วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2556

นักบุญของนักโทษ "บุญราศีเอนลิกเอตตา"


บุญราศีเอนลิกเอตตา อัลฟีเอริ
Bl. Enrichetta Alfieri
ฉลองในวันที่ : 23 พฤศจิกายน

ท่ามกลางภูเขามากมายของสังฆมณฑลเชียงใหม่ ในนครเขลางค์  ในวิเชตนคร หรือ อ.แจ้ห่มในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของพันธกิจของคณะเก่าแก่อีกคณะหนึ่งนาม คณะเมตตาธรรมแห่งนักบุญชานอังติต ตูเร ที่ทำหน้าที่อภิบาลสัตบุรษทั่วไป และเมื่อไม่นานมานี้คณะนี้ก็ได้บุญราศีองค์ใหม่ จากดินแดน อิตาลี เป็นบุญราศีองค์ล่าสุดของคณะ



วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1891 โบรโก เวรเชลลิ ทารกน้อยนาม มารีอา อังเยลา โดเมนิกา  ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในครอบครัวน้อยๆของนายจูวานนี กับ นางโรซา  โคมปาโยนเน ทารกน้อยลูกคนโตของครอบครัวเจริญวัยขึ้นมาท่ามกลางความเชื่อที่ดี และการศึกษาที่ดีในโรงเรียนประถมสลักกับที่บ้าน จึงไม่แปลกอะไรไรที่ท่านจะเป็นสาวแกร่งและอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน

ต่อมาเมื่อมีวัยได้ 17 ปี ท่านก็รับรู้ถึงกระแสเรียกจากพระเจ้า แต่เมื่อไปขออนุญาตจากบิดามารดาก็ได้รับคำตอบว่าให้รอไปก่อน ซึ่งในระหว่างปีแห่งการรอนั้นนับวันท่านก็ยิ่งมั่นใจในกระเรียกมากขึ้นและมากขึ้น ท่านรอไปจนกระทั้งอายุได้ 20 ปี ในวันที่  20 ธันวาคม ค.ศ. 1911 ท่านก็ได้สมัครเป็นโปสตุลันต์ขอคณะเมตตาธรรมแห่งนักบุญชานอังติต ตูเร ใน อารามซานตา มาร์เกอริตา ที่ เวรเชลลิ ที่ป้าและญาติของท่านเป็นซิสเตอร์อยู่แล้ว



ท่านชอบการศึกษามาก ดังนั้นวันที่ 12 กรกฎาคม ค..1917 ท่านจึงได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงในการสอนในระดับชั้นประถมศึกษา ก่อนถูกส่งไปเป็นครูอนุบาลใน เวรเชลลิ แต่ก็ทำงานได้ไม่กี่เดือนท่านก็ล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน ท่านจึงต้องออกจากงานไปอยู่ที่บ้านคณะ หลังจากนั้นในเดือนเมษายน ค..1920 จึงมีตัดสินใจส่งท่านไปรักษาที่มิลาน และถูกตรวจจนพบว่าเป็นกระดูกสันหลังอักเสบอย่างร้ายแรง หลังจากนั้นจึงมีการส่งท่านกลับมาพำนักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเวรเชลลิ
ถ้ากระแสเรียกของเราก่อตั้งบนกัลวาลิโอ จากโรคที่เราอยู่บนกางเขนกับพระเยซูเจ้า เตียงก็ถือเป็นพระแท่นบูชาของยัญบูชาที่เราต้องสละตัวเองและปล่อยตัวเราให้ถูกสังเวยเช่นเจ้าบ้านที่สงบและยัญบูชาของความรัก ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องรับทรมานในลักษณะอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อประโยชน์ของวิญญาณและคุณธรรม หากกความทุกข์ทรมานยังไม่เพียงพอมันก็จำเป็นต้องรับความทรมานมากขึ้นและที่จะทำเช่นนั้นมันจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องรับความทรมานด้วยเกียรติ ด้วยความรัก ความอ่อนโยนและความจริงจัง ท่านเขียนในบันทึกของท่าน

ด้วยความเชื่อและความหวัง เมื่อทราบว่าตัวเองป่วยด้วยโรคที่รักษาไม่หายในเดือนในพฤษภาคม ค..1922 ท่านก็ได้เดินทางไปแสวงบุญที่ลูร์ดเพื่อวิงวอนขอการรักษาจากแม่พระ แต่ก็ต้องกลับมาพร้อมอาการป่วยเช่นเดิม แต่ภายในท่านก็สัมผัสถึงพระหรรษทานที่จะน้อมรับความทุกข์ทรมานต่อไปในแต่ละวัน แม้จะต้องป่วยหนักจนต้องล้มหมอนนอนเสื่ออยู่นานท่านมิได้บ่นตรงข้ามท่านได้ร่วมพระมหาทรมานไปพร้อมกับพระเยซูเจ้าผ่านกางเขนนี้ ด้วยรอยยิ้มความจริงของนักบวช ยามเผชิญกับกางเขนหรือถูกแทงด้วยดาบ ไม่วายจะตอบด้วยรอยยิ้มท่านเขียน


