วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

'ฟรังซิสโกและยาซินทา' เด็กเลี้ยงแกะแห่งฟาติมา ตอน 2

นักบุญฟรังซิสโก มาร์โต และ นักบุญยาซินทา มาร์โต
St. Francisco Marto and St. Jacinta Marto
วันฉลอง : 20 กุมภาพันธ์
องค์อุปถัมภ์ : ความเจ็บป่วยฝ่ายกาย, ผู้ถูกคุมขัง, คนที่ถูกเยาะเย้ยเพราะความเชื่อศรัทธา, นักโทษ, คนเจ็บป่วย, การต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ

การมาของทูตสวรรค์แห่งสันติภาพ

กาลเวลาล่วงเลยมาได้ปีหนึ่งหลังลูเซีย ฟรังซิสโก และยาซินทาได้มาพบกันจนสนิทสนมกันเป็นอย่างดี ในฤดูใบไม้ผลิ ค.. 1916 เนื่องจากวันนั้นมีฝนตกในช่วงเช้า ทั้งสามจึงต้อนแกะไปหาที่หลบฝนอยู่ที่ใต้เงื้อมหิน บริเวณสวนมะกอกของคุณพ่อทูนหัวของลูเซีย และขณะทั้งสามกำลังเอากรวดมาเล่น หลังพักรับประทานอาหารกลางวัน และสวดสายประคำได้สักพัก ก็พลันเกิดลมแรงพัดขึ้นอย่างน่าประหลาดทั้ง ๆ ที่ตลอดทั้งวันมิมีลมเช่นนั้น จนเรียกความสนใจของทั้งสามให้ต้องเงยหน้าขึ้นจากการละเล่น และบัดดลนั้นเอง ก็ปรากฏแสงสว่างรูปร่างคนสีขาวใสค่อย ๆ ลอยมาจากทางทิศตะวันออก

อย่ากลัวเลย เราคือทูตสวรรค์แห่งสันติภาพ จงสวดภาวนาพร้อมเราเถิด ร่างนั้นเอ่ยขึ้น เมื่อเข้ามาในระยะที่พอให้ลูเซียเห็นท่านได้ถนัดตา ก่อนจะหมอบลงกับพื้นเอาศีรษะจรดพื้น ฝั่งเด็ก ๆ เมื่อเห็นดังนั้นก็รู้สึกเหมือนมีแรงดลใจบางอย่างให้หมอบลงกับพื้น และสวดตามท่านว่า ลูกเชื่อ ลูกนมัสการ ลูกวางใจ และลูกรักพระองค์ ลูกขอโทษแทนผู้ที่ไม่เชื่อ ไม่นมัสการ ไม่วางใจ และไม่รักพระองค์

กระทั่งสวดครบสามจบแล้ว ท่านลุกขึ้นและบอกกับพวกเด็กๆว่า “สวดอย่างนี้นะ แล้วดวงพระทัยของพระเยซูเจ้าและแม่พระจะสดับฟังคำวิงวอนของหนู” แล้วจึงหายวับไป ทิ้งไว้แต่ความงุนงงให้กับทั้งสาม “ท่านจากพวกเราไปในบรรยากาศที่เหนือธรรมชาติแบบสุด ๆ จนทำให้พวกเราลืมไปเสียนานสองนาน ว่าเรายังมีชีวิตอยู่” คำอธิบายของลูเซีย และหลังจากวันนั้นมาทั้งสามก็มิได้ปริปากเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย พร้อมตั้งใจว่าจะลดเวลาเล่นกับเด็กคนอื่น ๆ ให้น้อยลง พร้อมรักษาเนื้อรักษาตัวให้มากขึ้น

จนเวลาล่วงเลยสู่หน้าร้อนในปีเดียวกัน ก็เป็นธรรมเนียมที่ว่าคนเลี้ยงแกะแถบบริเวณพื้นที่ราบสูงแซร์รา ดา ไอรี จะต้อนแกะออกไปกินอาหารแค่เฉพาะตอนเช้ากับตอนเย็น เพราะในตอนกลางวันพระอาทิตย์จะสาดแสงอันร้อนระอุ ซึ่งไม่เหมาะยิ่งไม่ว่าตอนคนหรือสัตว์ไปทั่วบริเวณเนินเขา ทำให้ในฤดูนี้พวกคนเลี้ยงแกะจึงจะต้อนแกะกลับมาที่คอกก่อนเที่ยง และพักหาที่หลบแดดเพื่อรอเวลาจะต้อนแกะไปกินหญ้าในตอนเย็นเสมอ

ซึ่งทั้งลูเซีย ฟรังซิสโก และยาซินทาก็ปฏิบัติดังนี้ ทั้งสามชอบใช้เวลาพักเหล่านี้ที่สวนของครอบครัวลูเซีย โดยพวกเขาชอบขึ้นไปนั่งและเล่นที่บนหินก้อนโต ๆ ที่มีแอ่งน้ำขัง โดยมีร่มเงาของกิ่งมะเดื่อ อัลมอนต์ และมะกอกคอยกันแสงแดดให้ตลอดเวลา จนวันหนึ่งเหตุการณ์ประหลาดก็เกิดขึ้นกับทั้งสามอีกครั้ง เพื่อหมายจะเตรียมทางไปสู่ พันธกิจ ของเด็กน้อยทั้งสามแห่งฟาติมา อันใกล้จะมาถึงในอีกไม่ช้า

วันหนึ่งขณะทั้งสามมาอยู่ที่นี่ดังปกติ ในเวลาที่ปกติแล้วคือเวลานอนกลางวัน ร่างปริศนาร่างเดิมที่เคยปรากฏมาหาทั้งสาม ก็ปรากฏมาอีกครั้งที่ใกล้ ๆ กับทั้งสาม พวกหนูกำลังทำอะไรอยู่จ๊ะ ร่างนั้นถาม แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสามจะตอบ ร่างนั้นก็กล่าวต่อว่า จงสวดภาวนา สวดให้มาก ๆ ดวงพระทัยของพระเยซูเจ้าและแม่พระมีแผนงานแห่งความเมตตาสำหรับพวกหนู จงถวายคำภาวนาและพลีกรรมอย่างไม่หยุดหย่อนต่อพระผู้สูงสุดเถิด

ลูเซียเมื่อได้ยินดังนี้ก็เกิดความสงสัย เธอจึงถามร่างนั้นว่า แต่พวกหนูจะถวายพลีกรรมได้อย่างไรคะ ร่างนั้นจึงตอบ จงถวายทุกสิ่งที่พวกหนูทำได้ให้เป็นเสมือนหนึ่งเครื่องบูชาต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อเป็นการชดเชยบาปผิดซึ่งเป็นที่เคืองพระทัยของพระองค์ และเพื่อเป็นการวิงวอนให้คนบาปได้กลับใจ ด้วยการนี้เองจะนำมาซึ่งสันติแก่ประเทศของพวกหนู เราคืออารักขเทวดาของเธอ (โปรตุเกส) ทูตสวรรค์แห่งโปรตุเกส สำคัญที่สุดเลยนะ จงน้อมรับและแบกด้วยความอ่อนน้อมต่อความทุกข์ยากนานาที่พระเป็นเจ้าจะทรงส่งมาให้พวกหนูเถิด แล้วอันตรธานหายไป

แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ฟรังซิสโกมีบุญได้เห็นทูตสวรรค์ ทูตของพระเป็นเจ้า แต่เขาก็ยังคงไม่ได้ยินเสียงอันใด เขาจึงใคร่รู้นักว่าทูตสวรรค์ได้พูดอะไรบ้าง ลูเซีย ทูตสวรรค์ท่านพูดว่าอะไรน่ะ เขาเอ่ยถาม แต่ลูเซียอยู่ในสภาพที่ตกตะลึกกับเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดไปเมื่อครู่ เธอจึงบอกให้เขารอวันหลัง ไม่ก็ให้ถามตัวยาซินทาเอา แต่ยาซินทาเองก็ไม่ได้ทำใจที่จะทวนสิ่งที่ทูตสวรรค์ได้บอกเมื่อครู่ เธอจึงบอกไม่ได้ ดังนั้นลูเซียจึงอาสาจะบอกเองว่า พรุ่งนี้ เราจะบอกนายเอง ฟรังซิสโก แต่เราไม่อาจพูดเรื่องนี้ได้ในคืนนี้

รุ่งเช้าทันที่พบหน้าลูเซีย ฟรังซิสโกก็รีบเอ่ยขึ้นว่า เมื่อคืนเธอนอนหลับหรือเปล่า เราคิดถึงเรื่องทูตสวรรค์กับสิ่งท่านพูดตลอดเลยอ่า ลูเซียจึงเริ่มเล่าถึงสิ่งที่ท่านทูตสวรรค์ได้บอกในการประจักษ์ครั้งนี้ แต่ฟรังซิสโกก็ไม่ได้เข้าใจคำพูดทั้งหมด “…‘อะไรคือพระผู้สูงสุด เขาถาม แล้วดวงพระทัยของพระเยซูเจ้าและแม่พระจะสดับฟังคำวิงวอนของหนูแปลว่าอะไรและเมื่อดิฉันตอบ เขาก็หยุดคิดสักพัก แล้วจึงเริ่มตั้งคำถามอื่น ๆ แต่วิญญาณของดิฉันยังไม่อาจจะเล่าถึงสิ่งเหล่านั้นได้อย่างอิสระ ดิฉันจึงขอให้เขาให้รอไปวันอื่นก่อน เขาดูราวจะจับใจความอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่วายถามอีกครั้ง จนทำให้ยาซินทาพูดขึ้นอย่างตระหนกว่าระวังหน่อยซิ พวกเราไม่ควรพูดเรื่องพวกนี้อีก’”

เป็นเรื่องน่าแปลก แต่เมื่อพวกเราพูดถึงเรื่องทูตสวรรค์ ดิฉันไม่สามารถอธิบายได้เลยว่าพวกเรารู้สึกเช่นไร   ยาซินทาเคยพูดว่า หนูไม่รู้ว่าหนูรู้สึกยังไง หนูไม่สามารถพูดหรือเล่นหรือร้องเพลงหรือทำอะไรอย่างอื่นได้เลย’  ฟรังซิสก็บอกว่า เราก็เหมือนกัน แต่มันไม่สำคัญหรอก ทูตสวรรค์ย่อมดีกว่าอะไรอยู่แล้ว ลองคิดถึงท่านดูซิ’”

ลูเซียยังเขียนอีกว่า คำพูดของท่านทูตสวรรค์เหมือนแสงสว่าง ซึ่งทำให้พวกเราเข้าใจถึงภาพลักษณ์และสิ่งที่พระเป็นเจ้าทรงเป็นอยู่ตามจริง นั่นคือพระองค์ทรงรักเรามากและทรงปรารถนายิ่งที่จะได้รับความรัก ความหมายของการพลีกรรมชัดเจนเป็นครั้งแรก ซึ่งทันใดนั้นเองพวกเราก็รับรู้ได้ถึงการวิงวอนต่อพระเจ้าและพลังในการทำให้คนบาปกลับใจ แต่นั้นมาพวกเราจึงเริ่มถวายพลีกรรมที่พวกเราทำแด่พระองค์ ไม่ว่าจะเรื่องที่ยากลำบากหรือเรื่องที่ไม่น่าอภิรมย์ แต่พวกเราก็ยังมิได้มองหากิจพลีกรรมและใช้โทษบาปแบบพิเศษซึ่งพวกเราได้เรียนรู้ในเวลาต่อมา กระนั้นก็ตามพวกเราก็ใช้เวลาหลายต่อหลายชั่วโมงกราบสวดตามที่ทูตสวรรค์สอนพวกเรา

เวลานี้ถึงแม้ทั้งสามจะรู้สึกว่าคำพูดของทูตสวรรค์นั้นยากนักที่เด็ก ๆอย่างทั้งสามจะแบกไหว ทั้งสามก็น้อมรับมันไว้ ด้วยการทำพลีกรรมตามที่ได้เขียนไปแล้ว กระทั่งฤดูร้อนผ่านพ้นไป และเข้าสู่ฤดูใหม่อันเป็นเวลาที่เด็กๆต้องอยู่เฝ้าแกะตลอดทั้งวันเช่นเดิม วันหนึ่งขณะทั้งสามต้อนฝูงแกะไปแถว ๆ เนิน ‘กาเบโซ’ ทั้งสามก็ได้ขึ้นไปสวดสายประคำ แล้วสวดตามอย่างที่ทูตสวรรค์สอนต่อบนก้อนหินใหญ่แถวนั้น และขณะพักอยู่ที่นั่นเอง ทูตสวรรค์องค์เดิมก็ได้ประจักษ์มาหาทั้งสามอีกครั้ง แต่คราวนี้ท่านได้มาพร้อมกาลิกส์และปังซึ่งมีโลหิตหยดลงมาที่กาลิกส์สองสามหยด ก่อนท่านจะปล่อยมือจะทั้งสองสิ่งและก้มกราบลงที่พื้นพร้อมสวดว่า “ข้าแต่พระตรีเอกภาพ พระบิดา พระบุตรและพระจิต ลูกขอนมัสการพระองค์อย่างสุดซึ้ง และขอถวายพระกาย พระโลหิต พระวิญญาณ และพระเทวภาพของพระเยซูคริสต์เจ้าผู้สถิตอยู่ในตู้ศีลทั่วสกลโลก เพื่อชดเชยการสบประมาท การทุราจารและความเฉยเมยของผู้ทำผิดแสลงพระทัยพระองค์ เดชะพระบารมีหาขอบเขตมิได้แห่งดวงพระหฤทัยอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง และดวงหทัยนิรมลของพระแม่มารีย์ ขอให้คนบาปได้กลับใจด้วยเถิด”

แล้วท่านจึงลุกขึ้น แล้วรับเอาศีลมหาสนิทมา ก่อนจะส่งแผ่นปังให้ลูเซียรับ และส่งกาลิกส์ให้ฟรังซิสโกและยาซินทารับ พร้อมบอกกับสองพี่น้องมาร์โตว่า จงรับพระโลหิตของพระเยซูคริสตเจ้า ผู้ทรงเป็นทุกข์ยิ่งเพราะมนุษย์ใจอกตัญญู จงชดเชยบาปผิดของพวกเขาและปลอบประโลมพระเป็นเจ้าของพวกหนูเถิด จากนั้นท่านทูตสวรรค์จึงก้มกราบลงและสวดพร้อมกับพวกเด็ก ๆสามครั้งว่า  ข้าแต่พระตรีเอกภาพ พระบิดา พระบุตรและพระจิต…”  แล้วก็หายลับไปจากสายตาของทั้งสามเหมือนเดิม

