วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

"เอวเซเบีย" มือมุ่งรับใช้...ใจมุ่งสวรรค์


บุญราศีเอวเซเบีย ปาโลมีโน เยเนส
Bl. Eusebia Palomino Yenes
ฉลองในวันที่ : 9 กุมภาพันธ์

ที่หมู่บ้านกันตัลปิโน หมู่บ้านเล็กๆในจังหวัดซาลามังกา ประเทศสเปน ใครๆ ก็ต่างรู้ดีว่าครอบครัวปาโลมีโนนั้นยากจนแค่ไหน ครอบครัวนี้มีนายอากุสติน ปาโลมีโน ชายผู้แสนดีและอ่อนโยน แต่ขี้โรคเป็นหัวหน้า และมีนางฆวนนา เยเนส เป็นช้างเท้าหลัง รายได้หลักๆของครอบครัวนั้นมาจากการทำงานรับจ้างอย่างหนักของทั้งสอง โดยนายปาโลมีโน ปกติจะรับจ้างทำงานฟาร์ม ส่วนนางเยเนสนั้นบางเวลา นางก็จะออกไปรับจ้างทำงานในทุ่งนาด้วย แต่กระนั้นก็เถอะครอบครัวของสามีภรรยานี้ก็ร่ำรวยไปด้วยความเชื่อ ความศรัทธาต่อพระเจ้า

ซิสเตอร์เอวเซเบียเกิดในครอบครัวนี้เอง ในวันที่ 15 ธันวาคม ค..1899 และได้รับการเลี้ยงดูตามแบบฉบับคริสตชนที่ดีมาท่ามกลางความยากจนของครอบครัวนี้ในฐานะลูกคนที่สามจากสี่คน ซึ่งเมื่อท่านนึกย้อนไปถึงวันวานนั้น ท่านได้เล่าไว้ว่า หลายต่อหลายครั้ง ขณะที่คุณแม่ทำข้าวเย็นหรือซ่อมเสื้อผ้า คุณพ่อก็จะสวมกอดเราด้วยมือที่สีเข้มเพราะการทำงานกลางแดดและหยาบกร้านเพราะการขุด และหยิบหนังสือคำสอนเล่มเล็กๆที่เต็มไปด้วยเรื่องน่าอัศจรรย์ เรื่องยิ่งใหญ่ สันติและความรักมากมายออกมา ซึ่งในเรื่องนี้ท่านยังเล่าอีกครั้งว่า “…เหมือนทั้งสามได้เรียนรู้จากริมฝีปากแห่งคำสอนที่งดงามและมีเสน่ห์ของคุณพ่อ


เป็นเรื่องปกติที่เมืองลมหนาวของเหมันตฤดูมาถึงหมู่บ้าน งานรับจ้างก็จะยิ่งน้อยลง จนกระทั้งที่สุดก็ไม่มีเลยสำหรับครอบครัวปาโลมีโน ดังนั้นหนทางเดียวที่จะหาขนมปัง มาประทังชีวิตของครอบครัวได้ก็มีเพียงแต่การ ขอทานดังนั้นเมื่อท่านมีอายุได้สักหกขวบ ท่านจึงมีโอกาสได้ติดสอยห้อยตามบิดาของท่านออกไปขอทานตามหมู่บ้านใกล้ๆในหลายๆโอกาส ซึ่งการขอทานเช่นนี้เป็นเรื่องที่บิดาของท่านอับอายมากๆ แต่ท่านกลับตรงข้ามกับบิดาโดยสิ้นเชิง เพราะท่านนั้นเพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์ต่างๆตลอดเส้นทาง บางทีท่านก็เดินไปกระโดดไปอย่างมีความสุข ซึ่งก็ทำให้บิดาของท่านมีความสุขขึ้นมาได้บ้าง และเมื่อมาถึงที่หมาย ท่านก็จะตระเวนไปตามบ้านต่างๆ พลางยิ้มอย่างไร้เดียงสาพร้อมกล่าวประโยคที่ไม่เข้าใจว่า ขนมปังสักก้อน เพื่อความรักของพระเจ้า

ในวัยเยาว์สิ่งที่ท่านชอบมากสุดก็คือการเล่น ซึ่งแม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนนิสัยนี้ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ดั่งที่ท่านเขียนถึงบิดามารดาจากบัลเบร์เดว่า คุณพ่อคุณแม่ที่รัก ลูกยังคงเป็นเหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนไปไหน ลูกมีความสุขและขี้เล่น ขณะเดียวกันก็พร้อมเสมอที่จะทำงานและแม้แต่ปีนต้นไม้ก็ด้วย ท่านเข้าโรงเรียนรัฐสำหรับเด็กหญิงในหมู่บ้านเมื่ออายุได้หกปี  แต่ก็จำต้องออกเมื่ออายุได้ 7 ปี เพื่อมาช่วยที่บ้านทำงาน อย่างไม่สามารถปฏิเสธได้


วันหนึ่งจู่ๆท่านก็ได้ยินเสียงที่ท่านคุ้นเคยสนทนากันว่า พระเจ้าทรงทดสอบด้วยโรคภัยและการขาดแคลนสิ่งจำเป็น , หญิงเอ๋ย หากพระเจ้าทรงประสงค์ให้รับทุกข์ยาก ก็จงถวายทุกสิ่งแด่พระเจ้า และอย่ากังวล แล้วชื่นชมยินดีในสวรรค์เถิด นับตั้งแต่อายุได้ 8 ปีเรื่อยมาจนถึง 12 ปี ทุกๆฤดูร้อนท่านก็จะออกไปรับจ้างเป็นแม่บ้านในหมู่บ้าน ตั้งแต่ยังเล็กและพร้อมความคิดถึงความตาย ความสุขของดิฉันก็คือเวลาที่ดิฉันได้คิดว่าดิฉันกำลังจะตาย โดยไร้ซึ่งความเป็นเจ้าของของสิ่งใด และแม้เพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆดิฉันก็ได้มามากเกินพอแล้ว ดิฉันพรั่งพร้อมไปแล้วทุกอย่าง ไม่มีอะไรบนโลกนี้จะแยกความสุขในสวรรค์ในหัวใจของดิฉันที่ดิฉันได้พบไปได้หรอก

ภายหลังจากลาออกมาทำงานช่วยเหลือครอบครัวแล้ว เมื่อท่านมีอายุได้ 8 ปี ก็ถึงวัยเหมาะพอดีที่จะได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรก ดังนั้นจึงมีการจัดวันให้ท่านได้เข้าพิธีนี้พร้อมกับเด็กหญิงวัยเดียวกันคนอื่นๆ ซึ่งในตอนเช้าวันนั้นเอง ปีศาจก็ได้มาผจญท่านด้วยเรื่องชุดที่เทียบอะไรไม่ได้กับเด็กคนอื่น ดิฉันรู้สึกว่ามีเสียงเสียงหนึ่งพูดกับดิฉันว่า ช่างโง่เขลาเสียจริง ช่างโง่เขลาเสียจริง ขณะที่เพื่อนๆคนอื่นของเธอได้แต่งชุดงามๆ เธอกลับเป็นขอทานเนื้อตัวมอมแมม และหากเธอไม่อิจฉาก็เพราะเธอมันโง่สิ้นดี แต่หลังจากนั้นเอง ก็ปรากฏเสียงอันอ่อนหวานอีกเสียงหนึ่งบอกท่านว่า อย่ากลัวไปเลย บัดนี้จงประดับประดาและเพิ่มพูนไปด้วยจิตตารมณ์แห่งคุณธรรมตลอดเวลา และพระเยซูเจ้าจะทรงอวยพระพรหนู หนูจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่

และอาศัย การเผชิญหน้า ครั้งแรกกับพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิทนี้เอง ท่านก็รู้สึกว่าภายในว่า ท่านนั้นถูกเรียกที่จะเป็นของพระคริสตเจ้าทั้งครบ ดังนั้นท่านจึงมอบถวายตนเองแด่พระองค์ดุจเดียวกับ อับบาฮัมได้ถวายอิสอัคเป็นพลีบูชา

ท่านช่วยงานครอบครัวอยู่ที่หมู่บ้านได้ราวสี่ปีหลังจากรับศีลมหาสนิทครั้งแรก ในวัย 13 ปี ท่านก็ได้ติดตามพี่โดโลเรส พี่สาวคนโตของท่านไปยังเมืองซาลามังกา และได้เริ่มทำงานเป็นพี่เลี้ยง ตามด้วยเป็นแม่บ้านในโรงพยาบาลซาน ราฟาเอล โรงพยาบาลสำหรับบรรดาผู้ยากไร้และคนชราที่ถูกทอดทิ้ง ในเมืองคริสตชนอันอุดมไปด้วยอารามคณะต่างๆ ซึ่งทีละนิด มันก็ค่อยๆเผยถึงกระแสเรียกการเป็นนักบวชในชีวิตของท่านให้แจ่มชัดยิ่งขึ้น



ลูกจะเป็นธิดาของแม่ เสียงหนึ่งดังขึ้นในส่วนลึกของวิญญาณของท่าน ขณะพระรูปแม่พระองค์อุปถัมภ์กำลังถูกแห่ผ่านไปในวันฉลอง หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วันถัดมา ขณะท่านไปยังน้ำพุซาน ฆูเลียนา เพื่อตักน้ำ ประจวบเหมาะท่านก็พบกับเด็กสาววัยเดียวกับท่าน ชวนท่านไปเข้าวัดน้อยประจำโรงเรียนพระจิตเจ้าของคณะธิดาแม่พระองค์อุปถัมภ์(...) ในวันอาทิตย์ที่จะถึง ดังนั้นด้วยวิธีการอันน่าแปลกประหลาดเด็กสาวจนๆจากกันตัลปีโนจึงได้รู้จักกับคณะธ...