ท่านนอนป่วยได้ราวสามปี ในเดือนมกราคม ค..1923  แพทย์ที่เข้าตรวจท่านก็ได้ลงความเห็นว่าไม่นานท่านก็จะต้องจากไปแน่นอน กระทั้งในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ในวันที่แม่พระได้บอกให้นักบุญแบร์นาแด๊ต ให้ขุดดินที่พื้นถ้ำจนพบธารน้ำพุดขึ้นมา อันเป็นการประจักษ์ครั้งที่ 9  เวลาราวแปดนาฬิกา ขณะที่ซิสเตอร์ทั้งหลายกำลังร่วมมิสซา ท่านก็ได้พยายามจิบน้ำจากเมืองลูร์ด แล้วอยู่ท่านก็เป็นลมไปซักพัก ในขณะนั้นเองที่ท่านได้ยินเสียงว่า จงลุกขึ้น พลันอาการป่วยที่ทำให้ท่านต้องนอนอยู่แต่บนเตียงก็หายไปสิ้น เป็นอัศจรรย์แก่ผู้อยู่ในเหตุการณ์
“..คุณแม่ในสวรรค์ผู้แสนดีทำให้ดิฉันได้เกิดใหม่อย่างน่าอัศจรรย์ใจจากความตายสู่ชีวิต จนรู้สึกทั้งกตัญญู แปลกใจและผิดหวัง ประตูแห่งสวรรค์ถูกปิดลง ชีวิตถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง

ขณะที่อาการท่านก็ดีขึ้นไปเป็นระดับ เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์จากอัศจรรย์ครั้งนี้คุณแม่อธิการก็ได้ส่งท่านไปทำงานในเรือนจำซาน วิกโตเร ในมิลานที่ซิสเตอร์เอเลนา คุณป้าของท่านเป็นอธิการอยู่ ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม ค..1923 โลกใหม่ของท่านเป็นสถานที่ที่ขอบฟ้าล้อมไปด้วยกำแพงสูง มีทางเดินยาว ประตูล็อกอย่างแน่นหนาในทุกๆที่ของโลกใหม่แห่งนี้



เมื่อมาถึงท่านก็ได้เริ่มงานแพร่ธรรมใหม่ของท่าน คือ การนำแสงแห่งความเชื่อไปสาดส่องยังดินแดนที่มืดมิดนี้  กิจเมตตาเป็นเปลวไฟซึ่งชอบลุกลามไปในขณะที่มันกำลังลุกไหม้ ดิฉันจะทรมาน ดิฉันจะทำงานและดิฉันจะสวดภาวนาต่อวิญญาณที่ดึงดูดต่อพระเยซูเจ้า ท่านไปตามห้องขังต่างๆเพื่อรับฟัง ปลอบประโลมและกระตุ้นผู้ต้องขังทุกคน ผ่านการหนุนนำโดยชีวิตแห่งการภาวนา ความชิดสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้าและความเข้มแข็งในชีวิตคณะ

ด้วยท่าทีที่อ่อนหวาน ตรงไปตรงมา หนักแน่น ใบหน้าสงบ วาจาสงบและน่าเชื่อถือ จนทำให้ท่านได้รับความวางใจจากหลายคนที่ได้พบท่าน จนทำให้ท่ามกลางความตึงเครียดที่มักเกิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หยุดลงผ่านการปรากฏตัวและคำพูดของท่าน จนแทบไม่ต้องไปตามหาความช่วยเหลือจากทหารเลย



ต่อมาในปลายปี ค..1939 ท่านก็ได้รับเลือกเป็นคุณแม่อธิการของอารามที่นั่น เป็นหัวเรือที่นำลูกๆเก้าคนไปทำงานรับใช้อย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ที่ท้ายของเรือนจำจะมีถ้ำแม่พระเล็กๆ ที่ท่านชอบรวมกลุ่มสตรีเล็กๆไปสวดภาวนาทุกๆเย็นด้วยความรัก ซึ่งบ่อยครั้งกิจกรรมนี้จะเป็นการเปิดใจของหลายๆคน

หลายๆคนอาจคิดว่ากิจการของท่านจะหยุดแค่สุดกำแพงเรือนจำ แต่ไม่เมื่อผู้ต้องขังถูกโอนหรือได้รับอิสระ พวกเขาก็ยังคงสามารถพึ่งพา คุณแม่แห่งซาน วิกโตเร ของพวกเขาได้เสมอ ผ่านจดหมายท่านส่งไป เพื่อสนับสนุน เพื่อกำลังใจ หรือเพื่อความรักต่อแขกของท่าน



กระทั้งเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มขึ้น ซาน วิกโตเร  ก็ตกอยู่ภายใต้ปีกของนาซี กฎหมายถูกเปลี่ยนคนคุกกลายเป็นพวกนักโทษการเมือง พระสงฆ์ ชาวยิวและนักบวชทำงานร่วมกับฝ่ายศัตรู เปลี่ยนบ้านแห่งความรักของท่านไปเป็นสถานที่ของตำรวจสืบสวน การทารุณกรรมทั้งร่างกายและศีลธรรม การลงโทษ แต่กระนั้นหรือจะหยุดท่านได้ ในสถานการณ์เช่นนี้ท่านกับซิสเตอร์ในอารามต่างช่วยกันปกป้องเหยื่อ ช่วยและพยาบาลพวกเขาด้วยการลอบเข้าไปตามห้องขังต่างๆตามทางเดินที่มืดมิด และให้กำลังใจในการพบปะ ท่านพยายามจัดหาสิ่งของให้บรรดานักโทษและส่งจดหมายเตือนบุคคลที่อยู่ในอันตรายให้รีบหนีไปหรือทำลายหลักฐานที่มีเสีย จากการตามล่าของตำรวจลับ แต่มันก็ถูกพบในที่สุด

ท่านร่วมมือกับบุญราศีพระคุณเจ้าพระคาร์ดินัลชูสเตอร์ เพื่อปกป้องชีวิตของมนุษย์ผ่านคนกลางของคุณพ่อจูเซปเป บิกเคียไร แม้คณะจะคงดำเนินงานเช่นทั่วไป แต่ท่านก็ยังคงทำงานที่เสี่ยงต่อชีวิตขนาบไป กระทั้งเมื่ออยู่ๆท่านก็ถูกตำรวจรวบตัวในข้อหาเป็นหน่วยสืบราชการลับ ในวันที่ 23 กันยายน ค..1944  และถูกขังด้วยทะเบียน 3209 ในห้องขังที่แยกต่างหาก



