วันพุธที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2557

ธิดาของพระเยซูเจ้า "มารีอา อันโตเนีย บันเดรส"


บุญราศีมารีอา อันโตเนีย บันเดรส อี เอโลเซกี 
Bl. María Antonia Bandrés y Elósegui
ฉลองในวันที่ : 27 เมษายน

คณะธิดาแห่งพระเยซูเจ้าเป็นอีกหนึ่งคณะที่เข้ามาทำงานในสังฆมณฑลเชียงใหม่ กับผู้อพยพที่เขตอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนร่วมกับคณะเยสุอิต ซึ่งคณะนี้เป็นคณะนักบวชสตรีจากประเทศสเปน ก่อตั้งโดยนักบุณกาดิดา มารีอา แห่ง พระเยซูเจ้า ภคินีชาวสเปนผู้เล็งเห็นถึงปัญหาเรื่องการศึกษาของบรรดาเด็กและเยาวชนตามแบบวิถีคริสตชน และคณะนี้ในเวลาเพียงวันเดียว คณะก็ได้มีบุญราศีถึงสององค์พร้อมกัน นั่นก็คือ บุญราศีกาดิดา ผู้ตั้งคณะ

และบุญราศีมารีอา อันโตเนีย บันเดรส เอโลเซกี  ซิสเตอร์ที่เราอาจคิดว่าต้องเป็นร่วมก่อตั้งคณะแน่ แต่ผิดถนัด เพราะซิสเตอร์ผู้นี้ เป็นเพียงซิสเตอร์ธรรมดาๆในคณะ ผู้มีเรื่องราวเริ่มขึ้นในวันที่ 6 พฤษภาคม ค..1898 ที่ จังหวัดกีปุซโกอา ภาคเหนือของประเทศสเปนในแคว้นบาสก์ เมื่อนางเทเรซา เอโลเซกี ภรรยาของนายรานมอน บันเดรส ทนายความ ให้กำเนิดทายาทคนที่สองจากสิบห้าคนของตระกูล ซึ่งภายหลังพวกเขามักเรียกทายาทผู้นี้ง่ายๆว่า อันโตนีตา



ที่บ้านของครอบครัวนี้ถือได้ว่าเป็นบ้านของคริสตชน เพราะที่นี่อุดมไปด้วยความเชื่อและความเมตตา โดยเฉพาะนางเทเรซา มารดาของท่าน นางถือได้ว่าเป็นสตรีที่สมควรยึดเป็นแบบอย่างและศักดิ์สิทธิ์ นางรู้ว่าจะทำให้ลูกๆของเธอเติบโตไปในทุกๆเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความรักต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า แม่พระ คนยากจน และคนผู้น่าสงสาร นี่จึงนับเป็นเรื่องโชคดีนักสำหรับตัวท่าน ที่แต่เล็กๆก็ได้มีโอกาสเรียนรู้ชีวิตคริสตชนที่ดีจากครอบครัว 

กระนั้นก็ตามท่ามกลางความโชคดีด้านชีวิตฝ่ายจิต ชีวิตฝ่ายโลกของท่านก็ไม่ได้โชคดีเสียเท่าไร เพราะตั้งแต่เล็กๆท่านก็เป็นเด็กที่เจ็บออดๆแอดๆ จนนายรานมอนและนางเทเรซาต้องดูแลท่านเป็นพิเศษกว่าลูกคนอื่นๆ แต่ด้วยนิสัยส่วนตัวของท่าน ที่เป็นเด็กที่กระตือรือร้น ในทำนองที่เกินพอดี ผสมเข้ากับการได้รับการเอาใจใส่มากๆ ก็ทำให้ในวัยเยาว์ท่านเป็นเด็กที่อ่อนไหวง่ายมากๆ  มารดาของท่านเคบ่นออกมาว่า เด็กอะไรน่ารำคาญที่สุด ฉันต้องทุกข์กับคนแปลกๆอย่างนี้เท่าไรกันเนี่ย” 


