วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

หนอนตัวน้อยของพระมหาไถ่ "แบลนดีน"


บุญราศีแบลนดีน เมร์เทน
Bl. Blandine Merten
ฉลองในวันที่ : 18 พฤษภาคม

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคมในปีที่ผ่านมา นับเป็นวันแห่งความยินดีของชาวอุร์สุลินทุกคนในไทย เพราะเป็นวโรกาสครบรอบ 90 ปี ที่มิชชันารีอุร์สุลินสี่ท่านแรกได้เดินทางมาสู่สยามประเทศ พร้อมด้วยจิตตารมณ์แห่งการรับใช้ เริ่มจากโรงเรียนกุหลาบวัฒนา สู่โรงเรียนมาร์แตร์ เดอี โรงเรียนเรยีนา เชลี โรงเรียนวาสุเทวี และโรงเรียนปิยมาตย์ ดังนั้นผู้เขียนจึงอยากหยิบยกเรื่องราวของข้ารับใช้พระเจ้าจากคณะคนหนึ่ง ที่ได้เจริญชีวิตเพียงสั้นๆในโลกคือ 35 ปี มาเล่าให้ทุกคนฟัง เรื่องราวสั้นๆของ แบลนดีน เมร์เทน

มารีอา มักดาเลนา เมร์เทน เกิดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ค..1883 ในมณฑลไรน์ อาณาจักรปรัสเซีย หรือในปัจจุบันคือหมู่บ้านดุพเพนไวเลร์ รัฐซาร์ลันด์ ประเทศเยอรมัน ท่านเป็นลูกคนที่เก้าจากสิบเอ็ดคนของครอบครัวเกษตรกรใจศรัทธาที่มีหัวหน้าครอบครัวคือนายยอห์น ซึ่งสมรสกับนางแคทเทรีน วินเทร์ ซึ่งอาศัยการดำเนินชีวิตและแบบอย่าง ทั้งสองได้ช่วยกันเตรียมธิดาน้อยของพวกเขา ให้มีชีวิตบนฐานของความเชื่ออย่างมั่นคง และทีละนิดท่านก็ค่อยๆเรียนรู้สิ่งต่างๆที่ทั้งสองช่วยกันอบรม ไม่ว่าจะเป็นการสวดเช้าเย็นพร้อมครอบครัว การสวดสายประคำในระหว่างเทศกาลเตรียมรับเสด็จและมหาพรต การไปร่วมมิสซาในทุกเช้า การไปเฝ้าศีลบ่อยๆและการให้ทานคนยากไร้


จวบจนวัยล่วงได้ 6 ปี ท่านก็เข้าโรงเรียนประถมท้องถิ่น และเป็นที่นั่นที่คุณธรรมของท่านเริ่มฉายแสงออกมา ท่านเป็นเด็กขยันและมีน้ำใจ แถมยังเป็นที่รักของเพื่อนๆและคุณครูเพราะเป็นคนเงียบๆและรักทุกคน ท่านได้รับศีลกำลังในปี ค..1896 ที่ไรมซ์บาก และได้สร้างความประหลาดใจให้แก่พระสังฆราชที่ได้ทดสอบความรู้เรื่องคำสอน ด้วยท่านสามารถตอบคำถามเรื่องคำสอนได้อย่างรวดเร็ว แถมแม่นยำอีกด้วย หลังจากนั้นเมื่อท่านเรียนจบระดับชั้นประถมแล้ว คุณพ่อเจ้าวัดก็แนะนำให้ครอบครัวท่านส่งเสียท่านเรียนต่อ ด้วยคุณพ่อเห็นแววในตัวท่าน

ฉะนั้นท่านจึงได้เข้ารับการศึกษาต่อในวิทยาลัยครู มาเรียเนา สถาบันการศึกษาเอกชนที่ได้รับความนิยมในเวลานั้น เป็นระยะเวลาตั้งแต่เมษายน ค..1899 ถึงกันยายน ค..1902 และแน่นอนการมาเรียนที่นี่ก็ทำให้ท่านสูญเสียชีวิตครอบครัวไป แต่กระนั้นมันก็ถูกแทนที่ด้วยความสุข ที่ท่านสัมผัสได้จากการได้อาศัย ใต้อยู่ชายคาเดียวกันกับพระเยซูเจ้า ซึ่งท่านพยายามเปลี่ยนเป็นหนึ่งในสหายของท่าน บางครั้งก่อนเข้าเรียน ท่านก็มักพูดว่า ขอไปวัดน้อยแปบนะ


นอกจากนั้นท่านยังแตกต่างจากเด็กคนอื่นที่พอเจอเนื้อหายากๆก็พากันหมดความอดทน พลางบ่นอุบอิบถึงอาจารย์ เพราะแม้จะยากแค่ไหน ท่านก็ไม่เคยหมดความอดทนและไม่เคยบ่นถึงอาจารย์เลยซักครั้ง จนหลายๆคนต่างเรียกท่านว่า ทูตสวรรค์ จากทั้งความศรัทธา ความอ่อนโยน ความมีเมตตา ความพอประมาณ และการรับใช้ที่สมบูรณ์แบบของท่าน และแม้จะต้องผ่านการจากไปของบิดามารดาของท่านในเวลาไล่เลี่ยกัน ท่านก็สามารถดึงพลังออกมาก้าวต่อไปในการเรียนได้ กระทั้งท่านจบการศึกษาและได้วุฒิเป็นครูในที่สุด

ซึ่งทันทีท่านก็ได้งานเป็นครูที่โรงเรียนหญิงล้วนที่โอบาร์ทัล ก่อนจะย้ายไปเป็นครูในโรงเรียนคริสตังในชนบทที่มอร์สชายด์ ซึ่งครั้งแรกท่านพักอยู่ในฟาร์มเก่าๆอันหนึ่ง แล้วจึงค่อยย้ายเข้าไปอยู่ในห้องใต้หลังคาที่ทั้งชื้นแฉะและเล็กของอาคารเรียน เพื่อมาทำงานในฐานะแม่บ้านไปด้วย เวลาเดียวกันท่านก็คอยช่วยเย็บชุดชั้นในและเสื้อผ้าของบรรดาผู้ยากไร้ และในฐานะครู บรรดานักเรียนและผู้ปกครองของเด็กๆต่างจำท่านได้อย่างแม่นยำ ก็เพราะนิสัยอันอ่อนหวาน ไม่โกหก ไม่จองหอง ไม่ชอบร่วมสนุกตามประสาโลก ความศรัทธาต่อมิสซา การไปรับศีลทุกวัน และสุดท้ายความชำนาญในด้านการสอนของท่าน


