วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2558

"มารีอา แห่ง ดวงพระหฤทัย" ศรีภรรยาแห่งดวงหทัย


บุญราศีมารีอา แห่ง ดวงพระหฤทัย
Bl. Maria do Divino Coração
ฉลองในวันที่ : 8 มิถุนายน
องค์อุปถัมภ์ : พระสงฆ์ และผู้ศรัทธาต่อดวงพระหฤทัย

หากกล่าวถึงความศรัทธาต่อดวงพระหฤทัย ก็นับว่าเป็นอีกสิ่งที่อยู่คู่ชีวิตคริสตชนไทยมาอย่างยาวนาน แทบไม่มีคริสตชนคนไหนที่ไม่รู้จักพระหฤทัยและนักบุญมาร์การิตา แต่ก็น้อยยิ่งนักที่จะรู้ว่าในวันที่ 11 มิถุนายน ค..1899 สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 13 ก็ทรงออกพระสมณสาสน์ ถวายมวลมนุษยชาติแด่ดวงพระหฤทัย และน้อยลงไปอีกที่จะมีคนรู้ว่าผู้มีส่วนในการออกสมณสาส์นนี้หาใช่นักบุญมาร์การิตา หาใช้พระคาร์ดินัลองค์ไหน หรือพระสังฆราชองค์ใด หรือพระสงฆ์ แต่กลับเป็นเพียงซิสเตอร์คนหนึ่ง

ณ เมืองมึนเตอร์ ประเทศเยอรมัน ดรอสเต ซู วิสเชอริง เป็นหนึ่งในตระกูลขุนนางเก่าแก่ ที่มีชื่อเสียงของแคว้นนี้ ตระกูลนี้ไม่เพียงแต่รวยด้วยเงินทอง แต่ยังรวยด้วยความเชื่อ ณ ประตูของปราสาทของพวกเขามีคำขวัญจารึกไว้ว่า ในพระองค์ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าเฝ้ารอพระองค์ ข้าพเจ้าจะไม่กระวนกระวายต่อสิ่งใด นี่แหละคือสภาพของครอบครัวที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้ให้เป็นที่กำเนิดของธรรมทูตของพระองค์ ธรรมทูตที่จะทำพันธกิจที่ยิ่งใหญ่เพื่อโลกใบนี้



มารีอา หรือนามเต็ม มารีอา อันนา โยฮันนา ฟรันซิสกา เทเรซีอา อันโตนีอา ฮูเบอร์ตา ดอสเต ซู วิสเชอริง เกิดมาพร้อมพี่ชายฝาแฝดชื่อ มัซ เมื่อวันที่ 8 กันยายน ค..1863 ณ พระราชวังเอิร์บดรอนเทนโฮฟ บนถนนหมายเลข 38 ในเมืองมึนเตอร์ บิดามารดาของท่านคือคลีเมนส์ ไฮเด็นไรช์ ฟรานซ์ ฮูแบร์ตุส อิวเซบิอุส มารีอา ท่านเคาท์แห่งตระกูลดรอสเต ซู วิสเชอริง กับท่านหญิงเฮเลเนอ เคลเมนตีเนอ มารีอา อันนา ซีบีลเล ฮูเบอร์ตา อันโตนีอา เคาส์เตสแห่งกาเลน

และสืบเนื่องมาจากในวัยแรกคลอด ธิดาน้อยมีสุขภาพไม่แข็งแรง บิดามารดาจึงจัดให้ท่านได้รับศีลล้างบาปทันทีที่เกิด เพื่อจะได้ไม่ตายในบาปกำเนิด แต่ก็ผิดคาด เพราะแทนที่บุตรีน้อยจะก้าวเข้าใกล้ประตูแห่งความตาย ท่านกลับมีชีวิตรอด แถมไม่พอยังเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กหญิงที่ร่าเริง และซนอย่างกะลิง แทนที่น่าจะเป็นเด็กขี้โรค ซึ่งหากจะเล่าว่าซนขนาดไหน ก็เล่าได้เลยว่าภายใต้ร่มเงาที่ทอดตัวของปราสาทที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในมึนเตอร์อย่าง ปราสาทดาร์เฟลด ที่ครอบครัวอาศัยอยู่ ท่านล้วนเคยวิ่งไปทั่วไม่ว่าจะซอกไหน และยิ่งพบจุดใดที่เปียกแฉะ ท่านก็ต้องไม่พลาดกระโดดลงไปไม่ว่าจะเป็นที่สนามหรือที่พุ่มไม้ ชนิดที่ว่าทุกระเบียบนิ้วของเสื้อผ้าท่านแทบจะเต็มไปด้วยโคลน นอกจากนั้นท่านยังชอบไปขี่ม้า เล่นสเก็ตน้ำแข็ง และชอบเป็นคนแรกเสมอที่จะเล่นกับพี่ๆน้องๆทั้งเจ็ด



ส่วนเรื่องการศึกษานั้น ท่านและมัซได้รับการศึกษาเป็นครั้งแรกที่บ้าน โดยที่บิดาได้จ้างครูมาสอน ซึ่งในระหว่างนั้นในวันที่ 25 เมษายน ค..1875 ท่านและพี่ชายก็ได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรก พร้อมความคาดหวังว่าท่านจะได้พบกระแสเรียก แต่ก็เปล่าเลย ท่านไม่พบอะไร ท่านบันทึกวันนั้นอย่างผิดหวังว่า หนูเฝ้ารอวันนั้นวันแห่งพระหรรษทานของการเรียกเป็นนักบวช แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย…” แต่พระคริสตเจ้าก็ไม่ปล่อยให้เจ้าสาวของพระองค์ต้องรอนาน เพราะเพียงไม่นานเมื่อท่านได้รับศีลกำลงในวันที่ 8 กรกฎาคม ปีเดียวกัน สิ่งที่ท่านหวังก็เป็นจริง ท่านได้พบกระแสเรียก หนูจะเป็นนักบวช

และเช่นกันนับจากวันนั้นมา ท่านก็ได้รับความช่วยเหลือฝ่ายจิต ที่นำท่านไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับดวงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า ทั้งจากการสนทนาภายใน และการไขแสดงจำนวนมากผ่านศีลมหาสนิท ท่านก็ได้เข้าใจว่าความทุกข์ยากนี้แหละคือกระแสเรียกของท่าน ดังนั้นท่านจึงปรารถนาที่จะเป็นยัญบูชาเพื่อความต้องการของพระศาสนจักร ความรอดของวิญญาณ และชดเชยบาปผิดของบรรดาพระสงฆ์ และนั่นก็คือสิ่งที่ในภายหลังพระองค์ได้ตรัสกับท่าน ว่าท่านรับทุกข์มากมายเพื่อพระองค์ เพื่อชดเชนบาปผิดของผู้อื่น โดยเฉพาะเพื่อพระสงฆ์ที่ละทิ้งกระแสเรียก


ท่านอธิบายความศรัทธาเป็นพิเศษต่อดวงพระหฤทัยว่าเป็นหนึ่งเดียวกับความศรัทธาต่อศีลมหาสนิท เอาไว้ว่า ฉันไม่เคยแยกความศรัทธาเป็นพิเศษต่อดวงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า ออกจากความศรัทธาต่อศีลมหาสนิท และฉันก็ไม่มีทางอธิบายวิธีการและความมากเพียงใดที่ดวงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าได้ถูกออกแบบมาเพื่อประโยชน์แก่ฉันในศีลมหาสนิทได้

ท่านศึกษาอยู่ที่บ้านกระทั้งในเดือนเมษายน ปี ค..1879 ท่านก็ได้เข้าโรงเรียนกินนอนของคณะซิสเตอร์พระหฤทัย ที่เมืองรินบร๊วก ซึ้งแม้จะห่างจากคนในครอบครัว ความร่าเริงของท่านก็ไม่ได้ลดไม่ไปไหน เพื่อนๆของท่านที่โรงเรียนเล่าว่า ในสนามเด็กเล่นไม่มีใครวิ่งเร็วกว่าเธอ ไม่มีใครโยนลูกบอลได้สูงเท่าเธอ แต่เมื่อเสียงระฆังหมดเวลาพักดังขึ้น ก็จะสงบและเงียบ ทั้งหมดนี้ก็คือมารีอา  


จนวัยล่วงได้ 18 ปีที่โรงเรียนนั่นเอง ในวันพระคริสตสมภพปี ค..1883 ท่านก็ได้ปฏิญาณตนจะถือพรหมจรรย์ อันหมายถึงว่า บัดนี้ท่านได้เลือกพระคริสตเจ้าเป็นเจ้าบ่าวแต่เพียงผู้เดียว ฝ่ายพระองค์ก็ทรงรับรอบคำปฏิญาณไว้ด้วยการประทานกางเขนแก่ท่าน นั่นก็คือโรคปอดบวมที่ทำให้ท่านต้องกลับไปพักหลังรักษาตัวที่ปราสาท นอกจากนี้ในวันหนึ่งในปีเดียวกัน ขณะท่านอยู่ในวัดน้อยของปราสาท พระองค์ก็ได้ทรงตรัสกับท่านในภายในว่า ลูกจะเป็นศรีภรรยาของดวงหทัยเรา ซึ่งนับเป็นการยืนยันว่าบัดนี้ท่านเป็นเจ้าสาวของพระคริสตเจ้าแล้ว

และเพื่อไล่ตามความฝันนับแต่วันรับศีลกำลัง ในวันที่ 5 สิงหาคม ปีนั้น ซึ่งเป็นวันฉลองชีวิตคู่ 25 ของบิดามานดา ท่านก็ตัดสินใจเผยความปรารถนาจะเป็นนักบวชแก่ทั้งสอง แต่เนื่องจากร่างกายของท่านไม่แข็งแรงดี ท่านจึงต้องรอไปก่อน ดังนั้นระหว่างที่รออยู่ที่ปราสาทของครอบครัว ท่านจึงอุทิศเวลาเพื่อฝึกฤทธิ์กุศลแห่งความเมตตาต่อคนยากไร้ โดยท่านได้เปลี่ยนตัวของท่านให้เป็นดั่งมารดาของพวกเขา



กระทั้งในปี ค..1888 เมื่อท่านมีการเข้าเยี่ยมโรงพยาบาลดาร์เฟลด พร้อมมานดา ท่านก็ได้พบกับเด็กหญิงคนหนึ่งที่จะทำให้ท่านกลายเป็นขี้ปากชาวบ้านได้ แต่ท่านก็หาได้กลัวไม่ตรงกันข้าม ท่านกลับเลือกที่จะยื้นมือออกไปหาเธอคนนั้น  อันนับเป็นครั้งแรกที่ท่านได้สัมผัสกับพระพรพิเศษของ คณะภคินีศรีชุมพาบาล ที่ได้กล่าวไว้ว่า บุคคลเดียวมีค่ามากกว่าโลกทั้งโลก และหลังจากนั้นในวันที่ 1 กรกฎาคม ปีนั้นเอง ขณะรอแก้บาปในวัด พระเยซูเจ้าก็ทรงตรัสปลดท่านจากการรอคอย ด้วยการตรัสกับท่านในภายในว่า ลูกจะต้องเข้าอารามคณะภคินีศรีชุมพาบาล

เหตุฉะนี้ในวันที่ 21 พฤศจิกายน ปีนั้นเอง ด้วยวัย 25 ปี ท่านจึงได้สมัครเข้าอารามของคณะภคินีศรีชุมพาบาล ในเมืองมึนเตอร์ และได้รับชุดคณะในวันที่ 10 มกราคม ค..1889 ด้วยนามว่า ภคินีมารีอา แห่ง ดวงพระหฤทัย ซึ่งในวันเดียวกันนั้นเองที่ลิซิเออร์ ประเทศฝรั่งเศส มารี ฟร็องซวซ เตแรซ มาร์แต็ง ก็ได้รับชุดคณะของคณะคาร์เมไลท์ พร้อมนามใหม่ว่า ภคินีเทเรซา แห่ง พระกุมารเยซูและพระพักตร์ศักดิ์สิทธิ์ หลังจากนั้นท่านจึงได้เข้าพิธีปฏิญาณตนในวันที่ 29 มกราคม ค..1891



ในฐานะ ซิสเตอร์นับตั้งแต่ปี ค..1891 ท่านก็ได้รับมอบหมายงานในการดูแลบรรดาเยาวชนหญิงที่ถูกส่งมาที่คอนแวนต์เพื่อเข้ารับการฟื้นฟู และรักษาตัว ซึ่งท่านก็ทำมันด้วยความรักอย่างร้อนรนต่อบรรดาเยาวชน คนยากจนที่สุด คนที่ขัดสนที่สุด คนที่ถูกทอดทิ้งมาที่สุดก็คือบรรดาเด็กๆที่ดิฉันรัก และแม้จะมีเชื้อสายเจ้าขุนมูลนาย ท่านก็ไม่เคยโอ้อวดจน ตรงข้ามท่านกลับถ่อมตัวของท่านลง พลางพร่ำบอกคนอื่นว่าตัวนั้นมิใช่ลูกแท้ๆของตระกูล จนกลายเป็นตัวตลกของซิสเตอร์คนอื่น ที่เวลาทำอะไรล้มไม่เป็นท่า ก็จะถูกซิสเตอร์คนอื่นๆฉวยโอกาส ตบหน้าท่านผู้หญิงเสียหน่อย

ท่านเจริญชีวิตตามฤทธิ์กุศลสามประการอย่างดีพร้อม แม้จะต้องทุกข์ยากทั้งฝ่ายกายและฝ่ายจิตจนเวลาผ่านมาได้ 5 ปี ด้วยความนบนอบต่ออธิการิณีที่มึนเตอร์ ในปี ค..1894 ท่านในวัย 31 ปี ก็ได้ถูกส่งตัวไปเป็นผู้ช่วยอธิการิณีในอารามของคณะที่เมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ท่านประจำอยู่ที่นั่นเป็นเวลาสองเดือนคือระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน  ในวันที่ 17 พฤษภาคม ค..1894 ท่านก็ได้รับตำแหน่งให้ไปเป็นคุณแม่อธิการิณีที่อารามของคณะ เมืองปอร์โต  อารามที่ตกอยู่สภาพทรุดโทรมอย่างหนัก



ท่านเขียนอธิบายถึงสถานการณ์หลังจากมาถึงได้ไม่นานว่า พวกเราอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก บ้านอยู่ในสภาพปรักหักพัง เพราะถูกเผาจากเจ้าหนี้ที่ต้องการหยุดพวกเรา ดิฉันเห็น และรู้สึกได้ว่าพระเป็นเจ้าทรงสถิตอยูกับดิฉัน และกระทำให้ความกล้าหาญดิฉันเติบโต มากขึ้นมากขึ้นในทุกวัน แม้บางครั้งมันจะยากเกินทนไหวก็ตามที พวกเราพึ่งแพ็คของที่เหลือได้ห้าหกกล่อง และมีอาหารพอสำหรับคนประมาณ 120 คนดิฉันรู้สึกว่าคนโปรตุเกส ไม่ค่อยสนใจอาการป่วยมากเท่าไร ดังนั้นพวกเขาจึงเฉยและถ่อมตน กระนั้นก็ตาม ท่านก็ไม่ได้ย่อท้อตรงข้ามอาศัยความอดทน และความวางใจในดวงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า ไม่นานท่านก็ทำให้จากซากปรักหักพัง ก็กลายเป็นสถานที่ที่พระเจ้าอวยพระพรในที่สุด