ลูเซีย เรารู้ทูตสวรรค์ได้ส่งศีลมหาสนิทให้เธอ แต่ท่านส่งอะไรให้เรากับยาซินทา ฟรังซิสโกผู้ได้เห็นแต่ไม่เคยได้ยินเสียงทูตสวรรค์ถามขึ้น หลังเหตุการณ์ทุกอย่างกลับสู่สภาพปกติ นั่นก็เป็นศีลมหาสนิทเช่นกัน ฟรังซิสโก นายไม่เห็นเลือดหยดจากแผ่นปังลงกาลิกส์หรือ ฝั่งฟรังซิสโกเมื่อได้ยินดังนี้ ก็เกิดปิติในใจเป็นยิ่งนัก เขาเอ่ยขึ้นว่า เรารู้แล้วว่าพระเป็นเจ้าทรงสถิตกับเรา แต่เราไม่รู้ว่ามันเป็นไปได้ยังไง ก่อนจะคุกเข่าลงโมทนาคุณพระเป็นเจ้า และสวดตามบทภาวนาที่ทูตสวรรค์สอนซ้ำไปซ้ำมาด้วยใจเปรมปรีดิ์



การมาของราชินีสวรรค์ .. 1917

การประจักษ์ครั้งที่ 1 วันที่ 13 พฤษภาคม

ลูเซีย ฟรังซิสโก และยาซินทาไม่เคยลืมเรื่องราวการมาเยือนของทูตสวรรค์ และทั้งสามก็มิได้ปริปากบอกใคร จนเวลาล่วงเข้าสู่ฤดูหนาว ความร้อนรนที่จะปฏิบัติตามคำขอของทูตสวรรค์ของทั้งสามก็ลดน้อยลงไปบ้าง จากเกมส์ต่างๆและความสนใจพิเศษส่วนตัวที่ทั้งสามพบตลอดหลายเดือนแห่งความหนาวเหน็บ ดุจนักบุญเปโตร นักบุญยากอบ และนักบุญยอห์น ที่หลับใหลขณะพระอาจารย์ละจากพวกเขาไปสวดภาวนาตามลำพังในสวนเกทเสมนี

ทั้งสามดำเนินชีวิตเช่นเด็กปกติมาเรื่อย ๆ จนฤดูกาลผันเข้าสู่ช่วงมหาพรตและปัสกาตามลำดับ ในวันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม ค.. 1917 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ก่อนสมโภชพระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นสวรรค์ หลังร่วมมิสซาประจำวันอาทิตย์ที่วัดฟาติมา ลูเซีย ฟรังซิสโก และยาซินทาจึงออกเดินทางต้อนแกะไปกินหญ้า ในบริเวณที่ดินของครอบครัวลูเซีย ซึ่งเต็มไปด้วยหินชื่อ โควา ดา อิเรีย ตามที่ลูเซียได้เลือกไว้พร้อมถุงอาหารกลางวันเช่นปกติ

ทั้งสามค่อย ๆ เดินไปอย่างไม่รีบร้อน เพื่อว่าแกะในฝูงจะได้หยุดแวะกินหญ้าตามข้างทางได้ วันนั้นนับเป็นวันที่จัดได้สวยทีเดียว  ท้องฟ้ากระจ่างใสไร้เมฆ เวลาเดียวกันทุ่งหญ้าใกล้ ๆ ฟาติมาก็เต็มไปด้วยหมู่บุพผาที่พากันแย้มบานตามฤดูกาล จนประดับท้องทุ่งแห่งฟาติมาให้ละลานตาดูคล้ายหมวกอีสเตอร์ที่ประดับด้วยดอกไม้นานาชนิด และขณะทั้งสามต้อนแกะเข้าไปในทุ่งหญ้า เสียงระฆังประจำวัดก็ตีดังขึ้นเป็นสัญญาณแห่งการสวดเทวทูตถือสาส์นประจำเวลาเที่ยง

ดังนั้นหลังปล่อยให้แกะได้เล็มหญ้าแล้ว ทั้งสามจึงหันมาจัดการกับอาหารเที่ยงที่วันนี้ดีกว่าปกติ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าอีกไม่นานวันที่แสนจะงดงามนี้จะกลายเป็นวันที่โลกจารึกและจดจำ ทั้งสามแบ่งอาหารบางส่วนไว้กินต่อตอนบ่าย และหลังรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ทั้งสามจึงโมทนาคุณพระเป็นเจ้า และสวดสายประคำเหมือนทีทำเป็นปกติ แล้วทั้งสามจึงพาฝูงแกะขึ้นไปบนเนินเขาของโควา ดา อิเรียต่อไป

เมื่อถึงที่หมายแล้วทั้งสามก็เริ่มเล่นกัน วันนี้ทั้งสามได้ช่วยกันสร้างบ้านจากหินที่หาได้ตามทุ่งแห่งนี้ โดยมีฟรังซิสโกเป็นแม่งานคอยจัดวางหิน ส่วนยาซินทาและลูเซียคอยหาหินมาให้ฟรังซิสโกก่อ แต่ขณะทั้งสามกำลังเพลิดเพลินกับการสร้างบ้านหินหลังน้อยอยู่นั้น พลันทั้งสามก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นฟ้าแลบ ทั้งสามจึงรีบทิ้งหินในมือแล้วมองไปรอบ ๆ ทั้งสามไม่ได้คิดเลยว่าวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสเช่นนี้จะมีฟ้าแลบเกิดขึ้น แต่เมื่อมองไปรอบ ๆ ทั้งสามก็กลับยังคงเห็นต้นไม้ยังคงสงัดนิ่ง ไม่มีลมใดพลัดแรง และท้องฟ้าก็ยังเป็นสีฟ้าดังเดิม

แต่มันอาจหมายถึงพายุก็ได้นะ พี่คิดว่าพวกเราไปเตรียมของกลับบ้านกันเถอะ ลูเซียเอ่ยเพราะเชื่อว่ามีฟ้าแลบยังไงก็ต้องมีฝนแน่นอน แต่ขณะทั้งสามกำลังเก็บของ แล้วต้อนฝูงแกะลงเนินเขาไปตามทาง พอมาได้สักครึ่งทาง ขณะผ่านต้นโอ๊ตใหญ่ที่ล้อมรั่วเหล็ก พลันทั้งสามก็ต้องสะดุ้งโหยงอีก เมื่อเกิดฟ้าแลบที่อธิบายไม่ได้อีกครั้ง คราวนี้ทั้งสามเดินหน้าต่อไปได้อีกไม่กี่ก้าว ก็เหมือนมีใครมาบังคับให้ทั้งสามต้องหันหน้าไปทางขวามือ

ทันทีทั้งสามก็ได้แลเห็นสตรีนางหนึ่งมีสิริโฉมงดงามเกินกว่าจะพรรณนาได้ สวมใส่อาภรณ์สีขาวและสว่างเสียยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ ผ้าคลุมศีรษะซึ่งยาวถึงเท้าของเธอเป็นสีขาวเช่นเดียวกัน แต่มีการขลิบทองที่ชายผ้า สตรีนั้นฉายแสงสว่างจร้าคล้ายแก้วคริสตัลที่บรรจุน้ำแล้วน้ำนั้นกระทับกับแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านเป็นประการะยิบระยับ เธออยู่ในท่าพนมมืออไว้ระดับอกมีสายประคำสีขาวซึ่งมีเม็ดประคำสุกใสดุจดารา และมีกางเขนเป็นประกายระยิบระยับกว่าอัญมณีใดๆอยู่ที่มือขวา เธอยืนอยู่บนต้นโอ๊คต้นเล็ก ๆ และมองมาที่ทั้งสามอย่างสนใจ