แต่แม้ว่าท่านจะขยันขันแข็งทำงานมากแค่ไหน ด้วยความถ่อมตนหลายๆครั้งท่านก็คิดว่ามันยังไม่มากพอ และอาศัยผู้ตรวจการณ์จอมจุกจิกจูจี้ ท่านก็พบความยินดีอย่างมากมายในการทำงาน เพราะมันทำให้ท่านมุ่งมั่นยิ่งขึ้น ท่านสอนอยู่ที่มอร์สชายด์เป็นระยะเวลาห้าปี ก่อนในวันที่ 1 กรกฎาคม ค..1907 ท่านจึงถูกย้ายไปสอนที่กรอสรอสเซน และสอนอยู่เป็นระยะเวลาเพียงเก้าเดือน ท่านก็ตัดสินใจละทิ้งอาชีพของท่าน เพื่อสมัครเข้าคณะอุร์สุลิน ที่ อารามคัลวาเรียนแบร์ก เมืองอาฮร์ไวลาร์ เพราะทางคณะมีการดำเนินชีวิตทำงานร่วมกับชีวิตรำพึงภาวนา

เมื่อทุกคนทราบความปรารถนานี้ของท่านก็ไม่มีใครแปลกใจเลย ดังนั้นด้วยเหตุนี้ในวันที่ 22 เมษายน ค..1908 ในวัย 25 ปี ท่านจึงได้สมัครเข้าคณะอุร์สุลิน และได้รับชุดคณะพร้อมนามใหม่ว่า ซิสเตอร์แบลนดิน แห่ง พระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ ในอีกหกเดือนถัดมา ซึ่งในไม่ช้าท่ามกลางบรรดานวกะคนอื่นๆ ท่านก็โดดเด่นออกมาในฐานะ ต้นแบบชนิดรองนวกจารย์ถึงขนาดพยายามจะหาข้อตำหนิท่านให้ได้ และเมื่อสบโอกาสที่ท่านทำอะไรบางสิ่งพลาด ซิสเตอร์ผู้นั้นก็รีบพูดกับท่านว่า หยุดประจบแล้วหรอ


แต่กระนั้นท่านก็ไม่เคยท้อที่จะสุภาพ ตรงต่อเวลา นบนอบ ขยัน และรักทุกคนเหมือนพี่เหมือนน้อง ดังนั้นเมื่อโดนเช่นนี้สิ่งที่ท่านเลือกก็คือการเงียบ ไม่ตอบโต้อะไร ซึ่งก็ยิ่งทำให้ทุกคนประทับใจในตัวท่าน  นอกจากนั้นเมื่อมีงานอาสาต่างๆ ท่านก็มักเป็นคนแรกที่สมัครใจไปเสมอ จนจบการเป็นนวกะ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน ค..1910 ท่านก็เข้าพิธีปฏิญาณตน และถูกส่งไปสอนที่โรงเรียนของคณะในซาร์บรึคเคิน แต่สอนได้ไม่นานท่านก็ป่วยเป็นหวัดหนัก จากการที่ต้องไปนั่งใกล้หน้าต่างที่เปิดไว้ระหว่างการประชุมคณะครู อันส่งผลให้เสียงของท่านที่เคยชัดเจน กลายเป็นแหบและต่ำไปตลอดชีวิต

จากแค่หวัด ไม่นานท่านก็เริ่มติดเชื่อวัณโรค แพทย์จึงแนะนำอารามให้ย้ายท่านไปพักที่อื่นที่อากาศดีกว่านี้ ดังนั้นคุณแม่อธิการจึงตัดสินใจย้ายท่านไปบ้านของคณะชื่อบ้านนักบุญบันตุส ที่เทรียร์ และได้เข้าพิธีปฏิญาณตนตลอดชีวิต ณ ที่นั่น ในวันที่ 4 พฤศจิกายน ค..1913 พร้อมตัดสินใจถวายตนเป็นเครื่องบูชาชดเชยบาปของโลกต่อพระมหาไถ่เจ้า ด้วยความมั่นใจว่าคำภาวนานี้พระองค์จะทรงตอบรับเป็นแน่


ที่บ้านหลังใหม่ ท่านก็มีหน้าที่ทั้งคนดูแลการศึกษาของนักเรียนประจำ และซิสเตอร์ ร่วมกับแม่บ้านที่จะคอยตรวจตรากลุ่มต่างๆของเด็กสาว หรือตีระฆังเมื่อถึงเวลารำพึง หรือทำอย่างอื่นที่มีความสำคัญรองลงมา อาทิเช่น การเตรียมหมึกสำหรับทั้งชั้นเรียนและสำหรับการจำหน่าย การปัดฝุ่นเปียโนทั้งหมดที่กระจายอยู่ตามอาคารต่างๆหลังมิสซา การดูแลแขกและการแก้ปัญหาต่างๆเฉพาะหน้า

ดิฉันมีความอ่อนไหวง่ายต่อทุกสิ่งที่เกี่ยวกับเกียรติของดิฉัน และก็ยังมักมีความยากลำบากสำหรับชีวิตหมู่คณะเสมอ  ซึ่งนับเป็นสัญญาณอันน่าเศร้าที่สำแดงว่าความหยิ่งจองหองและความเห็นแก่ตัวยังคงดำรงอยู่และมีอำนาจในตัวของดิฉันทุกวันดิฉันจึงวอนขอต่อดวงพระหฤทัยอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อพระหรรษทานความช่วยเหลือและพระหรรษทานการถูกดูหมิ่นจำนวนมากซึ่งจะทำให้ธรรมชาติของดิฉันเรียนรู้ที่ตั้งใจไม่ใช่เพื่อการตอบโต้กลับ แต่เพื่อชื่นชมยินดี ในการทำลายพวกมันเพื่อพระสิริรุ่งโรจน์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า  สำหรับท่านแล้ว พระหฤทัยอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของพระเยซูเจ้าก็คือ หนังสือที่ดีที่สุดสำหรับการรำพึง การให้คำปรึกษาอันชาญฉลาดและเปี่ยมไปด้วยความรัก การปลอบประโลมและการบรรเทาใจที่ทรงพลังที่สุด


