วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

"แมเรียน โคป" ธรรมทูตดินแดนอะโรฮา


นักบุญแมเรียน โคป
St. Marianne Cope
ฉลองในวันที่ : 23 มกราคม
องค์อุปถัมภ์ : คนโรคเรื้อน , คนจรจัด , ผู้ป่วยเอสไปวี , รัฐฮาวาย

นามรับศีลล้างบาปท่านคือ มารีอา อันนา บาร์บารา คูบ (เปลี่ยนเป็น โคบ ทีหลัง)  ท่านเกิดเมื่อวันที่ 23 มกราคม ค..1838 แกรนด์ดัชชีเฮสเซิน ทางภาคตะวันตกของประเทศเยอรมันในปัจจุบัน เป็นบุตรหัวปลีจากสิบคนของนายพีเตอร์ คูบ ชาวนา กับ นางบาร์บารา วิทเซนบาเกอร์ หลังจากนั้นอีกหนึ่งปี ครอบครัวของท่านก็หอบสัมภาระและลูกๆไปตั้งรกรากอยู่ที่ยูทิกา เขตวัดนักบุญยอแซฟ รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา



ท่านเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนจนกระทั้งถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 บิดาท่านก็ล่มป่วยลง ทำให้ท่านในฐานะลูกคนโตจึงต้องออกมาทำงานในโรงงาน เพื่อช่วยหารายได้มาจุนเจือครอบครัว กระทั้งปี ค..1862 เมื่อบิดาท่านเสียชีวิตลงและน้องๆก็พอที่จะช่วยจุนเจือครอบครัวได้แล้ว ท่านก็ได้ไปตามกระแสเรียกของท่านที่มีมาแต่ครั้งเยาว์วัย ท่านได้สมัครเข้าเป็นนวกะฟรานซิสกันขั้นสาม ใน ซีราคิวซ์   รัฐนิวยอร์ก ในปลายฤดูร้อน ปีเดียวกันด้วยอายุขนาดนั้น 24 ปี หลังจากนั้นในวันที่ 19 พฤศจิกายน ก็ได้รับชุดคณะและได้เข้าพิธีปฏิญาณตนในอีกหนึ่งปีถัดมาด้วยนามใหม่ ซิสเตอร์แมเรียน

หลังจากนั้นท่านก็ไปประจำสอนอยู่ที่โรงเรียนที่พึ่งจัดตั้งขึ้นสำหรับชาวเยอรมันที่อพยพมาในภูมิภาค และอีกหลายโรงเรียนในนิวยอร์ก หลังจากนั้นในปี ค..1860 ท่านก็ได้เป็นคณะกรรมการดูแลคณะของท่าน และได้ร่วมตั้งโรงพยาบาลเซนต์เอลิซาเบท (..1866) ที่ยูทิกา และ โรงพยาบาลเซนต์โจเซฟ (..1869) ที่ซีราคิวซ์   ซึ่งเป็นโรงพยาบาลคาทอลิกสองแห่งแรกในตอนกลางของรัฐนิวยอร์ก โรงพยาบาลที่อ้าแขนรับทุกคน ไม่ว่าชาติไหน ภาษาไหน ผิวสีอะไร



ในปี ค..1870 ท่านก็ได้ย้ายไปประจำในโรงพยาบาลเซนต์โยเซฟ ที่ซีราคิวซ์ ในฐานะผู้จัดการของโรงพยาบาลเป็นระยะเวลาหกปี ซึ่งท่านกล่าวเสมอว่ามันคือเรื่องท้าทายของท่าน แต่มันก็เคยเกินความสามารถท่าน ท่านเป็นผู้นำในการดูแลสุขภาพ ผู้มีพลังจากพระเจ้า  ถัดมาเมื่อมีการย้ายวิทยาลัยแพทย์เจนีวาแห่งโฮบาร์ตวิทยาลัยย้ายเป็นวิทยาลัยแพทย์ที่มหาวิทยาลัยซีราคิวซ์ ในปี ค..1871 ตามสัญญาของท่านที่จะรับนักศึกษาของวิทยาลัยมาฝึกงานในโรงพยาบาล เพื่อส่งเสริมการศึกษาของพวกเขา แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ป่วย (และด้วยผลจากที่ท่านได้ทำงานเคียงข้างกับแพทย์จากวิทยาลัยที่ก้าวหน้าที่สุด ท่านจึงซึมซับเรื่อระบบของโรงพยาบาล การพยาบาลและเภสัชกรรม)