ที่นั่นท่านได้ใช้เวลาไปกับการสวดภาวนาอย่างไม่หยุดหย่อน ด้วยดวงใจที่เอ่อล้นไปด้วยความสุขที่ได้ร่วมแบ่งปันโชคชะตาของพี่น้องจำนวนมากมายที่เธอได้รู้ในการปฏิบัติพันธกิจแห่งภคินีอิตาลีแห่งเมตตาธรรม นับแต่เวลานี้เป็นต้นไป การสวดภาวนาและการรำพึงกลายเป็นงานของดิฉันเพียงอย่างเดียว และกำลังของดิฉันภายในคุก ไม่ได้นะ ดิฉันพูดหลายต่อหลายครั้งต่อผู้ต้องขังผู้น่าสงสาร ถ้าดิฉันอยู่ในสถานที่ของคุณดิฉันจะใช้เวลาทั้งหมดของดิฉันไปกับการสวดภาวนา บัดนี้เวลานั้นมาถึงแล้ว…. อะไรกันคือพระหรรษทานที่แกร่งกล้าผ่านการสวดภาวนากัน….”

เพื่อความอยุติธรรมทั้งหลาย การบีบบังคับและความทุกข์ทรมาน องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดทรงพระเมตตาโลกที่น่าสงสารของพวกเรา แผ่นดินแม่ที่รักของเราซึ่งวันนี้มาถูกทำลาย และโปรดยอมให้ซากปรักหักพังนี้(อิตาลี) ที่ถูกรินลดไปด้วยหยาดน้ำตาและหยาดโลหิต ทันทีจะลุกขึ้นอีกครั้ง โปรดชำละล้าง โปรดประทานความงดงาม ความเพียร ความแข็งแกร่ง ความภาคเพียร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคริสตชนและคุณธรรมให้มากขึ้น คำภาวนาจากอันงดงามจากดวงใจของท่าน



ท่านถูกขังอยู่สิบเอ็ดวัน ท่านจึงถูกปล่อยตัวด้วยความช่วยเหลือของพระคุณเจ้าพระคาร์ดินัลชูสเตอร์ ท่านไม่ต้องถูกเนรเทศไปเยอรมันแล้ว แต่กระนั้นท่านก็ถูกตัดสินให้ถูกส่งตัวไปอยู่ภายใต้ความดูแลของ กรูเมลโล เดล มอนเต เมืองแบร์กาโม อันเป็นโรงพยาบาลของผู้ป่วยโรคจิต ท่านอยู่ที่นั่นราวสองเดือน ด้วยสันตุสุขภายในและความสมถะและได้เขียนบันึกขึ้น กระทั้งในเวลาที่ท่านคิดถึงว่ายังมีคนที่ยังอยู่ในคุกอยู่ ดิฉันเคยได้ยินเสียงร่ำไห้และเสียงวิงวอนด้วยความกังวลของพวกเขา ดิฉันเคยเห็นใบหน้าอันซีดเซียว ดวงตาที่ร่ำไห้โดยไม่ต้องแสดงออกมาของพวกเขา มันช่างดูเหมือนดิฉันยังคงรู้สึกถึงมือของพวกเขาในชีวิตของดิฉันการจากกันครั้งล่าสุด ทั้งหมดนี้ฉีกกระชากหัวใจของดิฉันออก ดิฉันไม่สามารถจะหลับตาลง ดิฉันทรมานและสวดภาวนาเพื่อพวกเขา เป็นการขอโทษที่ดิฉันไม่สามารถให้กำลังใจพวกเขาได้อีกต่อไป
ความคิดของผู้ที่อยู่ในคุกทรมานดิฉัน แต่การเนรเทศฉีกดิฉันออกจากกัน….มันยังคงอยู่ภายในดิฉันอย่างสม่ำเสมอและทำให้ดิฉันเป็นทุกข์ภายในดิฉันจะทำตัวเช่นไร เช่นโมเสทเพื่อคนที่ดิฉันทิ้งให้ดิ้นรน เพื่อบรรดาผู้กำลังทุกข์ทรมานทั้งหลาย ดิฉันจะสืบสานงานแพร่ของชาวอิตาลีและภคินีเมตตาธรรมของดิฉัน ผ่านการภาวนาและการถูกบังคับให้สละการงงานของดิฉัน ในทุ่งที่รักของพันธกิจของดิฉัน



ที่สุดแล้วพายุร้ายก็ได้ผ่านพ้นไป ท่านได้รับอนุญาตให้กลับมาซาน วิกโตเร ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม ค..1945 และเริ่มงามกลับผู้ต้องขังที่ท่านรัก ผู้ต้องขังใหม่ศัตรูเมื่อวานนี้ เพราะในขณะนี้เรือนจำเต็มไปด้วยพวกลัทธิฟาสซิสต์และหญิงสาวที่เข้าร่วมกับแนวคิดของมุซโซลินีที่ติดคุกกันไปตามๆกัน ท่านก็ปฏิบัติเช่นเดิมเหมือนที่ทำทำด้วยรอยยิ้ม รู้ไหมว่าท่านเป็นเพียงคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้เข้าห้องของนักโทษที่เป็นเรื่องที่จัดว่ายากได้ อาทิต รีนา ฟอร์ต ผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรม

ท่านดำเนินชีวิตด้วยความรักมาเรื่อยๆกระทั้งในเดือนกันยายน ค..1950 อยู่ๆท่านก็ล้มที่จตุรัสของอาสนวิหาร จนขาอ่อนร้าว แต่ไม่นานท่าก็ได้รับการรักษาจนหายดี แต่ไม่นานท่านก็ต้องล้มป่วยลงจากสภาพตับที่ไม่ค่อยดีนักละหัวใจที่อ่อนล้าเต็มที และหลังจากป่วยอยู่สิบสามวันได้ หลังจากได้รับศีลเจิมในเวลาประมาณบ่ายสามโมง ในวันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน ค..1951 แม่ไม่เคยเชื่อเลยว่ามันเป็นสิ่งที่ดีมากที่จะตาย  ท่านจากไปอย่างสงบในวัย 60 ปี



การจากไปของท่านถูกป่าวประกาศไปตามสถานีวิทยุและปากต่อปาก ผู้ต้องขังมากมายต่างอยากเห็นท่านเป็นครั้งสุดท้าย เทพธิดาแห่งซาน วิกโตเร  กระบวนการของเทพธิดาเริ่มขึ้นในปีค.ศ. 1995 โดยพระคาร์ดินัลมาร์ตินี่ ได้ดำเนินการเสนอชื่อเป็นบุญราศี กระทั้งในวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 2011 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ท่านก็ได้รับการบันทึกนามในสารบบบุญราศี โดยพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16

จงเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือพี่น้องในยามขัดสน จงต้อนรับด้วยอัธยาศัยไมตรี(โรม 12:13) ถ้ามองดูจากประวัติท่านแล้ว เราก็จะพบว่าท่านไม่เคยรังเกียรตินักโทษเลยไม่ว่าจะเลวแค่ไหน ท่านรักพวกเขาด้วยความอ่อนโยนเช่นมารดา ในระหว่างสงครามท่านก็มิได้ละเลยต่อหน้าที่ เพราะ ท่านตระหนักถึงจิตตารมณ์ที่นักบุญชานอังติต ตูเท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ที่ต่ำต้อยที่สุดของเราคนหนึ่ง ท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเราถามว่าพี่น้องเราคือใคร คำตอบที่คนรู้ดีก็คือเพื่อนมนุษย์ทุกคนที่อยู่รอบๆตัวเรา ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ เราอาจช่วยเขาผ่านคำภาวนานิดหน่อย การกระทำอีกนิดหนึ่งเท่าที่เราทำได้ อาจไม่วิเศษเลอเลิศในสายตามนุษย์ แตในสายพระเนตรของพระเจ้าหากทำด้วยใจแห่งรักมันก็ยิ่งใหญ่ดุจหอคอยบาเบลเสียอีก


ข้าแต่ท่านบุญราศีเอนลิกเอตตา อัลฟีเอริ ช่วยวิงวอนเทอญ


ข้อมูลอ้างอิง

วันพุธที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2556

"โดมินกีโต" ผู้ช่วยมิสซาองค์น้อยแห่งซาราโกซา


นักบุญโดมินกีโต เดล วาล
Santo Dominguito del Val
ฉลองในวันที่ : 31 สิงหาคม
องค์อุปถัมภ์ : เด็กช่วยมิสซา

มุมเล็กๆของวัดในตอนเย็นในวันนี้ ภาพที่เราพบคือภาพชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่คนเดียวกับน้ำตาที่ไหลมาไม่หยุดจากความเป็นทุกข์ที่หลอกหลอนเขามาหลายปี ภาพวันนั้นยังอยู่ในความทรงจำของเขาได้ทุกฉาก แม้กาลเวลาจะผ่านมานานแค่ไหน ภาพที่เขาได้ลงมือฆ่าเด็กผู้บริสุทธิ์ผู้หนึ่งซึ่งไร้ทางสู้อย่างโหดร้าย เพียงเพราะความเกลียดชัง



โดมินโก เด วาลเกิดที่เมืองซาราโกซา ประเทศสเปนในปี ค..1243  และได้รับศีลล้างบาปในวันเดียวกัน ท่านเป็นบุตรชายของซานโช เด วาล ทนายความ กับ อิซาเบล ซึ่งช่วยกันหล่อหลอมท่านขึ้นมาท่ามกลางความศรัทธา และด้วยการไปมิสซาทุกวันอาทิตย์ก็นำความประทับใจมาสู่วิญญาณน้อยๆของท่าน โดยเฉพาะความประทับใจต่อเด็กช่วยมิสซา ท่านคอยเฝ้าดูพวกเขาตลอดมิสซา ท่านพยายามจดจำบทตอบรับของพวกเขาแล้วนำกลับมาปฏิบัติที่บ้าน หากว่างๆท่านก็ชอบไปเรียนรู้พิธีกรรมในวัด

ผมปรารถนาที่จะช่วยมิสซาเช่นพวกเขา ได้ใกล้ชิดตู้ศีลเช่นพวกเขา ที่สถิตของพระเจ้า ได้ช่วยพระสงฆ์และถวายความเสียสละอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์   กระทั้งเมื่อเจริญวัยขึ้นมาท่านก็เริ่มเป็นเด็กช่วยมิสซาในอาสนวิหารและนักขับด้วยคุณสมบัติที่เปี่ยมด้วยความยำเกรง ความบริสุทธิ์และน้ำเสียงที่ไพเราะ ดังนั้นในแต่ละวันท่านจะเดินทางไปช่วยมิสซาที่วัดด้วยความกระตือรือร้น ก่อนเรียนเพลงต่างๆในพิธีและเรียนหนังสือตามปกติในโรงเรียน ท่านสวมชุดเด็กช่วยมิสซาด้วยความภาคภูมิและทุกๆครั้งก่อนเข้าวัดท่านจะหยุดอยู่ที่ประตู สำรวจที่เท้า หลังจากนั้นท่านจึงเข้าไปแตะน้ำเสก ก่อนไปคุกเข่าภาวนาต่อหน้าตู้ศีลเพื่อเตรียมพร้อมจะไปช่วยมิสซา