และยิ่งเมื่อท่านได้เข้าไปในวัดนั้นเป็นครั้งแรกเพื่อทักทายพระเจ้า ท่านก็รับรู้ได้ถึงการเรียกร้องจากพระมารดาองค์อุปถัมภ์ให้ท่านอยู่กับพระนาง ซึ่งเหตุการณ์ในวันนั้น ท่านได้เล่าย้อนในภายหลังว่า “…ดิฉันคุกเข่าลงแทบพระบาทของพระนาง หลังจากนั้นดิฉันก็รู้สึกมีเสียงในตัวดิฉันบอกกับดิฉันว่า เป็นที่นี่ที่แม่อยากให้ลูกอยู่’” หลังจากนั้นมาทุกๆบ่ายวันอาทิตย์ท่านก็จะแวะมาเข้าวัดที่นี่เสมอ แต่ท่านก็ไม่เคยพบเด็กสาวคนนั้นอีกเลย “…ดิฉันไม่ทราบหลังจากนั้นว่าเธอไปไหนหรือเอาจริงๆก็คือดิฉันไม่เคยพบเธออีกเลย ชะลอยเด็กสาวผู้นั้นจะเป็นทูตสวรรค์หรือไม่ ก็ไม่มีใครรู้


ส่วนท่านนั้นพอดีอธิการโรงเรียนเห็นท่าทีโอเคจึงขอท่านว่า พวกเราจำเป็นต้องหญิงสาวซักคนหนึ่งเช่นเธอที่จะช่วยพวกเราในการทำงานบ้านต่างๆ เธอสนใจไหม ทันทีท่านจึงตอบตกลง และนับแต่นั้นในเดือนกันยายน ท่านในวัย 17 ปีก็เริ่มมาอยู่และช่วยงานโรงเรียนของธ... ทั้งงานขนฟืน งานปรุงอาหาร งานทำความสะอาด งานซักล้าง และงานติดต่อธุระในที่ไกลๆพร้อมๆกับพวกครูและนักเรียนของโรงเรียน

ในหน้าที่เหล่านั้น ท่านเป็นคนที่ พร้อมยื่นมือ เข้าช่วยทำงานต่างๆ และทำทุกสิ่งด้วยความสนุกสนานและเงียบง่ายให้เป็นที่ประจักษ์แก่ทุกๆคนรอบๆตัวของท่าน แต่บรรดานักเรียนต่างรู้ดีว่าภายในรอยยิ้มอันเป็นนิสัยของท่านและหนทางแห่งความเรียง่าย ท่านนั้นมี ความลึกล้ำซ่อนเร้นอยู่ และพวกเธอต่างได้พบ ข้อแก้ตัว จำนวนมากมายอยู่กับท่าน ขณะเดียวกันก็ได้รับคำปรึกษาและความบรรเทาใจจากปากคู่นั้น และร่างเล็กนั้นเช่นกัน


แต่ในรอยยิ้มนั้นขณะทำงานไปใจท่านก็เฝ้าใฝ่ฝันถึงการได้เข้าคณะเป็นซิสเตอร์ธ... ถ้าฉันทำงานตามหน้าที่อย่างแข็งขัน เพื่อความรักของแม่พระ และวันหนึ่งฉันก็จะได้เป็นธิดาของพระนางในคณะนี้ ท่านคิด แต่ใครจะไปรับคนจนๆเรียนมาน้อยละ สิ่งนี้แหละที่ทำให้ท่านไม่กล้าปริปากบอกกับซิสเตอร์ในโรงเรียนถึงความฝันนี้ และเก็บซ่อนมัน พลางใช่มันเป็นไฟที่หล่อเลี้ยงให้คำภาวนาและกิจการทวีมากขึ้น ตลอด 5 ปีที่ทำงาน จนถึงเวลาท่านอายุได้ 22 ปี การมาของคนคนหนึ่งก็จะเปลี่ยนความฝันท่านให้เป็นความจริง

พ่อขอเวลาพูดกับเธอสักหน่อยจะได้ไหม  คุณพ่อโฆเซ บิเนลลี ผู้ตรวจการณ์คณะซาเลเซียนที่ได้เดินทางมาเยี่ยงคณะที่เมืองซาลามังกา ถามท่าน ได้ค่ะ ท่านตอบ เธออยากจะเป็นธ...ใช่ไหม อย่างไม่มีปี่ขลุ่ยเมื่อท่านมาหาคุณพ่อแล้ว คุณพ่อก็กล่าวขึ้น ใช่ค่ะ คุณผู้ตรวจการณ์ ท่านตอบอย่าประหลาดใจ คุณพ่อโฆเซจึงได้ล้วงเอาหนังสือออกมาจากระเป๋าก่อนจะวางมือบนศีรษะของท่าน ก่อนท่องบทสวดภาษาละตินบางอย่าง แล้วจึงอวยพรท่าน พลางบอกว่า ตอนนี้เธอเป็นของแม่พระโดยสมบูรณ์ พระนางจะให้คำแนะนำและช่วยเธอเอง พ่อจะสวดภาวนาให้เธอ


คำกล่าวนี้สร้างความยินดีในดวงใจที่อัดอั้นของท่านยิ่งนัก และมากยิ่งขึ้นเมื่อคุณพ่อได้ไปบอกกับคุณแม่อธิการว่าไม่ต้องกังวลในเรื่องใดทั้งสิ้น และให้รับท่านเข้าคณะอาศัยอำนาจในนามของมหาธิการิณีของคณะ เหตุฉะนั้นเองโดยได้รับการยกเว้นซึ่งเงินสินสอด ในวันที่ 5 สิงหาคม ค..1922 ด้วยอายุ 22 ปี ท่านจึงได้เข้านวกสถานที่ซารียา ในเมืองบาร์เซโลนา และได้เข้าพิธีปฏิญาณตนในอีกสองปีถัดมา และถูกส่งไปยังบัลเบร์เด  

ให้เราเป็นนักบุญกัน อย่างอื่นคือเรื่องเหลวไหล ท่านกล่าวคำอำลาเพื่อนนวกะที่ดีที่สุดของท่าน ที่ได้ใช่ชีวิตร่วมกันตลอดสองปี ทั้งชีวิตสวดภาวนา ชีวิตทำงานและชีวิตเรียน และมุ่งขึ้นรถไฟมุ่งตรงมาเมืองบัลเบร์เด เมืองเล็กๆบา ซึ่งขณะนั้นมีประชากรราว 9,000 คน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสเปน ใกล้ชายแดนโปรตุเกส ในพื้นที่ทำเหมืองแร่ของจังหวัดอูเอลบา และมาถึงยังสถานีรถไฟเมืองบัลเบร์เด เดล กามีโน ที่มีบรรดาเด็กๆชาวบัลเบร์เดในโรงเรียนมารอต้อนรับ ในวันที่ 24 สิงหาคม ค..1924  แต่แทนที่เมื่อท่านเหยียบก้าวแรกท่านจะได้รับความอบอุ่นจากเด็กๆ ตรงข้ามสิ่งแรกที่ท่านได้รับคือการดูถูกดูแคลนอย่างเปิดเผยจากทั้งบรรดาเด็กๆและบรรดาซิสเตอร์ที่ผิดหวังกับซิสเตอร์ใหม่คนนี้ เพราะ รูปร่างที่ เล็ก ซีดเซียวและน่าเกลียด พร้อมด้วยมือที่ใหญ่เกินไป ยิ่งบวกกับชื่อโง่ๆของเธออีก


แต่กระนั้นท่านก็ไม่ได้รู้แย่อันใด ตรงข้ามท่านกลับรู้สึกว่าท่านเป็น พระราชินี ที่ได้อาศัยอยู่ในคฤหาสน์ของพระเยซูเจ้าผู้เป็นกษัตริย์ตลอดเวลา ฉันมีความสุขที่จะอยู่ในบ้านของพระเจ้าในทุกวันของชีวิตของฉัน ท่านกล่าว ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่เช้าวันถัดมา ท่านจะเริ่มวันด้วยการ พับแขนเสื้อของท่าน และเริ่มลุยงามต่างๆที่ได้รับมอบหมายอันได้แก่ งานครัว งานซักรีด งานรับแขกที่ประตู งานสวน และงานดูแลเด็กในวัด กระทั้งทีละนิดกลิ่นหอมแห่งความศักดิ์สิทธิ์ และจิตวิญญาณแห่งซาเลเซียนก็ค่อยๆสำแดงออกมาผ่านตัวท่าน

เด็กๆเริ่มถูก ดึงดูด ด้วยเรื่องราวของบรรดานักบุญ บรรดาธรรมทูต ความศรัทธาต่อแม่พระ และเกร็ดชีวประวัติของคุณพ่อยอห์น บอสโก ที่ท่านเล่าด้วยความทรงจำที่แม่นยำของท่าน และด้วยพระพรในการเล่าเรื่องได้อย่างน่าฟัง ท่านมักใช้โอกาสทุกโอกาสและทุกสถานที่ โดยเฉพาะวัดน้อย เพื่อสอนเรื่องคุณธรรมคริสตชน โดยเฉพาะการดำรงอยู่ในสันติและการดำรงอยู่เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าแก่เด็กๆเสมอ นอกนี้ท่านยังมักบอกเด็กๆให้หมั่นแก้บาปรับศีลบ่อยๆ ซึ่งสิ่งที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ต่างสะท้อนให้เห็นความรักของพระเจ้า และความปรารถนาที่จะมอบความรักยังคนอื่นๆ