ซิสเตอร์ท่านหนึ่งให้ยืนยันถึงชีวิตข้ารับใช้พระเจ้าว่า ทั้งในคำพูด การกระทำและนิสัยของเธอแสดงออกถึงความถ่อมตน เรียบง่าย จริงใจ ดิฉันไม่เคยเห็นเธอไม่ทำงาน เธอเป็นคนรักสันโดษและความเป็นส่วนตัว เธอไม่เคยระบายกับใครและก็ไม่ได้หายไปจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์ ในวันที่ 7 มีนาคม ค..1915 ท่านก็ตัดสินใจที่จะปืนขึ้นสู่ภูเขาแห่งความครบครัน ท่านบันทึกในวันนี้ว่า ดิฉันปรารถนารื้อฟื้นการอุทิศตนและไม่ขอทำตามน้ำใจตนเอง หลังจากนั้นในปีเดียวกันเพียงไม่กี่เดือนท่านก็เขียนข้อตั้งใจของท่านดังนี้
1.ต้องทำลายอย่างต่อเนื่อง
2.เป็นผู้รับใช้ในทุกสิ่งเพื่อความรักของพระมหาไถ่
3.ต้องลืมตัวเองและชื่นชมยินดี และโมทนาคุณพระเจ้า
ท่านยังระบุในบันทึกลงวันที่ 5 กันยายน ปีเดียวกันนั้นอีกว่า ทุกๆวันดิฉันปรารถนาที่จะขุดและจมลงและสูญเสียตนเองในก้นบึ้งของความรักและพระญาณสอดส่องของพระเจ้า จนกว่าดิฉันจะตายต่อตนเองพร้อมชุบตัวลงในพระเจ้าเพียงอย่างเดียว

ท่านยังคงที่ที่บ้านนักบุญบันตุสกระทั้งฤดูใบไม้ร่วง ปี ค..1916 ขณะบรรดาใบไม้กำลังเปลี่ยนสีและร่วงโรยต้อนรับหน้าหนาว ท่านก็ล้มป่วยหนักลงด้วยวัณโรค จนต้องถูกส่งไปพักรักษาตัวที่มาเรียนเฮาส์ อันเป็นบ้านสำหรับซิสเตอร์ที่ป่วย ทันทีที่ท่านมาถึงและได้เห็นห้องที่ท่านจะต้องนอนซมอยู่ไปตลอด ท่านก็ถึงกับอุทานออกมาด้วยความยินดีว่า พระมหาไถ่และดิฉัน  เพราะที่นั่นห้องที่ท่านได้ติดกับวัดน้อยของบ้านตรงจุดของนักขับ ซึ่งมีเพียงแค่ผนังที่กั้นท่านกับพระองค์ไว้เท่านั้น


นับจากนั้นตลอดชีวิตท่านที่เหลือ ณ บ้านหลังนี้ ท่านก็มิเคย ตระหนักถึงความร้ายแรงหรือผลของวัณโรคที่ท่านเป็นเลยซักครั้ง ตรงกันข้ามท่านกลับสวดภาวนา รำพึง และสอนทุกคนที่มาหาด้วยตัวอย่างการน้อมรับน้ำพระทัยของพระเสมอ แม้ในเหตุการณ์ที่มีการโจมตีทางอากาศจนท่านต้องไปหลบพร้อมซิสเตอร์ในห้องใต้ดินก็ตามที และอาศัยการได้คุยกับคุณพ่อแก้บาป คุณพ่อนิโกลา บาเรส อนาคตพระสังฆราชแห่งเบอร์ลิน ท่านก็ได้พบการปลอบประโลมใจ

นอกจากนี้แล้วระหว่างป่วยนั้นท่านก็ได้เขียนจดหมายถึงน้องสาวที่ท่านใกล้ชิดมากที่สุด อันเป็นผลมาจากการรำพึงและความเชื่อ ท่านเขียนว่า พี่จะขอบพระคุณพระองค์อย่างสุดใจสำหรับความทุกข์ยากและความเจ็บปวดที่พระองค์ทรงโรยไว้ตามทางของชีวิตพี่บนโลกนี้ได้อย่างไรดี! เป็นความทุกข์ยากเองที่ได้แยกน้องจากสิ่งทั้งปวงอันเป็นเพียงสิ่งสร้างและคุลีดิน พร้อมทั้งได้ยกและเพิ่มพูนชีวิตจิต และนอกจากนั้นก็เป็นความทุกข์ยากเองที่เป็นโรงเรียนที่ดีสุดขององค์ความรักอีกด้วย ความตายจะช่างหวานฉ่ำเพียงใดเมื่อยามน้องอยู่บนโลกน้องได้มอบความรักต่อพระองค์ผู้ภายหลังจะทรงพิพากษาเราเพียงคนเดียว


และในวัน 22 ธันวาคม ค..1917 ท่านก็เขียนจดหมายฉบับสุดท้ายถึงซิสเตอร์แบลนดา น้องสาวของท่านเพื่ออำลาว่า สามอาทิตย์ที่ผ่านมาพี่ถามคุณหมอว่าเวลาที่พี่อดทนจะมาหรือยัง เขาบอกว่าไม่เกินเมษานี้ ดังนั้นตอนนี้เรามาขับไล่ความเงียบและคำกล่าวโทษต่อภาระอันทุกข์ยากของพระองค์ผู้ทรงอยู่ในรางหญ้าในฐานะพระกุมารและมาขอบพระคุณพระองค์อย่างสุดใจพร้อมกับพี่กัน สำหรับการที่พระองค์ทรงได้รักษาและดูแลหนอนตัวน้อยของโลกนี้ไว้เป็นเวลานานแสนนาน และสำหรับการที่พระองค์ทรงให้เวลาสดับฟังพี่ด้วยความคุ้นเคย

ที่ละนิด ละนิด ที่ชีวิตของท่านใกล้จะดับดั่งแสงเทียนที่ริบหรี่ ความทรมานจากวัณโรคก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่กระนั้นท่านก็ไม่เคยบ่นหรือเรียกร้องขอสิ่งต่างๆ ท่านทำเพียงแต่ถอนหายใจพลางกล่าวว่า ลูกเป็นลูกแกะบูชาขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่พระองค์ทรงเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นเครื่องบูชายัญ ลูกถวายตนทั้งครบแด่พระองค์ ลูกยินดีต่อทุกสิ่งอย่างที่พระองค์ทรงประสงค์ ในเวลาแห่งความทุกข์ยากและความอ่อนแอนี้ลูกได้พบวิธีอันหอมหวานที่จะสรรเสริญความรักไปนิรันดร์ และท่านยังอุทานอีกว่า ลูกอยากจะเป็นเจ้าสาวผู้กล้าหาญเพื่อพระมหาไถ่ของลูก