อย่ากลัวเลย ฉันไม่ทำร้ายพวกหนูหรอก สตรีปริศนาเอ่ย พร้อมมองไปยังทั้งสามด้วยสายตาที่ฉายแววเศร้านิด ๆ คล้ายหนึ่งจะตำหนิความไม่ไว้ใจของทั้งสาม
ท่านมาจากไหนคะ ลูเซียเอ่ยถามสตรีปริศนา
ฉันมาจากสวรรค์ สตรีปริศนาตอบ
และท่านประสงค์สิ่งใดจากหนูหรือคะ ลูเซียถามต่อ
ฉันอยากให้หนูกลับมาที่นี่ในวันที่ 13 ของแต่ละเดือน เป็นระยะเวลาหกเดือนติดต่อกัน และในเวลาเดียวกันด้วย หลังจากนั้นฉันจะบอกพวกหนูว่าฉันเป็นใคร และประสงค์สิ่งใดมากที่สุด และฉันกลับมาที่นี่อีกเจ็ดครั้ง สตรีปริศนาตอบ
แล้วหนูจะได้ไปสวรรค์ไหมคะ ลูเซียถาม
จ๊ะ หนูจะได้ไป สตรีปริศนาตอบ
และยาซินทาละคะ ลูเซียถาม
เธอจะได้ไปเช่นกัน สตรีปริศนาตอบ
และฟรังซิสโกละคะ ลูเซียถามต่อ
ฟรังซิสโกก็ด้วยจ๊ะ แต่เขาต้องสวดสายประคำให้มาก ๆ สตรีปริศนาตอบ ก่อนจะเหลือบมองฟรังซิสโกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจากนั้นลูเซียจึงนึกได้ถึงเพื่อนสองคนที่พึ่งสิ้นใจไป เธอจึงถามถึงเพื่อนทั้งสอง
มาเรีย เนเวสได้อยู่ในสวรรค์หรือยังคะ ลูเซียถาม
จ๊ะ เธออยู่แล้ว สตรีปริศนาตอบ
และอาเมเลียละคะ ลูเซียถาม
เธอจะอยู่ในไฟชำระไปจนกว่าจะถึงวันสิ้นพิภพ สตรีปริศนาตอบ
คำตอบนี้สร้างความทุกข์ใจเป็นอันมากแก่ลูเซีย จนถึงกับน้ำตาคลอเบ้า เธอมองไปที่สตรีปริศนาดั่งจะถามว่าเธอจะทำอะไรได้บ้างเพื่อช่วยเพื่อนคนนี้ และสตรีปริศนาจะได้ไขวิธีที่จะช่วยไม่เพียงแต่เพื่อนของเธอ แต่มนุษย์ชายหญิงทุกคนบนโลกใบนี้
พวกหนูจะถวายตนต่อพระเป็นเจ้า และน้อมรับความทุกข์ยากนานาที่พระองค์ทรงส่งมาให้จะได้ไหม เพื่อชดเชยบาปผิดนานาที่เป็นที่ขัดเคืองพระทัยของพระองค์จะได้ไหม และเพื่อการกลับใจของคนบาปจะได้ไหม สตรีนั้นถาม
ค่ะ พวกเรายินดี ลูเซียตอบแทน
จากนี้ไปพวกหนูจะต้องทนทุกข์เป็นอันมาก แต่พระหรรษทานของพระเจ้าจะอยู่กับหนู และเป็นความบรรเทาใจของหนู สตรีปริศนาเอ่ยทำนายและบรรเทาใจ

ลูเซียเล่าว่าขณะสตรีปริศนากล่าวเช่นนี้ เธอก็กางมือออกและก็ปรากฏมีแสงสว่างออกมาจากมือของเธอ พวกเราถูกอาบด้วยแสงสว่างสวรรค์ซึ่งเหมือนจะมาจากพระหัตถ์ของพระนางทั้งสองข้าง แท้จริงแล้วแสงนั้นพุ่งเข้าไปในหัวใจและวิญญาณของพวกเรา และพวกเราก็ทราบได้ว่าแสงนี้คือพระเป็นเจ้า และพวกเราก็สามารถเห็นตัวของพวกเราในแสงนั้นได้ และด้วยแรงกระตุ้นภายในจากพระหรรษทาน พวกเราจึงคุกเข่าลง พลางสวดซ้ำ ๆ ในใจว่า ข้าแต่พระตรีเอกภาพ พวกลูกขอนมัสการพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า ข้าแต่พระเจ้า ลูกรักพระองค์ในศีลมหาสนิท’”

ทั้งสามถูกห้อมล้อมด้วงแสงสว่างนี้ กระทั่งสตรีปริศนาเอ่ยขึ้นว่า จงสวดสายประคำทุกวันเพื่อนำสันติมาสู่โลกและเพื่อยุติสงครามเถิด แล้วเธอจึงค่อย ๆ ลอยขึ้นไป แล้วไปทางทิศตะวันออกอย่างช้า ๆ กระทั่งลับสายตาของทั้งสามไปด้วยแสงพระอาทิตย์ที่สาดออกมา แต่ทั้งสามก็ยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าต้นโอ๊คเล็ก ๆ นั้น ดวงตายังคงจ้องไปทางที่สตรีปริศนาหายไปจากสายตา และทีละนิด ๆ ทั้งสามจึงค่อยคลายจากภวังค์

แรกสุดสองพี่น้องรีบเขย่าตัวลูเซีย แล้วฟรังซิสโกจึงคะยั้นคะยอให้ลูเซียเล่าว่าสตรีปริศนาพูดอะไร เพราะแม้ทั้งสามจะเห็นสตรีผู้งดงาม แต่มีเพียงฟรังซิสโกเท่านั้นที่ไม่ได้ยินเสียงของสตรีผู้นี้ ดังนั้นลูเซียจึงเริ่มเล่าสิ่งที่เธอสนทนากับสตรีปริศนานั้นให้เขาฟัง ระหว่างนั้นยาซินทาที่เงียบตลอดการประจักษ์ ขณะนึกทบทวนเหตุการณ์ต่าง ๆ ดวงใจของเธอก็เต้นรัวและเปี่ยมไปด้วยความสุข แต่เธอน่ารักมาก ๆ มาก ๆ เลยนะ เธอน่ารักไม่ใช่หรือ พี่ลูเซีย ยาซินทาอุทาน ใช่ เธอน่ารัก มากกว่าน่ารักอีก ลูเซียตอบ

เฮ้ย แกะละ ฟรังซิสโกอุทานขึ้นหลังทราบรายละเอียดต่าง ๆ ก่อนเขาจะรีบออกไปตามหาแกะ และก็พบว่าฝูงแกะของพวกเขายังคงอยู่แถวนั้น ทำให้ทั้งสามโล่งอกและตัดสินใจจะย้ายจากที่นี่ในทันที ซึ่งขณะต้อนแกะไปที่อื่น ทั้งสามก็มิได้ปริปากพูดคุยกันเพราะยังคงตะลึงกับเหตุการณ์ทีโควาอยู่ ทั้งสามตะลึงกับชนิดที่ว่าลืมเรื่องเล่นที่เป็นกิจวัตรของทั้งสามไปเลย แต่เมื่อลูเซียเห็นอาการของยาซินทาว่าต้องนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ใครฟังแน่ ลูเซียจึงสั่งยาซินทาว่า อย่าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังนะ ยาซินทาจึงสัญญาว่า หนูจะไม่เล่าให้ใครฟัง อย่ากลัวไปเลย

กระทั่งถึงเวลาเย็น เมื่อทั้งสามต้อนแกะกับมาถึงบ้านและถึงเวลาต้องแยกย้ายกันเข้าบ้าน ลูเซียก็ไม่วายกำชับกับสองพี่น้องมาร์โตว่า น้องจะไม่เล่าให้ฟังใช่ไหม ฝั่งยาซินทาก็รับอย่างแข็งขันว่า ไม่แม้แต่แม่ของหนู แน่นอน ส่วนฟรังซิสโกมิได้ตอบอะไร เขาเพียงแต่เดินเอามือล้วงกระเป๋า และคิดอย่างเงียบ ๆ อยู่คนเดียว กระทั่งถึงบ้าน ลูเซียก็มิได้ปริปากเล่าเรื่องงนี้ใครฟัง แต่กลับยาซินทานั้น…..ไม่

