทำงานหนักที่เหลือในฟาร์ม เพราะไม่มีใครทำ เว้นบิดาของท่าน งานนี้มีทั้งการนำวัวไถนา การหว่านเมล็ดพันธุ์ การเก็บเกี่ยว และการคัดแยกผลผลิต กระนั้นท่านก็ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อย หรือปฏิเสธงานใดๆ หรือไม่เต็มใจที่จะไปทำงานแทนคนอื่น จนบิดาท่านถึงกับต้องออกปากว่า พ่อกลัวว่าที่ลูกๆทำกับเธอนั้นไม่ถูกต้องเลย เพราะเธอเป็นคนดีเหลือเกิน



แต่แม้ภาระในแต่ละวันจะต่างกัน กิจวัตรของท่านทุกๆเช้าก็คือการไปมิสซาและรับศีล อันเป็นสิ่งจำเป็นที่ท่านขาดไม่ได้ แล้วจึงค่อยไปทำงานต่างๆ อาทิ การเลี้ยงสัตว์ ก่อนจะจบวันอันแสนเหน็ดเหนื่อยในแต่ละวันด้วยการคุกเข่าสวดภาวนาที่เตียง ซึ่งภายหลังจากสวดบทภาวนาต่ออารักขเทวดาเสร็จแล้ว ท่านก็มักจะจบด้วยการสวดภาวนาต่อนักบุญองค์อุปถัมภ์ของท่านว่า ข้าแต่ท่านนักบุญเทเรซา แห่ง พระกุมารเยซู โปรดสอนทางไปสวรรค์แก่ลูกด้วย

ท่านรักการสวดสายประคำมากๆ ท่านมักพบมันติดตัวไปทุกที่และเก็บมันไว้ที่ข้างเตียงเสมอ วันหนึ่งระหว่างสวดสายประคำ จู่ๆท่านก็ร้องไห้ เพื่อนของท่านจึงถามว่า เป็นอะไรหรือเปล่า ท่านก็ตอบว่า ไม่ไม่มีอะไร กับแม่พระ เราไม่อาจรู้ว่าท่านเคยเห็นแม่พระจริงๆหรือไม่ แต่ก็มีข้อมูลที่ทำให้เชื่อได้ว่าท่านเห็นจริงๆ คือ คำยืนยันจากน้องสาวคนเดียวของท่าน อันนา ที่จำได้ว่า วันหนึ่งหลังสวดภาวนาแล้ว ขณะคุยกันถึงเรื่องการประจักษ์ จู่ๆท่านก็เอ่ยขึ้นมาว่า  โอ้ถ้าน้องได้เห็นเหมือนพี่นะ ขอแม่พระจงทรงพระเจริญเทอญ



นอกจากการสวดสายประคำระหว่างเลี้ยงสัตว์ที่ทุ่งแล้ว ท่านยังอ่านหนังสือด้วย ส่วนเรื่องความฝัน ท่านฝันจะเข้าคณะธิดามารีย์ แต่บิดาท่านก็ไม่อนุญาต เพราะสมาชิกกลุ่มต้องออกไปทำงานในเขตวัด ทราบเช่นนั้น ท่านจึงไม่เคยขออีก แต่กระนั้นท่านก็ดำเนินชีวิตภายในตามจิตตารมณ์ของคณะ อาทิ การไปร่วมมิสซาทุกเช้านี้แหละ จนถึงขั้นทำให้พี่สาวของท่าน ถึงกับพูดกับท่านในตอนเช้าวันหนึ่งว่า แต่เธอไม่ได้เกี่ยวอะไรนิ เธอไม่ใช่สมาชิกของธิดามารีย์นะ

หนังสือที่ท่านชอบช้ำรำพึงที่สุด ก็คือ ข้อเขียนของนักบุญวินเซนต์ สตรัมบี พระสงฆ์คณะพระมหาทรมานในศตวรรษที่ 18 และผ่านการำพึงเรื่องความจริงนิรันดรโดยนักบุญอัลฟอนโซ มันก็ทำให้ท่านหมั่นในการหลักหนีโอกาสบาปต่างๆ นอกจากนั้น ท่านไม่เพียงแค่ชื่นชอบนักบุญดอมินิก ซาวีโอ ท่านยังชื่นชอบนักบุญพรหมจารี มรณสักขีอีกหลายองค์เป็นพิเศษ อาทิ นักบุญลูซีอา นักบุญเซซีลีอา นักบุญอักแนส และนักบุญจูเลีย องค์อุปถัมภ์เขตวัดของท่าน ที่ยอมถูกตรึงกางเขนตายเสียดีกว่าละทิ้งความเชื่อด้วย