ต่อมาเมื่อท่านมีอายุถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียน ท่านก็ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนนักบุญยอแซฟวิทยาลัยที่โตโลซา ก่อตั้งโดยนักบุญคุณแม่กาดิดา ดังนั้นโรงเรียนนี้จึงอยู่ในความดูแลขอคณะธิดาแห่งพระเยซูเจ้า ซึ่งทำให้คุณแม่กาดิดามีโอกาสได้พบกับความน่ารักตามประสาเด็กสาวของท่าน ซึ่งถึงแม้จะเป็นเพียงเด็กธรรมดาๆ แต่คุณแม่ก็สัมผัสได้ถึงความงดงามภายในของท่าน จนคุณแม่อดไม่ได้ที่เอ่ยเชิงทำนายถึงอนาคตของท่านเอาไว้ว่า หนูจะเป็นธิดาของพระเยซูเจ้า

ฝั่งท่านเมื่อได้ยินเช่นนี้ ภายในหัวใจดวงน้อยๆของท่านก็ไร้ซึ่งความสงสัยอันใด ท่านเก็บได้รักษาคำพูดนี้ไว้ข้างในตัว ด้วยความปรารถนาที่จะไล่ตามเสียงแห่งหัวใจ ที่ปรารถนาจะเป็นของพระเยซูเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ขณะเดียวกันก็ฟูมฟักความรักต่อแม่พระที่ได้รับเป็นมรดกจากมารดาของท่านให้เจริญเติบโตขึ้นอย่างงดงาม ผ่านทั้งการสวดภาวนาต่อพระแม่แห่งความรักอันงดงาม ซึ่งท่านให้ความศรัทธาเป็นพิเศษ และการนำแบบอย่างคุณธรรมของพระนางมาใช้ในชีวิต ควบคู่ไปกับการปฏิบัติกิจการเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์


นอกจากความเชื่อที่ท่านได้รับเป็นมรดกจากครอบครัวแล้ว อีกสิ่งที่ท่านได้รับก็คือ ความรักต่อคนยากจนท่านเรียนรู้จากบิดามารดาของท่านว่าการรักทุกๆคนคือหน้าที่  ท่านมักแบ่งปันเงินออมและทุกสิ่งที่ท่านมีแก่พวกเขาเสมอ ท่านรู้ดีว่าจะปฏิบัติกิจแห่งความรักนี้อย่างไรโดยที่ไม่ทำให้ใครต้องเดือดร้อน ท่านเยี่ยมคนยากคนจนครั้งแรกกับมารดาของท่าน และนับจากนั้นท่านในวัยราวสิบสี่สิบห้าก็มักแวะไปเยี่ยมคนยากจนเสมอ แม้ในสถานที่ที่อันตรายบ้างก็ตามที นอกนี้ท่านยังทำงานเป็นอาสาสมัครช่วยคนยากจนในเขตชานเมืองโตโลซา และในหมู่ชนชั้นแรงงานสตรีเพื่อประกาศข่าวดี และให้การช่วยเหลือพวกเขาอย่างเป็นธรรมซึ่งจัดได้ว่าหาได้ยากยิ่งนักในสมัยนั้น ชีวิตของท่านเป็นไปในทำนองที่ว่า แตกต่างจากคนอื่น แต่ดีในทุกๆด้าน

แม้จะมีความปรารถนาจะถวายชีวิตแด่พระเยซูเจ้าอยู่ในใจ ท่านก็ยังไม่อาจจะตัดสินใจที่จะละทิ้งครอบครัวเพื่อเป็นนักบวชได้ หรือแน่วแน่พอที่จะเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์ กระทั้งในปี ค..1913 ในวัยสิบห้าปี ขณะท่านรับการฝึกหัดฝ่ายจิตตามแบบฉบับของท่านนักบุญอิกญาซิโอที่เมืองโลโยลา ท่านก็ระลึกได้ถึงคำพูดของคุณแม่กาดิดาที่เคยบอกกับท่านอีกครั้ง หนูจะเป็นธิดาของพระเยซูเจ้าและตัดสินใจที่จะไล่ตามเสียงเรียกของหัวใจซึ่งคือการเป็นธิดาของพระเยซูเจ้า มุ่งสู่ยอดเขาแห่งความครบครัน โดยแม้จะโดนหินตามทางบาดเท้าท่านก็หาได้หยุดพันแผลไม่ตรงข้ามท่านกลับมุ่งต่อไปมุ่งสู่พระคริสตเจ้าผู้ทรมานเพื่อมนุษย์ อย่างแน่วแน่