ท่านเป็นผู้สนับสนุนด้านสุขอนามัยอย่างเข้มงวด อาทิ การล้างมือให้สะอาดอย่างถูกวิธีก่อนไปปรนนิบัติผู้ป่วย บ่อยครั้งท่านก็ถูกวิพากษ์วิจารจากการรักษาผู้ป่วย จรจัด เช่นผู้ป่วยจากโรคพิษสุราเรื้อรัง โรคที่ทำให้แพทย์ในสมัยนั้นถึงกลับต้องขมวดคิ้วที่จะรับเข้ารักษาในโรงพยาบาล มันจึงเป็นเรื่องแปลก  ประการฉะนี้ท่านจึงเป็นที่รู้จักและที่รักจากคนในภาคกลางของรัฐนิวยอร์กสำหรับความเมตตา สติปัญญาและการลงพื้นที่ของท่าน

ดิฉันหิวกระหายการทำงานและดิฉันปรารถนาจะเป็นหนึ่งในคนที่ถูกเลือกด้วยหมดดวงใจของดิฉัน ผู้มีสิทธิ์จะได้สละตัวเองเพื่อความรอดของวิญญาณชาวเกาะผู้น่าสงสาร …….. ดิฉันมิกลัวโรคใดๆ เพราะฉะนั้นมันจะเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ของดิฉันแม้แต่ปรนนิบัติคนโรคเรื้อนที่ถูกทอดทิ้ง ..1883 ท่านตอบรับจดหมายจากพระเจ้าคาลาคาอัวแห่งฮาวาย หมู่เกาะแซนด์วิชหรือฮาวายที่เขียนมาร้องขอให้ส่งสมาชิกคณะไปเปิดโรงเรียนและโรงพยาบาลซึ่งมากกว่า 50 คณะปฏิเสธ ยกเว้นท่าน  จดหมายนี้สัมผัสหัวใจท่านว่ามันคือเรื่องจำเป็นและเร่งด่วน ท่านมิกลัวโรคเรื้อน ด้วยการอุทิศตนต่อนักบุญฟรานซิส แห่ง อัสซีซี ผู้รับใช้ผู้ป่วยที่ยากไร้และด้วยความห่วงใยคนโรคเรื้อน ท่านตระหนักได้ว่าฮาวายคือน้ำพระทัยของพระเจ้า



ดังนั้นท่านซิสเตอร์อีกหกคนจึงลงเรือมุ่งสู่พันธกิจใหม่ที่ฮาวาย ระฆังอาสนวิหารแม่พระแห่งสันติภาพดังขึ้น เรียกให้ฝูงชนมาที่ท่าเรือ เมื่อพวกท่านมาถึงท่าเรือโฮโนลูลูในวันที่ 8 พฤศจิกายน ค..1883 ด้วยเรือเอสเอส มารีโปซา หลังจากนั้นท่านก็นำสมาชิกไปบริหารโรงพยาบาลกากาอาโก สาขาของโรงพยาบาลโอวาฮูอันเป็นสถานที่รับผู้ป่วยโรคเรื้อนจากทั่วทั้งเกาะ ถัดจากนั้นตามคำร้องขอจากทางรัฐบาลท่านก็ได้ก่อตั้งโรงพยาบาลมาลูลานิ โรงพยาบาลทั่วไปแห่งแรกบนเกาะเมาอิ ในปี ค..1884 แต่แล้วเรื่องวุ่นวายก็เกิดขึ้นเมื่อทางรัฐบาลได้ละเมิดกฎแต่งตั้งผู้ดูแลระบบของคนโรคเรื้อนโรงพยาบาลกากาอาโก ท่านจึงต้องกลับไปที่นั่นและยืนคำขาดกับรัฐบาลว่าจะถอดถอนผู้ดูแลคนนั้นออกหรือให้ซิสเตอร์ทั้งหมดกับซีราคิวซ์ การยื่นคำขาดนี้ทำให้ท่านต้องแบกรับค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลอันแออัดอย่างเต็มที่ ท่านคาดว่าคงจะได้กลับซีราคิวซ์ แต่ผิดคาดเมื่อทางรัฐบาลและพระศาสนจักรประกาศว่าการเป็นผู้นำของท่านสำคัญต่อความสำเร็จของพันธกิจ

หลังจากสองปีแห่งความสำเร็จ การต่อสู้ พระเจ้าคาลาคาอัวแห่งฮาวายก็ได้ทรงพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์คาปิโอลานิสำหรับความเมตตาต่อผู้ทุกข์ทรมานของท่าน ก้าวต่อไปของท่านต่อชาวฮาวายคือในเดือนพฤศจิกายน ค..1885 ท่านก็ได้เปิดบ้านคาปิโอลานิ ในพื้นที่ของโรงพยาบาล เพื่อดูแลเด็กสาวของผู้ป่วย  เพราะไม่มีใครนอกจากบรรดาซิสเตอร์ที่ดูแลคนใกล้ตัวผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด



ท่านมีโอกาศได้พบกับนักบุญดาเมียน แห่ง โมโลไก ครั้งแรกในเดือนมกราคม ค..1884 เมื่อเขามาร่วมพิธีเสกวัดน้อยที่โรงพยาบาล ที่ โออาฮู กระทั้งใน ค..1886 เมื่อคุณพ่อติดโรคเรื้อน ท่านก็เป็นคนเดียวที่อ้าแขนรับท่านเข้ามาพักรักษาตัว หลังจากทราบว่าอาการป่วยของคุณพ่อทำให้ไม่มีใครกล้ามาเยี่ยมคุณพ่อจากทั้งทางรัฐบาลและผู้ใหญ่ทางศาสนาในโฮโนลูลู ท่านได้จัดเตรียมทุกอย่างให้พร้อมและทำให้แน่ใจว่าคุณพ่อจะได้รับการรักษาที่ดีตลอดระยะเวลาสั้นๆของการพักรักษาตัว

การดูแลของท่านทำให้การเนรเทศผู้ป่วยโรคเรื้อนไปที่เกาะโมโลไกเริ่มซาลง เป็นระยะเวลาหลายปีที่ผู้ป่วยใหม่มิได้ถูกเนรเทศไป แต่แล้วในปี ค..1887 เมื่อรัฐบาลใหม่สั่งปิดโรงพยาบาลสำหรับพวกเขาในโออาฮู เพื่อหันกลับมาใช้นโยบายเนรเทศแบบเดิม คำถามก็ผุดขึ้นมา แล้วใครจะดูแลพวกเขากันละ?  มันจึงเป็นอีกครั้งหนึ่งท่านก็ถูกขอให้ไปเปิดบ้านสำหรับเด็กหญิงและหญิงสาวที่คาบสมุทรคาลาวปาปา เกาะโมโลไก



พวกเราจะมีความสุขที่ยอมรับการทำงานค่ะ ……” คำตอบรับของท่าน ดังนั้นพฤศจิกายน ค..1888 ท่านจึงเดินทางไปยังคาเลาปาปาพร้อมซิสเตอร์สองคนคือซิสเตอร์เลโอโปลดินา เบิร์นส์ กับ ซิสเตอร์วินเซนเทีย แม็คคอรมิก และได้อยู่ดูแลคุณพ่อดาเมียนที่ป่วยอยู่ ปลอบประโลมเขาว่าไม่ต้องห่วงอะไรบ้านเด็กชายที่การาวาว เพราะท่านจะเป็นคนดูแลเอง กระทั้งถึงวันที่คุณพ่อจากไป

15 เมษายน ค..1889  เพียงสองอาทิตย์หลังจากการจากไปของนักบุญดาเมียน คณะกรรมการสุขภาพของโฮโนลูลู ก็ได้มีมติให้ท่านสานต่องานของคุณพ่อดาเมียนที่บ้านเด็กชายอย่างเป็นทางการ เรื่องแรกที่ท่านเริ่มดำเนินการก็คือการจัดสร้างบ้านใหม่จากการสนับสนุนของนักธุรกิจพื้นเมืองนามเฮนรี เพอร์รีน บอร์ดวิน  เมื่อเสร็จแล้วท่านก็ได้เชิญคณะพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้าและพระแม่มารีย์มาดูแลเด็กๆต่อและส่วนท่านพร้อมผู้ช่วยก็ถอนตัวไปดูแลบ้านสังฆราชสำหรับสตรีและเด็กหญิงที่เป็นโรคเรื้อน เมื่อพวกเขามาถึงในปี ค..1895



นอกจากการพยาบาลแล้ว ท่านก็ยังสนับสนุนด้านการศึกษาในโรงพยาบาล ความสามัคคี เย็บปักถักร้อย ทิวทัศน์ ท่านเชิญคุณพ่อจากวัดนักบุญฟรานซิสในคาลาวปาปามาให้ความรู้ด้านศาสนาแก่ผู้ป่วยในโรงพยาบาล ท่านให้อิสระแก่ทุกคน  ท่านสอนบรรดาซิสเตอร์ของท่านถึงหน้าที่ว่า ทำให้ชีวิตเป็นที่พอใจและสบายเท่าที่ทำได้สำหรับบรรดาเพื่อนมนุษย์ของเราผู้ที่พระเจ้าได้ทรงเลือกสรรให้ทรมานด้วยโรคร้ายนี้…..”  ท่านถึงแก่มรณกรรมอย่างสงบในวันที่ 9 สิงหาคม ค..1918 ด้วยอายุ 80 ปี  โดยมิได้ติดโรคเรื้อนเลย ร่างของท่านถูกฝังอยู่ที่สนามบ้านสังฆราช



หลัจากนั้นเรื่องราวคุณธรรมความเมตตา ความอ่อนโยน ก้ท่านก็ได้รับการดำเนินการไปสู่สันตะสำนัก ที่สุดแล้วหลังจากการความยินดีผ่านพ้นมาเมื่อพระคาร์ดินัลโยเซฟ รัทซิงเกอร์ ชาวเยอรมันได้ทรงขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ท่านก็ได้รับการประกาศให้เป็นบุญราศีองค์แรกในรัชสมัยของพระองค์ ในวันที่ 14 พฤษภาคม ค..2005 และถัดจากนั้นอีกเพียงเจ็ดปีพระองค์ก็ได้ทรงบันทึกนามท่านพร้อมบุญราศีอีก 6 องค์เป็นนักบุญ เมื่อวันที่  21 ตุลาคม ค..2012 ที่ผ่านมานี้เอง