แต่เพียงสามปีถัดมาหลังรับตำแหน่งคือในวันที่ 21 พฤษภาคม ค..1896 ท่านก็เกิดพลัดตกจากเตียง จนทำให้มีอาการปวดที่กระดูกสันหลัง ที่พัฒนากลายมาเป็นอาการอัมพาต บังคับให้ท่านต้องนอนอยู่แต่บนเตียง แต่ขณะท่านน้อมรับกางเขนนี้เอง พระเป็นเจ้าก็ได้ทรงเริ่มพันธกิจที่สำคัญต่อท่าน ด้วยการชิดสนิทวิญญาณของท่านไว้แนบดวงหฤทัยของพระองค์ ทุกๆวันพระองค์ทรงตรัสกับท่านภายในจิตใจ ปลอบประโลมท่านว่าความทุกข์ของท่านเป็นไปเพื่อเห็นแก่ความดีของวิญญาณทั้งหลาย และเมื่อถึงวันหนึ่งก็ทรงเผยพันธกิจของท่าน นั่นก็คือการให้ท่านรายงานต่อสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 13 ว่าพระองค์ทรงปรารถนาให้มีการยกถวายมวลมนุษยชาติต่อดวงพระหฤทัยของพระองค์



เหตุฉะนี้ ท่านจึงไม่รีรอที่จะนำเรื่องนี้ไปแจ้งแก่คุณจิตตราภิบาลของอารามให้ทราบ ด้วยปรารถนาที่จะทำความปรารถนาของพระเยซูเจ้าให้สำเร็จไปโดยเร็ว แต่เมื่อคุณพ่อจิตตราภิบาลทราบเรื่อง คุณพ่อก็มิได้เห็นด้วยทั้งคัดค้านท่านว่า องค์สันตะบิดรทรงมีที่ปรึกษาของพระองค์อยู่แล้ว…” ท่านจึงได้แต่นบนอบและเก็บเรื่องนี้ไว้เงียบๆ พลางเฝ้าสวดภาวนาอย่างร้อนรนให้อุปสรรคต่อพระประสงค์นี้ผ่านพ้นไป กระทั้งได้รับการย้ำจากพระเยซูเจ้าถึงสองครั้ง ที่สุดในวันที่ 10 มิถุนายน ค..1898 จิตตาภิบาลประจำคอนแวนต์ของท่าน ก็ได้ตัดสินใจเขียนจดหมายถึงสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 13 เพื่อแจ้งให้พระองค์ทราบถึงความปรารถนาของพระเยซูเจ้า ที่ทรงได้เผยแสดงแก่ท่าน

แต่สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 13 ไม่ทรงปักใจเชื่อในทันที พระองค์จึงไม่ทรงปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระคริสตเจ้า แต่ด้วยความไม่ย่อท้อ ในวันที่ 15 มกราคม ค..1899 ท่านก็ตัดสินใจเขียนจดหมายเป็นฉบับที่สองถึงพระองค์ โดยได้ย้ำคำขอเดิม ไปพร้อมคำขอให้มีการทำศุกร์แรกเพื่อถวายเกียรติแด่ดวงพระหฤทัย และการประชวรของพระองค์ และย้ำว่าพระองค์จะทรงพระชนม์อยู่เพื่อถวายมนุษยชาติแด่ดวงพระหฤทัย



เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา องค์สันตะบิดาทรงทุกข์ทนจากพระอาการประชวร ขอให้พระชนมายุยืนยาว ขอโปรดทรงเติมเต็มดวงใจลูกๆของพระองค์ด้วยความสนพระทัย  องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงปลอบใจลูกอย่างอ่อนหวาน(โดยเผยให้ทราบ)ว่าพระองค์(พระสันตะปาปา) จะมีพระชนม์ยืนยาว เพื่อจะเป็นผู้ถวายมนุษยชาติแด่ดวงพระหฤทัยของพระองค์ […] ในวันสมโภชพระนางมารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเผยแสดงให้ลูกทราบอาศัยวิธีการส่งเสริมความศรัทธาต่อดวงพระหฤทัยใหม่นี้ พระองค์จะทรงส่องสว่างโลกทั้งใบด้วยแสงใหม่ […] ลูกดูเหมือนจะได้แลเห็นแสง(ในภายใน) พระหฤทัยของพระเยซูเจ้า ดวงอาทิตย์อันแสนน่ารักนี้ ทอแสงลงมายังแผ่นดินโลก เริ่มจากแคบๆ และจึงค่อยขยายขึ้นเรื่อยๆ จนสว่างไปทั่วทั้งโลก ลูกได้รับรู้ถึงความปรารถนาอันร้อนรนที่พระองค์จะได้ทอดพระเนตรเห็นดวงพระทัยอันน่ารักของพระองค์ ได้รับการสรรเสริญและเป็นที่รู้จักมากขึ้นและมากขึ้น และเห็นการเผยแพร่ของขวัญและพรพรของพระองค์ต่อโลกทั้งใบไปในต่างแดน และยังทรงตรัสอีกว่า อาศัยความสว่างของแสงนี้ ประชากรและชนชาติทั้งหลายจะสว่างไสว และพวกเขาจะได้รับความอบอุ่นจากความรุกร้อนของมัน’ […] อนึ่งอาจจะเป็นเรื่องประหลาดที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงขอการถวายของมนุษย์ชาตินี้ และสาระของพระองค์เองไม่ได้จำกัดแต่พระศาสนจักรคาทอลิก แต่ความปรารถนาของพระองค์ก็คือการได้ปกครอง การถูกรักและถูกสรรเสริญ และได้เผาไหม้ดวงใจทั้งหมดด้วยความรักและความเมตตาของพระองค์ ดังนั้นจึงเป็นพระประสงค์ของพระองค์ให้สันตบิดายกถวายดวงใจทุกดวงที่เป็นของพระองค์แล้วอาศัยศีลล้างบาปเพื่อส่งเสริมการกลับใจของพวกเขาสู่พระศาสนจักรเที่ยงแท้ และดวงใจของผู้ที่ยังไม่ได้ชีวิตฝ่ายจิตอาศัยศีลล้างบาป ผู้คนเหล่านี้ที่พระองค์ได้มอบชีวิตและโลหิต ผู้ที่จะได้รับนามว่าบุตรธิดาของพระศาสนจักรแด่พระองค์ เพื่อเร่งรัดอาศัยให้เกิดชีวิตฝ่ายจิตของเขา
จดหมายฉบับที่สองของท่าน
 15 มกราคม ค..1899

ทางฝั่งสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ ที่ 13 เองนักเทววิทยาที่ใกล้ชิดก็ได้พระองค์ก็ได้กล่าวว่าเรื่องนี้มีผลกระทบทางพระอารมณ์ของพระองค์มาก แม้ว่าเรื่องนี้จะมีปัญหาทางเทววิทยาถึงการยกถวายบุคคลที่ไม่ใช่คริสตชนก็ตามที พระองค์ก็ทรงมีรับสั่งให้ทำการสอบสวนเรื่องนี้บนพื้นฐานตามการไขแสดงของท่าน และตามธรรมประเพณีของพระศาสนจักร จนในปีเดียวกันนั้นเองพระองค์ก็ทรงออกสมณสาสน์อันนูม ซากรูม หรือปีศักดิ์สิทธิ์ โดยมีกำหนดการณ์ถวายมวลมนุษยชาติแด่ดวงพระหฤทัยในวันที่ 11 มิถุนายน ปีนั้น นับเป็นเวลาได้ราวเดือนหนึ่งหลังจากท่านเขียนจดหมายฉบับที่สอง


ความปรารถนาอีกสิ่งของท่านก็คือการสร้างวัดในพื้นที่คณะทำงานอยู่  แต่ก็ติดปัญหาที่ว่าท่านไม่ทราบว่าวัดหลังนี้จะถวายแด่ใครดี ท่านจึงเฝ้าสวดภาวนา และถามไถ่ความคิดเห็นของคนอื่นๆ อยู่ตลอด แต่ก็ยังไม่ตัดสินใจเสียที จนถึงวันศุกร์แรกของเดือนกรกฎาคม ค..1897 ท่านจึงตัดสินทูลขอความสว่างจากพระองค์ และทันทีภายหลังรับศีลแล้ว พระองค์ก็ทรงตรัสแก่ท่านว่า เราปรารถนาวัดที่ยกถวายแด่ดวงพระหฤทัยของเรา ลูกต้องสร้างสถานที่แห่งการชดเชยบาปที่นี่ จากส่วนหนึ่งของเรา เราจะทำให้มันเป็นสถานที่แห่งพระหรรษทาน เราจะประทานพระหรรษทานมากมายมาแก่ทุกคนที่อาศัย ณ บ้านหลังนี้(อาราม) ไม่ว่าจะผู้อยู่ในขณะนี้ อยู่ในอนาคต และแม้แต่คนที่มีความสัมพันธ์กับที่นี่ด้วย ก่อนจะทรงรับสั่งเพิ่มว่า เหนือสิ่งอื่นใด ทรงปรารถนาให้วัดหลังนี้ เป็นสถานที่แห่งการชดเชยบาปผิดต่อการทุรจารศีลศักดิ์สิทธิ์ และเพื่อรับพระหรรษทานจากบรรดาพระสงฆ์

ฉะนั้นการสร้างวัดหลังนี้จึงเป็นความกังวลสุดท้ายในชีวิตของท่าน แม้ว่าในเวลานี้ท่านจะล้มป่วยหนัก จนแทบจะจับดินสอ เพื่อตรวจงานเรื่องนี้ไม่ไหวก็ตาม ท่านก็ไม่ท้อ แต่น่าเศร้าที่ท่านไม่อาจได้อยู่บนโลกเพื่อมองสองสิ่งนี้ เพราะขณะโลกกำลังเตรียมใจสำหรับพิธีถวายครั้งนี้ ในวันศุกร์สมโภชพระหฤทัย ที่ปีนั้นตรงกับวันที่ 8 มิถุนายน ค..1899 ภายหลังจากช่วงเช้าได้รับสำเนาพระสมณสาส์นนี้ เป็นของขวัญปลอบใจจากสมเด็จพระสันตะปาปา ณ เวลาบ่ายสามโมง ท่านผู้เปี่ยมไปด้วยความสุข ก็คืนวิญญาณไปหาพระเป็นเจ้าอย่างสงบ ด้วยอายุ 35 ปี เพียงสามวันก่อนวันถวาย ที่พระสันตะปาปาเลโอ ที่ 13 ตรัสว่าคือ กิจการอันยิ่งใหญ่ของหน้าที่สังฆราชของข้าพเจ้า



วัดที่ท่านฝันถูกสร้างขึ้นในอีก 58 ปีถัดมา การอ่านบทภาวนาถวายมนุษยชาติต่อพระหฤทัยถูกรื้อฟื้นทุกๆปี ตามคำสั่งของสมเด็จพระสันตะปาปาปีโอ ที่ 10 ส่วนร่างของท่านนั้นเมื่อถูกขุดขึ้นมา แล้วทำการย้ายไปยังวัดที่ท่านฝันถึงก็ปรากฏว่าไม่เน่าเปื่อย และที่สุดในวันที่ 1 พฤศจิกายน ค..1975 บุญราศีสมเด็จพระสันตะปาปาเปาโล ที่ 6 ก็ทรงได้บันทึกนามท่านไว้ในสารบบบุญราศี นับเป็นอีกก้าวสู่การเป็นนักบุญองค์ต่อไป ของคณะ


จงเลียนแบบจากเรา เพราะเรามีใจสุภาพอ่อนโยนและถ่อมตน (มธ 11:29) คือข้อพระวรสารอีกข้อจำกัดความถึงกระแสเรียกของเราคริสตชน กระแสเรียกที่จะเป็น ศรีภรรยาของดวงพระหฤทัย ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่จำกัดแต่ตัวท่าน แต่รวมไปถึงทุกคน แล้วการเป็นภรรยาที่ดีหรือศรีภรรยาคืออะไรละ มันก็คือการที่เราภักดีและปฏิบัติตามสามีอย่างดีที่สุด ดังนั้นการเป็นศรีภรรยาของดวงพระหฤทัยจึงหมายถึงการที่เราภักดีและเลียนแบบดวงหฤทัยของพระเยซูเจ้า ที่รัก อ่อนโยน แสนถ่อมตนแก่ทุกๆคน   และนบนอบต่อน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าเสมอ ไม่ว่ายามไหน เพื่อเราในจะได้นำวิญญาณแม้นเพียงสักดวงหนึ่งให้ได้สัมผัสกับดวงพระหฤทัยของพระองค์ ผ่านกิจการของเราในฐานะ ศรีภรรยาของดวงพระหฤทัย


รู้เถิด ลูกสาวของเรา อาศัยความเมตตาของดวงหทัยของเรา เราปรารถนาหลั่งเทพระหรรษทานผ่านหัวใจของลูกมากกว่าของคนอื่น นี้แหละคือเหตุผลที่ผู้คนมากมายจะมาหาลูกด้วยความมั่นใจ ไม่ใช่ด้วยคุณลักษณะของลูกที่ดึงดูดพวกเขา แต่เป็นเราเอง จะไม่มีแม้คนบาปที่ใจแข็งที่สุด จะหนีไปจากการแสดงตัวของลูกโดยไม่ได้รับอะไร ไม่ว่าจะเป็นหนทางหรือสิ่งใด การปลอบประโลม ความบรรเทาใจหรือพระหรรษทานพิเศษ
พระสัญญาต่อผู้วิงวอนผ่านท่าน




ข้าแต่ดวงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า ทรงพระเมตตาเทอญ



“ข้าแต่ท่านบุญราศีมารีอา แห่ง ดวงพระหฤทัย ช่วยวิงวอนเทอญ



ข้อมูลอ้างอิง



วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2558

'มารีอา กันดีดา' รหัสยิกแห่งศีลมหาสนิท

บุญราศีมารีอา กันดีดา แห่ง ศีลมหาสนิท
Bl. Maria Candida dell'Eucaristia
วันฉลอง: 14 มิถุนายน

“เราเป็นปังแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่เชื่อในเราจะไม่กระหายอีก”
(ยอห์น 6 : 35)

บ่ายวันที่ 14 มกราคม ค.ศ. 2007 พระสงฆ์จากคณะบุตรธิดาของพระเจ้าซึ่งจะทำมิสซาที่อารามนักบุญเทเรซา แห่ง พระเยซูเจ้า เมืองรากูซา ประเทศอิตาลี แทนคุณพ่อจิตตาธิการคณะคาร์เมไลท์ในวันรุ่งขึ้น ได้เดินทางมายังอารามและได้แจ้งว่าคุณพ่อจะอยู่ทำมิสซาจนถึงวันที่ 16 มกราคม เพราะตรงกับวันเกิดของ ‘คุณแม่มารีอา กันดีดา แห่ง ศีลมหาสนิท’ พอดี คุณพ่อและคุณแม่อธิการจึงได้ช่วยกันตรวจดูว่ามีแผ่นศีลที่เสกแล้วจำนวนมากน้อยเท่าใด และเมื่อพบว่าในผอบศีลมีแผ่นศีลอยู่ประมาณ 20 แผ่น คุณแม่อธิการจึงได้เตรียมแผ่นศีลเพิ่มอีกเพียง 4 แผ่นไว้บนจานรองศีล โดยอาศัยการคาดคะเนจากจำนวนผู้ร่วมมิสซาประจำวันที่ไม่ได้มีมากเท่าไร แต่แล้วเมื่อถึงเวลามิสซาในวันรุ่งขึ้น คุณแม่ก็พบว่ามีสัตบุรุษมาร่วมพิธีมิสซาจำนวนมากกว่าปกติ เนื่องจากมีสมาชิกคณะบุตรธิดาของพระเจ้าได้มาร่วมมิสซาโดยมิได้แจ้งไว้ก่อน แต่ครั้นจะไปเพิ่มจำนวนแผ่นศีลก่อนไม่ทันการเสียแล้ว

