วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2567

'เกียรา' พุน้ำทิพย์ของพระเจ้า ตอนจบ


นักบุญเกียรา แห่ง มอนเตฟัลโก
St. Chiara da Montefalco
ฉลองในวันที่: 17 สิงหาคม
องค์อุปถัมภ์: เมืองมอนเตฟัลโก

กลับมาที่เหตุการณ์ในระหว่างพระเจ้าทรงเตรียมท่านให้พร้อมใช้ เมื่อท่านขึ้นเป็นคุณแม่อธิการิณีอารามไม้กางเขน พระเจ้าก็ทรงทำชื่อเสียงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านขจรออกไปนอกรั้วของอาราม จนชักนำผู้คนมากมายให้เดินทางมายังอารามแห่งนี้เพื่อสนทนากับท่านในห้องรับแขกของอาราม และก็เป็นที่นั่นเอง ที่ท่านได้ใช้ประสบการณ์ที่ท่านได้เรียนรู้ผ่านห้องเรียนแห่งนิมิต และพระหรรษทานพิเศษในการรักษาไม่เพียงร่างกาย แต่วิญญาณให้บรรดานักจาริทั้งหลาย ความสามารถล่วงรู้จิตใจของผู้มาหาไปถึงสถานภาพของวิญญาณที่อยู่เบื้องหน้า ทั้งยังสามารถทำนายถึงอนาคต และความอธิบายข้อพระคัมภีร์และหลักเทววิทยาได้อย่างน่าพิศวง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากพระหรรษทานพิเศษของพระเจ้าและความใฝ่รู้ของท่านที่จะอ่านหนังสืออรรถาธิบายของท่านมาใช้เป็นทางนำพระพรจากพระเจ้ามาสู่มนุษย์ผู้แสวงหาคำตอบของชีวิต

ดังนั้นตลอด 17 ปีห้องรับแขกอารามไม้กางเขนจึงต้อนรับผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งคนธรรมดาสามัญเรื่อยไปจนถึงบรรดาผู้มีชื่อเสียงในเวลานั้นทั้งวงการเมืองและวงศาสนา โดยเฉพาะในแวดวงศาสนามีหลักฐานปรากฏว่าสองพระคาร์ดินัลจากสกุลโกโลนนา คือ พระคุณเจ้ายาโกโมและพระคุณเจ้าเปียโตร (มีศักดิ์เป็นหลานพระคุณเจ้ายาโกโม) และพระคาร์ดินิลนาโปเลโอเน ออร์ซินี ต่างให้ความเคารพท่าน โดยเฉพาะท่านหลังนี้มีการติดต่อกับท่านทางจดหมายอยู่ตลอด และด้วยความเคารพเช่นนี้ทำให้บางครั้งท่านจึงได้รับของขวัญจากบุคคลเหล่านี้ ซึ่งท่านก็ไม่ได้ยึดติดแต่ได้นำของเหล่านั้นไปมอบให้คนยากไร้ต่อ ซิสเตอร์มารีนาเป็นพยานว่ามีผู้คนมากมายได้แวะเวียนมาที่อารามเพื่อพบท่านในตอนเย็นหลังการสวดทำวัตรค่ำ และก่อนการสวดทำวัตรสาย เพราะระหว่างช่วงเวลานี้ท่านจะถือความเงียบ โดยท่านจะไม่ตอบอะไรนอกจากคำว่า ‘ขอสรรเสริญพระเจ้า’ หรือคำพูดที่ไม่นำไปสู่การสนทนาอันจะเป็นการล่วงละเมิดธรรมเนียมการถือเงียบในหมู่นักพรต ซิสเตอร์มารีนายืนยันว่าท่านถือวัตรเช่นนี้อย่างเคร่งคัด เธอกล่าวว่าท่านไม่ค่อยได้สนทนากับใครแม้แต่กับญาติ ๆ ของท่าน


แต่นอกเหนือเวลาเหล่านี้ ด้วยความรู้สึกลุกร้อนภายใน ที่อาจสะท้อนได้ผ่านคำกล่าวหนึ่งของที่ว่า “โอ้ ความสนิทสัมพันธ์แห่งชีวิตนิรันดร์ ฉันปรารถนายิ่งนักที่จะเชิญชวนคนทั้งโลกมางานวิวาห์นี้เสียจริง” ท่านได้ใช้วาจาอันไพเราะอ่อนหวาน จูงใจคน เลือกใช้คำที่เหมาะสมกับผู้ฟังให้เข้าได้ แม้แต่คนที่เขลาที่สุด รวมถึงพระพรที่จะทำให้ผู้ฟังไม่เบื่อและไม่รู้สึกไม่สบอารมณ์ที่จะฟังท่านพูด เพื่อจุดไฟแห่งความร้อนรนในวิญญาณที่ท่านได้สนทนาด้วย และท่านก็สามารทำได้เช่นนั้น แม้กับวิญญาณที่ด้านชาที่สุด คำพูดธรรมดา ๆ ของท่านเป็นเหมือนน้ำทิพย์จากสวรรค์ที่ไหลเอ่อจากท่านไปสู่หัวใจของผู้ฟัง จนทำให้ใจนั้นรู้สึกอิ่มเอิบ ซึ่งไม่ใช่ความอิ่มเอิบตามประสาโลก แต่เป็นความอิ่มเอิบในวิญญาณที่ทำให้วิญญาณหิวกระหายที่จะได้ลิ้มรสสวรรค์

ดังนั้นคำพูดของท่านในมิติหนึ่งจึงจุดไฟแห่งความร้อนรนที่ภายในใจของผู้ฟัง ซึ่งไฟนี้ไม่ได้มาจากไหนแต่เป็นไฟที่ลุกอยู่ภายในใจของท่าน ซึ่งได้รับการเติมเชื้อไฟอยู่เสมอด้วยการรำพึงภาวนาถึงธรรมล้ำลึกของพระเยซูเจ้า และเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ จึงอาจกล่าวได้ว่าถ้อยคำที่ออกจากปากของท่านไปสู่คนรอบข้างไม่ได้มาจากท่าน หากแต่มาจากแหล่งธารแห่งชีวิต คือ องค์พระเยซูเจ้าในพระคัมภีร์ ดั่งข้อเขียนในชีวประวัติของท่านของคุณพ่อเบเคงเยอร์ เดอ แซงตาฟฟริคที่ว่า “ถ้อยคำของเธอแท้จริงดูเหมือนจะเป็นวาจาอันเป็นนิรันดร์ วาจาอันทรงชีวิต วาจาอันแหลมคมเจาะตรง สอดคล้องไปกับพระคัมภีร์ มาจากพุน้ำอันทรงชีวิตที่ไหลไปยังพุน้ำอันเป็นนิรันดร์ ด้วยความลุกร้อนจากพระวาจาของพระเจ้า เธอได้จุดประกายผู้อื่นและตัวเธอเองก็ได้สุกสว่างขึ้นด้วยความร้อนแรงภายในวิญญาณ” เช่นนั้นเองท่านจึงถูกนิยามว่าเป็น ‘นางชีผู้ลุกร้อน’


เมื่อมองผ่านเข้าไปสู่วิญญาณของท่าน เราพบว่าท่านตระหนักเสมอว่าตัวเองไม่ใช่คนดีมีความสามารถอันใด แต่เป็นพระหรรษทานของพระเจ้าที่มีทำงานผ่านท่าน ดังนั้นเมื่อมีซิสเตอร์ท่านหนึ่งเอ่ยชื่นชมท่าน ท่านจึงไม่ลังเลที่จะตอบกลับมาว่า “เธอพูดอะไรน่ะ เธอยังรู้จักฉันไม่ดีพอ นี่คือสิ่งที่ฉันตระหนักรู้ถึงตนเองนะ ฉันเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดในหมู่สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ตัวฉันยังคงทำบาปผิดและมัวเมาหากพระองค์ไม่ทรงปกป้องฉันไว้ ฉันได้เนรคุณต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างมากเพื่อประโยชน์ส่วนตัว” อีกคราวหนึ่งท่านรำพึงภาวนาในห้องพัก ท่านตระหนักว่าตัวท่านช่างเต็มไปด้วยข้อบกพร่องและความอกตัญญูไม่รู้คุณพระ ทั้งเป็นคนที่มีข้อบกพร่องและเลวร้าย ท่านจึงเต็มไปด้วยความเป็นทุกข์ความขมขื่นใจเมื่อเดินออกจากห้องไปวัดน้อยเพื่อร่วมมิสซา แต่ในระหว่างมิสซานั้นเอง ท่านก็ได้มองเห็นพระเจ้าอยู่ในภายในตัวของท่าน และตัวของท่านก็อยู่ในพระเจ้าเหมือนภาพในกระจก ท่านได้มองเห็นว่าท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้าด้วยความเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่สามารถอธิบายได้ นิมิตนี้ยิ่งทำให้ท่านยิ่งสำนึกตนอีกว่า ตัวท่านนั้นไม่มีสิ่งใดเลยเมื่อเทียบความเป็นนิรันดร์อันศักดิ์สิทธิ์แท้ อาจอุปมาได้ว่าเป็นเหมือนแอ่งกลางมหาสาคร จมอยู่ในห้วงกระแสสินธ์และเต็มไปด้วยกระแสนั้น

ท่านมองว่า “ชีวิตของวิญญาณคือความรักของพระเจ้า จากความรักนี้วิญญาณได้ถูกรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าและได้พำนักอยู่กับพระองค์ และนั่นแหละคือสายสัมพันธ์ของพระเจ้ากับวิญญาณและของวิญญาณที่มีกับพระเจ้า ดังนั้นเมื่อพระเจ้าทรงประสงค์สิ่งใดวิญญาณก็ประสงค์สิ่งนั้น และสิ่งใดที่วิญญาณประสงค์ พระเจ้าเองก็ทรงประสงค์เช่นกัน” และตระหนักได้ว่า “ไม่น่าแปลกใจเลยที่วิญญาณดวงหนึ่งจะยอมตายเป็นพันครั้งแทนที่จะต้องแยกจากพระเจ้า แท้จริงแล้วความตายก็ดี ความทุกข์ยากก็ดี และความยากลำบากก็ดีช่างหอมหวานเสียนี่กระไรสำหรับเธอ” ดังนั้นท่านจึงแสวงหาพระเจ้า และปรารถนาให้ทุกคนแสวงหาพระเพื่อทุกคนจะพบความสุขแท้ที่มีในความสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้า ท่านจึงไม่เพียงปฏิบัติตนเป็นนักพรตผู้เคร่งคัด แต่ยังคอยชักชวนให้ผู้คนรอบข้างทั้งในและนอกอารามให้มาหาพระเจ้า ติดตามพระองค์ต่อไป ผ่านการสนทนากับพวกเขา รวมถึงผ่านการสวดภาวนา พลีกรรม และอาจรวมถึงการสร้างวัดในเวลาต่อมาด้วย

วัดไม้กางเขนที่ท่านสร้าง

ผ่านชื่อเสียงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านที่แพร่ขยายไปเป็นผลให้อารามไม้กางเขนเติบโตขึ้นตามลำดับ ดังปรากฏหลักฐานว่า ค.ศ. 1305 อารามมีสมาชิกที่นักบวชถวายตัวถึงยี่สิบคนไม่นับรวมนวกะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าก่อนหน้านั้นมีการเพิ่มจำนวนของสมาชิกอารามมาโดยตลอด จึงน่าจะเป็นมูลเหตุให้ใน ค.ศ. 1299 ท่านจึงได้ซื้อที่ดินและบ้านเพิ่มเพื่อขยายอาราม นอกจากนี้ใน ค.ศ. 1303 ท่านยังได้ลงมือทำสิ่งที่ท่านตั้งใจมาอย่างยาวนานนั่นคือการสร้างวัดที่อุทิศแด่ไม้กางเขน เพื่อให้บรรดาซิสเตอร์ในอารามและชาวเมืองได้สัมผัสกับความรักของพระ อันเป็นสิ่งที่ท่านมองว่าทำให้วิญญาณมนุษย์สามารถรวมเป็นหนึ่งกับพระเจ้าได้ ศิลารากของวัดหลังนี้ได้รับการอวยพรจากพระคุณเจ้านิโกลา อัลแบร์ติ คณะโดมินิกัน ผู้เป็นพระสังฆราชองค์ใหม่ของสโปเลโต และมีคุณพ่อบอร์โดเน พระสงฆ์หัวหน้าเขตมอนเตฟัลโก เป็นผู้ประกอบพิธีวางในวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1303

ชื่อเสียงของท่านยังชักนำให้ท่านได้พบกับภารดาเบนติเวนกา แห่ง กุบบีโอ ภารดาฟรังซิสกันผู้ได้รับการยกย่องจากผู้คนในเวลานั้นว่าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นผู้นำขบวนการเคลื่อนไหวทางจิตวิญญาณที่ชื่อว่า ‘วิญญาณแห่งเสรี’ ซึ่งได้นำผู้ติดตามเดินทางมายังมอนเตฟัลโกและใช้อารามคณะฟรังซิสกันในเมืองเป็นที่พัก สำหรับการประกาศเชิญชวนชาวเมืองให้มาร่วมในขบวนการนี้ และดูเหมือนว่าด้วยชื่อเสียงของท่าน ภารดาเบนติเวนกาจึงได้พุ่งเป้าที่จะชวนให้ท่านมาเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการนี้ ดังนั้นเขาจึงส่งภารดาที่ติดตามเขามาพบท่าน ก่อนจะมาตามมาด้วยตัวเขาอยู่เป็นระยะ ๆ ในระหว่าง ค.ศ. 1306 – 1307 เพื่อหวังจะเปลี่ยนจิตใจท่านให้คล้อยตามแนวทางของเขา อันจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสถานภาพของขบวนการของเขา แต่เขาก็ไม่ล่วงรู้เลยว่าในขณะที่ทุกคนไม่ได้สงสัยต่อความถูกต้องถึงสิ่งที่เขาสอน พระเป็นเจ้าได้ทรงไขแสดงให้ทราบว่าขบวนการนี้ไม่ใช่เชื้อแป้งดีอย่างที่คนเข้าใจ หากแต่เป็นเชื้อแป้งของฟาริสีที่จะบ่อนเซาะพระศาสนจักรที่พระองค์ทรงตั้งขึ้น


คืนหนึ่งพระเจ้าทรงบันดาลให้ท่านเห็นนิมิตมีเมฆดำทะมึนปรากฏขึ้นเหนือมหาสมุทร ในก้อนเมฆนั้นปรากฏร่างชายผู้หนึ่งถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขน รายล้อมด้วยบรรดานักบวชและฆราวาสกลุ่มใหญ่ ซึ่งต่างพากันเชิดชูไม้กางเขนนั้นอย่างศรัทธา และเข้าใจผิดคิดว่าร่างนั้นคือองค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เป็นผลให้ฝูงชนที่รายล้อมอยู่นั้นต่างเต็มไปด้วยความวุ่นวายอยู่ภายในใจจากกางเขนนั้น ในนิมิตนั้นท่านจำใบหน้าของบุคคลที่อยู่ใกล้กางเขนและใต้เมฆดำนั้นได้จำนวนมาก และค่อย ๆ มองเห็นว่าชายที่อยู่บนกางเขนนั้น คือ ภารดาเบนติเวนกา ดังนั้นเมื่อเห็นนิมิตเป็นไปดังนี้ ท่านจึงมุ่งจะแก้ไขความหลงผิดนี้ในทันที โดยท่านเริ่มจากการสวดภาวนาและทำพลีกรรมอย่างร้อนรนด้วยความมุ่งหวังจะสามารถใช้สิ่งเหล่านี้ประกอบกับคำพูดของท่านชักนำหัวใจที่หลงมัวเมาของพวกเขา ให้กลับมาหาความสว่างที่แท้ มาหาไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์แท้จริงแต่เพียงหนึ่งเดียว

ดังนั้นในช่วงแรกเมื่อภารดาเบนติเวนกาส่งภารดาที่ร่วมอุดมการณ์มาพบท่าน ก่อนจะตามมาด้วยตัวเขาเอง ท่านจึงพยายามชี้ให้เห็นความผิดพลาดของความเชื่อของเขา และพยายามนำเขากลับมาสู่ความจริงด้วยความอ่อนหวานและความอ่อนโยนดังที่ท่านปฏิบัติกับทุกคนที่มาพบท่านที่ห้องโถงของอาราม โดยไม่ได้ดำเนินการอื่นใด ท่านชี้ให้เห็นว่าแนวคิดที่ภารดาเบนติเวนกาสอน คือ มนุษย์สามารถทำสิ่งที่ตนเองปรารถนาได้ทุกสิ่ง นรกไม่มีอยู่จริง วิญญาณจะหมดความปรารถนาได้ตั้งแต่ในชีวิตนี้ รวมถึงความปรารถนาทุกสิ่งล้วนมาจากพระเจ้าไม่เว้นแต่การเสพกาม นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องท่านโต้ว่า มนุษย์ทำสิ่งที่ตนปรารถนาได้หากสิ่งนั้นเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งการที่จะทำเช่นนั้นมนุษย์ต้องบรรลุถึงการเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าอาศัยความรักของพระ ในขณะที่นรกก็ไม่มีสำหรับคนดี


ท่านยังชี้ให้พวกเขาเห็นอีกว่า ไม่มีทางวิญญาณจะสูญสิ้นความปรารถนา แต่เป็นความปรารถนาในสิ่งของสวรรค์ ท่านอธิบายอีกว่าอิสระที่พระเจ้าทรงมอบให้วิญญาณ ไม่ได้มีความหมายว่าวิญญาณจะทำทุกสิ่งได้ดังใจหวังโดยไม่มีผิดถูก ดังนั้นเมื่ออิสระถูกใช้เพื่อทำบาป ความเป็นเสรีของวิญญาณย่อมค่อย ๆ เสื่อมถอยลง เพราะวิญญาณนั้นได้ค่อย ๆ ถูกทำให้กลายเป็นทาสของปีศาจ ดังความตอนหนึ่งที่ท่านตอบโต้ว่า “วิญญาณไม่เคยสูญสิ้นความปรารถนาในชีวิตนี้ วิญญาณที่สัตย์ซื่อไม่อาจหยุดอยู่นิ่งได้ในชีวิตนี้และไม่อาจไม่เจริญขึ้นในพระหรรษทานที่พระได้ทรงประทานหรือทรงเติมไว้ เพื่อว่าวิญญาณจะไม่ปรารถนาสิ่งที่ใหญ่และสูงไปกว่านี้ รวมถึงจะมีไม่กระหายหา ไม่แสวงหา และไม่พบกับสิ่งนั้นได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่วิญญาณจะเจริญขึ้นในด้านคุณธรรมในคุณธรรม หรือหากแม้นไม่เป็นดังนั้นก็จะต่ำต้อยลง เพราะความรักของพระไม่อาจไม่เกิดผล หากวิญญาณได้รับอิสระในการทำบาป นี่ไม่ใช่อิสระแต่เป็นการจำนนและตกเป็นทาสของผีปีศาจ ผ่านการทำบาปมนุษย์กลายเป็นทาสผีปีศาจและออกห่างจากน้ำพระทัยของพระเจ้า เหตุว่าวิญญาณที่ขัดขืนน้ำพระทัยของพระเจ้าก็ได้ทำบาป และโดยการทำบาปวิญญาณจึงตกอยู่ใต้อำนาจจิตชั่วร้าย”

แม้ท่านจะพยายามชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดของคำสอนเช่นนี้ แต่จนแล้วจนรอดภารดาเบนติเวนกาก็ยังคงไม่เปลี่ยนความเชื่อของตน จนล่วงถึงคืนหนึ่งพระเยซูเจ้าจึงทรงประจักษ์มาตำหนิท่านที่ไม่ยอมลงมือจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด จนทำให้วิญญาณจำนวนมากจะต้องหลุดลอยออกไปจากความรอด จึงทำให้ท่านตัดสินใจลงมือทำบางสิ่งที่ทำให้เชื้อแป้งร้ายที่กำลังแทรกซึมอยู่ในพระศาสนจักรได้รับการกำจัดทิ้งโดยผู้ใหญ่ฝ่ายศาสนา ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1307 ท่านได้ลงมือแจ้งความไม่ชอบมาพากลของขบวนการเคลื่อนไหวนี้ไปยังศาลศาสนา แต่ฝั่งศาลศาสนาพิจารณาว่าคำเทศนาของภารดาผู้นี้ไม่มีเรื่องใดที่ขัดหลักศาสนารวมถึงไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่าขบวนการเคลื่อนไหวนี้นอกรีต เมื่อฝั่งศาลศาสนาปัดคำร้องของท่านลงเช่นนี้ ท่านที่ไม่ยอมลดละในการต่อสู้กับเชื้อแป้งร้าย จึงตัดสินใจส่งเรื่องนี้ไปหาพระคาร์ดินิลนาโปเลโอเน ออร์ซินี ซึ่งรับตำแหน่งเป็นพระสมณฑูตประจำพื้นที่ในเวลานั้นโดยตรง และมีความสนิทสนมกับท่านเป็นพิเศษ ซึ่งก็ได้ผลดังที่ท่านตั้งใจไว้เพราะเมื่อพระคุณเจ้าออร์ซินีทราบเรื่อง พระคุณเจ้าจึงให้มีการไต่สวนเรื่องดังกล่าว เป็นผลให้ช่วงฤดูใบไม้ผลิเรื่อยมาถึงฤดูร้อนปีเดียวกัน บรรดาสมาชิกกลุ่มเคลื่อนไหววิญญาณแห่งเสรีต่างถูกจับกุมและสอบสวน จนนำไปสู่การตัดสินใจจำคุกภารดาเบนติเวนกาและผู้ติดตามคนสนิทตลอดชีวิต เป็นอันปิดฉากความเคลื่อนไหวทางจิตวิญญาณนี้ไปด้วยฝีมือของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่เกือบทั้งชีวิตอยู่ในรั้วของอารามนักพรตได้อย่างราบคาบ


ในขณะปกครองอารามและชี้นำวิญญาณผู้คนด้วยความร้อนรน เนื่องจากการวัตรปฏิบัติอันเคร่งคัดตลอดชีวิตของท่าน ทำให้เมื่อล่วงถึงต้นศวตวรรษใหม่เป็นต้นมา ท่านจึงเริ่มมีอาการป่วยเป็นลำดับแต่ก็ไม่ได้หนักมาก จากข้อมูลพอทำให้สันนิษฐานได้ว่าในช่วงประมาณสองสามปีก่อน ค.ศ. 1308 อาการป่วยของท่านน่าจะเริ่มหนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะปรากฏว่าในช่วงเวลาดังกล่าวน้องชายของท่านที่บวชเป็นภารดาฟรังซิสกันได้มารับท่านไปพบแพทย์รักษาโรคที่รักษาไม่หาย แต่ก็ไร้ผลท่านยังมีอาการป่วยกระเซาะกระแซะตามเดิม และเมื่อล่วงถึงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1308 อาการป่วยของท่านก็ทวีความรุนแรงมากขึ้น เป็นผลให้ท่านล้มหมอนนอนเสื่อไม่สามารถลุกไปไหนมาไหนได้สะดวก บรรดาซิสเตอร์จึงได้พากันตามแพทย์หลายคนเข้ามาตรวจอาการของท่าน แต่จนแล้วจนรอดอาการของท่านก็ยังไม่ดีขึ้น แพทย์ลงความเห็นว่าร่างกายของท่านมีภาวะอ่อนแอเฉย ๆ มิได้เป็นอันตรายใดถึงแก่ชีวิต ในช่วงเวลาเช่นนี้ท่านเริ่มเข้าสู่สภาวะฌานอยู่บ่อย ๆ และมักพูดออกมาเป็นครั้งคราว ซึ่งส่วนใหญ่ทั้งซิสเตอร์และแพทย์ที่มาเฝ้าดูอาการต่างไม่เข้าใจมากนัก บางคราวท่านก็ร้องเพลงออกมาด้วยความยินดี