ดิฉันกำลังเตรียมตัวเพื่อการพบกันครั้งแรกระหว่างดิฉันกับพระมหาไถ่ เวลาแห่งความสุขสุดพรรณนากำลังจะมาถึง ซึ่งดิฉันได้เตรียมพร้อมแล้วด้วยความยินดีและความปรารถนา ดิฉันกำลังจะขึ้นกัลวาลีโอของดิฉันด้วยวิญญาณที่อุทิศถวายและเข้มแข็งซึ่งเป็นหน้าที่ของอุร์สุลินทุกคน และหน้าที่ของเจ้าสาวของพระองค์ผู้ถูกตรึงกางเขน ในวันที่ 18 พฤษภาคม ค..1918 ในระหว่างการตื่นเฝ้าวันสมโภชพระจิตเจ้า ภายหลังจากจูบไม้กางเขนและกระซิบพระนามพระเยซูเจ้าสามครั้งแล้ว ด้วยอายุ 35 ปี ท่านก็ถึงแก่มรณกรรมอย่างสงบ

อันนับเป็นการจบเจริญชีวิตบนความ ถ่อมตน และความรักต่อทั้งพระเจ้าและพี่น้อง ในความเงียบ ไม่ได้มีสิ่งใดพิเศษ เป็นเพียงชีวิตเล็กๆในคณะ แต่ทุกคนก็ประจักษ์ถึงความศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตนี้อย่างมิต้องสงสัย จนที่สุดคำขอของพวกเขาก็ประสพผล เมื่อมีการเปิดกระบวนการณ์ขอแต่งตั้งท่านเป็นบุญราศี จนที่สุดในวันที่ 1 พฤศจิกายน ค..1987 สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ก็ทรงยกดอกไม้น้อยนี้ไว้ในฐานะบุญราศี อันนับเป็นขั้นต่อไปของการเป็นนักบุญ

ผู้ที่มีมโนธรรมไม่ติเตียนย่อมเป็นสุข ผู้ที่ไม่สิ้นหวังก็ย่อมเป็นสุขเช่นเดียวกัน(บุตรสิรา 14:2) ตามความคิดของผม ผมคิดว่าเคล็ดลับในการดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขตามแบบฉบับของบุญราศีแบลนดีน ก็คือการไม่ติเตียนพระว่าทำอย่างนี้กับตัวท่านได้อย่างไร แต่ตรงข้ามตัวท่านกลับเลือกที่จะน้อมรับว่ามันเป็นน้ำพระทัยของพระ ทำให้ท่านเจริญชีวิตได้อย่างไม่สิ้นหวัง เพราะท่านรู้แน่ว่าสิ่งนี้เทียบไม่ได้เลยกับบำเหน็จที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้ท่านแล้วในสวรรค์ ดังนั้นในเวลานี้ชีวิตของท่านจึงเรียกร้องให้เราเลิกติเตียนพระ ในสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา แล้วหันมาก้มศีรษะลงแล้วตอบเหมือนบทคั้นในบทอ่านมิสซาว่า ข้าพเจ้าพร้อมแล้วพระเจ้าข้า ข้าพเจ้ายินดีทำตามน้ำพระทัย พร้อมโมทนาพระคุณพระองค์ เพราะความทุกข์ก็เหมือนความมืดของกลางคืน หากเรามัวแต่ลนลาน(บ่นว่าต่างๆนานา)เราก็จะไม่พบอะไรนอกจากความมืด แต่หากเราเพียงหยุดนิ่งแล้วค่อยๆคิด เราก็จะค่อยๆเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันจนกระทั้งแสงแรกแห่งวันฉายขึ้นมาได้อย่างมีความสุข อัลเลลูยา อัลเลลูยา


สวรรค์ของท่าน

ทุกๆอย่างเป็นสวรรค์ของดิฉัน…”
สวรรค์ของดิฉันก็คือน้ำพระทัยของพระเจ้า ดิฉันหายไปในพระองค์ ดิฉันลืมตนเอง ทั้งของทุกสิ่ง สิ่งมีชีวิตทุกอย่างและเหตุการณ์ทั้งหลายสิ้น เพื่อสนทนากับพระองค์ตามลำพัง และสำหรับดิฉันแล้ว ไม่มีอะไรจะสูงค่า หรืองดงาม หรือน่ารัก หรือดีเลิศไปกว่าพระองค์เพียงผู้เดียวทั้งในชั้นฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก

เคล็ดลับการดำรงอยู่ในความรักของท่าน

ประสงค์ในสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์
และปรารถนาให้ความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ทรงสำเร็จไป
อาศัยตัวของดิฉันและทุกอย่างที่เกี่ยวกับดิฉันค่ะ

ข้อเขียนบางตอนของท่าน

ผู้ใดดำรงอยู่ในความรัก ย่อมดำรงอยู่ในพระเจ้าและพระเจ้าย่อมทรงดำรงอยู่ในเขา
พวกเราสามารถดำรงอยู่ในความรักแท้จริงได้อย่างไร มันก็ด้วยความสุภาพ และการอยู่อย่างซ่อนเล้นนั่นเอง
แล้วดิฉันจะล้มหรือเมื่อดิฉันวางใจในพระองค์
ในเมื่อองค์พระเยซูเจ้า ทรงทำให้ดิฉันระมัดระวังตัวเมื่อเห็นอย่างน้อยสัญญาณของเจ้า
ข้าพระเยซูเจ้า ลูกปรารถนาจะให้ตัวของลูกแก่พระองค์ และยกตัวลูกนี้เองถวายแด่พระองค์
ข้าแต่พระเยซูเจ้า ในรางหญ้า พระองค์ช่างดูแบเบาะและตัวเล็ก ฉะนั้นพวกลูกจึงวางใจในพระองค์และตอบรับความรักของพระองค์
พระองค์ทรงบอกลูกว่า จงมาหาเราและมอบปัญหา ความหวาดกลัวและความเจ็บปวดของลูกไว้กับเรา แล้ววางศีรษะที่เหนื่อยหล้าของลูกไว้ในหัตถ์ของเราเถิด
พระบิดาเจ้าไม่ได้ประสงค์ความยิ่งใหญ่และกิจการอันยอดเยี่ยมใดๆ พระองค์เพียงแต่ขอความรักเท่านั้น
ชีวิตของแม่พระเป็นชีวิตที่เรียบง่ายมากๆแต่ก็เป็นรูปแบบชีวิตของผู้ที่แสวงหาพระเจ้า
พระนางรักพระเจ้าไม่เคยหยุดตลอดชีวิต