หลังจากนั้นที่สุดบรรดาผู้ที่ดูถูกดูแคลนท่านในวันแรกก็ค้นพบว่า ภายใต้ร่างอันน้อยนิดนี้ได้ซ่อนบางสิ่งที่แสนพิเศษเอาไว้ บัดนี้กลิ่นแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของท่านได้ตลบฟุ้งไปทั่วอาราม และค่อยๆแพร่ไปยังภายนอก เริ่มจากบรรดาผู้ปกครองของบรรดาเด็กๆ ก่อนตามมาด้วยชาวเมืองคนอื่นๆ เยาวชน เณร และแม้แต่พระสงฆ์เอง ก็ต่างเดินตามมายังต้นกลิ่นนี้ และได้ขอให้ท่าน ซิสเตอร์จนๆ ผู้ไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องทางเทววิทยา แต่เต็มล้นไปด้วยปัญญาของพระเจ้าในหัวใจ เป็น ที่ปรึกษาฝ่ายจิต ให้แก่พวกเขา ซึ่งท่านก็น้อมรับงานนี้ด้วยใจอารี ไม่มีแบ่งแยกเวลาสำหรับใคร แต่มีเวลาสำหรับทุกๆคน

ทำไมทุกคนจึงต่างหลั่งไหลมาหาท่าน ส่วนอาจเป็นเพราะกิจการของท่าน แต่อีกส่วนก็คงมาจากอัศจรรย์มากมายที่ได้เกิดขึ้นในชีวิตอันแสนสั้นนี้ ซึ่งผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างมาไม่กี่เรื่อง ซึ่งก็มากพอที่จะตอบย้ำความจริงที่ชาวเมืองบัลเบร์เดรู้กัน คือ ซิสเตอร์เอวเซเบียเป็นนักบุญ


จดหมายสามฉบับ หนึ่งในนักเรียนชื่อ โฆเซฟา ประจำมีพี่ชายถูกเกณฑ์ไปประจำอยู่สนามรบที่ประเทศโมร็อกโก และขาดกับติดต่อกับครอบครัวเป็นระยะเวลานาน มารดาของเธอจึงเป็นทุกข์มาก พอดีท่านมาเห็นมาสวดในวัดตมคำแนะนำของลูกสาว ท่านจึงปลอบใจคุณแม่ท่านนั้นว่า อย่าร้องไปเลยนะคะ ลูกของคุณป้าปลอดภัยดีและมีน้ำหนักเพิ่มตั้งห้ากิโล เขาทำงานเป็นคนรับโทรศัพท์และได้เขียนจดหมายมาสามฉบับซึ่งคุณป้ายังไม่ได้รับ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะเพียงสองวันถัดมาคือในวันพุธศักดิ์สิทธิ์(ท่านกล่าวในวันจันทร์ศักดิ์สิทธิ์) บุรุษไปรษณีก็นำจดหมายสามฉบับที่เนื้อความตามท่านบอกมาส่งคุณแม่คนนั้นจริงๆ

สวนของอารามเป็นที่ปลูกพืชที่ต้องการน้ำ ดังนั้นเด็กๆจึงมีหน้าที่ช่วยกันไปตักน้ำจากบ่อน้ำสาธารณะมารด แต่มาช่วงหนึ่งน้ำในบ่อน้ำนั้นก็แห้งพอดี ท่านผู้มองโลดในแง่ดี จึงไปขอคุณแม่อธิการ คุณแม่การ์เมล เพื่อจะได้จ้างคนมาขุดบ่อน้ำ เวลานั้นก็ประจวบเหมาะพอดีคือมีชายคนหนึ่งแวะมาที่โรงเรียน และเห็นด้วยกับความคิดนี้ ซึ่งแม้เขาจะสงสัยก็ตามว่าจะมีตาน้ำตรงนี้ได้ไง เขาก็ลงมือลงจอบขุดตามที่ตนทำได้ในทันทีจนได้หลุมลึกพอดู ซึ่งขณะชายผู้นั้นกำลังขุดหลุมอยู่นั้น ท่านก็นั่งล้างผักสำหรับใช้ทำอาหารมือกลางวันอยู่บนม้านั่งไม่ไกลจากนั้นเท่าไร โดยมีลูกมือคือเด็กหญิงๆเกรโกเรียนั่งอยู่ข้างๆ


ตัดกลับมาที่ชายผู้นั้น เมื่อเขาขุดไปเรื่อยๆ เขาก็ขุดไปโดนหินแตกพอดี ซึ่งทันทีที่หินนั้นแตกก็พลันปรากฏสายน้ำพวยพุ่งออกมาอย่างแรง จนถึงชนิดกับชายผู้ใจดีคนนั้นต้องร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ เพราะไม่งั้นเขาคงต้องจมน้ำตายแน่ ด้วยระดับน้ำเพิ่มสูงเร็วมาก ฝ่ายท่านที่นั่งอยู่ใกล้ๆเมื่อได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือดังออกมา ท่านก็รีบยกวิญญาณของท่านขึ้นหาพระเจ้าพลางโมทนาคุณพระเจ้า ก่อนจะโยนไม้กางเขนของท่านลงไป พร้อมตะโกนว่า จับมันไว้ ชายผู้นั้นจึงรับคว้ากางเขนไว้และทันทีน้ำก็หยุดไหล เขาจึงฟาดเคราะห์รอดตายมาได้อย่างฉิวเฉียด(ผู้เขียนพยายามขอรูปภาพบ่อน้ำมา แต่เพื่อนชาวสเปนหาไม่ได้เหมือนกัน จึงเป็นไปได้ว่าบ่อน้ำนี้อาจถมไปแล้วก็ได้)

หลังจากนั้นเขาจึงคืนกางเขนให้ท่าน ฝ่ายเด็กหญิงเกรโกเรียที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด จึงขอท่านจูบไม้กางเขนนั้นด้วยความชื่นชม ทันทีท่านก็ตอบเธอว่า ได้สิจ๊ะ สำหรับเธอ นี่เป็นของขวัญ ที่รอเธออยู่แล้ว เก็บมันไว้ดีๆละ เพราะวันหนึ่งเธอจะได้ใช้มัน  เกรโกเรียจึงรับไม้กางเขนนั้นมา และเก็บรักษาอย่างดีกระทั้งเธอได้ออกเหย้าออกเรือนไปอยู่ที่เมืองซันติอาโก เด กอมโปสเตลา วันหนึ่งสามีของเธอจู่ๆก็พลัดตกบันได จนทำให้กระดูกสันหลังร้าว เธอจึงเอากางเขนที่ท่านให้มาไปแตะที่หลังของสามีและเริ่มสวดภาวนา แทบทันทีทันใดในเช้าวันรุ่งขึ้น  นายอันโตนีโอ สามีของเธอก็สามารถลุกออกจากเตียงและเดินเหินได้สะดวก จนเป็นที่แปลกใจแก่คุณหมอเจ้าของไข้


อีกครั้งที่สวนของโรงเรียน วันหนึ่งท่านปรารถนาจะปลูกต้นลิลลี่ ท่านจึงบอกโฆเซฟาว่า เธอพอจะหาหัวลิลลี่มาให้ซิสเตอร์ซักหน่อยจะได้ไหม เด็กหญิงโฆเซฟาจึงออกไปหาหัวลิลลี่มาให้ท่านในตอนบ่าย และได้ลงมือช่วยท่านปลูกในทันที กระทั้งเช้าวันถัดมา เมื่อท่านพบโฆเซฟาท่านก็รีบไปเล่าให้โฆเซฟาฟังว่า ซิสเตอร์รอแทบตายแหน่ะ เมื่อคืนซิสเตอร์ฝันเห็นพระกุมารเยซูทรงรดน้ำต้นลิลลี่ของพวกเรา และตรัสกับซิสเตอร์ว่าพวกมันโตแล้ว ซิสเตอร์เลยอยากจะไปดูมันสักหน่อย แต่ซิสเตอร์พึ่งนึกออกว่าควรรอเธอก่อน ป๊ะ พวกเราไปสวนกันเถอะ  ดังนั้นโฆเซฟาจึงตามท่านไปยังหัวลิลลี่นั้น และพบว่า มันเหลือเชื่อจริงๆ ที่ลิลลี่ทุกหัวงอก เธอกล่าวย้อนถึงอัศจรรย์ครั้งนั้น

คำภาวนาและสายฝน ครั้งหนึ่งครอบครัวผู้ให้การอุปการะโรงเรียน กำลังสร้างบ้านในสถานที่ที่เรียกกันว่า ลอส ปีนอส เด บัลเบรเด ซึ่งขณะที่กำลังก่อผนังหลักอยู่นั้นเอง เมฆฝนก้อนใหญ่ก็ปรากฏขึ้น ครอบครัวนั้นจึงไปหาท่านและขอให้ช่วยสวดเพื่อให้ฝนไม่ตก งานจะได้ดำเนินต่อไปได้ ท่านจึงกล่าวตอบว่า สวนต้องการน้ำ แต่ซิสเตอร์ก็จะสวดให้นะ แต่ดูเหมือนจะไร้ผลเพราะปรากฏว่าคืนนั้นก็มีฝนตกหนักมาก ดังนั้นในเช้าวันรุ่งขึ้นครอบครัวนั้นจึงกลับไปยังที่ก่อสร้างด้วยความสิ้นหวัง แต่ปรากฏว่า ผืนดินแห้งสนิท ส่วนผนังก็ตั้งอยู่ดีและไม่ได้เอียงเข้าหาบ้านสักนิด สมาชิกครอบครัวนั้นเล่าด้วยปากของตัวเองถึงการอัศจรรย์นี้