เขาเอื้อเฟื้อเเจกจ่าย เขาให้เเก่คนยากจน ความชอบธรรมของเขาดำรงอยู่ตลอดนิรันดร ( 2 โครินธ์ 9:9 ) ชีวิตท่านดำรงอยู่ในกิจเมตตากับทั้งคนจรจัดในนิวยอร์กที่ป่วยด้วยโรคพิษสุรา คนโรคเรื้อนในฮาวาย ที่ท่านปลอบประโลมพวกเขาเสมอ นำพาวิญญาณพวกเขา ไม่ใช่แค่นั้นท่านยังสอนให้บรรดาซิสเตอร์รู้จักที่ปฏิบัติเช่นเดียวกัน จึงไม่แปลกที่ท่านไม่ติดโรคเรื้อนจากพวกเขา แม้ว่าท่านจะทำงานใกล้ชิดพวกเขาก็ตาม



ข้าแต่ท่านนักบุญแมเรียน โคบ ช่วยวิงวอนเทอญ


ข้อมูลอ้างอิง

วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2556

"อันเจลา แห่ง โฟลิกโน" ชีวิตที่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ


นักบุญอันเจลา แห่ง โฟลิกโน
St.Angela of Foligno
ฉลองในวันที่ : 4 มกราคม
องค์อุปถัมภ์ : ผู้เดือดร้อนจากการล่อลวงทางเพศ , แม่ม่าย

นักบุญองค์ใหม่นี้มีชาติกำเนิดในตระกูลที่มั่งคั่ง ท่านเกิดเมื่อราวปี ค..1248 ใน โฟลิกโน แคว้นอูมเบรีย ประเทศอิตาลี บิดาเสียชีวิตตั้งแต่ท่านยังเล็ก มารดาจึงเป็นผู้เลี้ยงดุท่านและเมื่อเจริญวัยได้ 20 ปีขึ้ท่านก็ได้แต่งงานกับชายหนุ่มผู้ร่ำรวยและกลายเป็นคุณแม่ ในช่วงต้นของชีวิตท่านเป็นคนรักทางโลก เอาแต่ใจ ใช้ชีวิตหรูหรา อ่อนประสพการเรื่องชีวิตคู่ ท่านละเลยหน้าที่และการอยู่กับครอบครัว ดังนั้นตลอดระยะเวลาสามสิบปีที่ท่านครองเรือนจึงเต็มไปด้วยเรื่องอื้อฉาวมากมายและหนึ่งในนั้นคือเรื่อง ชู้สาว ซึ่งท่านเรียกว่า บาปสาหัส ท่านอับอายที่จะสารภาพมันในที่แก้บาป ดังนั้นตลอดระยะเวลานั้นท่านจึงไปรับศีลมหาสนิททั้งๆที่ยังแก้บาปไม่หมดจริง อันถือว่าเป็นการดูหมิ่นอย่างร้ายแรง



การปฏิบัติเช่นนี้ทำให้ท่านรู้สึกเป็นทุกข์อย่างยิ่งยวด ท่านจึงเริ่มสวดภาวนาต่อนักบุญฟรานซิส แห่ง อัสซีซี กระทั้งในปี ค.ศ.1285 นักบุญฟรานซิส แห่ง อัสซีซี ก็ประจักษ์มาหาท่าน พร้อมเรียกร้องให้ท่านซื่อสัตย์ ท่านจึงได้เดินทางไปยังวัดซานเฟลิชาโนเพื่อแก้บาปกับภารดาฟรานซิสกัน และนับจากนั้นมาท่านก็เจริญชีวิตแห่งกางพลีกรรมใช้โทษบาปและภาวนา จนสร้างความรำคาญใจแก่สามีของท่านมากๆ กระนั้นท่านก็ปฏิบัติเช่นนั้นอยู่ จนล่วงมาได้สามปีชีวิตท่านก็ดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยน เพราะในปีนั้นทั้งมารดา สามีและลูกๆของท่านก็ต่างพากันเสียชีวิตลง

