วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2556

จากชีลับสู่มิชชันนารี "บุญราศีมาเรีย อิเนส เทเรซา"


บุญราศีมาเรีย อิเนส เทเรซา แห่ง ศีลมหาสนิท
Bl. María Inés Teresa del Santísimo Sacramento
ฉลองวันที่ : 22 มิถุนายน

ท่ามกลางผู้คนมากมาย ในมหาวิหารแห่งกวาดาลูป เบื้องหน้ารูปภาพอัศจรรย์ของพระนางมารีย์แห่งกัวเดอลูปที่ประทานแด่นักบุญยวง ดิเอโก้ เมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา เด็กชายรูปร่างอ้วนท่วมสวมเสื้อสูตรนอกสีครีมกับกางเกงสีดำ กำลังย่างก้าวเข้ามาท่ามกลางสายตาของประชาชนพร้อมกับภคินีสูงวัยและผู้ช่วยมิสซาอย่างละหนึ่ง ซึ่งถ้าหาก คุณมองดีๆแล้วคุณจะเห็นว่าภคินีสูงวัยคนนั้นแต่งกายด้วยชุดของคณะภคินีแคลร์ผู้ยากไร้ผู้แพร่ธรรมแห่งศีลมหาสนิท  และถ้าหากคุณลองมองดีๆอีกครั้งคุณก็จะเห็นว่าในมือของเด็กชายร่างท้วมจับอยู่นั้นคือพระธาตุของบุญราศีองค์ใหม่นี้  พวกเขาทั้งสามเดินไปพร้อมกันก่อนที่จะหยุดตรงบริเวณก่อนขึ้นพระแท่น ที่ตรงนั้นเด็กชายได้ส่งมอบพระธาตุแด่ภคินีคนนั้น ก่อนจะเดินต่อไปพร้อมกันเพื่อไปหาประธานในพิธีและจบลงด้วยการวางพระธาตุไว้บนแท่นสีแดงกำมะหยี่



ทุกคนอาจคงสงสัยว่าเด็กชายคนนั้นคือใคร แล้วทำไมเขาถึงได้รับสิทธิ์พิเศษขนาดนั้น ถ้าคุณอยากรู้ เราก็คงต้องย้อนไปในชุมชนเอล โรซิโอ ในเทกซัส ทางตะวันตกของเม็กซิโก ในสระว่ายน้ำของชุมชน เมื่อเด็กชายตัวน้อยวัยขวบครึ่งนามฟรานซิสโก ฆาวีร์ คาร์ริลโล กูซมาน พลัดตกลงไปในสระว่ายน้ำแล้วสลบไป ซึ่งเมื่อนำตัวมาพบแพทย์ แพทย์ก็วินิจฉัยว่าเขาไม่รอดแล้วเพราะไม่มีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจของเขา

แต่…ด้วยการเสนอคำวิงวอนผ่านทางคุณแม่มาเรีย อิเนส เทเรซา แห่ง ศีลมหาสนิท เขากลับมามีชีวิตอีกครั้งโดยที่ไม่มีอาการผิดปกติอะไร ดังนั้นเอง เขาจึงได้ไปยืนยันต่อหน้าพยานนับร้อยถึงการอัศจรรย์ที่คุณแม่มาเรียได้ทำต่อเขานี้ ใน พิธีสถาปนาคุณแม่มาเรีย อิเนส เป็นบุญราศี ณ มหาวิหารอันงดงามแห่งกวาดาลูป ในวันที่ 21 เมษายน ค.ศ.2012 แต่เอ แล้วใครกันเล่าคือคุณแม่มาเรีย อิเนส คำตอบของคำถามต่อไปนี้ก็คงต้อนเล่าย้อนต่อไป โดยเริ่มเรื่องดังนี้



ณ ช่วงกลางฝั่งตะวันตกในประเทศเม็กซิโก ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก มีรัฐเล็กๆรัฐหนึ่งนามว่า ‘นายาริต’ ซ่อนกายอยู่ และในรัฐนี้นี่เอง ในเมืองชื่ออิซตลัน เดล ริโอ สถานที่มีภูมิอากาศที่ร้อนชื้น อันเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวขนาดใหญ่ของนายเอวสตาคิวโอ อาเรียส อาร์โนนีซ กับนางดอนา มาเรีย เอสปิโนซา โลเปซ โปรติลโล หญิงสาวผู้ชาญฉลาด ว่องไว งดงาม และเป็นที่รักจากทั้งคนรวยและคนยากจน ในวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ.1904 เรื่องของเราก็ได้เริ่มขึ้น เมื่อนางมาเรียได้ให้กำเนิดธิดา ซึ่งนับเป็นลูกคนที่ห้าจากทั้งแปดคนของครอบครัว ซึ่งในสองวันถัดมา ทั้งสองก็พาสมาชิกใหม่ไปรับศีลล้างบาปพร้อมให้นามเธอว่า ‘มาเรีย มานูเอลา เด เฮซุส’

หลังจากวันนั้นมาเด็กน้อยก็ได้รับการเลี้ยงดูขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศของคริสต์ศาสนา ท่านมีโอกาสได้เรียนหนังสือ เรียนคำสอน และได้รับความรัก การยอมรับจากทั้งครอบครัวและบรรดาเพื่อนๆรุ่นเดียวกัน เพราะนิสัยร่าเริง ง่ายๆ และมีเมตตาของท่าน  “ดิฉันไปไหนมาไหนกับครอบครัว เดินบ้างและเล่นบ้างกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน ซึ่งดิฉันชอบมองดูและชอบไปร่วมกับพวกเขา” นอกนั้นเรื่องราวชีวิตในวัยเยาว์ของท่าน อีกหนึ่งเรื่องก็คือการย้ายไปเมืองต่างๆ เพราะการทำงานของบิดาท่าน ซึ่งในการย้ายครั้งหนึ่ง แผนการณ์ของพระเป็นเจ้าสำหรับชีวิตของท่านก็ค่อยๆได้รับการไขแสดง


ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1924  ครอบครัวของท่านก็ตัดสินย้ายจากเมืองเตปิกไปยังเมืองโกลีมา ท่านได้บันทึกว่า “ดิฉันสัมผัสได้ถึงบางสิ่งในวิญญาณของดิฉันซึ่งดิฉันไม่อาจจะเข้าใจได้ เวลาแห่งพระหรรษทานได้เริ่มขึ้นแล้ว” หลังจากนั้นไม่นานคือในเดือนกันยายนปีเดียวกัน ท่านในวัย 20 ปี ก็ป่วยเป็นไส้ติ่งอักเสบ บิดาท่านจึงพาท่านไปพำนักรักษาตัวที่เมืองกัวดาฮารา “ดิฉันไม่ขอปฏิเสธเลยว่า ดิฉันกลัวจริงๆ” ท่านเล่า และเมื่อใกล้เวลาจะกลับไปโกลีมา ท่านก็มีโอกาสได้หยิบยืมหนังสือบันทึกวิญญาณของนักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซูมาอ่านระหว่างทาง “จากการอ่านหนังสือบันทึกวิญญาณ ดิฉันไม่เพียงแต่ค้นพบกระแสเรียกของดิฉันเท่า เพราะดิฉันยังค้นพบว่าพระเจ้าได้ทรงมีหนทางที่พิเศษมากไว้สำหรับดิฉัน”


หลังจากนั้นเพียงหนึ่งเดือนให้หลัง ท่านก็มีโอกาสได้ไปร่วมชุมนุมเคารพศีลมหาสนิทแห่งชาติ ซึ่งในโอกาสนั้นเองท่านก็ได้พบกับช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งภายหลังท่านเรียกว่า ‘ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง’ อันเป็นช่วงเวลาที่พระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิทได้สัมผัสหัวใจของท่าน “(ในวันงาน)ดิฉันรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวของดิฉัน และอีกครั้งที่ในวัด ดิฉันเริ่มรู้สึกว่าทุกสิ่งล้วนเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยสำหรับดิฉัน ดั่งเวลาที่กำหนดไว้แล้วด้วยพระเมตตาอันมิรู้สิ้นสุดได้แปรเปลี่ยนดิฉัน และดิฉันเองก็ไม่อาจจะต้านทานมันไว้ได้ ข้าแต่พระเจ้า องค์ความรัก ลูกไม่อาจจะต้านทานเสียงเรียกของพระองค์ได้อีกต่อไป ดิฉันปรารถนาเพียงได้รักและมอบตนเองไว้กับพระเจ้า ความปรารถนาเดียวของดิฉันคือศีลมหาสนิท”

แต่ในเวลานั้นก็ไม่มีใครได้ล่วงรู้ถึงเหตุการณ์พิเศษนี้เลย นอกเสียจากท่านกับพระเป็นเจ้า “เมื่อได้รับการเปลี่ยนแปลงแล้วดิฉันก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะรับทรมานไปพร้อมกับพระเจ้า ซึ่งไม่มีใครที่บ้านสังเกตเห็นเลยว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในตัวดิฉัน” และเพียงไม่นานในเวลาต่อมา คือในระหว่างวันที่ 8-12 ธันวาคม ปีเดียวกัน พระมารดาพระเจ้าก็ได้สัมผัสจิตใจของท่านอีก “พระนางทรงปลอบโยนและแสดงความรักต่อดิฉันอย่างเหลือเฟือในหัวใจอันน่าสงสารของดิฉันจนไม่อาจจะต้านทานไว้ได้ ดิฉันไม่รู้จะพูดอย่างไรดี สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างพระมารดากับดิฉัน”