 แต่ในระหว่างทางท่านต้องเดินผ่านตรอกของชาวยิว ที่ไม่ชอบท่านเพราะท่านและเพื่อนชอบร้องเพลงสรรเสริญพระเยซูคริสต์ไประหว่างทาง ทำให้พวกเขาตัดสินจะฆ่าท่านเสีย และตามคำพูดของหมอดูชาวยิวที่อ้างว่าถ้าโยนแผ่นศีลและหัวใจของคริสตชนลงในแม่น้ำจะทำให้คริสตชนที่ได้ดื่มน้ำนั้นตาย แผนจึงเริ่มขึ้นโดยมีสตรีคนหนึ่งแสร้งทำไปเป็นรับศีล ก่อนลักเก็บไว้ที่ผ้าเช็ดหน้าของหล่อน หลังจากนั้นพวกเขาจึงเดินไปยังไปหาพวกคริสตชนที่ยากจนและหิวโหย เพื่อเสนอเงินแลกกับหัวใจของหนึ่งในบรรดาลูกๆของเขา แต่ด้วยชายผู้นั่นเป็นคริสตชนที่ดี เขาจึงแกล้งรับข้อเสนอแล้วจัดการให้ลูกคนหนึ่งของเขาหวีดร้องอย่างทรมาน ส่วนเขาก็ไปผ่าเอาหัวใจหมูมาให้พวกชาวยิวกลุ่มนั้น

ซึ่งตามตำนานเล่าต่อว่าเมื่อพวกเขาโยนสองสิ่งลงไปในแม่น้ำโรคระบาดก็แพร่ไป แต่ไม่ใช่ในคนแต่เป็นพวกหมูที่ต่างติดโรคและล้มตายเป็นจำนวนมาก ทำให้ชาวยิวกลุ่มนั้นตระหนักได้ว่าพวกเขาเสียรู้เสียแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจที่จะลงมือทำเอง หัวใจของเด็กคริสตชน



กระทั้งในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ในปี ค..1250  ขณะกลับจากร่วมงานท่านในวัย 7 ปี ก็ถูกกลุ่มชาวยิวกลุ่มนั้นเข้าล็อกคอ ก่อนใช้ผ้าปิดปากท่านและลากท่านไป ที่นั่นพวกเขาเย้ยหยันท่านเช่นที่ปรากฏในพระวรสารมีหนึ่งคนเล่นเป็นปิลาต , อีกคนเป็นคายาฟาส และถามท่านว่าท่านจะเป็นคริสตชนอยู่ไหม ถ้าไม่เป็นจะปล่อยไป ท่านตอบอย่างแน่วแน่ว่า ครับ ผมชอบที่จะตายมากกว่าต้องทรยศต่อศาสนาแห่งพระเยซูเจ้าของเรา

พวกเขาจึงจับท่านสวมมงกฎหนามแล้วตรึงกางเขนกับผนัง ระหว่างนั้นท่านร้องแต่พระนามพระเยซูเจ้า แม่และแม่พระจนกระทั้งก่อนจบชีวิตลง ท่านก็ได้พูดว่า พระบิดาเจ้าข้า โปรดประทานการอภัย เพระพวกเขาไม่รู้ถึงสิ่งที่เขาได้กระทำลงไป ภายหลังสิ้นใจแล้ว พวกเขาก็ได้เอาหัวใจท่านออกมา แล้วจึงกระชากศพท่านลงไปฝังในหลุมทรายริมฝั่งของแม่น้ำเอโบร



ตัดกลับมาที่ครอบครัวของท่าน การหายตัวไปของท่านยังความเศร้าโศกแก่บิดามารดาที่นับวันยิ่งหมดหวังที่จะพบท่าน กระทั้งหลายสัปดาห์ถัดมา ชาวประมงก็ได้เห็นแสงสว่างที่ตลิ่งแม่น้ำ และเมื่อแสงหายไปเขาก็พบร่างของท่าน  ดังนั้นร่างของท่านก็ถูกนำไปฝังอย่างสงบในวัดซาน เอกิดิโอ ก่อนถูกย้ายไปไว้ในวัดที่สร้างเพื่อท่าน

ใช่แล้ว ชายผู้นั้นคือหนึ่งในฆาตกรที่ลงมือฆ่าท่าน เย็นนี้เขามาวอนขอพระหรรษทานจากท่านด้วยใจ และเป็นดังนั้นเขามีพลังที่จะลุกไปสารภาพถึงเรื่องทุกอย่าง พร้อมขอรับศีลล้างบาปกลายมาเป็นคริสตชน เขาเป็นคนเดียวที่รอดจากการถูกตัดสินประหารชีวิตเพราะเขาสารภาพความจริง เมื่อถูกจับได้



ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องละอายต่อข่าวดี(รม 1:16) แบบฉบับของท่านคือการยืนยันถึงความเชื่อที่ว่าพระเยซูเจ้าผู้ทรงบังเกิดและทรงรับทรมานบนกางเขนคือพระผู้ไถ่กู้ที่ทุกคนรอคอย ท่านจึงอายหรือกลัวที่จะกล่าวต่อผู้จะทำร้ายท่านว่า ครับ ผมชอบที่จะตายมากกว่าต้องทรยศต่อศาสนาแห่งพระเยซูเจ้าของเรา และไม่อายที่จะกล่าวเช่นพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขนว่า พระบิดาเจ้าข้า โปรดประทานการอภัย เพระพวกเขาไม่รู้ถึงสิ่งที่เขาได้กระทำลงไปการยืนยันความเชื่อของเราไม่จำเป็นว่าเราต้องมีอายุมากก่อน แต่มันอยู่ที่จิตใจ ใจที่ไม่ละอายต่อความจริงที่ว่าพระเยซูเจ้าคืออิมมานูเอล นั่นแหละคือ ดวงใจของผู้เป็นธรรมสักขีแห่งความเชื่อ การช่วยมิสซาก็เป็นการยืนยันถึงความเชื่อเช่นกัน เพราะ เป็นการยืนยันว่ามิสซาที่ถวายนั้นเป็นบูชาเดียวกันกับพระคริสตเจ้าที่กางเขน