ดังนั้นในปี ค.. 1291 หลังจากได้ขายทรัพย์สินทั้งหมดแล้ว ท่านจึงได้เข้าเป็นสมาชิกคณะฟรานซิสกันขั้นสาม และเริ่มเจริญชีวิตเช่นคนยากจน คู่ไปกับการพลีกรรมใช้โทษบาปและการรับใช้ผู้อื่นตามแบบฉบับของนักบุญฟรานซิส แห่ง อัสซีซี  ท่านทั้งรำพึงถึงพระมหาทรมานของพระเยซูเจ้า และได้เลือกแม่พระมหาทุกข์และนักบุญยอห์น อัครสาวกเป็นองค์อุปถัมภ์ ซึ่งการปฏิบัติตนเช่นนี้ ก็ทำให้บางครั้งท่านก็ถูกเยาะเย้ยจากคนอื่นๆ นอกนี้ภายหลังท่านได้ถวายตัวแล้ว ท่านก็ได้ไปแสวงบุญที่หลุมฝังศพของนักบุญฟรานซิส แห่ง อัสซีซี



แต่นั้นชีวิตฝ่ายวิญญาณของท่านก้าวหน้า ท่านกลายเป็นคนที่สวดภาวนาอย่างเข้มข้นและเริ่มเห็นนิมิตในระหว่างสวดภาวนาและเริ่มจดลงในหนังสือที่ท่านเขียนชื่อ  อนุสรณ์’ อาทิครั้งหนึ่งท่านบันทึกว่าหลังจากนั้นดิฉันก็เห็นพระเยซูเจ้าเสด็จกับกองทัพทูตสวรรค์ และความงดงามของผู้พิทักษ์ของพระองค์ถูกลิ้มรสโดยวิญญาณของดิฉันด้วยความปิติที่ยิ่งใหญ่ ดิฉันรู้สึกประหลาดใจที่ดิฉันสามารถชื่นชมยินดีที่ท่ามกลางสายตาของทูตสวรรค์ เพราะ ตามกฎแล้ว ความยินดีของดิฉันมุ่งไปที่พระเยซูเจ้า แต่ภายในไม่ช้าดิฉันก็พบว่าในวิญญาณของดิฉันมีสองความยินดีที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หนึ่งมาจากพระเจ้า และอีกหนึ่งจากบรรดาทูตสวรรค์ แต่พวกเขาไม่มีลักษณะคล้ายกันและกันเลย ดิฉันชื่นชมความงดงามซึ่งรายล้อมองค์พระผู้เป็นเจ้า ดิฉันถามว่าสิ่งที่ลูกเห็นคืออะไร พวกเขาคือพระบัลลังก์เสียงหนึ่งกล่าวขึ้น หมู่ชนนั้นสุกใสและมากมาย มากเสียจน ถ้าจำนวนและเครื่องวัดไม่ได้เป็นตามกฎแห่งการสร้าง ดิฉันคิดว่าหมู่ชนประเสริฐต่อหน้าดวงตาของดิฉันนี้มีนับไม่ถ้วนและไม่สิ้นสุด ดิฉันมิสามารถมองเห็นจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของหมู่ชนนี้ ที่มีจำนวนอยู่เหนือจำนวนของเรา  นอกจากนั้นในงานเขียนของท่าน  ท่านได้กล่าวถึงสิบแปดขั้นตอนทางวิญญาณ ในทางเดินของท่านสู่พระเจ้าที่เริ่มขั้นตอนแรกด้วยการกลับใจผ่านการสารภาพบาป

นอกจากได้รับพระหรรษทานได้เห็นนิมิตต่างๆแล้ว ท่านยังได้รับประสบการณ์ถูกทดลองจากพระเจ้ายาวนานถึง 2 ปี ท่านบรรยายว่า ดิฉันมักจะได้เห็นตัวของดิฉันเองรายล้อมไปด้วยเปลวไฟ  แต่กระนั้นท่านก็ยังวางใจ พระสิริรุ่งโรจน์แด่พระเจ้า โอ้ องค์พระผู้เป็นเจ้า ไม้กางเขนเป็นสถานพำนักของลูก



ท่านมีอุทิศต่อศีลมหาสนิทมากๆ  มีครั้งหนึ่งในระหว่างมิสซาของคุณพ่ออาร์นัลโด ท่านก็ได้ยินเสียงหนึ่งพูดขึ้นว่า นี่แหละคือความสุขทั้งหมดของทูตสวรรค์ นี่แหละคือความสุขใจของผู้ศักดิ์สิทธิ์  นี่แหละคือความสุขของเธอ ในเวลานี้ พระบุตรของพระเจ้า ในสภาพมนุษย์และพระเจ้าของพระองค์ทรงประทับอยู่บนแท่นบูชาและอยู่ในเหล่าความมายมหาศาลแห่งนิกรเทวดา

การเดินทางของท่านมีสตรีสนหลายคนมาร่วมกับท่านด้วย ท่านจึงได้สนับสนุนให้พวกเธอทำหน้าที่พยาบาลผู้ป่วย ส่วนตัวท่านจะออกไปขออาหารเพื่อคนผู้น่าสงสาร แต่นั้นมาท่านก็เจริญชีวิตอย่างสงบ ได้รับรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ได้บางโอกาส เข้าฌานอีกนิดหน่อยกับเขียนจดหมายเป็นกำลังใจด้านชีวิตวิญญาณให้ บุตรชายฝ่ายวิญญาณ ที่เป็นภารดาฟรานซิสกันที่กำลังทำงานเพื่อปฏิรูปคณะให้กลับสู่เจตนารมณ์เดิม  ก่อนในวันที่ มกราคม ค..1309 ท่านจึงถึงแก่มรณกรรมอย่าสงบ ณ เมืองโฟลิกโน ระเทศอิตาลีนั้นเอง


