วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

คุณแม่นักบุญ "พัก อากี"


นักบุญอันนา พัก อากี
St. 박아기 안나
ฉลองในวันที่ : 24 พฤษภาคม 

อันนาเกิดในครอบครัวคริสตชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆริมแม่น้ำฮันราวๆปี ค..1782 ท่านไม่ได้ถึงกับฉลาดมาก ดังนั้นท่านจึงมีปัญหาในการเรียนรู้คำสอนและบทภาวนาต่างๆ แต่กระนั้นหัวใจของท่านก็เปี่ยมไปด้วยความรักต่อพระเจ้า ท่านมักกล่าวว่า ฉันไม่สามารถรู้จักพระเจ้าได้มากกว่าที่ฉันต้องการได้ แต่ฉันสามารถพยายามจะรักพระองค์ด้วยสุดหัวใจของฉันได้

ต่อมาเมื่ออายุได้ 18 ปี ท่านก็สมรสกับฟรานซิส แท มุน แฮออง และมีลูกชายด้วยกันสองคนและลูกสาวอีกสามคนซึ่งท่านก็คอยสอนพวกเขาอยู่ในความเชื่อ แม้ครอบครัวจะไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากแต่ทุกคนก็พยายามเจริญชีวืตอยู่ในหลักศีลธรรม ท่านนั้นยังมีอุทิศตนเป็นพิเศษต่อพระมหาทรมานของพระเยซูเจ้าและคราใดท่านรำพึงถึงบาดแผลทั้งห้าของพระองค์ในดวงตาของท่านก็จะเอ่อล้นไปด้วยน้ำตาเสมอ



เมื่อท่านได้ยินข่าวเรื่องการเบียดเบียนคริสตชน ท่านก็อธิบายให้ลูกๆของท่านฟังเกี่ยวกับเรื่องมรณสักขีและแสดงความปรารถนาที่จะเป็นเช่นนั้นเป็นมรณสักขี ท่านพร้อมสามีและลูกชายคนโตถูกจับกุมในประมาณเดือนมีนาคมหรือเดือนเมษายน ในปี ค..1836

สามีและลูกชายของท่านนั้นมิอาจทนถูกทรมานไหวจึงได้ยอมละทิ้งพระคริสตเจ้าเสีย แต่ตรงข้ามกันแม้ท่านจะถูกทรมานอย่างโหดร้ายมากแค่ไหนท่านก็ยังมั่นคงในพระคริสตเจ้า ความเจ็บปวดจากการทรมานนี้เทียบไม่ได้เลยจากความเจ็บปวดที่ได้เห็นสามีและลูกชายของท่านที่ถูกปล่อยตัวไปหลังจากละทิ้งความเชื่อ กลับมาเยี่ยมท่านทุกวันเพื่ออ้อนวอนให้ท่านทำเช่นพวกเขา ละทิ้งพระคริสตเจ้า พวกเขาเล่าถึงชะตากรรมของครอบครัวทีขาดท่านไปมากมาย



แต่ท่านก็สามารถเอาชนะสิ่งล่อใจนี้ได้ ท่านปฏิเสธพวกเขาทั้งน้ำตาและขอให้พวกเขากลับใจเสียใหม่ มีเพื่อนของท่านบ้างคนตระหนักถึงสถานการณ์บ้านของท่าน จึงมาเยี่ยมท่านและพยายามที่จะเกลี้ยกล่อมท่านอีกครั้ง ท่านรับฟังและตอบว่า มันคุ้มค่าแล้วหรือที่จะเสี่ยงเสียชีวิตนิรันดร์ไปในการมีชีวิตอยู่เพียงไม่กี่วัน แทนที่จะเซ้าซี้ให้ฉันละทิ้งความเชื่อเธอควรกลับใจเสียใหม่ เธอควรจะอิจฉาความโชคดีของฉันด้วยซ้ำนะ

ความเชื่อท่านนั้นดุจศิลาแม้นยามคุมคุกจะพูดกับท่านว่า สามีและลูกแกถูกปล่อยตัวและได้กลับบ้านไปแล้ว ด้วยแค่คำเดียวแกก็ทำเช่นนั้นได้ แกคงใจแข็งน่าดูถึงไม่เอนเอียงไปตามคำขอร้องของพวกมัน แกยังมีชีวิตอีกยาวจริงไหมท่านก็สวนไปขึ้นว่า การละทิ้งของสามีและลูกชายฉันคือเรื่องของพวกเขา จะทำอะไรกับฉันได้ละ ฉันน่ะตัดสินใจจะรักษาความเชื่อของฉันไว้และตายเพื่อมันด้วย



ท่านถูกเฆี่ยนตีจนหนังแตกจนเห็นกระดูก ท่านก็ยังคงคุกเข่าสวดภาวนาอยู่ตลอด เมื่อข้าหลวงเห็นว่าไม่สามารถจะเปลี่ยนใจท่านได้ เขาจึงตัดสินใจย้ายท่านมาขังยังคุกของศาล และดำเนินการทรมานท่านต่อไป และเช่นเดียวกันผู้พิพากษาก็นำเรื่องเดียวกันมาใช้ในการโน้มน้าวท่านว่า สามีและลูกแกก็ได้รับการปล่อยตัวแล้ว แค่คำเดียวแกก็สามารถเพลิดเพลินไปกับความสุขเดียวกันได้แล้วน่า ทันทีท่านตอบ ต่างคนต่างชอบเจ้าค่ะ ส่วนความปรารถนาของฉันคือการตายเพื่อพระเจ้าค่ะ