และแน่นอนความปรารถนาลำดับถัดมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงของท่านก็คือการเข้าอารามเหมือนอย่างนักบุญเทเรซาน้อย แต่ในปีเดียวกันกับที่เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในตัวท่านนั้นเอง สงครามกลางเมืองเม็กซิโกก็ได้อุบัติขึ้น เวลานั้นการเบียดเบียนคริสตชนเริ่มมีไปทุกหัวระแหงของประเทศ ดังนั้นชีวิตคริสตชนเม็กซิโกในสมัยนั้นจริงเป็นเรื่องยากมากๆ ท่านจึงจำต้องพักความฝันนี้ไปก่อน พร้อมเฝ้ารอวันที่จะมีโอกาสได้ทำมันอย่างใจจดใจจ่อและอย่างวางใจ



“พระเจ้าทรงวางดิฉันไว้บนทางแห่งความอัปยศ และความเจ็บปวดภายในอย่างสาหัส เพราความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ที่จะเป็นของพระองค์ทั้งครบไม่อาจจะทำได้ในช่วงการเบียดเบียนศาสนาในเม็กซิโกระหว่าง ค.ศ.1926 - ค.ศ.1931 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรั้งดิฉันไว้จากการมองหนทางใดๆ ดิฉันรู้ทางเดินของดิฉันแล้ว และดิฉันก็จะไม่ยอมละไปจากมันด้วย” นอกนี้แล้วระหว่างเจริญชีวิตอย่างยากลำบาก ท่านก็ยังได้ตัดสินใจถวายตนเป็นยัญบูชาเพื่อความรอดของเม็กซิโกและโลกในวันสมโภชพระคริสตเจ้า กษัตริย์แห่งสากลจักรวาล ปี ค.ศ.1926


ท่านเฝ้ารอวันเวลาที่จะได้ถวายตนอย่างร้อนรน “ปีแห่งการหลบซ่อนในบ้านของตัวเองนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะพระเจ้าผู้แสนดีได้ทรงตระเตรียมวิญญาณดิฉันให้พร้อมกับชีวิตแห่งการรำพึงภาวนาอย่างเข้มข้น ซึ่งเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวิญญาณดิฉัน” และที่สุดในวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ.1929 ภายหลังจากการรอคอย ท่านจึงได้สมัครเข้าคณะกลาริสซากราเมนตารีอัส อารามอาเว มารีอา ในอารามของคณะที่ถูกเนรเทศไปที่เมืองลอส แองเจอลีส รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา “ดิฉันสมัครเข้าคณะชีลับตามความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ที่จะเลียนแบบต้นแบบความเข้มแข็งของดิฉัน ท่านนักบุญองค์น้อยที่ฉันประทับใจ ท่านนักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซู”


“หัวใจของดิฉันเดินตามหลังพระองค์” ท่านได้รับเสื้อคณะในวันที่ 8 ธันวาคมปีเดียวกัน และได้เข้าพิธีปฏิญาณตนครั้งแรกในวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ.1930 ด้วยนามว่า ‘ภคินีมาเรีย อิเนส เทเรซา แห่ง ศีลมหาสนิท’ ณ วัดนักบุญโทริบิโอ และในวันเดียวกันนั้นเอง ณ เบื้องหน้าพระรูปของสตรีผู้ประจักษ์มาฮวน ดิเอโก พระเป็นเจ้าก็ทรงเผยแสดงถึงอีกหนึ่งแผนการในชีวิตของท่าน

เมื่อในวันเดียวกันนั้นท่านได้ยินเสียงแม่พระกวาดาลูปตรัสกับท่านภายในวิญญาณว่า “หากลูกเดินตามแผนงานของพระเจ้าที่จะทรงใช้ลูกไปในพันธกิจแห่งการประกาศข่าวดี แม่สัญญาว่าแม่จะคอยติดตามลูกไปทุกเวลา คอยใส่คำพูดโน้มน้าวใจที่ละมุนจิตละมุนใจไว้ที่ริมฝีปากของลูก และพระหรรษทานที่จำเป็น แม่ขอสัญญาว่า เดชะความดีของพระบุตรของแม่ จะอำนวยให้ผู้คนมาที่เกี่ยวข้องกับลูก แม้เพียงฝ่ายจิต จะได้พระหรรษทานความศักดิ์สิทธิ์และความเพียรในวาระสุดท้าย” แต่ท่านในวัย 26 ปี ก็ไม่อาจเข้าใจคำพูดเหล่านี้ กระนั้น ท่านก็ได้ถวายคำปฏิญาณตนเพิ่มอีกว่าจะมอบความรักต่อโลกทั้งใบ และจะเผยแพร่ความศรัทธาพิเศษต่อแม่พระแห่งกวาดาลูปให้แพร่ไปทั่วโลก


ท่านเข้าพิธีปฏิญาณตนตลอดชีพในวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ.1933 ภายหลังจากอารามได้ย้ายกลับมาที่ประเทศเม็กซิโกในปีนั้น และมีงานรับผิดชอบหลักในอารามคือการซักผ้ารีดผ้า “งานซักรีด คืองานที่ดิฉันได้รับมอบหมายให้ทำเป็นเวลาหลายปี พระเยซูเจ้า คู่สมรสของดิฉัน ทรงช่วยให้ดิฉันเข้าใจวิญญาณจำนวนมาก” แต่แม้นจิตใจของท่านจะสุขแค่ไหนที่ความฝันสำเร็จ แต่ภายในลึกๆท่านก็ปรารถนาอย่างยิ่งยวดที่จะมอบชีวิตที่เหลือให้กับผู้ยากไร้และคนต่างศาสนา โดยมิใช่เพียงแค่สวดภาวนาและเสียสละตนซ่อนเล้นกายไว้หลังกำแพงของอาราม แต่คือการออกไปยังต่างถิ่นและประกาศข่าวดีจากพระวรสารเพื่อพิชิตใจดวงวิญญาณมากมายเพื่อพระเจ้า

ความปรารถนานี้นับวันก็ยิ่งทวีมากขึ้น และยิ่งสร้างความสับสนให้ภายใต้ใบหน้าที่สงบราบคาบนั้น “วิญญาณของดิฉันเริ่มสงสัย ดิฉันมีความสุขมากในหมู่คณะของดิฉัน เพื่อนซิสเตอร์และคุณแม่อธิการต้องการดิฉัน และเบื้องหน้าของดิฉันก็มีแต่ความหวาดกลัว” ท่านเฝ้าเพียรขอให้พระเยซูเจ้า สุดที่รักของท่านบอกกับท่านว่า พระองค์ทรงประสงค์สิ่งใด เพราะ “ดิฉันปรารถนาทำเพียงเท่านั้น” แต่แม้นจะจิตใจจะรุนเร้าด้วยไฟแห่งความสงสัยมากเพียงใด ท่านก็มิได้ขาดตกบกพร่องต่อหน้าที่ของท่านในอาราม นั่นคือการดูแลนวกะของอาราม นอกนั้นแล้วบรรยากาศอันสงบเงียบของอารามก็ทำให้ท่านพอคลายความกังวล และมีสันติได้บ้าง

กระทั้งที่สุดแล้ว วันหนึ่งท่านก็เข้าใจน้ำพระทัยพระเจ้าต่อชีวิตของท่าน นั่นคือการออกไปประกาศพระวรสาร เช่นนั้นเองท่านจึงได้นำเรื่องนี้แจ้งแก่ผู้ใหญ่ในคณะ และผลก็คือท่านได้รับอนุญาตให้ดำเนินการตามแผนงานของท่านนั่นคือการตั้งคณะได้  ดังนั้นเองท่านจึงเดินทางไปที่เมืองกูเอร์นาวากา เพื่อขออนมัติตั้งคณะใหม่ขึ้นกับพระคุณเจ้าฟรังซิสโก กอนซาเลส อารีอัส พระสังฆราชประจำสังฆมณฑล ซึ่งทันทีที่ได้ฟังท่าน พระคุณเจ้าอารีอัสก็เห็นด้วยกับโครงการนี้ และได้เป็นผู้ดำเนินไปยังสันตะสำนักในเดือนธันวาคมปี ค.ศ.1944 




ขั้นต่อไปก็ต้องมีอาราม ซึ่งครั้งแรกพี่ชายของท่านก็ได้เสนอขายที่ดินติดป่าให้ท่านในราคาครึ่งหนึ่งของราคาปกติ แต่ในเวลานั้นท่านก็ไม่มีเงินแม้แต่แดงเดียวที่จะไปทำอะไรได้ กระนั้นท่านก็ไม่ได้ละความวางใจ ตรงกันข้ามท่านกับเชื่อแน่ว่านี่คือการลองใจจากพระญาณสอดส่องของพระเจ้า “วันและเดือน ความทุกข์ ความสุข ความสงสัย ความหวาดวิตกผ่านไปภายใต้ความวางใจต่อพระเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าและการรอท่าอยู่รอบๆพระองค์”