แต่กว่าท่านจะเข้าอารามจริงๆ ก็ใช้เวลาถึงสองปี ท่านจึงได้เข้าคณะธิดาแห่งพระเยซูเจ้า ที่อารามประจำเมืองซาลามันกา ในวันที่ 8 ธันวาคม ค..1915 ขณะอายุได้ 17 ปี เวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่หินมากอีกครั้งสำหรับตัวท่าน เพราะท่านรักบิดามารดาและพี่น้องของท่านมาก แต่เพียงท่านก้าวขาเข้าไปยังอาราม ท่านได้ยินเสียงหนึ่งบอกกับท่านว่า พระเจ้าเท่านั้นสำหรับชีวิตที่เหลือของลูก  ดังนั้นเองท่านจึงสามารถเอาชนะกางเขนนี้ และได้เข้าพิธีปฏิญาณตนครั้งแรกเมื่อวันที่  31 พฤษภาคม  ค..1918  ไม่มีใครบนโลกนี้ที่จะสามารถพรากลูกไปจากพระองค์ เพราะอาศัยน้ำใจอันดีและเด็ดเดี่ยวลูกได้มอบตัวลูกไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ โปรดกระทำกับลูกตามที่พระองค์ทรงปรารถนา ด้วยลูกทราบดีว่าพระองค์ทรงรักลูก” ท่านกล่าวไว้

ท่านมีความฝันว่าจะได้เป็นธรรมทูตประกาศข่าวดี แต่นั่นไม่ใช่น้ำพระทัยพระเป็นเจ้าสำหรับชีวิตของท่าน ช่างคล้ายหนึ่งว่าพระองค์ทรงเห็นสมควรแล้วที่จะทรงนำบุพผาดอกงามนี้กลับสู่สวรรค์ เพราะลังจากพิธีได้ไม่นานท่านก็ล้มป่วยลง ซึ่งการล้มหมอนนอนเสื่อคราวนี้ ตัวท่านก็รู้ดีว่าท่านกำลังจะจากไป ซึ่งก่อนที่ท่านจะได้ลาโลกไปไม่กี่เดือนนั้นท่านก็ได้ชีวิตของท่านเป็นประดุจดั่งลูกแกะเพื่อการกลับใจและเพื่อชีวิตนิรันดรของนายอันตน บันเดรส คุณลุงและพ่อทูนหัวของท่าน ผู้เจริญชีวิตฝ่ายโลกมากกว่าฝ่ายจิต และไม่ชอบใจนักที่ท่านเข้าคณะ ซึ่งแน่นอนพระองค์ทรงตอบรับเครื่องถวายนี้อย่างเต็มใจ


ช่วงนั้นคุณหมอฟีลิเบรโต วิลลาโลโบส ผู้ทำการรักษาท่านได้ให้การว่า ผมรู้สึกสะเทือนใจด้วยความเชื่อและความสงบในวิญญาณของเธอ ซึ่งทำให้เธอมีความสุขมากๆในช่วงเวลาสุดท้ายของเธอ แพทย์อีกคนได้แสดงความคิดเห็นต่อทัศนคติของท่านในช่วงนั้น โดยอุทานว่า เราใช้ชีวิตผิดพลาดได้ยังไงกัน นี่แหละ ใช้แล้ว นี่คือความหมายของการจากไป…..” 