ในสถานการณ์ที่คับขันเช่นนี้ คุณแม่อธิการและมาเซอร์ที่ดูแลห้องหลังวัดที่หมดหนทางจะเพิ่มจำนวนแผ่นศีลให้พอดี ทั้งสองจึงนึกถึงบุคคลเดียวกับที่คุณพ่อประสงค์จะอยู่ทำมิสซาระลึกถึงวันเกิดในวันรุ่งขึ้น นั่นคือ ‘คุณแม่มารีอา กันดีดา’ และได้ตัดสินใจวิงวอนต่อพระเจ้าอาศัยคำเสนอวิงวอนของคุณแม่ให้สัตบุรุษที่มาร่วมมิสซาในวันนี้ทุกคนสามารถได้รับศีลมหาสนิทได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ในทำนองเดียวกับนักพรตทั้งสองได้ปฏิบัติ เมื่อผู้ช่วยพิธีกรรมวัย 57 ปีในวันนั้นเปิดผอบศีลในตู้ศีลดูและพบว่าแผ่นศีลที่เสกไว้มีไม่เพียงพอกับจำนวนสัตบุรุษในพิธี เขาที่ไม่รู้จะแก้ปัญหาเบื้องหน้าด้วยวิธีใด จึงเลือกที่จะวิงวอนต่อพระเจ้าอาศัยคำเสนอวิงวอนของคุณแม่มารีอา กันดีดาเช่นกัน และแล้วท่ามกลางความหวังของทั้งสาม เมื่อพระสงฆ์ผู้ทำพิธีเริ่มแจกศีลที่มีอยู่ไม่เกิน 30 แผ่นในผอบไปแจก อัศจรรย์ก็ได้บังเกิดขึ้น เมื่อสัตบุรุษที่มีอยู่มากกว่า 40 คนในวันนั้นได้รับศีลมหาสนิทโดยทั่วหน้า และไม่พอเมื่อตรวจดูผอบศีลหลังจากนั้นยังปรากฏว่าผอบศีลเหลือแผ่นศีลอยู่ประมาณ 50 แผ่น ดุจอัศจรรย์เมื่อครั้งพระเยซูเจ้าทรงทวีขนมปังและปลาเลี้ยงคนถึงห้าพันคนอย่างไม่ผิดเพี้ยน

บิดามารดาของบุญราศีมารีอา กันดีดา

ใครคือ ‘คุณแม่มารีอา กันดีดา แห่ง ศีลมหาสนิท’ ที่คุณพ่อองค์นั้นประสงค์จะทำมิสซาในวันโอกาสวันเกิดของคุณแม่ แล้วทำไมเมื่อเกิดเหตุการณ์ศีลมหาสนิทไม่พอในอารามคาร์แมลเมืองรากูซา คุณแม่อธิการ มาเซอร์ที่ดูแลห้องหลังวัด และผู้ช่วยพิธีกรรมในวันนั้นจึงพร้อมใจกันหันหน้าไปขอความช่วยเหลือจากคุณแม่โดยไม่ลังเล การจะไขข้อข้องสำหรับคำถามข้างต้นนี้จึงพาให้วันนี้เราต้องย้อนเวลาไปเมื่อ 123 ปี ก่อนเหตุการณ์อัศจรรย์นี้จะเกิดขึ้น แต่ไม่ใช่ที่เมืองรากูซาที่เหตุการณ์อันน่าพิศวงนี้ได้เกิดขึ้น แต่เป็นที่เมืองกาตันซาโร ซึ่งห่างจากเมืองแห่งนี้ไปหลายร้อยกิโลเมตร ที่เวลานั้นมีสองสามีภรรยาชาวเมืองปาแลร์โมผู้มีใจศรัทธานามว่า ‘เปียโตร บาร์บา’ และ ‘โยวันนี ฟลอเซนา’ ได้ย้ายมาพักอาศัยที่เมืองแห่งนี้ชั่วคราว จากหน้าที่การงานของนายเปียโตร นี่แหละเป็นที่ที่เรื่องราวของเราได้เริ่มต้นขึ้น

‘มารีอา บาร์บา’ เกิดเมื่อวันที่ 16 มกราคม ค.ศ. 1884 ที่เมืองกาตันซาโร แคว้นคาลาเบรีย ทางตอนใต้บริเวณส่วนหัวรองเท้าประเทศอิตาลี ท่านเป็นบุตรีคนที่สิบจากสิบสองคน ซึ่งเสียชีวิตตั้งแต่เยาว์วัยไปห้าคนของครอบครัวชนชั้นกลางจากเมืองปาแลร์โม บิดาของท่าน คือ นายเปียโตร บาร์บา เป็นทั้งผู้พิพากษาสูงสุด คณะที่ปรึกษาศาลฎีกา และประธานศาลอุธรณ์ มารดาของท่าน คือ นางโยวันนี ฟลอเซนา เป็นแม่บ้านซึ่งรับหน้าที่ดูแลลูก ๆ นางเป็นหญิงผู้เปี่ยมด้วยคุณสมบัติที่มนุษย์ที่ดีพึงมี ท่านได้รับศีลล้างบาปสามวันหลังจากที่ท่านเกิดด้วยนามว่า ‘มารีอา’ และได้รับการเลี้ยงดูอย่างเอาใจใส่จากบิดามารดา ด้วยความคาดหวังอย่างชาวเกาะซิซิลีในปลายศตวรรษที่ 19 ว่า เมื่อท่านมีอายุถึงพอจะออกเรือน ท่านจะเป็นหญิงสาวที่เพียบพร้อมสำหรับการเป็นทั้งภรรยาและแม่ให้กับชายสักคน ฉะนั้นเองครอบครัวจึงเป็นสถานที่แรกที่ท่านได้รับการอบรมบ่มเพาะสิ่งต่าง ๆ

บุญราศีมารีอา กันดีดา ขณะอายุ 2 ขวบ

บิดามารดาของท่านเลี้ยงดูท่านอยู่ที่เมืองกาตันซาโรกระทั่งท่านมีอายุได้ 2 ปี ทั้งสองจึงพาครอบครัวย้ายกลับมาอยู่ที่เมืองปาแลร์โม บนเกาะซิซิลีเป็นการถาวร ท่านจึงได้ติดตามครอบครัวกลับมายังถิ่นเกิดของบิดามารดาและอาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้ หลังจากนั้นจากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปี ท่านจึงเจริญวัยขึ้นเป็นเด็กหญิงมีอุปนิสัยร่าเริงแจ่มใส จิตใจเข้มแข็ง ซุกซน และมีใจโน้มเอียงไปในทางศาสนา จนมีอายุได้ 7 ปี บิดามารดาจึงส่งท่านเข้าไปรับการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนมารีอา อัล ยูซีโน  อาจกล่าวได้เป็นช่วงเวลาเหล่านี้เอง ที่โดยหนพิศวงพระเจ้าได้ทรงเรียก ด.ญ. มารีอาด้วยสิ่งที่ท่านเรียกในเวลาต่อมาว่า ‘กระแสเรียกในศีลมหาสนิท’ กล่าวคือในช่วงเวลาเหล่านี้ เมื่อท่านยังมีวัยไม่ถึงเกณฑ์จะได้รับศีลมหาสนิท ท่านก็มีความปรารถนาที่จะรับศีลมหาสนิท โดยเมื่อมารดาของท่านกลับจากไปร่วมมิสซา ท่านจะรีบตรงดิ่งไปหานางที่ประตู แล้วเขย่งเท้าน้อย ๆ ขึ้นพร้อมพูดว่า “หนูก็ต้องการพระองค์เหมือนกันนะคะ” ฝั่งมารดาของท่านที่เห็นท่านทำเช่นนี้ ก็จะก้มตัวลงเป่าลมเบา ๆ ที่ริมฝีปากของท่าน ท่านเมื่อได้รับการปฏิบัติดังนี้ก็จะรีบผละจากมารดาของท่านไป แล้วใช้สองมือน้อย ๆ ไขว้ประสานไว้ที่อกด้วยความยินดีและความเชื่อ พร้อมกับกระโดดโลดเต้นไปมา และพูดซ้ำไปซ้ำมาว่า “หนูได้รับพระเจ้าเหมือนกันแล้ว หนูได้รับพระเจ้าเหมือนกันแล้ว”

เมื่ออายุได้ 10 ปี ด.ญ. มารีอา จึงได้รับอนุญาตให้รับศีลมหาสนิทครั้งแรก ในวันที่ 3 เมษายน ค.ศ. 1894 วันนั้นนอกจากการรับศีลมหาสนิทจะกลายมาเป็นยอดแห่งความยินดีของท่านไปตลอดชีวิต วิญญาณของท่านยังสัมผัสได้ถึงประสบการณ์ที่ท่านนิยามว่าเป็น ‘แรงบีบของความรัก’ (stretta amorosa) อยู่ชั่วขณะ ท่านเขียนเล่าว่า “ความรักขององค์พระเยซู ความอ่อนโยนที่พระองค์ทรงมีต่อดิฉันทำให้ดิฉันถึงกับหลั่งน้ำตาแห่งความสุขล้ำและความรักโดยพร้อมกัน” ประสบการณ์เช่นนี้ทำให้ท่านในวัยสิบปีตระหนักได้ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงแสดงพระองค์ในศีลมหาสนิท ไม่เพียงเชื้อเชิญให้ท่านชิดสนิทกับพระองค์โดยการรับพระองค์เป็นอาหารหล่อเลี้ยงวิญญาณ เหมือนที่ท่านได้ปฏิบัติก่อนจะได้รับอนุญาตให้รับศีลมหาสนิท แต่ยังทรงเชื้อเชิญให้ท่านยกระดับวิญญาณของตนจากสภาพที่เป็นอยู่ขึ้นไปอีก เพื่อบรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์ ผ่านการมอบความรักทั้งหมดที่ท่านมีให้พระองค์ 

บุญราศีมารีอา กันดีดา เมื่อรับศีลมหาสนิทครั้งแรก

แต่เพียงหนึ่งปีต่อมา เมื่ออายุได้ 11 ปี ท่านก็เริ่มรู้สึกสับสนและวุ่นวายกับชีวิต จนทำให้ท่านเริ่มดำเนินชีวิตอย่างไร้แก่นสารและมีความนึกคิดเป็นของตนเองมากขึ้น ท่านจึงค่อย ๆ ถอยห่างจากความปรารถนาในชีวิตแบบนักบวชมาสู่ชีวิตแบบสาวสังคมแทน ยิ่งเมื่อท่านอายุ 14 ปี ที่บิดามารดาตัดสินใจให้ท่านออกจากโรงเรียน เมื่อเรียนได้ถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น แม้ท่านจะมีผลการเรียนที่ดีมาโดยตลอด เนื่องจากทั้งสองเห็นว่าความรู้แต่เพียงเท่านี้ ก็เพียงพอแล้วสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง ชีวิตของท่านยิ่งเบี่ยงออกจากชีวิตนักบวชมากยิ่งขึ้น ตามความปรารถนาของครอบครัวที่มุ่งเตรียมท่านให้พร้อมสำหรับการแต่งงานมีเหย้ามีเรือนกับชายที่เหมาะสม หลังจากวันนั้นท่านได้รับอนุญาตเพียงให้เรียนเปียโน เพื่อเตรียมพร้อมคุณสมบัติอีกหนึ่งประการสำหรับการเป็นสาวสังคมในสมัยนั้น และตามความคิดของบิดามารดาท่านถือว่าการเรียนเพิ่มเติมเท่านี้เพียงพอแล้วสำหรับวัยของท่าน และยังเป็นโอกาสที่ท่านจะไม่ต้องออกไปไหนมาไหนบ่อย ๆ

ท่านยอมปฏิบัติตามสิ่งเหล่านี้โดยไม่ได้ต่อต้าน ด้วยความรักที่มีต่อบิดามารดาเพียงประการเดียว ท่านยอมที่จะมีชีวิตในแบบที่ทั้งสองคาดหวัง แม้สิ่งนี้ดูจะเป็นสิ่งขัดแย้งกับสิ่งที่พระเยซูเจ้าได้ทรงเรียกท่านให้ทำ เมื่อครั้งท่านรับศีลมหาสนิทครั้งแรกก็ตาม จนที่สุดในวัย 15 ปี ท่านก็กลายเป็นสิ่งที่บิดามารดาคาดหวัง คือ เป็นหญิงสาวที่ดำเนินชีวิตตามกระแสโลก ซึ่งวัน ๆ หนึ่งสนใจแต่เรื่องการแต่งตัวและการทำผม เพื่อร่วมทั้งงานเต้นรำ การชมละคร และการพบปะชนชั้นสูง แม้ในระยะแรกด้วยนิสัยชอบเก็บเนื้อเก็บตัวของท่านจะทำให้ท่านขวยอายอยู่บ้างที่ต้องใช้ชีวิตแบบนี้ โดยมีนางโยวันนี มารดาคอยกำกับดูแลให้ในเวลาเดียวกันกับที่ท่านกลายเป็นสาวสังคม ท่านยังคงดำเนินอยู่ในมรรคาของการเป็นคริสตชนฆราวาสที่ดี ทั้งด้วยการพาท่านรำพึงภาวนาประจำวัน และคอยช่วยเหลือคนที่ลำบากกว่าตนเองอยู่เสมอ ซึ่งท่านก็ยินดีที่จะปฏิบัติตาม จึงอาจกล่าวได้ว่าในเวลาที่ชีวิตของท่านดูจะแยกจากพระเจ้าไปในโลก ชีวิตของท่านก็มิได้ตัดขาดจากพระองค์โดยสมบูรณ์ ดังนั้นเององค์พระเจ้า ผู้ทรงเชื้อเชิญให้ท่านเป็นเจ้าสาวของพระองค์ จึงมีช่องทางทำสิ่งพิศวงให้เกิดขึ้นกับชีวิตของท่าน

บุญราศีมารีอา กันดีดา ในวัย 15 ปี
ก่อนจะตัดสินใจเป็นนักบวช

ในเวลาที่ชีวิตของท่านออกห่างจากชีวิตนักบวชเรื่อย ๆ พระเยซูเจ้าผู้ทรงเตรียมหนทางให้ท่านเป็นเจ้าสาวของพระองค์ในฐานะนักบวชก็ทรงสัมผัสจิตใจของท่าน ผ่านพระรูปพระหฤทัยของพระองค์ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1899 สิ่งนี้ทำให้ท่าน 15 ปี กลับมาทบทวนชีวิตที่เป็นอยู่และจะเป็นไป ว่าแท้จริง สิ่งใดคือสิ่งที่ท่านปรารถนา การดำเนินชีวิตในฐานะฆราวาสหรือนักบวช สิ่งใดคือความปรารถนาของครอบครัว สิ่งใดคือความปรารถนาแท้ของท่าน ท่านอธิบายว่าเหตุการณ์นี้ คือ ‘การกลับใจใหม่’ ของท่าน ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในมโนทัศน์ของท่านเช่นนี้ยิ่งแจ่มชัดมากขึ้นในวันที่ 2 กรกฎาคม ปีเดียวกัน เมื่อท่านได้มีโอกาสร่วมพิธีรับเครื่องแบบคณะนักบวชคณะหนึ่งของญาติ ท่านก็ยิ่งตระหนักได้ว่าพระเจ้ามิได้ทรงเรียกท่านเพื่อเป็นฆราวาส แต่ทรงเรียกท่านเพื่อเป็นนักบวชเป็นเจ้าสาวของพระองค์ผู้ดำรงชีวิตอยู่ในโลก ท่านเขียนเล่าว่า “องค์พระเยซูทรงชนะหัวใจของดิฉันในเช้าวันต่อมา เมื่อดิฉันตื่นขึ้นมามีบางอย่างที่ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรเกิดขึ้นกับดิฉัน … เมื่อสิ่งที่เคยดูน่ากลัวเมื่อตะก่อน (ชุดนักบวช) ได้ปรากฏเป็นสิ่งที่วิเศษยิ่งแก่ดิฉัน”  