และแล้วในวันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ.1945 สันตะสำนักก็อนุมัติให้ท่านเปิดบ้านที่เมืองกูเอร์นาวากาได้ แต่เวลานี้ท่านก็ยังหาที่ไม่ได้เลย ดังนั้นเอง ท่านจึงทูลกับพระเยซูเจ้าว่า “ตอนนี้พระองค์ก็มีทุกอย่าง และก็สามารถตั้งคณะได้แล้ว แต่จะที่ไหนละ ที่บ้านไหน” และเพิ่มการภาวนาให้ทวีมากยิ่งขึ้นไปอีก จนวันหนึ่งพี่ชายของท่านที่ชื่อ โฮเซ มาเรีย ก็เสนอจะยกบ้านหลังเล็กๆของเขาที่กูเอร์นาวากาให้คณะใหม่ของท่าน จึงทำให้ในวันที่ 21 สิงหาคม ปีเดียวกัน ท่านในวัย 41 ปี พร้อมซิสเตอร์จากอารามห้าคนที่สนใจก็ได้โบกอำลาคณะที่ท่านอยู่มาถึงสิบหกปี ท่ามกลางคำภาวนาและหยาดน้ำตา “ดิฉันออกจากอารามอาเว มารีอาที่รักของดิฉันไปตลอดกาล”




ที่บ้านคณะหลังใหม่ แม้จะไม่ได้กว้างใหญ่เท่าใดนัก ท่านก็จัดแจงวางพระแท่นที่งดงามซึ่งทำจากต้นซีดาร์ ตู้ศีลมหาสนิท และรูปแม่พระแห่งกวาดาลูปไว้ใกล้ๆกันอย่างสง่า ก่อนจะจัดให้พิธีมิสซาแรกในอารามหลังใหม่ที่ท่านตั้งนามว่า ‘บ้านเยซูมารีย์’ ขึ้นในวันที่ 25 สิงหาคม ปีเดียวกัน แต่นั้นมาคณะใหม่ของท่านก็ค่อยๆเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถขยายบ้านของคณะให้กว้างขึ้นตามแบบแผนที่ท่านวางไว้ โดยมีท่านเป็นผู้ดูแลไม่ว่าจะเป็นเรื่องการก่อสร้าง ยันเรื่องความเป็นอยู่ของคนงานว่าขาดตกบกพร่องอะไรบ้างไหม และไม่วายฉวยโอกาสเหล่านี้สอนคำสอนและพูดถึงเรื่องความรักของพระเจ้าให้พวกเขาฟัง

ในปี ค.ศ.1950 ท่านก็ได้ร่างธรรมนูญของคณะใหม่ ซึ่งได้รับการอนุมัติในวันที่ 22 มิถุนายน ปีถัดมาจากสันตะสำนัก ดังนั้นเองชื่อของ ‘คณะธรรมทูตกลาริสแห่งศีลมหาสนิท’ จึงได้รับการจารึกไว้ในสารบบคณะนักบวชของพระศาสนจักร โดยมีท่านเป็นมหาธิการิณีคนแรกของคณะ


“จิตตารมณ์ของธรรมทูตกลาริสคือความรักและความวางใจ” เพียงแค่ระยะเวลาหกปี คณะใหม่ของท่านก็มีสมาชิกเพิ่มขึ้นถึงเก้าสิบสองคน และมีบ้านคณะเพิ่มอีกที่คือปูเอบลา ซึ่งภายหลังได้รับการรับรองคณะ ในวันที่ 14 สิงหาคม ท่านก็ได้พานวกะจากปูเอบลามายังกูเอร์นาวากา เพื่อเข้ารับการอบรม “มาเถิด ลูกรัก พันธกิจกำลังรอเราอยู่ และก็ไม่มีอะไรจะหยุดยั้งเราได้” หลังจากนั้นในเดือนกันยายน ปีเดียวกัน ท่านก็ได้ส่งสมาชิกสี่คนไปทำงานที่ญี่ปุ่น แม้ในเวลานั้นท่านจะไม่มีเงินพอที่จะเป็นค่าใช้จ่าย แต่ท่านก็มอบความวางใจทั้งหมดไว้กับพระ และจัดเตรียมทุกอย่างให้พร้อม

“ลูกรัก อย่าได้คิดถึงตัวเอง พระเจ้าทรงสมควรได้รับทุกสิ่ง การมอบตนของพวกเราจะต้องไม่มีข้อจำกัดใดอย่างสิ้นเชิง ทุกอย่างช่างเป็นเรื่องเล็กน้อยยิ่งเมื่อเทียบกับสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำเพื่อเราแต่ละคน จงมีจิตรารมณ์แห่งการภาวนา จิตารมณ์ของชีวิตภายใน จงระลึกถึงบรรดาพี่น้องที่ต้องการและเฝ้ารออย่างมีความหวังเถิด”


ในปี ค.ศ.1979 เพื่อขยายงานให้กว้างขึ้น ท่านก็ได้ก่อตั้งคณะ ‘ธรรมทูตแห่งองค์พระคริสตเจ้าเพื่อพระศาสนจักรสากล’ สำหรับผู้ชายเพื่อร่วมเป็นอีกแรงหนึ่งที่จะร่วมกันขยายพระอาณาจักรของพระเจ้าภายใต้คำขวัญประจำครอบครัวอิเนซีเอนา(คณะต่างๆที่มีจิตตารมณ์ของท่าน)ที่ว่า “เพราะพระคริสตเจ้าจะต้องทรงครองราชย์”(1 โครินธ์ 15:25)

“ไม่ลืมที่จะยกถวายงานเพื่อความรอดของวิญญาณของพวกเราไว้กับองค์พระผู้เป็นเจ้า และมอบความต้องการของเราไว้บนพระหัตถ์ของพระมารดาโมเรนิตา(แม่พระแห่งกวาดาลูป)” ตลอดชีวิตของท่าน ท่านมีศีลมหาสนิทและแม่พระเป็นศูนย์กลางของชีวิต เป็นพิเศษกับแม่พระแห่งกวาดาลูป ที่ในพินัยกรรมของท่าน ท่านได้ยกให้พระนางในชื่อนี้เป็นองค์อุปถัมภ์และเจ้าของบ้านและวัดทุกหลังของคณะ นอกนี้แล้วตลอดชีวิตของท่าน เคล็ดลับในการผ่านพ้นปัญหาต่างๆมาได้คือ การวางความทุกข์ใจของท่านไว้เบื้องหน้าตู้ศีลและแม่พระ


ท่านเป็นคนสงบเสงี่ยม มีความรับผิดชอบ ร่าเริง และร้อนรนในงานแพร่ธรรม ท่านมักเดินทางไปเยี่ยมงานแพร่ธรรมในที่ต่างๆเพื่อที่จะส่งเสริมการศึกษาและมนุษยธรรมของเด็ก คนยากไร้ เพราะคณะที่คุณแม่ตั้งมีจุดมุ่งหมายเพื่อพวกเขาเหล่านั้นในสถานที่ที่ยากไร้ทุกมุมโลก “กระแสเรียกการเป็นธรรมทูตดำรงอยู่ในตัวของดิฉันเป็นนิจ เพราะเมื่อพระเจ้าทรงกระทำให้ดิฉันรู้สึกปรารถนาจะอยู่กับพระองค์โดยสิ้นเชิง กระแสเรียกของดิฉันก็คือการเป็นธรรมทูต”

และด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างขวางและเรียบง่าย ในปี ค.ศ.1967 ท่านก็ตัดสินลอดทอนความซับซ้อนของเครื่องแบบคณะลง หลังจากนั้นอีกสองปี ท่านก็ย้ายบ้านแม่ของคณะจากเม็กซิโกมายังกรุงโรม ซึ่งสร้างแล้วเสร็จและได้รับการเปิด-เสกในวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ.1978 ก่อนสองปีถัดมา คือในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1980 ท่านจึงได้ออกเดินทางไปเยี่ยมบ้านของคณะที่มีถึง 47 แห่งทั่วทุกมุมโลกเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อไปเป็นพยานถึงงานของคณะผ่านการมาและคำพูดของท่าน



ในปี ค.ศ.1980 ท่านก็ถวายตนมาได้ห้าสิบปีพอดี พวกซิสเตอร์จึงได้จัดให้มีงานฉลองสุวรรณสมโภชให้ท่านที่บ้านคณะในกรุงโรมในวันที่ 9 ธันวาคม ซึ่งในโอกาสนั้นสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ก็ได้ทรงเสด็จมาร่วมแสดงความยินดีกับท่าน พระองค์ได้ทรงคำนับท่านนั่งอยู่บนรถเข็น เพราะเวลานนี้ท่านล้มป่วยลงด้วยโรคมะเร็งและกระดูกไขสันหลังเคลื่อน ทรงจุมพิตที่หน้าผากของท่าน ฝั่งท่านเองก็รีบคว้าพระหัตถ์ของพระองค์ขึ้นมาจุมพิตความรักและภักดีดั่งที่ท่านสอนบรรดาธิดาเสมอ พระองค์ได้ตรัสกับท่านอย่างเป็นธรรมชาติว่า “ท่านช่างสัตย์ซื่อยิ่งนัก ช่างเป็นสตรีที่สัตย์ซื่อยิ่ง”