ข้าแต่ท่านบุญราศีแบลนดีน เมร์เทน ช่วยวิงวอนเทอญ


ข้อมูลอ้างอิง



"คุณพ่อเซราฟีโน" พ่อเจ้าวัดคิวโซ


บุญราศีเซราฟีโน โมรัซโซเน
Bl. Serafino Morazzone
ฉลองในวันที่ : 13 เมษายน

สิ้นเสียงการประกาศของพระคาร์ดินัล อันเยโล อามาโต เจ้ากระทรวงเพื่อกการแต่งตั้งเป็นนักบุญจบลง ตามด้วยเสียงปรบมือจากบรรดาผู้ร่วมพิธีทั้งหลาย ท่ามกลางประจักษ์พยานมากมายหน้าลานของอาสนาวิหารซานตา มารีอา มาสเชนเต อาสนวิหารอันงดงามประจำเมืองมิลาน ในวันที่ 26 มิถุนายน ค..2011 ผ้าคลุมสีขาวขุ่นที่ถูกแขวนไว้ที่มุขของอาสนวิหารก็ค่อยๆถูกดึงลงอย่างช้า คลอไปด้วยทำนองเพลงออร์แกนที่บ่งบอกถึงความยินดี

จนค่อยๆเผยให้เห็นภาพของบุญราศีใหม่สามองค์ที่ได้รับการแต่งตั้งในวันนี้ที่ประกอบด้วยภาพพระสงฆ์ท่านหนึ่งมีกริยาน่าเคารพกำลังโน้มศีรษะลงเบื้องหน้าไม้กางเขน พร้อมดวงตาจับจ้องไปยังพระมหาไถ่ผู้ถูกตรึงกางเขน ณ กัลวาลีโอ  ซึ่งดูแตกต่างจากภาพอีกสองภาพที่เหลืออยู่ข้างๆ ด้วยเป็นภาพเขียนเพียงภาพเดียว ในหมู่ภาพทั้งสามในวันนี้ ชวนให้คิดว่าพระสงฆ์ผู้คือใครกัน ถึงได้มีบุญได้เป็นบุญราศีเช่นนี้ และคำตอบก็เผยว่าภาพนั้นคือ บุญราศีเซฟารีโน โมรัซโซเน พระสงฆ์ประจำเขตวัดธรรมดาๆ ผู้เจริญชีวิตอย่างศักดิ์สิทธิ์ และสิ้นใจเกือบๆ 200 ปี ที่แล้ว



ชีวิตใหม่อีกหนึ่งชีวิตเริ่มขึ้นในครอบครัวที่จัดได้อีกว่ายากจนและยังมีขนาดใหญ่ ฟรังเชสโกหัวหน้าครอบครัวนี้มีเงินเลี้ยงชีพและครอบครัวจากธุรกิจขายเมล็ดพืชเล็กๆ พวกเขาอาศัยในอพาร์ทเมนเล็กๆ ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค..1747 เมื่อเซฟารีโนถือกำเนิดขึ้น เราไม่อาจล่วงรู้ถึงชีวิตนับจากนั้นต่อไปของทารกเซฟารีโนนี้เท่าไรนัก เราทราบแต่เพียงว่าตั้งแต่เยาว์วัยท่านก็ปรารถนาจะเป็นพระสงฆ์มาตลอด

แต่ก็ติดปัญหาด้านการเงินที่จะใช้สำหรับเป็นค่าเล่าเรียน แต่เหมือนพระทรงจัดเพราะคณะเยซูอิตได้ยื่นมือช่วยเหลือท่านด้วยการออกค่าใช้จ่ายให้ในโรงเรียนเบรรา หลังจากนั้นท่านจึงได้รับบเสื้อหล่อ , ศีลโกน ,ศีลน้อยครั้งแรก ขณะอายุ 13 , 14 และ 16 ปี ตามลำดับ  ก่อนในวัย 18 ปี เพื่อหาเงินค่าเรียนท่านจึงไปทำงานเป็นผู้ช่วยพิธีกรรมในอาสนวิหารและได้ค่าเหนื่อยเดือนละ 10 ลีร์ โดยท่านจะไปทำงานนี้ในช่วงเช้าก่อนในช่วงบ่ายท่านจึงจะเข้าเรียนเทววิทยาต่อไป ท่านปฏิบัติเช่นนี้อยู่แปดปีด้วยความซื่อสัตย์ ตรงต่อเวลา สุภาพและรอยยิ้มได้ และในวัย 24 ปี ท่านจึงได้รับศีลน้อยครั้งที่สอง และถูกส่งไปช่วยงานที่คิวโซ เขตวัดเล็กๆที่มีประชากร 185 คนในเวลานั้น ชุมชนที่ไร้ซึ่งความมักใหญ่ เป็นระยะเวลาสองปี ซึ่งท่านก็ทำได้อย่างดี แต่กระนั้นท่านก็ยังคงไม่ได้เป็นพระสงฆ์



ดังนั้นท่านจึงได้รับการบวชเป็นสังฆานุกร และในวันที่ 9 พฤษภาคม ค..1773 ท่านจึงได้รับบวชเป็นพระสงฆ์ในวัดซานตา มารีอา ใน ซาตีโร หลังจากนั้นในวัดถัดมาท่านก็เลือกไปประจำยังคิวโซและประจำอยู่ที่นั่นจนท่านสิ้นใจ แม้ว่าท่านจะมีทางเลืองมากมายที่หากเลือกจะเต็มไปด้วยเกียรติยศ แต่ท่านก็เลือกที่จะเป็น ผู้บำบัดวิญญาณที่ดีของคิวโซ ไปเสมอมิเปลี่ยนแปลง และ ณ ที่นี้เองสัตบุรุษต่างได้ประจักษ์ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านนี้ ไม่ว่าจะเป็นการที่ท่านคุกเข่าเป็นเวลานานๆในวัด หรือการไม่เคยเหนื่อยที่จะเปิดบ้านของพระรับบรรดาผู้เป็นทุกข์ถึงบาปผิดได้เข้ามารับศีลแห่งความเมตตา ในห้องแก้บาป ซึ่งมีมาทั้งจากเลกโกและเมืองใกล้ๆ