หลายๆครั้งในเวลาทำอาหารเย็น ของบางสิ่งก็มักขาด ถ้าไม่น้ำมัน ก็ถั่วชิกพี(ในสเปนเป็นเหมือนข้าวเลยทีเดียว) หรือไข่ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น ท่านก็จะรีบไปที่วัดน้อยเพื่อสวดภาวนา และเพียงไม่นานของเหล่านั้นก็จะมาถึงยังประตูอารามโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง มีครั้งหนึ่งขณะอยู่ในครัว ท่านบอกเด็กหญิงคนหนึ่งว่า ช่วยไปที่เล้าและเก็บไข่มาทีสิจ๊ะ เพราะท่านจะทำไข่เจียว เธอจึงรีบไปทำตามและกลับมาบอกท่านว่า เธอได้ค้นทุกซอทุกมุมแล้ว แต่ก็ไม่มีไข่เหลือเลย ท่านจึงบอกเธอว่า ก็แน่ละสิก็เธอไม่ได้ดูดีๆนิ  ก่อนจะเดินกลับไปที่เล้าไก่ ซิสเตอร์เอวเซเบียจะไปไหนคะ นักเรียนคนนั้นถาม ซิสเตอร์จะไปเอาไข่สิ ผ่านไปสักพักท่านจึงกลับมาพร้อมตะกร้าที่เต็มไปด้วยไข่ซึ่งพอทำไข่เจียวให้เด็กๆได้ถึงสิบสี่คน และเหมือนกับทุกครั้งคือไม่มีใครรู้ว่าของเหล่านั้นมาจากไหน

นอกนี้ท่านยังคอยช่วยยกถังน้ำมันและคอยตรวจดูว่าน้ำมันหมดหรือยัง แต่ก็ไม่มีสักครั้งที่น้ำมันในถังนั้นจะไม่เพียงพอต่อความจำเป็นอารามจนกว่านายโฆเซ มารีอา โมยา จะเอาถังน้ำมันใหม่มาส่งในปลายเดือน ซึ่งหลายๆครั้งไปบรรดาซิสเตอร์ก็ไม่สามารถเปิดฝาถังได้ด้วยประแจได้ แต่เพียงซิสเตอร์ใช้สองนิ้วใหญ่ๆนั้น ทันทีฝาก็สามารถหลุดได้โดยง่าย และท่านก็จะยื่นคืนให้นายโมยา ผู้เล่าในภายหลังว่า ผมไม่รู้หรอกว่านักบุญเป็นอย่างไร พวกเขาต่างบอกว่าซิสเตอร์เป็นคนเก็บตัว บอบบาง และอ่อนแอ ขนาดชายสองคนยังทำงานนั้นไม่ได้เลยและเธอก็ทำได้ ผมคิดงั้น ใช่แล้ว ใช่แล้ว เธอเป็นนักบุญแน่นอน


และหากจะกล่าวถึงอัตชีวประวัติในชีวิตอันแสนสั้นของท่านแล้ว ก็แทบเป็นไปไม่ได้เลย ที่เราจะไม่กล่าวถึงความศรัทธาพิเศษของท่านต่อรอยแผลศักดิ์สิทธิ์   ซึ่งเรื่องนี้ต้องขอบคุณความฝันอันแสนลึกลับในวัยเด็กของท่าน ที่กระตุ้นให้ท่านมีความศรัทธาเป็นพิเศษต่อรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ตามแบบที่พระเยซูเจ้าทรงไขแสดงแก่ซิสเตอร์มาร์ธา มารี ชัมบ็อง ภคินีคณะแม่พระเสด็จเยี่ยมชาวฝรั่งเศสที่เมืองชัมเบอรี ผ่านการสวดสายประคำรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ การเดินรูป และการเฝ้าศีลมหาสนิท ซึ่งท่านมักใช้เวลากับกิจการหลังนี้อย่างยาวนาน สนิทเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ พระผู้เป็นเจ้าที่ท่านเรียกว่า นักโทษแห่งความรัก

ท่านจึงชอบพูดเรื่องราวความรักของพระเยซูเจ้าต่อมนุษย์ทุกคนที่พระองค์ได้ทรงไถ่ไว้ เพราะท่านร้อนรนในการที่จะประกาศถึงความศรัทธานี้ ท่านอ่านหนังสือเกี่ยวกับรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ทุกวัน และดึงข้อความเหล่านั้นบวกกับการสวดสายประคำมาใช้ในการให้คำปรึกษาแก่ทุกๆคน ไม่เพียงแต่ทางคำพูด แต่ทางอักษรด้วย


นอกนี้ท่านยังเป็น อัครสาวกแห่งความเมตตารัก ตามแบบเดียวกับที่พระเยซูเจ้าทรงเผยแก่นักบุญโฟสตินา ที่ได้รับการเผยแพร่ในประเทศสเปนโดยคุณพ่อฆวน อารินเตโร พระสงฆ์โดมินิกันจากข้อเขียนที่เขียนขึ้นตามการคำสั่งของพระเจ้าของภคินีคณะแม่พระเสด็จเยี่ยมชาวฝรั่งเศสชื่อ มารี เทเรซา เดอซ็องเดส ที่ใช้นามแฝงในเผยการไขแสดงว่า  ซูลามิติส ป. ม. หรือมือน้อย(ซิสเตอร์มารีมีชีวิตร่วมสมัยกับนักบุญโฟสตินา และได้รับการยกย่องให้เป็นอัครสาวกของพระเมตตารัก งานเขียนของซิสเตอร์เขียนขึ้นก่อนการประจักษ์พระเมตตา)


และไม่เพียงแต่ร้อนรนในการเผยความศรัทธาพิเศษต่อรอยแผลศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ท่านยังร้อนรนในการเผยแพร่การเรียกตนว่า ผู้รับใช้แม่พระ ตามแบบฉบับที่ท่านได้ค้นพบในหนังสือ ความศรัทธาแท้จริงต่อพระนางพรหมจารี ที่นิพนธ์โดยนักบุญหลุยส์ มารี กรีญอง เดอ มงฟอร์ต โดยท่านไม่เพียงพุ่งเป้าไปยังบรรดาเด็กหญิง แต่ยังรวมถึงบรรดาเด็กสาว บรรดามารดา บรรดาเณร และบรรดาสงฆ์ด้วย ดั่งคำให้การในขณะรวบเรื่องของท่านเพื่อประกอบการเป็นบุญราศีว่า อาจไม่มีพระสงฆ์องค์ใดในสเปนยังไมได้รับจดหมายจากซิสเตอร์เอวเซเบียเกี่ยวกับการเป็นผู้รับใช้ของแม่พระ


บุญราศีคุณแม่การ์เมล โมเรโน เบนิเตซ อธิการของโรงเรียน คือผู้แรกที่ได้บันทึกความรู้สึกนึกคิดของท่าน ตามความคิดเห็นของคุณแม่ ซึ่งก็ทำให้เราได้ทราบว่า สิ่งที่ฉีกหัวใจดวงน้อยๆของท่านเป็นชิ้นๆ นั่นคือ บาป คุณแม่ได้บันทึกว่า มนุษย์คนใดกันเล่าจะลุกขึ้นต่อสู้กับพระเจ้าและองค์พระผู้เป็นเจ้าของเธอได้ ช่างน้อยเสียงยิ่งกว่าอะตอม น้อยยิ่งกว่าส่วนน้อยๆของเม็ดทราย มีความกล้าที่จะก้าวไปพร้อมพระเจ้าของเธอ ผู้เธอทราบดีว่าสักวันจะได้อยู่เฉพาะพักตร์และอาจถูกส่งไปยังนรกด้วยก็ได้ ดังนั้นท่านจึงไม่เหน็ดเหนื่อยที่จะพร่ำบอกทุกคนให้แก้บาปอย่างดี เช่นเดียวกันกับการไม่ต่อว่าพระเจ้าต่างๆนานาถึงพระราชกิจของพระองค์ เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้หลีกเลี่ยงบาปผิดต่อความศักดิ์สิทธิ์และการสาปแช่งนิรันดร์กาล

กลับมาที่ชีวิตในอารามของท่าน หลังมาอยู่ที่บัลเบร์เดได้ 5 ปี ในช่วงต้นปี ค..1930 ความตึงเครียดและการเบียดเบียนพระศาสนจักรในประเทศสเปนก็เริ่มขึ้น ท่านที่เห็นสถานการณ์ประเทศเป็นเช่นนั้นก็ไม่รีรอที่จะถวายตนเป็น ยัญบูชาเพื่อความรอดของประเทศสเปน และเพื่อเสรีภาพในการนับถือศาสนา ด้วยความพร้อม ไร้ซึ่งข้อกังขาใด และทางฝ่ายพระเจ้าเอง พระองค์ก็ทรงรับเอาเครื่องบูชาน้อยๆนี้ ในเดือนสิงหาคม ปี ..1932


อาการหอบหืดที่เป็นโรคประจำท่านมานาน จู่ๆก็กำเริบอย่างหนัก ก็ตามมาด้วยโรคต่างๆ และเวลานั้นเองพระเป็นเจ้าก็ทรงไขแสดงถึงอนาคตของสเปนที่เจิงนองไปด้วยเลือด โฆเซฟาได้เล่าว่า ท่านได้บอกกับเธอว่า จะมีสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่มากๆและเลือดผู้บริสุทธิ์จำนวนมากมายจะหลั่งรินเพราะสเปนไมได้ดำรงอยู่ในสันติด้วยตัวของมันเอง นิมิตนี้ยิ่งทวีความทุกข์ใจในใจท่านเป็นยิ่งเสียกว่าความเจ็บปวดจากโรคร้ายเสียอีก