ท่านสิ้นใจอย่างสงบในเวลา 19.00 น. ของวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ.1981 ในโรม ประเทศอิตาลี ขณะอายุได้ 77 ปี ภายหลังพูดขึ้นว่า “ถูกแล้วลูกรัก เราทำสำเร็จแล้ว ขอขอบพระคุณพระเจ้า” ร่างของท่านถูกฝังไว้ ณ บ้านแม่ของคณะในกรุงโรม และภายหลังจากมีการดำเนินเรื่องขอแต่งตั้งท่านเป็นบุญราศี จนมีอัศจรรย์ประกอบ ในวันที่ 21 เมษายน ค.ศ.2012 สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ก็ได้สถาปนาท่านขึ้นเป็นบุญราศี โดยมีผู้แทนพระองค์คือพระคุณอังเจโล อมาโตเป็นประธาน ณ มหาวิหารแม่พระแห่งกวาดาลูป 


จากชีวิตของคุณแม่ทุกคนคงเห็นถึงอีกตัวอย่างหนึ่งของนักแพร่ธรรมที่ดีอีกแบบหนึ่งในด้านการกระตือรือร้นในงานแพร่ธรรม ความวางใจในพระเจ้าที่คุณแม่ได้แสดงออกมาตลอดชีวิตของคุณแม่และความกล้าทีจะเดินตามน้ำพระทัยของพระ อย่างไม่มีข้อขัดข้อง คุณแม่กล้าที่จะกระโดดจากหลังกำแพงที่สูงของอารามที่คุณแม่คิดว่าที่นั่นพระได้เรียกคุณแม่ไว้หลังกำแพง แต่ไม่งานของคุณแม่อยู่นอกกำแพงอาราม ดังนั้นคุณแม่จึงไล่ตามเสียงพระด้วยการกระโดดข้ามกำแพงอารามไปพร้อมความวางใจของพระไป เพื่อไล่ตามน้ำพระทัยของพระเจ้าอย่างเด็ดเดี่ยว คุณแม่กระโดดข้ามกำแพงไปพร้อมกับเมล็ดพันธุ์ของความเชื่อและแสงสว่าวของพระเจ้า ที่คุณแม่เตรียมมันไว้ในกระเป๋าของคุณณแม่และพร้อมเสมอที่จะหว่านเมล็ดพันธ์และมอบความสว่างนั้นแด่โลกใบนี้



ข้าแต่ท่านบุญราศีมาเรีย อิเนส เทเรซา แห่ง ศีลมหาสนิท ผุ้มีความกระตือรือร้นในงานแพร่ธรรม ช่วยวิงวอนเทอญ



ข้อมูลอ้างอิง

วันอังคารที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2556

ผู้สร้างบ้านแห่งความรัก "หลุยส์ มาร์แต็ง และ เซลี เกแร็ง"

นักบุญหลุยส์ มาร์แต็ง และ นักบุญเซลี เกแร็ง
St. Louis et Zélie Martin
ฉลองในวันที่ : 12 กรกฎาคม

หากเอยถึงนามนักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซู ทุกคนที่เป็นคริสตังคงรู้จักกันเป็นอย่างดีถึงความศักดิ์ของท่านและครอบครัวของท่าน  แต่เมื่อไม่นานมานี้เองบิดาและมารดาอันเป็นที่รักยิ่งของท่านก็ได้รับการสถาปนาเป็นบุญราศี ไม่ใช่เพียงแค่เพราะว่าเขาทั้งสองเป็นบิดาและมารดาของนักบุญ แต่เพราะตัวอย่างจากการดำเนินชีวิตที่ติดตามองค์พระคริสต์และมีรูปแบบของชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างเรียบง่ายทั้งในชีวิตของพวกเขาและในชีวิตของครอบครัวต่างหากละที่ทำให้ทั้งสองเป็นนักบุญ

หลุยส์ โยเซฟ สตานิสลอส มาร์แต็ง เกิดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ.1823 ที่เมืองบอร์โดซ์ จังหวัดฌีรงด์ แคว้นอากีแตน ประเทศฝรั่งเศส เขาเป็นลูกคนสุดท้องของนายทหารชื่อ ปีแอร์ ฟร็องซัวส์ มาร์แต็ง กับ แฟนี บูเรโบ สองสามีภรรยาผู้หลังจากเกิดหลุยส์ได้ไม่นานก็พากันย้ายไปอาวิญง  สทราซบูร์ กระทั้งที่สุดเมื่อปีแอร์ออกจากราชการในปี ค.ศ.1830 ทั้งสองก็ตัดสินใจลงหลักปักฐานที่เมืองอลังซอง    หลุยส์จึงได้เข้าโรงเรียน จนจบชั้น แทนที่จะเลือกเดินตามรอยบิดา ในปี ค.ศ.1844 หลุยส์ก็ตัดสินใจไปเรียนทำนาฬิกาที่เมืองแรนส์กับญาติ ประมาณปีหนึ่งเขาจึงเดินทางไปเรียนต่อที่เมืองสทราซบูร์และปารีสตามลำดับ


อาเซลี มารี เกแร็ง หรือ เซลี เกิดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ.1831 เมืองก็องเดอแล็ง ในจังหวัดออร์น แคว้นบัส-นอร์ม็องดี ประเทศฝรั่งเศส เธอเป็นลูกคนกลางจากลูกทั้งหมดสามคนของอดีตทหารผ่านศึกนามอิสิดอร์ เกแร็ง กับเกษตรกรหญิงนาม หลุยส์ ฌาน มาเซ เธอมีพี่สาวหนึ่งคนที่เกิดก่อนเธอสองปีคือ มารี หลุยส์ และน้องชายอีกหนึ่งคนที่เกิดให้หลังเธอสิบปีคือ อิสิดอร์  แต่อนิจจาชีวิตวัยเยาว์ของเธอไม่ได้สวยงามเลย ท่านให้คำจำกัดความชีวิตในช่วงนั้นในจดหมายถึงน้องชายว่า“ความเศร้าโอบคลุมไปทั่ว เพราะ หากคุณแม่เสียน้องไปพร้อมกับพี่ น้องก็รู้ ว่าท่านเป็นคนเคร่งแค่ไหน ท่านผู้แสนดีจะไม่คิดหาทางพร้อมกับพี่ และฉะนั้นเองพี่จึงทุกข์ใจเป็นยิ่งนัก”

ในเดือนกันยายน ค.ศ.1844  ครอบครัวของเธอก็ตัดสินใจพาครอบครัวย้ายมายังเมืองอลังซอง เธอและพี่สาวจึงได้เข้าโรงเรียนของคณะภคินีผู้เคารพนมัสการ ณ ที่นั่นเธอเป็นเด็กฉลาด ขยัน และตั้งใจเรียน และนอกจากนี้ระหว่างเรียนอยู่ที่นั่นเอง ที่ภายในของเธอ เธอก็รู้สึกถูกเรียกให้ถือพรหมจรรย์ “ดิฉันต้องการเป็นนักบุญ ซึ่งไม่ง่ายเลย”


ตัดกลับมาที่หลุยส์ มาร์แต็ง ที่เวลานี้โตเป็นหนุ่มใหญ่วัย 22 ปี ในระหว่างที่เขากำลังเรียนทำนาฬิกาอยู่ที่เมืองสทราซบูร์นั้น ใจหนึ่งของเขาก็ปรารถนาจะถวายตนรับใช้พระอยู่ในคณะการ์ตูนเซียน ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจไปสมัครเข้าอารามกร็องด์ แซงต์ แบร์นาร์ด ของคณะซึ่งตั้งบนเทือกเขาแอลป์ สวัส  และเริ่มเรียนภาษาละติน แต่เรียนไปเท่าไรๆ แม้เขาจะพยายามมากแค่ไหน เขาก็ไม่อาจทำได้ ทำให้ท้ายสุดเขาจึงต้องจำโบกมืออำลาความฝันนี้ไป และกลับมาเรียนทำนาฬิกาต่อ

ชะตากรรมไม่ต่างกันเกิดขึ้นกับเซลี เพราะเมื่อเธอเรียนจบแล้ว ด้วยรู้สึกมีกระแสเรียก เธอจึงขอเข้าคณะนั้น แต่ก็ถูกคุณแม่อธิการปฏิเสธ เซลีจึงตัดสินใจที่จะแต่งงานและมีลูกถวายแด่พระทุกคน เธอจึงหนไปหาแม่พระเพื่อถามว่าเธอจะหาสินสอดที่ไหน ทันทีก็มีเสียงภายในตรัสกับเธอว่า “จงไปทำผ้าลูกไม้อาลังซอง”ดังนั้นเซลีจึงเริ่มเรียนถักผ้าลูกไม้ตามแบบอาลังซอง ทำให้บัดนี้ชายหญิงคู่หนึ่งผู้ไม่เคยรู้จักกันก่อน จึงต่างประสบชะตาเดียวกัน คือ การไม่ได้ไล่ตามความฝันในอาราม แต่ทั้งสองก็ไม่เคยรู้เลยว่า พระเจ้าทรงประสงค์ให้ทั้งสองเกิดมาคู่กัน เพื่อเป็นแบบอย่างครอบครัวคริสต์ชนที่ดีทั้งภายในและภายนอกในอนาคต