ดั่งเช่นที่อารส์ ผู้คนต่างหลั่งไหลมาแก้บาปกับท่านที่พวกเราต่างเรียกว่า บุญราศีเซราฟีโน แต่ท่านกลับมิหลงใหลไปกับคำเยินยอนี้ ตรงข้ามท่านกลับถือว่าท่านเป็นเพียงคนบาปผู้น่าสงสารผู้ต้องการพระเมตตาจากพระเจ้าและคำภาวนาจากคนอื่นๆ ท่านไม่เคยสังเกตว่าหลายๆครั้งท่านได้ก่ออัศจรรย์ เพราะท่านยุ่งไปกับการพยายามที่จะไม่ละเลยลูกวัดทุกคน เพียงแค่บอกว่าป่วยเท่าแหละ ท่านก็จะรีบไปเยี่ยมเขาในตอนเย็นไม่ก็ตอนกลางคืน หากท่านทำไม่ในตอนกลางวัน ไปๆมาๆอย่างนี้ทุกๆวันจนกว่าเขาจะหายไม่ก็สิ้นใจในศีลในพรไปเลย



ไม่เพียงแต่นำความบรรเทาฝ่ายจิตเท่านั้น ท่านยังนำความบรรเทาฝ่ายกายไปมอบให้บุคคลเหล่านั้น ไม่ว่าคนป่วยหรือคนยากไร้ อาทิคราวหนึ่งท่านก็ได้ยกฟูกนอนของท่านให้แก่คนยากจนคนหนึ่งไป แล้วท่านก็หันมานอนบนพื้นไม้กระดานไปตลอดชีวิตแทน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ท่านปฏิบัติจนชินตาชนิดไม่เห็นว่าเป็นกิจการเมตตาอันใด นอกจานี้ท่านยังได้ก่อตั้งโรงเรียนประถมฟรีขึ้นสำหรับเด็กๆในหมู่บ้าน เพื่อจะให้เด็กๆได้มีความรู้ทั้งในการอ่าน เขียน นับ นอกเหนือจากการเรียนคำสอน

ภายหลังจากการอุทิศชีวิตเพื่อให้ลูกวัดทุกคนมีใจศรัทธาและรักศีลมหาสนิท ตลอด 49 ปี ไม่ไปไหน ในวันที่  13 เมษายน ค..1822 ร่างของท่านถูกฝัง ณ วัดนักบุญยอห์น ที่ท่านเป็นเจ้าวัดตลอดชีวิตของท่าน  กระบวนของท่านเริ่มขึ้นในปี ค..1864 แต่ก็ต้องหยุดชะงัก กระทั้งที่สุดบุญราศีพระคาร์ดินัล อิลเดฟอนโซ ได้เริ่มกระบวนการอีกครั้งในปี ค..1951 และหลังจากมีการรับรองอัศจรรย์ในวันที่ 26 มิถุนายน ค..2011 ท่านก็ได้รับการบันทึกนามในสารบบบุญราศี



ในเมื่อเราซึ่งเป็นทั้งองค์พระผู้เป็นเจ้าและอาจารย์ยังล้างเท้าให้ท่าน ท่านก็ต้องล้างเท้าให้กันและกันด้วย(ยอห์น 13:14) พระวรสารข้อนี้เป็นอีกข้อเช่นกันที่เรียกให้เรารับใช้เพื่อนมนุษย์ของเรา เพราะขนาดพระเยซูเจ้าซึ่งเป็นพระเจ้าผู้ทรงสร้างเรามา ยังทรงลดพระองค์ลงมาทำงานที่ต่ำที่สุดนั่นคือ การล้างเท้าให้บรรดาศิษย์ แล้วเราละเป็นใครกัน ทำไมถึงไม่ควรถ่อมตนรับใช้ผู้อื่นละ ในเมื่อผู้สร้างเรายังทรงทำเช่นนี้ได้ ลูกน้อยไม่ควรจะปฏิบัติตามสิ่งที่บิดามารดาทำงั้นหรือ คริสตชนไม่ควรเป็นภาพสะท้อนของพระคริสตเจ้างั้นหรือ เรื่องราวสั้นๆของคุณพ่อเซราฟีโนกำลังบอกเราเช่นเดียวกับข้อพระวรสารนี้ ตลอดชีวิตในฐานะพระสงฆ์เจ้าวัด ท่านได้อุทิศตนรับใช้สัตบุรุษทุกคนทั้งฝ่ายกายและฝ่ายจิต ท่านเรียกร้องให้พวกเราในฐานะคริสตชนไม่ว่าสถานะไหน อายุเท่าใด เป็น ธรรมทูตแห่งความเมตตา ที่จะนำพระคริสตเจ้าไปสู่คนรอบข้างผ่านการลดอัตตาของเราลง เพื่อรับใช้ในสิ่งที่คนอื่นต้องการ เพื่อที่ว่าเราจะได้สมกับหน้าที่ ประกาศกตามที่เราได้รับแล้ว เมื่อครั้งได้รับศีลล้างบาป อัลเลลูยา อัลเลลูยา

ท่านเป็นคนศรัทธาทั้งในความคิดของท่าน คำพูดของท่าน ในผลงานทั้งหมดของท่านด้วย ความรักอย่างแรงกล้าของพระเจ้าและมนุษย์ประจักษ์ในตัวท่าน การอภิบาลตามหน้าที่ของท่านและความนึกคิดในการอภิบาลของท่านเป็นอะไรที่ดีที่สุด
คำกล่าวของหนึ่งในผู้เคยแก้บาปกับท่าน อเลสซานโดร มันโซนี นักเขียน กวี และนักเขียนบทละคร ชาวอิตาลี


ข้าแต่ท่านบุญราศีเซฟารีโน โมรัซโซเน ช่วยวิงวอนเทอญ


ข้อมูลอ้างอิง

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2558

"มารีอา เด ลา ปูริซิมา" บุพผาแห่งการรับใช้




นักบุญมารีอา เด ลา ปูริซิมา แห่ง ไม้กางเขน
St. María de la Purísima de la Cruz
ฉลองในวันที่ : 31 ตุลามคม

ความยินครั้งใหม่ของชาวภคินีเพื่อนกางเขนเริ่มขึ้นในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ..1926 ในคฤหาสน์ของตระกูลบนถนนเกลาดีโอ โกเอลลา ถนนในย่านใจกลางเมืองเก่าของมาดริด ประเทศสเปน เมื่อเด็กหญิงมารีอา อิซาเบล ซัลวัต โรเมโร ได้ถือกำเนิดขึ้น เป็นลูกคนที่สามจากแปดคนในครอบครัวชนชั้นสูงของนายรีการ์โด ซัลวัต อัลแบรต์ ชาวเมืองมาลากา(สเปน) กับนางมาร์การิตา โรเมโร เฟรเรร์ ชาวมาดริด