นับตั้งแต่ปี ค..1934 เป็นต้นมา ท่านก็มีโรคแทรกซ้อนมากมาย จนล้มป่วยลง แพทย์หลายคนไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นเพราะโรคอะไร แขนขาของท่านจึงกลายเป็นบิดพลิกไปคล้ายก้อนด้าย แต่กระนั้นทุกคนที่ไปเยี่ยมท่านกลับหาได้พบความสังเวชใจไม่ ตรงข้ามพวกเขากับได้พบแสงแห่งความศักดิ์สิทธิ์ได้ฉายแสงออกมา แม้โรคร้ายจะรุมเร้า ท่านก็สามารถค้นพบหนทางอันนุ่มนวลที่จะแสดงความความยินดี สันติ และการปฏิบัติต่อผู้คนรอบข้างด้วยความเคารพและความรู้คุณค่าต่อการเอาใจใส่ของพวกเขาออกมาให้เป็นที่ประจักษ์


จงสวดภาวนามากๆให้กาตาโลเนีย ท่านกล่าวขัดจังหวะขึ้นขณะซิสเตอร์บางคนกำลังร่วมสวดกับท่าน ในสภาพน่าซีดเผือก ในวันที่ 4 ตุลาคม ค..1934 หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดการลุกฮือของผู้ใช้แรงงานในอัสตูเรียสและการปฏิวัติของชาวคาตาลันในบาร์เซโลนา นอกนี้จากบางส่วนในนิมิตอนาคตสเปนจำนวนหนึ่ง ท่านยังเห็นคุณแม่อธิการที่รักของท่าน คุณแม่การ์เมลถูกยิงตายพร้อมด้วยซิสเตอร์อีกคน  ซึ่งเมื่อท่านแจ้งเรื่องนี้แก่คุณแม่ คุณแม่ก็มิได้แปลกใจอะไร เพราะ คุณแม่นั้นได้ถวายตนเป็นยัญบูชาแด่พระเจ้าไว้แล้ว

ครั้งหนึ่งในความฝันพระเป็นเจ้าได้ไขแสดงให้ท่านได้เห็นพิธีปลงศพและที่พำนักสุดท้ายของท่าน และเวลานั้นก็ใกล้มาถึงเต็มทีแล้ว มันดูเหมือนจะเป็นในวันที่ 26 มกราคม ค..1935 เพราะในเช้าวันนั้นท่านก็มีอาการตรีทูต ซิสเตอร์ทุกคนจึงถูกเรียกมาอยู่รวมกันรอบๆเตียงของท่าน ปากของท่านบิดงอด้วยความเจ็บปวด ก่อนท่านจะหลั่งหยดน้ำตาใสๆแล้วจึงสิ้นใจลง แต่ เพียงไม่นานท่านก็ฟื้นคืนสติขึ้นมา และเล่าให้ทุกคนฟังว่าท่านได้เห็นสวนที่งดงามเสียจนหาคำบรรยายใดๆมาอธิบายไม่ได้ รวมไปถึงนักบุญดอมินิก ซาวีโอ ทูตสวรรค์จำนวนมาก และบรรดาซิสเตอร์ที่สิ้นใจไปด้วย


แต่ที่สุดแล้วภายหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ในเวลา 0.30 . ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างวันที่ 9 – 10 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกันนั้นเอง ด้วยวัย 35 ปี ท่านก็ได้จากไปรับพระสิริรุ่งโรจน์ในสวรรค์อย่างสงบ ภายหลังจากถวายตัวมาได้เพียง 11 ปี ยังความทุกข์ใหญ่มาสู่ชาวเมืองบัลเบร์เดเป็นยิ่งนัก ร่างที่ดูเหมือนคนหลับไปของท่านถูกจัดวางไว้ท่ามกลางมวลดอกไม้นานาพันธุ์ และตลอดสองวันที่มีการตั้งร่างของท่านไว้ ก็ต่างมีชาวเมืองบัลเบร์เดผลัดกันมาคารวะมิได้ขาด ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นักบุญได้จากไปแล้ว

ค่าใช้จ่ายต่างๆในพิธีปลงศพท่านถูกออกโดยภาครัฐ หนังสือพิมพ์รีพับลิกันในขณะนั้นได้ลงข่าวประกาศซ้องเช่นชาวเมืองว่า นักบุญได้จากไปแล้ว  ส่วนร่างของท่านถูกฝังท่ามกลางเสียงระฆังแห่งความยินดีในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ และเพียงไม่นานจากนั้นท่านก็ได้ทำตามคำสัญญาของท่านต่อบรรดาซิสเตอร์คือ ฉันจะจากไป แต่ฉันจะกลับมา  พร้อมกันนั้นคำทำนายของท่านก็เป็นจริง นั่นคือเกิดสงครามกลางเมืองสเปน และคุณแม่การ์เมลก็ถูกฆ่าตายพร้อมซิสเตอร์อัมปาโร การ์โบเนลล์ในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย


และแม้จะผ่านเรื่องเลวร้ายมาเท่า กลิ่นหอมแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของท่านก็มิได้จางหายไป ตรงกันข้ามมันกลับยิ่งส่งกลิ่นหอมมากขึ้น  จนไม่น่าแปลกใจอะไรที่ในปี ค..1982 ทางสังฆมณฑลอูเอลบา ก็ทำพิธีเปิดกระบวนการขอแต่งตั้งท่านเป็นนักบุญ จนที่สุดแล้วในวันที่ 25 เมษายน ค..2004 พร้อมด้วยข้ารับใช้พระเจ้าซาเลเซียนอีกสองคน หลังมีอัศจรรย์อาศัยคำเสนอวิงวอนของท่าน สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ก็ทรงประกอบพิธีบันทึกนามท่านไว้ในสารบบบุญราศีอย่างสมเกียรติ ณ ลานหน้ามหาวิหารนักบุญเปโตร นครวาติกัน


มนุษย์มองแต่รูปร่างภายนอก แต่พระยาห์เวห์ทรงมองจิตใจ(1ซามูเอล 16:7) ลองคิดย้อนดูไปถึงวันแรกที่ท่านเดินทางมาถึงเมืองบัลเบร์เด สิ่งแรกที่ท่านได้พบคืออะไร การต้อนรับอย่างอบอุ่นงั้นหรือ แน่นอนว่ามันไม่ใช่เลย เพราะอย่างที่เราอ่านมา สิ่งแรกที่ท่านได้รับจากบรรดาเด็กๆและเพื่อนในอารามก็คือการดูถูกเหยียดหยาม  ซึ่งหากมองๆไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรไปจากเราๆเท่าไรนัก เพราะในบางเวลาเราก็ต้องไปทำงานในกลุ่มที่แตกต่างจากเราไป(ไม่เว้นแม้แต่ในงานของพระ) และบางครั้งเราอาจไม่ได้รับการต้อนรับอย่างดีในทีแรก ซึ่งทำให้เราอาจท้ออาจหมดไฟ อันเป็นเรื่องปกติที่เราไม่อาจหนีไปได้ตามประสามนุษย์ แต่ เมื่อเราเจอเหตุการณ์เช่นนั้น เราก็ไม่ควรจะทำให้คำครหาเหล่านั้นกลายเป็นจริง



ขอให้เราพยายามเลียนแบบบุญราศีเอวเซเบีย กล่าวคือไม่ใส่ใจกับมัน และค้นหาความสุขที่ว่า แม้ในการดูถูกเหล่านั้นเราก็ยังมีพระเจ้าอยู่เคียงข้างเราเสมอ ด้วยพระองค์ทรงมองเราที่ข้างใน  ดังนั้นของพวกเราจงอย่ามัวเอาเวลาไปสนแต่คำครหาติฉินนินทาเหล่านั้น แต่ขอให้เราเอาเวลาที่เสียไปกับความหดหู่นั้นไปสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้แก่คนที่เคยดูถูกเราและทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายอย่างดี เพื่อลบคำครหานั้น เพื่อสร้างมิตรภาพ และเพื่อสร้างสันติอันเป็นสิ่งที่โลกของเรากำลังต้องการมากที่สุดในเวลานี้ ขออย่าใช้คำรุนแรงตอบโต้คำครหาอีกเลย แต่ขอใช้การกระทำดีตอบโต้เถิด อย่าให้พระเจ้ามองเราในแง่ลบเช่นเดียวกับที่ใครบางคนมองเราเลย


ข้าแต่ท่านบุญราศีเอวเซเบีย ปาโลมีโน เยเนส ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

'อีวาน' เพื่อและเพื่อพระศาสนจักร


บุญราศีอีวาน เมร์ซ
Bl. Ivan Merz
ฉลองในวันที่ : 10 พฤษภาคม
องค์อุปถัมภ์ : เยาวชนโครเอเชีย , วันเยาวชนโลก

ลูกจะไม่ถวายชีวิตของลูกเพื่ออีเกิลคริสตังโครเอเชียหรือ คุณพ่อบาเนค เอ่ยถามชายผู้หนึ่งซึ่งทอดกายนอนอย่างรู้ตัว แต่ไม่อาจพูดอะไรออกมมาได้จากอาการป่วย ชายผู้ที่คุณพ่อดูแลวิญญาณ ชายผู้ซึ่งซิสเตอร์ที่ดูแลยกย่องว่าเป็นเหมือนนักบุญ ภายหลังจากโปรดศีลเจิมให้แล้ว พลันนัยน์ตาของชายนั้นก็เบิกโตและสุกปลั่งขึ้น และใช้ศีรษะเป็นเครื่องหมายแทนคำตอบ