เพราะทันทีที่เธอพบนางโอลิมเปียกำลังกลับจากไปซื้อหมูที่ตลาดต่างหมู่บ้าน เธอก็รีบวิ่งไปบอกอย่างลิงโลดกับผู้เป็นมารดา ทั้ง ๆ ที่นางยังไม่ทันได้เข้าบ้านว่า แม่คะ วันนี้หนูเห็นแม่พระที่โควา ดา อิเรีย (ตัวยาซินทาเชื่อว่าสตรีปริศนานั้นคือแม่พระจริง ๆ แม้สตรีนั้นจะยังมิเอ่ยแถลงนามใด ๆ ) ฝั่งนางโอลิมเปียก็ถามย้อนบุตรสาวตัวน้อยว่า นั่นมันเป็นไม่ได้หรอกนะ ลูกคิดว่าลูกเป็นนักบุญที่เห็นแม่พระหรือ จนทำให้ยาซินทาที่เริงร่าต้องหงอยไป แต่กระนั้นเมื่อนางโอลิมเปียเข้าบ้านแล้ว ยาซินทาก็ไม่วายจะบอกกับมารดาอีกครั้งว่า แต่หนูเห็นพระนางจริง ๆ นะ ก่อนจะสาธยายเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่นางโอลิมเปียก็ไม่ได้สนใจฟังเท่าไร ซ้ำบอกธิดาตัวน้อยให้เลิก ๆ ความคิดที่ตัวได้เห็นแม่พระเสีย

กระทั่งล่วงถึงเวลารับประทานอาหารค่ำ นางก็สั่งให้ยาซินทาเล่าเรื่องอีกครั้ง ซึ่งตัวยาซินทาก็ดูท่าจะหลงลืมคำสัญญากับลูเซียไปเสียสนิท เพราะเธอมิได้ปฏิเสธคำสั่งนี้ และได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นพร้อมทำท่าทางของสตรีนั้นให้ทั้งครอบครัวได้ฟังได้เห็น ส่วนตัวฟรังซิสโกเองเมื่อถูกถาม ก็เพียงยืนยันว่าไม่มีสิ่งใดจะเกินเลยคำบอกเล่าของน้องสาวคนนี้ของเขา


ข้าแต่ท่านนักบุญฟรังซิสโก มาร์โต และ นักบุญยาซินทา มาร์โต ช่วยวิงวอนเทอญ

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

'ฟรังซิสโกและยาซินทา' เด็กเลี้ยงแกะแห่งฟาติมา ตอน 1

นักบุญฟรังซิสโก มาร์โต และ นักบุญยาซินทา มาร์โต
St. Francisco Marto and St. Jacinta Marto
วันฉลอง : 20 กุมภาพันธ์
องค์อุปถัมภ์ : ความเจ็บป่วยฝ่ายกาย, ผู้ถูกคุมขัง, คนที่ถูกเยาะเย้ยเพราะความเชื่อศรัทธา, นักโทษ, คนเจ็บป่วย, การต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ


มีตำนานปรัมปราบทหนึ่งเล่าว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วในราวศตวรรษที่  12 เมื่อกองทัพอัศวินคริสตชนสามารถมีชัยเหนือเมืองออริช อัศวินหนุ่มผู้หนึ่งก็ได้พบรักกับหญิงสาวชาวตะวันออกนางหนึ่งชื่อ ฟาติมะฮ์ นางผู้นี้มีสิริโฉมที่งดงามนัก จนยากที่ชายหนุ่มจะละสายตาไปจากนางได้ สองหนุ่มสาวแม้จะต่างเชื้อชาติศาสนา เมื่อพบและรู้จักกันด้วยบุพเพสันนิวาสที่พระเจ้าทรงขีดไว้ ทั้งสองจึงต่างมอบรักให้แก่กัน และได้ปลงใจแต่งงานกัน โดยนางฟาติมะฮ์ได้กลับใจมาเป็นคริสตชนในคราวนั้นด้วย แต่ก็น่าเศร้าทั้งสองครองรักกันฉันสามีภรรยาอย่างถูกต้องไปยังมิทันจะแก่เฒ่า ฟาติมะฮ์ก็มาจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

ด้วยความอาลัยรักต่อหญิงผู้เป็นยอดแห่งดวงใจ ชายหนุ่มจึงได้ตั้งชื่อสถานที่หนึ่งเพื่อระลึกถึงนางว่า ฟาติมา’ มาจากชื่อนางในภาษาอาหรับที่ว่าฟาติมะฮ์ และได้ละทิ้งโลกไปบำเพ็ญเป็นนักพรตอยู่ ในอารามอัลโกบาซา ก่อนจากโลกนี้ไปโดยทิ้งไว้แต่ตำนานชื่อย่านบ้านเมืองซึ่งจะเป็นที่เริ่มต้นเรื่องราวของเราต่อไป

ฟาติมา คือตำบลที่เราหลายคนในฐานะคริสตชน ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าไม่รู้จัก เพราะที่แห่งนี้คือสถานที่ที่แม่พระ พระมารดาพระเจ้าได้ทรงประจักษ์มาประทานสารที่มีใจความเรียกร้องการสวดภาวนาและกลับใจแก่เด็กเลี้ยงแกะสามคน ก่อนสงครามร้าจะมาถึง ส่วนนาม อัลยุสเตร์ล คือหมู่บ้านในเขตปกครองของตำบลฟาติมา ที่ที่เรื่องของเราเริ่มขึ้น

ครอบครัวมาร์โต และครอบครัวโดส ซานโตส ตามคำอธิบายของลูเซียคือ เหมือนกับทุก ๆ คนที่อยู่ในเขตวัด สองครอบครัวนี้เป็นครอบครัวที่ยากจน เป็นคริสตชนที่ทำงานหนัก มีรายได้และของที่จำเป็นเพื่อการดำเนินชีวิตจากการทำไร่ในแปลงที่ดินของตนเท่านั้น คือสองครอบครัวที่มีความสัมพันธ์ที่ดีทั้งทางเครือญาติและทางเพื่อนบ้าน ซึ่งปักหลักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านอัลยุสเตร์ล ตำบลฟาติมาแห่งนี้ แต่ครอบครัวที่เราจะขอเจาะลงเป็นพิเศษในวันนี้ก็คือครอบครัวมาร์โต เพราะผู้ถือสารสองคนที่เราจะกล่าวถึงได้เกิดมาจากครอบครัวนี้

ครอบครัวมาร์โต คือ ครอบครัวของนายมานูเอล เปโดร มาร์โต กับนางโอลิมเปีย ทั้งสองมีลูกด้วยกันทั้งสิ้นหกคน คือ ด.ช.โยเซ ด.ญ.ฟลอรินดา ด.ญ.เทเรซา ด.ช.ยวง ด.ช.ฟรังซิสโก และ ด.ญ. ยาซินทา ซึ่งสมาชิกสองคนสุดท้ายที่ออกมาลืมตาดูโลกนี้เอง ก็คือผู้ที่พระเป็นเจ้าได้ทรงเลือกสรรให้เป็นผู้ถือสารของพระมารดาของพระองค์แก่โลกมนุษย์ และคืออนาคตยุวนักบุญองค์ต่อไป