ข้าแต่ท่านนักบุญโดมินกีโต เดล วาล ช่วยวิงวอนเทอญ




ข้อมูลอ้างอิง

วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2556

พยาบาลผู้ใจดี "อาโกสตินา"


นักบุญอาโกสตินา เปียตรานตอนิ
Saint Agostina Petrantoni
ฉลองในวันที่ : 12 พฤศจิกายน

ท่ามกลางหุบเขาสูงใหญ่สลับไปมาของแคว้นลาซีโอ บนเนินซาบีนาเป็นที่ตั้งอันโดดเด่นของกลุ่มหมู่บ้านหลังคาสีส้มที่เรียงตัวกันไปตามความสูง หมู่บ้านเล็กๆที่เป็นที่เก็บรักษาพระธาตุของนักบุญอูลเปีย คานดิเดีย (Ulpia Candidia) มรณสักขีองค์อุปถัมภ์ของหมู่บ้านแห่งนี้ หมู่บ้านโปซซากลีอา(Pozzaglia) ตอนใต้ของจังหวังริเอติ ที่นี่ย้อนไปเมื่อ 149 ปีที่แล้ว ในวันที่ 27 มีนาคม ค..1864



ที่ความสูง 800 เมตรโดยประมาณ ฟรานเชสโก เปียตรานตอนิ (Francesco Pietrantoni) กับ กาตารีนา โกสตันตินิ (Caterina Costantini) คู่เกษตรกรสองสามีภรรยาก็ได้ต้อนรับสมิกใหม่คนที่สองจากสิบเอ็ดของครอบครัว ลิเวีย คือชื่อเล่นของสมาชิกใหม่ในครอบครัวจากชื่อเต็มๆคือ โอลิเวีย เปียตรานตอนิ แม้จะเป็นครอบครัวเกษตรกรทีมีพื้นที่ทำกินเช่าเล็กๆแต่ก็แสนจะเปี่ยมไปด้วยศรัทธาและความขยันเสมอ

ท่านได้รับศีลกำลังตอนอายุได้ 4 ปี และ ได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรกในปี ค..1876 ตั้งแต่วัยเยาว์ท่านได้เรียนรู้หลายๆสิ่งจากมารดาทั้งด้านความเอื้ออาทร ท่าทาง การละเล่นแทบไม่ต้องหวังสำหรับท่านเพราะวันๆหนึ่งท่านก็หมดไปกลับการทำงานทุ่งและกับสัตว์ทั้งหลาย แม้แต่โรงเรียนก็เข้าเรียนแค่บางครั้งบางคราว แต่ท่านก็สามารถเก็บเกี่ยวไปความรู้ไปจนได้รับสมญานามจากเพื่อนร่วมชั้นว่า ครู



และเมื่อท่านอายุได้ 7 ปี ท่านก็ไปทำงานขนหินขนทรายเพื่อสร้างถนนจากโอร์วินิโอไปโรมพร้อมเด็กคนอื่นด้วยค่าจ้าวันละห้าสิบเซ็นต์ ที่อายุ 12 ปี ท่านก็ได้ร่วมกลับกลุ่มสาวคนงานตามฤดูกาล ที่กำลังจะไปติโวลี เพื่อเก็บเกี่ยวผลมะกอกในช่วงฤดูหนาว ท่านรับผิดชอบด้านศีลธรรมและศาสนาแก่สหายของท่าน ท่านสนับสนุนพวกเขาในการทำงานที่ยากลำบากที่ต้องห่างไกลครอบครัว ด้วยความภาคภูมิและกล้าหาญท่านลุกขึ้นในฐานะ “         ตัวหลัก

ความอ่อนโยนของท่านเป็นที่สัมผัสได้ไปทั้งเพื่อนและเด็กเลี้ยงแกะของหมู่บ้าน เมื่อเธอมาบนเขาเพื่อเอาน้ำนมจากแกะของเธอ พวกเราจะรู้ศึกสับสนแปลกๆ ริมฝีปากของพวกเราใช้ในการออกเสียง ซึ่งไม่เห็นจะยากลำบากทั้งคำและประโยคกำกวมทั้งหลาย แต่ในที่ที่มีลิเวียอยู่เรากลับไม่สามารถจะหาคำมาได้ในทันที เธอทำให้เรารู้สึกตกอยู่ในความกลัวของเธอและความเคารพบางอย่างที่เราไม่สามารถจะอธิบายได้เลย คือคำพูดง่ายๆของคนเลี้ยงแกะที่รู้จักท่าน ที่พูดไว้หลังจากท่านได้จากไปแล้ว



เมื่อเจริญวัยขึ้นอีกท่านก็เป็นสาวงามผู้สวดสายประคำ ร่วมมิสซา ผู้มอบช่อไม้แด่แม่พระในวัดของรีโฟลตา ผู้จบเพียงระดับชั้นประถมด้วยคะแนนที่ดีเลิศ มีหนุ่มๆในหมู่บ้านมากมายต่างหมายตาท่าน มารดาท่านวาดฝันถึงภาพท่านเข้าพิธีวิวาห์ แต่สิ่งที่ท่านคิดคือการได้สมรสกับเจ้าบ่าวคนเดียวของท่านพระเยซูเจ้า แม้ครอบครัวและหมู่บ้านจะพยายามเกลี้ยกล่อมท่านว่าท่านจะหลุดจากการทำงานหนัก แต่ท่านตอบว่า ฉันปรารถนาเลือกคณะที่มีการทำงานหนักทั้งกลางวันและกลางคืนค่ะ