เนื่องจากสภาพร่างกายของท่านที่ไม่สู้ดี แพทย์จึงได้แนะนำให้บรรดาซิสเตอร์ทำเตียงพับเคลื่อนที่ไว้สำหรับพาท่านไปส่วนต่าง ๆ ของอาราม หลายครั้งเมื่อบรรดาซิสเตอร์ค่อยประคองท่านมานอนที่เตียงนี้ ท่านจะกล่าวเสมอด้วยสีหน้ายินดีว่า “เธอจะได้คืนเตียงนี้ในไม่ช้า เพราะฉันจะอยู่ที่นี่อีกไม่นานแล้ว” มีคราวหนึ่งท่านอยู่ภาวะเข้าฌานและได้อุทานออกมาในทำนองประหลาดใจกับจำนวนผู้คนในสถานที่แห่งหนึ่ง ซิสเตอร์คนหนึ่งที่อยู่ใกล้จึงถามท่านว่า “เกียรา เธอกลัวไหม” ท่านก็ตอบกลับมาว่า “ฉันไม่มีความกลัวเลย เพราะฉันได้แบกไม้กางเขนของพระเยซูคริสตเจ้าผู้ถูกตรึงบนกางเขนไว้ในหัวใจ” ซิสเตอร์โยวันนาจึงได้ใช้มือทำเครื่องหมายกางเขนที่ท่าน ท่านก็พูดขึ้นว่า “ซิสเตอร์ ใยเธอมาทำเครื่องหมายนี้ให้ฉัน ฉันไม่ได้ต้องการกางเขนภายนอก เพราะฉันมีไม้กางเขนของพระเยซูคริสตเจ้าผู้ถูกตรึงบนกางเขนสลักอยู่ในหัวใจของฉันแล้ว” ท่านมักพูดเช่นนี้อยู่อีกหลายโอกาส ซึ่งไม่มีใครเข้าใจความหมายอย่างแท้จริง จนถึงวันที่ท่านมรณกรรมลงอย่างสงบ


ล่วงถึงวันที่ 10 สิงหาคมหรือวันฉลองนักบุญลอเรนซ์ มรณสักขี ท่านที่นอนป่วยขยับตัวไม่ได้มาหลายวันก็มีสีหน้าแจ่มใสเปี่ยมไปด้วยความสุขและเริ่มขยับแขนขาขึ้น ท่านกล่าวออกมาว่า “ช่วยบอกแม่พระให้ต้อนรับวิญญาณของฉันด้วยเถิด” กล่าวเช่นนี้แล้วท่านจึงหันไปหาบรรดาซิสเตอร์ที่เฝ้าพร้อมพูดว่า “ขอให้เราจงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าและร้องเพลงเต เดอุม เลาดามุส (บทขอบพระคุณ) กันเถิด เหตุว่าพระเยซูคริสตเจ้าทรงปรารถนาจะพาฉันกลับไปกับพระองค์ เมืองสวรรค์ก็ดี ชาวสวรรค์ทั้งหลายก็ดีต่างกำลังเตรียมต้อนรับฉัน และฉันก็ปรารถนายิ่งที่จะเชิญคนทั้งโลกมาร่วมในงานวิวาห์นี้” แล้วท่านจึงหันไปอุทานว่า “โอ้ ความสนิทสัมพันธ์ในชีวิตนิรันดร์” คล้ายกับท่านกำลังสนทนากับบรรดานักบุญที่ลงมาจากสวรรค์พร้อมองค์พระเยซูเจ้าในเวลานี้ แล้วท่านจึงหันกลับมาพูดกับซิสเตอร์ที่เฝ้าท่านว่า “ฉันอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว พวกเธอกำลังทำอะไรกันอยู่ ดูนั่นสิ เมืองสวรรค์กำลังเตรียมต้อนรับฉันแล้ว เพราะพระองค์ทรงประสงค์ตัวฉัน ทั้งนักบุญฟรังซิส และบรรดานักบุญก็ต่างพร้อมใจมารับฉันแล้ว เพราะพระเยซูคริสตเจ้าทรงประสงค์ตัวฉัน”

วันเดียวกันนอกจากพระเจ้าจะทรงเผยแสดงให้ท่านเห็นว่า วันเวลาที่ท่านจะได้เข้าสู่พิธีวิวาห์ในสวรรค์นั้นใกล้เข้ามาเต็มที พระองค์ยังทรงแสดงพระยุติธรรมของพระองค์ ซึ่งเราทราบจากคำกล่าวของท่านกับซิสเตอร์ที่เฝ้าท่านว่า “ฉันเห็นพระยุติธรรมของพระในทุกสรรพสิ่ง และเห็นว่าสารพัดสิ่งทรงสร้างนั้นล้วนดี ฉันไม่เห็นสิ่งใดเลวเลยยกเว้นสิ่งเดียวเท่านั้น” ซิสเตอร์ผู้หนึ่งที่ได้ยินท่านกล่าวเช่นนี้จึงถามท่านว่า “เกียรา ฉันเป็นคนเลวหรือไม่” ท่านไม่ตอบอะไรเพียงแต่กล่าวต่อว่า “ฉันเห็นว่าสารพัดสิ่งนั้นล้วนดี และไม่มีสิ่งใดเลวยกเว้นบาป” วันนั้นเนื่องจากการขยับตัวในระหว่างนิมิต ซิสเตอร์โยวันนาจึงได้เตรียมขี้ผึ้งมาทาบรรเทาอาการเจ็บให้ท่าน แต่ท่านก็ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้รู้สึกอะไร ก่อนที่ท่านจะได้เห็นปีศาจมาปรากฏข้างเตียงท่าน ท่านจึงได้ออกปากไล่มันไปด้วยความเชื่ออย่างแน่วแน่ ว่าท่านไม่ประสงค์สิ่งใดจากมัน เพราะท่านรู้ดีว่าประสงค์ตัวท่าน ผู้เป็นดั่งตะเกียงส่องแสงสว่าง ซึ่งทำให้แผนการณ์ของมันต้องล้มเหลวมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันจึงประสงค์ช่วงชิงวิญญาณท่านไปเป็นของมันแม้ในวาระสุดท้ายของท่านในโลก

มรณกรรมของนักบุญเกียรา

ห้าวันต่อมาในวันสมโภชพระนางมารีย์รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ทั้งกายและวิญญาณ ท่านได้เรียกบรรดาซิสเตอร์ในอารามไม้กางเขนทั้งหมดมาพบเพื่อให้โอวาทและปลอบประโลมพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย ท่านกล่าวเตือนบรรดาซิสเตอร์ตอนหนึ่งว่า “ธิดาและพี่สาวที่รักของฉัน ฉันขอยกถวายวิญญาณของพวกท่านและของฉันด้วยแด่พระคริสตเจ้าผู้ถูกตรึงไม้กางเขน ฉันมอบถวายเหล่านี้ทั้งหมดไว้ในพระหัตถ์ของพระด้วยความห่วงใยที่ฉันมีให้พวกท่านทั้งหลาย จงถ่อมตน นบนอบ อดทน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความรักเมตตา และดำเนินชีวิตในวิถีทางที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะได้รับการสรรเสริญในตัวของท่านทั้งหลาย และความดีที่พระเจ้าทรงได้เสกสรรไว้แก่วิญญาณของพวกท่านจะไม่เลือนหายไป” และเมื่อท่านได้กล่าวให้โอวาทอย่างร้อนรนเป็นเวลาสักพักใหญ่แล้ว ท่านจึงได้รับศีลเจิมผู้ป่วยตามที่ท่านร้องขอ รุ่งขึ้นอาการของท่านยังทรงตัว วันนี้ท่านเฝ้ารำพันออกมาเป็นระยะว่า “ปล่อยฉันไปเถิด” แพทย์ที่มาเยี่ยมท่านผู้หนึ่งจึงถามท่านว่า “ซิสเตอร์เกียรา ซิสเตอร์จะไปไหน” ท่านก็ตอบกลับมาสั้น ๆ ว่า “ไปหาองค์พระผู้เป็นเจ้าของฉัน”

คล้อยถึงเช้าวันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม ท่านได้เรียกให้ซิสเตอร์ในอารามทุกคนมาพบท่านอีกครั้ง และขอให้พาท่านขึ้นเตียงพับเคลื่อนที่ไปยังวัดของอาราม เมื่อถึงที่หมายด้วยใบหน้าที่แช่มชื่นยินดี ท่านกล่าวกับซิสเตอร์ทุกคนว่า “บัดนี้ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับพวกท่านอีกต่อไปแล้ว พวกท่านอยู่กับพระเป็นเจ้าแล้วและฉันก็จะไปหาพระองค์” แล้วท่านจึงลุกนั่งขึ้นบนเตียง ถอนหายใจออกเบา ๆ ช้อนดวงตาขึ้นไปยังเบื้องบน และก็เป็นเวลานั้นเองที่ท่านในวัย 40 ปี ได้ถวายคืนวิญญาณไปหาพระเป็นเจ้าอย่างสงบ โดยไม่มีสัญญาณของความเจ็บปวดใด ๆ และในเวลาที่ลมหายใจสุดท้ายของท่านหมดลง อัศจรรย์ประการแรกปรากฏขึ้นในทันที เมื่อร่างของท่านยังคงนิ่งอยู่อย่างนั้นตั้งแต่ช่วงแปดโมงเช้าไปจนถึงประมาณบ่ายสองโมง ผิวยังคงระเรื่อชมพู ศีรษะตั้งตรง ดูคล้ายกับบุคคลที่กำลังจมดิ่งในภาวะฌาน แพทย์หลายคนที่ได้ถูกตามมาทดสอบ ต่างฉงนสนเท่ห์เมื่อพบว่าท่านได้ถึงมรณกรรมไปแล้ว

ก้อนหินสามก้อนที่พบในถุงน้ำดีของท่านนักบุญ

พวกซิสเตอร์ในอารามเฝ้าสังเกตุเหตุอัศจรรย์นี้อย่างพิศวง จนเห็นว่าร่างท่านเริ่มซีดลง พวกเธอจึงมั่นใจว่าท่านได้จากพวกเธอไปแล้วจริง ๆ และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของอัศจรรย์อีกประการ เมื่อพวกซิสเตอร์ลงความเห็นว่าจะรักษาสภาพร่างของท่านให้ไม่เน่าเปลื่อย โดยมีผู้ลงมือทำ คือ ซิสเตอร์มีอายุภายในอารามจำนวนเจ็ดคน คือ ซิสเตอร์ฟรังเชสกา ซิสเตอร์มารีนา ซิสเตอร์อิลลูมินาตา ซิสเตอร์เอเลนา ซิสเตอร์กาเตรีนา และซิสเตอร์มาร์เกอริตา ทั้งเจ็ดได้ลงมือใช้มืดเล่มใหญ่ผ่าตามแนวสันหลังของท่าน แต่ปรากฏว่าซิสเตอร์สองคนหลังเมื่อเห็นซิสเตอร์ผู้หนึ่งปฏิบัติเช่นนั้นก็เกิดความกลัวขึ้นมาจึงได้ผละจากปฏิบัติการครั้งนี้ไป คงเหลือแต่ซิสเตอร์อีกห้าคนที่ช่วยกันค่อย ๆ นำเครื่องในของท่านออกมา แล้วจึงนำเสื้อชั้นในมารัดร่างท่านให้เรียบร้อย ในการผ่าตัดครั้งนั้นเมื่อมีการผ่าถุงน้ำดีท่านออก นอกจากจะไม่พบของเหลวภายใน พวกซิสเตอร์ยังพบหินสามก้อนที่มีขนาดเท่า ๆ กันมีสีเข้มที่ภายใน คุณพ่อเบเคงเยอร์ เดอ แซงตาฟฟริคซึ่งได้เดินทางมาตรวจสอบเรื่องนี้ในเวลาต่อมาได้เสนอว่านี่คือ เครื่องหมายถึงพระตรีเอกภาพ

ภายหลังจากการค้นพบหินทั้งสามก้อนในคืนวันเสาร์ ในเย็นวันต่อมาพวกซิสเตอร์ก็ได้พบอัศจรรย์อีกประการที่ภายในร่างของท่าน เมื่อมีการผ่าหัวใจของท่านออกเพื่อเตรียมรักษาสภาพ พวกเธอก็ได้พบกับภาพ ‘ไม้กางเขนและแส้เฆี่ยนตัว’ อยู่ในหัวใจของท่าน ทำให้ทุกคนที่เคยได้ยินท่านกล่าวเสมอว่า “ฉันมีไม้กางเขนของพระเยซูคริสตเจ้าผู้ถูกตรึงบนกางเขนสลักอยู่ในหัวใจของฉันแล้ว” จึงเข้าใจความหมายของคำพูดนี้ในทันที ข่าวการพบเครื่องหมายอัศจรรย์ในหัวใจของท่านนี้ถูกแจ้งแก่น้องชายของท่านและคุณหมอซีโมเน แห่ง สโปเลโต ซึ่งคอยมารักษาท่าน และไม่นานข่าวอัศจรรย์นี้ก็แพร่ไปทั่วเมือง เป็นเหตุให้ในวันจันทร์ ภารดาเปียโตร แห่ง ซาโลโมเนต้องรีบควบม้าไปแจ้งข่าวกับพระสังฆราชแห่งสโปเลโตถึงเรื่องดังกล่าว แต่เนื่องจากในเวลานั้นพระสังฆราชแห่งสโปเลโตไม่อยู่ คุณพ่อเบเคงเยอร์ เดอ แซงตาฟฟริค อุปสังฆราชด้านชีวิตฝ่ายจิต (vicario in spiritualibus) ประจำสังฆมณฑลสโปเลโต พระสงฆ์ชาวฝรั่งเศสจึงเป็นผู้รับเรื่อง และได้เดินทางมาตรวจสอบเรื่องดังกล่าวในวันอังคาร พร้อมความตั้งใจที่จะมายับยั้งเรื่องเหลวไหลดังกล่าว เนื่องจากคุณพ่อทราบเพียงว่า พวกซิสเตอร์อารามไม้กางเขน ได้นำหัวใจของซิสเตอร์เกียราออกมาและบอกกับทุกคนว่าเธอเป็นนักบุญ

ตำแหน่งเครื่องหมายพระมหาทรมานในหัวใจของนักบุญเกียรา

เมื่อมาถึงมอนเตฟัลโกแล้ว คุณพ่อเบเคงเยอร์ได้ลงมือตรวจสอบเรื่องราวชีวิตของท่านเบื้องต้น พร้อมกับได้ทำการตรวจสอบหัวใจของท่านพร้อมกับแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์ คุณพ่อได้บันทึกว่า “อันที่จริงแล้วภายในหัวใจของหญิงพรหมจารีผู้นี้ ด้านหนึ่งปรากฏเส้นประสาทเป็นรูปไม้กางเขน ตะปูสามดอก ฟองน้ำ และไม้อ้อ ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นรูปเสา แส้ห้าเส้น และมงกุฏ” และได้คำยืนยันจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญว่าสิ่งที่พบในหัวใจและถุงน้ำดีของท่านไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เหตุอัศจรรย์เบื้องหน้านี้เองเมื่อรวมเข้ากับข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตของท่านจึงทำให้คุณพ่อเบเคงเยอร์มีความคิดเปลี่ยนไปในทันที คุณพ่อได้เริ่มลงมือสืบประวัติของท่าน ก่อนจะเดินทางกลับมายังสโปเลโตพร้อมเอกสารปึกหนึ่งด้วยความเชื่อว่าสังฆมณฑลที่ท่านประจำอยู่นี้ได้สูญเสียนักบุญไปแล้วอีกองค์ แต่เมื่อคุณพ่อเดินทางมาถึงสโปเลโต คุณพ่อก็ถูกเพื่อนพระสงฆ์ด้วยกันปรามถึงเรื่องที่คุณพ่อเชื่อ เป็นผลให้คุณพ่อกลัดกลุ้มเป็นอย่างหนัก ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นผลงานของปีศาจที่พยายามจะขัดขวางไม่ให้เรื่องของท่านเป็นที่รู้จัก ด้วยความเกลียดชังของมันที่มีต่อตัวท่าน มันที่เห็นว่าเล่นงานท่านไม่ได้ จึงได้พุ่งเป้ามายังคุณพ่อเบเคงเยอร์ ผู้จะกลายมาเป็นตัวละครสำคัญของเรื่องราวของท่าน

หากผู้อ่านอ่านถึงตรงนี้ก็คงพอจะเดาได้แล้วว่า เจ้าของร่างที่อยู่ในห้วงของความสับสนในตอนต้นของเรื่องราวในวันนี้คือใคร ร่างนั้นไม่ใช่ใครอื่นแต่คือ ร่างของคุณพ่อเบเคงเยอร์ที่กำลังเตรียมจะโยนเอกสารสอบเรื่องราวของท่านทิ้งลงกองไฟเพื่อให้ทุกอย่างจบลง แต่ในเสี้ยวนาทีที่คุณพ่อได้สวดภาวนาจากก้นบึ้งของหัวใจที่สับสนนั้นเอง ร่างหนึ่งก็ได้ปรากฏมาหาคุณพ่อ ร่างนั้นสวมอาภรณ์สีขาว ประด้วยแถบสีม่วงที่แขนเสื้อ มีเสื้อชั้นนอกตัวยาวเป็นทรงคล้ายดัลมาติกามีลายกลมทำจากผ้าไหมเนื้อดี ร่างนั้นไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด แต่นำความบรรเทาใจเป็นอันมากมาสุดหัวใจของคุณพ่อเบเคงเยอร์ เพราะคุณพ่อทราบในทันทีที่ภายในว่าร่างเบื้องหน้านี้คือ เกียราแห่งมอนเตฟัลโก ทำให้นับตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา คุณพ่อไม่ได้กังขาเลยว่าท่านเป็นนักบุญและตระหนักว่าตนเองมีหน้าที่จะต้องทำหน้าที่รวบรวมเรื่องราวของท่านเพื่อการนี้ ดังนั้นภายหลังได้รับอนุญาตจากพระคุณเจ้เปียโตร เปาโล ตรินชี ใน ค.ศ. 1309 คุณพ่อจึงได้เริ่มลงมือสอบสวนชีวประวัติของท่านโดยละเอียดเพื่อประกอบการสถาปนาท่านเป็นนักบุญ (ภายหลังคุณพ่อได้ตีพิมพ์เอกสารสำคัญ คือ ชีวิตของนักบุญเกียรา แห่ง ไม้กางเขน ใน ค.ศ. 1315) และได้เดินทางไปเมืองอาวิญง ที่สมเด็จพระสันตะปาปาทรงประทับในเวลานั้นเพื่อทูลเรื่องนี้กับสมเด็จพระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 5

กางเขนและแส้ที่พบในหัวใจของนักบุญเกียรา

การดำเนินการสอบพยานถึง ‘ชีวิต ฤทธิ์กุศล อัศจรรย์ และการไขแสดง’ ของท่านดำเนินมาถึง ค.ศ. 1315 เอกสารการสอบสวนเรื่องราวของท่านจึงถูกทรงไปยังเมืองอาวิญง เพื่อให้สมเด็จพระสันตะปาปายอห์นที่ 22 ทรงพิจารณาเรื่องการประกาศท่านเป็นบุญราศี เวลานั้นมีเสียงจากบรรดาผู้ใหญ่ฝ่ายบ้านเมืองฝ่ายศาสนาและคริสตชนในแคว้นอุมเบรียจำนวนมากที่เรียกร้องให้มีการสถาปนาท่านเป็นนักบุญโดยเร็วไว ดังนั้นสมเด็จพระสันตะปาปายอห์นที่ 22 จึงได้ทรงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนเรื่องราวของท่านประกอบด้วยพระสังฆราชแห่งเปรูจา พระสังฆราชแห่งโอร์วิเอโต และผู้ใหญ่ฝ่ายบ้านเมืองสโปเลโตให้ดำเนินการดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1317 โดยทรงประกาศเพิ่มเติมในวันที่ 22 มีนาคม ปีต่อมาว่าไม่ให้ผู้ดำเนินการทั้งสามเรียกรับเงินเป็นค่าตอบแทนเมื่อต้องเดินทางมาสอบสวนเรื่องราวของท่าน เนื่องจากสถานภาพทางการเงินของอารามไม้กางเขนที่ไม่สู้ดี กระบวนการดังกล่าวแล้วเสร็จลงใน ค.ศ. 1319 โดยมีพยานที่ให้การครั้งนี้ถึง 470 คน และเอกสารชุดนี้ที่ปรากฏอัศจรรย์ผ่านคำเสนอวิงวอนของท่านถึง 300 รายการได้ถูกส่งไปยังอาวิญง เพื่อตรวจสอบอีกครั้งโดยพระคาร์ดินัลสามองค์ที่พระสันตะปาปาทรงแต่งขึ้นเพื่อการนี้ นักประวัติศาสตร์ในชั้นหลังชี้ว่าการดำเนินกระบวนการขอแต่งตั้งท่านเป็นนักบุญนี้เป็นการดำเนินกระบวนการอย่างเป็นระบบครั้งแรก ๆ ของพระศาสนจักร

แต่แล้วในขณะที่ความหวังของผู้คนจำนวนมากที่ตั้งตารอการแต่งตั้งท่านเป็นนักบุญจะเป็นจริง ก็ดูเหมือนว่าปีศาจที่พยายามขัดขวางการทำให้โลกรู้จักท่าน อันจะเป็นทางหนึ่งที่มันจะต้องสูญเสียวิญญาณไปจึงได้เริ่มแผนการณ์ใหม่ของมัน เพราะในขณะที่ถึงขั้นสุดท้ายของการพิจารณาเรื่องท่านนั้น เมื่อเอกสารต่าง ๆ พร้อมสรรพมีการสรุปความเห็นของพระคาร์ดินัลทั้งสามและคัดเลือกอัศจรรย์จำนวน 35 รายการเพื่อประกอบการบันทึกนามท่านเป็นบุญราศีในประมาณ ค.ศ. 1330 กระบวนการทั้งหมดก็ถูกพักไปภายหลังการสิ้นใจของสองในสามพระคาร์ดินัลที่ตรวจสอบเรื่องนี้ ซึ่งจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เมื่อมองในบริบทโดยรอบ มีประวัติของท่านบางสำนวนชี้ว่าการพับกระบวนการขอแต่งตั้งท่านเป็นนักบุญลงไป ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการตัดสินพระทัยของสมเด็จพระสันตะปาปายอห์นที่ 22 ซึ่งทรงไม่พอพระทัยเท่าไรที่ท่านมีสายสัมพันธ์กับตระกูลโกโลนนา ซึ่งมีอำนาจในพระศาสนจักรอิตาลี และความเป็นชาวอิตาลีของท่าน (ในเวลานั้นพระสันตะปาปาเป็นชาวฝรั่งเศส) ในขณะที่ประวัติบางสำนวนชี้ว่ามาจากการสิ้นพระชนม์ของพระสันตะปาปายอห์นที่ 22

พระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 7

กระบวนการของท่านถูกเพิกเฉยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเต็มไปด้วยความขัดแย้งในประเด็นที่ว่า ท่านควรจะเป็นนักบุญในสังกัดคณะนักบวชใด แม้ใน ค.ศ. 1497 คณะออกัสตินได้ร้องขอให้มีการพิจารณาแต่งตั้งเรื่องราวของท่านอีกครั้ง ภายหลังจากสิ้นสุดความขัดแย้งเรื่องกรรมสิทธิ์ในอารามไม้กางเขนระหว่างคณะฟรังซิสกันและคณะออกัสติน ซึ่งนำไปสู่การแยกอารามเป็นสองแห่งเนื่องจากความไม่ชัดเจนของอาศรมแห่งแรกที่โยวันนาพี่สาวของท่านได้ตั้งขึ้น ที่ปะทุขึ้นในศวตรรษที่ 15 แต่สันตะสำนักก็เพิกเฉยต่อคำขอนี้ ซึ่งมูลเหตุก็อาจจะมาจากความขัดแย้งข้างต้น จำต้องรอเวลาอีกกว่าสามร้อยปี ทางสันตะสำนักในสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 7 พระองค์จึงได้ทรงบันทึกนามท่านในสารบบบุญราศีในวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1737 โดยอาศัยการรับรองคารวะกิจ (cultus confirmation) ที่มีต่อท่าน ตามแนวทางของกฤษฎีกาชื่อ ‘กาเอเลสติส เยรูซาเลม ซีเวส’ (Caelestis Hierusalem Cives) ซึ่งมีใจความห้ามแสดงคารวะกิจต่อนักบุญในที่สาธารณะ เว้นเสียคารวะกิจนั้นจะได้รับอนุญาตโดยสมณะกระทรวงว่าด้วยจารีต (Congregation of Rites) และพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้นได้รับการแสดงคารวะกิจโดยสาธณชนมาอย่างน้อย 100 ปี ก่อนจะมีการประกาศกฤษฎีกาฉบับนี้

หลังจากนั้นกระบวนการของท่านก็ถูกเพิกเฉยอีกครั้ง จนผ่านมาอีกศตวรรษ ใน ค.ศ. 1846 กระบวนการขอแต่งตั้งท่านเป็นนักบุญจึงได้รับการปัดฝุ่นอีกครั้งหนึ่งจากดำริของนักบุญพระสันตะปาปาปีโอที่ 9 แต่ไม่วายเนื่องด้วยปัญหาด้านขั้นตอนบางประการ กระบวนการพิจารณาคราวนี้ก็ต้องพับไปอีกรอบ แต่ที่สุดเมื่อวันเวลาล่วงมาได้ 573 ปี หลังมรณกรรมอันศักดิ์สิทธิ์และเหตุการณ์อัศจรรย์ ณ อารามไม้กางเขน กระบวนการขอแต่งตั้งท่านเป็นนักบุญก็มาถึงบทสรุป เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 13 ได้ทรงประกาศให้บุญราศีเกียรา แห่ง มอนเตฟัลโก ขึ้นเป็นนักบุญในวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1881 เป็นผลให้นามของนักบุญเกียรา แห่ง มอนเตฟัลโก เป็นที่รู้จักตราบถึงทุกวันนี้ และในวันนี้นอกจากก้อนหินสามก้อนที่พบในถุงน้ำดี ไม้กางเขน และแส้ที่พบในหัวใจของท่านจะยังคงอยู่เป็นประจักษ์พยานถึงเรื่องราวอันน่ามหัศจรรย์ที่อารามไม้กางเขน เมืองมอนเตฟัลโก ในสวนของอารามแห่งนี้ ต้นเลี่ยนที่มีถิ่นกำเนิดในเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งนักเดินทางปริศนา (พระเยซูเจ้า) ได้ทิ้งกิ่งของมันไว้ให้ท่านและท่านก็ได้ลงมือปลูก ก็ยังคงยืนต้นออกดอกผล และทุกวันนี้พวกซิสเตอร์ในอารามก็ยังพากันเก็บผลแห้งของต้นไม้อัศจรรย์นี้ นำมาทำสายประคำสำหรับจำหน่ายให้บรรดานักจาริกเหมือนในอดีต

ต้นเลี่ยนของนักบุญเกียราในปัจจุบัน

การจะกล่าวสรุปชีวิตของท่านนักบุญเกียรา แห่ง มอนเตฟัลโก ผู้มีชีวิตอยู่เมื่อเกือบแปดร้อยกว่าปีที่ผ่านมา อาจสรุปได้ด้วยท่อนหนึ่งของบทเพลงสี่บทซึ่งถูกเรียกว่า ‘เพลงของผู้รับใช้พระยาห์เวห์’ อันเปี่ยมไปด้วยความหวังของประกาศกอิสยาห์ที่ว่า “ทรงทำให้ข้าพเจ้าเป็นเสมือนลูกศรแหลมคม และทรงซ่อนข้าพเจ้าไว้ในแล่งเก็บลูกศรของพระองค์” (อิสยาห์ 49 : 2) ชีวิตของนักบุญเกียรา คือ การเรียกร้องเราคริสตชนทุกคน ในทุกสถานภาพให้ตระหนักว่า เรานี้เป็นเครื่องมือที่พระทรงจัดเตรียม เป็นทางแห่งพระพรเพื่อคนรอบข้าง ดุจเดียวกับที่ทรงใช้กษัตริย์ไซรัสเพื่อปูทางให้ประวัติศาสตร์ความรอดของพระองค์ (เทียบ อิสยาห์ 46 : 11, 48 : 15) ชีวิตสี่สิบปีของท่านบนโลกแสดงให้เราเห็นข้อเท็จจริงที่ว่า พระเจ้าทรงเตรียมเราแต่ละคนให้เป็นเครื่องมือของพระองค์ด้วยหนทางอันน่าพิศวง ในความหมายที่ว่าหนทางนี้เกินความเข้าใจตามประสามนุษย์จะนึกถึง (ดังนั้นมันไม่จำเป็นต้องเป็นภาพนิมิต เครื่องหมายเหนือธรรมชาติ แต่อาจเป็นประสบการณ์ในชีวิตก็ได้) ตั้งแต่เราอยู่ในครรภ์ของมารดา เพื่อนำมนุษย์คนอื่น ๆ ที่ยังไม่อยู่ในหนทางแห่งความรอดมาสู่ความรอด

และเพราะพระเจ้าทรงให้อิสระกับมนุษย์ พระองค์จึงไม่ทรงบังคับเรา แต่ทรงเชื้อเชิญให้เราตอบสนองต่อเสียงเรียกของพระองค์และวางใจในแผนการของพระเจ้า ด้วยวิธีการเช่นนี้เอง ผ่านชีวิตของท่านนักบุญเกียรา เราจึงได้มองเห็นข้อเท็จจริงอีกประการว่า เมื่อมนุษย์ตอบสนองเสียงเรียกของพระเจ้าในการติดตามและเป็นเครื่องมือของพระองค์ด้วยความวางใจว่าความรักพระเจ้าต่อมนุษย์ไม่เคยไม่ดี มนุษย์สามารถก้าวข้ามขอบเขตที่ตัวเองคิดว่าตัวเองสามารถทำได้ และได้กลายเป็นเครื่องมือของพระองค์ได้อย่างไร นั่นคือประวัติของท่านได้แสดงให้เราเห็นว่าเมื่อท่านตอบสนองเสียงเรียกของพระ ในการสละชีวิตทางโลกเข้าเป็นนักพรต ท่านที่เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดา ๆ อาศัยอยู่ในขอบเขตที่จำกัดของอารามสามารถช่วยวิญญาณที่หลงผิดให้กับเข้ามาหาพระองค์ไม่เพียงด้วยคำภาวนา และพลีกรรม แต่ด้วยการพูดคุยและการมีชีวิตเป็นประจักษ์พยานตลอดชีวิตของท่าน และเมื่อท่านสิ้นใจลงชีวิตของท่านได้กลายเป็นแบบฉบับให้คริสตชนในเวลาต่อ ๆ มาได้ศึกษาและไตร่ตรอง ตัวอย่างเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ แต่เรายังพบตัวอย่างเช่นนี้จากบุคคลในคัมพระคัมภีร์อย่างแม่พระและนักบุญยอแซฟเช่นกัน


ดังนั้นในท้ายนี้ขอให้ชีวิตในวันนี้ของท่านนักบุญเกียราหนุนหนำใจเราทุกคน ในการติดตามและเป็นเครื่องมือนำพระพรของพระลงมาสู่โลก ขอให้เมื่อเราตอบสนองเสียงเรียกของพระ ให้เรามีความเชื่อ ความอดทน และความกล้าหาญในการสู้ทนกับการลับคมวิญญาณของพระเจ้าดุจเดียวกับที่ท่านมีตลอดคืนมืดของวิญญาณที่ยาวนานนับสิบปี เพื่อว่าเราจะเป็นลูกศรที่แหลมคงซึ่งพระจะทรงใช้เพื่อนำความรอดไปยังผู้คนเช่นเดียวกับที่ทรงใช้ท่านนักบุญเกียรา ขอให้เราได้กลายเป็น ‘พุน้ำทิพย์ของพระเจ้า’ เช่นเดียวกับท่าน ผ่านการทิ้งตัวลงในความรักของพระเจ้า แล้ววางใจให้พระองค์ทรงกระทำกิจการภายในตัวของเรา ให้พระเจ้าทรงเติมเต็มวิญญาณของเราจนเอ่อล้นไปยังวิญญาณอื่น ๆ ที่กระหายหาพระองค์  และขอให้หัวใจพร้อมวิญญาณของเราเป็นที่มั่นคง ซึ่งพระเยซูเจ้าจะทรงสามารถตั้งไม้กางเขนหรือความรักของพระองค์ไว้เช่นเดียวกับที่ทรงกระทำกับท่าน เพื่อว่าความรักความเมตตาจะหล่อเลี้ยงตัวเรา และลินไหลออกมาไปสู่คนอื่น ๆ อาแมน
รูทราย, เทเรซีโอของพระเยซู
18 มีนาคม ค.ศ. 2024

“ข้าแต่ท่านนักบุญเกียรา แห่ง มอนเตฟัลโก ช่วยวิงวอนเทอญ”

รายการอ้างอิง
https://it.m.wikipedia.org/wiki/Berengario_di_Saint-Affrique
https://en.wikipedia.org/wiki/Clare_of_Montefalcohttps://www.acistampa.com/story/6662/montefalco-tanti-giovani-per-santa-chiara-della-croce-6662
https://www.agostinianemontefalco.it/chiara/index.php/2-non-categorizzato/1-vita-di-s-chiara
https://www.treccani.it/enciclopedia/chiara-da-montefalco-santa_%28Dizionario-Biografico%29/?_x_tr_hist=true
https://www.treccani.it/enciclopedia/bentivenga-da-gubbio_%28Dizionario-Biografico%29/?_x_tr_hist=true
http://www.cassiciaco.it/navigazione/monachesimo/agiografia/santi/chiara.html
https://www.interris.it/la-voce-degli-ultimi/passione-nozze-mistiche-santa-chiara-della-croce/
http://www.keytoumbria.com/Montefalco/St_Clare_of_Montefalco.html

'เกียรา' พุน้ำทิพย์ของพระเจ้า ตอนแรก

นักบุญเกียรา แห่ง มอนเตฟัลโก
St. Chiara da Montefalco
ฉลองในวันที่: 17 สิงหาคม
องค์อุปถัมภ์: เมืองมอนเตฟัลโก

“ทรงทำให้ข้าพเจ้าเป็นเสมือนลูกศรแหลมคม และทรงซ่อนข้าพเจ้าไว้ในแล่งเก็บลูกศรของพระองค์”
(อิสยาห์ 49 : 2)

ยามดึกสงัดในเมืองสโปเลโต จังหวัดเปรูจา แคว้นอุมเบรีย ภาคกลางของประเทศอิตาลี ชายผู้หนึ่งกำลังจมอยู่ในห้วงของความสับสนถึงสิ่งที่เขาได้ประสบมาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านที่เมืองใกล้เคียง คำถามมากมายประเดประดังเขามาภายในวิญญาณของเขา จนทำให้ใจของเขารู้สึกหน่วงหนักไปหมด ‘นี่เป็นกิจการของผีปีศาจหรือพระเจ้ากันแน่’ คำถามเช่นนี้ทำให้ใจของเขาหนักอึ้งไปหมด เขายืนทอดสายตามองไปยังเอกสารปึกหนึ่งที่เขาได้ร่างขึ้นจากเรื่องราวที่เขาได้ยินและเห็นมาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ที่สุดในเสี้ยวนาทีก่อนเขาจะตัดสินใจโยนเอกสารปึกนั้นใส่กองไฟเพื่อจบเรื่องราวทุกอย่างลง เขาก็ได้ยกจิตใจที่ปวดร้าวอย่างถึงที่สุดจากการต้องตัดสินใจบางอย่างกับเอกสารเบื้องหน้าขึ้นหาพระเจ้า พระผู้ทรงบันดาลให้ทุกสิ่งเป็นไป ทูลพระองค์ว่า “ข้าแต่องค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของลูก ลูกวิงวอนพระองค์โปรดแสดงน้ำพระทัยของพระองค์ให้ลูกแจ้งใจด้วยเถิด เพื่อว่าลูกจะได้รู้ว่าต้องทำอย่างไรกับเรื่องของเกียรา ผู้ที่ตัวลูกเองก็ไม่เคยพบและรู้จักว่านางนั้นเป็นใคร ลูกสรรพพร้อมจะไม่แยแสทั้งนักบุญเปโตรและเปาโล หรือนักบุญองค์อื่น ๆ แม้ท่านเหล่านั้นจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาผู้บรรลุถึงชีวิตนิรันดร์ เว้นเสียแต่ลูกจะได้ทราบว่านั่นคือการได้ทำตามสิ่งที่พระองค์ทรงพอพระทัย”

ใครคือ ‘เกียรา’ ที่เป็นสาเหตุของความกังวลใจของชายผู้หนึ่งในเมืองสโปเลโตในค่ำคืนนี้ การจะไขคำตอบดังกล่าวก็จำต้องย้อนไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ไปยังเมืองอีกแห่งในจังหวัดเปรูจา ซึ่งตั้งอยู่ขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือเล็กน้อยจากเมืองสโปเลโตนามว่า ‘มอนเตฟัลโก’ ณ เมืองแห่งนี้มีเศรษฐีสองสามีภรรยาคู่หนึ่งนามว่า ‘ดามีอาโน’ และ ‘ยาโกปา’ ทั้งสองมีบุตรธิดาน่ารักทั้งสิ้นสี่คนเป็นหญิงสามคนและชายหนึ่งคน ‘เกียรา’ เจ้าของเรื่องราวของพวกเราในวันนี้เป็นธิดาคนที่สองของครอบครัวนี้ เราไม่ทราบวันเดือนปีเกิดที่แน่ชัดของท่าน เพียงแต่ทราบว่าท่านเกิดประมาณ ค.ศ. 1268 ที่เมืองแห่งนี้ ท่านมีพี่สาวหนึ่งคนชื่อ โยวันนา และมีน้องสาวและน้องชายอย่างละหนึ่งคน คือ เตโอโดรูชชีอา (เสียชีวิตตั้งแต่ยังเป็นทารก) และฟรังเชสโก (เกิดหลังจากท่านประมาณสี่ปี)


จากประวัติของท่านที่เข้าถึงได้ เราไม่พบรายละเอียดมากเท่าใดเกี่ยวกับชีวิตภายในครอบครัวนี้ แต่ก็คงคะเนได้ว่าทั้งดามีอาโนและยาโกปาก็คงจะเป็นสองสามีใจศรัทธาคู่หนึ่ง เพราะปรากฏว่าในเวลาต่อมาเมื่อธิดาของทั้งสองปรารถนาจะใช้ชีวิตเป็นนักพรต ทั้งสองก็มิได้ขัดข้องรวมถึงดามีอาโนเองก็เป็นคนสร้างอาศรมให้ธิดาของเขาได้ใช้พำนักเพื่อการนี้ด้วย ไม่เพียงเท่านั้นบุตรชายเพียงคนเดียวของบ้านนี้ในเวลาต่อมาก็ได้ถวายตัวเป็นนักบวชคณะฟรังซิสกัน ดังนั้นจึงอาจพอคะเนได้ว่า ชีวิตในวัยเยาว์ของหนูน้อยเกียราก็น่าจะได้รับการเลี้ยงดูอยู่ท่ามกลางความศรัทธาในคริสต์ศาสนาและความสะดวกสบายครบครันไม่น้อย และก็ดูเหมือนว่าตั้งแต่วัยยังไม่ประสาโลกนี้เอง พระเจ้าก็ทรงแสดงเครื่องหมายพิเศษกับท่าน ไม่ใช่เพื่อทำให้ท่านพิเศษกว่าคนอื่น แต่เพื่อเตรียมท่านให้เป็น ‘เครื่องมือ’ อีกชิ้นที่จะนำพระพรของพระองค์ไปยังโลก ไม่เพียงแต่ในเวลาที่ท่านมีชีวิต แต่ยังรวมถึงเวลาในยุคต่อ ๆ มาทั้งในฐานะ ‘ต้นแบบ’ ‘ผู้ช่วยเหลือ’ และ ‘แรงบันดาลใจ’

เล่ากันว่าในช่วงวัยไร้เดียงสานี้เองระหว่างหนูน้อยเกียราสวดภาวนา มีหลายต่อหลายครั้งพระมารดาพระเจ้าพร้อมพระกุมารเยซู ผู้มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหนูน้อยและทรงอยู่ใต้เสื้อคลุมของพระมารดาที่รักของพระองค์ได้เสด็จมาหาหนูน้อย ในนิมิตอันน่าพิศวงนี้องค์พระกุมารได้แสดงความเสน่ห์หาในตัวหนูน้อย พระองค์ทรงขยับพระวรกายเข้ามาใกล้หนูน้อยโดยมีพระมารดาทรงคอยช่วยเหลือ แล้วทรงจับมือของหนูน้อยขึ้นมา พลันในเวลานั้นความบรรเทาใจพิเศษที่ไม่เหมือนที่ใดก็แล่นตรงเข้าสู่หัวใจดวงน้อย ๆ ของเจ้าสาวผู้ได้รับเลือกสรร ฟากท่านเองที่เห็นพระองค์ทรงแสดงความสนิทเสน่ห์หาเช่นนี้ด้วยความคิดประสาเด็ก ๆ ก็ปรารถนาจะพาพระกุมารน้อยมาเล่นสนุกด้วยกัน แต่ทันใดพระกุมารก็รีบกลับไปสู่อ้อมอกพระมารดาที่รักแล้วจากไป เหลือทิ้งไว้แต่เพียงความปรารถนาอันลุกร้อนภายในใจอย่างลับ ๆ ในตัวเจ้าสาวตัวน้อยของพระองค์ ดั่งความปรารถนาของหญิงคู่รักต่อชายอันเป็นที่รักในบทเพลงของซาโลมอน

วัดนักบุญอิลลูมินาตา เมืองมอนเตฟัลโกในปัจจุบัน

ความปรารถนาเช่นนี้ทำให้หนูน้อยเริ่มแสวงหาหนทางที่จะติดตามพระคริสตเจ้าที่เหมาะสมกับตัวเอง ดั่งหญิงคู่รักในบทเพลงซาโลมอนที่กล่าวกับชายคู่รักว่า “หวานใจของดิฉันเอ๋ย จงบอกดิฉันซิว่า เธอต้อนฝูงสัตว์ไปเลี้ยงอยู่ที่ไหน เวลาเที่ยงวันเธอให้ฝูงสัตว์นอนพักที่ใด ดิฉันจะได้ไม่ต้องเป็นเหมือนหญิงเร่ร่อน เที่ยวตามหาฝูงสัตว์ของบรรดาเพื่อนของเธอ” (เพลงซาโลมอน 1 : 7) และดูเหมือนว่าท่านจะเข้าใจว่า ‘ความเงียบสงัด’ จะทำให้ท่านได้พบว่าพระองค์ทรงต้อนฝูงแกะของพระองค์ไปอยู่ใด ดังนั้นท่านในวัย 4 ปี จึงเริ่มชอบหลีกเร้นจากผู้คนเข้าไปขังตัวเองไว้ในสถานที่อันสงัดพ้นจากสายตาผู้คนในบ้าน เพื่อสวดภาวนาใช้เวลาอยู่กับพระเจ้าเพียงลำพังอยู่บ่อยครั้ง แต่เมื่อพบว่าภายในบ้านนั้นท่านไม่อาจปฏิบัติได้เช่นนั้นเป็นเวลานานมากพอ ท่านจึงได้ออกแสวงหาที่สงัดแห่งใหม่ จนมาได้สถานที่ที่เรียกว่า ‘กัสเตลลาเร’ วัดที่อุทิศถวายให้นักบุญยอห์น ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากบ้านของท่านมากนัก ที่นั่นท่านพบความสงัดที่ท่านจะสามารถใช้เวลาอันเนิ่นนานไปในคำภาวนา โดยไม่มีใครมารบกวนและไม่มีใครนึกถึงสถานที่นี้ แม้แต่บิดามารดาของท่านเองก็ตาม