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในวิญญาณของท่านนี้สวนทางกลับความคาดหวังที่ครอบครัวท่านตั้งไว้โดยสิ้นเชิง นี่เองเป็นจุดเริ่มต้นความยากลำบากครั้งสำคัญในชีวิตของท่าน แต่โดยหนทางสวรรค์องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเรียกท่าน ก็ทรงเป็นผู้คอยชี้นำวิญญาณของท่านให้เติบโตและก้าวข้ามความยากลำบากไปได้ ดุจเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงเรียกและนำบรรดาชาวยิวให้ออกจากแผ่นดินอิยิปต์ เพื่อมุ่งสู่ดินแดนพันธสัญญา ทำให้ในความโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงภายในวิญญาณที่ท่านต้องเผชิญ จากความขัดแย้งระหว่างความคาดหวังของครอบครัวและความปรารถนาของท่านอย่างสิ้นเชิง วิญญาณของท่านจึงไม่โดดเดี่ยว แต่ค่อย ๆ เติบโตและกลายเป็นของพระองค์มากยิ่งขึ้น และเมื่อท่านในวัยประมาณ 18 ปี หรือใน ค.ศ. 1902 ท่านค้นพบว่า พระเยซูเจ้าทรงสถิตอยู่ในตู้ศีลอย่างแท้จริง ผ่านเหตุการณ์ที่หญิงนางหนึ่งได้รั้งท่านที่เตรียมจะกลับเพราะมามิสซาไม่ทันว่า “ทำไมเธอไม่เข้าไปห้องหลังวัดอย่างน้อยเพื่อเยี่ยมพระเยซูเจ้าเสียละ” ท่านก็ยิ่งค้นพบกำลังในการที่จะตัดสละสิ่งต่าง ๆ ที่เหนี่ยวรั้งกระแสเรียกการเป็นนักบวชของท่านอย่างสิ้นเชิง เช่นเดียวกับกำลังและความกล้าที่จะมอบตัวเองไว้ให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงชำระให้เหมาะสมกับพระองค์ผ่านความทุกข์ยากฝ่ายกายต่าง ๆ การตระหนักถึงความจริงข้อนี้ ยังทำให้ท่านมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะพยายามหาเวลาไปรับศีลมหาสนิทและเฝ้าศีลให้ได้ทุกวันอีกด้วย

บุญราศีมารีอา กันดีดา ในวัย 26 ปี
ภายหลังการกลับใจท่านชอบสวมเสื้อผ้าที่เรียบง่าย

อาศัยแรงผลักดันจากภายในจากตระหนักรู้เช่นนี้ ทำให้ในวัย 18 ปี เมื่อท่านได้มีโอกาสไปเข้าเงียบที่โรงเรียนเดิมของท่าน ท่านได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะทำตามสิ่งที่หัวใจท่านปรารถนา โดยไม่สนว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่บิดา มารดา และพี่ชายของท่านไม่ประสงค์ โดยการตัดสินใจปฏิญาณตนถือพรหมจรรย์ชั่วคราว และได้รื้อฟื้นคำปฏิญาณตนนี้ทุก ๆ สามเดือนตามที่คุณพ่อวิญญาณของท่านในเวลานั้นอนุญาต เพื่อตอกย้ำเจตจำนงค์ว่า ท่านได้เลือกพระคริสตเจ้าเป็นเจ้าบ่าวแต่เพียงองค์เดียว และตราบสิ้นพิภพก็ไม่ขอมีชายอื่นอีก การปฏิบัติเช่นนี้ยิ่งทำให้วิญญาณของท่านมุ่งหาแต่การติดตามพระองค์ในฐานะนักบวชมากยิ่งขึ้น และยังรุนเร้าให้วิญญาณของท่านมีความปรารถนาที่จะรับศีลมหาสนิทและไปเฝ้าศีลบ่อยยิ่งขึ้นตามไปด้วย จนนำไปสู่ความกังวลใจให้ครอบครัวของท่านที่ต่างคาดหวังให้ท่านได้เป็นฝั่งเป็นฝากับชายสักคน ยิ่งภายหลังการเสียชีวิตลงของนายเปียโตร บาร์บา ในวันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ. 1904 สถานการณ์ของครอบครัวต่อทิศทางความเปลี่ยนแปลงในเรื่องอนาคตของท่านก็ไม่ได้ดูจะมีทิศทางที่ดีขึ้น

เมื่อครอบครัวท่านตระหนักว่าความปรารถนาในการเป็นนักบวช ซึ่งสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับความปรารถนาที่จะเห็นท่านเป็นภรรยาและแม่ของพวกเขาในตัวท่านนั้นแรงกล้ามากยิ่งขึ้น พวกเขาจึงได้พยายามทำให้เลิกล้มความตั้งใจนี้ไป โดยพวกเขาคิดว่าความคิดเช่นนี้ของท่านเป็นเพียงความร้อนรนชั่วครั้งชั่วคราว ดังนั้นหากกันท่านออกจากชีวิตใกล้ชิดวัดก็คงจะทำให้ท่านเปลี่ยนความคิดได้ ดังนั้นพวกเขาจึงห้ามมิให้ท่านไปวัดตามอำเภอใจ ไม่เพียงเท่านั้นนางโยวันนี มารดาของท่านที่แม้จะเป็นคริสตังใจศรัทธามากคนหนึ่ง ก็ถึงกับเอ่ยปากขอให้ท่านอย่าพึ่งเข้าอารามไหน จนกว่านางจะเสียชีวิต เพราะนางทำใจไม่ได้ที่จะต้องพรากจากท่านไป (แต่กระนั้นนางก็อนุญาตให้ท่านได้เยี่ยมอารามคณะพระนางมารีย์เสด็จเยี่ยมนางเอลิซาเบธและคณะภคินีแห่งพระนางมารีย์ผู้ร่วมชดเชยได้ในบางโอกาส) ส่วนนายคริสโตโฟโร พี่ชายของท่านที่ขึ้นมาเป็นหัวหน้าครอบครัวแทนบิดาผู้จากไปยิ่งแล้วใหญ่ เขาไม่ได้มองเห็นวิญญาณที่งดงามและลอยสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ของน้องสาว ตรงข้ามเขากลับมองเห็นแต่หญิงสาวธรรมดา ๆ ที่มีความคิดไม่เข้าท่าเสียเสียเลย ซึ่งตัวเขามีหน้าที่ต้องดูแลเธอให้อยู่กับโลกแห่งความเป็นจริง  และไม่เพียงแต่ต้องรับมือกับความทุกข์ที่ต้องเก็บงำความปรารถนาของตัวเองไปอย่างไม่มีจุดหมายจากการต่อต้านของครอบครัว ช่วงเวลาเดียวกันนี้เองวิญญาณของท่านยังต้องเผชิญกับภาวะหมดไฟ ซึ่งเกิดขึ้นจาก ‘ภาวะเจ็บป่วยในมโนธรรม’ (malattia degli scrupoli) หรือความสับสนภายในวิญญาณที่สร้างความทุกข์ทั้งแก่วิญาณ จิตใจ และร่างกาย ตั้งแต่ ค.ศ. 1905 เป็นต้นมาอีกด้วย

วัดนักบุญฟรังซิส แห่ง อัสซีซี เมืองปาแลร์โม 
ที่ครอบครัวท่านไปมิสซาทุกวันอาทิตย์ 
และเป็นสถานที่ที่ท่านพบกับคุณพ่ออันโตนีโอ มาเตรา

วันเวลาล่วงมาถึง ค.ศ. 1908 ท่านในวัย 24 ปี ที่ยังคงถูกครอบครัวกีดกันไม่ให้เป็นนักบวช จึงได้ขอให้คุณพ่ออันโตนีโอ มาเตรา พระสงฆ์คณะฟรังซิสกันจากอารามเมืองปาแลร์โมเป็นคุณพ่อวิญญาณของท่าน และภายใต้การชี้นำของคุณพ่อ ท่านจึงได้เริ่มร่าง ‘คำสารภาพบาปทั้งหลาย’ (General Confession) ซึ่งเป็นการไตร่ตรองมโนธรรมถึงบาปผิดต่าง ๆ ที่เคยทำมาตลอดชีวิต เพื่อเตรียมแก้บาปเหล่านั้นทั้งหมด ที่นิยมทำในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านของชีวิตครั้งสำคัญ เช่น ก่อนการปฏิญญาณตนเป็นนักบวช ก่อนการบวชเป็นพระสงฆ์ และก่อนจบการฝึกจิตตามแนวทางของนักบุญอิกญาซีโอ ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1910 เรื่อยมาจนถึง ค.ศ. 1918 ก่อนที่ในวันที่ 20 มีนาคม ปีเดียวกับที่ท่านเริ่มร่างคำสารภาพบาปทั้งหลาย ท่านจะตัดสินใจสมัครเข้าเป็นสมาชิกคณะฟรังซิสกันขั้นที่ 3 ที่เป็นทางเลือกสำหรับฆราวาสที่ต้องการดำเนินชีวิตอย่างนักบวชกึ่งฆราวาส (ท่านได้เข้าพิธีปฏิญาณตนเป็นสมาชิกของคณะในวันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 1916)

แม้จะทราบดีว่าสิ่งที่ท่านประสงค์เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับความประสงค์ของครอบครัว ตลอดเวลานับตั้งแต่ท่านตระหนักถึงความต้องการของท่านได้ ท่านก็เฝ้าหาจังหวะที่จะได้เป็นนักบวชอยู่ตลอดอย่างไม่ย่อท้อ แต่เมื่อด้วยเหตุการณ์ที่ครอบครัวท่านเผชิญเริ่มตั้งแต่ความเจ็บป่วยของนายเปียโตร บิดาที่กินระยะเวลายาวนานก่อนจะจบลงด้วยการสูญเสียผู้นำของครอบครัวไป ก่อนจะตามมาด้วยการเสียชีวิตของเปาโล น้องชายวัย 21 ปีของท่านใน ค.ศ. 1909 ท่านจึงไม่มีโอกาสที่จะได้ทำตามสิ่งที่ท่านปรารถนา เพราะท่านมองว่าในสถานการณ์เช่นนี้ท่านยังไม่ควรที่จะละทิ้งครอบครัวไป ดังนั้นท่านจึงเลือกที่จะเก็บงำและน้อมรับเรื่องนี้ด้วยความอดทนและความเชื่อ เพราะเหตุผลที่แสนเรียบง่ายคือความรักที่มีต่อครอบครัว แม้การทำเช่นนี้จะทำให้ภายในวิญญาณของท่านระทมทุกข์อย่างแสนสาหัสก็ตาม แต่โดยอาศัยความศรัทธาที่ท่านมีต่อศีลมหาสนิท ซึ่งทำให้ท่านตระหนักรู้ถึงธรรมล้ำลึกแห่งการประทับอยู่ในศีลมหาสนิทของพระเจ้าในโลก ที่เน้นย้ำถึงความรักอันไม่มีสิ้นสุดและพระสัญญาของพระเจ้าต่อมนุษย์ ตามที่ท่านค้นพบเมื่อท่านอายุได้ 18 ปี ท่านจึงยังคงรู้สึกได้ถึงแรงสนับสนุนดุจลมใต้ปีกที่พยุงท่านให้ก้าวต่อไปในทางแห่งความฝัน ด้วยความหวังและความมุ่งมั่นต่อไป “ความอ้างว้างที่แสนจะน่ากลัวปรากฏเป็นเรื่องง่าย อ่อนโยน ไม่น่าแยแสสำหรับดิฉัน เมื่อทุกสิ่งเป็นไปเพื่อความรักของพระองค์และพร้อมพระองค์ ทุกสิ่งช่างเป็นเรื่องง่ายดายเมื่ออยู่ใต้พระอานุภาพ และขึ้นอยู่กับว่าพระองค์จะทรงปลดเปลื้องหัวใจของชาวเรา รวมถึงความปรารถนาของชาวเราเวลาไหน ซึ่งพระองค์ก็ทรงสามารถทำเช่นนั้นในทันที” ท่านเขียนในเวลาต่อมา

บุญราศีมารีอา กันดีดา ถ่ายภาพกับครอบครัว
เมื่อคราวไปแสวงบุญที่กรุงโรม ใน ค.ศ. 1910

ต่อมาในเดือนกันยายน ค.ศ. 1910 ท่านได้มีโอกาสติดตามครอบครัวไปแสวงบุญที่กรุงโรม และได้มีโอกาสร่วมเข้าเฝ้านักบุญสมเด็จพระสันตะปาปาปีโอ ที่ 10 ท่านจึงใช้โอกาสนี้ติดต่อกับอารามคณะภคินีแห่งพระนางมารีย์ผู้ร่วมชดเชย (Sœurs de Marie Reparatrice) ซึ่งมีจิตตารมณ์สำคัญ คือ การทำงานช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผ่านงานสังคมสงเคราะห์ควบคู่ไปกับการแสดงคารวะกิจต่อศีลมหาสนิท เพื่อชดเชยการต่อต้านความเชื่อคริสตังในโลก (ดังนั้นที่วัดของอารามที่กรุงโรมจึงมีการตั้งศีลตลอดเวลาและมีชื่อเสียงในเรื่องนี้) เพื่อหาลู่ทางในการสมัครเข้าคณะ แต่มารดาของท่านก็รู้ทัน นางจึงขัดขวางมิให้ท่านได้ทำตามประสงค์ได้ ดังนั้นท่านจึงจำต้องกลับมายังปาแลร์โมและรอเวลาต่อไป จนเวลาผ่านไปอีกสองปี คือ ใน ค.ศ. 1912 ท่านที่ไม่ละความพยายามในการติดตามความฝันของท่านจึงติดต่อกับอารามคณะคาร์เมไลท์ในเมืองปาแลร์โม และมีโอกาสได้อ่าน ‘บันทึกวิญญาณของภคินีเทเรซา แห่ง พระกุมารเยซู’ อัตชีวประวัติของภคินีคาร์เมไลท์ชาวฝรั่งเศสผู้ค้นพบทางสายน้อย ที่กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินเรื่องแต่งตั้งเป็นนักบุญในเวลานั้น ท่านจึงค้นพบความบรรเทาใหม่ในท่ามกลางความยากลำบากที่ต้องเผชิญ ในเวลาเดียวกันผ่านผลงานชิ้นน้อย ๆ นี้ ท่านก็ค่อย ๆ พบแนวทางที่พระเจ้าได้ทรงเตรียมไว้ให้ท่านนั้นแจ่มชัดมากยิ่งขึ้น

ในวัย 28 ปี เนื่องจากธรรมเนียมในเวลานั้นในท้องถิ่นที่ท่านอยู่จะมีการโปรดศีลกำลังก่อนพิธีแต่งงานไม่นาน หรือโปรดในวันรับศีลสมรสเลย ทำให้ท่านยังมิได้รับศีลกำลังตราบถึงเวลานี้ ดังนั้นเมื่อสบโอกาสที่คุณพ่อโบวา อุปสังฆราชแห่งปาแลร์โมจะเดินทางมาโปรดศีลกำลังให้บุตรชายของนางลุยซา พี่สาวของท่านที่ป่วยหนักที่บ้านของนางลุยซา ท่านจึงได้ติดต่อขอให้คุณพ่อได้ช่วยโปรดศีลกำลังอย่างลับ ๆ ให้ท่านไปพร้อมกัน ดังนั้นในวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 1912 ท่านจึงได้รับการโปรดศีลกำลังอย่างลับ ๆ ภายในบ้านของนางลุยซา หลังจากในปีต่อมาท่านจึงล้มป่วยลงจากภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรงและอาการตรอมใจ แต่เมื่ออาการต่าง ๆ ทุเลาลง ท่านก็พบว่าภาวะเจ็บป่วยในมโนธรรมที่ท่านเผชิญมาหลายปีก็ได้หายไปเช่นเดียวกัน คุณพ่ออันโตนีโอ มาเตรี จึงอนุญาตให้ท่านปฏิญาณตนถือพรหมจรรย์ตลอดชีวิตได้ หลังจากนั้นสถานการณ์ของครอบครัวบาร์บาต่อกระแสเรียกของท่านยังคงเป็นไปในเชิงลบจนท่านอายุย่างเข้าเลขสาม ความหวังในการจะได้เข้าอารามก็ปรากฏขึ้น เมื่อนางโยวันนา มารดาของท่านได้ถึงแก่กรรมลงในวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1914