คนที่รู้จักท่านต่างกล่าวกันว่าท่านเป็นคนรักนวลสงวนตัว พอประมาณ อ่อนโยน และพร้อมเสมอที่จะช่วยงานทุกคน ซึ่งมาพร้อมกับความงาที่ไม่ธรรมดา ดวงตาคู่ใหญ่สีดำ ผิวที่เนียนละเอียด และผมเปียสีน้ำตาล ซึ่งท่านไม่ชอบตัด อันโดดเด่นออกมาโดยปราศจากการปรุงแต่งใดๆ เพราะท่านไม่ชอบแต่งหน้าแต่งตา ท่านนับเป็นหญิงสาวที่แตกต่างจากทุกคน ผู้ไม่เคยต้องการสร้างความประทับใจให้ใคร ผู้ที่ทำให้เพื่อนบ้านกล่าวได้ว่า ผู้หญิงแบบนี้ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนและไม่เคยเห็นอีกเลยนับจากเธอ

กันยายน ค..1943 สองเดือนหลังจากการลงจากตำแหน่งของมุสโสลินี ก็เกิดการลงนามระหว่างประเทศอิตาลีกับฝ่ายสัมพันธมิตร(ฝ่ายที่ต่อสู้กับเยอรมัน) ดังนั้นเพื่อเป็นการโต้ตอบ และป้องกันอาณาเขต นาซีจึงตัดสินใจจะยึดคาบสมุทรอิตาลีทั้งหมด ฝั่งชาวอิตาลีที่ไม่พอใจก็ได้รวมกลุ่มต่อต้านพวกเยอรมัน โดยเรียกกลุ่มว่า กลุ่มผู้ถือข้าง ฉันใดฉันนั้นเยอรมันก็ได้โต้กลับการรบแบบกองโจรของกลุ่มนี้ด้วยการปราบปรามกลุ่มกบฏนี่อย่างกวดขัน



เวลาเดียวกันในครอบครัวบรากโก ก็ต้องเผชิญกับการสูญเสียช้างเท้าหน้าของครอบครัวไปอย่างไม่มีวันกลับ ในวันที่ 13 พฤษภาคม ค..1944  ภายหลังจากป่วยมานาน ทิ้งให้ตระกูลบรากโกต้องยืนหยัดก้าวต่อไปโดยมีแต่ผู้หญิงที่ต้องช่วยกันเอง เวลานี้ท่านในวัย 20 ปี วิญญาณของท่านไร้ซึ้งความอ่อนแอหรือความหวาดเกรงจากการจากไปของบิดา ตรงกันข้ามวิญญาณของท่านกลับไปด้วยพลังและความกล้าหาญเหมือนบิดาที่จากไปของท่าน

24 กรกฎาคม ก็เกิดการนองเลือดไม่ไกลจากหมู่บ้านของท่าน เมื่อกองทัพเยอรมันทำการกวาดล้างกลุ่มผู้ถือข้างที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านนั้น ก่อนในวันรุ่งขึ้นกองทัพเยอรมันจะกลับมาพร้อมกองกำลังอีกจำนวนหนึ่ง และเริ่มทำลายศพเหล่านั้น มีห้าฟาร์มในพื้นนั้นถูกทำลาย มีการปล้น ทั้งเกิดข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่า มีผู้หญิงและเด็กหญิงถูกทหารเยอรมันบางคนข่มขืน หลังจากนั้นในวันที่ 27 กรกฎาคม ก็เกิดการปะทะกันอีก คราวนี้กลุ่มผู้ถือข้างต่างพากันหลบหนี



ลุถึงเช้าของวันที่ 28 กรกฎาคม ภายหลังจากร่วมมิสซาในเวลาเจ็ดนาฬิกา ท่านพร้อมพี่สาวคืออาเดเล กับน้องสาวของท่านอันนาที่เกิดปีถัดมาที่ครอบครัวสูญเสียบุตรชายทั้งสอง ก็ไปทำงานในทุ่งนาของครอบครัวตามปกติ  และได้ยินเสียงปืนหลายครั้ง กระทั้งราวๆเก้านาฬิกา กลุ่มผู้ถือข้างบางคนก็ได้วิ่งมา และเตือนพวกท่านว่าอย่ากลับไปยังหมู่บ้าน เพราะตอนนี้พวกเยอรมันกำลังอยู่ที่นั่น