ท่านคืนดวงวิญญาณสู่พระเป็นเจ้าอย่างสงบในวันที่ 27 เมษายน ค..1919 ซึ่งคือวันฉลองแม่พระแห่งมอนต์เซรรัตด้วยอายุ 21 ปี  นี้คือความตายงั้นหรือ อะไรหนอจะหอมหวานเท่ากับการตายในฐานะนักบวชเล่า ดิฉันรู้สึกว่าแม่พระทรงอยู่ข้างๆดิฉัน พระเยซูเจ้าทรงรักดิฉันและดิฉันก็รักพระองค์…..” ท่านได้รับการสถาปนาเป็นบุญราศีพร้อมคุณแม่กาดิดาโดยสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ในวันที่ 12 พฤษภาคม ค..1996 

เมื่อเรารับภารกิจนี้จากพระเมตตาของพระเจ้า เราจึงไม่ท้อถอย (2 คร 4:1) ภารกิจของคริสตชนคืออะไร มันก็คือการไปบรรลุถึงพระเยซูเจ้า ไปตามถนนแห่งไม้กางเขนโดยที่ไม่หยุดพักแม้จะเหน็ดเหนื่อย เหมือนท่านที่มุ่งสู่ภูเขาแห่งความครบครัน อย่างมุ่งมั่นโดยมิหยุดพัก ในบางทีเราก็ต้องยอมรับว่าทางภูเขานี้ช่างยากนักทั้งสูงชัน ลำบาก แต่คิดดูเถิดว่าผลของมันนั้นช่างน่าพิศวงแค่ไหน ทำไมนักบุญเปาโลจึงบอกว่าเราจึงไม่ท้อถอย ก็เพราะในทางนั้นเต็มไปด้วยพระหรรรษทานมากมายจนยากที่เราจะตอบแทนได้เป็นพระหรรษทานซ้อนพระหรรษทานเลยทีเดียว




คำพูดและข้อคิดของบุญราศีมารีอา อันโตเนีย

นั่นไม่ใช่ความสุขแท้จริงของชีวิต แต่ในทางตรงกันข้ามเลย คือความยากลำบากและการเสียสละจำนวนมากต่างหาก พวกเราจะต้องพร้อมเสมอและรอคอยกางเขนที่ผ่านมาหาเรา และจะเป็นความสุขยิ่งถ้าเราโอบกอดมันอย่างไม่เห็นแก่ตัว ด้วยวันหนึ่งเมื่อประตูแห่งสิริรุ่งโรจน์เปิดแล้ว เราก็จะไม่พรากจากมันไปไหน เวลาเดียวกันกับที่เรารอคอย จงเป็นหนึ่งเดียวกับดวงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าและการเสนอวิงวอนของพระนางมารีย์ผู้นิรมล จงละทิ้งตนอย่างกล้าหาญ จงขึ้นไปบนกัลวารีโอของชีวิตอันน่าสมเพศเพื่อจะได้รับความสุขอันยิ่งใหญ่ ซึ่งพระเจ้าจะไม่ทรงอนุญาตให้อะไรมาพรากเราไปได้

พวกเราจะต้องเลียนแบบตัวอย่างของการตรึงกางเขน จงยึดกางเขนไว้ข้างกาย จงต่อสู้กับโลก เนื้อหนังและปีศาจเหมืนทหารกล้าของพระคริสตเจ้า จงกลับคืนชีพขึ้นมาอย่างรุ่งโรจน์ในกรุงเยรูซาเล็มใหม่(แปลตรงๆ กรุงเยรูซาเล็มสวรรค์)


ทุกวันล้วนมีสิ่งน่าผิดหวังยิ่งในชีวิต ขอให้เรายกถวายมัน ขอให้เราแสวงหาการร่วมเป็นหนึ่งเดียวบนกางเขนและมอบความต้องการของพวกเรา อย่าปรารถนาสิ่งอื่นใดนอกสิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนาและทรงบัญญัติ การรับทรมานร่วมกับพระเยซูเจ้าช่างหวานหอมเสียยิ่งกระไร นี่เป็นความจริงที่มีค่าประเสริฐยิ่ง แต่อย่าได้กลัวไป เพราะพระเยซูทรงเป็นพลังของพวกเรา จงกล้าหาญไว้