ขวามือของภาพ คือ ถนนวีอา ดันเต เป็นที่ตั้งของบ้านที่ท่านอาศัย
ภายหลังการเสียชีวิตของบิดา (ปัจจุบันอาคารนั้นถูกรื้อแล้ว)
สถานที่ที่ท่านยืนหยัดตลอดหลายปีเพื่อกระแสเรียก

ด้วยความหวังอย่างเต็มเปี่ยม เมื่อมารดาของท่านสิ้นใจลง ท่านในวัย 30 ปี ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าถึงเวลาอันสมควรแล้วที่ท่านจะได้ทำตามสิ่งที่ท่านตั้งใจมาอย่างยาวนานอย่างการถวายตัวเป็นนักบวช ท่านจึงเริ่มไตร่ตรองอย่างจริงจังว่ากระแสเรียกของท่านมีอยู่ที่คณะใดในสามคณะ ได้แก่คณะพระนางมารีย์เสด็จเยี่ยมนางเอลิซาเบธ คณะภคินีแห่งพระนางมารีย์ผู้ร่วมชดเชย และคณะคาร์เมไลท์ ที่สุดในวันที่ 22 มิถุนายน ปีเดียวกัน ท่านจึงตัดสินใจที่จะหนีออกจากบ้านเพื่อไปสมัครเข้าคณะภคินีแห่งพระนางมารีย์ผู้ร่วมชดเชยที่กรุงโรม แต่ไม่วายท่านก็ไม่สามารถจะทำตามความตั้งใจนี้ได้ ท่านจึงจำต้องอยู่กับการต่อต้านกระแสเรียกนักบวชของครอบครัว ซึ่งยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นภายหลังมารดาของท่านเสียชีวิต และนายคริสโตโฟโรขึ้นมาเป็นผู้นำครอบครัวอย่างเต็มตัวต่อไป ในสถานการณ์เช่นนี้ความทุกข์ครั้งใหญ่ที่ท่านต้องเผชิญนอกเหนือจากการไม่สามารถเป็นนักบวชได้ คือการขาดจากการรับศีลมหาสนิทอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอ เนื่องจากพี่ชายของท่านได้ลงดาบไม่ยอมให้ท่านไปไหนมาไหนตามลำพัง ท่านไม่อยากมีปัญหากับพี่ชาย จึงไม่ออกไปไหนมาไหนบ่อย ๆ  เป็นผลให้ท่านแทบจะไม่ได้รับศีลมหาสนิทเลยตั้งแต่นั้นมา ท่านนิยามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น ‘กางเขนที่ทั้งใหญ่และสาหัสสากรรจ์’

วันเดือนเคลื่อนคล้อยไปท่านน้อมรับกางเขนที่พระเจ้าได้ทรงมอบให้ท่านด้วยความเชื่อและความไว้ใจจนล่วงผ่านไปอีกห้าปี ในวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1919 ท่านพร้อมด้วยพี่สาวสองคน คือ ลุยซา และ อันโตเนียตตา จึงได้เข้าพบพระคุณเจ้าอเลสซานโดร ลูอัลดี พระอัครสังฆราชอัครสังฆมณฑลปาแลร์โม เพื่อขอคำแนะนำเรื่องกระแสเรียกของท่าน พระคุณเจ้าที่ทราบว่าอารามคาร์แมลที่เมืองปาแลร์โมไม่มีที่พอรับสมาชิกใหม่ จึงได้แนะนำให้ท่านเข้าอารามนักบุญเทเรซา แห่ง พระเยซูเจ้า เมืองรากูซา จ. รากูซา ซึ่งตั้งอยู่คนละฟากของเกาะซิซิลีกับเมืองปาแลร์โมแทน ท่านที่แต่เดิมลังเลอยู่บ้างว่าควรจะสมัครเข้าคณะไหนระหว่างคณะพระนางมารีย์เสด็จเยี่ยมนางเอลิซาเบธและคณะคาร์เมไลท์ จึงตัดสินใจเขียนจดหมายไปยังอารามหลังนี้ ‘ที่ยากไร้มาก แต่ก็เคร่งคัดยิ่ง’ ในทันที และเมื่อได้รับคำตอบจากทางอารามว่ามีที่ว่างในอารามให้ท่านสมัครได้ ในวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 1919 ภายหลังฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อความฝันมานานถึง 20 ปีเต็ม ในวัย 35 ปี ท่านจึงได้เดินทางไปเข้าอารามคณะคาร์เมไลท์ เมืองรากูซาพร้อมด้วยซิสเตอร์สองคนจากคณะธิดาแห่งเมตตาธรรม ที่ท่านได้ขอให้เดินทางไปเป็นเพื่อนแทนคนในครอบครัว เนื่องจากบรรดาพี่ ๆ ของท่านต่างไม่พอใจที่ไม่อาจจะไม่ฉุดรั้งหรือขัดขวางท่านไว้ได้อีกต่อไป ดังนั้นนับตั้งแต่วันที่หันหลังออกจากบ้านเพื่อก้าวเข้าไปสู่ประตูที่กั้นระหว่างโลกสองใบ ท่านจึงก้าวเข้าสู่เขตพรตโดยไร้เงาของพี่ ๆ มายืนส่งตัวเหมือนผู้สมัครคนอื่น ๆ และนับแต่นั้นมา ไม่ว่าจะวันธรรมดาหรือแม้แต่วันสำคัญอย่างวันที่ท่านรับเครื่องแบบคณะ พวกเขาก็ไม่เคยมาพบท่านอีกเลย เรื่องนี้ยังความทุกข์ใจให้ท่านอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้ฉุดรั้งไม่ให้ท่านทำสิ่งที่ปรารถนามาโดยตลอด

เครื่องแต่งกายที่หรูหรากว่าปกติ ซึ่งบุญราศีมารีอา กันดีดา
เลือกสวมในวันเข้าอาราม

ชีวิตใหม่ในฐานะโปสตุลันต์ที่รอคอยมาแสนนาน เนื่องจากสุขภาพที่ไม่สู้จะแข็งแรงของท่าน และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปตามระเบียบของคณะ รวมถึงการใช้ชีวิตท่ามกลางหมู่คณะ ท่านพบว่ามันเป็นทดสอบอีกครั้งหนึ่งที่ท่านต้องผ่านไปให้ได้  และท่านจะต้องเอาชนะตัวเองในหลายแง่มุม แต่ท่านก็ไม่เคยย่อท้อหรือยอมแพ้ต่อสิ่งเหล่านี้ กระทั่งใกล้วันที่ผู้ใหญ่กำหนดให้ท่านเข้ารับเครื่องแบบคณะเพื่อเริ่มการเป็นโนวิส เมื่อท่านมีโอกาสได้เข้าเงียบเพื่อเตรียมตัว ท่านได้ทูลขอนามใหม่จากพระเจ้า เพื่อเป็นเครื่องหมายว่าพระองค์ได้ทรงอภัยความผิดทั้งมวลตั้งแต่วัยเยาว์ของท่านแล้วอย่างแท้จริง และในวันที่ 16 เมษายน ค.ศ. 1920 เมื่อท่านได้เข้าพิธีรับเครื่องแบบคณะ พร้อมนามใหม่ในอารามว่า ‘ภคินีมารีอา กันดิดา แห่ง ศีลมหาสนิท’ ท่านจึงเชื่ออย่างสุดหัวใจว่านี่คือเครื่องหมายว่าพระเยซูเจ้าผู้ทรงสถิตในเพศปังได้ทรงแสดงให้ท่านทราบตามความปรารถนาของท่าน และนี่คือแนวทางสำหรับการดำเนินชีวิตในฐานะนักบวชคณะคาร์เมไลท์ที่ท่านจะต้องดำเนินไปเพราะท่านตระหนักดีว่ากำแพงเขตพรตที่กำหนดขอบเขตอย่างชัดเจน ไม่ใช่ ‘สถานที่หลบภัย’ ที่จะใช้หลีกเร้นกายจากปัญหาชีวิต หากแต่เป็น ‘สถานที่แห่งการรับใช้’ โลกและพระศาสนจักรด้วยคำภาวนาและพลีกรรม 

ภายใต้จิตตารมณ์ที่วางไว้โดยบรรดาฤษีแห่งภูเขาคาร์แมล และนักบุญเทเรซา แห่ง พระเยซูเจ้า ปิยมารดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ ท่านได้ค่อย ๆ พัฒนาสิ่งที่ท่านเรียกว่า ‘กระแสเรียกในศีลมหาสนิท’ (vocazione per l’Eucaristia) คือการที่วิญญาณได้รับการเชื้อเชิญให้รับองค์พระผู้เป็นเจ้าเข้าไปในวิญญาณผ่านศีลมหาสนิท แล้วตระหนักถึงการประทับอยู่ของพระองค์กับวิญญาณผ่านศีลมหาสนิท และกลายเป็นศีลมหาสนิทในโลก ในทำนองเดียวกับประสบการณ์ในวัยเยาว์ของท่าน เมื่อท่านยังไม่ได้รับอนุญาตให้รับศีลมหาสนิท ที่ท่านเฝ้ารอมารดากลับจากวัดเพื่อขอรับพระเยซูเจ้าผ่านลมหายใจของนาง และเริงรื่นเมื่อได้รับสิ่งนั้นเพราะพระองค์ทรงประทับอยู่กับตัวท่านแล้ว ท่านตระหนักว่าเมื่อวิญญาณสนิทสัมพันธ์กับศีลมหาสนิท วิญญาณไม่เพียงได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยชีวิตนิรันดร์ หากแต่ยังได้รับผลอื่น ๆ เพราะศีลมหาสนิทเป็นทั้งโรงเรียนสำหรับชีวิตคริสตชน เป็นพลังที่ขับเคลื่อนชีวิตคริสตชน และเป็นพื้นที่ที่วิญญาณได้มีประสบการณ์กับพระเจ้าในโลก นี่เองทำให้ท่านพูดออกมาได้ว่า “จงนำทุกสิ่งแม้แต่ผิวหนังไปจากดิฉัน แต่โปรดทิ้งพระเยซูเจ้าไว้” และ “หลาย ๆ ครั้งเป็นพิเศษในยามเย็น เมื่อคิดถึงความยิ่งใหญ่ ความรุ่งเรืองในแผ่นดิน แล้วหันไปมองตู้ศีล ดิฉันอุทานออกมาว่า ‘ทุกสิ่งช่างว่างเปล่า ไม่มีสมบัติใดจะยิ่งใหญ่และเลิศรสไปกว่าสิ่งที่ลูกมี และทุกสิ่งอยู่ที่นั่น’” 

อารามคาร์แมล รากูซา หลังแรกที่บุญราศีมารีอา กันดีดา
ใช้ชีวิตอยู่จนถึง ค.ศ. 1937

ในมิติของการเป็นโรงเรียนสำหรับชีวิตคริสตชน ท่านมองว่ารูปแบบของชีวิตคริสตชนสามประการ คือ ความเชื่อศรัทธา ความหวัง และความเมตตารักได้ปรากฏในศีลมหาสนิทอย่างครบถ้วน ดังนี้
1. ความเชื่อศรัทธา: “ข้าแต่ศีลศักดิ์สิทธิ์ที่รักของลูก ลูกเห็นพระองค์ ลูกเชื่อพระองค์ … โอ้ ความเชื่อศรัทธาแสนศักดิ์สิทธิ์ การรำพึงถึงองค์พระสวามีเจ้าผู้เป็นที่รักในศีลศักดิ์สิทธิ์ด้วยความเชื่อศรัทธาอย่างแรงกล้า คือ การเจริญชีวิตอยู่กับพระองค์ผู้ทรงเสด็จมาชาวเราในทุกวัน”
2. ความหวัง: “ข้าแต่ศีลมหาสนิทของลูก ข้าแต่องค์ความหวังที่รัก ความหวังของพวกลูกทั้งหมดอยู่ในพระองค์ … ตั้งแต่ลูกยังเป็นเด็กน้อยความหวังของลูกในศีลมหาสนิทก็กล้าแกร่งแต่นั้นแล้ว”
3. ความเมตตารัก: “พระเยซูเจ้าข้า ลูกรักพระองค์มากเหลือเกิน ในใจของลูกมีความรักมากมายให้พระองค์ โอ้ องค์ความรักอันศักดิ์สิทธิ์ … ความรักของพระเจ้าซึ่งได้จัดเตรียมปัง ซึ่งได้กลายมาเป็นนักโทษเพื่อลูกไว้สำหรับวิญญาณช่างยิ่งใหญ่เหลือประมาณ”
ในทำนองเดียวท่านยังมองเห็นอีก รูปแบบของชีวิตนักบวชภายใต้ศีลบนสามประการก็ปรากฏเป็นรูปธรรมอยู่ในศีลมหาสนิทเช่นเดียวกัน ดังนี้
1. ศีลบนแห่งความนบนอบ: “เราจะไม่ร้องเพลงสรรเสริญความนบนอบในศีลศักดิ์สิทธิ์นี้หรือ ความนบนอบขององค์พระเยซูเจ้า ชาวนาซาเรธกับความนบนอบของพระองค์ในศีลมหาสนิทตลอดสองพันปีแตกต่างกันตรงไหนเล่า”
2. ศีลบนแห่งความยากจน: “หลังจากพระองค์ทรงสอนดิฉันถึงความนบนอบมากมาย พระองค์จึงทรงตรัสสอนดิฉันถึงความยากจน โอ้ ปังศักดิ์สิทธิ์ ใครเล่าจะไร้อาภรณ์และยากไร้ไปกว่าพระองค์… พระองค์ทรงไม่มีสิ่งใด พระองค์ไม่ทรงเรียกร้องสิ่งใด … โอ้ พระเยซูเจ้า โปรดบันดาลให้วิญญาณนักบวชทั้งหลายดำรงอยู่ในความปรารถนาที่จะหลีกลี้ตนและดำรงอยู่ในความยากจนด้วยใจจริงเถิด”
3. ศีลบนแห่งความบริสุทธิ์: “หากพระองค์ทรงใช้วิธีการตรัสกับดิฉันถึงความนบนอบและความยากจน เพียงพระองค์เหลือบพระเนตรมอง พระองค์ก็ทรงอธิบายความบริสุทธิ์ให้ดิฉันได้เข้าใจ พระสวามีเจ้าข้า หากเคหาของพระองค์คือวิญญาณที่บริสุทธิ์ วิญญาณที่สัมพันธ์กับพระองค์จะมิเป็นอย่างนั้นหรือ แต่นี้ไปลูกจึงตั้งใจว่า ลูกจะชิดสนิทกับพระองค์ผ่านความบริสุทธิ์และความรัก”
ดังนั้นในมุมมองเช่นนี้ การชิดสนิทกับศีลมหาสนิทจึงให้มากกว่าเพียงการหล่อเลี้ยงวิญญาณ แต่ยังให้พระแบบฉบับของพระเยซูเจ้าแก่วิญญาณได้เรียนรู้และปฏิบัติตาม อันเป็นทางบรรลุสู่ความครบครัน ความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่คริสตชนได้รับการเรียกให้ปฏิบัติตามวิถีทางของตน