ความเข้าใจเช่นนี้หากไม่เกิดขึ้นโดยหนทางอันน่าฉงนงงงวยด้วยมหิทธิฤทธิ์ของพระองค์ผู้ทรงมีนามว่า องค์ปัญญานิรันดร ชะลอยก็คงเกิดขึ้นมาผ่านตัวอย่างของ ‘โยวันนา’ พี่สาวของท่านผู้มีอายุห่างจากท่านถึงสิบหกปี เหตุว่าในเวลาไล่เลี่ยกันคือใน ค.ศ. 1271 โยวันนาที่มีอายุได้ยี่สิบปีบริบูรณ์ก็ได้ขอบิดามารดาใช้ชีวิตเป็นนักพรตถือศีลบนสามประการ คือ พรหมจรรย์ นบนอบ และความยากจน ถือความเงียบ และถืออดอาหารตามที่พระศาสนจักรกำหนด ร่วมกับเพื่อนของตนชื่อ อันเดรโอลา ดามีอาโนผู้เป็นบิดาจึงได้สร้างอาศรมให้ทั้งสองได้เจริญชีวิตตามประสงค์ พร้อมวัดหลังหนึ่งที่อุทิศถวายให้นักบุญอิลลูมินาตา (พรหมจารีย์และมรณสักขีในศตวรรษที่ 4 ผู้ได้หนีการเบียดเบียนคริสตชนจากเมืองราเวนนาเข้ามาใช้ชีวิตเป็นนักพรตหญิงในแคว้นอุมเบรียก่อนจะถูกประหารชีวิตโดยเจ้าเมืองมัสสา มาร์ตานา และเป็นที่เคารพในแคว้นอุมเบรียมาอย่างยาวนาน) ที่บริเวณชานเมืองมอนเตฟัลโก โดยตามหลักฐานร่วมสมัยไม่ปรากฏว่าอาศรมแห่งนี้ถือระเบียบตามคณะนักบวชไหน ประวัติของท่านบางสำนวนได้ระบุว่าโยวันนาได้ถือปฏิบัติตามแนวทางของนักบุญฟรังซิส แห่ง อัสซีซีในรูปแบบของสมาชิกขั้นที่ 3 ซึ่งในเวลานั้นยังไม่ได้มีการรับรองอย่างเป็นทางการจากสันตะสำนัก รวมถึงเป็นคณะนักบวชที่มีอิทธิพลอย่างมากในแคว้นอุมเบรีย ดังนั้นที่นี่จึงมีสถานภาพเป็น ‘อารามนักพรตอย่างไม่เป็นทางการ’ ซึ่งเป็นรู้จักกันเพียงว่า ‘อาศรมนักบุญเลโอนาร์โด’ (ความไม่ชัดเจนนี้เองทำให้ในอีกสามศตวรรษต่อมานำไปสู่การแยกอารามเป็นอารามคณะออกัสตินและคณะกลาริส)

บุญราศีโยวันนาและนักบุญเกียราในวัยเยาว์

แม้ไม่อาจระบุได้อย่างแน่ชัดว่าอาศรมที่โยวันนาได้เริ่มต้นขึ้นนั้นดำเนินไปตามวิถีทางของคณะนักบวชไหน การใช้ชีวิตอย่างนักพรตผู้ได้สละชีวิตฝ่ายโลกและมอบชีวิตทั้งหมดเพื่อการรำพึงภาวนาเป็น ‘เกลือดองแผ่นดิน’ ภายในพื้นที่ที่จำกัดในท่ามกลางกระแสธารของโลกที่เคลื่อนไป ซึ่งพี่สาวของท่านได้เลือกพร้อมเพื่อนนั้นก็ทำให้อนาคตของท่านแจ่มชัดขึ้น ในเวลานั้นด้วยอายุไม่ถึงห้าขวบท่านมีโอกาสได้มาลองใช้ชีวิตภายในอาศรมแห่งนี้เป็นบางครั้งบางคราว ประสบการณ์สั้น ๆ เหล่านี้ได้ทำให้ท่านพบหนทางที่จะตามหาหวานใจที่รักของท่านได้แจ่มชัดขึ้น ท่านตั้งใจฟังวิถีทางของพวกเธอด้วยความปรารถนา และนำมาปฏิบัติอย่างร้อนรนด้วยความปรารถนาที่จะได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่แบบพวกเธอในสักวันหนึ่ง และพระเจ้าก็ทรงจัดเตรียมหนทางนั้นไว้ให้เจ้าสาวของพระองค์ เพราะเพียงไม่นานอาศรมของพี่สาวท่านก็ได้รับการรับรองจากสังฆมณฑลใน ค.ศ. 1274 ซึ่งทำให้สามารถเปิดรับสตรีคนอื่น ๆ ที่สมัครใจมาใช้ชีวิตเช่นเดียวกันได้ เป็นผลให้ท่านในวัย 6 ปี จึงได้ขออนุญาตบิดามารดาสมัครเข้าไปใช้ชีวิตในอาศรมร่วมกับพี่สาว ฝั่งบิดามารดาของท่านก็มิได้ขัดข้อง ทั้งสองยินดียกถวายธิดาคนสุดท้ายของพวกเขาให้เป็นกรรมสิทธิ์ของพระเจ้า ดังนั้นท่านจึงได้เข้ามาเป็นนักพรตในอาศรมนักบุญเลโอนาร์โดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อได้เข้ามาเจริญชีวิตภายในอาศรม ท่านค่อย ๆ เรียนรู้ชีวิตนักพรตจากพี่สาวของท่าน ผู้ที่เราอาจกล่าวได้เธอเป็นครูชีวิตฝ่ายจิตคนสำคัญสำหรับท่าน ท่านร้อนรนที่จะเลียนแบบวัตรปฏิบัติต่าง ๆ ภายในอาศรมของเธอ ทั้งในการถือความเงียบในช่วงเวลาที่กำหนด การควบคุมตนเอง การสวดภาวนาอย่างร้อนรน และการประกอบกิจการดีต่าง ๆ มีเรื่องเล่าว่าคราวหนึ่งท่านเผลอละเมิดช่วงเวลาถือเงียบ ท่านก็ได้ไปยืนสวดบทข้าแต่พระบิดาหนึ่งร้อยจบในอ่างน้ำเย็นพร้อมชูมือขึ้น อีกคราวเมื่อมารดาและน้องชายของท่านมาถามเรื่องอาการป่วยของโยวันนา ในเวลาถือเงียบท่านก็ไม่ยอมปริปากพูดอะไรกับทั้งสอง นอกจากนี้ท่านยังนบนอบต่อพี่สาวของท่านที่ตำแหน่งเป็นคุณแม่อธิการของอารามไม่เป็นทางการหลังนี้โดยสมบูรณ์ ท่านถือปฏิบัติตามคำสั่งและคำแนะนำของเธอดุจเดียวกับคำสั่งนี้มาจากพระเจ้าโดยตรงอย่างไม่มีข้อกังขา ฝั่งโยวันนาเองก็ดูแลท่านอย่างใกล้ชิด เธอมักให้ท่านอยู่ใกล้ ๆ เสมอเวลาสวดภาวนา รวมถึงคอยสอดส่องวัตรปฏิบัติต่าง ๆ ของน้องสาวคนนี้ให้เหมาะสมกับวัยและสุขภาพด้วยความห่วงใย เพราะดูเหมือนว่าน้องคนนี้จะมีวัตรปฏิบัติบางประการที่น่าเป็นห่วง

ภาพจิตรกรรมนักบุญเกียรา บุญราศีโยวันนา นักบุญแคเทอรีนแห่งอเล็กซานเดรีย และนักบุญอิลลูมินาตา
ภายในวัดนักบุญอิลลูมินาตา เมืองมอนเตฟัลโก

ดูเหมือนว่านอกจากเรียนรู้ชีวิตนักพรต ภายในอาศรมนักบุญเลโอนาร์โด เกียราน้อยที่แต่ก่อนปรารถนาเพียงเล่นสนุกกับองค์พระเยซูเจ้า ผู้เสด็จมาเยี่ยมเยือนด้วยวัยไล่เลี่ยกันพร้อมพระมารดา บัดนี้กลับเอ่อร้นไปด้วยปรารถนาจะร่วมทุกข์ร่วมสุขเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับองค์พระเยซูเจ้า เป็นเวลานี้ที่ความรักของพระเจ้าที่มีต่อมนุษยชาติ โดยเฉพาะในยามทรงน้อมพระองค์รับทุกขเวทนานานาประการจนถึงแก่ความมรณาบนไม้กางเขน ไม่ต่างจากนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ ได้กระตุ้นให้ท่านปรารถนาจะใช้ชีวิตทุก ๆ นาทีบนโลกเพื่อร่วมส่วนกับพระองค์ เราอาจกล่าวได้ว่า ท่านได้ค้นพบเช่นเดียวกับที่หญิงคู่รักในบทเพลงของซาโลมอนค้นพบในคู่รักของเธอว่า “ต้นแอ๊ปเปิ้ลอยู่ในหมู่ไม้ป่าฉันใด ที่รักของดิฉันก็อยู่ในหมู่ชายหนุ่มฉันนั้น ดิฉันปรารถนาจะนั่งใต้ร่มเงาของเขา ผลของเขาช่างมีรสหวานสำหรับดิฉัน” (เพลงซาโลมอน 2 : 3) ดังนั้นนอกเหนือจากการสวดภาวนา ท่านยังทำพลีกรรมอย่างร้อนรนและหนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็นการอดอาหาร การเฆี่ยนตีตัวเอง และการสวมเข็มขัดตะขอ

การทำพลีกรรมที่ร้อนรนของท่านสร้างความเป็นห่วงแก่โยวันนาเป็นอันมาก เพราะการที่ท่านทำพลีกรรมอย่างเคร่งคัดมากพร้อม ๆ กับการถือระเบียบของอาศรมอย่างเถรตรงส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของท่าน เธอจึงพยายามปรามให้ท่านทำพลีกรรมแต่พอเหมาะกับวัยของท่าน โดยใช้อำนาจในฐานะ ‘คุณแม่อธิการ’ เข้ามาช่วย ซึ่งทำให้ท่านลำบากใจอยู่ไม่น้อย เพราะใจหนึ่งท่านก็ปรารถนาจะใช้ชีวิตในโลกนี้พลีกรรมร่วมกับองค์พระเยซูเจ้าด้วยความรัก แต่อีกใจหนึ่งท่านก็ปรารถนาจะนบนอบตามคำสั่งของคุณแม่อธิการ ซึ่งเป็นหนึ่งในศีลบนสามประการของผู้ถวายตน ความคิดเช่นนี้ทำให้ครั้งหนึ่งท่านถึงกับเป็นร้องไห้ออกมาด้วยความเป็นทุกข์ โดยเรื่องมีอยู่ว่าวันนี้ในระหว่างมื้ออาหารที่อาศรม โยวันนาที่เห็นท่านที่ยังเป็นเด็กน้อยไม่ยอมรับเนื้อสัตว์ เธอจึงได้ตัดสินใจบังคับให้ท่านรับเนื้อชิ้นเล็ก ๆ ที่เธอมอบให้ไปทาน แต่ท่านก็ปฏิเสธและได้โยนเนื้อนั้นทิ้งไป จนในเวลาต่อมาเมื่อท่านรำพึงได้ว่าการปฏิบัติเช่นนี้ ท่านได้ไม่นบนอบต่อคำสั่ง ท่านจึงเป็นทุกข์มากจนเริ่มร้องไห้ออกมาอย่างขมขื่น


ภายใต้ความคิดที่แบ่งออกเป็นสองฟาก ท่านเป็นทุกข์มากที่ไม่อาจจะทำพลีกรรมได้อย่างใจหวัง เพราะไม่เพียงแต่พี่สาวของท่านที่รู้ทันท่าน พวกบรรดาเพื่อน ๆ ในอาศรมของท่านก็ต่างรู้ทันท่านเช่นกัน ดังนั้นท่านจึงใคร่ครวญถึงทางออกของปัญหานี้ และที่สุดท่านก็พบท่านออกที่ดีที่สุดนั่นคือ ท่านคอยเปลี่ยนวิธีการทรมานตนเองอยู่บ่อย ๆ ไม่ให้มีแบบแผนเดิมให้คนอื่นจับได้ รวมถึงเสาะแสวงหาช่วงเวลาที่จะทำให้คนไม่รู้ว่าท่านกำลังทรมานตน นอกจากนี้ท่านยังแอบเอาเสื้อคลุมของเพื่อนในอารามคนหนึ่งมาสวมระหว่างทรมานตน เพื่อว่าเมื่อพี่สาวของท่านมาพบท่านในระหว่างทรมานตน จะได้จำเสียงเฆี่ยนตัวและเสื้อคลุมไม่ได้ 

และถึงแม้โยวันนาจะดูแลท่านเป็นพิเศษเช่นนี้ เธอก็ไม่ได้ลำเอียงที่จะเข้มงวดกับท่านในมิติความสัมพันธ์ระหว่างคุณแม่อธิการและผู้อยู่ในอารามเช่นที่เธอปฏิบัติกับคนอื่น ๆ เพราะในขณะที่เธอคอยสอดส่องว่าท่านปฏิบัติสิ่งใดจนเกิดตัวไป เธอก็คอยสอดส่องว่าท่านมีข้อบกพร่องตรงไหนที่จำเป็นต้องแก้ไขอย่างกวดขัน เช่นคราวหนึ่งท่านเผลอลืมเสื้อคลุมของตัวเองไว้ เธอก็ทำโทษท่านด้วยการให้งดรับศีลมหาสนิทอยู่ระยะหนึ่ง นอกจากนี้เธอยังแสดงให้เห็นว่า เธอไม่ได้ให้ความสำคัญกับท่านเกินกว่าสมาชิกคนอื่น ๆ ในอาศรม จนดูเหมือนให้ท้ายท่านมากกว่าคนอื่น ดังตัวอย่างที่เห็นได้ คือ เมื่อเธอได้ยินเสียงท่านต่อสู้กับปีศาจที่มารังควาน หรือเผชิญกับการทดลองอันหนักหน่วง เธอก็เลือกจะนิ่งเงียบและเพียงมอบหมายให้ท่านสวดให้ผู้อื่นเพิ่ม

ภาพจิตรกรรมนักบุญเกียราและบุญราศีโยวันนาจับชายผ้าคลุมแม่พระในรูปแบบพระมารดาแห่งความเมตตา
เหนือประตูวัดนักบุญอิลลูมินาตา เมืองมอนเตฟัลโก

วันเวลาล่วงผ่านไปจากเด็กหญิงตัวน้อยที่เดินเข้ามาอารามด้วยความปรารถนาจะติดตามเจ้าบ่าวที่รักในสวรรค์ ท่านก็ค่อย ๆ เติบใหญ่เป็นหญิงสาวผู้มีหน้าตาสะสวย เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา มีจิตเป็นสมาธิ ไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง มีจิตใจแน่วแน่ว่าตนยินดีจะรับทุกข์เวทนาจากนรกตลอดชีวิตบนโลกเสียดีกว่าสูญเสียพรหมจรรย์ที่รักษาไป ยินดีจะทำทุกสิ่งที่ได้รับมอบหมายด้วยความถ่อมใจ นบนอบต่อคำสั่งโดยไม่มีข้อกังขาหรือการบ่นอุบอิบ และปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายด้วยความเอาใจใส่และความตั้งจิตตั้งใจ ในเวลาเดียวกันก็เห็นอกเห็นใจคนรอบข้าง คอยสอดส่องสายตามองหาผู้คนรอบข้างที่ต้องการความช่วยเหลือ ลงมือช่วยเหลือพวกเขาให้หน้าที่นั้นสำเร็จไป โดยที่ไม่ละเลยที่จะทำหน้าที่ของตนเองให้ลุล่วงไปเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นห้องพัก ห้องครัว และห้องพยาบาล และแม้ในเวลาที่ล้มเจ็บลงและไม่มีกำลังพอจะทำงานหนักได้ ท่านก็ยังแสวงหาการช่วยเหลือเพื่อน ๆ นักพรตผ่านคำพูดแนะนำและคำพูดที่น่ารัก ครั้งหนึ่งพี่สาวของท่านได้สั่งให้เพื่อนร่วมอาศรมชื่อ อันดริโอลา ต้องทำพลีกรรมชดเชยข้อบกพร่องและบาปของเธอเพิ่ม เพราะเธอเป็นคนมีอารมณ์ร้อน และเพื่อไม่ให้เธอต้องบ่นอุบอิบรวมถึงมีแรงใจที่จะปฏิบัติด้วยความตั้งใจ โยวันนาจึงได้ให้ท่านที่ไม่ได้ทำผิดอะไรปฏิบัติร่วมกับเธอไปด้วย ท่านที่ทราบก็นบนอบและได้ทำกิจพลีกรรมพิเศษเพื่อการนี้ไปพร้อมกับอันดริโอลา

พร้อม ๆ กับการเติบโตของเกียรา อาศรมนักบุญเลโอนาร์โดก็เจริญขึ้นเป็นลำดับ ใน ค.ศ. 1278 เพื่อนของท่านชื่อ มารีนา ก็ได้สมัครเข้ามาสมทบในอาศรม ก่อนจะตามมาด้วยเพื่อน ๆ คนอื่น คือ ตอมมาซา เปาลา อิลลูมินาตา และอักเนส ส่งผลให้อาศรมเริ่มมีความคับแคบ โยวันนาจึงได้ปรึกษากับเพื่อนของเธอในเรื่องนี้ ที่สุดเพื่อรองรับจำนวนกระแสเรียกที่จะเกิดขึ้นมาเรื่อย ๆ โยวันนาจึงได้ตัดสินใจสร้างอาศรมแห่งใหม่ขึ้นบนเนินเขาซาน กาเตรีนา เดล บอตตัชโช และเช่นเดียวกับการก่อสร้างอาศรมหลังแรก ดามีอาโนผู้เป็นบิดาได้เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการนี้อย่างแข็งขัน แต่ขณะที่อาศรมหลังใหม่ซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีแบบแผนแบบอารามนักพรตยังไม่แล้วเสร็จดี บิดาของท่านก็มาด่วนเสียชีวิตลงไปเสียก่อน ทำให้อาศรมที่เคยได้รับการสนับสนุนทุนจากบิดาของท่านประสบปัญหาในการดำเนินต่อไปของอาศรม แต่สมาชิกทุกคนก็ต่างพร้อมใจที่จะอยู่ร่วมกันต่อไปในจิตตารมณ์ของการสวดภาวนาและการรับบริจาค ทำให้อาศรมยังสามารถประคองตัวเองต่อไปได้

ภาพจิตกรรมนักบุญเอลิซาเบธ แห่ง ฮังการี และนักบุญเกียรา
ในอารามคณะฟรังซิสกัน เมืองมอนเตฟัลโก แสดงถึงความเชื่อ
ว่าอาศรมนักบุญเลโอนาร์โดเป็นอารามคณะฟรังซิสกันขั้น 3

วิกฤติต่อมาที่อาศรมเผชิญ คือ ความกันดารอาหารครั้งใหญ่ในพื้นที่ ใน ค.ศ. 1283 ในภาวะเช่นนี้สมาชิกในอาศรมจำต้องออกมารับบริจาคอาหารจากผู้คนภายนอก ท่านในวัย 15 ปี ก็ได้มีโอกาสออกมารับบริจาคพร้อมกับเพื่อนในอาศรมถึงแปดครั้ง ก่อนที่ในเวลาต่อมาพี่สาวของท่านจะสั่งไม่ให้ท่านออกไปทำเช่นนั้นอีก ซึ่งท่านก็นบนอบ แม้ท่านจะชอบงานนี้เพราะเป็นโอกาสที่ท่านได้แสดงความถ่อมใจ ดังนั้นท่านจึงไม่ได้ออกไปจากอาศรมอีกเลยตราบสิ้นชีวิต (เข้าใจว่าเหตุที่โยวันนามีคำสั่งเช่นนี้ อาจเป็นเพราะท่านมักอยู่ในภาวะฌานบ่อย ๆ รวมถึงอาจมีที่มาจากหน้าตาที่สะสวยของท่านด้วย) นอกจากวิกฤติการขาดผู้สนับสนุนหลักและวิกฤติเรื่องอาหาร ดูเหมือนว่าในทศวรรษ 1280 เดียวกัน อาศรมยังต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญกับอาศรม นั่นคือการตั้งเป็นอารามนักพรตหญิงอย่างเป็นทางการ ภายใต้การสังกัดคณะนักบวชใดนักบวชหนึ่งในพระศาสนจักรอย่างถูกต้อง

ปัญหาใหญ่ที่เกริ่นนำมาข้างต้นนั้น คือ การบีบคั้นของอารามนักบวชเก่าแก่ภายในเมืองทั้งสามแห่ง คือ อารามคณะฟรังซิสกัน อารามคณะออกัสติน และอารามคณะเบเนดิกติน ที่พยายามให้อาศรมแห่งนี้ล้มเลิกไปเสียเพื่อลดจำนวนอารามที่อาศัยอยู่ด้วยการบริจาคทานภายในเมืองมอนเตฟัลโกลง ภายใต้ภาวะเช่นนี้โยวันนาในฐานะผู้นำกลุ่มสตรีก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ที่สุดเพื่อให้กลุ่มสตรียังคงสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างถูกต้องและมั่นคง ใน ค.ศ. 1290 เธอจึงได้ขอให้พระคุณเจ้าเยราร์โด ปีโกลอตตี แห่งคณะนักบุญโดมินิก พระสังฆราชแห่งสโปเลโตซึ่งดูแลมอนเตฟัลโกในเวลานั้นช่วยอนุญาตให้อาศรมแห่งนี้กลายเป็นอารามนักพรตที่ถูกต้องตามกฏหมายของพระศาสนจักร เป็นผลให้ในวันที่ 10 มิถุนายน ปีเดียวกัน พระคุณเจ้าปีโกลอตตีจึงมีจดหมายประกาศให้อาศรมนักบุญเลโอนาร์โดถือพระวินัยและสังกัดกับคณะออกัสติน ทำให้แต่นั้นชุมนุมของสตรีบนเนินเขาซาน กาเตรีนา เดล บอตตัชโช จึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของคณะออกัสตินในนาม ‘อารามแห่งไม้กางเขนและนักบุญกาเตรีนา แห่ง อเล็กซานเดรีย’ และมีคุณแม่อธิการิณีคนแรกอย่างเป็นทางการ คือ โยวันนา ผู้นำอาศรมตั้งแต่แรกตั้ง

อารามไม้กางเขนในปัจจุบัน

ในเวลาที่ทุกอย่างดูจะเข้าที่เข้าทางนี้เอง วันหนึ่งพระเยซูเจ้าก็ได้ประจักษ์มาหาท่านในรูปลักษณ์ของชายหนุ่มรูปงามสวมมงกุฏดอกไม้ พระองค์ทรงถอดมงกุฏนั้นจากพระเศียรของพระองค์และสวมที่ศีรษะของท่าน เพื่อเป็นเครื่องหมายว่าพระองค์ทรงรับท่านในวัย 23 ปี เป็นคู่ชีวิตของพระองค์ นิมิตนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรนอกเสียจากการรับรองความสัมพันธ์ระหว่างวิญญาณอันใสซื่อของท่านกับพระเจ้า แต่แท้จริงนิมิตนี้เป็นการเตรียมท่านให้พร้อมขึ้นไปอีกขั้นสำหรับ ‘หน้าที่’ ใหม่ ที่ท่านไม่คิดไม่ฝัน ว่าตนเองในฐานะภคินีธรรมดา ๆ อายุเพียงยี่สิบต้น ๆ จะต้องแบกรับ หน้าที่ใหม่นี้เกิดขึ้นเมื่อพี่สาวเพียงคนเดียวของท่าน ซึ่งรับหน้าที่คุณแม่อธิการอารามมาได้ปีเดียว เกิดล้มเจ็บลงและเสียชีวิตอย่างสงบในปลาย ค.ศ. 1291 เหตุการณ์นี้ยังความทุกข์ใจให้ท่านเป็นอันมาก แม้ท่านจะได้รับการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเหตุวิปโยคนี้โดยพระเยซูเจ้าก็ตาม แต่ท่านก็ไม่อาจหักห้ามความรู้สึกตามประสามนุษย์ที่เกิดจากความผูกพันระหว่างพี่น้อง ที่ไม่เพียงร่วมสายเลือดกัน แต่ยังร่วมในอุดมการณ์เดียวกัน คือ การติดตามพระเยซูเจ้าในฐานะเจ้าบ่าวแต่เพียงหนึ่งเดียว