หนูน้อยได้รับศีลล้างบาปในเขตวัดแม่พระปฏิสนธินิรมล ที่ตั้งอยู่บนถนนโกยาของกรุงมาดริด และได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกจากโรงเรียนของคณะแม่พระแห่งโลเรโต หรือที่ชาวสเปนเรียกกันง่ายๆว่า คณะมาเดรส อิร์ลันเดซัส(แปล-คุณแม่ชาวไอร์แลนด์ เพราะคณะมาจากไอร์แลนด์) ที่ตั้งอยู่บนถนนเวลัซเกซ ซึ่งทางโรงเรียนก็ได้จัดให้ท่านได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรกเมื่อท่านอายุได้ 6 ขวบ



แต่ระหว่างที่ศึกษาอยู่นั้น ก็เกิดสงครามกลางเมืองสเปนขึ้นในเดือนกรกฎาคม ค..1936 ท่านกับครอบครัวจึงจำต้องย้ายเมืองฟีกีรา ดา ฟอซ ในประเทศโปรตุเกส แต่ก็อยู่เพียงปีเดียวครอบครัวของท่านก็กลับมาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองซาน เซบัสเตียนของประเทศสเปน กระทั้งสงครามยุติลงทั้งหมดจึงกลับไปยังมาดริด และใช้ชีวิตตามปกติ จวบจนจากเด็กหญิงตัวน้อยๆก็ค่อยๆค่อยเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นสาวน้อยวันแรกรุ่น ในท่ามกลางสังคมที่วัฒนธรรมและศาสนาเป็นสิ่งสำคัญมาก

ในวัยรุ่นท่านจัดเป็นคนที่มีสง่าราศี มีระดับ สวย เป็นกันเองและมีไหวพริบดี ซึ่งแม้ว่าท่านจะเป็นคนพูดน้อย ท่านก็พูดได้ถึงสี่ภาษา คือ สเปน อิตาลี อังกฤษและฝรั่งเศส และเช่นกัน แม้ท่านจะครองตนอย่างผู้ดีเช่นไร ท่านก็เปี่ยมไปด้วยจิตตารมณ์ของพระเจ้าอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ท่านยังเป็นคนที่น่าสนใจและมีเพื่อนในระดับเดียวกันที่ต่างรักท่านหลายคน ท่านไปทั้งงานสังสรรค์และไปมาหาสู่กับเพื่อนที่ครอบครัวท่านรู้จัก แต่ขณะเดียวกันภายในวิญญาณของท่าน กระแสเรียกของท่านก็ถูกบ่มเพาะอยู่ในอยู่ภายใน


และเพื่อไล่ตามกระแสเรียก ท่านและมาริการ์ อิบาเญซ(ภายหลังเข้าคณะแม่พระแห่งโลเรโต) เพื่อนของท่านก็พากันไปเยี่ยมตามอารามต่างๆ กระทั้งปี ค..1942 ท่านก็ได้ลองเข้าค่ายกระแสเรียกครั้งแรกกับคณะภคินีเพื่อนกางเขน ทันทีหลังจากนั้นท่านก็พบทันทีว่ากระแสเรียกของท่านก็คือการเป็นเพื่อนกางเขนที่ก่อตั้งโดยนักบุญอันเกลา แห่ง ไม้กางเขน แต่เมื่อบิดามารดาท่านทราบความตั้งใจนี้ ทั้งสองก็ทำทุกอย่างเพื่อขัดขวางท่านจากการเป็นซิสเตอร์

ระหว่างนั้นในวันที่ 10 ธันวาคม ค..1943 ท่านก็ได้ถวายตนต่อพระนางมารีย์ และได้รับเหรียญแม่พระของคณะธิดามารีย์ของโรงเรียนของคณะมาเดรส อิร์ลันเดซัส ก่อนในวันที่ 21 กรกฎาคมปีถัดมา ท่านก็ได้เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยแห่งมาดริด เพื่อรับการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และแม้จะถูกขัดขวางกระนั้นก็ตามในปีนั้น ในวันที่ 8 ธันวาคม ด้วยวัย 18 ปี ท่านก็ได้เข้าเป็นโปสตุลันต์ของคณะภคินีเพื่อนกางเขนในอารามของคณะที่เมืองเซบีญา



ท่านได้รับชุดคณะและนามใหม่ว่า ภคินีมารีอา เด ลา ปูริซิมา แห่ง ไม้กางเขน ในวันที่ 9 มิถุนายน ค..1945 ก่อนเข้าพิธีปฏิญาณตนครั้งแรกในวันที่ 27 มิถุนายน ค..1947 และปฏิญาณตนตลอดชีพในวันที่ 9 ธันวาคม ค..1952 ซึ่งในฐานะซิสเตอร์คณะภคินีเพื่อนกางเขนนี้ ท่านก็เป็นผู้ติดตามรอยเท้าของคุณแม่อันเกลาผู้ก่อตั้งคณะอย่างซื่อสัตย์ และผู้ปฏิบัติตามตามธรรมนูญของคณะได้อย่างครบถ้วนทุกระเบียบนิ้ว

ท่านดำรงตำแหน่งอธิการโรงเรียนในโลเปรา บายาโดลิด เอสเตปา และบิลยานูเอบา เดล ริโอ อี มีนัส ก่อนจะได้ดำรงตำแหน่งเป็นนวกจารย์ในปี ค..1966 และเจ้าคณะแขวงในอีกสามปีถัดมา หลังจากนั้นในปี ค..1970 ท่านก็ได้รับเลือกให้เป็นที่ปรึกษาลำดับที่สามของมหาธิการิณีของคณะ กระทั้งเมื่อมหาธิการิณีคนเดิมหมดวาระ ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค..1977 ท่านจึงได้รับเลือกให้เป็นมหาธิการิณีสืบต่อไป และได้รับเลือกอีกตลอด 22 ปีด้วยมติเป็นเอกฉันท์ (..1983, ..1989 และ ค..1995)



แต่ถามว่าเมื่อท่านรับตำแหน่งมหาธิการิณีของคณะ ท่านเปลี่ยนไปไหม คำตอบก็คือไม่ ท่านยังคงดำเนินชีวิตอย่างเคร่งครัดและยากจน ในสิ่งเล็กน้อย เล็กน้อย ท่านสอนซิสเตอร์ที่จะเจริญชีวิตตามจิตตารมณ์ของคณะ พร้อมมอบตนเองแด่ทุกๆคนที่มีความต้องการ โดยเฉพาะบรรดาเด็กหญิงในโรงเรียน  นอกจากนี้ภายในหัวใจของท่านยังมีคนยากไร้และคนป่วยอยู่เป็นพิเศษ ในบิลยานูเอบา ท่านชอบแวะไปดูแลผู้ป่วยชราภาพทุกวันในตอนเช้า และแม้ท่านในขณะนั้นท่านจะดำรงตำแหน่งอธิการ ท่านก็ลงมือซักผ้า เตรียมอาหาร อาบน้ำให้พวกเขาเอง แถมยังชอบทำงานที่ยากๆและน่าเบื่อที่สุดเสมอ