หลังการจากไปของท่าน ชีวิตภายในของท่านก็ถูกเผยแพร่ในชื่อ หนังสือของบุญราศีอันเจลา แห่ง โฟลิกโน อันเป็นผลจากบันทึกของท่านเอง + บันทึกของคุณพ่อวิญญาณท่าน คุณพ่ออาร์นัลโด + จดหมายถึงลูกชายฝ่ายวิญญาณของท่าน  ถัดจากนั้นสมเด็จพระสันตะปาปาอิโนเซนต์ ที่ 12 ก็ได้บันทึกนามท่านในสารบบบุญราศี  คุณพ่อมักซีมีเลียน วาน เดร เซนท์ (Maximilian van der Sandt) พระสงฆ์เยซูอิตเรียกท่านว่า ผู้เชี่ยวชาญเทววิทยาหญิง  ปัจจุบันร่างของท่านอยู่ที่วัดนักบุญฟรานซิส เมืองโฟลิกโน แคว้นเปรูเจีย ประเทศอิตาลี และเมื่อเร็วๆนี้สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสก็ได้สถาปนาท่านเป็นนักบุญเป็นกรณีพิเศษกล่าวคือไม่ต้องใช้อัศจรรย์ครั้งที่สองและไม่ต้องมีพิธีสถาปนาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ค..2013 

พระกรุณา และการอภัยโทษเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ถึงแม้ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กบฏต่อพระองค์(ดาเนียล 9:9) ชีวิตท่านในช่วงแรกช่างเหวกแหลก ทั้งแก้บาปไม่บริบูรณ์แล้วไปรับศีลมหาสนิท หลงระเริงไปกลับทางโลกก็ตามที แต่ผ่านการเป็นทุกข์ถึงบาป ท่านได้กลับมามีชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ได้รับหรรษทานจากพระเจ้ามากมาย ดังนั้นเราอย่ากลัวที่จะแก้บาปให้ครบบริบูรณ์ หากกลัววอนแม่พระหรือท่านซิ ขอพระหรรษทานความกล้าเทอญ จุดเริ่มต้นของชีวิตศักดิ์สิทธิ์เริ่มที่ตัวเรา ไม่ใช่ที่ใคร พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาพร้อมอภัยให้เราเสมอ พระองค์ทรงรอเราอยู่ที่สวรรค์



นักบุญอันเจลา แห่ง โฟลิกโน ช่วยวิงวอนเทอญ


ข้อมูลอ้างอิง




วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2556

"โรลันโด รีวี " เทวดาองค์น้อยของกาสเตลลาราโน


บุญราศีโรลันโด รีวี
Bl. Rolando Rivi
ฉลองในวันที่ : 13 เมษายน

วันนี้เป็นอีกวันที่ต้องจารึกในประวัติศาสตร์ของสังฆมณฑลเรกจู เอมีเลีย วันที่เณรผู้หนึ่งในสังฆมณฑลได้รับเกียรติถูกยกขึ้นไปบนแท่นบูชาในฐานะบุญราศี อันเป็นกุญแจสำคัญสู่การเป็นนักบุญในลำดับต่อไป ตอนจากนี้คงได้แต่เพียงสวดภาวนาอ้อนวอนขององค์พระเจ้าให้บังเกิดอัศจรรย์ขึ้นด้วย อัศจรรย์ที่จะเปิดประตูสู่การเป็นนักบุญเยาวชนอีกคนหนึ่ง


เด็กชายผู้กำเนิดเมื่อวันที่ 7 มกราคม ..1931 ใน หมู่บ้านซาน วาเลนติโน เมืองกาสเตลลาราโน จังหวัดเรกจู เอมีเลีย แคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา ประเทศอิตาลี เป็นบุตรคนกลางจากสามคนของนายโรแบร์โต รีวี กับ นางอัลเบรทินา กาโนวี หนูน้อยเติบใหญ่ขึ้นในมาในท่ามกลางความศรัทธาของบิดามารดาผู้สวดภาวนาและสวดสายประคำทุกวัน และไปมิสซาทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่อายุ 5 ปี ท่านก็ได้เริ่มช่วยมิสซา และชอบที่จะสวดภาวนาและร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าในวัด