เขาคือ ฟรังซิสโก

ฟรังซิสโก มาร์โต เกิดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ค.. 1908 เขาเป็นหนุ่มน้อยหน้าตาดี ผมสีบลอนด์สว่าง ตัดกับดวงตาสีเข้ม ลูเซียเล่าว่าเขาเป็นคนคิดอะไรก่อนทำ รักสงบ ชอบเล่นเกมกีฬาต่าง ๆ และชอบจับกลุ่มกับเพื่อน ๆ รุ่นราวคราวเดียวกัน นอกนี้เขายังไม่ชอบให้มีเรื่องขัดแย้งในชีวิตประจำวันหรือการประลองใด ๆ เขาไม่สนใจสิทธิ์ที่ตนพึงมี และเมื่อถูกละเมิดสิทธิ์นั้น เขาก็ไม่เต็มใจนักที่จะปกป้องมัน

เช่นครั้งหนึ่งเมื่อนางเทเรซา แม่ทูนหัวของทั้งลูเซีย ฟรังซิสโก และยาซินทา กลับจากการเดินทางไปทะเลประจำปีและซื้อของมาฝากลูกทูนหัวทุกคนของนางตามวิสัย ครั้งนั้นนางได้ซื้อผ้าเช็ดหน้าพิมพ์ภาพแม่พระแห่งนาซาเรผืนสวยมาให้เขา ซึ่งฟรังซิสโกเองก็ชอบของฝากชิ้นนี้มาก เขาหวงมันและเอาไปอวดให้เพื่อน ๆ ได้ดูอย่างภาคภูมิ แต่เขาชื่นชนได้ไม่เท่าไร ของฝากชิ้นนี้ก็หายไปเสียเฉย ๆ  เพื่อน ๆ ของฟรังซิสโกจึงช่วยกันตามสืบ จนได้ความว่าเป็นเพื่อนในกลุ่มเองที่ขโมยผ้าเช็ดหน้าของฟรังซิสโกไป เพื่อน ๆ จึงเอาชื่อคนขโมยไปบอกฟรังซิสโก แต่แทนที่เขาจะโกธร ตรงข้ามเขากลับขอให้เพื่อน ๆ ไม่ให้ไปมีเรื่องต่อตีกับเพื่อนหัวขโมยคนนั้น ให้เขาเก็บไว้เถอะ ข้าไม่ว่าอะไรหรอก ฟรังซิสโกเสนอวิธีแก้ปัญหาง่าย ๆ พร้อมด้วยรอยยิ้มที่ไม่ต้องเสแสร้งอันใด

ลูเซียยังเล่าอีกว่า ตัวฟรังซิสโกเล่นกับเพื่อนทุกคนโดยไม่เคยเลือกที่รักมักที่ชัง และไม่เคยจะหาเรื่องทะเลาะกับใคร แต่หากเล่น ๆ ด้วยกันไปแล้วเกิดมีเรื่องอะไรไม่ดีขึ้น เขาก็จะปลีกตัวออกมา ซึ่งเมื่อถามถึงเหตุผล เขาก็เพียงตอบว่า “เพราะนายทำตัวไม่ดี” หรือไม่ก็ตอบง่าย ๆ ว่า “เพราะข้าแค่ไม่อยากเล่นละ” และแม้ตัวลูเซียจะเผลออารมณ์เสีนใส่เขา เวลาเธอมีเรื่องกังวลใจ ตัวฟรังซิสโกเองเมื่อลูเซียไปขอโทษเรื่องอารมณ์ร้อนที่เธอแสดงออกไป เขาก็หาถือโทษไม่และปฏิบัติดั่งไม่เคยมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเลย

ในเรื่องนิสัยอ่อนโยนของฟรังซิสโก นายมานูเอลบิดาของเขาเห็นด้วยและได้ให้ข้อมูลถึงบุคลิกที่บ้านของเขาว่า เขากล้ากว่ายาซินทาเยอะ เขามักไม่ค่อยจะอดทนกับเรื่องอะไร และบ่อย ๆ ด้วยเรื่องขี้ปะติ๋ว เขาก็วิ่งไปทั่วเหมือนวัวหนุ่ม เขามีนิสัยทุกอย่างยกเว้นนิสัยขี้ขลาด เขาชอบออกไปข้างนอกตอนกลางคืน แล้วอยู่ตามลำพังโดยไม่มีอาการหวาดกลัวใด ๆ เขาชอบเล่นกับกิ้งก่าและงู โดยให้พวกมันพันรอบ ๆ ไม้เท้า และพาไปดื่มน้ำที่หลุมหิน ทั้งยังกล้าออกตามจับพวกกระต่าย หมาจิ้งจอก และตัวตุ่น

นิสัยชอบจับสัตว์แปลก ๆ ที่ชาวบ้านปกติไม่นิยมจับกันของฟรังซิสโกนี้ นางโอลิมเปียก็ได้เล่าถึงนิสัยเช่นนี้ ทั้งเสริมว่าเขามักนำพวกมันเข้ามาในบ้านอีกด้วย (แน่นอนสิ่งที่นางโอลิมเปียทำเมื่อพบเช่นนี้ ก็คือ ‘วิ่ง’) เธอเป็นพยานว่าเธอแปลกใจกับความกล้าของลูกชายคนนี้ยิ่ง และยืนยันชัดในระหว่างการให้การว่า “เขาไม่เคยกลัวอะไร” นอกนี้นางยังเสริมว่าฟรังซิสโกยังชอบเล่นอะไรพิเรนทร์ ๆ อาทิ การเอาของแปลก ๆ ที่กินไม่ได้มาหย่อนใส่ปากของยวง พี่ชายของตนตอนเขานอนหลับ แล้วเผลออ้าปาก นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้นคำพยานของทั้งสองสามีภรรยาถึงบุตรชายผู้นี้ยังพร้อมใจให้การเป็นเสียงเดียวกัน ถึงเรื่องก่อนการประจักษ์มาของแม่พระว่า มีอยู่เพียงหนึ่งหรือสองเท่านั้นที่ฟรังซิสโกไม่ยอมสวด จนนายมานูเอลต้องจับลูกชายตัวดีมาดัดนิสัย

คุณลักษณะอีกสองประการของฟรังซิสโกที่ไม่อาจจะลืมเล่าไปได้เลย ก็คือ ความเมตตาเพราะตัวฟรังซิสโกเองมีจิตใจที่เมตตาต่อทุกสิ่ง ดวงใจของเขาเป็นทุกข์เมื่อเห็นคนอื่นทุกข์ ไม่เว้นแม้แต่สรรพสัตว์ มีครั้งหนึ่งเขาเคยเอาเงินตัวเองมาซื้อนกจากเด็กชายอีกคน แล้วนำนกตัวนั้นมาปล่อยให้กลับไปหารังของมันไป และ ความรักการดนตรีที่อยู่สะท้อนกังวานในตัวเขา มีคำยืนยันว่าฟรังซิสโกมีความสามารถในการเป่าขลุ่ย ซึ่งนำให้ลูเซียและยาซินทาพร้อมใจกันร้องเพลงและเต้นไปตามทำนองขลุ่ยนั้นอย่างเริงรื่น “คำบอกเล่าแสดงชัดว่าฟรังซิสโกเป็นเพื่อนตัวน้อยที่ดี และจากหลักฐาน ขณะอายุได้ 9 ปี เขาไม่ได้เป็นทั้งนักเลงหัวไม้หรือนักบุญผู้เจิดจรัส” คุณพ่อยอห์น เดอ มาร์ชี กล่าวในบทสรุปประวัตินำของฟรังซิสโก