อีวาน เมร์ซ เกิดในเมืองบันจาลูคา สาธารณรัฐเซิร์ปสกา ประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ในขณะที่ยังเป็นดินแดนของอาณาจักรออสเตรียฮังการี เมื่อวันที่  16 ธันวาคม ค..1896 เป็นบุตรชายของอิวานโนว คริสตังนอนผู้ห่างวัด กับสตรีชาวยิว ท่านได้รับศีลล้างบาปในปีถัดมาในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ และเจริญวัยขึ้นมาท่ามกลางความรักจากทั้งบิดามารดาและความสุข ในสภาพแวดล้อมของแนวความคิดของเสรีนิยม ท่านได้รับการศึกษาในระดับชั้นประถมและมัธยมที่โรงเรียนในเมือง



ท่านมิได้มีพื้นฐานของคริสตชนเลย กระทั้งได้พบ ดร.ลูบอมีร์ มาราโควิซ คริสตังธรรมดาๆผู้เป็นแบบอย่าง ในช่วงท้ายๆของการเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งทำให้ท่านได้ค้นพบความมั่งคั่งของความเชื่อคริสตชน คริสตังธรรมดาๆได้ช่วยผมเพื่อชีวิตนิรันดร์ ท่านเขียนเกี่ยวกับเขา เมื่อท่านโตขึ้นเป็นหนุ่ม ท่านก็เป็นเช่นเด็กชายทั่วไป ท่านเรียนเปียโน ไวโอลีน อ่านวรรณกรรม ท่านสามารถวาดรูปหรือเล่นกีฬาต่างๆ อาทิ เทนนิส จักรยาน ยิมนาสติก หมากรุก สเก็ตน้ำแข็ง โบว์ลิ้ง ขนาบไปกับการพัฒนาตัวเองให้ใกล้ชิดพระเจ้ายิ่งขึ้น นอกนี้ท่านยังได้เริ่มเขียนบันทึกขึ้นตามคำแนะนำของ ดร.มาราโควิซ ถึงเรื่องราวก่อนถึงวัย 17 ปี และเขียนไปตลอดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

ครอบครัวท่านมีความหวังจะให้ท่านเป็นเจ้าหน้าที่ทหารเหมือนบิดา ดังนั้นหลังจากจบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาในช่วงต้นของฤดูใบไม้ร่วง ปี ..1914  ท่านจึงจำต้องสมัครเข้าโรงเรียนนายร้อยวีนาร์ นอยสตาดต์ ทั้งๆที่ไม่มีใจฝักใฝ่ในด้านนี้เลย ซึ่งจากบันทึกในช่วงนี้แสดงให้เห็นว่าโลกแห่งความเชื่อของท่าน กำลังถูกล้อมด้วยความผิดศีลธรรมจำนวนมาก จึงไม่แปลกอะไรที่ท่านจะอยู่ที่นั่นได้เพียงสามเดือนท่านจึงออก และเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในต้นปี ค..1915


ที่นั่นท่านได้มีโอกาสเข้าชมละคร โอเปรา และได้อ่านหนังสือมากมาย และที่นั่นเช่นกันในบันทึกของท่านได้บอกเล่าเรื่องราวในตอนนี้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการเดินทางภายในและการค้นหาที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของท่าน ทั้งทุกข์จากปัญหารัก ความทรงจำเรื่องเกรตีรักแรกของท่านยังคงหลอกหลอนจิตใจท่านมิขาด(ท่านจูบเธอครั้งแรกที่งานเต้นรำขณะท่านอายุ 16 ปี แต่เพียงไม่นานเธอก็มาด่วนจากไป) บวกกับปัญหาเรื่องกระแสเรียกอีก แต่อย่างไรก็ตามท่านแม้จะมีข้อสงสัยมากมายท่านก็ยังคงเปี่ยมด้วยความเชื่ออยู่ ท่านมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณธรรมของตัวท่านเองมากกว่า

แต่เพียงไม่นานหลังจากมาอยู่ที่เวียนนา ในฤดูร้อนปีเดียวกันท่านก็ถูกเรียกตัวไปรับราชการทหาร ท่านจึงเดินทางกลับไปอยู่บ้านกลับครอบครัวเพื่อรอเวลา เวลานั้นเองท่านได้ใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือวรรณกรรมต่างๆ และปัญหาต่างๆที่รุมเร้าภายในของท่าน ก็ค่อยๆคลี่คลายลง และเช่นกันเป็นเวลานี้เองที่ท่านถูกกระตุ้นให้มีชีวิตฝ่ายจิตที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น จนลุถึงวันฉลองแม่พระปฏิสนธินิรมลที่ 8 ธันวาคม ปีนั้นเอง ท่านก็ได้ปฏิญาณตนถือพรหมจรรย์ และจะยังคงรื้อฟื้นคำปฏิญาณนี้ส่วนตัวเสมอ ตลอดสงคราม


จนเมื่อได้รับการบรรจุเป็นทหารแล้ว ในช่วงต้นปี ค..1916 ท่านก็ถูกส่งไปประจำการที่แนวหน้าที่ประเทศอิตาลีและคงประจำอยู่ที่นั่นจนสงครามโลกครั้งที่ 1 จบลง และทีละนิดเสียงระเบิด ความตาย ความหดหู่ ความสิ้นหวัง และสิ่งต่างๆจากสงครามค่อยๆหล่อหลอมทางเดินในชีวิตแก่ท่าน คือ ให้ฝากชีวิตภายหน้าไว้กับพระเจ้า และมุ่งที่จะเป็นคริสตชนที่ ลูกขอโมทนาพระคุณพระเจ้าที่โปรดให้ลูกได้มีโอกาสร่วมรบในสงคราม เพราะสงครามได้สอนลูกในหลายสิ่งที่ไม่เคยรู้ ลูกปรารถนาจะมีชีวิตเป็นอิสระอีกครั้งหนึ่ง และปรับชีวิตให้ถูกต้องตามที่ลูกได้รู้มา ท่านเขียนขึ้นถึงบิดาในช่วงท้ายของสงคราม

ต้องไม่ลืมพระเจ้า ต้องปรารถนาจะเป็นหนึ่งเดี่ยวกับพระองค์เสมอ แต่ละวันเริ่มด้วยการรำพึงและการสวดภาวนา อาจเบื้องหน้าศีลมหาสนิทหรือระหว่างมิสซา ส่วนระหว่างวัน สิ่งที่จะทำก็คือ ตรวจสอบข้อบกพร่องหนึ่ง และสวดขอพระหรรษทานเพื่อให้มีกำลังพอชนะความอ่อนแอทั้งหมด มันจะเป็นเรื่องน่ากลัวมาก หากสงครามไม่มีความหมายอะไรกับผม ผมต้องเริ่มเจริญชีวิตฟื้นฟูภายใต้จิตตารมณ์ความเข้าใจเกี่ยวกับพระศาสจักรคาทอลิกใหม่ องค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่สามารถช่วยผมได้ มนุษย์ไม่อาจทำอะไรด้วยตัวเองได้ จากบันทึกของท่านระหว่างสงครามลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค..1918


ในปี ค..1919 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 จบลง ท่านก็กลับมาเรียนต่อที่คณะปรัชญา ในกรุงเวียนนา ท่านจึงมีโอกาสได้อุทิศตัวให้กับการศึกษางานวรรณกรรมโรมแมนติกและวรรณกรรมเยอรมัน และเวลาเดียวกันท่านก็เริ่มมีความสนใจเรื่องพิธีกรรมต่างๆของพระศาสนจักร ภายหลังได้เข้าเงียบ นอกจากนี้ท่านยังเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม ชาวโครเอเชีย อันเป็นกลุ่มนิสิตคาทอลิกชาวโครเอเชียในเวียนนา ที่รวมตัวกันเพื่อเตรียมความพร้อมตัวเองในการดำเนินกิจการแพร่ธรรมในประเทศต่อไป พื้นฐานชีวิตของพวกเราคือการเกิดใหม่ในพระคริสตเจ้า ที่เหลือทุกสิ่ง พวกเราไม่อาจกระทำได้ด้วยตัวเราเอง ท่านพูดในการประชุมกลุ่มครั้งหนึ่ง

ท่านศึกษาอยู่ในกรุงเวียนนาได้ปีหนึ่ง ในฤดูใบไม้ร่วงปี ค..1920 ถึง ค..1922 ผ่านคุณพ่อมิโรสาวา วานีนา พระสงฆ์เยซูอิต ท่านพร้อมเพื่อนอีกสองคนก็ได้รับทุนให้ไปศึกษาต่อที่กรุงปารีส ในประเทศฝรั่งเศส ดังนั้นจึงมีโอกาสได้ศึกษาต่อด้านวรรณกรรมที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ และสถาบันคาทอลิก ซึ่งระหว่างศึกษานั้น ท่านในฐานะสมาชิกกลุ่มวินเซนต์ เดอ ปอล ก็ได้คอยช่วยเหลือครอบครัวผู้ยากไร้ในแถบชานเมืองกรุงปารีส จนท่านมีชื่อเสียงในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของพวกเขา


เวลานี้บันทึกของท่านไม่ค่อยจะมีอะไรมาก คงมีแต่เรื่องราวที่ท่านประทับใจ นอกนี้ท่านยังมักแวะไปที่วัดน้อยของอารามเบเนดิกตินที่มงซิเออร์ อันเป็นศูนย์กลางแห่งจิตวิญญาณของปารีส เพราะเป็นสถานที่ที่ปัญญาชนชาวปารีสนิยมมา บ้างก็มาพูดคุย อยู่บ่อยครั้ง และเช่นกันเป็นในปารีสนี้เอง กระแสเรียกการเป็นนักบวชในใจของท่านก็ยิ่งลุกร้อนมากขึ้น เช่นเดียวกับความไม่พอใจของบิดามารดาต่อความฝันนี้