แม้ก่อนหน้านี่ท่านจะต้องเผชิญกับการสูญเสียบิดา ก่อนจะตามมาด้วยมารดาที่ได้เข้ามาเป็นสมาชิกของอาศรมภายหลังการจากไปของสามี ท่านก็ไม่เคยหลั่งน้ำตาเสียใจ แต่ในเหตุการณ์สูญเสียพี่สาวเพียงคนเดียวครั้งนี้ ท่านร้องไห้อยู่สามวันและเฝ้าคิดตลอดว่า วิญญาณของพี่สาวคนนี้จะไปอยู่ ณ แห่งหนไหน จะเป็นสวรรค์หรือไฟชำระ จนล่วงเข้าเช้าวันที่สามของการจากลาในแดนเนรเทศ ท่านก็เห็นนิมิตปรากฏมีคบเพลิงขนาดเท่าคานขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของท่าน คบเพลิงนี้สว่างไสวด้วยแสงสว่างใสจากเปลวเพลิงที่ลุกอยู่ และไขวิญญาณของท่านให้ทราบว่า บัดนี้วิญญาณของโยวันนาได้บรรลุถึงเมืองสวรรค์แล้ว คำตอบที่ปรากฏขึ้นนี้ยังความสุขให้ท่านเป็นล้นพ้น จนหากท่านสามารถนำวิญญาณพี่สาวของท่านกลับมาในโลกนี้ได้ท่านก็จะไม่ทำ และในเวลาเดียวกันนั้นเองผ่านนิมิตนี้ ท่านยังได้รับพระพรในการหยั่งรู้สภาพวิญญาณคน การแยกแยะความดีและความชั่ว รวมถึงยังได้พบกับวิญญาณของโยวันนา ซึ่งได้ตอบคำถามของท่านที่ว่า “พี่โยวันาพี่ยังไม่ตายหรือ” ด้วยคำตอบว่า “นี่ไม่ใช่ความตาย แต่เป็นทางผ่านไปสู่ชีวิตของพี่จ๊ะ”

ภาพจิตรกรรมรูปนักบุญออกัสตินและนักบุญเกียรา

เมื่อคุณแม่อธิการคนแรกเสียชีวิตลง บรรดาซิสเตอร์ในอารามจึงได้มีการเลือกตั้งคุณแม่อธิการคนใหม่ โดยมีอุปสังฆราชเดินทางมาเป็นประธานในการเลือกตั้ง แต่ก่อนหน้านั้นท่านที่ทราบว่าพวกซิสเตอร์จะพากันเลือกท่านขึ้นเป็นคุณแม่อธิการสืบต่อจากพี่สาวโดยเอกฉันท์ ก็ได้ขอให้บรรดาซิสเตอร์ทั้งหลายได้โปรดให้ท่านทำหน้าที่เป็นคนรับใช้ภายในอาราม เพราะท่านรู้สึกว่าตนไม่ได้มีความสามารถพอที่จะรับตำแหน่งนี้ได้ แต่ซิสเตอร์ทุกคนก็ต่างยืนกรานให้ท่านน้อมรับตำแหน่งนี้ รวมถึงพวกเธอและฟรังเชสโก น้องชายของท่านที่บัดนี้เข้าเป็นภารดาคณะฟรังซิสกันก็ต่างช่วยกันไม่แจ้งต่อพระสังฆราชถึงความประสงค์ที่จะไม่ดำรงตำแหน่งนี้ของท่าน ทำให้ที่สุดเมื่อถึงวันเลือกตั้ง เมื่อผลออกมาว่าทุกคนในอารามได้เลือกท่านเป็นคุณแม่อธิการ ท่านจึงจำต้องยอมรับหน้าที่นี้ด้วยความนบนอบ แม้ภายในใจจะเต็มไปด้วยความกังวลว่าตนจะสามารถนำอารามหลังนี้ไปให้ตลอดรอดฝั่งได้อย่างไร แต่ด้วยความวางใจในพระเจ้า ท่านจึงก้าวข้ามข้อจำกัดของตนเองและเริ่มทำหน้าที่คุณแม่อธิการคนที่สองในทันที

ในฐานะคุณแม่อธิการอารามไม้กางเขน ท่านได้เป็นทั้งมารดา ครูและผู้คอยสอดส่องวิญญาณของบรรดาซิสเตอร์ภายในอารามด้วยความอุตสาหะ ความทุ่มเท ความอ่อนหวาน และความหนักแน่น ท่านได้วางระเบียบการใช้ชีวิตร่วมกันภายในอารามให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้นกว่าสมัยก่อน ท่านยังกำหนดให้ทุกคนมีหน้าที่ทำงานอย่างชัดเจน แต่ในเวลาเดียวกันก็ให้อิสระกับสมาชิกที่ปรารถนาจะใช้เวลาในการสวดภาวนามากขึ้นเช่นเดียวกัน ซิสเตอร์โยวันนา ลูกพี่ลูกน้องและเลขาณุการฝ่ายวิญญาณของท่านเล่าว่า “เกียราเอาใจใส่ดูแลบรรดาซิสเตอร์อย่างเข้มข้น เธอคอยแก้ไข ชี้สอน ดูแล เอาใจใส่ต่อความต้องการของพวกเขาอย่างถี่ถ้วน ตรวจดูเหตุการณ์และการกระทำของพวกเขาโดยไม่สนใจตัวเธอเองและละเลยการพักผ่อน …” นอกจากนี้ในสมัยช่วงต้นการปกครองของท่านนี้เอง ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1292 พระคุณเจ้าปีโกลอตตีก็ได้อนุญาตตามคำร้องขอของโยวันนา ผู้วายชนม์ว่าไม่ให้มีการสร้างวัด วัดน้อย อาราม หรืออารามนักพรตในระยะห่างจากอาราม 25 เปรติกา (75 เมตรโดยประมาณ) อีกด้วย


เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงตรงนี้ ผู้อ่านคงคิดว่าเวลานี้ชีวิตของท่านคงไม่มีอะไรพิเศษมากกว่านี้ แต่แท้จริงพระเจ้ามิได้ทรงเตรียมท่านเพียงเพื่อเป็น ‘เกลือดองแผ่นดิน’ ที่ดำเนินชีวิตซ่อนเร้นภายในอารามนักพรตต่อสู้กับกระแสของโลก แต่พระองค์ทรงปรารถนาใช้ท่านเป็น ‘ทางแห่งพระพร’ สำหรับมนุษย์ที่พระองค์ทรงรัก ไม่เพียงแต่ผู้อยู่รายล้อมท่านในรั้วอาราม แต่ยังรวมไปถึงผู้คนนอกรั้วอารามจำนวนมาก พระองค์จึงได้ทรงบันดาลให้มีเหตุอันน่าพิศวงเกิดกับท่านหลายต่อหลายครั้งในชีวิต เพื่อเตรียมท่านให้เป็นเครื่องมือที่พร้อมใช้ ในการชักนำผู้คนจำนวนมากนับตั้งแต่เวลาที่ท่านอยู่ ให้เข้ามาตักตวงน้ำทิพย์อันทรงชีวิต ซึ่งหลั่งไหลออกจากพุน้ำอันใสราวแก้วผลึกและบริสุทธิ์หรือตัวของท่าน ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงค่อย ๆ แปรสภาพวิญญาณธรรมดาดวงหนึ่งให้กลายเป็นดั่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ผู้คนจะมาได้มาพบความสว่าง ผ่านการที่ท่านตอบรับเสียงเรียกของพระองค์ ก้าวข้ามความกลัวต่อความไม่รู้ตามประสามนุษย์ และวางตัวเองไว้ในการทรงนำของพระเจ้าผู้มีไม่มีขอบเขต

คำอุปมาอุปไมยเช่นนี้ไม่ได้กล่าวขึ้นอย่างเลื่อนลอย แต่มีประจักษ์พยานคือนิมิตในคราวหนึ่งของท่านที่มีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งประมาณสัปดาห์ก่อนวันฉลองพระคริสตสมภพปีหนึ่ง ท่านก็มีอาการเข้าฌานอยู่เป็นระยะ ๆ ในช่วงเวลานี้เองท่านได้เห็นพระบุตรพระเจ้าทรงลงมาบังเกิดในโลกแทบจะตลอดเวลา จนล่วงถึงเที่ยงคืนของวันประสูติอาการเข้าฌานของท่านก็ยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้น ในสภาพวิญญาณเช่นนั้นท่านเห็นว่าเมื่อพระบุตรทรงบังเกิดมาแล้ว ก็ปรากฏถนนกว้างเท่าบ้านหลังโต สุกสว่างใสดุจดวงอาทิตย์ ทอดยาวจากพระเจ้าเข้ามาหาตัวท่านโดยไม่มีสิ่งใดกั้นขวาง ลำแสงอันน่าพิศวงนี้ทำให้ท่านต้องลุกยืนขึ้นและสัมผัสได้ถึงการเจิมฝ่ายในวิญญาณ ในนิมิตท่านพบว่าท่านกำลังยืนอยู่ท่ามกลางแสงสว่างของดวงอาทิตย์ แวดล้อมไปด้วยหมู่ทูตสวรรค์และนักบุญ ซึ่งท่านเห็นว่าต่างลอยลงมาจากองค์พระบิดาเจ้ามาหาท่าน และขึ้นจากท่านไปหาพระบิดาเจ้า พวกเขาต่างร้องเพลงด้วยความชื่นชมยินดีต่อพระกุมารผู้ทรงบังเกิด ท่านจึงได้เริ่มร้องเพลงตามพวกเขาอย่างเบา ๆ และโดยการเปิดเผยภายใน ท่านเข้าใจว่าบรรดานักบุญต่างได้ยินเพลงของท่านและเสียงร้องของท่านก็ดังก้องไปทุกหนทุกแห่ง ในเวลาเดียวกันนั้นเองภคินีหลายคนได้ยินเสียงท่านร้องเพลง แต่ไม่มีใครฟังออกว่าท่านร้องออกมาว่าอะไร



การเจิมเช่นนี้ไม่เพียงเกิดขึ้นแต่เพียงครั้งเดียว แต่ในหนึ่งปีภายหลังการจากไปของโยวันนาพระเจ้าก็ทรงเจิมท่านท่ามกลางพยานในอาราม ดุจเป็นหมายสำคัญว่าพระองค์มิทรงประสงค์ให้ท่านเป็นเพียงผู้ปกครองอารามหลังนี้แต่เพียงอย่างเดียว แต่ทรงประสงค์มากกว่านั้น ในคราวนั้นขณะท่านกำลังอยู่กับซิสเตอร์ในอารามที่บริเวณโถงทางเดินรอบสวนหย่อมของอาราม ท่านกำลังชักชวนให้ซิสเตอร์ทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะมุ่งสู่ความครบครัน ก็ปรากฏเสาสีแดงราวกับไฟ สุกสว่าง มีขนาดใหญ่เท่ามนุษย์แต่ไม่มีโครงร่างเป็นรูปร่างใดแน่ชัดลอยมาอยู่เบื้องหน้าของท่าน เสานี้ลอยขึ้นเหนือท่านเล็กน้อยแล้วจึงอันตรธานหายไป ทิ้งไว้แต่เพียงวิญญาณของท่านที่ได้รับการเจิม และความฉงนสนเท่ห์ของซิสเตอร์ที่อยู่ในที่นั้น เพราะในขณะที่ซิสเตอร์ที่อยู่กับท่านที่โถงทางเดินต่างเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้ พวกซิสเตอร์ที่อยู่ในอาคารก็เห็นเพียงแสงสว่างที่ปรากฏขึ้นมาเท่านั้น

และในทำนองเดียวกันการยืนยันว่าพระเจ้าทรงใช้ท่านเป็นทางนำพระพรของพระองค์มาสู่โลกก็ไม่เพียงเกิดขึ้นครั้งเดียว เพราะเมื่อท่านสิ้นใจลงอย่างสงบ องค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงประทานเครื่องหมายยืนยันถึงพันธกิจนี้ทรงมอบไว้ให้เจ้าสาวของพระองค์ ผ่านความฝันของชายคนหนึ่งชื่อ อันโตนีโอ เดล ฟู บีอาโย หรือที่รู้จักกันว่า โรมาโนเน ชาวเมืองมอนเตฟัลโกผู้ป่วยด้วยโรคร้ายมาได้ประมาณสี่สิบปีแล้ว และก่อนหน้านี้เมื่อได้ยินข่าวเกี่ยวกับอัศจรรย์ของท่านภายหลังการมรณกรรมได้สบประมาทเรื่องนี้ รวมถึงสวนกระกระแสฝูงชนที่ต่างมุ่งไปยังอารามไม้กางเขนเพื่อไปดูเหตุอัศจรรย์ ด้วยการมุ่งไปยังร้านขายเนื้อเพื่อซื้อเนื้อสัตว์ ก่อนพระเจ้าจะทรงทำงานในหัวใจของเขาระหว่างทาง ทำให้เขาสำนึกผิดและกลับใจที่ตนได้สบประมาทพระเจ้าและท่าน จึงตัดสินใจเดินทางไปชมอัศจรรย์นี้ที่อารามพร้อมชาวเมืองคนอื่น ๆ ก่อนที่คืนถัดมาเขาจะฝันเห็นอารามไม้กางเขน มีพุน้ำรสอร่อยและสวยงาม มีฝูงชนจำนวนมากเดินทางมายังที่นั่นเพราะความงามของพุน้ำนี้ และต่างพากันดื่มลิ้มชิมน้ำจากพุน้ำนี้กันถ้วนหน้า


“ทรงทำให้ข้าพเจ้าเป็นเสมือนลูกศรแหลมคม” (อิสยาห์ 49 : 2) ดูเหมือนว่าเพื่อเตรียมท่านให้พร้อมสำหรับพันธกิจอีกประการนี้เอง นอกจากการเจิมดุจเดียวกับที่ทรงเจิมผู้รับใช้ของพระองค์ในหนหลัง พระเจ้าทรงลับวิญญาณของท่านให้แหลมคมจนกลายเป็นลูกศรที่พร้อมใช้ในแล่งของพระองค์ ซึ่งพระองค์จะทรงยิงไปในเวลาใดก็ได้ โดยทรงอนุญาตให้วิญญาณของท่านได้ประสบกับ ‘คืนมืดของวิญญาณ’ หรือประสบการณ์ที่วิญญาณดูเหมือนจะถูกแยกจากพระเจ้า ที่กินระยะยาวนานถึง 11 ปี (ค.ศ. 1288 - ค.ศ. 1299) หรือนับตั้งแต่ที่ท่านยังเป็นสมาชิกธรรมดา ๆ ในอาศรมนักบุญเลโอนาร์โดเรื่อยมาจนถึงเวลาที่ท่านกลายเป็นคุณแม่อธิการิณีอารามไม้กางเขนในช่วงสิบปีแรก

โดยบทเรียนครั้งสำคัญนี้เริ่มในวันธรรมดา ๆ วันหนึ่ง เมื่อท่านกำลังนั่งสนทนากับเพื่อนร่วมอาศรมในประเด็นเกี่ยวกับพระมหาทรมานของพระคริสตเจ้าอยู่ภายในห้อง ท่านก็ได้เล่าสิ่งที่พระเจ้าทรงเปิดเผยแก่ท่านและเสริมให้เพื่อนผู้นั้นฟังว่า “สิ่งใดที่เธอวอนขอด้วยความรัก พระย่อมทรงประทานให้ในทันที และฉันเองก็มีประสบการณ์นี้อยู่บ่อย ๆ” ฝั่งคู่สนทนาก็ตอบกลับท่านว่า “ฉันรู้ดีว่าฉันไม่ใช่คนที่พระจะทรงตอบสนองความประสงค์ของฉัน” คำตอบที่ดูจะแสดงให้เห็นความน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้ ทำให้ท่านที่มักคิดว่าสิ่งที่ท่านประสบภายในวิญญาณเป็นเรื่องปกติทั่วไปต้องหยุดครุ่นคิด ด้วยคำถามซื่อ ๆ ในทำนองว่า ไฉนหนอสิ่งที่องค์พระเจ้าทรงทำกับตัวท่าน พระองค์ไม่ทรงทำกับคนอื่น ความคิดเช่นนี้เริ่มก่อมวลความทุกข์ขึ้นในภายในหัวใจของท่าน


เป็นเวลานั้นเองที่วิญญาณของท่านได้เข้าสู่คืนมืดอันแสนยาวนาน ในยามค่ำคืนอันยากเย็นของวิญญาณนี้เอง ท่านพบว่าภาพนิมิตต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นอย่างบ่อยครั้งลดความถี่ลง ท่านยังพบอีกว่าสันติภายในที่เคยมีอยู่ได้จางหายไป ปรากฏมีแต่การต่อสู้และความสับสนสงสัยอยู่ภายในแทน จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าท่ามกลางสภาพวิญญาณเช่นนี้ ท่านต้องเผชิญกับความทุกข์เป็นอันมาก แต่กระนั้นก็ตามท่านก็ไม่ได้แสดงออกไปให้ใครเห็น สิ่งไม่กี่สิ่งที่ท่านลงมือทำได้ในเวลาเช่นนี้ นอกจากการใช้ชีวิตประจำวันและรับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งต่อมาคือการเป็นคุณแม่อธิการิณี มีเพียงการเชื่อ การวางใจในพระเจ้า การอดทนด้วยความรัก และความร้อนรนที่จะติดตามองค์พระคริสตเจ้าอย่างแน่วแน่ ในทำนองเดียวกับโยบผู้ประสบกับการทดลองอันยาวนาน เราอาจเข้าใจความเชื่อของท่านเช่นนี้ผ่านคำกล่าวของท่านที่ว่า “ฉันวางใจและมั่นใจในพระคริสตเยซู ว่าพระหรรษทานของพระองค์จะปกป้องตัวฉันจากพวกหัวขโมยและผู้ร้าย ให้พวกมันไม่สามารถทำร้ายตัวฉันและพี่น้องของฉันได้”

เราอาจกล่าวได้ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้นิมิตในรัตติกาลของวิญญาณนี้เพื่อสอนท่านอย่างแท้จริง อาศัยนิมิตต่าง ๆ ท่านได้เรียนรู้จักโลกกว้างไปกว่าขอบเขตของอาราม ดังนั้นแม้ท่านจะดูเหมือนตัดสินใจหันหลังให้โลกตั้งแต่ 6 ปี รั้วของอารามก็ไม่ได้กีดกันให้ท่านเป็นคนอ่อนต่อโลก แต่เป็นภายในขอบเขตอันจำกัดนี้เองภาพนิมิตได้กลายมาเป็น ‘โรงเรียนแห่งชีวิต’ สำหรับท่าน ซึ่งทำให้ท่านเข้าใจโลกกว้างอย่างถ่องแท้ เช่นคืนหนึ่งในช่วงเวลานี้ ท่านได้พบว่าตัวท่านกลายเป็นเป้าของบุคคลสองคนที่ต่างมุ่งจะยิงท่านด้วยหน้าไม้ ผู้หนึ่งหมายจะยิงความชั่วช้าใส่ท่าน ในขณะที่อีกผู้หนึ่งหมายจะยิ่งความดีคุณธรรมใส่ท่าน ในสถานการณ์การปะทะกันระหว่างขั้วอำนาจเช่นนี้ ท่านรู้สึกประหวั่นใจเป็นยิ่งนัก จนต้องเบือนหน้าหนีจากฝั่งที่จะยิ่งความชั่วช้าใส่ แต่ในเวลานั้นเองพระเจ้าก็ทรงไขแสดงให้ท่านเข้าใจว่า มนุษย์ไม่อาจหนีพ้นจากการเผชิญหน้ากันระหว่างความดีและความชั่วได้ เพราะหากมนุษย์ไม่มองเห็นว่าอะไรคือความชั่ว และผินหน้ามาเผชิญกับความขัดแย้งของจิตใจเช่นนี้ มนุษย์ก็ไม่อาจบรรลุถึงความสว่างโดยสมบูรณ์ หรือสถานะที่วิญญาณกลับมาสู่สภาพอันพิสุทธิ์ใสดังเดิม


อีกคราวหนึ่งในช่วงพระคริสตสมภพ ค.ศ. 1293 ท่านล้มป่วยลงและเผชิญกับความมืดภายในวิญญาณในระดับวิกฤต ความคิดเรื่องสภาพอันน่าสมเพศของวิญญาณและความอกตัญญูต่อพระวนเวียนอยู่ภายในความคิดของท่าน สร้างความทุกข์ใจให้ท่านเป็นอันมากเพราะท่านคิดว่าเพราะสภาพเช่นนี้เอง ท่านจึงไม่รู้สึกถึงการประทับอยู่ของพระในหัวใจ ท่านเป็นทุกข์อยู่เช่นนี้จนถึงวันสมโภชพระคริสต์แสดงองค์ ค.ศ. 1294 ท่านจึงได้สารภาพกับบรรดาซิสเตอร์ภายในอารามทั้งหมดถึงความบกพร่องของตน ก่อนเข้าสู่ภาวะฌานเป็นเวลานานประมาณสองถึงสามสัปดาห์ ซึ่งในระหว่างนั้นเพื่อรักษาชีวิตของท่านต่อไป เนื่องจากท่านไม่สามารถรับอาหารใด ๆ ได้ พวกซิสเตอร์จึงคอยเอาน้ำตาลละลายน้ำมาป้อนท่านเป็นระยะ และในภาวะที่วิญญาณของท่านดูเหมือนจะหลุดลอยไปจากโลกนี้เอง ท่านได้ไปเห็นนรกที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานอย่างสิ้นหวัง เห็นสวรรค์ที่เต็มไปด้วยความชื่นชมยินดีของบรรดานักบุญ และได้เห็นความศักดิ์สิทธิ์โดยบริบูรณ์ของพระ รวมถึงความจริงเที่ยงแท้ที่วิญญาณจะต้องมีชีวิตอยู่ในพระเจ้า ก่อนท่านจะพบว่าตัวเองได้ไปอยู่หน้าบัลลังก์แห่งการพิพากษาของพระ และกลับสู่โลกเป็นปกติในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน พร้อมปณิธาณอันแน่วแน่ว่าแต่นี้ไปท่านจะไม่คิด ไม่ทำ และไม่พูดในสิ่งที่ขัดกับความจริงที่ท่านได้มองเห็นในนิมิตนี้อีก ท่านเผยเรื่องนี้ในเวลาต่อมากับซิสเตอร์บิอาโย แห่ง สโปเลโต ว่า “โดยพระหรรษทานของพระ ฉันจึงยังคงรักษาความซื่อสัตย์นี้ไว้ได้”