ลูกโอบกอดกางเขน จับชายผ้าคลุมของพระมารดา และถวายตนเป็นผู้ต่ำต้อย เครื่องบูชา ตามสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ เพื่อว่าลูกจะไม่พรากไปจากความรักและพระหรรษทานของพระองค์ ลูกปรารถนาจะเป็นข้ารับใช้พระองค์ นับแต่ย่ำรุ่ง ลูกก็ได้ถวายกางเขนและบรรดากางเขนประจำวันไว้ในพระหัตถ์ของพระมารดา ด้วยคำพูดว่า ข้าแต่พระมารดาที่รัก ขออย่าให้เวลาแม้นพียงวินาทีเดียวเสียไป และโปรดช่วยให้ลูกให้พรั่งพร้อมไปด้วยการเสียสละและการเสียใจต่อสิ่งที่ทำผิดไปในวันนี้ด้วยเถิดาองพระมารดาของพระองค์ะียยิ่งกระไร ’”






ข้าแต่ท่านบุญราศีมารีอา อันโตเนีย บันเดรส อี เอโลเซกี  ช่วยวิงวอนเทอญ



ข้อมูลอ้างอิง
http://www.igw-resch-verlag.at/santibeati/vol4/cipitria.html

วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2557

"เจลตรูเด" ศีลมหาสนิทคือศูนย์กลางของชีวิต


นักบุญเจลตรูเด โกเมนโซลี
St. Geltrude Comensoli
ฉลองในวันที่ : 18 กุมภาพันธ์

หมู่บ้านเบียนโน  เมืองเบรชชา แคว้นลอมบาร์เดีย ประเทศอิตาลี วันที่ 18 มกราคม ค..1847  ในครอบครัวของนายการ์โล ช่างเหล็ก กับ นางงอันนา มารีอา มิเลซี  เด็กสาวตัวน้อยได้ถือกำเนิดและได้รับศีลล้างบาปในวันเดียวกันด้วยนาม กาเตรีนา  เป็นลูกคนที่ห้าจากสิบคนของครอบครัว

ท่านเจริญวัยขึ้นมาท่ามกลางครอบครัวที่เงียบสงบ พอประมาณและศรัทธา มารดาท่านพาลูกๆไปมิสซาทุกวัน  ตั้งแต่เยาว์วัยพระเจ้าได้ทรงปลูกฝังความจำเป็นของการเป็นชิดสนิทสัมพันธ์กับพระองค์ในดวงใจน้อยๆอันบริสุทธิ์ บ่อยครั้งท่านถูกดึงจากความต้องการเพื่อสวดภาวนาและรำพึงอย่างล้ำลึก จนมีคนถามท่านว่าทำอะไร ท่านตอบเพียงตอบสั้นๆว่า หนูกำลังคิดค่ะ

กระทั้งอายุได้ 7 ปี ท่านก็ไม่สามารถต้านทานคำเชื้อเชิญของพระเยซูเจ้าได้อีกต่อไป ดังนั้นในวันหนึ่งในช่วงเช้ามืด ท่านได้ออกจากบ้านไปพร้อมผ้าคลุมไหล่สีดำของมารดา มุ่งหน้าสู่วัดเซนต์ แมรี่ และหยุดยืนอยู่ที่ราวบันได ก่อนได้รับ
ศีลมหาสนิทครั้งแรกอย่างลับๆ หลังจากนั้นในวัดตอนเช้าเบื้องหน้าศีลมหาสนิท ท่านได้เผยสำแดงความปรารถนาของท่าน พระองค์จะทรงเป็นเจ้าบ่าวของหนู หนูสาบานกับพระองค์ล้านครั้งหนูจะเป็นของพระองค์ตลอดไป