และในฐานะมหาธิการิณีท่านก็ปกครองคณะด้วยความร้อนรนอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ตามจิตตารมณ์ของภคินีเพื่อนกางเขน ส่วนอุดมการณ์ของท่านก็คือการเจริญชีวิตตามพระพรพิเศษของคุณแม่อันเกลา ผู้ก่อตั้งคณะ และเจริญชีวิตอย่างเรียบง่าย ถ่อมตน และเปี่ยมไปด้วยความเชื่อ แล้วใครจะทำได้อย่างนี้ละ ไม่ต้องไปไกลที่ไหนอุดมการณ์เหล่านี้ปรากฏชัดในตัวท่าน ผู้ติดตามการทำงานอย่างสัตย์ซื่อ ผู้ที่ได้จุดประกายความปรารถนาที่จะเลียนแบบความรักของพระเจ้าและคณะอันศักดิ์สิทธิ์ให้ลุกโชนอยู่ในดวงใจของบรรดาธิดาทั้งหลาย



นอกจากนี้ระหว่างดำรงตำแหน่งมหาธิการิณีท่านยังได้มีโอกาสร่วมพิธีบันทึกนามคุณแม่อันเกลาเป็นบุญราศี ได้ต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 และได้เปิดบ้านของคณะในปัวร์ตอลลาโน , อูเอลวา เรจโจ การาเบรีย ประเทศอิตาลี ,กาดิซ , ลูโก , ลีนาเรส และที่อัลกาซาร์ เด ซาน ฆวน

ท่านดำรงตำแหน่งมหาธิการิณีได้ 22 ปี ท่านก็ถึงแก่มรณกรรมอย่างสงบในวันที่ 31 ตุลาคม ค..1998 ด้วยอายุ 72 ปี ลูกมีความยินดีเมื่อพวกเขาทั้งหลายกล่าวว่าไปบ้านขององค์พระผู้เป็นเจ้าเถิด คือคำพูดเดียวก่อนสิ้นใจที่ทุกคนได้ยิน แม้ว่าวันนั้นท่านจะทรมานมากแค่ไหน ท่านก็ไม่บ่น ท่านเพียงแต่เอ่ยวลีนั้นเท่านั้น ร่างของท่านถูกฝั่งไว้ในห้องใต้ดินของอาราม ที่เดียวกับที่เคยฝังคุณแม่อันเกลา และภายหลังจากเกิดอัศจรรย์ ในวันที่ 18 กันยายน ค..2010 ก็ได้มีพิธีบันทึกนามท่านไว้ในสารบบบุญราศี โดยมีพระคาร์ดินัลอันเยโล อามาโต เป็นผู้แทนสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 เป็นประธานในพิธี



และในโอกาสบันทึกนามท่านครั้งนั้น สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ก็ทรงเขียนในสาส์นโอกาสสถาปนาท่านเป็นบุญราศีว่า สว่างไปด้วยปรีชาญาณแห่งไม้กางเขน เธอได้อุทิศชีวิตของเธอเพื่อรับใช้คนยากไร้และคนป่วย และเพื่อการศึกษาตามแบบคริสต์ศาสนาแก่บรรดาเยาวชน และที่สุดหลังมีอัศจรรย์ผ่านคำเสนอวิงวอนของท่านอีกครั้ง ในวันที่ 18 ตุลาคม ค..2015 สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ก็ทรงยกท่านไว้ ณ พระแท่นเคียงคู่นักบุญอังเกลาในฐานะนักบุญลำดับที่สองของคณะ

เพราะบุตรแห่งมนุษย์มิได้มาเพื่อให้ผู้อื่นรับใช้ แต่มาเพื่อรับใช้ผู้อื่น(มาระโก 10:45) จากพระวรสารข้อนี้พระเยซูเจ้าได้ทรงเรียกร้องให้คริสตชนเลือกที่จะเป็น ผู้รับใช้ มากกว่าเป็น ผู้ถูกรับใช้ คือการเรียกให้เราตัดสละน้ำใจของเราเอง ลดทิฐิของเรา เพื่อจะพุ่งทะยานไปสู่ความชิดสนิทกับพระเป็นเจ้าผ่านการรับใช้ เพราะประตูไปสวรรค์นั้นแคบเกินกว่าจะเอาทิฐิผ่านไปกันพร้อมได้  และหากเรารับใช้คนที่มองเห็นไม่ได้ แล้วเราจะไปรับใช้คนที่เรามองไม่เห็นได้อย่างไร คุณแม่มารีอา คือตัวอย่างอีกอันที่แจ่มชัดในเรื่องนี้ ท่านไม่ลังเลใจที่จะตรงไปรับใช้ผู้ป่วยหรือทำสิ่งที่ต่ำต้อย แม้ท่านจะได้รับเลือกให้เป็นมหาธิการิณีของคณะก็ตาม ให้เราวอนขอให้พวกเรามีใจรักรับใช้เช่นท่านเถิด


ข้าแต่ท่านนักบุญมารีอา เด ลา ปูริซิมา แห่ง ไม้กางเขน ช่วยวิงวอนเทอญ

***หมายเหตุคำว่า ลา ปูริซิมา แปลว่า การปฏิสนธินิรมล ผู้แปลไม่แน่ใจว่าเป็นสร้อยต่อศาสนนามหรือเปล่า หรือเป็นชื่อศาสนานามแบบมารี เดอ ลูร์ด แต่จะสังเกตว่ามีคำว่า เดอ ลา ครูซ ต่อท้ายผู้แปลจึงคิดว่า ศาสนนามของท่านน่าจะคือ มารีอา เด ลา ปูริซิมา เพราะถ้าตัว ลา ปูริซิมา เป็นสร้อย ก็ควรจะใช้ต่อว่า อี เด ลา ครูซ หรือ และไม้กางเขน แต่นี่ใช้เดอ ลา ครูซ ผู้แปลจึงคิดเช่นนั้น 

ข้อมูลอ้างอิง

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...