ภายหลังจากความผิดหวัง หลุยส์ก็ไปเรียนทำนาฬิกาต่อที่ปารีสอยู่ประมาณสามปี เขาจึงเดินทางกลับมายังเมืองอาลังซอง และได้เปิดร้านรับซ่อมนาฬิกาและเครื่องประดับอย่างขยันขันแข็งและซื่อสัตย์ ที่ ถนน รือ ดือ ปงต์ เนฟ ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1850 เวลาไล่เลี่ยกันในปลายปี ค.ศ.1853 หลังจากหันมาทำงานเป็นช่างถักลูกไม้แล้ว เซลีกับพี่สาวก็ได้ร่วมกันเปิดร้านทำผ้าลูกไม้ที่ถนน รือ แซงต์ บาลีเซอ และด้วยฝีมือของเธอ ไม่นานงานของเธอก็เป็นเลื่องลือกัน

เซลีตระหนักดีว่าเธอต้องรักลูกจ้างเหมือนสมาชิกในครอบครัวคนหนึ่ง เช่นเดียวกันกับเพื่อนบ้านและผู้คนที่เธอรู้จัก เธอก็ต้องรักพวกเขาเช่นนั้น เซลีพร้อมเสมอที่จะต่อสู้กับความอยุติธรรม และพร้อมเสมอเช่นกันที่จะช่วยคนอื่นๆ เธอมีพระคัมภีร์เป็นเครื่องชี้นำเธอไปในทุกหนแห่ง ส่วนหลุยส์ พอเขากลับมาจากปารีส เขาก็ใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบภายใต้การรำพึงภาวนา อาจมีไปตกปลาบ้าง ล่าสัตว์บ้างสองสามครั้ง  และพบเพื่อนกลุ่มคาทอลิกวิตัล โรเมต(กลุ่มคริสตังผู้ใหญ่ 12 คนที่มารวมตัวกัน)ในตอนเย็น


ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดีกระทั้งวันหนึ่งในช่วงเดือนเมษายน ค.ศ.1858 ภายหลังจากพี่สาวของเซลีเข้าอารามแม่พระเสด็จเยี่ยมที่เลอ ม็องซ์ไปแล้ว ขณะเซลีกำลังเดินข้ามสะพานแซงต์ ลิวนาร์ด เธอก็เดินสวนกับชายคนหนึ่ง ผู้มีใบหน้าแบบผู้ดีเก่า เขาหายใจอย่างช้าๆ และมีท่วงท่าที่สง่าน่าประทับใจเหลือเกิน “นี่คือเขาที่เราเตรียมไว้เพื่อลูก” เสียงหนึ่งก้องขึ้นในวิญญาณของเซลี

ชายผู้นั้นก็คือ หลุยส์ ช่างซ่อมนาฬิกา ผู้ที่เวลาไล่ๆกันมารดาของเขาที่ไม่อยากให้บุตรชายเป็นโสดเท่าไรนัก ก็ได้เล่าให้เขาฟังถึงช่างถักลูกไม้สาวที่เธอพบที่โรงเรียนสอนถักชื่อว่า เซลี ดังนั้นนับจากวันนั้นเมื่อได้รู้ว่าใครเป็นใครแล้ว ทั้งสองก็ได้มาพบกัน เริ่มจากการชมกันและกัน และในไม่ช้าความรักก็ผลิบานในหัวใจของทั้งสอง ความแคลงใจเรื่องการถวายตนมลายไปสิ้น ทั้งสองต่างเห็นพ้องกันว่าการแต่งงานของพวกเขาไม่ใช่งานแต่งแบบชนชั้นกลางทั่วไปในอาลังซอง แต่คือการร่วมกันเปิดประตูไปสู่น้ำพระทัยของพระเจ้า


ที่สุดในเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 13 กรกฎาคม ปีเดียวกัน ภายหลังจากคบหาดูใจกันดีแล้ว หลุยส์ก็จูงมือเซลีเข้าพิธีสาบานรัก ณ วัดนอเตร ดาม ในเมืองอาลังซอง พร้อมการตัดสินใจที่ว่าทั้งคู่จะอยู่กันแบบพี่ชายน้องสาวบนความไม่มักมากต่อกันและกัน แต่พระปรีชาญาณไม่ได้กำหนดให้ทั้งสองเจริญชีวิตเช่นนี้ ทั้งสองถือกฎเช่นนี้อยู่สิบเดือน ผ่านคำแนะนำของคุณพ่อวิญญาณ ทั้งสองจึงเปลี่ยนความคิด ดังนั้นในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1860 ถึง ค.ศ.1873 เซลีจึงได้ให้กำเนิดบุตรธิดาถึงเก้าคนแต่รอดเพียงห้าคนดังนี้
1.มารี บุตรีและบุตรคนแรกเกิดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1860
2.โปลีน บุตรีคนที่ 2 เกิดเมื่อวันที่ 7 กันยายน ค.ศ.1861
3.เลโอนี บุตรีคนที่ 3 เกิดเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ.1863
4.เฮเลน บุตรีคนที่ 4 เกิดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ.1864 (เกี่ยวข้องกับอาการป่วยของเซลีในอนาคต) เฮเลนเสียชีวิตลงในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1870
5.โจเซฟ บุตรคนที่ 5 และบุตรชายคนแรก เกิดเมื่อวันที่ 20 กันยายน ค.ศ.1866  แต่ไม่นานในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1867 ทารกโจเซฟก็ได้เสียชีวิตลง
6.ฌอง บัพติส บุตรคนที่ 6 เกิดเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ.1867 แต่ไม่ถึงปีฌองก็เสียชีวิตลงในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ.1868
7.เซลีน บุตรคนที่ 7 เกิดเมื่อวันที่ 28 เมษายน ค.ศ.1869
8.มารี เมลามี บุตรคนที่ 8 เกิดเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ค.ศ.1870 และเสียชีวิตลงในวันที่ 10 ตุลาคม ปีเดียวกัน
9.มารี ฟร็องซัวส์ เทเรซา เกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม ค.ศ.1873 

ต่อมาสืบเนื่องจากลูกไม้ของเซลีขายดีมาก ในปี ค.ศ.1860 หลุยส์จึงเลิกทำร้านและหันมาช่วยขายผ้าลูกไม้ของเซลีด้วยการพกออกไปขายตามที่ต่างๆ ทั้งช่วยออกแบบลายลูกไม้ร่วมกับเธอด้วย ฝ่ายเซลีเองก็รับหน้าที่ดูแลลูกจ้างหญิงสิบห้าคนที่จะทำงานที่บ้านของตัวเอง โดยมีกำหนดวันพฤหัสบดีเป็นวันที่เธอจะไปตรวจงานและรับฝ้ายมาให้ และให้คำแนะนำพวกเขาในการทำในสัปดาห์ต่อไป และเมื่องานเสร็จเซลีก็จะทำหน้าที่ประกอบมัน จนบ่อยๆเธอต้องทำงานถึงดึกดื่น


แต่กระนั้นเธอก็ไม่เคยลืมหน้าที่มารดา เธอพร้อมเสมอที่จะให้เวลากับลูกๆ เมื่อพวกเขาต้องการ และเมื่อลูกสาวคนต่อสองคนเข้าโรงเรียนประจำ เธอก็มักเขียนจดหมายหาพวกเขาบ่อยๆ ส่วนความสัมพันธ์ของเธอกับสามีน่ะหรือ คงไม่ต้องบอก พวกเขายังคงรักกันหวานชื่อดี สังเกตจากจดหมายที่เซลีเขียน “ภรรยาของพี่ผู้รักพี่มากเสียกว่าชีวิตของเธอเอง” , “น้องขอสวมกอดพี่ น้องรักพี่” ฝั่งของหลุยส์ใช่ย่อย “พี่ขอสวมกอดน้องด้วยสุดหัวใจพี่ขณะรอคอยความยินดีของการได้อยู่ร่วมกับน้องอีกครั้งหนึ่ง”

ในปี ค.ศ.1871 ทั้งสองก็ตัดสินใจย้ายไปอยู่บ้านเก่าของเซลี ที่นั่นทั้งสองได้ช่วยกันอบรมบรรดาธิดาน้อยๆที่เหลืออยู่ และได้ให้กำเนิดธิดาคนสุดท้ายคือ มารี ฟร็องซัวส์ เทเรซา แม้ว่าจะต้องผ่านความทุกข์จากการสูญเสียลูกไปถึงเก้าคน ทั้งคู่ก็น้อมรับน้ำพระทัยพระ “เมื่อดิฉันปิดตาของลูกรักและเตรียมฝังศพของเพวกขานั้น แน่นอนดิฉันย่อมเสียใจ แต่ขอบคุณพระหรรษทานของพระเจ้า ดิฉันพร้อมสละทุกสิ่งเพื่อน้ำพระทัยของพระเสมอ ดิฉันไม่เสียใจเลยที่ต้องรับเจ็บปวดและเสียสละเพราะพวกเขา”