ท่านได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรกในวันสมโภชพระคริสตกายาที่ 16 มิถุนายน ค..1938  หลังจากนั้นอีกสองปีในวันที่ 24 มิถุนายน ท่านก็ได้รับการโปปรดศีลกำลังโดยพระสังฆราชแห่งเรกจู เอมีเลีย ฯพณฯ เอโดอารโด เบร็ตโตนิ ซึ่งมันทำให้ท่านตระหนักถึงการเป็น ทหารกล้าของพระคริสต์วิญญาณท่านสนิทกับพระองค์ดังเพื่อนทั้งในมิสซาและชีวิตประจำวัน ท่านสารภาพบาปอาทิตย์ละครั้ง สวดสายประคำพร้อมครอบครัวหรือคนเดียว

ท่านเป็นเด็กที่มีจิตใจดีกับคนยากจนตามทาง ท่านกล่าวว่า ผู้ยากไร้ทุกคนสำหรับผมคือพระเยซูเจ้า หลายครั้งที่ท่านพยายามชวนเพื่อนตัวน้อยในหมู่บ้านไปวัดหรือเรียนคำสอนหรือเฝ้าศีล เพื่อเติบโตไปในความเชื่อและความรักต่อพระเจ้า ในฐานะนักเรียนท่านเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียนที่มีความจำอันยอดเยี่ยม ทำให้ท่านจบการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาด้วยคะแนนที่ดีเยี่ยม



จะมีนักบุญเยาวชนจำนวนมากมายและหลายๆคนจะได้ชื่อว่าพระสงฆ์ โมทนาของพระคุณพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิทสุดเทิดทูนและศักดิ์สิทธิ์จะได้มาจากพวกเขา นักบุญสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุส ที่ 10 นับวันความชิดสนิทสัมพันธ์ ของท่านกับพระเยซูเจ้าก็ยิ่งทวีมากขึ้น ในวัย 10 ปี ท่านก็ได้ติดต่อกับคุณพ่อมาร์โซกชินีและพระเยซูเจ้าในตู้ศีล ท่านก็สัมผัสได้ถึงกระแสเรียกจากพระเยซูเจ้า ดังนั้นในด้วยอายุ 11 ปี ท่านจึงได้ตัดสินใจจะเป็นพระสงฆ์ ผมต้องการจะเป็นพระสงฆ์ พ่อครับ แม่ครับ ผมจะเข้าบ้านเณรครับ

ดังนั้นในช่วงต้นเดือนตุลาคม ค..1924 ท่านก็ได้เดินทางไปบ้านเณรที่มาโรลา ทันทีท่านก็ได้รับเสื้อหล่อ ที่นั่นท่านศึกษาเล่าเรียนด้วยความขยัน ในบ้านเณร ท่านเป็นคนมีชีวิตชีวาและรวดเร็วในทุกเกมส์ ไม่ว่าฟุตบอลหรือวอลเลย์บอล ท่านเป็นตัวอย่างแก่เพื่อนๆทุกคน ท่านเป็นภาพที่สมบูรณ์แบบของเยาวชนที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม และด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะของท่าน ท่านจึงได้เป็นสมาชิกของกลุ่มนักขับ ท่านมีความสุขก่อนรับศีลมหาสนิทเสมอ ในฤดูร้อนท่านยังคงอยู่ที่บ้านเณร ร่วมมิสซาและรับศีลมหาสนิททุกๆวันด้วยความภักดี รำพึงในตอนเช้า เฝ้าศีลและสวดสายประคำในทุกๆคืน นอกจากนั้นท่านยังแพร่ธรรมในท่ามกลางสหาย สวมเสื้อหล่อด้วยความภาคภูมิ มันเป็นสัญญาว่าผมเป็นของพระเยซูเจ้า



นอกจากเป็นนักขับแล้ว ท่านยังเป็นคนเล่นออแกนในวัดอีกด้วย ซึ่งมันทำให้บิดาท่านที่เป็นนักขับรู้สึกภูมิใจที่ได้ร้องเพลงร่วมกับท่าน และมั่นใจว่าท่านจะต้องกลายเป็นพระสงฆ์อย่างแน่นอน บ่อยครั้งมักมีคนพบท่านรายล้อมไปด้วยบรรดาเพื่อนตัวน้อยที่มาฟังท่านสอน

บิดาท่านเฝ้ารอวันที่ท่านจะได้รับศีลอนุกรม แต่แล้วในฤดูร้อนปี ค..1944 บ้านเณรก็ต้องปิดเมื่อเยอรมันกรีฑาทัพมาถึงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านจึงจำต้องกลับไปอยู่ที่บ้านกระนั้นท่านก็ยังคงศึกษาต่อในฐานะเณรอย่างเงียบๆ หลังจากนั้นลัทธิฟาสซิสต์ก็ระบาดไปทั่ว  ลัทธิที่ต่อต้านศาสนา  พวกเราภาวนาขอให้ได้กลับไปบ้านเณรเร็วๆ เมื่อผมเป็นพระสงฆ์ผมจะเป็นพระธรรมทูตที่จะนำพระเยซูเจ้าไปยังผู้ที่ไม่รู้จักพระองค์ ท่านมักกล่าวในเวลานั้น