ส่วนมิติของการเป็นพลังที่ขับเคลื่อนชีวิตคริสตชน ท่านชี้ให้เห็นว่า ศีลมหาสนิทเป็นต้นธารแห่งความสุขในโลก ดังที่ท่านเขียนว่า “พระองค์เท่านั้นที่ทรงทำให้ดลูกมีความสุขได้ บัดนี้ลูกรู้แล้วว่าความสุขและรอยยิ้มของลูกอยู่ที่ใด ข้าแต่ผู้ทรงเป็นต้นธารแห่งความสุข ข้าแต่ผู้ทรงเป็นสรวงสวรรค์ ลูกปรารถนาจะชี้ให้โลกทั้งได้เห็นพระองค์ ลูกปรารถนาอย่างสุดหัวใจที่จะได้เจริญชีวิตอยู่แทบพระบาทของพระองค์ ได้มองเห็นพระองค์ทรงพำนักในศีลมหาสนิท” และ “การรับศีลมหาสนิทเป็นความกระหายหา ความปรารถนา ความยินดีในหัวใจของดิฉัน สำหรับดิฉันแล้วไม่มีความยินดีในโลกจะเท่ากับการได้รับศีลมหาสนิท … แม้การได้รับศีลมหาสนิททุกวัน (ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย) ก็ยังไม่พอสำหรับดิฉัน” ด้วยมุมมองเช่นนี้ท่านจึงมีความฝันที่จะได้รับศีลมหาสนิทในช่วงบ่ายด้วย

บุญราศีมารีอา กันดีดา (ซ้ายมือคนแรก) ในส่วนอารามหลังเก่า

และในมิติของการเป็นพื้นที่ที่วิญญาณได้มีประสบการณ์กับพระเจ้าในโลก ท่านมองเห็นว่าประสบการณ์ที่วิญญาณได้สัมผัสกับพระเจ้าในศีลมหาสนิทเป็นผลดีต่อวิญญาณ ดังที่ท่านได้ชี้ให้เห็นให้เห็นในข้อเขียนหนึ่งว่า การรับศีลมหาสนิทอย่างดีเป็น “การเป็นหนึ่งเดียวกันที่แสนยิ่งใหญ่ระหว่างองค์พระเยซูและวิญญาณซึ่งได้รับพระองค์ … อาศัยการที่วิญญาณโอบสนิทชิดกับองค์พระเยซู วิญญาณจึงเกิดความกระหายหาและความปรารถนาที่จะเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า ดังนั้นผลอันยิ่งใหญ่แท้จริงของการรับศีลมหาสนิทอย่างดีจึงคือความสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้า ศีลมหาสนิทจึงสร้างความสนิทสัมพันธ์ให้เกิดขึ้น” และข้อเขียนอีกตอนที่ท่านพยายามอธิบายว่า อาศัยการรับศีลมหาสนิท วิญญาณยังพบพลังในการทำความดีเพื่อต่อสู้กับความชั่วแบบที่นักบุญเปาโลได้สอนไว้ในจดหมายถึงชาวโรม ดังที่ท่านเขียนว่า “เมื่อรับศีลมหาสนิทอย่างสม่ำเสมอจะทำลาย จะแปรเปลี่ยนความปรารถนาที่สวนทางกับความรักเมตตา แล้วจะดึงพลังในการทำความดีเพื่อต่อกรกับความชั่ว และเพื่อดำรงไว้ซึ่งความดี ความดีแต่เพียงเท่านั้น” รวมถึงข้อเขียนอีกตอนที่ชี้ให้เห็นเพิ่มเติมจากประสบการณ์ส่วนตัวของท่านว่า ศีลมหาสนิทจะเป็นแรงบันดาลใจให้วิญญาณทำความดี ผ่านการที่วิญญาณสำนึกถึงการที่พระเยซูเจ้าทรงมอบพระองค์เองเพื่อมนุษย์อยู่เสมอในศีลมหาสนิทว่า “เมื่อรับศีลมหาสนิทหัวใจดิฉันถูกชักนำให้ไหวสะเทือนถึงการสละพระองค์เองขององค์พระเยซูเจ้าให้กับมนุษย์ทุกคนทั้งครบ โดยมิเคยหยุดหย่อนนั้นมากมายเพียงใด และความคิดเช่นนี้ก็ผุดขึ้นในวิญญาณของดิฉัน ความปรารถนาที่จะมอบตัวเอง มอบตัวเองเพื่อทุกคนเช่นเดียวกัน ด้วยทุกสิ่งที่มี โดยไม่หยุดพัก ไม่มีข้อแม้”

ดังนั้นด้วยการตระหนักว่าศีลมหาสนิทเป็นมากกว่าเพียงอาหารแห่งวิญญาณ ท่านจึงปรารถนาให้วิญญาณทุกดวงได้สัมผัสพระองค์ในศีลมหาสนิท สิ่งนี้เมื่อผสานเข้ากับความเข้าใจที่ว่า “การภาวนาเป็นวิธีการสูงสุดของบรรดาอัครสาวก สิ่งนี้เป็นวิธีการเดียวที่เข้าถึงทุกสรรพสิ่งและทุกคน เป็นเพียงวิธีการเดียวเท่านั้นที่สามารถชักนำพระหรรษทานมาได้อย่างแน่นอน เพราะพระเยซูเจ้าทรงสัตย์ซื่อในพระสัญญาต่อผู้สวดภาวนา” นี่เองทำให้ไม่ลังเลที่จะวอนขอให้พระองค์ได้โปรดทรงประทับในตู้ศีลต่อไป ดังที่ท่านเขียนว่า “สวรรค์ก็ไม่มีสิ่งนี้ สมบัติที่อยู่ที่นี่ นั่นคือองค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นความจริงแท้เป็นความแท้จริงว่าพระเจ้าคือทุกสิ่งของดิฉัน ดิฉันจึงได้ทูลขอให้องค์พระเยซูทรงประทับ ณ ตู้ศีลทั้งหมดบนโลกตราบสิ้นพิภพ” ส่วนตัวท่านก็ปรารถนาให้หัวใจของท่านเป็น ‘ตะเกียงสัญญาณ’ ยืนยันถึงการประทับอยู่ของพระองค์ในตู้นั้นทั่วหุนแห่งในโลก “ที่ใดที่พระเยซูเจ้าในรูปแผ่นปังทรงประทับอยู่ ดิฉันก็จะอยู่ที่แห่งนั้นด้วย”  ไม่เพียงเท่านั้นภายใต้กระแสเรียกที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ในศีลมหาสนิท ท่านที่ตระหนักถึงพันธกิจในการเป็น ‘อัครสาวกของศีลมหาสนิท’ ยังปรารถนาจะเป็น ‘รัศมีศีล’ ที่คอยบอกถึงคุณค่าอันมิรูประมาณของศีลมหาสนิทให้ทุกคนได้รับรู้ รวมถึงจุดประกายความสำนึกรู้เช่นนี้ผ่านคำภาวนาที่ล่องลอยและไม่อาจถูกเขตพรตทางโลกจำกัดได้ ท่านจึงวอนขอ “วิญญาณที่รับศีลมหาสนิทเพื่อความรักและด้วยความรัก เพื่อว่าพวกเขาจะได้ทำทุกอย่างตามกำลังความสามารถเพื่อโมทนาคุณพระองค์ในเวลามากที่สุดเท่าที่พวกเขาจะทำได้” และวิงวอนต่อพระเยซูเจ้าแทนเพื่อนมนุษย์อีกว่า “ข้าแต่พระเยซูเจ้า ขอให้มนุษย์ทุกคนได้สัมผัสถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจากการรับศีลมหาสนิทอย่างดีเถิด”


นอกจากนี้ประสบการณ์ภายในระหว่างท่านและศีลมหาสนิทยังรุนเร้าให้ท่านกระโจนตัวเองลงไปในไฟแห่งความรัก เพื่อทั้งชำระตัวเองให้ศักดิ์สิทธิ์และเป็นยัญบูชาชดเชยความผิดของเพื่อนมนุษย์ ที่ได้กระทำสิ่งล่วงละเมิดความรักที่พระองค์ทรงมีต่อพวกเขา โดยเฉพาะในศีลมหาสนิท ดังนั้นนับตั้งแต่วันแรกที่ท่านได้เข้าสู่เงื้อมเขาคาร์แมล ท่านจึงได้ถวายตนอย่างเงียบ ๆ เพื่อความตั้งใจทั้งสองประการ ตามที่ท่านเขียนเล่าว่า “เมื่อดิฉันมาถึงที่นี่และหมอบกราบลงเบื้องหน้ารัศมีศีล ดิฉันรู้สึกถึงความปรารถนาที่จะสละตนกองไฟแห่งยัญบูชา และดิฉันได้ถวายตัวเป็นยัญบูชาในความเงียบเพื่อพระองค์” และหลังจากนั้นในทุก ๆ พิธีมิสซา ท่านจึงรื้อฟื้นการถวายตัวเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมา รวมถึงไม่มีความลังเลที่กระตุ้นให้คนรอบข้างทำสิ่งที่ล่วงละเมิดต่อความรักของพระเจ้า โดยเฉพาะในศีลมหาสนิท ไม่เว้นแม้แต่บรรดาพระสงฆ์ ดังที่ท่านได้เขียนเตือนไว้ว่า “จงดูแลพระเยซูเจ้าในศีลศักดิ์สิทธิ์ของดิฉันให้ดี”

ท่านเขียนตอนหนึ่งว่า “แม้ยามพระองค์จะทรงเร้นพระองค์จากดิฉัน แม้ยามความอ่อนแอและความฟุ้งซ่านจะมากวนใจดิฉัน หรือแม้ยามร่างกายจะเจ็บปวดแสนสาหัส หรือยามที่ดิฉันตกอยู่ในท้วงแห่งความทุกข์กายทุกข์ใจก็ตาม ดิฉันก็จะไม่ยอม ไม่ทำ และไม่ปรารถนาทิ้งพระองค์ไว้แต่ลำพัง ไม่ว่าดิฉันจะมีหรือไม่เวลาก็ตาม หรือจำต้องปฏิบัติตามธรรมนูญที่วางไว้ พระเยซูเจ้าข้า ลูกจะทิ้งพระเยซูเจ้าของลูกไปได้อย่างไร พระองค์ทรงอยู่ที่นี่ก็เพื่อลูกทั้งหลายรวมถึงตัวลูกด้วย แม้ลูกจะต้องอยู่อย่างไร้ค่า ถูกเมินเฉย ลูกก็จะอยู่กับพระองค์ในที่ที่พระองค์ประทับอยู่ ที่ที่พระองค์ทอดพระเนตรมาเห็นลูกได้” การตระหนักถึงคุณค่าของศีลมหาสนิท โดยเฉพาะคุณค่าที่ว่าเป็นองค์พระเยซูเจ้าผู้แสนดีเองที่ประทับอยู่ภายใต้เพศปัง ยังทำให้มีความปรารถนาที่อยู่เป็นเพื่อนกับพระองค์เท่าที่จะสามารถทำได้ ท่านยอมรับว่า “การมีชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์เป็นความเพ้อฝันสำหรับวิญญาณของดิฉัน”  ท่านจึงชอบใช้เวลาอยู่กับศีลมหาสนิท โดยเฉพาะในคืนวันพฤหัสบดี ท่านจะเฝ้าศีลตั้งแต่เวลาห้าทุ่มไปจนถึงเที่ยงคืน และโดยผ่านประสบการณ์ที่ท่านพบจากศีลมหาสนิท ความปรารถนาเช่นนี้ของท่านจึงขยายออกไปมากกว่าเพียงการปรารถนาจะอยู่เป็นเพื่อนองค์พระเยซูเจ้าในอาราม แต่เป็นการอยู่ในทุกหนแห่งที่ทรงประทับอยู่ในรูปของศีลมหาสนิท เพื่อคอยเฝ้าถวายความรัก คำสรรเสริญ คำบรรเทาพระทัยให้กับพระองค์ไปตราบสิ้นพิภพ ดังที่ท่านเขียนไว้ว่า “นี่คือสัญญาที่ลูกให้ไว้กับองค์พระเยซู คือ ในวัดคาทอลิกทั่วโลก ที่ใดมีตู้ศีล ที่ใดมีพระองค์ทรงประทับอยู่ในศีลมหาสนิท หัวใจของลูกก็จะอยู่ ณ แห่งนั้นกับพระองค์ เพื่อทูนถวายความรัก คำสรรเสริญ การชดเชยความผิด ตราบจนสิ้นพิภพ”  จึงอาจกล่าวได้ว่ากระแสเรียกในศีลมหาสนิทเรียกร้องให้ท่านทั้งชิดสนิทและเลียนแบบพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิท และในเวลาเดียวกันก็กระตุ้นให้ท่านมีความปรารถนาที่จะชักนำผู้คนให้ได้สัมผัสประสบการณ์แบบเดียวกับท่าน พร้อม ๆ กับความปรารถนาที่จะชดเชยความผิดที่ผู้คนมากมายได้ละเลยความสำคัญของศีลมหาสนิท 

บุญราศีมารีอา กันดีดา ขณะเป็นนวกะ

และผ่านความรักที่ท่านมีต่อองค์พระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิท ท่านจึงรักพระมารดาของพระองค์เช่นกัน เพราะ “ลูกคงไม่ได้มีพระองค์หากพระนางมารีย์ไม่ทรงยอมรับการเป็นพระมารดาของพระองค์ พระวจนาถต์ผู้ทรงรับเอากาย” ท่านไม่เพียงสำนึกความจริงข้อนี้ที่แม่พระได้กระทำ แต่ท่านยังมองอีกว่าแม่พระคือรูปแบบ ‘หญิงผู้ดำรงอยู่ในศีลมหาสนิทตลอดชีวิต’ (donna eucaristica in tutta la vita) และ ‘แสงแรกของศีลมหาสนิท’ ผู้ทรงอุ้มพระบุตรเจ้าไว้ในครรภ์ และทรงให้กำเนิดพระบุตรนั้นในหัวใจของบรรดาสานุศิษย์ทั้งหลาย ท่านเขียนในหนังสือศีลมหาสนิทว่า “ดิฉันปรารถนาจะเป็นอย่างพระนางมารีย์ เป็นพระนางมารีย์เพื่อพระเยซูเจ้า คือโอบรับสถานภาพมารดาของพระองค์ เมื่อดิฉันรับศีลมหาสนิท พระนางมารีย์ก็ทรงอยู่กับดิฉัน ดิฉันปรารถนาจะรับพระองค์จากพระหัตถ์ของพระนาง ปรารถนาให้ดวงพระหทัยของพระนางสถิตในดวงใจของดิฉัน คือพยายามจะเลียนแบบความอ่อนโยนของพระนางมารีย์ในการโอบอุ้มองค์พระเยซูเจ้าไว้ ดิฉันปรารถนาจะปกป้องพระองค์จากความเย็นเฉยและการถูกละเลยทั้งมวล ปรารถนาจะซ่อนพระองค์ไว้ในตัวดิฉัน แล้วกอดพระวรกายอันน่ารัก ซึ่งเป็นมังสาอันมิมีมลทินและมีพลามัยดีของพระองค์ไว้แน่น ๆ ดิฉันไม่สามารถจแยกพระนางมารีย์จากพระเยซูเจ้าได้ ลูกขอวันทาพระวรกายพระคริสตเจ้า ซึ่งบังเกิดแต่พระนางมารีย์พรหมจารี ลูกขอวันทาพระนางมารีย์ แสงแรกของศีลมหาสนิท” ดังนั้นท่านจึงอยากบอกทุกคนในโลกว่า “ความรักต่อแม่พระทำให้เธอรักพระเยซู” เพราะผ่านพระนางโลกจึงได้รับศีลมหาสนิท และชีวิตของพระนางคือชีวิตของผู้ติดตามพระเยซู การรักพระนางจึงไม่ได้ยกพระนางให้สูงกว่าพระเจ้า แต่ยิ่งทำให้ความรักต่อพระเจ้าเพิ่มพูน