ท่านชอบที่จะใช้เวลากับพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิท ท่านต้องการนำพระองค์บนภูเขาสูงเพื่อให้ทุกคนสามารถมองเห็นและรักพระองค์ คติที่เป็นแบบแผนการดำเนินชีวิตของท่านคือ พระเยซูเจ้า ลูกรักพระองค์และทำให้คนอื่นรักพระองค์เช่นกัน

ต่อมาในปี ค..1862 ด้วยอายุราวๆ 15 ปี ท่านได้เข้าอารามคณะคณะเมตตาธรรมแห่งมิลานและกุมารีมารีอา ของนักบุญบาร์โทโลเมอา คาร์ปิตาเนียวและนักบุญวินเซนซา เจโรซาร์ ที่โลเวเร เมืองเบรชชา ณ จุดนี้ทุกคนต่างคิดว่าท่านจะต้องได้บวชแน่ๆ แต่พระเจ้าทรงมีแผนการเตรียมไว้สำหรับท่านแล้ว เพราะในขณะเป็นโปสตุลันต์ ท่านก็ล้มป่วยหนักและถูกให้ออกจากคณะ

ท่านจำต้องหอบข้าวของกลับมาพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน กระทั้งท่านหายดีแล้ว ค..1867 ในวัย 20 ปี ท่านก็ได้เข้าคณะอุร์สุลิน คณะฆราวาทของเบรชชาที่ก่อตั้งโดยนักบุญอัญจลา เมริชี เพื่อช่วยหญิงสาวหลายๆคน  และได้รับชุด
คณะในวันที่ 29 สิงหาคม ก่อนปฏิญาณตนในวันที่ 23 ธันวาคม ปีเดียวกัน หลังจากนั้นท่านก็ได้รับตำแหน่งเป็นรองนวกจารย์ของกลุ่มเบียนโน  ทำให้ท่านได้มีโอกาสทำงานด้านการศึกษาของเยาวชน ซึ่งกลายเป็นประสบการณ์สำคัญที่จะเป็นประโยชน์ในอนาคต

เพราะปัญหาด้านการเงินของครอบครัวท่านในอายุ 22 ปีก็ออกจากบ้านเพื่อไปทำงานเป็นแม่บ้านที่บ้านของคุณพ่อจูวานี บัตติสตา โรตา และหลังจากนั้นก็กับคุณหญิงเฟ วิตาลี ต่อจากนั้นในช่วงเทศกาลพระคริสคตสมภพ ปี ค..1876 ท่านก็ได้ยืนยันถึงการอุทิศตนของท่านต่อพระเยซูเจ้าอีกครั้งและได้เขียนความต้องการในการดำเนินชีวิต ซึ่งท่านยังคงยึดมั่นเสมอมิได้ขาด ท่านเริ่มงานแพร่ธรรมเรื่องศีลมหาสนิทของท่านกับกลุ่มเยาวชนหญิง และส่งเสริมขบวนแห่ศีลมหาสนิท เหตุนี้กลุ่มเพื่อส่งเสริมความเคารพต่อพระหฤทัยจึงถือกำเนิดขึ้น ซึ่งการอุทิศตนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชีวิตฝ่ายจิตของท่าน

จนกระทั้งวันสมโภชพระคริสต์วรกาย ค..1878 คุณพ่อวิญญาณก็อนุญาตให้ท่านปฏิญาณตนถือพรหมจรรย์ได้ ดังนั้นท่านจึงได้ทำมันในตอนเช้าเบื้องหน้าศีลมหาสนิท และโดยไม่ต้องละเลยหน้าที่ในฐานะคนรับใช้ ท่านก็ตัดสินใจที่จะสอนบรรดาเด็กๆในซาน เจรวาซีโอ แบร์กาโม เพื่อนำทางพวกเขาไปสู่ชีวิตสัตย์ซื่อของคริสตชนและการอยู่ร่วมกัน