ปีเดียวกันกับที่ท่านได้เห็นนรกและสวรรค์ ซึ่งประวัติบางสำนวนของท่านอธิบายว่าเป็นจุดชี้ขาดวิญญาณของท่าน ยังเกิดเหตุการณ์พิศวงซึ่งเป็นเรื่องเล่าสำคัญในชีวิตของท่านอีกประการ และปรากฏหลักฐานเป็นจิตรกรรมปูนเปียกภายในวัดน้อยของอารามแห่งนี้นับตั้งแต่ ค.ศ. 1333 นั่นคือการที่พระเยซูเจ้าทรงตั้งไม้กางเขนในหัวใจของท่าน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันหนึ่งขณะท่านกำลังสวดภาวนา องค์พระเยซูเจ้าก็ประจักษ์มาหาท่าน ในรูปลักษณ์นักพเนจรหนุ่มผู้งดงามแต่ก็น่าสังเวชสงสารในเวลาเดียวกัน พระองค์ทรงอาภรณ์สีขาว มีไม้กางเขนที่ทรงถูกตรึงอยู่บนพระอังสา พระพักตร์เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากน้ำหนักของกางเขน พระวรกายก็เหนื่อยอ่อนเสียเต็มประดา ท่านเห็นเช่นนั้นท่านจึงรีบคุกเข่าลงหมายจะหยุดพระองค์พร้อมทูลพระองค์ในทำนองเดียวกับนักบุญเปโตรว่า “พระสวามีเจ้าข้า พระองค์กำลังจะเสด็จไปที่ใดเล่า”


พระเยซูเจ้าจึงตรัสตอบท่านว่า “เรากำลังเที่ยวมองหาสถานที่มั่นคงที่เราจะตั้งไม้กางเขนนี้อย่างมั่นคงไปทั่วโลก แต่เราก็ไม่พบเลย” ท่านที่ทราบความปรารถนาของพระองค์เช่นนี้จึงยื่นมือของท่านออกไป เป็นเครื่องหมายว่าพระเจ้าข้าเป็นลูกนี้เองที่จะช่วยพระองค์ พระเยซูเจ้าจึงตรัสบอกท่านว่า “เกียรา เราได้พบที่ตั้งกางเขนของเราที่นี่แล้ว เราได้พบคนที่เราจะตั้งไม้กางเขนของเราในที่สุด ถ้าลูกปรารถนาจะเป็นธิดารักของเรา ลูกต้องตายบนไม้กางเขน” เมื่อภาพนิมิตนี้จบลง ท่านมีความเชื่ออย่างหมดหัวใจว่าพระจะทรงทำกิจการอันน่าอัศจรรย์ในอารามแห่งนี้ และอีกเจ็ดปีต่อมาท่านได้เล่าเรื่องนี้ให้ซิสเตอร์โยวันนา ลูกพี่ลูกน้องฟังว่าเมื่อนิมิตนี้จบลง ร่างกายของท่านก็ปราฏความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่าง ด้วยไม้กางเขนที่องค์พระเยซูเจ้าทรงประทับไว้ในตัวของท่าน ตั้งแต่นั้นท่านรู้สึกได้เสมอว่ามีกางเขนตราสลักอยู่ภายในหัวใจของท่าน

ภายใต้ข้อจำกัดของอารามนักพรตเช่นนี้ พระเป็นเจ้าทรงเตรียมท่านไว้เพื่อกิจการใดต่อไปอีก ไฉนทรงต้องลับวิญญาณของท่านให้แหลมคมด้วยนิมิตและประสบการณ์คืนมืดแห่งวิญญาณที่ยาวนานนับสิบปี พันธกิจอีกประการที่พระเป็นเจ้าทรงเจิมท่านไว้ ดุจซามูเอลได้เจิมเด็กชายดาวิดให้เป็นผู้นำประชากรของพระองค์และเป็นต้นตระกูลที่พระองค์จะทรงนำพระพรลงมาจะเป็นอย่างไรต่อไป และในท้ายที่สุดเรื่องราวของท่านจะมาบรรจบกับเรื่องราวของชายผู้หนึ่งในเมืองสโปเลโตได้อย่างไร ติดตามเรื่องราวของนักบุญผู้เรืองนามแห่งเมืองมอนเตฟัลโกต่อใน  “‘เกียรา’ พุน้ำทิพย์ของพระเจ้า ตอนจบ” (คลิ้กที่ลิ้งค์นี้)

“ข้าแต่ท่านนักบุญเกียรา แห่ง มอนเตฟัลโก ช่วยวิงวอนเทอญ”

รายการอ้างอิง
https://it.m.wikipedia.org/wiki/Berengario_di_Saint-Affrique
https://en.wikipedia.org/wiki/Clare_of_Montefalcohttps://www.acistampa.com/story/6662/montefalco-tanti-giovani-per-santa-chiara-della-croce-6662
https://www.agostinianemontefalco.it/chiara/index.php/2-non-categorizzato/1-vita-di-s-chiara
https://www.treccani.it/enciclopedia/chiara-da-montefalco-santa_%28Dizionario-Biografico%29/?_x_tr_hist=true
https://www.treccani.it/enciclopedia/bentivenga-da-gubbio_%28Dizionario-Biografico%29/?_x_tr_hist=true
http://www.cassiciaco.it/navigazione/monachesimo/agiografia/santi/chiara.html
https://www.interris.it/la-voce-degli-ultimi/passione-nozze-mistiche-santa-chiara-della-croce/
http://www.keytoumbria.com/Montefalco/St_Clare_of_Montefalco.html

วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2566

คือรัก ศรัทธา และวางใจ 'ยานนา' ตอนจบ

นักบุญยานนา เบเร็ตตา โมลลา
St. Gianna Beretta Molla
องค์อุปถัมภ์: มารดา, แพทย์, เด็กที่ยังไม่เกิด
วันฉลอง: 28 เมษายน

ที่ฝั่งตรงข้ามคลีนิคของท่านเป็นที่ตั้งบ้านของครอบครัวโมลลา บ้านหลังนี้มีบุตรชายคนหนึ่งชื่อ ‘เปียโตร’ เขาเป็นวิศวกรและหัวหน้างานฝ่ายเทคนิคที่โรงงานไม้ขีดไฟตราซาฟฟา ซึ่งตั้งอยู่ในย่านปอนเต นูโอโว ในเมืองมาเจนตา รวมถึงเป็นคริสตังใจศรัทธาที่ช่วยงานวัดและเป็นสมาชิกกลุ่มกิจการคริสตัง เปียโตรจึงมีโอกาสได้พบท่านอยู่บ่อยครั้งอย่างผิวเผิน และทีละนิดเขาก็เริ่มรู้สึกประทับใจในตัวท่าน จนตระหนักได้ว่าเขารู้สึกจะชอบท่านไปเสียแล้ว แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่มีจังหวะจะได้สานสัมพันธ์หรือทำความรู้จักกับท่านอย่างจริงจังเสียที ซึ่งอาจเป็นเพราะนิสัยของเปียโตรที่เป็นคนขี้อายต่างจากท่าน กระทั่งวันหนึ่งพระเจ้าซึ่งประสงค์ให้สองหนุ่มสาวได้สานสัมพันธ์กัน ก็ได้ทรงชักนำทั้งสองให้มาเริ่มรู้จักกันอย่างจริงจัง เมื่อคุณพ่อลีโน การาวัจเลีย ซึ่งมีพื้นเพเดิมเป็นคนเมืองเมเซโรได้เชิญทั้งท่านและเปียโตร ที่เป็นคนบ้านเดียวกันมาร่วมมิสซาแรกของคุณพ่อในวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1954 สองหนุ่มสาวจึงได้เริ่มสานสัมพันธ์กันอย่างจริงจัง

จากจุดเริ่มต้นวันนั้นทั้งท่านและเปียโตรจึงเริ่มไปหาสู่กันบ่อยมากขึ้น ทั้งสองต่าง ๆ ค่อยกลายมาเป็น ‘คนสำคัญ’ ของกันและกัน สองหนุ่มสาวต่างเล่าถึงความคาดหวังและความฝันของแต่ละคนให้กันฟัง ก่อนจะพบว่าต่างฝ่ายต่างมีความเหมือนกันในหลายเรื่อง ๆ และมีความสุขที่ได้อยู่กับอีกฝ่าย จนไม่กี่เดือนต่อมาเปียโตรก็รวบรวมความกล้าขอท่านคบเป็นแฟนในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1955 ท่านเองรู้สึกไม่ต่างกันจึงได้ตอบตกลง รุ่งขึ้นท่านได้เขียนจดหมายฉบับแรกถึงเปียโตร ซึ่งในเวลาต่อมาเขาเล่าอย่างมีความสุขในสารคดีชีวประวัติของท่านชื่อ ‘Love is a Choice’ (2010) ว่าในจดหมายฉบับแรกที่ท่านเขียนถึงเขา ท่านถามเขาว่าเขาหวังอะไรจากท่าน เพื่อท่านจะได้ทำให้เขามีความสุข ฝั่งเปียโตรที่พบความตรงไปตรงมาเช่นนี้ก็คิดในใจว่า ผู้หญิงแบบนี้ที่เขาปรารถนาจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วย เขาจึงเขียนถามกลับไปเช่นกันว่า ท่านหวังอะไรจากเขา เพื่อเขาจะได้ทำให้ท่านมีความสุขเช่นเดียวกัน เรายังทราบอีกว่าในจดหมายฉบับดังกล่าวซึ่งลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่ท่านขึ้นต้นว่า ‘เปียโตรที่รัก’ ท่านยังได้เขียนตอนท้ายจดหมายว่า “ตอนนี้ฉันมีเธอแล้ว ผู้ที่ฉันรักไปเสียแล้วและปรารถนาที่จะมอบชีวิตเพื่อสร้างครอบครัวคริสตังแท้ ขอจบแต่เพียงเท่านี้ก่อนนะ เปียโตรที่รัก ขออภัยที่ต้องถือวิสาสะเขียนด้วยความสนิทสนมเช่นนี้ แต่ฉันก็เป็นแบบนี้ แล้วพบกันใหม่”


หลังจากนั้นทั้งสองจึงได้ใช้เวลาต่อมาเพื่อเตรียมตัวสำหรับชีวิตใหม่ด้วยความสุขผ่านทั้งการพบปะและเขียนจดหมายอยู่เรื่อย ๆ แม้ว่าในบางเวลาด้วยภาระงานจะทำให้ทั้งคู่ต้องห่างกันบ้าง (ดูเหมือนว่าท่านจะรุกแรงกว่าเปียโตรเสียด้วย) เปียโตรเขียนในบันทึกของตนเองลงวันที่ 7 มีนาคม ปีนั้นว่า “ยิ่งผมได้รู้จักยานนา ผมก็ยิ่งมั่นใจว่าพระเจ้าไม่สามารถประทานของขวัญที่ยิ่งใหญ่ชิ้นใดได้มากกว่าความรักและมิตรภาพของเธอ” และท่านเองก็รู้สึกไม่ต่างไปจากเขา ดังเห็นได้จากตัวอย่างข้อความของจดหมายลงวันที่ 10 มิถุนายน ปีเดียวกัน ซึ่งท่านเขียนหลังพิธีหมั้นอย่างเป็นทางการว่า “ฉันรักเธอมาก เปียโตร และเธอก็อยู่กับฉันเสมอ เริ่มตั้งแต่เช้าในระหว่างพิธีมิสซา ณ เบื้องหน้าพระแท่น ฉันได้ยกถวายภาระงานของเธอ ความสุขของเธอ ความทุกข์ยากของเธอพร้อมกับของฉัน แล้วถวายอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกตลอดวันจนถึงเย็น” ท่านและเปียโตรได้จัดพิธีฉลองการหมั้นในวันจันทร์หลังอาทิตย์ปัสกาที่ 11 เมษายน ในปีเดียวกัน ที่วัดน้อยของภคินีคณะกันนอสเซียน เมืองมาเจนตา โดยมีคุณพ่อยูเซปเป พี่ชายอีกคนของท่านที่บวชเป็นพระสงฆ์เป็นประธานในพิธีมิสซาในวาระดังกล่าว

หลังจากนั้นอนาคตคู่บ่าวสาวก็ต่างสาละวนในการเตรียมงานแต่งงานที่กำลังจะเกิดขึ้น ทั้งสองต่างช่วยกันเลือกของที่จะใช้ในงานแต่ง เครื่องเรือนสำหรับบ้านหลังใหม่ที่ย่านปอนเต นูโอโว ซึ่งเป็นสวัสดิการจากบริษัทของเปียโตร และวางแผนครอบครัวใหม่ที่ทั้งสองกำลังจะร่วมกันสร้างในอนาคต ช่วงเวลานี้เป็นอีกหนึ่งช่วงชีวิตที่ท่านมีความสุขจนอดยิ้มไม่ได้อยู่ตลอด ท่านโมทนาคุณและทูลขอต่อพระเจ้าให้ทรงอวยพรชีวิตก้าวต่อไปของท่านอยู่ตลอด ท่านเตรียมชุดแต่งงานของท่านด้วยวัสดุที่ดีที่สุดและสวยงามที่สุดเท่าที่จะหาได้ เพราะท่านปรารถนาจะนำมันมาตัดเป็นเสื้อกาสุลาให้บุตรชายสักคนที่ได้บวชเป็นพระสงฆ์ ดังที่ท่านเล่าให้วีร์ยีเนียฟังว่า “น้องรู้ไหม ที่พี่อยากเลือกวัสดุที่สวยที่สุด เพราะพี่อยากจะใช้มันตัดเป็นกาสุลาให้ลูกชายสักคนของพี่ใช้ในมิสซาแรกไงละ” และก่อนจะถึงวันพิธีสามวัน ท่านก็ได้ทำตรีวารเป็นสามวันเพื่อเตรียมจิตใจด้วยการไปมิสซาและรับศีลที่วัดแม่พระผู้แนะนำ ปอนเต นูโอโว ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านหลังใหม่ของท่าน โดยได้ยกถวายเปียโตร ชายผู้เป็นสามีในอนาคตไว้ในความดูแลของพระเจ้าด้วย

สองบ่าวสาวในงานเลี้ยงฉลองแต่งงาน

ในคืนก่อนพิธีจะเริ่ม เปียโตรได้มอบนาฬิกาเรือนทองและสร้อยไข่มุกให้ท่านพร้อมข้อความบอกรักว่า “ยานนา ขอให้ของเหล่านี้เป็นมงกุฏแทนความงามและคุณธรรมอันน่ามหัศจรรย์และสุกใสในวันแต่งงานของสองเรา ขอให้นาฬิกาเรือนนี้เป็นสัญลักษณ์ถึงช่วงเวลาแห่งรักและสันติในชีวิตของสองเรา และขอให้สร้อยมุกนี้เป็นเครื่องหมายถึงแสงสว่างอันงดงามแห่งรักของสองเรา ขอมอบทั้งสองสิ่งนี้ให้เธอ จากคุณแม่ของเธอและฉัน และจากเปียโตรของเธอ ด้วยรัก” และรุ่งขึ้นในวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 1955 เปียโตรในวัย 43 ปี และท่านในวัย 33 ปี จึงได้จูงมือกันเข้าประตูวิวาห์ ณ มหาวิหารนักบุญมาร์ติโน เมืองมาเจนตา ซึ่งเป็นมหาวิหารหลังเดียวกันกับที่ท่านได้รับศีลล้างบาป โดยมีผู้ส่งตัวคือคุณหมอแฟร์ดินันโด พี่ชายของท่านเป็นผู้ส่งตัวเจ้าสาวซึ่งสวมชุดยาวสีขาวตัดจากผ้าซาติน ไปตามทางที่ประดับด้วยดอกคาร์เนชั่นสีชมพูและขาวเป็นหลัก และมีคุณพ่อยูเซปเป พี่ชายของท่านเป็นประธานในพิธีมิสซา

หลังพิธีแต่งงานเสร็จสิ้น สองสามีภรรยาใหม่ก็ได้ใช้เวลาไปดื่มน้ำผึงพระจันทร์ทั้งในกรุงโรม ทั่วอิตาลี และทั่วยุโรป เปียโตรได้เขียนเล่าในจดหมายส่งถึงคนรู้จัก ภายหลังพิธีแต่งงานไม่นานว่า “คุณธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของเธอ ความดีและความรักที่แสนอ่อนโยนของยานนา ความห่วงใยของเธอทั้งหมด ทำให้ผมเปี่ยมไปด้วยความสุขและสันติสมดังที่ผมทูลขอต่อองค์พระเยซูเจ้าในวันแต่งงาน พร้อมด้วยยานนาผมมั่นใจเราจะสามารถสร้างครอบครัวคริสตังแท้ ที่เธอรู้วิธีที่จะชักนำพระหรรษทานอันงดงามจากสวรรค์มาใช้ได้… พวกเราได้เริ่มเดินแล้วและจะก้าวต่อไปด้วยความมานะอดทนผ่านการสวดสายประคำประจำวัน ขอพระมารดาผู้สถิตในสวรรค์ทรงเฝ้าทอดพระเนตรมายังเราและประทานพระหรรษทานชุบชูใจจากเทวดาตัวน้อย ๆ ด้วยเถิด” (หมายถึงการมีบุตรธิดาที่มีความสุขและสุชภาพแข็งแรงที่ทั้งสองตั้งใจอยากจะมี) และภายหลังจากการเดินทางท่องเที่ยวด้วยความหวานชื่น สองสามีภรรยาจึงย้ายไปอยู่ในบ้านหลังใหม่ที่เตรียมไว้ที่ย่านปอนเต นูโอโว


ที่บ้านหลังใหม่สองสามีภรรยาต่างใช้ชีวิตด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน ทั้งคู่ต่างรู้ว่าแต่ละฝ่ายคือคนที่ตนเองเฝ้ารอ แต่ในเวลาเดียวกันทั้งสองก็ตระหนักว่าตนเองจะไม่คู่ควรกับอีกฝ่าย ทั้งสองจึงมอบถวายทุกสิ่งไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ในเวลาเดียวกันกับที่ตนเองพยายามอย่างสุดกำลังที่จะทำให้อีกฝ่ายมีความสุข ท่านเคยเขียนบอกกับเปียโตรว่า “เธอคือคนที่ฉันเฝ้าฝันถึง แต่ฉันก็มักถามกับตัวเองอยู่บ่อยครั้งว่า ‘ฉันเหมาะสมกับเธอไหมนะ’ แต่แน่อยู่แล้ว ฉันเหมาะสมกับเธอ เพราะฉันปรารถนาอย่างยิ่งที่จะทำให้เธอมีความสุข แต่ฉันก็กลัวว่าจะทำเช่นนั้นไม่ได้ เมื่อเป็นฉะนี้ ฉันจึงได้ทูลต่อพระเจ้าว่า ‘ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงทอดพระเนตรเห็นถึงความปรารถนาและความตั้งใจดีของลูก โปรดช่วยเสริมสิ่งที่ขาดตกไปด้วยเถิด’” ในขณะที่เปียโตรก็เคยเขียนบอกท่านว่า “ฉันรู้สึกอยู่เสมอว่าเธอคือคู่ชีวิตที่มีค่าที่ฉันเฝ้าหวัง และมารดาแบบที่ไม่มีใครเหมือนของบรรดาเด็ก ๆ ที่พระเจ้าจะทรงประทานให้กับสองเรา ฉันจึงสวดขอให้พระเจ้าทรงบันดาลให้ฉันควรคู่กับเธออยู่เสมอ” ทั้งสองยังตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ของตนเอง และยินยอมที่จะให้อีกฝ่ายช่วยตักเตือนเพื่อให้ชีวิตคู่ของทั้งสองเป็นพระพร รวมถึงสนับสนุนซึ่งกันและกัน ดังที่ท่านเขียนถึงเปียโตรว่า “ยอดรักฉันขอเธอสักเรื่องได้ไหม แต่นี้ต่อไป เปียโตร ถ้าเธอเห็นฉันทำอะไรที่บกพร่อง ช่วยบอกที โอเคไหม ฉันจะรู้สึกขอบคุณเธอเสมอในทุกครั้งที่เธอทำเช่นนี้” ฝั่งเปียโตรก็ได้เขียนตอบตอนหนึ่งว่า “ฉันมั่นใจว่าไม่มีเหตุใดที่ฉันจะต้องช่วยแก้ไขให้เธอเลย สำหรับคำถามของเธอ ฉันขอตอบด้วยคำขอเดียวกันในส่วนของฉัน” เหตุฉะนี้ครอบครัวของท่านและเปียโตรจึงเปี่ยมไปด้วยความสุข

ท่านยังคงตื่นเช้าในแต่ละวันเพื่อไปร่วมมิสซาเช้าและสวดภาวนาที่วัดแม่พระผู้แนะนำ ปอนเต นูโอโว ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านหลังใหม่ของท่าน และปฏิบัติหน้าที่ของหมอ ภรรยา และสมาชิกกลุ่มกิจการคริสตังที่ดี นอกจากนี้ตั้งแต่ ค.ศ. 1956 เป็นต้นมาท่านยังได้สละเวลาไปเป็นหัวหน้าศูนย์ให้คำปรึกษามารดาและหัวหน้าสถานรับเลี้ยงเด็กขององค์กรมารดาและบุตรแห่งชาติ (ONMI) และคอยไปเป็นอาสาสมัครแพทย์ตามโรงเรียนประถมศึกษาและสถานรับเลี้ยงเด็กของรัฐด้วยความขยันขันแข็งอีกด้วย แม้จะภาระความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นมาก ภาระเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้ท่านสูญเสียสันติและความร่าเริงอย่างที่ท่านมีมาตลอด วิญญาณของท่านยังคงรู้วิธีที่จะแผ่รังสีแห่งความสุขไปยังผู้คนรอบข้างอยู่ตลอด ท่านยังคอยเขียนจดหมายถึงบรรดาพี่น้องเบเร็ตตาที่แยกย้ายกันไปอยู่คนละที่ และเป็นเพื่อนบ้านที่ดีให้บ้านข้างเคียง


ภายหลังแต่งงานท่านมีความปรารถนาที่จะเป็นมารดาที่มีลูกหลาย ๆ คน เช่นเดียวกันเปียโตรเองก็มีความปรารถนาที่จะบิดาของลูกเช่นกัน ดังที่เขาเขียนในจดหมายในช่วงระหว่างฮันนีมูน และเพียงให้หลังหนึ่งปีที่ทั้งสองอยู่กินกันมา พระเจ้าก็ทรงบันดาลให้ ‘เทวดาน้อย ๆ’ ได้เข้ามาเป็นสมาชิกของครอบครัว เริ่มจาก ด.ช. ปีแอร์ลุยจี เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1956 ก่อนตามมาด้วย ด.ญ. มารีอา ซีตา (มารีโอลีนา) เกิดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 1957 และ ด.ญ. เลารา เกิดเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 1959 สมาชิกใหม่ของครอบครัวโมลลาทั้งสามคนต่างเกิดมาอย่างปลอดภัย ที่บ้านของครอบครัวในย่านปอนเต นูโอโว และต่างได้รับศีลล้างบาปในอีกไม่กี่วันหลังจากเกิด โดยคุณพ่อยูเซปเป ผู้มีศักดิ์เป็นคุณลุง นอกจากนี้ในทุกครั้งที่ท่านได้รับต้อนรับสมาชิกใหม่เข้ามา เพื่อโมทนาคุณพระเจ้าท่านยังได้นำเงินเก็บส่วนตัวจำนวนเท่าเงินเดือนของคนงานจำนวนหกเดือนไปบริจาคให้กับกิจการแพร่ธรรมอีกด้วย