เธอคือ ยาซินทา

ยาซินทา มาร์โต เกิดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 1910 เธอเป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัวมาร์โต ใบหน้าของเธอ
ละหม้ายคล้ายฟรังซิสโก พี่ชายที่อายุห่างจากเธอสองปี นางโอลิมเปีย ผู้เป็นมารดาเล่าถึงลักษณะของเธอว่า เธอไม่ท้วมเหมือนฟรังซิสโก ดวงตาของเธอเป็นประกายและสดใสกว่าตาของฉันเมื่อฉันยังเด็ก เธอชอบจะให้ผมเรียบอยู่เสมอและฉันคอยจัดผมให้เธออยู่ทุกวัน แจ็คเก็ตตัวน้อยกับกระโปรงผ้าฝ้ายและรองเท้าคือชุดเก่งของเธอ…”

นอกจากนี้เธอยังเป็นเด็กหน้าตาน่ารัก สุขภาพดีแข็งแรง มีพลังเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ เอางานเอาการ และเป็นที่รักใคร่ของทุกคน ดั่งคำให้การของนายมานูเอล ผู้เป็นบิดาว่า เธอเป็นที่รักและไม่มีใครจะเปรียบกับเธอได้ และเขายังให้การถึงลูกสาวที่เขารักคนนี้อีกว่า เธอเป็นเด็กอ่อนโยนและอ่อนหวานเสมอ และเธอก็เป็นเช่นนั้นแต่เกิด หากเธออยากจะได้อะไร เธอก็มีวิธีแบบเธอเองที่จะบอกกับพวกเรา หรือเพียงร้องไห้เล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรอีก เวลาพวกเราไปมิสซาหรือไปทำธุระนอกบ้าน เธอก็ไม่เคยงอแง พวกเราไม่เคยต้องรับมือกับปัญหาอะไรที่ไร้สาระจากเธอเลย เธอเป็นเด็กดีและอ่อนหวานโดยธรรมชาติในบรรดาลูก ๆ ของพวกเรา เมื่อคุณแม่ของเธอเล่าเรื่องหลอกเด็กเล็ก ๆ ให้เธอฟัง เช่น เธอไปแค่สวนกระหล่ำเล็ก ๆ แต่จริง ๆ เธอไปไกลกว่านั้น ยาซินทาก็จะจับได้และไม่วายรีบตำหนิคุณแม่อยู่ตลอด

ไม่เพียงแต่เป็นที่รักของทุกคน ยาซินทาเองก็มอบความรักให้กับทุกอย่างไม่ว่าจะคนในครอบครัว เพื่อนวัยไล่เลี่ยกัน เจ้าแกะ และเป็นพิเศษกับลูกพี่ลูกน้องต่างวัยของเธอ ลูเซีย’ (เช่นกันลูเซียก็รักยาซินทามาก ดังนั้นบันทึกของเธอจึงเต็มไปด้วยความทรงจำเกี่ยวยาซินทาเป็นส่วนใหญ่) และเมื่อลูเซียถึงวัยต้องรับหน้าที่ต้อนแกะของครอบครัวไปกินหญ้านอกหมู่บ้าน ยาซินทางจึงมีอาการหงอยเหงา จนบิดามารดาจำต้องยอมให้เธอกับฟรังซิสโกพาแกะสองสามตัวของครอบครัวไปกินหญ้าพร้อมลูเซีย

ยาซินทามีความสุขมากกับการได้อยู่ในทุ่งหญ้าของที่ราบสูงแซรร์รา เธอชอบอยู่กับลูเซียนาน ๆ และมีเจ้าแกะทั้งหลายเป็นมิตรสหายสนิท ชนิดตั้งชื่อให้พวกมันบางตัวว่า เจ้าพิราบ  เจ้าดาว เจ้าสวย และเจ้าหิมะ ลูเซียเล่าว่า เธอเคยนั่งลงข้าง ๆ พวกมัน แล้วอุ้มมันมานั่งตักและหอมมัน ส่วนตอนกลางคืน เมื่อกลับบ้านหลังน้อย เธอก็พยายามจะแบกมันไว้ที่บ่าเพื่อช่วยมันให้พ้นความเมื่อยล้า แบบเดียวกับภาพพระชุมภาบาลผู้แสนดีที่เธอเคยเห็น

เธอยังชอบดอกไม้หลากสีที่พากันเบ่งบานตามฤดูกาล เธอชอบเก็บมันหลากหลายสีคราวละมาก ๆ เพื่อเอามาประดับผมของเธอบ้าง บ้างก็ทำเป็นมาลัยมาให้ลูเซีย มีครั้งหนึ่งหลังเธอได้มีโอกาสเป็นเทวดาโปรยดอกไม้หน้าศีลในพิธีศีลหมาสนิทครั้งแรกของวัดฟาติมา ตั้งแต่นั้นมาเธอก็มักเก็บดอกไม้มาโปรยใส่ลูเซีย โดยเธอให้เหตุผลกับลูเซียว่าเธอทำตามแบบที่ทูตสวรรค์ทำอีกด้วย นอกนี้แล้วยาซินทายังมีจินตนาการมากมายกับทุก ๆ ความงามแห่งธรรมชาติที่พระเป็นเจ้าได้รังสรรค์ เธอเรียกดวงอาทิตย์ขณะใกล้อัสดงว่า โคมของแม่พระ และดวงดาวที่ประดับนภาว่า ตะเกียงของทูตสวรรค์ ซึ่งเธอชอบท้าฟรังซิสโก พี่ชายให้ทำตาเหล่และปั่นจิ้งหรีดแล้วมานับพวกมันแข่งกัน

และในขณะที่ฟรังซิสโกมีพรสวรรค์ด้านการเล่นดนตรี น้องสาวคนเดียวของเขาก็มีทั้งพรสวรรค์ทั้งด้านการเต้น และด้านการร้องเพลง ลูเซียจดจำได้ดีว่าเสียงร้องเพลงของลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยคนนี้ของเธอ นั้นมีความไพเราะเพราะพริ้งยิ่ง และจำได้ว่าเธอยังชอบขึ้นไปนั่งบนเนินเขาสูง ๆ แล้วตะโกนเพื่อฟังเสียงเอคโคที่สะท้อนกลับมาจากหุบเขา และ
ชื่อที่สะท้อนได้ดีที่สุดก็คือชื่อมาเรีย ลูเซียเล่า

แต่แม้จะมีเป็นเด็กน่ารักอ่อนหวาน แต่ยาซินทาเองก็ยังเป็นเหมือนเด็กทั่วไป เธอยังมีความหลงผิดเล็ก ๆ นั่นก็คือการเล่นเกมส์หนึ่งที่ชื่อ เกมส์กระดุมดั่งที่ลูเซียเล่าว่า ดิฉันรู้สึกหงุดหงิดกับเธอ เพราะหลังจากเล่นเกมส์กระดุม ชุดดิฉันจะไม่มีกระดุมเหลือเลยเวลาถูกเรียกไปรับประทานอาหาร เธอมักดึงพวกมันจากดิฉันได้เสมอ และนั่นเองจึงหมายถึงการตำหนิจากคุณแม่ของดิฉัน แต่ดิฉันจะทำอะไรได้เมื่อเธอไม่ยอมคืนพวกมันให้ดิฉัน นอกเสียจากไม่ยอมพูดกับเธอ แผนของเธอก็คือการเตรีมพวกมันไว้ใช้เล่นต่อโดยไม่ต้องใช้ของเธอเอง มีเพียงวิธีเดียวที่ดิฉันจะได้ของคืนก็คือการขู่ว่าไม่มาเล่นอีก