ท่านมิได้กลัวต่อภัยคุกคามใดเลย ท่ายืนยันที่จะสวมเสื้อหล่อต่อไป เมื่อท่านถูกขอให้แต่งชุดเช่นเด็กชาวบ้านทั่วไป ท่านก็ตอบอย่างหนักแน่นว่า ผมไม่สามารถถอดเสื้อหล่อของผม เพราะมันเป็นสัญญาณว่าผมเป็นของพระเจ้า กระทั้งในยามเช้าของวันที่ 13 เมษายน ค..1945  ขณะที่บิดามารดาท่านไปทำงานในทุ่ง ท่านจึงถือโอกาสเอาหนังสือเรียนไปอ่านอยู่ใกล้ๆพุ่มไม้ แต่แล้วอยู่ๆขณะที่ท่านกำลังอ่านหนังสือพวกกลุ่มต่อต้านก็เดินผ่านมาพอดี ฉับพลันความเกลียดชังก็ไหลเวียนตัวของพวกเขา หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น มีไอ้แมงมุมดำในอนาคตนี่ เราฆ่ามันเลยดีไหม?”  “เอาเลย

ดังนั้นพวกเขาจึงเดินเข้าไปใกล้ท่านพร้อมกระชากหมวกของท่านทิ้ง และเริ่มดูถูกท่าน ก่อนลงมีฟาดท่านด้วยสายรัดขา ตบท่าน มันทำให้เด็กชายตัวเล็กๆอย่างท่านเริ่มหน้าซีดและร้องไห้ด้วยความกลัว ถัดจากนั้นพวกเขาจึงพาท่านเข้าไปในป่าของมอนชิโอ ท่านพยายามอ้อนวอนชีวิตแต่ไม่คำตอบที่ท่านคือการเตะ ท่านจึงขอเวลาซักนาทีหนึ่งเพื่อคุกเข่าลงภาวนาเพื่อบิดามารดาของท่าน หลังจากนั้นพวกเขาจึงลั่นไกปืนสองนัดไปที่หัวใจและหน้าผากอย่างไร้ความปราณี ร่างของท่านล้มลงเพื่อยืนยันความเชื่อ



ขณะเดียวกันกับที่บิดามารดาท่านพบข้อความที่จากพวกต่อต้านไม่ให้ตามหาท่าน พวกเขาจึงรอกระทั้งในตอนเย็นของวันที่ 14 เมษายน ค..1945 บิดามารดาจึงพบร่างไร้วิญญาณของท่าน ที่จบชีวิตเช่นมรณสักขีด้วยวัยเพียง 14 ปี ในสภาพร่างกายพกช้ำ ร่างของท่านได้รับการฝังไว้ชั่วคราวที่มอนชิโอ ก่อนในอีกเดือนถัดมาจึงมีการย้ายร่างของท่านกลับสู่มาตุภูมิเพื่อฝังไว้ในสุสานของหมู่บ้าน ผู้คนต่างขานามท่านว่า เทวดาองค์น้อย หลังจากนั้นในวันที่ 26 มิถุนายน ค..1997 จึงมีการย้ายร่างของท่านเข้าไปไว้ในวัดซาน วาเลนติโน  และหลังจากกระบวนการมากมายสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ก็ได้ทรงอนุมัติการเป็นพยานความเชื่อของท่าน พิธีถูกจัดขึ้นในวันที่ 5 ตุลาคม ค..2013 ที่ผ่านมานี้เอง



ไม่ว่าเราจะอยู่ในร่างกายหรือถูกเนรเทศจากร่างกายเราก็มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้เป็นที่พอพระทัย ( 2 โครินธ์ 5:9)  แม้ท่านจะมีอายุที่น้อยนิดนักเมื่อเทียบกับมรณสักขีรายคน แต่ท่านก็ได้สำแดงให้เราเห็นตามพระวาจาที่ยกมา เมื่อบิดามารดาของให้ท่านเลิกใส่เสื้อหล่อท่านปฏิเสธในทันทีเพราะท่านตระหนักดีว่าเสื้อหล่อนั้นคือเครื่องหมายที่แสดงว่าท่านคือผู้รับใช้ของพระเจ้า แม้จะต้องถูกทำร้ายก็ตามท่านไม่ยอมสละความเชื่อและการเป็นข้าบริการของพระองค์อันเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าไป เช่นกันสิ่งที่ทำให้พระเจ้าพอพระทัยก็คือการที่เรามอบความรักให้กับคนอื่นเหมือนที่เรารักตนเองกับรับแบกกางเขนไปด้วยใจมุ่งมั่นไปหาพระ




ข้าแต่ท่านบุญราศีโรลันโด รีวี ช่วยวิงวอนเทอญ




ข้อมูลอ้างอิง

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...