ไม่กี่สัปดาห์ก่อนเข้าพิธีวิวาห์ท่านเขียนถึงเปียโตรว่า “อาศัยความช่วยเหลือและคำอวยพรของพระเจ้า เราจะพยายามอย่างสุดกำลังในการสร้างครอบครัวใหม่ของเราให้เป็นห้องชั้นบนน้อย ๆ ที่องค์พระเยซูเจ้าจะทรงปกครองความรัก ความปรารถนา และกิจการทั้งมวลของเรา… อีกไม่กี่วันแล้วและฉันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสั่นสะท้านเมื่อนึกถึงเวลาที่ใกล้เข้ามาและเวลาที่จะได้รับ ‘ศีลแห่งความรัก’ สองเราจะกลายเป็นผู้ร่วมมือกับพระเจ้าในการเนรมิตสร้างของพระองค์ และดังนั้นเองเราจะสามารถยกถวายลูก ๆ แด่พระองค์ด้วยความรักให้รับใช้พระองค์ได้” และเปียโตรเองก็ปรารถนาเช่นเดียวกันดังที่เขาเขียนถึงท่านครั้งหนึ่งว่า “‘โปรดทรงทำให้ความรักของเราเติบโต หวานละมุน บริสุทธิ์ยิ่ง ๆ ขึ้น โปรดบันดาลให้ลูกคู่ควรกับเธอ และขอให้ครอบครัวของพวกลูกได้รับพรจากสวรรค์ โปรดบันดาลให้พวกลูกและลูก ๆ นั้นศักดิ์สิทธิ์’ นี่คือคำภาวนาของฉันถึงพระเยซูเจ้าในทันที่ที่พระองค์เข้ามาประทับในดวงใจของฉัน ซึ่งในเวลาเดียวกันฉันก็มีความสุขเพราะการระลึกถึงของเธอในยามที่เธอทูลสิ่งต่าง ๆ กับองค์พระเยซูเจ้า” จากข้อความจากจดหมายของทั้งสองได้แสดงเห็นว่าทั้งสองต่างมีความตั้งใจที่จะเลี้ยงดูบุตรธิดาของทั้งสองให้อยู่ในหนทางอันศักดิ์สิทธิ์ ภายใต้การช่วยเหลือคุ้มครองของพระเจ้า

 

ในส่วนของท่าน ท่านปรารถนาจะให้ลูก ๆ ทุกคนได้เติบโตขึ้นมาในบรรยากาศแบบที่บิดามารดาของท่านมอบให้ท่าน ท่านเขียนอธิบายภาพลักษณ์ของมารดาที่ท่านอยากจะเป็นว่า “เธอไม่เคยจินตนการว่าเธอจะตีลูก เราต้องสามารถที่จะสอนพวกเขาด้วยการจูงใจ และเหนือกว่าคำสอนไหน เราต้องสอนตั้งแต่แรกว่าทุกสิ่งล้วนเป็นของขวัญจากพระเจ้า ซึ่งสมควรจะได้รับการเคารพในฐานะของประทาน” ดังนั้นนอกจากเลี้ยงดูให้เติบโตฝ่ายกาย ท่านยังเลี้ยงดูบุตรธิดาทั้งสามให้เติบโตในฝ่ายจิตตั้งแต่พวกเขายังเล็ก ๆ ท่านจะสวดภาวนาร่วมกับพวกเขาทุกเย็นและเล่าถึงความรักของพระเยซูเจ้าให้พวกเขาฟัง ในเวลาเดียวกันท่านก็จะชวนให้พวกเขาคิดทบทวนว่าแต่ละคนทำอะไรมาบ้างตลอดทั้งวัน และชวนคุยว่ามีเหตุการณ์ใดที่ทำให้พระเยซูเจ้าทรงขัดเคืองพระทัย รวมถึงเพราะเหตุผลอะไร

การเติบโตของครอบครัวอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 4 ปี ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่งผลโดยตรงทั้งต่อท่านและเปียโตร ทั้งท่านและเขาต่างเผชิญกับความเครียดระลอกใหญ่จากทั้งภาระงานและหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นตามขนาดของครอบครัว โดยเฉพาะเปียโตรที่เป็นหัวหน้าครอบครัว เมื่อนานวันเข้าเมื่อเขาต้องเผชิญทั้งภาระงานที่มากขึ้นตามตำแหน่งและความรับผิดชอบเรื่องครอบครัวที่ขยายขึ้นจากสองเป็นห้าก็ทำให้หลายครั้งเขาต้องหลบไปอยู่บนภูเขาตามลำพัง เพื่อหนีจากภาระความรับผิดชอบในแต่ละวัน ท่านเองในฐานะภรรยาก็เข้าใจชายผู้เป็นสามีดี และยอมที่จะให้เปียโตรได้ใช้เวลาอยู่คนเดียวตามที่เขาปรารถนา แม้ท่านจะเศร้าใจไม่น้อยในวันที่เปียโตรจะทำเช่นนั้น แต่ท่านก็ตั้งใจที่จะไม่รบกวนเขาด้วยเรื่องที่บ้านตลอดช่วงที่เขาไม่อยู่บ้านด้วยปัจจัยต่าง ๆ (ทั้งการไปพักผ่อนและการไปทำงานต่างถิ่น) ท่านยืนหยัดในการเลี้ยงดูบุตรธิดาด้วยความเข้มแข็ง แต่เมื่อต้องเผชิญกับความเครียดจากการเลี้ยงดูบุตรธิดาทั้งสามมากเข้า ในบางคราวท่านก็รู้สึกท้อและเหน็ดเหนื่อย ท่านก็ได้เขียนระบายความรู้สึกผ่านจดหมายไปถึงเขาใจความว่าท่านเฝ้ารอการกลับมาของเขาอย่างตื่นเต้นเสมอ ท่านคิดถึงอ้อมกอดที่แสนจะอบอุ่นของเขา และความเข้มแข็งรวมถึงแรงผลักดันเมื่อเขาอยู่ด้วย พร้อมถึงเล่าความเป็นไปของลูก ๆ ใน่ชวงที่เขาไม่อยู่ ผู้เขียนชีวประวัติของท่านคนหนึ่งได้อธิบายความรักของท่านต่อเปียโตรว่า ท่านไม่เพียงเชื่อว่าเปียโตรรักท่านอย่างอ่อนโยน แต่ยังเป็นผู้ที่เข้าใจตัวท่านและทำให้ท่านสมบูรณ์ในการเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ความรักของท่านต่อเปียโตรจึงไม่เคยลดลง ตรงข้ามกลับเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ

บ้านของท่านที่ปอนเต นูโอโว 
ปัจจุบันถูกปล่อยร้างและกำลังเตรียมจะบูรณะอย่างเป็นทางการ

แม้จะต้องเผชิญกับความเครียดครั้งใหญ่เหล่านี้ นอกจากความรักต่อชายผู้เป็นสามีจะไม่ลดลงแล้ว ท่านยังสามารถจัดการกับความรับผิดชอบในหน้าที่ต่าง ๆ ของท่านได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะในฐานะภรรยา มารดา และคุณหมอ ท่านสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความร้อนรน จนหลายคนที่รู้จักท่านต่างอดประหลาดใจไม่ได้ที่เห็นท่านสามารถหาเวลาให้กับทุกสิ่งรวมถึงทุกคนในชีวิต เราอาจกล่าวได้ว่าชีวิตของท่านในช่วงเวลานี้ไม่มีเวลาไหนที่ท่านว่างเลย (และอาจเป็นเพราะแบบนี้ เมื่อท่านเห็นถนนโล่งท่านจึงไม่รีรอที่จะเหยียบคันเร่งรถเฟียต 500 คู่ใจ ตามที่ปีแอร์ลุยจี บุตรชายคนโตจำได้) และนอกจากจะจัดการภาระงานต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยมในบ้านแล้ว ท่านผู้เป็นแม่ครัวฝีมือฉมังก็ยังคงชอบชวนเพื่อนบ้าน มิตรสหาย และคนในครอบครัวทำกิจกรรมในวันหยุดสุดสัปดาห์ และบางคราวท่านกับสามีก็มองหาเวลาไปเติมความหวานด้วยการไปฟังคอนเสิร์ตดนตรี หรือชมละครโอเปราสักเรื่องที่ตัวเมืองมิลาน และในบางโอกาสหากท่านสามารถปลีกตัวจากภาระต่าง ๆ ได้ท่านก็จะติดตามเปียโตรไปทำธุระต่างเมืองร่วมกับเขา แต่ถ้าหากไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ทั้งสองก็จะคอยติดต่อกันผ่านจดหมายเสมอ

วันเวลาล่วงผ่านมาถึง 6 ปี ที่ท่านและเปียโตรเริ่มสร้างครอบครัวคริสตังแท้ด้วยกันมา พระเจ้าก็ทรงนำความยินดีมาสู่ครอบครัวเล็ก ๆ นี้อีกครั้ง เมื่อท่านเริ่มตั้งครรภ์สมาชิกคนที่ 6 ของครอบครัว แต่ในท่ามกลางความยินดีอีกครั้งต่อการมาของเทวดาน้อย ๆ คนที่ 4 ของบ้านนั้น บททดสอบครั้งใหญ่ก็ได้มาถึงท่านและครอบครัวอีกครั้ง เมื่อถึงปลายเดือนที่สองของการตั้งครรภ์ซึ่งตรงกับเดือนกันยายน ค.ศ. 1961 ท่านก็ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าท่านที่มีอาการเจ็บท้องหนักมีเนื้องอกขนาดใหญ่อยู่ที่บริเวณมดลูก ซึ่งโดยปกติแล้วอาการดังกล่าวไม่เป็นอันตรายต่อการตั้งครรภ์ แต่ในกรณีของท่านเนื่องจากขนาดที่ใหญ่ของมันทำให้มีผลโดยตรงต่อเด็กทารกในครรภ์ กล่าวคืออาจกดทับมดลูกจนทำให้ท่านแท้ง หรืออาจทำให้ทารกในครรภ์มีพัฒนาการช้ากว่าเด็กปกติ ไม่เพียงเท่านั้นด้วยขนาดของเนื้องอกยังอาจส่งผลให้ท่านคลอดก่อนกำหนด รวมถึงทำให้ท่านมีการปวดเพิ่มมากขึ้น และเสี่ยงต่อการติดเชื้อในอนาคต


แม้ท่านจะให้กำเนิดบุตรธิดามาสามคนอย่างปลอดภัย แต่เมื่อย้อนกลับไปที่การตั้งครรภ์ครั้งแรกของท่านจะพบว่าท่านมีภาวะแพ้ท้องรุนแรง ซึ่งทำให้ท่านอาเจียรมาก รวมถึงมีภาวะลำไส้ทำงานผิดปกติ และความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารซึ่งทำให้ท่านมีอาการปวดท้องอยู่เรื่อย ๆ ในระหว่างการตั้งครรภ์ ไม่เพียงเท่านั้นการตั้งครรภ์ครั้งนี้ยังเกินกำหนดคลอดไปถึง 25 วัน และต้องใช้เวลากว่า 36 ชั่วโมงในการใช้คีมช่วยคลอด เนื่องจากขนาดตัวของเด็กที่มีขนาดใหญ่ หลังจากนั้นในการตั้งครรภ์ครั้งที่สองท่านก็ประสบภาวะเดียวกันกับครั้งแรก ท่านต้องเผชิญกับภาวะคลอดยากและกินเวลานานอีกครั้ง คราวนี้เกินกำหนดคลอดไปถึง 10 วัน และในการตั้งครรภ์ครั้งที่สาม ท่านก็ถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาลเนื่องจากท่านมีอาการแบบเดียวกับครั้งก่อน ๆ รวมถึงมีอาการชักเกร็งเฉียบพลัน จนท่านเกรงว่าท่านจะแท้งลูกคนนี้ไป แต่อย่างไรก็ตามท่านก็สามารถให้กำเนิดธิดาคนที่สามออกมาได้ แต่ไม่วายท่านก็ต้องเผชิญภาวะคลอดยาก และการคลอดที่เกิดกำหนดเดิมไป 10 วัน ดังนั้นทุกครั้งที่ท่านตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรธิดาทั้งสามคน ท่านจึงต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานทางร่างกายเป็นอันมาก โดยเฉพาะในยามคลอด แต่ท่านก็ไม่เคยสูญเสียสันติ แม้ในเวลาที่ท่านคลอดที่ท่านต้องเผชิญอาการเจ็บจนท่านต้องใช้ผ้าเช็ดหน้ามากัดไว้ก็ตาม เพราะท่านยินดีที่จะร่วมส่วนในการเนรมิตสร้างของพระเจ้า และจากอาการข้างต้นก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้การตั้งครรภ์ครั้งที่ 4 ออกมามีผลเช่นนี้

กลับมาที่สถานการณ์ปัจจุบันเมื่อท่านได้รับการวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว แพทย์ก็ได้ยื่นแนวทางการรักษาให้ท่าน 3 แนวทางที่เป็นไปได้ในกรณีของท่าน แนวทางที่ 1 คือ การตัดมดลูกออกพร้อมเนื้องอก แนวทางนี้มีความเสี่ยงต่ำที่สุด แต่ก็จำต้องสละชีวิตทารกในครรภ์ที่มีอายุสองเดือน รวมถึงโอกาสในการตั้งครรภ์ในอนาคตไป แนวทางที่ 2 คือ การผ่าตัดเอาเนื้องอกออกอย่างเดียวและยุติการตั้งครรภ์ แนวทางนี้จะช่วยให้ยังสามารถตั้งครรภ์ได้ต่อไปในอนาคต และแนวทางสุดท้าย แนวทางที่ 3 คือ การผ่าตัดเอาเพียงเนื้อออกและปล่อยให้มีการตั้งครรภ์ต่อไป แนวทางประการหลังนี้มีความเสี่ยงมากที่สุด ทั้งการแท้งโดยธรรมชาติจากการกระทบกระเทือนในระหว่างการผ่าตัด การเสียเลือดมากเนื่องจากมดลูกอยู่ในภาวะตั้งครรภ์ รวมถึงการติดเชื้อในอนาคตในระหว่างการตั้งครรภ์ที่เหลือ ดังนั้นในเวลานี้ท่านจึงต้องเลือกอีกครั้งระหว่าง ‘ชีวิต’ ท่าน และ ‘ชีวิต’ ลูก


ที่สุดด้วยความวางใจในพระญาณสอดส่องพระเจ้าและการตระหนักถึงน้ำพระทัยของพระเจ้า ท่านเลือกแนวทางรักษาอย่างสุดท้าย แม้ตัวท่านที่เรียนโดยตรงในด้านนี้จะทราบดีว่าแนวทางดังกล่าวมีความเสี่ยงมากเพียงใด รวมถึงเพื่อนร่วมอาชีพบางคนของท่านจะแนะนำให้ท่านทำแท้งก็ตาม ดังนั้นท่านจึงได้เข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลซาน เยราร์โด เมืองมอนซา ในวันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 1961 เพราะท่านตระหนักดีว่าทารกในครรภ์คนนี้มีสิทธิ์ที่จะได้มีชีวิตเช่นเดียวกับพี่ ๆ ของเขา ดังนั้นก่อนการผ่าตัดครั้งสำคัญจะมาถึง ท่านจึงได้เตรียมตัวเองด้วยการสวดภาวนามากขึ้น และมอบถวายทุกสิ่งที่ท่านเป็นกังวลไว้ในพระญาณสอดส่องของพระเจ้า รวมถึงได้ย้ำขอให้แพทย์ผู้ผ่าตัดรักษาชีวิตทารกในครรภ์ของท่านไว้ ท่านกล่าวว่า “ถูกแล้ว ฉันสวดมากในช่วงนี้ ฉันมอบตัวฉันเองไว้กับองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความเชื่อและความหวัง ฉันวางใจในพระเจ้า ถูกแล้ว ตอนนี้มันขึ้นอยู่กับฉันแล้วที่จะต้องทำหน้าที่ในฐานะแม่ของฉัน ฉันได้ถวายชีวิตของฉันแด่พระเป็นเจ้าอีกครั้ง ฉันพร้อมแล้วสำหรับทุกอย่าง เพื่อช่วยชีวิตลูกของฉัน”

ผลการผ่าตัดเป็นไปได้ด้วยดี ท่านพักพื้นอยู่ที่โรงพยาบาลซาน เยราร์โดเพียงไม่นาน ท่านก็ได้รับอนุญาตให้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้านได้ และอีกเจ็ดเดือนต่อมาระหว่างตั้งครรภ์ ท่านก็สามารถกลับมาทำหน้าที่คุณหมอและมารดาได้ตามปกติ ท่านโมทนาคุณพระเจ้าที่ทรงช่วยท่านให้รอดพ้นจากเหตุการณ์ครั้งนี้ และทูลวอนพระองค์ให้ทารกที่จะเกิดมาคลอดง่ายและมีสุขภาพดี แต่… ยิ่งใกล้วันกำหนดคลอดเท่าไร ท่านก็เหมือนจะสัมผัสได้ว่า การคลอดครั้งนี้จะไม่ใช่เรื่องง่ายอีกครั้ง และ ‘ปัญหา’ กำลังจะก่อตัวขึ้นอีกระลอก ครั้งหนึ่งท่านเคยบอกกับพี่ชายคนหนึ่งของท่านว่า “เรื่องหนักยังมาไม่ถึง ตอนนี้พี่ยังไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ แต่เมื่อถึงเวลานั้น มันจะเกิดขึ้นไม่กับเขาก็กับน้อง” อีกคราวหนึ่งท่านได้สั่งเสียกับเปียโตร ชายที่ท่านรักด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ถ้าเธอต้องเลือกระหว่างฉันกับลูก จงอย่าลังเลที่จะเลือกลูก ฉันต้องการแบบนั้น ช่วยเขาไว้นะ” พร้อมจ้องมองเขาด้วยความสายตาที่มุ่งมั่น เปี่ยมไปด้วยสันติ ซึ่งเปียโตร ‘จำได้ไม่มีวันลืม’ และเขาก็ยินยอมที่จะทำเช่นนั้น ด้วยใจเด็ดเดี่ยวไม่ต่างจากภรรยาที่รัก แม้ส่วนลึกของเขาจะเจ็บปวดเพียงไหน เหมือนที่เขาเคยให้สัญญาไว้ในจดหมายฉบับแรกว่า “ฉันอยากทำให้เธอมีความสุขและเข้าใจเธออย่างดี”

“ถ้าเธอต้องเลือกระหว่างฉันกับลูก จงอย่าลังเลที่จะเลือกลูก”

เมื่อถึงบ่ายวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1962 ก่อนจะออกเดินทางไปโรงพยาบาลซาน เยราร์โดเพื่อคลอด ท่านได้จูบลาลูก ๆ ทุกคนอยู่นาน ปีแอร์ลุยจีเล่าว่า “ผมยังจำได้ดีว่าท่านจูบพวกเราเป็นเวลานานก่อนที่ท่านจะไปโรงพยาบาลเพื่อทำการคลอด เหมือนท่านตระหนักดีว่านี่คือการบอกลาครั้งสุดท้าย” แต่กระนั้นปีแอร์ลุยจีก็อธิบายว่าในเวลานั้นท่านก็เชื่อว่าทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี เพราะก่อนหน้านั้นท่านยังได้เลือกเสื้อผ้าจากแคตตาล็อคจากปารีสเพื่อเตรียมสั่งมาใช้หลังออกจากโรงพยาบาล เรื่องในทำนองนี้ยังถูกเล่าโดยเลารา ที่เล่าว่า บิดาของเธอเคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อพักฟื้นที่โรงพยาบาลท่านก็ยังพลิกอ่านนิตยสารแฟชั่น เพื่อมองหาชุดที่ท่านอยากใส่หลังออกจากโรงพยาบาลอยู่ นี่จึงคือเครื่องยืนยันในทัศนะของเลาราว่า “ท่านไม่ได้เลือกความตาย แต่ในเวลานั้นท่านเลือกชีวิตลูกน้อยของท่านต่างหาก”

เนื่องจากการภาวะร่างกายของท่านไม่เอื้อให้ผ่าคลอด เมื่อมาถึงโรงพยาบาลซาน เยราร์โด แพทย์จึงได้ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ท่านคลอดตามธรรมชาติ แต่แม้ถุงน้ำคร่ำของท่านจะแตกและเวลาจะล่วงตั้งแต่ช่วงบ่ายวันศุกร์ไปจนถึงสิบโมงเช้าของวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ ท่านก็ยังไม่สามารถเบ่งเด็กออกมาได้ แพทย์ที่ทำคลอดให้ท่านจึงลงความเห็นให้ดมยาสลบท่านเพื่อทำการผ่าคลอดท่านเป็นการด่วน ผลปรากฏว่าการผ่าเป็นไปด้วยดี ทารกเป็นเพศหญิงมีร่างกายแข็งแรงดีในเวลา 11 นาฬิกาวันเดียวกัน แต่เพียงคล้อยหลังไม่กี่ชั่วโมงต่อมา อาการของท่านกลับค่อย ๆ ทรุดลง ท่านเริ่มมีอาการไข้ขึ้นสูง ชีพจรเต้นเร็วและอ่อนบ้าง รวมถึงมีอาการอ่อนเพลีย และมีภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ แพทย์จึงได้เร่งรักษาท่านเป็นการด่วนด้วยวิธีต่าง ๆ แต่ท่านก็ได้ปฏิเสธที่จะรับยาแก้ปวดที่มีสารเสพติดเป็นส่วนประกอบ เปียโตรเล่าถึงช่วงเวลานั้นว่า “หลาย ๆ ครั้งผมยังหวนนึกถึงมัน เหมือนกับว่ามันกำลังเกิดขึ้นอยู่ ผมยังคงเห็นภาพยานนา ในเช้าวันอาทิตย์ปัสกา ค.ศ. 1962 ในแผนกสูตินารีเวชของโรงพยบาลมอนซา เธออุ้มลูกน้อยไว้ในอ้อมแขนด้วยความพยายามเป็นอย่างมาก เธอจูบเธอ (ลูกสาว) และมองที่เธอด้วยสายตาเศร้าสร้อยและปวดร้าว นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ให้ผมทราบว่าเธอนั้นรู้ตัวดีว่าในไม่ช้าเธอจะปล่อยให้เธอ (ลูกสาว) ต้องเป็นกำพร้า ตั้งแต่วันนั้นความเจ็บปวดก็อยู่กับเธอ (ลูกสาว) เธอขอให้แม่ของเธออยู่ใกล้ ๆ กับเธอและช่วยเธอเพราะเธอนั้นไม่อาจทำอะไรได้ นี่แหละคือความเจ็บปวดของเธอ”