ในเวลาเดียวกันกับที่ท่านค่อย ๆ พัฒนากระแสเรียกในศีลมหาสนิท ในฐานะนวกะของคณะคาร์เมไลท์ ท่านก็มุ่งมั่นที่จะมอบถวายทุกสิ่งแด่พระเจ้าและบรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์ด้วยความสัตย์ซื่อ รอยยิ้ม และความกล้าหาญ ดังที่ท่านเขียนว่า “ดิฉันปรารถนาจะยกถวายยอดแห่งความบริสุทธิ์ ยอดแห่งความรัก ยอดแห่งความครบครันในฐานะนักบวชของดิฉันแด่พระเจ้า” และ “ลูกปรารถนาจะเป็นนักบุญ แต่ลูกก็ทราบดีถึงความอ่อนแอของลูก ลูกจึงทูลขอพระองค์ ข้าแต่พระเจ้าของลูก ขอพระองค์โปรดทรงเป็นความศักดิ์สิทธิ์ของลูกด้วยเทอญ”  ท่านเป็นนวกะที่โดดเด่นในเรื่องความรักเมตตาและความเป็นมิตร ท่านพยายามเป็นความบรรเทาใจให้ทุกคนรอบตัว และคอยกระตุ้นให้ทุกคนได้เลียนแบบตัวอย่างของท่าน ในเวลาเดียวกันท่านก็เอาจริงเอาจังกับการฝึกตนเองในการทำพลีกรรมและการปฏิบัติตามธรรมนูญของคณะทุกข้อ อันเป็นสองสิ่งที่ท่านรักเช่นกัน ดังนั้นในเวลาหย่อนใจที่บรรดามาเซอร์ในอารามได้รับอนุญาตให้พูดคุยกันได้ ท่านจึงแสดงอุปนิสัยของท่านที่เป็นคนร่าเริงแจ่มใสมีความสุขให้กับทุกคนได้สัมผัส และเมื่อระฆังสัญญาณสิ้นสุดเวลาหย่อนใจดังขึ้น ท่านก็แสดงให้พวกเขาเห็นถึงความตั้งใจของท่านในการรู้จักควบคุมตนเองและการอยู่ในความเงียบโดยสมบูรณ์ได้อย่างเป็นที่ประจักษ์ นอกจากนี้ด้วยความถ่อมเนื้อถ่อมใจ ท่านจึงเคยขอเป็นเพียงภคินีฆราวาหรือชีสงเคราะห์ ที่ทำหน้าที่ต่ำต้อยภายในอาราม แต่คุณแม่อธิการก็ได้ปฏิเสธ เพราะดูเหมือนว่าคุณแม่ได้มองเห็นความล้ำค่าของวิญญาณดวงนี้ที่เป็นประโยชน์ในหน้าที่อื่น ๆ มากกว่า

บุญราศีมารีอา กันดีดา ภายหลังปฏิญาณตน

ท่านเป็นนวกะได้ 1 ปี ท่านจึงได้เข้าพิธีปฏิญาณตนครั้งแรก ในวันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 1921 ภายหลังจากพิธีนี้ ท่านได้รับมอบหมายให้ทำหน้าต่าง ๆ ในอาราม ซึ่งท่านก็สามารถทำงานเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นคนรับแขกที่ตู้หมุน คนเปิดประตู คนดูแลห้องหลังวัด ผู้ช่วยแม่ครัว จนบรรดามาเซอร์ในอารามขนานนามท่านว่า ‘เซอร์สารพัดประโยชน์’ (suora turabuchi แปลอย่างตรงตัวว่า เซอร์ผู้สามารถถูกเรียกมาทำงานแทนคนอื่นได้) และด้วยความล้ำค่าของวิญญาณท่าน คุณแม่เอวันเยลิสตา แห่ง นักบุญลูกา นวกจารย์คนที่สองของท่านที่มองเห็นถึงข้อเท็จจริงนี้ จึงได้สั่งให้ท่านเขียนบันทึกเกี่ยวกับกระแสเรียกของท่านและการสมัครเข้าคณะคาร์เมไลท์ ซึ่งกลายมาเป็นต้นฉบับของหนังสือ ‘ขึ้นไปข้างบน: ก้าวแรก’ ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ. 1922 เป็นต้นมา หลังจากนั้นในเดือนกรกฎาคม ปีเดียวกันที่ท่านได้รับคำสั่งให้เขียนบันทึก ครอบครัวของท่านก็ได้พยายามขอให้ท่านย้ายมายังอารามคาร์แมลที่เมืองปาแลร์โม ซึ่งพวกเขาอาศัยอยู่ แต่ท่านก็ได้ปฏิเสธและเลือกที่จะพำนักอยู่ที่อารามเมืองรากูซานี้ต่อไป

สองปีต่อมาท่านจึงได้เข้าพิธีปฏิญาณตนตลอดชีวิตในวันที่ 23 เมษายน ค.ศ. 1924 ขณะอายุได้ 40 ปี และเพียงหกเดือนต่อมาในวันที่ 10 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน สมาชิกในอารามที่ต่างประจักษ์แจ้งถึงความมั่งคั่งในวิญญาณของท่าน ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์และปัญญาจากหัวใจของท่าน ไม่ใช่ปัญญาในมันสมองจากการศึกษาหาความรู้ชั้นสูง จึงเลือกท่านให้ดำรงตำแหน่งเป็นคุณแม่อธิการพร้อม ๆ กับดำรงตำแหน่งเป็นนวกจารย์ในเวลาเดียวกัน ซึ่งในระหว่างการดำรงตำแหน่งในวาระนี้เอง คุณพ่อยอร์โย ลา เปร์ลา คุณพ่อวิญญาณของท่านได้สั่งให้ท่านเขียนบันทึกเล่าถึงชีวิตในฐานะสมาชิกคณะคาร์เมไลท์ของท่าน ท่านจึงได้เริ่มเขียนบันทึกดังกล่าวในวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1926 บันทึกนี้ถูกตีพิมพ์ในเวลาต่อมาในชื่อ ‘ลำนำเพลงบนภูเขา’ หลังจากนั้นเมื่อสิ้นวาระการเป็นคุณแม่อธิการอีกสามปีต่อมา บรรดามาเซอร์ในอารามก็เลือกท่านดำรงตำแหน่งเป็นคุณแม่อธิการอีกครั้ง ท่านจึงได้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นวาระที่สองอีกสามปี ในช่วงรอยต่อของการดำรงตำแหน่งวาระนี้เอง ใน ค.ศ. 1927 ท่านได้ปฏิญาณตนจะบรรลุความครบครันตามอย่างนักบุญเทเรซา ปิยะมารดา และในวันที่ 1 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน ท่านยังได้เขียนคำถวายตนเองเป็นยัญบูชาด้วยเลือดของท่านอีกด้วย

ข้าวของเครื่องใช้ของบุญราศีมารีอา กันดีดา

เมื่อหมดวาระการดำรงตำแหน่งครั้งที่สองลง ท่านก็ได้รับตำแหน่งเป็นคนดูแลห้องหลังวัดและนวกจารย์ของอารามระหว่าง ค.ศ. 1930 - ค.ศ. 1933 ในช่วงปลายของการดำรงตำแหน่งทั้งสองนี้ ในวันสมโภชพระคริสตวรกาย ค.ศ. 1933 ซึ่งเป็นปีศักดิ์สิทธิ์แห่งการไถ่กู้ คุณแม่มารีอา เทเรซา แห่ง พระเยซูเจ้า คุณแม่อธิการในเวลานั้นจึงได้สั่งให้ท่านเขียนบทรำพึงเกี่ยวกับพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าขึ้น ท่านจึงได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับคุณพ่อวิญญาณและได้เริ่มลงมือเขียนข้อรำพึงไตร่ตรองที่ท่านมีต่อศีลมหาสนิทจากประสบการณ์ของส่วนตัวผสานกับหลักเทววิทยาที่ว่าด้วยประสบการณ์ในทำนองเดียวกันซึ่งท่านสั่งสมมาตลอดชีวิต จนทำให้ได้ ‘ผลงานชิ้นเอก’ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘รัตนแท้แห่งจิตตารมณ์ศีลมหาสนิท’ ในอีกสองปีต่อมา ผลงานชิ้นนี้ถูกตั้งชื่อในทีแรกว่า ‘รำพึงถึงศีลมหาสนิท’ (แปลอย่างตรงตัวว่า สนทนากับศีลมหาสนิท) และถูกตีพิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ. 1979 ในชื่อสั้น ๆ ว่า ‘ศีลมหาสนิท’ และในระหว่างที่ท่านเริ่มลงมือเขียนผลงานทางวิญญาณที่สำคัญชิ้นนี้ ในวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1933 ท่านยังได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็นคุณแม่อธิการิณีเป็นวาระที่สาม และหลังจากนั้นท่านก็ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนี้ตลอดจนถึง ค.ศ. 1947 รวมเป็นหกวาระ

ในระหว่างการดำตำแหน่งคุณแม่อธิการเป็นเวลา 18 ปี (6 วาระ) และในฐานะนวกจารย์สองครั้ง ท่านมีความมุ่งมั่นที่จะกระตุ้นให้มาเซอร์ทุกคนในอารามมีความร้อนรนในการบรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะบรรดาสมาชิกใหม่ ท่านมักสอนทุกคนว่า “มีโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่พวกเธอจะบรรลุถึงความครบครัน ภารกิจนี้มีเวลาแค่ชีวิตนี้ชีวิตเดียวเท่านั้น … ฉะนั้นเธอจงอย่าเสียเวลา” และมักทิ้งโน๊ตเขียนข้อแนะนำ ข้อเตือนใจให้พวกเธอ ตัวอย่างเช่น “จงพูดดีกับเพื่อนบ้านของเราหรือไม่ก็ไม่พูดไปเลย” ครั้งหนึ่งในช่วงการดำรงตำแหน่งวาระแรก เมื่อท่านพบว่ามาเซอร์หลายคนปฏิบัติตามธรรมนูญของคณะอย่างหละหลวม ท่านจึงเป็นทุกข์ยิ่งจนถึงกับเคยกล่าวกับพวกเธอคนหนึ่งว่า “ลูกแม่ ไฉนเลยเธอจึงดูหมิ่นพระเจ้าเช่นนี้ เธอไม่รู้หรือว่ามนุษยชาติต้องการเธอ ไฉนเธอจึงปล่อยตัวให้ออกนอกลู่นอกทางเช่นนี้เล่า” ดังนั้นในระยะแรกของการดำรงตำแหน่ง เนื่องจากความเข้มงวดกวดขันของท่านให้การให้สมาชิกปฏิบัติตามธรรมนูญของคณะ ทำให้ท่านมีปัญหากับบรรดาญาติของมาเซอร์ในประเด็นเรื่องการเข้าเยี่ยมและการใช้ผ้าคลุมปิดบังใบหน้าระหว่างสนทนากับคนนอกอาราม จนมีการร้องเรียนเรื่องของท่านไปยังคุณพ่อมหาอธิการกูจลิเอลโม แห่ง นักบุญอัลเบิร์ต คุณพ่อจึงได้ขอให้ท่านลดหย่อนความเคร่งคัดในบางเรื่องลง ท่านจึงนบนอบเชื่อฟังเนื่องจากท่านเชื่อว่านี่คือน้ำพระทัยของพระเจ้า แม้ท่านจะรู้สึกลำบากใจที่จะปฏิบัติตามนี้ก็ตาม ดังนั้นในการปกครองอารามระยะแรก ๆ มาเซอร์ส่วนใหญ่ในอารามรากูซาจึงไม่ค่อยเชื่อสิ่งที่ท่านแนะนำเสียเท่าไร แต่ทีละนิดพวกเธอก็เปลี่ยนความคิดและเชื่อถือท่านในที่สุด

บุญราศีมารีอา กันดีดา (คนที่สองจากแถวกลาง) และบรรดาภคินี
ในอารามคาร์แมล เมืองรากูซา

เวลาเดียวกันกับที่ท่านคอยกำกับดูพวกเธอให้ยึดถือธรรมนูญของคณะอย่างดี ท่านก็แสดงให้พวกเธอเห็นถึงความอ่อนโยนและความน่ารักที่เป็นคุณลักษณะของท่าน ท่านมีความรักและความเมตตาให้พวกเธอทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และมีมากเป็นพิเศษสำหรับพวกเธอบางคนที่อยู่ในสภาพอ่อนแอและป่วยไข้ ท่านทำทุกสิ่งด้วยความเฉลียวฉลาดและความรอบคอบ วิญญาณและจิตใจของท่านสูงส่ง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ท่านเย่อหยิ่ง ตรงข้ามท่านเป็นตัวอย่างการแสดงออกถึงความถ่อมใจ แม้ในเรื่องที่นำความลำบากมาสู่จิตใจของท่านอย่างการปฏิบัติตัวไม่เหมาะสมของมาเซอร์บางคน นอกจากนี้ท่านยังแสดงตัวอย่างให้พวกเธอเห็นถึงการปฏิบัติตามธรรมนูญอย่างเคร่งคัด จนท่านได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘ธรรมนูญเดินได้’ รวมถึงแสดงให้เห็นถึงแบบฉบับของผู้มอบความไว้วางใจของตนเองทั้งหมดไว้ในองค์พระเยซูเจ้า และแบบฉบับของผู้ที่ค้นพบวิธีที่จะรับมือกับความทุกข์ด้วยความสุขจากการที่ท่านมีสุขภาพไม่แข็งแรงดี จึงต้องล้มเจ็บออด ๆ แอด ๆ ให้พวกเธอได้มองเห็น บรรดามาเซอร์ที่มีโอกาสได้มีชีวิตร่วมกับท่านเป็นพยานในทำนองเดียวกันว่า พวกเธอได้มองเห็นจิตวิญญาณที่เรียบง่ายและสดใสในตัวของท่านทอประกายออกมาจากทั้งคำพูดและการกระทำ โดยเฉพาะในยามที่ท่านเจ็บออด ๆ แอด ๆ ด้วยวิถีทางเช่นนี้เองทำให้ท่านค่อย ๆ สามารถนำหมู่คณะแห่งรากูซาให้สามารถเจริญชีวิตอย่างเคร่งคัดตามจิตตารมณ์ของนักบุญเทเรซา ปิยะมารดาได้ตลอดการดำรงตำแหน่งของท่าน

นอกจากปกครองหมู่คณะแห่งรากูซา เมื่อท่านเล็งเห็นว่าการขยายตัวเมืองรากูซามาโอบล้อมอารามที่ตั้งอยู่ในย่านกอร์โซ อิตาลีอาทำให้สภาพแวดล้อมของอารามหลังนี้ไม่เอื้อต่อการเจริญชีวิตนักพรต ท่านจึงตัดสินใจสร้างอารามหลังใหม่ขึ้นที่บริเวณที่ดินห่างจากอารามหลังเดิมไปทางทิศเหนือประมาณหนึ่งกิโลเมตร ตรงบริเวณที่เรียกกันว่า ปีอัซซา กัปปุชชินี อารามหลังนี้ใช้เวลาสร้างทั้งสิ้นประมาณหกปี ใน ค.ศ. 1937 ท่านจึงนำบรรดามาเซอร์ในอารามรากูซาย้ายไปยังอารามหลังใหม่ที่ยังคงใช้ชื่อเดิม และไม่เพียงแต่พัฒนาดูแลอารามเมืองรากูซา ตลอดวาระการดำรงตำแหน่งคุณแม่อธิการ ท่านยังได้ปฏิบัติตามแบบฉบับของนักบุญเทเรซา ปิยะมารดา ที่แผ่นดินสเปนในศตวรรษที่ 16 คือ การมีบทบาทสำคัญในการขยายพันธกิจของคณะคาร์เมไลท์ในเกาะซิซิลีที่ท่านอยู่ กล่าวคือท่านมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูอารามคณะคาร์เมไลท์หญิงถึงสามแห่งในเกาะซิซิลี ได้แก่อารามพระวิสุทธิวงศ์ เมืองเกียรามอนเต กุลฟี ใน ค.ศ. 1925 อารามนักบุญมาระโก เมืองเอนนา ใน ค.ศ. 1931 และอารามแม่พระฟาติมา เมืองวิซซินี ใน ค.ศ. 1932 ซึ่งทำให้มาเซอร์หลายคนในอารามที่คุ้นเคยต้องจากท่านไป เพื่อไปตั้งอารามเหล่านี้ นอกจากนี้ท่านยังมีส่วนในการนำคณะคาร์เมไลท์ชายกลับมายังเกาะซิซิลี ภายหลังจากสาขาดังกล่าวถูกเนรเทศไปจากเกาะซิซิลีในศตวรรษที่ 19 ทั้งด้วยคำภาวนาและความช่วยเหลือที่ทำได้ และเมื่อคุณพ่อคณะคาร์เมไลท์ได้เดินทางมาเปิดอารามชายที่เมืองรากูซา เป็นอารามชายหลังแรกของเกาะซิซิลีในวันที 28 กันยายน ค.ศ. 1946 ท่านก็ได้ให้สมาชิกชายที่เดินทางมาตั้งอารามในเวลานั้นพำนักที่อารามหญิงเป็นระยะเวลาหกเดือน เพื่อรอการจัดเตรียมอารามใหม่ให้แล้วเสร็จอีกด้วย