มารดาของท่านปรารถนาจะให้ท่านมีชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป แต่ท่านก็ตอบจดหมายมารดาด้วยการอธิบายและแสดงมุมมองของท่าน โดยมีนัยยะแอบแฝงคือการปลุกเร้าให้บิดามารดาของท่านเจริญชีวิตฝ่ายจิตอย่างลึกซึ้ง ท่านเตือนทั้งคู่ว่า ชีวิตนั้นแสนสั้น และเป็นเพียงการเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตนิรันดร์ ดังนั้นจึงต้องเตรียมตัวสำหรับโลกหน้าให้ดียิ่งๆขึ้นไป ท่านยังได้เขียนวลีที่มีชื่อเสียงอีกหนึ่งของท่านว่า คุณแม่ควรจะรู้ไว้ว่าชีวิตมหาลัยในกรุงเวียนนา ชีวิตในสงคราม ชีวิตการศึกษา และชีวิตที่ลูร์ดทำให้ลูกเชื่ออย่างหมดใจในความจริงของศาสนาคาทอลิก และนี่แหละคือเหตุผลที่ทั้งชีวิตของลูกหมุนอยู่รอบพระคริสตเจ้า และในจดหมายฉบับที่สองถึงมารดาท่านยังเขียนอีกว่า ความเชื่อคาทอลิกคือกระแสเรียกของลูก และมันก็จะต้องเป็นของทุกๆคนโดยไร้ซึ่งข้อยกเว้นใดๆด้วย


ภายหลังจากได้ปริญญาจากคณะปรัชญาที่ปารีสแล้ว ในฤดูร้อนปี ค..1922 ท่านก็เดินทางกลับไปบ้านของครอบครัวที่พากันย้ายมาอยู่ซาเกร็บ จนฤดูผันเปลี่ยนทั่วผืนป่า แม้แต่ตามต้นไม้บนถนนก็ต่างเปลี่ยนสีเป็นสีส้มเหลือง เพื่อเตรียมรับความหนาวเหน็บของเหมันต์ ปีเดียวกัน ท่านก็ได้งานเป็นครูสอนภาษาฝรั่งเศส และภาษาเยอรมัน ที่โรงเรียนอัครสังฆราชเตรียมอุดม ซาเกร็บ โดยอาศัยอยู่กับบิดามารดา ที่บ้านของครอบครัวซึ่งอยู่ในตึกสตาร์เชวีเชโวก ใกล้ๆสถานที่รถไฟหลักของซาเกร็บ

ซึ่งในฐานะครู ท่านก็ปฏิบัติตนเป็นแบบที่ดีทั้งในการอุทิศตนเพื่อนักเรียน และในการรับผิดชอบต่อหน้าที่ครู ทั้งนี้ระหว่างทำงานถัดจากนั้นในปีถัดมา ท่านก็ได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยซาเกร็บ จากวิทยานิพนธ์หัวข้อ อิทธิพลของพิธีกรรมต่อนักเขียนชาวฝรั่งเศส ซึ่งระหว่างนั้นเมื่อว่างจากภาระงานนี้ ท่านก็ใช้เวลาไปกับการศึกษาปรัชญชา เทววิทยา และเอกสารการปกครองของพระศาสนจักร


อีเกิลคริสตังโครเอเชียก่อนจะกล่าวถึงเรื่องนี้ คงต้องขอย้อนกลับไปขณะที่เรียนอยู่ที่กรุงเวียนนาและกรุงปารีสอยู่นั้น ท่านก็ได้เข้าร่วมกับ กลุ่มเคลื่อนไหวคาทอลิก อันเป็นกลุ่มเยาวชนคาทอลิกที่ก่อตั้งขึ้นในต้อนต้นศตวรรษที่ 20 โดยพระคุณเจ้าอันตุม มัฮนิค พระสังฆราชประจำสังฆมณฑเคริชคา ของประเทศโครเอเชีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต่อต้านลักทธิเสรีนิยมที่กำลังขยายตัวเข้ามาในภูมิภาค การเบียดเบียนศาสนา และค่านิยมผิดๆในชีวิตประจำวันของผู้คน ซึ่งท่านยังคอยช่วยงานนี้อยู่เรื่อยๆ กระทั้งท่านย้ายมาทำงานที่ซาเกร็บ ท่านก็ยิ่งร่วมงานกับกลุ่มอย่างแข็งขัน

และสืบเนื่องจากความสนใจและความกังวลถึงอนาคตของเยาวชน  ในปี ค..1923 ท่านจึงร่วมกับอิโว โปรตูลิปัก ตั้งกลุ่ม อีเกิลคริสตังโครเอเชีย ขึ้นมาภายใต้พื้นฐานของกลุ่มกิจการคาทอลิก โดยมีอิโวเป็นประธานคนแรก และท่านเป็นเลขา ซึ่งในส่วนตัวสำหรับท่านแล้วกลุ่มนี้จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์คือการเลียนแบบชีวิตของกลุ่มอัครสาวกชั้นแนวหน้าที่มีเป้าหมายคือความศักดิ์สิทธิ์ และมุ่งปรังปรุงทุกสิ่งในพระคริสตเยซู ท่านเคยกล่าวว่า เยาวชนทั้งหลายจนถามให้มากๆ เพราะพวกเขาสามารถเสียสละได้มาก และเป็นได้ยิ่งถามให้มากพวกเขาก็จะยิ่งรู้มากขึ้น


ขอบเขตของกลุ่มนี้สำหรับท่านยังคลอบคลุมถึงเรื่องพิธีกรรมแบบท้องถิ่น ตามแบบแนวคิดของสภาสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 ซึ่งมีในภายหลังท่านสิ้นใจไปแล้ว ดังนั้นหัวข้อต่อไปของชีวิตเล็กของท่านก็คือ พิธีกรรม พิธีกรรมสำหรับท่านคืออะไร พิธีกรรม คือกิจกรรมยามว่าง อันศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่ของท่าน พิธีกรรมคือสถานที่ที่ทำให้ท่านได้พบกับพระเจ้าและมีประสบการณ์ของพระองค์ ไม่เพียงเท่านั้นพิธีกรรมสำหรับท่านยังคือสุดยอดแห่งความสำเร็จทางศิลปะ คือการผสานรวมกันของศิลปะทุกแขนง ดังนั้นเราจึงกล่าวได้ตามจริงว่า พิธีกรรมสำหรับท่านแล้ว ก็คือ ศิลปะและชีวิตของท่าน

ในหน้าหนึ่งของสมุดบันทึก ท่านได้เขียนว่า การรับศีลคือบ่อเกิดแห่งชีวิต ซึ่งแสดงชัดถึงความศรัทธาพิเศษต่อศีลมหาสนิทของท่าน ท่านไม่เคยสงสัยในเรื่องการประทับอยู่ของพระคริสตเจ้าในศีลมหาสนิท และนับวันความรักในศีลมหาสนิทของท่านก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ที่ ซาเกร็บ กิจวัตรประจำวันของท่านก็คือการไปร่วมมิสซาและรับศีล นอกนี้ศีลมหาสนิทยังเป็นแรงบันดาใจในการแพร่ธรรมของท่าน พระองค์ทรงตรัสกับข้าพเจ้าอย่างความร้อนรนเพื่อให้ข้าพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ ผ่านศีลมหาสนิท ท่านกล่าวปิดท้ายการแบ่งปันในงานชุมนุมเยาวชนระดับชาติที่มารีโบรู ในปี ค..1920


ชีวิตแห่งการพลีกรรม ท่านพยายามควบคุมความปรารถนาและสัญชาตญาณของท่าน พยายามหลีกหนีโอกาสแห่งบาปอย่างจริงจัง และหลายๆครั้งท่านก็มักสละน้ำใจตนเองเมื่อได้รับอนุญาตให้รับประทานอาหารได้ โดยระหว่างท่านศึกษาอยู่ที่ปารีสนั้น ท่านก็ได้เขียน กฎของชีวิต ขึ้น อันเป็นการตัดสินใจเจริญชีวิตฝ่ายจิตและนักพรตอย่างจริงจัง ซึ่งการเจริญชีวิตคล้ายนักพรตนี้ เริ่มตั้งแต่ช่วงสงคราม และยิ่งทวีขึ้นเรื่อยๆในระหว่างศึกษา โดยเฉพาะเมื่อท่านย้ายมาอยู่ซาเกร็บ ท่านก็เจริญชีวิตใช้โทษบาปแบบจริงจังยิ่งขึ้น

เป็นเรื่องยากที่จะโกหก อดอาหารวันศุกร์ อะไรที่เหลือใช้ก็นำไปมอบแด่คนยากไร้ สวดภาวนาอย่างน้อยวันละครั้ง เข้าไปในสถานการณ์ที่น่าอึดอัด การได้รับความอัปยศต่อหน้าคนอื่นคือความสุข ไม่ย่อท้อต่อหนทางเพียงด้านเดียว มีชีวิตติดต่อกับผู้คนน้อยที่สุด บางส่วนจากฎของชีวิตที่ท่านเขียนที่ปารีส


นอกจากนี้แม่พระ ยังเป็นอีกสิ่งที่มีบทบทมากในชีวิตของท่าน ทุกวันท่านเฝ้าสวดขอพระนางผู้ทรงเป็นสตรีในอุดมคติของท่าน ให้ช่วยปกป้อง ช่วยเหลือ และพิทักษ์ท่านไว้จากการทำบาป เพื่อคงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ของวิญญาณท่านเสมอ เพราะ ท่านเลือกพระเยซูเจ้า พระบุตรของพระนางเป็น คู่หมั้น เพียงหนึ่งเดียวของท่าน นับแต่วันที่ท่านได้ปฏิญาณถือพรหมจรรย์เบื้องหน้าพระนางในปี ค..1915