เมื่อถึงวันจันทร์อาการของท่านก็ยิ่งทรุดลงเรื่อย ๆ เปียโตรพยายามที่จะอยู่ไม่ห่างจากท่านตลอด ดังนั้นเขาจึงได้มาขอค้างคืนที่โรงเรียนนักบุญยอแซฟ โรงเรียนเก่าของเขา ในเวลานี้นอกจากเปียโตรที่อยู่เฝ้าท่านแล้ว เวร์ยีเนีย น้องสาวของท่านซึ่งขณะนั้นได้ถวายตนในคณะภคินีกันนอสเซียนและได้เดินทางไปเป็นธรรมทูตที่อินเดีย เมื่อทราบข่าวการคลอดก็ได้เร่งเดินทางมาเฝ้าไข้ท่านอีกคน ซิสเตอร์วีร์ยีเนียได้เป็นพยานว่า “เธอแทบไม่ค่อยแสดงออกถึงความทุกข์ทรมานเลย เธอปฏิเสธยากล่อมประสาทชนิดต่าง ๆ เพื่อเธอจะได้รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นและมีสติอยู่ทุกขณะ ซึ่งไม่เพียงเท่านั้นเธอปรารถนาจะยังอยู่ในความสนิทสัมพันธ์กับองค์พระเยซูเจ้า ผู้ที่เธอร้องทูลอยู่เรื่อย ๆ ว่า ‘พระองค์ย่อมทรงทราบดีว่าลูกนั้นได้รับความบรรเทาใจเช่นไรอาศัยการจูบกางเขนของพระองค์’” ซิสเตอร์ยังเป็นพยานอีกว่าในระหว่างเวลานี้ท่านสวดภาวนาสั้น ๆ อยู่เป็นระยะ ๆ ว่า “ข้าแต่พระเยซูเจ้า ลูกรักพระองค์” “ข้าแต่พระเยซูเจ้า ลูกไหว้นมัสการพระองค์” “แม่พระช่วยลูกด้วย” “มารีย์” รวมถึงภาวนาอยู่เงียบ ๆ

พอถึงค่ำวันอังคารอาการของท่านก็แย่ลงหนักกว่าเก่า จนถึงเช้าวันพุธอาการต่าง ๆ ก็ทุเลาลงชั่วขณะก่อนจะทรุดหนักต่อ ในเวลาที่อาการท่านดีขึ้นนั้น ท่านได้เล่าให้เปียโตรฟังว่า “เปียโตร ฉันได้ข้ามไปอีกฟากหนึ่งแล้ว และถ้าฉันสามารถบอกเธอได้ว่าฉันเห็นอะไรก็คงดี สักวันหนึ่งฉันจะบอกเธอนะ แต่เพราะเรามีความสุขมากเพราะลูก ๆ ที่น่ามหัศจรรย์ของเรา รวมถึงสุขภาพที่ดีและพระพรเต็มล้น อาศัยพระหรรษทานจากสวรรค์ พวกเขาจึงส่งฉันกลับมาที่นี่เพื่อรับทรมานมากกว่านี้ เพราะมันไม่ถูกเสียเลยที่ไปเคาะประตูของพระเจ้าโดยปราศจากการทนทุกข์ทรมานมาก ๆ ” และขอให้พาท่านกลับบ้าน ฝั่งเปียโตรเองที่ทราบดีว่าเวลาสุดท้ายของท่านใกล้เข้ามาเต็มที ก็ปรารถนาที่จะให้ท่านได้สิ้นใจที่บ้านของทั้งสองเช่นกัน แต่เขาก็ไม่ได้ทำอย่างนั้นได้ในทันที และนอกจากเปียโตรที่ท่านเผยให้เห็นเหตุการณ์ประหลาดที่ดูเหมือนท่านจะได้ออกเดินทางไปสวรรค์แล้ว ซิสเตอร์วีร์ยีเนียยังเป็นคนที่ท่านได้พูดถึงเรื่องในทำเดียวกับเปียโตรว่า “ถ้าน้องได้รู้ว่าสิ่งทั้งหลายที่แตกต่างกันไปถูกพิพากษาอย่างไรในวาระสุดท้าย หลายสิ่งที่เราต่างให้ความสำคัญในโลกนี้ก็กลายเป็นเพียงเรื่องไร้สาระไปเลย”

คุณพ่อยูเซปเป และคุณแม่เวร์ยีเนีย พี่ชายและน้องสาว
ของนักบุญยานนา ในวัยชรา

เมื่อถึงเช้าวันพฤหัสบดี ซิสเตอร์วีร์ยีเนียที่ดูแลท่านอย่างใกล้ชิดก็เห็นว่าอาการของท่านทรุดหนักยิ่งขึ้น เธอจึงได้ปรับทุกข์กับเปียโตรว่า “พี่เปียโตร น้องกลัวเหลือเกินว่าเธอกำลังจากจากไปโลกหน้าเพราะอาการปวด อาการปวดที่เธอกำลังเป็นอยู่” เราทราบว่าในช่วงระหว่างวันพฤหัสบดีถึงวันศุกร์อาการของท่านแย่ลงมาก แม้ท่านปรารถนาจะรับศีลมหาสนิทเหมือนเช่นปกติ ท่านก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจากอาการอาเจียนอย่างควบคุมไม่ได้ กระนั้นท่านจึงขอให้นำเศษศีลเล็ก ๆ แตะที่ริมฝีปากของท่านก็ยังดี เรายังทราบว่าคุณหมอแฟร์นันโด พี่ชายของท่านได้รับความไว้วางใจจากท่านให้เป็นผู้แจ้งกับท่านเมื่อเวลาสุดท้ายของท่านใกล้เข้ามาถึง แต่คุณหมอแฟร์ดินันโดก็ทำใจทำเช่นนั้นไม่ได้ เขาจึงขอให้ซิสเตอร์วีร์ยีเนีย ผู้เป็นน้องสาวรับหน้าที่นี้แทน ซิสเตอร์วีร์ยีเนียจึงได้เป็นพยานว่า เมื่อซิสเตอร์ได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้ท่านทราบในเวลาที่เหมาะสมว่า “กล้าหาญไว้นะ พี่ยานนา คุณพ่อคุณแม่กำลังรอพี่อยู่ในสวรรค์ พี่มีความสุขไหมที่จะได้ไปที่นั่น” ท่านก็ได้หยักคิ้วแทนคำตอบ “ใครที่เห็นก็เข้าใจได้ว่าเธอยึดมั่นอย่างสมบูรณ์และด้วยความรักต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า แม้จะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดที่ต้องละจากลูก ๆ ที่รักซึ่งยังเล็กไป พี่ยานนาได้ปฏิบัติแบบเดียวกับองค์พระเยซูเจ้าของเธอ เธอได้มอบตัวเองให้กับพระบิดาเจ้า”

ในสารคดี ‘Love is a Choice’ (2010) เปียโตรเล่าถึงตอนหนึ่งในช่วงเวลาที่ท่านป่วยว่า “ยานนาบอกกับผม ด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งเหมือนปกติ ‘เปียโตร ฉันอยู่ที่นั่นแล้ว ฉันอยู่ที่นั่นแล้ว เธอรู้ไหมฉันเห็นอะไร’ ผมจึงถามว่า ‘บอกฉันเร็ว ๆ สิ’ แต่เธอตอบกลับว่า ‘ไม่ ไม่ ฉันจะยังไม่บอกเธอตอนนี้’ เธอไม่เคยบอกผมเลย ‘แต่เธอจะได้เห็น’ เธอพูดต่อ ‘ที่นั่นเราจะมีแต่ความสบายใจมาก ๆ ความสุขมาก ๆ มาก ๆ ในความรัก และพระเจ้าทรงส่งฉันมายังที่นี่เพื่อรับทรมานอีกเพียงเล็กน้อย เพราะเราไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากความทุกข์ยาก” เช้ามืดวันเสาร์ที่ 28 เมษายน ค.ศ. 1962 ซึ่งเป็นวันที่เจ็ดในอัฐมวารปัสกา ท่านได้ถูกพากลับมาที่บ้านของครอบครัวตามความประสงค์ และเมื่อถึงเวลา 8 นาฬิกา ภายหลังท่านอุทานอยู่ซ้ำ ๆ ว่า ‘ข้าแต่พระเยซูเจ้า ลูกรักพระองค์’ ท่านจึงได้คืนวิญญาณของท่านไปรับบำเหน็จในสวรรค์อย่างสงบด้วยอายุ 39 ปี โดยมีเปียโตรอยู่เคียงข้าง ในขณะที่ลูก ๆ ทั้งสี่หลับอยู่ที่ห้องข้าง ๆ กัน

พิธีปลงศพของนักบุญยานนา 

ร่างของท่านนอนสงบนิ่งรายล้อมด้วยแสงจากเทียน ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุข ไม่มีเค้าของความเจ็บปวดที่ต้องเผชิญมากว่าหนึ่งสัปดาห์ และเมื่อข่าวการสิ้นใจของท่านถูกส่งต่อไป ทั้งญาติ ๆ และชาวเมืองก็ต่างเดินทางมาร่วมไว้อาลัยท่านเป็นครั้งสุดท้ายที่บ้านซึ่งท่านเสียชีวิต จำนวนผู้มาเคารพของท่านยิ่งทวีมากขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดทั้งสามวัน เพราะนอกจากความเสียใจที่สูญเสียท่านไปอย่างไม่มีวันกลับแล้ว พวกเขายังเชื่อว่าบัดนี้พวกเขาได้มีนักบุญองค์ใหม่ในสวรรค์ หลังจากนั้นในวันอาทิตย์เปียโตรและครอบครัวเบเร็ตตาและโมลลาจึงได้พร้อมใจกันนำทารกที่บัดนี้เป็นกำพร้าไปรับศีลล้างบาปที่วัดแม่พระผู้แนะนำ ปอนเต นูโอโว เหมือนพี่ ๆ ทั้งสามของเธอ เปียโตรตั้งชื่อธิดาคนนี้ว่า ‘ยานนา เอมมานูเอลา’ และในวันรุ่งขึ้นพวกเขาจึงประกอบพิธีปลงศพของท่านในวัดหลังเดียวกัน ซิสเตอร์วีร์ยีเนียเขียนเล่าให้คุณพ่ออัลแบร์โตฟังว่า “พิธีปลงศพนั้นงดงามมากกว่างานของเจ้าหญิงสักคนเสียอีก และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการกลับใจเข้าหาพระเจ้า สู่ชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์อย่างแข็งขัน ไม่เคยมีการแก้บาปในปัสกาไหนจะเท่าในช่วงเวลานี้ ผู้คนเหล่านี้ได้บอกกับคุณพ่อว่า พวกเขาจำเป็นต้องมาแก้บาปก่อนถึงจะมีความกล้ามองดูร่างของพี่ยานนา”

ร่างของท่านได้รับการฝังในส่วนสุสานที่เตรียมไว้ให้กับบรรดาพระสงฆ์ประจำเมืองเมเซโร เพราะทุกคนไม่ว่าจะสัตบุรุษก็ดีหรือพระสงฆ์ต่างเห็นว่า ร่างของท่านนั้นไม่ได้แตกต่างจากร่างของนักบุญองค์หนึ่ง จึงเป็นการสมควรที่จะฝังร่างของท่านไว้ ณ ตำแหน่งใต้พระแท่นซึ่งเตรียมไว้สำหรับพระสงฆ์ ซึ่งในภายหลังการเสียชีวิตของ ด.ญ. มารีโอลีนา ใน ค.ศ. 1964 ได้ระยะหนึ่งเปียโตรก็ได้สร้างอาคารสุสานของครอบครัวภายเขตสุสานเดียวกัน เขาจึงได้ย้ายร่างของท่านไปฝังในอาคารหลังนั้นแทน และภายหลังมรณกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของท่าน บุญราศีคุณพ่อโอลินโต มาเรลลา ซึ่งสนิทกับทั้งท่านและเปียโตร ร่วมถึงร่วมอยู่ในช่วงที่ท่านเข้าโรงพยาบาลจนถึงแก่มรณกรรม คุณพ่อเป็นผู้อวยพรท่านเป็นครั้งสุดท้ายและผู้ที่มีความเชื่อว่าท่านเป็นนักบุญอย่างไม่ต้องสงสัย จึงได้เริ่มเขียนและตีพิมพ์จุลสารเรื่องชีวิตของท่านเพื่อแจกจ่าย ซึ่งเปียโตรเมื่อทราบก็ขอให้คุณพ่ออย่าเผยแพร่เอกสารดังกล่าวไปเป็นวงกว้างเกินไป


กระนั้นตามเรื่องราวของท่านก็ทราบถึงพระคุณเจ้าโยวันนี บัตติสตา มอนตินี พระอัครสังฆราชแห่งมิลาน ซึ่งได้ร่วมในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณเพื่อเป็นเกียรติในการอุทิศตนในวิชาชีพแพทย์ของท่านโดยจังหวัดมิลานในปีเดียวกับที่ท่านเสียชีวิต พระคุณเจ้ารู้สึกประทับใจในเรื่องราวความเสียสละของท่านมาก และเมื่อพระคุณเจ้าได้รับเลือกให้เป็นพระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 ใน ค.ศ. 1963 พระองค์จึงได้มีความประสงค์ที่จะให้มีการเปิดกระบวนการขอแต่งตั้งท่านเป็นนักบุญ แต่ก็ต้องใช้เวลาถึงแปดปีหลังท่านสิ้นใจ พระคุณเจ้าโยวันนี โกลอมโบ ผู้สืบตำแหน่งอัครสังฆราชแห่งมิลานต่อจากนักบุญพระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 จึงได้เดินทางไปพบเปียโตรในฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 1970 เพื่อขออนุญาตให้ทางสังฆมณฑลเปิดกระบวนการขอแต่งตั้งท่านเป็นนักบุญ เป็นอีกครั้งที่เปียโตรได้แสดงความกล้าหาญ เนื่องจากหนแรกเขาไม่ปรารถนาให้มีการทำเช่นนี้ เพราะเขาไม่อยากให้ชีวิตในครอบครัวถูกเปิดเผยสู่สาธารณะชน เพราะมันเป็นทั้งความสุขและความเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน รวมถึงเขาเกรงว่าการเสียสละของท่านอาจเป็นทั้งที่ชื่นชมและสร้างความไม่สบายใจให้ใครหลาย ๆ คนได้ แต่เมื่อพระคุณเจ้าอธิบายถึงเหตุผลอันควร คือ นี่เป็นความประสงค์ขององค์พระสันตะปาปาและท่านจะเป็นแบบฉบับแก่คริสตังต่อไปในอนาคต รวมถึงเปียโตรก็ระลึกสิ่งที่ท่านทำมาตลอดชีวิต และความปรารถนาของท่านที่จะทำสิ่งดีเพื่อคนอื่น เปียโตรจึงได้ยินยอม โดยมีข้อแม้ว่าขอให้การไต่ส่วนชีวิตของท่านเป็นไปอย่างเร็วที่สุด เพื่อลูก ๆ ของเขาจะไม่อยู่ภาวะตึงเครียดเป็นเวลานาน

เพียง 7 ปีต่มาเครื่องหมายจากสวรรค์ อันเป็นการยืนยันถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านก็ได้เกิดขึ้น เมื่อเกิดอัศจรรย์การรักษาชีวิตนางลูเซีย ซิลเวีย คิริโอ หญิงโปรแตสแตนต์ในประเทศบราซิล ซึ่งมีภาวะแทรกซ้อนหลังการคลอดทารก ที่สิ้นใจไปก่อนนางในทันทีหลังคลอดและจำเป็นต้องถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลเฉพาะทางในเมืองเซา หลุยส์ที่อยู่ห่างออกไปกว่าหกร้อยกิโลเมตร เนื่องจากโรงพยาบาลที่เธอเข้าคลอดบุตรไม่มีเครื่องมือพอจะรักษาอาการเหล่านี้ได้ แต่จากระยะที่ไกลมากจึงเป็นไปได้ยากมากที่นางจะรอดไปจนถึงเมืองเซา หลุยส์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลที่พี่ชายของท่านเป็นผู้ก่อตั้ง ดังนั้นภคินีคนหนึ่งจึงได้ชักชวนพยาบาลอีกสองคนให้สวดขอต่อรูปข้ารับใช้พระเจ้าให้ช่วยนางลูเซีย และปรากฏว่าอาการป่วยของนางลูเซียก็ดีขึ้นในทันที ดังนั้นจึงได้มีการไต่สวนอัศจรรย์นี้อย่างถี่ถ้วน และเมื่อพบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอัศจรรย์จากสวรรค์ ในวันที่ 24 เมษายน ค.ศ. 1994 ซึ่งอยู่ในระหว่างปีแห่งครอบครัว นักบุญสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 จึงได้บันทึกนามท่านในสารบบบุญราศีพร้อมข้ารับใช้พระเจ้าอีก 2 คน คือ บุญราศีอิสิดอร์ ชาวคองโก และบุญราศีเอลิซาเบตตา กาโนรี โมรา ชาวอิตาลี

เลารา ยานนา เอมานูเอลา และปีแอร์ลุยจี เชิญพระธาตุ
นักบุญยานนา ในวันสถาปนามารดของตนเองเป็นนักบุญ

หลังจากนั้นอีก 6 ปีก็ได้เกิดอัศจรรย์ผ่านคำเสนอวิงวอนของท่านอีกครั้งที่ประเทศบลาซิล คราวนี้เกิดขึ้นกับนางเอลิซาเบธ คอมปารินี อาร์โคลิโน ซึ่งมีอาการถุงน้ำคร่ำแตกในระหว่างตั้งครรภ์บุตรคนที่สี่ในสัปดาห์ที่ 16 และได้รับการวินิจฉัยว่าเด็กในครรภ์มีโอกาสรอดเป็นศูนย์ แต่ในขณะที่นางกำลังจะตัดสินใจทำแท้งตามคำแนะนำของแพทย์ พระคุณเจ้าดีโอเคเนส ดา ซิลวา มัตเธส พระสังฆราชแห่งฟรังกาก็ได้มาพบนางพอดี เนื่องจากพระคุณเจ้าเดินทางมาเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาล พระคุณเจ้าจึงได้แนะนำให้นางสวดขอบุญราศียานนา และเมื่อพระคุณเจ้ากลับมายังที่พักพระคุณเจ้าก็ได้สวดต่อท่านเช่นกัน ผลปรากฏว่าในเวลาต่อมาเมื่อมีการผ่าคลอดทารกก็สามารถรอดชีวิตมาได้ รวมถึงมีสุขภาพแข็งแรงดี ดังนั้นจึงได้มีการเปิดการไต่สวนอัศจรรย์ครั้งนี้ และเป็นผลให้ในวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ. 2004 นักบุญสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ก็ได้ประกาศให้ท่านเป็นนักบุญ ท่ามกลางสักขีพยานอันประกอบด้วยครอบครัวอาร์โคลิโน ครอบครัวของท่าน และคนรู้จักท่านที่ยังมีชีวิตอยู่ ในวันนั้นนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีสามีร่วมในพิธีสถาปนาภรรยาของตนเองเป็นนักบุญ (และอนาคตเขาเองก็จะได้รับเกียรติเช่นเดียวกัน) พร้อมด้วยลูก ๆ ทั้งสามคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้เชิญพระธาตุของท่านสู่ปรำพิธีอย่างสง่า

“ทุกสิ่งอยู่ตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ พระองค์ไม่ทรงสร้างสิ่งใดไว้ให้บกพร่อง” (บุตรสิลา 42 : 24) ในภาษาฮีบรูพระคัมภีร์ข้อนี้ได้ถูกเขียนว่า “ทุกสิ่งแตกต่างกัน ไม่มีสิ่งใดถูกสร้างโดยไร้ประโยชน์” ด้วยข้อเขียนนี้บุตรสิลาได้ย้ำเตือนเราว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้าง ‘มนุษย์’ แต่ละคนให้ ‘แตกต่างกัน’ ไป โดย ‘ไม่มี’ ข้อบกพร่องหรือไร้ประโยชน์เลย โดยเฉพาะในการบรรลุถึงสวรรค์ ดังนั้นอาจกล่าวได้เช่นกันว่าการเป็นนักบุญไม่ได้อยู่ที่เพียงเราเป็นใคร อยู่ในสถานภาพไหน ชายหรือหญิง ฆราวาสหรือนักบวช เด็กหรือผู้ใหญ่ แต่ขึ้นอยู่ที่ว่าเราทำอย่างไรเพื่อบรรลุถึงสวรรค์ในวิถีทางที่พระเจ้าประทานให้เหมาะสมกับตัวของเราที่มีความพิเศษ นักบุญยานนาคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของคำกล่าวที่ว่า ‘ใคร ๆ ก็เป็นนักบุญได้’ ท่านได้แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าในสถานภาพใด เพียงมนุษย์ตระหนักถึงวันเวลาของพระเจ้าในชีวิต (เทียบ สดุดี 90 : 12) และแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้าในชีวิตของตนเองผ่านการรำพึงภาวนา พรัอมด้วยสามสิ่ง ‘คือ รัก ศรัทธา และวางใจ’ ในพระเจ้า ซึ่งเป็นขุมพลังในตัวเอง (เทียบ สดุดี 84 : 5) มนุษย์ไม่ว่าจะในสถานภาพไหนสามารถบรรลุความศักดิ์สิทธิ์ได้ ดังเช่นท่านที่ไม่ได้เป็นนักบวชหรือก่อตั้งคณะหรือธรรมทูตในต่างแดน แต่เป็นเพียงคุณหมอ ภรรยา และแม่ที่ในประเทศบ้านเกิดก็สามารถบรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์ได้ ขอให้แบบฉบับของนักบุญยานนา ทำให้เราได้ค้นพบแบบฉบับความศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าได้มอบแก่เราแต่ละคนอย่างจำเพาะ เพื่อเราจะได้ติดตามแบบฉบันนั้นอย่างดีที่สุด และขอให้เราตระหนักได้อย่างที่ท่านสอนเราว่า “เป็นหน้าที่ของเราที่จะทำทุกอย่างเพื่อเรียนรู้น้ำพระทัยของพระเจ้า เราต้องเดินไปตามหนทางนั้น ไม่ใช่ด้วยการทุบประตูเข้าไปโต้ง ๆ แต่เมื่อพระเจ้าทรงประสงค์และตามอย่างที่พระองค์ทรงประสงค์” อาแมน
รูทราย, เทเรซีโอของพระเยซู
ศุกร์ต้นเดือนที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 2023


“ข้าแต่ท่านนักบุญยานนา เบเร็ตตา โมลลา ช่วยวิงวอนเทอญ”

รายการอ้างอิง
http://it.wikipedia.org/wiki/Gianna_Beretta_Molla
http://en.wikipedia.org/wiki/Gianna_Beretta_Molla
http://www.vatican.va/news_services/liturgy/saints/ns_lit_doc_20040516_beretta-molla_en.html
https://saintgianna.org/main.htm
https://www.giannaberettamolla.org/giaprofilo.htm
https://www.stgiannaphysicians.org/our_patron
http://www.fmboschetto.it/Lonate_Pozzolo/Beretta.htm
https://www.ncregister.com/features/5-things-st-gianna-and-her-husband-teach-us-about-dating-marriage-and-love
https://aleteia.org/2018/08/01/this-holy-priest-is-known-as-the-padre-pio-of-brazil/
https://plus.catholicmatch.com/articles/st-gianna-told-her-future-boyfriend-i-love-you-first
https://www.archbalt.org/saints-daughter-hopes-to-follow-her-mothers-example-of-loving-life/
https://aleteia.org/2020/05/15/st-giannas-son-she-is-not-only-a-saint-because-of-her-heroic-deed/

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...