แม้จะยังหวาดกลัว ท่านก็ไม่ฟังคำเตือนนี้ มีอะไรที่พวกเขาจะทำได้มากกว่าจะฆ่าฉันละ ท่านเพื่อนบ้าน เวลานี้ท่านปรารถนาจะไปช่วยและดูแลมารดาของท่านในระหว่างหลบภัย ในที่ๆมีรูปของบิดาท่าน ดังนั้นท่านพร้อมพี่สาวและน้องสาวจึงรีบตรงกลับไปยังหมู่บ้าน กระทั้งถึงป่าเกาลัดที่มารดาของท่านพร้อมชาวบ้านคนอื่นๆซ่อนตัวอยู่ ณ ที่นั่นเพื่อนของท่านได้เล่าถึงความโหดร้ายของพวกทหารเยอรมัน และการที่พวกเขาปฏิบัติต่อผู้หญิง ฟังดังนั้น ท่านก็ประกาศความตั้งใจแน่วแน่ว่า ฉันยอมตายเสียมากกว่าต้องมามัวหมอง



ท่ามกลางเวลาแห่งความหวาดหวั่น มารดาท่านกระตุ้นให้ทุกคนร่วมกันสวดสายประคำ เพื่อวอนขอการคุ้มครองจากพระมารดาพระเจ้า กระทั้งเวลาสิบห้านาฬิกา ทหารเยอรมันก็ยกกองทัพพร้อมพวกกลุ่มผู้ถือข้างที่ถูกจับมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ท่านและอันเยลาซ่อนตัวอยู่ในโพรงหิน แต่ก็ไม่รอดท่านและเธอถูกพบ พร้อมถูกจับ หลังจากนั้นเยอรมันก็จับผู้หญิงมาอีกคนพร้อมลูกน้อย คือ นางเอนริเกตตา เฟรเรรา ญาติห่างๆของท่าน

แต่ขณะถูกพาตัวมารวมกับนักทานั้น เธอก็อุทานขึ้นว่า ลูกๆคนอื่นของฉันยังอยู่ในป่า ทหารเยอรมันจึงอนุญาตให้เธอกลับไปได้ ดังนั้นเธอจึงฝากลูกน้อยของเธอไว้กับท่านก่อน แต่เด็กก็เริ่มร้องไห้หาแม่ ดังนั้นทหารจึงสั่งให้ท่านไปพร้อมเธอ ดังนั้นท่านจึงไปหาสามีของเธอพร้อมเธอ เมื่อไปถึงท่านก็บอกกับสามีเธอว่า พวกเขาให้ฉันมาช่วยส่งเด็ก หลังจากนั้นนายทหารสี่คนจึงสั่งให้ครอบครัวเฟรเรรากลับบ้านไป แต่กักตัวท่านและเพื่อนอีกสองคนไว้ ก่อนจะที่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจะออกคำสั่งให้ทหารสองนายคุมเพื่อนทั้งสองของท่านไป ส่วนท่านก็ไปกับเขา


ไม่กี่นาทีต่อมา หญิงสาวทั้งสองก็ถูกข่มขืน ก่อนจะถูกปล่อยตัวให้กลับไปหาครอบครัวของตนในเย็นวันเดียวกัน โดยไร้ซึ่งวี้แววของท่าน ทั้งสองเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับพวกเขาให้มารดาของท่านฟัง ลูกสาวของแม่จะไม่กลับมาบ้านอีกแล้ว ถ้าบางอย่างเกิดขึ้นกับเธอ มารดาท่านคิด และตามคำบอกเล่าของชาวบ้านคนหนึ่งได้เล่าว่า ขณะที่กลุ่มผู้หญิงและเด็กหญิงถูกพาไปตามทางมู่งสู่ซันวาเรซโซ พวกเขาถูกขังไว้ในห้องรับแขกบ้านของฉัน กลุ่มของผู้หญิงรวมไปถึงเทเรซา ถูกทหารบังคับให้ตามพวกเขาไปที่ต่างๆ ฉันได้ยินเสียงร้องไห้และเสียงร้องขอความช่วยเหลือซ้ำไปซ้ำมา หนึ่งในเพื่อนบ้านของฉัน ชื่อ โยวันนี บัลโด บอกว่า พบทหารที่ลักพาตัวเทเรซากำลังจับคอยเธอและลากเธอ