และผ่านการสวดภาวนา การพลีกรรมอย่างขยันขันแข็ง การปฏิบัติกิจเมตตาและชีวิตภายในที่เข้มข้น ท่านก็พร้อมที่จะเดินตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ยิ่งเมื่อไม่ต้องห่วงเรื่องทางบ้านอีกต่อไป เพราะบิดามารดาท่านได้สิ้นใจไปแล้ว ท่านก็เริ่มหนทางที่จะบรรลุถึงอุดมคติเรื่องศีลมหาสนิทของท่าน  ท่านเปิดใจของท่านต่อพระคุณเจ้าสเปรันซา พระสังฆราช
แห่งแบร์กาโม ซึ่งในเวลานั้นมาเป็นแขกของคุณหญิงเฟ วิตาลี เมื่อทันทีที่คุณพ่อได้ฟัง คุณพ่อก็ได้สนับสนุนท่านและยืนยันว่ามันคือน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าจริงๆ

หลังจากนั้นในฤดูหนาวปี ค..1880 ในฐานะแม่บ้านท่านก็ได้มีโอกาสติดตามคุณหญิงเฟ วิตาลี ไปกรุงโรม และมีโอกาสได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 13 ท่านจึงได้เล่าถึงความตั้งใจของท่านให้พระองค์ฟัง เรื่องคณะที่จะถูกตั้งขึ้นเพื่ออุทิศตนต่อความเคารพแด่ศีลมหาสนิท เมื่อสดับดังนั้นพระองค์ก็ทรงแนะให้ท่านทำงานด้านกาอบรมของเยาวชนหญิงของคนงานด้วยซึ่งเป็นการชี้ทางให้ท่าน

แน่นอนว่ามันคือน้ำพระทัยของพระแน่นอน เพราะ หลังจากนั้นไม่นานเมื่อท่านได้มีโอกาสไปที่วัดนักบุญอเล็กซานโด ที่ โคโลนนา ท่านก็พบกับบุญราศีคุณพ่อฟรานเชสโก สปีเนลลี ผู้เต็มไปด้วยความร้อนรน และกำลังมองหาหญิงสาวที่จะร่วมกับเขาในบ้านแห่งพระญาณสอดส่อง โดยบังเอิญ  ดังนั้นท่านจึงตัดสินใจร่วมงานกับคุณพ่อที่เล่าให้ท่านฟัง และหลังจากตกลงกันอย่างลงตัวแล้วว่าคณะใหม่จะเป็นอย่างไร เรื่องคณะใหม่จึงถูกเสนอให้พระคุณเจ้ากามิลโล กวินดานิ พระสังฆราชแห่งแบร์กาโม ซึ่งได้อนุมัติและสนับสนุนคณะอย่างเต็มที่ให้ท่านและคุณพ่อทำงานร่วมกัน

ดังนั้นในวันที่ 15 ธันวาคม ค..1882 ท่านและสตรีอีกสองคนจึงได้เริ่ม คณะภคินีแห่งศีลมหาสนิทแห่งแบร์กาโม อย่างเป็นทางการ ด้วยการอวยพรศีลมหาสนิท สองปีจากนั้นในวันเดียวกันท่านจึงได้รับผ้าคลุม พร้อมนามใหม่ว่า ซิสเตอร์มารีอา เจล์ตรูเด แห่ง ศีลมหาสนิท  พร้อมดำเนินงานด้านการอบรมเยาวชนหญิง แต่แล้วก็ในปี ค..1889 พายุใหญ่ก็ซาซัดเข้ามายังคณะท่านอีกครั้งเมื่อคณะประสพปัญหาด้านเศรษฐกิจอย่างรุนแรงชนิดที่ว่าคณะอาจต้องยุบกันเลยทีเดียว