ความรักต่อพระศาสนจักรปรากฏในทุกคำพูดของเขา  อีกสิ่งที่เราลืมไม่ได้เลย หากจะกล่าวถึงลักษณะของท่านก็คือ ความรักและความภักดีต่อพระศาสนจักร ท่านเข้าใจดีไม่เพียงความหมายอันแท้จริงของคำว่า พระสันตะปาปาในพระศาสนจักร แต่ยังเป็นความหมายของพระสันตะปาปาในหมู่คริสตชน และพระสันตะปาปาสำหรับชาวโครเอเชีย ท่านกล่าวในการเข้าเฝ้าสมเด็ตพระสันตะปาปาพร้อมบรรดาสมาชิกกลุ่มว่า พวกเราจะต้องก้าวไปพร้อมองค์สันตะปาปาอย่างสัตย์ซื่อ ศีลมหาสนิทและองค์สันตะปาปาจะต้องเป็นราก ต้นธาร และหลัก ชนชาติของพวกเราต้องการศีลมหาสนิทและองค์สันตะปาปา


เพื่อเป็นการย้ำถึงความจริงในข้อนี้ จึงขอยกคำตอบของท่าน ที่ตอบข้อสงสัยที่ว่าทำไมท่านรักพระศาสนจักร เอาไว้ว่า ทำไมผมถึงรักพระศาสนจักรคาทอลิกและพระสันตะปาปาน่ะหรือ ก็เพราะว่าในพระศาสนจักรผมสามารถเห็นภาพพระผู้ช่วยให้รอด พระเจ้าแท้มนุษย์แท้  องค์พระเยซูคริสตเจ้าด้วยความสมบูรณ์แบบทั้งหมดของพระองค์อย่างเด่นชัด และในรูปของพระสันตะปาปาผมก็สามารถเห็นพระเจ้าและองค์พระผู้เป็นเจ้าของผม

และแน่นอนท่านคือมนุษย์เหมือนๆเรา ณ ช่วงเวลาหนึ่งท่านก็ย่อมถูกคนเข้าใจผิด ย่อมต้องเจอเรื่องหินผ่านเข้ามาในชีวิต แต่สิ่งที่ทำให้ท่านโดดเด่นออกมาจากเราๆคือการเลือกจะอดทนและเงียบ ซึ่งมีต้นธารมาจากความสนิทสัมพันธ์ของท่านกับพระในการสวดภาวนา คนที่รู้จักท่านต่างอธิบายคล้ายๆกันว่าความคิดและหัวใจของท่าน ฝังแน่นอยู่ในความเหนือธรรมชาติ ท่านเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ช่วยวิญญาณได้ดีที่สุดก็คือความทุกข์ยาก ดังนั้นท่านจึงยกมอบมันแด่พระ เพื่อการนี้ และเพื่อกิจการของท่านจะลุล่วงไปด้วยดี


ในช่วงปีสุดท้ายของชีวิต สุขภาพของท่านก็เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ในปี ค..1927 ท่านเริ่มมีอาการปอดอักเสบและเสมหะ จนกระทั้งล้มป่วยลงด้วยอาการโพลงขากรรไกรอักเสบ ท่านจึงถูกส่งเข้าผ่าตัดที่คลินิกหูจมูกและลำคอ บนถนนดราสโกวิเชวา ในวันที่ 26 เมษายน ค..1928 แต่อนิจจาการผ่าตัดครั้งนั้นล้มเหลว เพราเลือดของท่านไหลไม่หยุด และอาการของท่านก็ยิ่งทรุดลงด้วยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ จนใกล้ประตูแห่งความตายเต็มที

ท่านได้รับศีลเจิมในวันที่ 6 พฤษภาคม พร้อมกันนั้นได้ถวายชีวิตที่เหลือของท่านเพื่อกลุ่มอีเกิลคริสตังโครเอเชีย บัดนี้ปัญญาชนผู้น่าเคารพผู้ให้คำแนะนำแก่บรรดาเยาวชนและผู้ใหญ่ด้วยกันถึงเรื่องของพระคริสตเจ้าและพระศาสนจักรผ่านงานเขียนและการจัดงานชุมนุม ไม่อาจจะเอ่ยเสียงใดออกมาได้อีก ริมฝีปากที่เคยสอนทุกคนให้รักและนบนอบต่อผู้แทนพระคริสตเจ้าและพระศาสนจักรปิดเงียบ


9 พฤษภาคม ท่านได้รับโทรเลขอวยพรจากสมเด็จพระสันตะปาปา และหลังจากในวันรุ่งขึ้นนั่นคือเช้าวันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม ท่ามกลางบิดาและเพื่อนๆ ท่านก็ถึงแก่มรณกรรมอย่างสงบด้วยวัย 31 ปี นับเป็นการจบการเดินทางภายใต้คำขวัญของกลุ่มที่ท่านตั้งว่า เสียสละ ศีลมหาสนิท แพร่ธรรม อย่างงดงามแบบที่คริสตชนอย่างเราๆต่างใฝ่ฝัน หลังจากนั้นได้มีการค้นพบกระดาษที่ท่านเขียนก่อนเข้ารับการผ่าตัดเก็บไว้ที่ลิ้นชักโต๊ะเป็นภาษาละตินว่า
เขาได้สิ้นใจในสันติแห่งความเชื่อคริสตัง ชีวิตของข้าพเจ้าเป็นของพระคริสตเจ้าและการตายก็เป็นกำไร ข้าพเจ้าหวังในพระเมตตาและการไม่แบ่งแยกโดยสมบูรณ์จากการครองของดวงหทัยศักดิ์สิทธิ์ จงมีความสุขในความยินดีและสันติเถิด ด้วยวิญญาณของข้าพเจ้าได้บรรลุถึงเป้าหมายนั่นคือองค์พระเป็นเจ้า ตามที่ถูกสร้างขึ้นแล้ว

ร่างของท่านถูกฝังในสุสานมิโรโกยู ภายหลังมีพิธีปลงศพที่มีผู้ร่วมงานราวห้าพันคนได้ ก่อนจะถูกขุดและย้ายไปยังอาสนวิหารพระหฤทัย ซาเกร็บ ที่ท่านเป็นสัตบุรุษเมื่อครั้งมีชีวิต ในปี ค..1977 เมื่อมีการเปิดกระบวนการขอแต่งตั้งท่านเป็นนักบุญ และที่สุดความฝันของชาวบอสเนียก็เป็นจริง ภายหลังจากมีอัศจรรย์ สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ก็ทรงสถาปนาท่านเป็นบุญราศี ในวันที่ 22 มิถุนายน ค..2003 ณ ปรัมพิธีชั่วคราวในเมืองบันยาลูกา ประเทศบอสเนีย พระองค์ทรงยกย่องว่าท่านเป็น ฆราวาสผู้โดดเด่นในการเป็นประจักษ์พยานถึงข่าวดี


ผู้ที่เชื่อแม้ไม่ได้เห็นก็เป็นสุข(ยอห์น 20:29) ความเชื่อเป็นพระพรอย่างหนึ่งในชีวิตที่มีขึ้นและมีลงได้ หากขาดกิจการควบคู่ ความเชื่อไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะมีโอกาสได้ แม้คนคนนั้นจะได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่มีความเชื่อมากที่สุดในโลกและมีความรู้เรื่องราวเหล่านั้นอย่างทะลุปรุโปร่ง  ดังนั้นเราในฐานะคริสตชนและผู้กำลังจะเป็นคริสตชนจึงไม่ควรชื่นชมยินดีหรอกหรือ ที่เราสามารถเชื่อในพระเจ้า ผู้ที่เราไม่เคยเห็นด้วยตา หรือสัมผัสด้วยมือ ได้แต่ได้ยินๆต่อๆมา เราไม่ควรภูมิใจหรือว่าเราได้เชื่อพระผู้ทรงกลับคืนชีพขึ้นมา ลองตอบคำถามเหล่านี้ในใจเราดู

กลับมามองที่ชีวิตของบุญราศีอีวาน ชีวิตของบุญราศีอีวานเป็นแบบฉบับที่งดงามของคริสตชนที่ภูมิใจที่ได้เชื่อแม้ไม่เห็น ความเชื่อของท่านไม่ได้งดงามเพียงเพราะเป็นพระพร แต่งดงามด้วยการปฏิบัติกิจการเพื่อเพิ่มพูนความเชื่อ ขอให้เราพยายามเลียนแบบบุญราศีอีวานด้วยการดำเนินชีวิตความเชื่อคริสตชนอย่างดีเลิศ กล่าวคือ หมั่นรำพึงภาวนา อ่านพระคัมภีร์ ไปมิสซา รับศีลศักดิ์สิทธิ์บ่อยๆ และพยายามประกาศข่าวดี ไม่เพียงแค่คำพูด แต่ด้วยชีวิตทั้งหมดของเรา เพื่อว่าวันหนึ่งสันติภาพจะได้บังเกิดขึ้นในโลกของเรา สุดท้ายนี้อยากให้เราลองคิดกันว่าหากเปรียบพระศาสนจักรเป็นพระกายแล้ว เราผู้มีความเชื่อจะเป็นอะไรและเพื่ออะไร


ข้าแต่ท่านบุญราศีอีวาน เมร์ซ ช่วยวิงวอนเทอญ


ข้อมูลอ้างอิง

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...