เซลีกล่าวต่อว่า “ดิฉันละไม่เข้าใจคนที่กล่าวว่า ‘เธอจะได้ควรได้รับสิ่งดีกว่านี้โดยไร้เรื่องทั้งหมดนี้’ เสียจริงๆ” เซลีกล่าวเสริมอีกว่า “เดี๋ยวนี้พวกเขากำลังเพลินเพลงอยู่ในสวรรค์ ทั้งนี้ดิฉันก็ไม่ได้สูญเสียเขาไปตลอดเสียหน่อย ชีวิตนั้นสั้นนัก และดิฉันจะได้พบพวกเขาอีกครั้งในสวรรค์”

ดังนั้นทั้งสองจึงตั้งใจดูแลของขวัญที่เหลืออยู่นี้อย่างดี “พวกเรามีชีวิตอยู่เพียงเพื่อพวกเขา พวกเขาคือความสุขทั้งหมดของเรา” เซลีเขียน เธอสอนให้ลูกๆทุกคนหมั่นถวายหัวใจของพวกเขาต่อพระเจ้าผู้แสนดี เพื่อพวกเธอจะได้สามารถน้อมรับความยากลำบากต่างๆในชีวิตประจำวันซึงเป็นที่โปรดปรานของพระเยซูเจ้าได้ “ดิฉันรักเด็กมาก ดิฉันเกิดมาเพื่อมีลูก”ความปรารถของเซลีคือการที่ลูกๆทุกคนของเธอจะเป็นนักบุญ และแม้จะมีความตั้งใจเช่นนี้ มันก็ไม่ได้หยุดเธอให้จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ เกม ทำให้ทุกๆคนในครอบครัวต่างมีความสุข


ส่วนฝ่ายความเชื่อ ทั้งสองจะตื่นไปมิสซาตอน 5.30 น. ทุกวันและหมั่นรับศีลหลายครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นที่แปลกในสมัยนั้น นอกจากนั้นทั้งสองยังอดอาหารและพลีกรรม ทั้งสองจะไม่ทำงานวันอาทิตย์ ทั้งไปเยี่ยมคนชรา คนป่วย คนใกล้ตาย และเมื่อมีโอกาสทั้งสองก็มักเชื้อเชิญให้คนเรร่อนมาร่วมโต๊ะอาหารกับพวกเขาอย่างไม่รังเกียจ นอกจากนี้ในช่วงแรกๆที่แต่งงาน ทั้งสองยังช่วยสงเคราะห์เด็กที่มารดาเสียชีวิต และเด็กๆคนอื่นอีกถึงสิบเอ็ดคน

ระหว่างดูแลลูกอยู่นั่นเอง ตั้งแต่ปี ค.ศ.1876 เป็นต้นมาเซลีก็เริ่มมีอาการเจ็บที่หน้าอก เธอจึงไปพบแพทย์และได้คำตอบว่า เธอป่วยเป็นเนื้องอกที่เต้านมซึ่งอยู่ในระยะสุดท้ายแล้ว คือ ไม่มีทางรักษา ทำได้ดีสุดคือต่อชีวิตเธอไป ทันทีเซลีรีบทรงข่าวนี้ไปบอกหลุยส์  ทั้งจึงช่วยกันเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ แต่ไม่นานโปลีนก็ผ่านมาได้ยินทั้งสองพูดกันเธอจึงคะยั้นคะยอจนทั้งจำต้องบอก และไม่นานลูกๆที่เหลือก็รู้อาการป่วยของมารดา กระนั้นเธอก็ไม่ดำเนินชีวิตผิดแปลกไปจากอื่น นอกจากสวดภาวนาด้วยใจร้อนรนมากขึ้นเพื่อวิงวอนการรักษา เธอยังคงทำผ้าลูกไม้และดูแลงานบ้านที่ยุ่งวุ่นวายแม้จะมีมารีมาคอยช่วย


ลุมาถึงมหาพรตปี ค.ศ.1873 ทั้งที่ไม่ค่อยแข็งแรงเธอก็ยังคงร่วมอดอาหารและอดเนื้อร่วมกับพระศาสนจักร กระทั้งมาถึงช่วงมิถุนายน เซลีพร้อมมารี โปลีนและเลโอนิน ก็ตัดสินใจเดินทางไปลูร์ดเพื่อหวังอัศจรรย์แห่งแม่พระ แต่ก็ไร้ผล เธอเริ่มมีอาการเจ็บคอ  กระนั้นท่ามกลางผิดหวังของลูกๆ เซลีก็กล่าวปลอบใจลูกๆว่า “แม่พระได้ตรัสกับแม่เช่นเดียวกับที่ทรงตรัสกับแบร์นาแด็ตว่า ‘แม่จะทำให้ลูกมีความสุข แต่ไม่ใช่ในโลกนี้แต่เป็นในโลกหน้า’”

เมื่อกลับมาถึงอาลังซองเธอก็จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเพื่อทุกสิ่งจะได้พร้อมในยามที่เธอไม่อยู่  และสุดท้ายหลังจากเจ็บหนักถึงสองวัน ในเวลา 0.30 น. ของวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ.1877 ขณะอายุเพียง 45 ปี  ท่ามกลางสามีทีรักและน้องชาย น้องสะใภ้ “ดิฉันรักรอยยิ้มของคุณแม่และความลึกล้ำของท่านที่ดูเหมือนจะพูดว่า ‘นิรันดร์ภาพดึงดูดลูกและทำให้ลูกเป็นสุข บัดนี้ลูกกำลังไปยังท้องฟ้าเพื่อชื่นชมพระเจ้า’ ”


หลังจากนั้นด้วยการกระตุ้นของน้องสะใภ้ของเซลี หลุยส์ก็ขายบ้านที่เมืองอาลังซอง และย้ายมายังเมืองลิซิเออซ์ในเดือนพฤศจิกายน ปีเดียวกัน เพราะก่อนตายเซลีได้มองไปยังเซลิน น้องสะใภ้ของเธอ เธอจึงถือว่าเซลีได้ฝากลูกๆของเธอไว้กับเธอ ดังนั้นเพื่อให้ง่าย เธอจึงขอให้เขาพาครอบครัวย้ายมา  และเมื่อมาถึงหลุยส์ก็ได้คฤหาสน์ที่รายล้อมไปด้วยสวนในบุยซงเน็ตส์ เป็นบ้าน สำหรับบรรดาธิดาน้อยของเขา

หลุยส์ตัดขาดจากทุกสิ่งในอาลังซอง และทุ่มเทเวลาที่เหลือทั้งหมดเพื่อธิดาน้อยที่น่ารักของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทเรซาน้อยที่เขามักเรียกเธอว่า “ราชินีน้อย” เขาหยุดทำงาน และเจริญชีวิตอย่างสันโดษผ่านการอ่านหนังสือ การเขียน และการรำพึง โดยมีมารีวัย 17 ปีทำหน้าที่เป็นคนดูแลงานบ้าน ส่วนโปลีนที่ขณะนั้นอายุได้ 16 ปี ก็มีหน้าที่คอยสอนหนังสือเล็กน้อยๆแก่น้องเล็กๆทั้งสองโดยเฉพาะเทเรซา นอกนี้ครอบครัวก็มีกิจวัตรหลักๆคือในวันอาทิตย์ครอบครัวจะพากันไปร่วมมิสซาอาสนวิหารประจำเมือง ก่อนจะไปร่วมกันทานอาหารกับคุณน้าทั้งสองที่บ้าน


เซลีเคยกล่าวว่า “นักบุญเป็นสามีของดิฉัน ดิฉันปรารถนาให้เป็นเช่นเดียวกันกับผู้หญิงทุกคน” เซลียังได้บันทึกเรื่องราวของหลุยส์เรื่องหนึ่งว่า ครั้งหนึ่งหนึ่งในนาฬิกาของหลุยส์โดยทหารปรัสเซียขโมยไป ดังนั้นด้วยความโกธร หลุยส์จึงจับผู้ร้ายนั้นโยนออกจากบ้านอย่างตึงตัง ก่อนจะรีบไปยื้นฟ้องชายคนนั้น แต่เมื่อเขาตระหนักได้ว่าชายผู้นั้นจะต้องถูกยิงเป้าแน่ รุ่งขึ้นเขาจึงเดินทางไปศาลและถอนฟ้องชายคนนั้นเสีย นักบุญเทเรซาเองก็บันทึกว่า “คุณแม่และทุกคนที่รู้จักท่านต่างก็ยืนยันได้ว่า ท่านไม่เคยพูดสิ่งใดที่ขาดความเมตตาจิตแม้เพียงคำเดียว”