ท่านต้องออกจากแบร์กาโม แต่จากคำแนะนำของพระคุณเจ้ากามิลโล ท่านก็ได้ย้ายไปหลบภัยบ้านที่โลดี ในแคว้นลอม
บาร์ดี ซึ่งที่นั่นพระคุณเจ้าโรตา พระสังฆราชแห่งโลดีก็ให้การต้อนรับท่านเป็นยังดี และมอบบ้านคณะให้ในลาวัจนา ดิ โกมาซโซ วึ่งกลายเป็นบ้านแม่ของคณะชั่วคราว กระทั้งพระสังฆราชแห่งโลดีได้อนุมัติคณะของท่านให้เป็นที่ยอมรับในวันที่ กันยายน ค..1891  เหตุนี้ในวันที่  28 มีนาคม ค..1892 ท่านจึงกลับสู่แบร์กาโม

หลังจากผ่านการทดลองนี้ แม้จะมีสุขภาพที่ไม่ดีนัก ท่านก็ไม่หยุดที่จะฝึกบรรดาซิสเตอร์เพื่อนำสู่จิตวิญญาณแห่งศีลมหาสนิท และทำทุกสิ่งที่ท่านทำได้เพื่อให้คณะเติบโตและพัฒนา ท่านเป็นวิญญาณแห่งการสวดภาวนา การพลีกรรม การเสียสละ การนบนอบ การถ่อมตน และกิจการเมตตาต่อผู้ยากไร้ คำกำฉับสุดท้ายของท่านคือ จงรักษากฎความเงียบ การเสียสละ ความยากจน ความนบนอบไว้ หลังจากนั้นท่านจึงมองตู้ศีลผ่านทางหน้าต่างบานเล็กๆในห้องของท่าน เพื่อให้ได้เห็นพระแท่น ความเคารพจะคงอยู่อีกต่อไหมหนอ ท่านถามและหลังจากได้รับคำตอบแล้ว ท่านจึงกล่าวขอบคุณ พลางคลี่ยิ้มและปิดตาลง พร้อมคืนวิญญาณแด่พระเป็นเจ้าด้วยอายุ 56 ปี

ท่านสิ้นใจอย่างสงบในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค..1903 ก่อนจะได้เห็นคณะได้รับการอนุมัติจากสมเด็จพระสันตะปาปาเพียงสามปี แน่นอนต้องมีการดำเนินเรื่องท่านเพื่อการเป็นนักบุญ จนในรัชสมัยพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 พระองค์ทรงสถาปนาท่านเป็นบุญราศี ในวันที่ 1 ตุลาคม ค..1989 และหลังจากนั้นอีก 20 ปี นามท่านก็จึงได้รับการบันทึกไว้ในสารบบนักบุญอย่างสง่าในฐานะซิสเตอร์ผู้ก่อตั้งคณะที่มีศูนย์กลางชีวิตคือศีลมหาสนิทและมีพันธกิจในการให้การอบรมเยาวชน ณ ที่ลานมหาวิหารนักบุญเปโตร กรุงโรม เมื่อวันที่ 26 เมษายน ค..2009 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16

จงดำเนินชีวิตในความจริงด้วยความรัก เจริญเติบโตขึ้นจงบรรลุความสมบูรณ์ในพระคริสตเจ้าผู้ทรงเป็นพระเศียร(เอเฟซัส 4:15) ชีวิตของท่านเป็นแบบอย่างของการมีพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิทเป็นศูนย์กลางชีวิต ซึ่งเป็นชี
วิตของคริสตชน ถูกแล้วเราต้องมีศีลมหาสนิทเป็นศูนย์กลางของชีวิต เพราะศีลมหาสนิทคือพระเยซูเจ้า เราคริสตชนต้องดำเนินชีวิตด้วยความรักทั้งในพระผู้สถิตในศีลมหาสถิต รักในเพื่อนพี่น้อง เราต้องท่องเสมอว่า เราต้องครบครัน เราครบครันครบครันด้วยการรักทุกคน รักพระ ขอให้ทุกคนสำเร็จในความครบครันตามสไตล์ของทุกคน พระอวยพร




ข้าแต่ท่านนักบุญเจลตรูเด โกเมนโซลีง ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...