สองวันถัดมาเมื่อกองทัพเยอรมันได้ออกจากหมู่บ้านไปแล้ว ครอบครัวและเพื่อนของท่านก็ได้ออกตามหาท่าน ที่สุดคุณพ่อนาตาเล พร้อมเวนันซีโอ เฟรราริ มารดาของท่าน และพี่สาวของท่าน ก็พบร่างของท่านในสถานที่ที่เรียกกันว่า ที่ราบต้นเชอรรี่ลักษณะที่พบคือ ท่านนอนหงาย มือไขว้อยู่บนหน้าอก ในท่าทางป้องกันตัว มีรอยกระสุนทะลุผ่านมือของท่านและฝังอยู่ที่หน้าอก ลำคอมีรอยซีด ส่วนที่ใบหน้ามีรอยฟกช้ำ นอกจากนั้นยังมีร่องรอยของสัตว์กัดที่บริเวณแขนและหน้าอก และรอยยุบขนาดแปดเซนติเมตรที่บริเวณศีรษะ


เกิดอะไรขึ้นกับท่าน จากการสันนิฐานคาดได้ว่า หลังจากท่านถูกแยกมาที่ป่าแล้ว ท่านก็พยายามที่จะหนีจากนายทหารผู้นั้นเพื่อมาขอความช่วยเหลือ แต่โชคไม่ดีทหารคว้าคอท่านทัน ก่อนจะเหวี่ยงท่านลงไปที่พื้น ท่านพยายามป้องกันตัวจากการกระทำอันต่ำช้าของเขาอย่างสุดกำลัง ด้วยความโกธรทหารผู้นั้นจึงใช้มือบีบคอท่านจนท่านสำลัก ที่สุดเขาจึงชักปืน ออกมาประทับยิงท่านสองนัด จนท่านสิ้นใจ แต่ยังดูเหมือนไม่สาแก่ใจพอ เขาจึงเตะไปที่ศีรษะของท่าน อีกทีก่อนทิ้งร่างของท่านไป

บัดนี้ข้ารับพระเจ้าแห่งซานตา จูเลีย ได้บรรลุถึงเป้าหมายแล้วนั่นก็คือ การยอมตายดีกว่าทำบาป เป็นมรณสักขี ด้วยวัย 20 ปี ในวันที่ 28 กรกฎาคม ค..1944 ร่างของท่านถูกฝังในวันถัดมาที่พบศพ และเพียงไม่กี่เดือนถัดมาก็มีรายงานอัศจรรย์มากมายผ่านคำเสนอวิงวอนของท่าน ทำให้หลุมฝังศพเล็กๆของท่านกลายเป็นจุดหมายหนึ่งของการแสวงบุญ มีการเรียกร้องสำหรับนักบุญมารีอา โกเรตตีองค์ใหม่ มีการเปิดกระบวนการ พระธาตุของท่านถูกย้ายไปยังพระแท่นในวัดน้อยของวัดประจำหมู่บ้าน เพื่อต้อนรับการบันทึกนามข้ารับใช้พระเจ้าไว้ในสถานบุญราศี ในวันที่ 24 พฤษภาคม ค..1998 ณ กรุงตูริน โดยสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2



พี่น้องบ้านเมืองของเรานั้นอยู่ในสวรรค์(ฟีลิปปี 3:20) บุญราศีเทเรซาตระหนักดีว่าซักวันท่านจะต้องไปสวรรค์ เหมือนพี่ชายทั้งสองของท่าน ดังนั้นท่านจึงระมัดระวังในการที่จะหลีกเลี่ยงการทำบาปเสมอ  เพราะบาปเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เราไม่อาจเข้าสวรรค์ได้ในทันที และเมื่อจะถูกขืนใจ ท่านก็เลือกที่จะยอมตายดีกว่า ต้องทำบาปที่แม้จะทำให้ท่านมีชีวิตรอด แต่ก็เป็นเพียงฝ่ายโลก ไม่ใช่ฝ่ายวิญญาณ ท่านย้ำเตือนให้เราทราบว่า สำหรับสวรรค์แล้ว ไม่มีอะไรจะคุ้มไปกว่านี้ แม้จะในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ก็ไม่มีอะไรเทียบเท่าสวรรค์ เพราะที่นั่นคือ บ้านแท้ที่บิดาผู้ทรงรักเรารอเราอยู่  เราต้องระลึกไว้เสมอว่าเวลานี้ เราแค่แวะผ่านมาที่โลกเท่านั้น 


ข้าแต่ท่านบุญราศีเทเรซา บรากโก ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง




ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...