เมื่อเลโอนี เซลิน เทเรซา โตพอหลุยส์ก็ให้พวกเขาเข้าเรียนที่โรงเรียนประจำของคณะเบเนดิกตินในลิซิเออซ์ หลังจากนั้นในปี ค.ศ.1882 โปลิน บุตรสาวคนที่สองของเขาก็ตัดสินใจที่จะเข้าอารามคาร์แมลในลิซิเออร์และได้รับนามใหม่ว่า “ภคินีอักเนสแห่งพระเยซูเจ้า” ก่อนจะตามด้วยมารี บุตรสาวคนแรกก็ตัดสินใจเช่นเดียวกับน้องของเธอ เธอเข้าอารามคาร์แมลลิซิเออซ์ในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1886 และได้รับนามใหม่ว่า“ภคินีมารีแห่งพระหฤทัย” 


ซึ่งหลุยส์ก็อนุญาต แม้ลึกๆเขาจะรู้สึกเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียมารีผู้เป็นดั่งอัญมณีของเขาไป เพราะเขาเลือกที่จะน้อมรับน้ำพระทัยของพระเจ้า แต่ไม่ทันทีความเจ็บปวดจะหายไปในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน เลโอนีก็ขอเข้าอารามคณะกลาริส แต่เพียงเจ็ดสัปดาห์ต่อมาเธอก็ต้องออกจากอาราม เพราะชีวิตยากไร้ไม่เหมาะกับเธอ ทำให้บรรยากาศของครอบครัวมาร์แต็งกลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็เพียงไม่นาน…

ในฤดูใบไม้ผลิปีถัดมา เลเอนีก็ขอเข้าอารามแม่พระเสด็จเยี่ยมในเมืองก็อง(ซึ่งเธอต้องถูกให้ออกถึงสองครั้ง กระทั้งที่สุดหลังจากเทเรซสิ้นใจแล้ว เธอจึงได้เข้าอารามตามที่ฝันและได้รับนาม ภคินีฟรังซัวส์ เทเรซา) ระหว่างนั้นเองในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ.1887 หลุยส์ก็มีอาการอัมพาตที่ซีกซ้ายของร่างกาย โชคยังดีที่ไม่ก่ชั่วโมงเขาก็หานเป็นปกติ


หลังจากการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของเทเรซาในช่วงคริสต์มาสปี ค.ศ.1886 เธอก็มีใจปรารถนาที่จะเป็นคาเมไลท์ไม่ใช่เพื่อไปหาพี่สาวของเธอ แต่เพื่อติดตามองค์พระคริสต์ ด้วยเหตุนี้ต่อมาหลังจากการภาวนาประจำวันในวันที่ 2 มิถุนายน ปีถัดมา เธอก็ไปหาบิดาของเธอในสวนและแสดงเจตจำนงที่จะเข้าอาราม  ในครั้งแรกหลุยส์ได้กล่าวกับราชินีน้อยของเขาว่าเธอยังอายุไม่ถึงเกณฑ์ แต่พระเจ้าทรงจัดเตรียมแผนการนี้ไว้แล้ว เพราะเพียงแว๊บเดียว หลุยส์ก็ละทิ้งความเชื่อนั้น พร้อมกล่าวเสริมว่านับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่พระเจ้าทรงขอเขาและบุตรสาวของเขา

และเมื่อสามรถเอาชนะใจน้าอิสิดอร์ได้แล้ว หลุยส์ก็พาราชินีน้อยไปขออนุญาตเข้าอารามกับพระสังฆราช ภายหลังจากการสัมภาษณ์อันเป็นไปด้วยดี พระสังฆราชก็กล่าวว่าท่านจะตัดสินใจในภายหลัง แต่ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าของเทเรซา หลุยส์จึงตัดสินใจพาเทเรซาและเซลินไปกรุงโรม เพื่อเข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 13


ทั้งสามนั่งรถไฟที่มุ่งหน้าไปยังโรมผ่านสวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี เวนิส โบโลญญาและโรม ตามลำดับ กระทั้งมาถึงเฉพาะพักตร์ของสมเด็จพระสันตะปาปา เทเรซาก็รีบทิ้งตัวลงแทบพระบาทของพระองค์พรางอ้อนวอนต่อพระองค์เพื่อที่เธอจะได้เข้าอารามคาร์แมล เหตุการณ์ในวันนั้นตรงกับวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ.1887 แต่อนิจจาสุดท้ายแผนการนี้ก็ล้มเหลว กระทั้งวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1888 จดหมายฉบับหนึ่งจากอารามจ่าหน้าถึงครอบครัวมาร์แต็ง ก็มาถึงบ้านของพวกเขา

เทเรซารีบแกะจดหมายนั้น และพบว่ามันคือจดหมายนัดวันเข้าอารามในช่วงเดือนเมษายนความดีใจเออล้นไปทั่ววิญญาณเทเรซา เธอรอคอยวันนั้นอย่าใจจดใจจ่อ และระหว่างรอนี้พ่อที่แสนดีอย่างหลุยส์ก็เสนอจะพาราชินีน้อยของเขาไปแสวงบุญที่เยรูซาเลม แต่หากไปจริง เธอจะต้องเลื่อนเวลาเข้าอารามไป ซึ่งแน่นอนเทเรซาไม่ยอม ดังนั้นในวันที่ 9 เมษายน ค.ศ.1888 เทเรซาจึงเข้าอารามคาร์แมลในลิซิเออร์  ณ ประตูที่กั้นเขตพรต เขาอวยพรราชินีน้อยของเขาพรางปล่อยให้ตาไหลเอ่อออกมาจากดวงตาชราคู่นั้น คืนนั้นเพื่อนของหลุยส์ บอกกับเขาว่า “แกนี่ดีเสียกว่าอับบราฮัมตัวจริงอีกนะ” หลุยส์ก็ตอบว่า “ถูกแล้ว หากผมอยู่ในสถานการณ์เดียวกับอับบราฮัม ผมก็จะถวายบูชาเช่นเดียวกัน แต่ในเวลาเดียวกันผมได้สวด สวดและสวด ผมพยายามยกมีดอย่างน่ากลัวอย่างช้าๆและขอให้พระเจ้าทรงส่งทูตสวรรค์และลูกแกะมา”


หลังจากนั้นรุ่งขึ้นเขาเขียนถึงเพื่อนๆว่า “ราชินีน้อยของผมเข้าอารามคาร์แมลเมื่อวานนี้ มีแต่พระเป็นเจ้าเท่านั้นที่จะทรงขอพลีกรรมเช่นนี้ได้ แต่พระองค์ทรงช่วยผมมากทีเดียว จนหัวของผมมีแต่ความยินดี แม้ในขณะที่กำลังร้องไห้” นับแต่วันนั้นมาสุขภาพของหลุยส์ก็ทรุดหนักลงเรื่อยๆ เซลีนเขียนถึงพี่สาวและน้องสาวของเธอว่า “คุณพ่อน้อยของพวกเรายามนี้ช่างชรา และไม่แข็งแรงแล้ว (…) หัวใจของน้องแตกสลาย เมื่อน้องคิดว่าท่านจะไปในไม่ช้า”

วันหนึ่งในระหว่างหลุยส์แวะมาเยี่ยมลูกๆ หลุยส์ได้บอกกับลูกๆว่า “พ่อเพิ่มกลับจากอาลังซอง ในวัดนอเตร ดาม พ่อได้รับพระหรรษทานยิ่งใหญ่ และความเทาใจมากมายจนต้องวิงวอนว่า พระเจ้าข้า นี่มันมากเกินไป ลูกมีความสุขมากเกินไปแล้ว นี่ไม่ใช่หนทางไปสวรรค์ ลูกต้องการเจ็บปวดเพื่อพระองค์ และขอถวายตัวของลูกให้เป็น..”เทเรซาได้เล่าเหตุการณ์ต่อจากนั้นว่า “คำว่า ‘เครื่องบูชา’ หยุดอยู่เพียงที่ริมฝีปากของท่าน ท่านไม่กล้าเอ่ยออกมาต่อหน้าพวกเรา”


หลุยส์เริ่มป่วยด้วยอาการหลอดเลือดแข็งตัว เขามีอาการเลือดเป็นพิษที่ทำให้เขามีอาการวิงเวียนศีรษะและสูญเสียความทรงจำ เขาเริ่มจะเดินหายออกไปจากบ้าน และต้องใช้เวลาสามหรือสี่วันจึงจะพบเขาที่เลออาฟวร์ไม่ก็ที่อื่น เพราะเขาหวังจะทำตามปรารถนาเดิมคือใช้ชีวิตอย่างสันโดษ ความทุกข์นี้ไม่ใช่มีแต่เพียงหลุยส์ เทเรซาเองก็ทุกข์เพราะบัดนี้ทั้งลิซเออซ์ไม่เว้นแม้แต่ในอารามเต็มไปด้วยข่าวที่ว่า หากหลุยส์เป็นบ้าก็เพราะลูกสาวที่รักของเขาเข้าอาราม