ใน ค.ศ. 1947 ท่านได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็นคุณแม่อธิการอารามเป็นวาระที่เจ็ด แต่เนื่องจากคุณพ่อมหาอธิการคนใหม่ คุณพ่อซิลเวรีโอ แห่ง นักบุญเทเรซา ไม่ประสงค์ให้มีการดำรงตำแหน่งเป็นอธิการอย่างต่อเนื่อง ทำให้ท่านไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นคุณแม่อธิการเป็นวาระที่เจ็ด และได้กลับมาใช้ชีวิตนักพรตที่นบนอบต่อคุณแม่อธิการคนใหม่ หลังจากห่างหายไปจากชีวิตเช่นนี้มานานหลายปี ซึ่งในโอกาสเช่นนี้เอง คุณแม่มารีอา อิเนส แห่ง พระเยซูเจ้า คุณแม่อธิการคนใหม่ก็ไม่ได้ปล่อยให้ท่านทำเพียงหน้าที่ต่าง ๆ ในอาราม เพราะคุณแม่ได้สั่งให้ท่านเขียนบทพินิจสะท้อนย้อนคิดให้บรรดาพี่น้องสตรีผู้เจริญชีวิตในจิตตารมณ์แห่งคาร์เมไลท์ในปีเดียวกันกับที่ท่านว่างเว้นจากภาระงาน ท่านจึงได้ลงมือเขียนผลงานชิ้นสุดท้ายที่ถูกตีพิมพ์ในชื่อ ‘คาร์เมไลท์ผู้ครบครัน’ จนแล้วเสร็จ และนอกจากนี้ด้วยความไว้วางใจจากอธิการอารามหลายแห่ง แม้ท่านจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นคุณแม่อธิการแล้ว ท่านก็ยังได้รับมอบหมายให้ช่วยก่อตั้งอารามคณะที่ซีรากูซา แต่เนื่องจากปัญหาสุขภาพของท่าน ทำให้ท่านไม่อาจทำงานชิ้นนี้สำเร็จลงได้ในเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่

สองปีต่อมาหลังจากว่างเว้นจากหน้าที่คุณแม่อธิการอาราม ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1949 ท่านก็ถูกวินิจฉัยพบว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ หลังจากนั้นอาการของท่านก็ทรุดลงตามลำดับ ท่านต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากอาการของโรคร้ายที่เป็นอย่างแสนสาหัส แต่ท่านก็ดำรงอยู่ในความเชื่ออย่างมั่นคง ท่านไม่เคยถอดใจแล้วต่อว่าพระเจ้าว่าทำไมพระองค์ถึงทรงปล่อยให้ท่านเผชิญกับโรคร้ายเช่นนี้ ตรงกันข้ามท่านรับมือความเจ็บปวดทรมานที่ได้จากโรคนี้ด้วยความอดทน โดยได้ยกถวายตัวเองเป็นยัญบูชาแห่งความรักผ่านความทุกข์ยากที่ประสบ ไม่ใช่ด้วยความสิ้นหวังหรือโศกเศร้าว่าตนทำอะไรไม่ได้ แต่ด้วยความสุขความยินดี ที่ตนเองได้มอบถวายสมบัติชิ้นสุดท้ายคือร่างกายให้เป็นประโยชน์แก่พระศาสนจักรและวิญญาณที่น่าสงสารทั้งหลายตามอย่างจิตตารมณ์ชาวคาร์เมไลท์ ท่านยังเชิญชวนให้บรรดาพี่น้องร่วมอารามร่วมโมทนาคุณพระเยซูเจ้า ที่ทรงอนุญาตให้ท่านได้มีโอกาสถวายตนเป็นดังมรณสักขีด้วยความทุกข์ทรมานจากโรคร้ายที่เผชิญ ท่านได้นิยามว่าสิ่งนี้เป็น ‘อ้อมพระหัตถ์ที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาอันไม่รู้สิ้นสุด’ ซึ่งแท้จริงท่านนั้นช่างไม่คู่ควร แต่เพราะพระเมตตาที่ทรงมีท่านถึงได้รับโอกาสนี้ ท่านจึงไม่อายที่จะกล่าวออกมาว่า “เป็นบุญเหลือเกิน เป็นความสุขเหลือเกิน” ที่ท่านได้มีโอกาสประสบกับความเจ็บไข้ครั้งนี้


เมื่ออาการยิ่งทรุดหนักขึ้น ท่านไม่ลังเลที่จะประกาศด้วยความสงบว่า “ฉันไม่เสียใจเลยที่ได้มอบถวายตนเองทั้งครบแด่พระเยซูเจ้า” และเมื่อถึงวันอาทิตย์สมโภชพระตรีเอกภาพที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 1949 ภายหลังจากได้รับศีลเจิมคนไข้และได้ร้องข้อความช่วยเหลือจากแม่พระ ผู้เป็นแสงแรกแห่งศีลมหาสนิท พระเป็นเจ้าผู้ทรงถ่อมพระองค์ลงในรูปของศีลมหาสนิท จึงได้ทรงรับวิญญาณของข้ารับใช้ที่สัตย์ซื่อของพระองค์ไปรับบรมสุขยังเมืองสวรรค์ด้วยอาการสงบ นับเป็นการปิดฉากชีวิตของหญิงสาวผู้สละทิ้งทุกอย่างเพื่อติดตามพระคริสตเจ้าตลอดเวลา 65 ปี บนโลกลงอย่างงดงามและอย่างศักดิ์สิทธิ์ และแม้ในทันทีที่ท่านจากไปจะไม่มีเครื่องหมายอัศจรรย์ใดปรากฏขึ้นอย่างเรื่องเล่าของบรรดานักบุญองค์อื่น ๆ แต่เพียงไม่ถึงวัน พระเจ้าก็ทรงประทานเครื่องหมายรับรองคุณงามความดีของท่านว่าเป็นที่พอพระทัยของพระองค์ เมื่อในคืนระหว่างวันที่ 12 – 13 มิถุนายนนั้นเอง พระองค์ได้ทรงรักษาอาการโรคผิวหนักอักเสบร้ายแรงที่บริเวณเท้าขวา ที่แพทย์ได้ลงความเห็นว่าไม่มีทางรักษาให้หายขาดของภคินีมารีอา มาร์เกอริตา แห่ง ศีลศักดิ์สิทธิ์ มาเซอร์ที่ทำหน้าเป็นพยาบาลดูแลท่านให้หายขาด ภายหลังจากที่เธอได้ตัดสินใจวอนขออัศจรรย์ผ่านคำเสนอวิงวอนของท่าน หมายอัศจรรย์นี้ยังคงดำรงอยู่ต่อไปอีกถึง 18 ปี จนถึงวันที่มาเซอร์มารีอา มาร์เกอริตาเสียชีวิตลงโดยโรคอื่นใน ค.ศ. 1967

ไม่เพียงแต่บรรดาสมาชิกในอารามที่เชื่อว่าบัดนี้พวกเธอได้มีนักบุญในสวรรค์เพิ่มขึ้นมาอีกองค์เป็นของพวกเขา บรรดาสัตบุรุษเมืองรากูซาเองก็ต่างเชื่อเช่นนั้น ดังนั้นในวันที่ 14 มิถุนายน ปีเดียวกัน จึงมีสัตบุรุษชาวเมืองรากูซามาร่วมพิธีปลงศพและร่วมแห่ร่างของท่านไปฝังยังหลุมเดียวกับคุณพ่อยอร์โย ลา เปร์ลา คุณพ่อวิญญาณของท่าน ซึ่งได้เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ ที่สุสานเมืองรากูซาอยู่เป็นจำนวนมาก และด้วยความเชื่อเช่นนี้เอง จึงทำให้เพียง 7 ปีต่อมาใน ค.ศ. 1956 สังฆมณฑลรากูซาจึงตัดสินใจเปิดกระบวนการขอแต่งตั้งท่านเป็นนักบุญ โดยได้ยื่นอัศจรรย์ที่เกิดกับภคินีมารีอา มาร์เกอริตา แห่ง ศีลศักดิ์สิทธิ์เพื่อประกอบการพิจารณาแต่งตั้งท่านเป็นบุญราศีตามหลังไป ซึ่งเมื่อสมณะกระทรวงว่าด้วยการแต่งตั้งนักบุญตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า ท่านเป็นตัวอย่างผู้คุณธรรมขั้นวีรยะ ซึ่งได้ทำอัศจรรย์ภายหลังจากเสียชีวิตที่ยืนยันได้ ในวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 2004 นักบุญสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 จึงทรงบันทึกนามท่านไว้ในสารบบบุญราศี ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร โดยได้ทรงยกย่องให้ท่านเป็นผู้มีประสบการณ์เหนือธรรมชาติ (Mystic) กับศีลมหาสนิทดังความตอนหนึ่งจากบทเทศน์ในพิธีวันนั้นว่า“ท่านเป็นรหัสยิกแห่งศีลมหาสนิทอย่างแท้จริง ผู้ทำให้สิ่งนี้กลายมาเป็นศูนย์กลางเดียวที่รวมท่านไว้เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ตลอดทั้งชีวิต ... เพราะท่านตกหลุมรักองค์พระเยซูในศีลมหาสนิท ท่านจึงรู้สึกถึงแรงปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเป็นอัครสาวกแห่งศีลมหาสนิทอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย”

พิธีสถาปนาบุญราศีมารีอา กันดีดา

นี่แหละคือเรื่องราวของคุณแม่มารีอา กันดีดา ผู้ที่คุณแม่อธิการอารามเมืองรากูซา มาเซอร์ผู้ดูแลห้องหลังวัด และผู้ช่วยพิธีกรรมวัย 57 ปีมอบความวางใจให้เป็นผู้อ้อนวอนพระเจ้าเพื่อแก้ไขปัญหาศีลมหาสนิทที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอ จนนำไปสู่เหตุการณ์อัศจรรย์การทวีแผ่นปังในวันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 2007 ที่อารามเมืองรากูซา แต่การจะจบเรื่องราวของเราในวันนี้ลงโดยไม่มีบทสะท้อนสั้น ๆ จากแง่มุมในชีวิตของคุณแม่มารีอา กันดีดา ก็เห็นทีจะเป็นการผิดธรรมเนียมของบล็อคนี้ไป แล้วอะไรคือบทสะท้อนจากชีวิตของบุญราศีมารีอา กันดีดาในวันนี้ที่เราควรไตร่ตรองด้วยกัน คำตอบนั้นอยู่ในพระวาจาที่ยกขึ้นมาในตอนต้นก่อนจะนำเรื่องว่า “เราเป็นปังแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่เชื่อในเราจะไม่กระหายอีก” (ยอห์น 6 : 35) ประจักษ์พยานของท่านบุญราศีในวันนี้ คือ การค้นพบความหมายของพระวาจาข้างต้นอย่างแท้จริง ท่านค้นพบว่าศีลมหาสนิท เป็น ‘ปังทรงชีวิต’ เป็นองค์พระคริสตเจ้าโดยแท้ผ่านประสบการณ์ชีวิต คุณแม่จึง ‘ไม่หิว’ คือ ขวนขวายหาสิ่งใดอีก โดยเฉพาะแนวทางในการบรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์ เพราะคุณแม่ได้พบทุกมิติที่เป็นคำตอบของชีวิต โดยเฉพาะชีวิตคริสตชนในศีลมหาสนิท ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความหวัง และความเชื่อ หรือศีลบนสามประการของนักบวชเอง คุณแม่ก็ได้ค้นพบเช่นกันในศีลมหาสนิทนี้ ฉะนั้นชีวิตของท่านจึงเป็น ‘สักขี’ ที่ยืนยันด้วยชีวิตทั้งชีวิตถึงพระวาจาข้อนี้ 

ชีวิตของบุญราศีมารีอา กันดีดา จึงเชื้อเชิญเราทุกคนให้ตระหนักในสิ่งเดียวกับที่ท่านตระหนัก คือ ศีลมหาสนิทคือพระคริสตเจ้า ผู้ทรงเป็นทุกสิ่งเพื่อทุกคน ที่ได้สละทิ้งเพศของพระเจ้า ลงมารับเพศปัง ดังนั้นเราจึงไม่ต้องขวนขวายหาขุมทรัพย์ใดอีก เราสามารถค้นพบทุกสิ่งที่เราต้องการได้ในศีลมหาสนิท ไม่ว่าจะเป็นความบรรเทาใจ แบบฉบับ หรือแม้แต่กระแสเรียก ขอเพียงแค่เราหยุดพักภาระไว้ก่อน และเข้ามาหาพระองค์ เพื่ออยู่เงียบ ๆ เพื่อเล่าทุกสิ่ง ทุกคนก็จะสามารถพบกับทุกสิ่งที่ต้องการ ไม่จำเป็นต้องที่วัด แต่ทุก ๆ ที่ ที่มีโอกาส เราก็สามารถยกจิตใจของเราคล้ายหนึ่งว่าเราได้อยู่เบื้องหน้าพระองค์ในศีลมหาสนิทได้เช่นกัน ดังนั้นในท้ายที่สุดนี้ขอให้วันนี้ชีวิตของบุญราศีมารีอา กันดีดา ได้เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้เราทุกคนได้เข้ามาใกล้ศีลมหาสนิทมากยิ่งขึ้น เพื่อพบประสบการณ์ที่ช่วยให้เราค้นพบความหมายตามพระวาจา “ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่เชื่อในเราจะไม่กระหายอีก”  อย่างที่ท่านได้ค้นพบได้ในที่สุด อาแมน.
รูทราย, เทเรซีโอของพระเยซู
เผยแพร่ครั้งแรก, 7 มิถุนายน ค.ศ. 2015
แก้ไขปรับปรุง, 2 มิถุนายน ค.ศ. 2024
ในวันอาทิตย์สมโภชพระคริสต์วรกาย

“ข้าแต่ท่านบุญราศีมารีอา กันดีดา แห่ง ศีลมหาสนิท 
ช่วยวิงวอนเทอญ”
รายการอ้างอิง
http://www.vatican.va/news_services/liturgy/saints/ns_lit_doc_20040321_candida_en.html
http://www.carmelitanescalze-concenedo.it/files/spiritualita/M.MariaCandida.pdf
http://www.carmelosicilia.it/beata_maria_candida_dell.htm
http://www.igw-resch-verlag.at/santibeati/vol6/barba.html
http://ocds-carmelite.blogspot.com/2008/12/blessed-maria-candida-of-eucharist.html
https://www.mariacandidadelleucaristia.it/biografia/
https://www.carmelodisicilia.it/madre-candida/moltiplicazione-del-pane-eucaristico/
https://www.mariacandidadelleucaristia.it/la-vita-2/
https://ocdsna-scalzisuipassiditeresa.blogspot.com/p/bmaria-candida-delleucaristia.html
https://www.santiebeati.it/dettaglio/91538
https://www.santuariocarmineragusa.it/beata-maria-candida-delleucaristia/ http://en.wikipedia.org/wiki/Maria_Candida_of_the_Eucharist


ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...