ครั้งแรกท่านพยายามเดินทางไปโรมพร้อมกับภารดา มัตเตโอ คุณลุงของท่าน แต่ท่านก็ถูกปฏิเสธที่จะรับท่านเข้าคณะ  แต่อีกไม่กี่เดือนต่อมาคุณแม่อธิการคณะเมตตาธรรมแห่งนักบุญชานอังติต ตูเร ผ่านความช่วยเหลือท่านก็สามารถเข้าคณะได้โดยไม่ต้องจ่ายสินสอด โดยได้แจ้งว่าเธอกำลังรอท่านอยู่ที่บ้านศูนย์กลางของคณะ ท่านจึงได้อำลาบ้านเกิดท่าน หลังจากจูบลาบิดามารดาและรับพรจากลุงโดเมนิโก ท่านจึงเดินทางมากรุงโรม



ในวัย 22 ปี ท่านก็มาถึงวิอา ซานตา มารีอา กรุงโรมในวันที่ 23 มีนาคม ..1886  และเข้าเป็นโปสตุลันต์ไม่กี่เดือน และนวกะ ในครานั้นซิสเตอร์ที่เป็นรองนวกจารย์ได้เคยกล่าวไว้เหมือนดังการทำนายถึงอนาคตของท่านเอาไว้ว่า พวกเธอสี่สิบคนเหมือนมรณสักขีแห่งซาบาสเต(martyrs of Sebaste เป็นกลุ่มทหารที่ยอมรับว่าเป็นคริสตชนจำนวนสี่สิบคน จนถูกสั่งจับไปแช่แข็งในบ่อน้ำใกล้ซาบาสเต ในประเทศตุรกี ซึ่งทั้งหมดล้วนแข็งตายและถูกนำร่างไปเผาก่อนนำเถ้าถ่านไปโปรยลงแม่น้ำ) บางทีอาจไม่มีใครเลยในพวกเธอที่จะออกจากจำนวนนี้ บางทีบางคนในพวกเธออาจต้องการเลียนแบบพวกท่านในการเป็นมรณสักขีซะมั้ง ก่อนได้รับชุดคณะพร้อมนามใหม่ว่าซิสเตอร์อาโกสตินา  และถูกส่งไปประจำที่โรงพยาบาลซานโต สปิริโต ที่มีบรรยากาศเป็นปฏิปักษ์กับศาสนา คุณพ่อกาปูชินที่มาประจำถูกขับออก ไม้กางเขนและสัญลักษณ์ทางศาสนาถูกห้าม บรรดาซิสเตอร์ที่ทำงานก็เกือบถูกให้ออกแต่เพราะกลัวจะเป็นเยี่ยงอย่างของที่อื่นๆ

ครั้งแรกท่านถูกส่งไปที่แผนกผู้ป่วยเด็กและผู้ป่วยวัณโรคตามลำดับ บ่อยครั้งท่านก็ต้องทนต่อความยากลำบากต่างๆในโรงพยาบาลทั้งการดูหมิ่น คำหยาบคาย อุปสรรคอีกแต่ท่านก็จะยังคงดำเนินงานภายใต้ความเงียบ คุณหมอที่เคยทำงานร่วมกับท่านกล่าวว่า อ่อนหวานเสมอ และพร้อมที่จะทำหน้าที่ไม่เพียงแต่หน้าที่ของเธอเอง แต่ยังมากขึ้นและด้วยความเต็มใจมากๆ ยังรวดเร็ว เจียมตัว เฮฮา


หลังจากนั้นท่านก็ติดโรคจนล้อมหมอนนอนเสื่อในปี ค..1889 จนซิสเตอร์ผู้ช่วยท่านอุทานว่า ถ้าซิสเตอร์อาโกสตินาได้รับการรักษา เราจะส่งเธอไปหอผู้ป่วยวัณโรคเลย เป็นเช่นนั้นท่านก็ได้รับการรักษาอย่างอัศจรรย์จนเป็นที่ประหลาดใจแก่แพทย์ทั้งหลาย ท่านเขียนในจดหมายถึงบิดามารดาว่าดังนี้ คุณพ่อคุณแม่ที่รัก ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาลูกป่วยหนัก ลูกคงต้องตายและต้องพลัดพรากจากความรักและความนุ่มนวลของคุณพ่อคุณแม่เป็นแน่เลยค่ะ  ในความเจ็บปวดคุณพ่อคุณแม่จะเป็นวันนี้ถ้ามันเกิดขึ้น แต่ไม่ค่ะ ลูกไม่ต้องการความเศร้าโศกของคุณพ่อคุณแม่และพร้อมกันนั้นลูกขอให้สรรเสริญพระเจ้าเถอะค่ะ เพราะ ตอนนี้ ด้วยพระหรรษทานพิเศษของแม่พระ ลูกไม่เพียงได้รับการรักษาให้หายเท่านั้น แต่ลูกยังได้สุขภาพที่ดีเยอะกว่าแต่ก่อนอีกค่ะ