แต่ก่อนวันรับเสื้อของเทเรซาในวันที่ 1 มกราคม อาการของหลุยส์ก็ดีขึ้นจนพอมาร่วมพิธีครั้งนี้ได้ เทเรซาถือว่าวันนั้นเป็น “วันแห่งชัยชนะของท่าน” เพราะวันนั้นเซลีนก็ได้เผยความปรารถนาว่าจะเข้าอารามคาร์แมลเช่นกัน ทันที่ทราบหลุยส์รีบกล่าวขึ้นด้วยความยินดีว่า “เราต้องไปเฝ้าศีลเดี๋ยวนี้ และขอบคุณพระเยซูเจ้าสำหรับพระหรรษทานที่พระองค์ทรงโปรยปรายลงมายังครอบครัวของเรา และสำหรับเกียรติที่พระองค์ทรงประทานแก่เราด้วยการเลือกเจ้าสาวของพระองค์จากบ้านของพ่อ เพราะมันเป็นเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ที่พระองค์ทรงขอลูกๆของพ่อจากพ่อ หากพ่อมีสิ่งใดที่ดีกว่า พ่อจะไม่ลังเลที่จะถวายแด่พระองค์เลย”


แต่หลังจากวันนั้นหลุยส์ก็ต้อง “ดื่มกาลิกษ์อันขื่นขม” สืบเนื่องจากหลุยส์หายออกจากบ้านบ่อยๆจนเกินกว่าที่เซลินและเลโอนินจะดูแลได้ ดังนั้นในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1889 ตามคำสั่งแพทย์ หลุยส์จึงถูกกักตัวไว้ ณ สถาบันจิตเวชพระมหาไถ่ ในก็อง “ที่นี่คุณลุงทำอะไรได้เต็มทีเลยนะคะ” พยาบาลกล่าวต้อนรับหลุยส์ “ลุงรู้ แต่ลุงต้องการทำที่อื่น แต่ก็ดีแล้วละ ทั้งชีวิตลุงทั้งรับคำสั่งและออกคำสั่ง ดังนั้นบางทีพระเจ้าอาจจะทรงชำระลุง ด้วยการข่มความทะนงตัวและความเจ้ากี่เจ้าการของลุงอาศัยคำสั่งของที่นี่ก็ได้”

เดือนมิถุนายนด้วยกลัวหลุยส์จะผลาญทรัพย์ อิสิดอร์จึงให้เขาสละหน้าที่ในการจัดการทรัพย์สิน วันนั้นชายชราผู้เข้มแข็งได้หลั่งน้ำตาอีกครั้ง “อา เหล่านี้เป็นลูกของฉันที่ทิ้งฉัน” ณ ที่นั่น อาทิตย์ละครั้งเลโอนินและเซลินจะนั่งรถไฟมาเยี่ยมบิดา ซึ่งอยู่ที่นั่นเป็นระยะเวลาสามปี เราอาจกล่าวได้ว่าสามปีนั่นเป็นสามปีแห่งความทรงจำของพนักงานทุกคน เพราะความอ่อนโยนและความเมตตาของหลุยส์ได้เป็นที่ประจักษ์แก่พวกเขาอย่างแจ่มชัด “พ่อทราบดีว่าทำพระเจ้าถึงทรงประทานบททดสอบนี้แก่พ่อ พ่อไม่เคยอายต่อชีวิตของพ่อ ที่พระองค์ทรงประสงค์”


ในวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ.1892 ประมาณสามปีได้ที่หลุยส์มาอยู่ที่สถาบัน สืบเนื่องจากหลุยส์กลายเป็นอัมพาตเลโอนินและเซลินจึงสามารถรับเขากลับมาบ้านในลิซิเออซ์ ที่ทั้งสองเช่าอยู่ในเกรังส์ เพราะสัญญาเช่าที่บุยซงเน็ตส์หมดไปตั้งแต่วันฉลองพระคริสตสมภพ ปี ค.ศ.1889 หลังจากนั้นก็เป็นบ้านใกล้ๆกัน ซึ่งในวันเดียวกันนั้นเองทั้งสองยังได้พาบิดาผู้ชราไปพบกับธิดาน้อยทั้งสี่ในอารามคาร์แมล นับเป็นครั้งแรกในรอบสีปีและครั้งสุดท้ายบนโลกนี้  “เมื่อถึงเวลาจากกัน และเรากำลังกล่าวอำลา ท่านยกสายขึ้นและชี้ไปที่สวรรค์เป็นเวลานาน ท่านไม่จำเป็นต้องพูดสิ่งใด นอกจากวลีเดียวซึ่งท่านกล่าวด้วยเสียงสะอื้นว่า ‘ในสวรรค์’ ”(บันทึกของเทเรซา)

หลุยส์พำนักอยู่ที่ลิซิเออซ์โดยมีเลโอนินและเซลินดูแล จนถึงช่วงฤดูร้อน ปี ค.ศ.1893 ทั้งสามก็ไปพักที่ปราสาทลา มูสส์ ซึ่งเป็นมรดกของคุณน้าอิสิดอร์ ก่อนกลับมา แต่อากาศดีก็ไม่ช่วยอะไร 27 พฤษภาคม ค.ศ.1894 หลุยส์ก็มีอาการเป็นอัมพาตที่แขนซ้าย 5 มิถุนายน หลุยส์ก็มีอาการหัวใจวาย และแม้จะมีความลำบากในการเดินทางทั้งสามก็พากันนไปยังลา มูสส์อีกครั้งในต้นเดือนกรกฎาคม ตลอดเวลานั้นเขาขอให้ธิดาน้อยสวดให้เขาตลอด กระทั้งในเช้าของวันที่ 29 กรกฎาคม ขณะอายุ 70 ปี หลุยส์ก็คืนวิญญาณไปหาพระเป็นเจ้าอย่างสงบด้วยอาการหัวใจวาย


หลังจากนั้นเซลินก็ได้ถวายตนในอารามคาร์แมลลิซเออซ์และได้รับนามว่า “ภคินีเยเนเวีย แห่ง พระพักตร์ศักดิ์สิทธิ์” และภายหลังจากการสถาปนาเทเรซาเป็นนักบุญแล้ว ก็มีการกระตุ้นให้มีการดำเนินเรื่องขอแต่งตั้งบิดามารดาของท่านนักบุญเป็นนักบุญ ดังนั้นในปี ค.ศ.1957 จึงมีการเปิดกระบวนการขอแต่งตั้งเป็นนักบุญโดยเปิดแยกกัน แต่ปิดพร้อมกัน หลังจากนั้นในปี ค.ศ.1971 จึงมีการรวมกระบวนการของทั้งคู่เป็นกระบวนการเดียวกัน ดังนั้นทำให้ทั้งสองเป็นคู่สมรสคู่แรกที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนักบุญพร้อมกัน

กระทั้งมีการอัศจรรย์การรักษาหนูน้อยเปียโตร ชีลิโร ที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรงและแพทย์ยืนยืนว่าหนูน้อยจะตายในไม่ช้า แต่อาศัยคำแนะนำของคุณพ่ออันโตนิโอที่แนะนำและเล่าเรื่องของคุณพ่อและคุณแม่ของนักบุญเทเรซาให้อาเดลและวาลเตร บิดามารดาของหนูน้อยฟัง ดังนั้นทั้งสองจึงตัดสินใจทำนพวารแด่ท่านทั้งสองเพื่อวิงวอนขอการรักษาหนูน้อย และอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น เมื่อหนูน้อยหายขาดจากอาการ ในวันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ.2008 ทั้งสองก็ได้รับการบันทึกนามในสารบบบุญราศี  ซึ่งในพิธีวันนั้น หนูน้อยเปียโตรก็มาร่วมในพิธีครั้งนี้ด้วย


ต้นไม้ดีทุกต้นย่อมให้แต่ผลดี คงเป็นข้อพระธรรมที่บอกถึงคุณลักษณะของทั้งสองท่านได้เป็นอย่างดี เพราะทั้งสองเป็นแบบอย่างของคริสต์ชนที่ดีที่ติดตามองค์พระคริสต์ด้วยใจร้อนรนในแบบของฆราวาส พวกเขาทั้งสองร่วมกันสร้างบ้านแห่งความรักที่ผลิตแต่สิ่งดีๆออกมา จึงไม่แปลกอะไรเลยที่ลูกสาวของพวกเขาจะเลือกพระคริสต์เช้าเป็นเจ้าบ่าวของพวกเธอ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเทเรซานักบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งลิซิเออร์  และในอนาคตไม่ไกลนี้พวกเราคงจะมีครอบครัวนักบุญองค์ใหญ่เพิ่มขึ้นเป็นแน่ เพราะตอนนี้ลูกสาวทั้งสี่ของพวกเขากำลังได้รับการเดินเรื่องเป็นบุญราศีตามพ่อแม่และน้องสาวของพวกเขาไป 

++ปัจจุบันทั้งสองจะได้รับการสถาปนาเป็นนักบุญสามีภรรยาคู่แรกที่ผ่านทุกขั้นตอน ในวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ.2015 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ภายหลังมีอัศจรรย์ที่บาเลนเซีย



ข้าแต่ท่านนักบุญหลุยส์ มาร์แต็ง และ บุญราศีเซลี เกแร็ง แบบอย่างอันน่าสมควรยิ่งของบิดามารดาคริสตชนที่ดี โปรดช่วยวิงวิอนเทอญ


ข้อมูลอ้างอิง
http://carmelitesisters.ie/blessed-louis-zelie-martin/

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...