ท้ายสุดนี้หากจะไม่กล่าวถึงเรื่องความเชื่อศรัทธาของยาซินทาเลยก็จะเป็นการผิดไป เพราะตั้งแต่เล็ก ๆ ยาซินทาก็ได้ฉายแววของนักบุญองค์น้อยออกมา ดั่งลูเซียเล่าว่า “เมื่อเธออายุได้สักห้าขวบหรือต่ำกว่านั้น เธอจะร้องไห้เมื่อได้ฟังเรื่องพระมหาทรมานของพระเยซูเจ้า ‘ข้าแต่พระเยซูผู้น่าสงสาร หนูไม่ขอทำบาปและทำร้ายพระองค์ไปมากกว่านี้’ เธอพูด”

ชีวิตของเด็กเลี้ยงแกะแห่งฟาติมา

ดังที่เล่าเหตุผลที่ทั้งทั้งสามได้มาพบกันไปแล้วในหัวข้อ เธอคือ ยาซินทาข้างต้น ทำให้ทุกเช้านางโอลิมเปียจะคอยมาปลุกฟรังซิสโกในวัยประมาณ 7 ปี และยาซินทาในวัย 5 ปี ตั้งแต่ก่อนแสงแรกของวันจะย้อมพื้นฟ้าที่ดำสนิทให้เป็นสีฟ้าคราม ขอนมัสการมีแด่ศีลมหาสนิท…” เสียงทั้งสองจะสวดอย่างงึมงำ ขณะอยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น นางโอลิมเปียจำได้แม่นว่าทั้งสองไม่เคยจะตอบรับคำภาวนาข้างต้นอย่างศรัทธาแบบที่ควรยึดเป็นแบบฉบับ และมีสภาพที่มึนมาก ๆ เสียด้วยซ้ำ พวกเขาทำสำคัญมหากางเขน และสวดเท่าที่สามารถจะสวดบทนั้นได้ เด็ก ๆ ในวัยนี้เบื่อกับการสวดภาวนาได้เร็วมาก ๆ

หลังจากนั้นเมื่อตื่นแล้ว ทั้งสองจึงไปทำธุระส่วนตัวและขณะทั้งสองกำลังแต่งตัว นางโอลิมเปียก็จะจัดแจงทำอาหารเช้าซึ่งก็คือซุปร้อน ๆ กับขนมปังที่นุ่มเพราะน้ำมันมะกอกที่ทาลงไป ส่วนอาหารกลางวันที่ทั้งสองจะต้องเตรียมไปก็จะเป็นขนมปัง ผลมะกอก ปลาแห้ง ไม่ก็ปลาซาร์ดีน (ปลาร้าฝรั่ง) และอย่างอื่นที่วันนั้นครอบครัวมาร์โตมี ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรกับทั้งสอง เพราะจุดมุ่งหมายของสองพี่น้องไม่ใช่อาหาร แต่คือการออกไปเล่นกับลูเซียเสียมากกว่า

และเมื่อทำอะไรต่าง ๆ นานาในบ้านเสร็จแล้ว สองพี่น้องจึงจะออกมาพบกับลูเซียที่รอท่าอยู่พร้อมฝูงแกะ และลูเซียก็จะเป็นตัวตั้งตัวตีในการเลือกทุ่งหญ้าที่จะพาแกะไปในวันนั้น ๆ บางครั้งเธอก็เลือกทุ้งหญ้าใกล้ ๆ ฟาติมา แต่บางครั้งเธอก็เลือกทุ่งหญ้าที่ใกล้กับหมู่บ้านมุยตา แต่ที่ที่เธอชอบมากที่สุดก็คือบริเวณกาเบโซ ซึ่งสวนมะกอกของครอบครัวตั้งอยู่ เพราะมันอยู่ตรงข้ามหมู่บ้านฟาติมา ใกล้บ้านของทั้งสาม และมีก้อนหินรูปร่างแปลก ๆ แต่ที่ดีไปกว่านั้นคือที่กาเบโซมีต้นมะกอกและต้นสนคอยให้ร่มเงาไว้หลบร้อน ในวันที่ร้อนจัดได้อีกด้วย

หลายครั้งคนเลี้ยงแกะคนอื่น ๆ ก็ติดตามทั้งสามไปที่นี่ตามคำเชิญของลูเซีย ซึ่งหลังจากปล่อยแกะให้เล็มหญ้าไปตามทุ่งหญ้านอกหมู่บ้าน พวกเขาก็จะพากันเล่นสนุกด้วยเกมส์ต่างๆ โดยไม่ต้องพะวงกับเรื่องแกะจะหลงฝูงกัน เพราะพวกแกะก็เหมือนลูกสุนัขหรือลูกแมว คือพวกมันรู้ดีว่าใครคือนายมัน และในการเล่นเกมส์ต่าง ๆ ของบรรดาเด็กเลี้ยงแกะ ผู้นำในการเล่นเหล่านั้นก็คือลูเซีย

หนึ่งในเด็กเลี้ยงแกะเหล่านั้น ซึ่งคือแม่บ้านวัยกลางคนในวันที่ให้คำพยานนี้ ชื่อ เทเรซา ไมเทียส ได้แบ่งปันเรื่องราว
วันวานนั้นว่า ลูเซียเป็นคนตลกมาก เธอมีวิธีปฏิบัติที่ดีกับพวกเรา ดังนั้นพวกเราจึงชอบอยู่กับเธอ เธอยังเป็นคนฉลาดมาก และมีความสามารถในการร้องเพลงและการเต้นและการสอนพวกเราให้ทำเช่นเดียวกัน พวกเรามักเชื่อเธอเสมอ พวกเราชอบใช้เวลาหลายต่อหลายชั่วโมงไปกับการเต้นและร้องเพลง และบางครั้งก็ลืมกินข้าวเที่ยงกันเลยทีเดียว นอกจากเพลงศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเราร้องในวัดซึ่งฉันจำได้อยู่เพลงหนึ่งคือเพลงแม่พระแห่งภูเขาคาร์แมล ที่ฉันยังคงร้องระหว่างทำงานและได้สอนลูกๆทุกคน (ถึงตรงนี้นางเทเรซาได้ร้องเพลงนี้ให้ผู้สัมภาษณ์นางได้ฟัง) พวกเรายังร้องเพลงพื้นบ้าน ซึ่งเช่นกัน ฉันจำมันไม่ได้เสียแล้ว และมีพวกเด็กผู้ชายตัวเล็กคอยเป่าขลุ่ยระหว่างพวกเราเต้นกัน

และหลังจากรับประทานอาหารกลางวันที่เตรียมมาแล้ว เด็กเลี้ยงแกะทั้งสามก็จะร่วมกันสวดสายประคำตามแบบฉบับของพวกเขาเอง เพราะพวกเขาต่างได้รับการสั่งสอนให้สวดสายประคำหลังมื้ออาหารเที่ยงเสมอ แต่วันเวลาช่างแสนสั้นเหลือเกินสำหรับการสวดภาวนา พวกเราจึงคิดหาวิธีดี ๆ ที่จะสวดให้เสร็จเร็ว ๆ พวกเราเพียงสวดว่า วันทามารีย์ วันทามารีย์ ที่เม็ดลูกประคำ และเมื่อจบแต่ละทศ ก็สวดว่า ข้าแต่พระบิดา’ พร้อมหยุดสักพัก ดังนั้นด้วยวิธีนี้ เพียงไม่กี่นาที พวกเราก็สวดสายประคำจบ” ….นี่แหละคือชีวิตของเด็กเลี้ยงแกะแห่งฟาติมาพอสังเขป


ข้าแต่ท่านนักบุญฟรังซิสโก มาร์โต และ นักบุญยาซินทา มาร์โต ช่วยวิงวอนเทอญ



ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...