 หลังจากนั้นท่านก็กลับมาทำงานตามปกติไปจัดหมอน พูดดีๆกับคนไข้ร้ายที่สุดที่เตียงก่อนออกเวร แม้บางครั้งผู้ป่วยบางคนจะปาอาหารลงพื้นหรือใส่ท่านเพราะไม่ความสุข ท่านก็ไม่โกธรพวกเขา ไม่ปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความรุนแรง มีครั้งหนึ่งผู้ป่วยคว้ามีดขึ้นมาจะแทงท่าน แต่ก็สงบไป เหตุการณ์นี้สร้างความหวาดกลัวให้บรรดาซิสเตอร์ในความปลอดภัยของท่าน ท่านกล่าวว่า พวกเรามีการสัมผัสมากๆ แต่พระเจ้าก็ทรงปกป้องพวกเรา และดังนั้นพวกเราจะต้องไม่ละเลยหน้าที่ของเราในกิจเมตตาเพียงเพื่อหลีกหนีจากอันตราย แม้หากมันต้องเสียบางสิ่งของเราในชีวิต ….. เราสามารถคาดหวังทุกสิ่งว่าพระเยซูเจ้าจะทรงได้รับการปฏิบัติเช่นนี้นะ



ในเวลาใดเวลาหนึ่งท่านจะหลบตัวไปอยู่ในตู้เสื้อผ้าพร้อมกับภาพของแม่พระ เหมือนที่เคยทำที่วัดของรีโฟลตา ท่านได้ถวายผู้ป่วยทุกคนที่ท่านดูแลไว้ใต้อารักขาของพระนาง พร้อมถวายตัวเพื่อการกลับใจของจูเซปเป โรมาเนลลี ผู้เป็นผู้ป่วยที่ร้ายที่สุดในโรงพยาบาล ทั้งหยาบคายและอวดดีโดยเฉพาะต่อท่าน แต่ท่านกระนั้นท่านก็ยิ่งดูแลเขา ยามมารดาผู้ตาบอดของเขามาเยี่ยม ท่านก็จะจัดการตอบรับเธอเป็นอย่างดีไปทุกครั้ง

ต่อมาด้วยความหยาบคายของเขา เขาก็ถูกไล่ออกจากโรงพยาบาล ด้วยความโกธรหรืออย่างใด เขาจึงเขียนจดหมายถึงท่านว่า ซิสเตอร์อาโกสตินา แกมีเวลาเดือนหนึ่งที่จะมีชีวิตอยู่ กับ ฉันจะฆ่าแกด้วยมือของฉันเอง และส่งไปหลายต่อหลายครั้ง แต่ท่านก็หาได้กลัวไม่ตรงข้ามท่านกลับเตรียมตัวอย่างดีโดยมิได้หลบหนีหรือเปิดเผยให้ใครทราบ



กระทั้งเช้าวันที่ 13 พฤศจิกายน  ..1894 ตามทางเดินที่ค่อนข้างมืดที่นำไปสู่ครัว จูเซปเปพร้อมมีดในมือได้เข้าจู่โจมท่านโดยที่ท่านไม่ได้ตั้งตัวและเริ่มแทงท่านที่ไหล่ ที่แขนซ้ายและที่คอ ก่อนที่เขาจะจะแทงท่านเข้าที่หน้าอกจนท่านถึงแก่มรณกรรมอย่างสงบด้วยอายุรวม 30 ปี พร้อมคำพูดสุดท้ายที่ว่า แม่พระ ช่วยลูกด้วย  ผลการชันสูตรพบว่าท่านถูกฆาตกรรมเฉกลูกแกะน้อยในแท่นบูชา

ข่าวการตายของท่านถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ และในวันที่  16 พฤศจิกายน ..1894 เมื่อมีการเคลื่อนขบวนศพท่าน ถนนทุกสายที่ขบวนผ่านก็แออัดไปด้วยผู้คนที่ต่างมาเคารพท่านเป็นครั้งสุดท้าย บนโลงของท่านยังมีมงกุฎดอกไม้ของชาวยิวที่มอบแด่ซิสเตอร์ผู้ต่ำต้อยผู้นี้พร้อมคำจารจารึกว่า แด่มรณสักขีแห่งกิจเมตตา  12 พฤศจิกายน ค..1972 และหลังจากมีอัศจรรย์มากมายผ่านคำเสนอวิงวอนของท่าน สมเด็จพระสันตะปาปาปอล ที่ 6 ก็ได้ทรงบันทึกนามท่านลงในสารบบุญราศี ดั่งนักบุญอักแนส พรหมจารี  หลังจากนั้นในวันที่  18 เมษายน ค..1999 ท่ามกลางนั่งร้านของมหาวิหารนักบุญเปโตรพร้อมบุญราศีสององค์ ท่านก็ได้รับการยกขึ้นไว้บนพระแท่นข้างๆนักบุญอักแนส โดยสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2




อย่าตอบแทนความชั่วด้วยความชั่ว จงพยายามทำดีต่อทุกคน (รม 12:17) ท่ามกลางผู้ป่วยที่ค่อนข้างกระด้าง ท่านก็ได้หาได้ปฏิบัติต่อเขาไม่ดีไม่ แม้จะถูกด่าหรือเขวี้ยงปาของต่างๆใส่ เป็นใครก็ต้องขึ้นหรือท้อแท้บ้างละ แต่แทนที่ท่านจะต่อว่าพวกเขาหรือเมินเฉยพวกเขา ตรงข้ามท่านกลับรักเขามากขึ้นและมากขึ้น จึงไม่แปลกอะไรที่หลังการจากไปของท่าน จะมีอัศจรรย์มากมายผ่านคำเสนอวิงวอนของท่าน เหตุท่านได้ทำตามบทบัญญัติของพระองค์ คือ การรักทุกคนโดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ นี่แหละคือเหตุผลที่ท่านจึงได้อยู่ในสวรรค์ กับพระเยซูเจ้าคู่สมรสของท่านเอง การไปสวรรค์ต้องอาศัยสิ่งนี้แหละ ความรัก



 ข้าแต่ท่านนักบุญอาโกสตินา เปียตรานตอนิ ช่วยวิงวอนเทอญ


ข้อมูลอ้างอิง

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...