จนที่สุดหลังสามปีในคุก ในวันที่ 10 พฤษภาคม ค..1839 ท่านก็ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยโทษ สำหรับการอ่านหนังสือต้องห้ามและพกภาพชั่วร้ายท่านถูกนำตัวไปนอกประตูน้อยทางตะวันตก และถูกบั่นศีรษะพร้อมคริสตชนอีกแปดคนในวันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม ค..1839 ท่านสิ้นใจตามความปรารถนาของท่านในวัย 54 ปี



นาม อันนาของท่านได้รับการบันทึกไว้กับบรรดามรณสักขีผู้ใหญ่ทั้งหลายในฐานะบุญราศีเมื่อวันที่  5 กรกฏาคม ค..1925 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 11 และเนื่องในวโรกาสครบรอบ 200 ปี แห่งพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศเกาหลี  สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2ก็ได้ทรงสถาปนาท่านพร้อมบรรดามรณสักขีคนอื่นเป็นนักบุญ ณ ยออีโด กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรายิ่งใหญ่ ทรงสรรพานุภาพ พระปรีชาญาณของพระองค์ไม่มีขอบเขต(สดุดี 147:5) ชีวิตของท่านได้ยืนยันถึงเรื่องนี้ด้วยชีวิต ด้วยโลหิต แม้ท่านจะไม่ได้รู้อะไรมาก แต่ท่านรู้แน่นอนว่าท่านรักพระองค์ พระองค์ยิ่งใหญ่ที่สุด ท่านจึงกล้ายืนยันถึงพระองค์ เราต้องเป็นมรณสักขี แต่ก็ใช่ว่าเราต้องไปตายเพื่อยืนยันความเชื่อ เราต้องเป็นมรณสักขีในทุกๆวินาทีของชีวิต เป็นพยานถึงพระองค์ ไม่ใช่ด้วยความรู้ แต่ด้วยการน้อมรับน้ำพระทัยพระเป็นเจ้าในทุกๆขณะของชีวิต ให้ทุกคนได้รับรู้ถึงพระองค์ผ่านตัวเราแล้วร้องสรรเสริญพระองค์ดังๆว่า อัลเลลูยา อัลเลลูยา


ข้าแต่ท่านนักบุญอันนา พัก อากี ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง

วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

"คุณแม่โอลกา" แสงเหนือแห่งพระศาสนจักรออร์โธดอกซ์


บุญราศีโอลกา แห่ง อลาสกา
Bl. Olga of Alaska
ฉลองในวันที่ : 8 พฤศจิกายน

ท่ามกลางกลุ่มยูเพ็ค หนึ่งในกลุ่มของชนเผ่าเอสกีโม ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ค..1916 ในหมู่บ้านนาม เควตลุก ริมฝั่งแม่น้ำคัสโกเกว็น อลาสกา โอลกาได้ถือกำเนิดขึ้นมาและเจริญชีวิตขึ้นท่ามกลางความยากจนมากๆ จนเป็นสาวท่านก็สมรสกับบุรุษไปรษณีย์ประจำหมู่บ้านและเจ้าของร้านของชำซึ่งภายหลังเขาก็ได้บวชเป็นพระสงฆ์ ชื่อคุณพ่อนิโคลัย ไมเกิ้ล

ท่านและเขามีลูกด้วยกัน 13 คน แต่มีเพียง 8 คนที่รอด ลูกๆทุกคนจำได้ดีว่าท่านไม่เคยขึ้นเสียงสักครั้งแม้ตัวท่านนั้นแม้จะบอบบางและดูเจียมตัว ท่านก็พร้อมเสมอที่จะช่วยเหลือทุกคน
เธอไม่พูดมาก เธอแค่จะไปข้างหน้าและทำในสิ่งที่จำเป็นในการช่วยทุกคนด้วยอะไรก็ได้ เธอยังทำบูทขนสัตว์แบบดั้งเดิมกับเสื้อปาร์เกอะเช่นเงินบริจาคให้ชุมชนอื่นๆซึ่งกำลำพยายามที่จะหาเงิน



นอกจากท่านจะตัดเย็บชุดคุณพ่อของสามีท่านในช่วงต้นปีแล้ว ดังที่กล่าวไว้ท่านยังได้ทำบูทสวยงามและถุงมือสำหรับเด็กๆ ตลอดเวลาท่านมักใช้ไปกับการถักถุงเท้าหรือเสื้อปาร์เกอะสำหรับคนอื่นๆ ท่านทำให้ทุกคนๆจริงๆชนิดไม่ใช้เพื่อนหรือเพื่อนบ้านของท่านก็ตาม ไม่ต้องขอท่านก็จะให้ไม่ว่าจะอยู่ห่างแค่ไหน นอกจากนั้นท่านยังทำถุงมือและถุงเท้าจากขนสัตว์ให้บรรดาพระสงฆ์อีกด้วย

ท่านแสดงออกถึงความเมตตาต่อผู้ด้อยกว่า ท่านอนุญาตให้เด็กที่ถูกทอดทิ้ง ขโมยอาหารไปจากโต๊ะของท่าน บ่อยครั้งท่านมักนำเสื้อผ้าของลูกๆที่ไม่ได้ใช้แล้วไปให้ครอบครัวที่ยากจนกว่า และยังสอนลูกๆของท่านว่าห้ามพูดอะไรทั้งนั้นหากเห็นเสื้อผ้าที่เคยเป็นของพวกเขาถูกใส่โดยคนอื่น น้อยสุดร้อยละสิบของเด็กชายที่นี่ได้เข้าเรียนในสามเณราลัยนักบุญเฮอร์แมนในช่วงชีวิตของท่าน ความมากมายเช่นนี้ทำให้มีกล่าวไว้ว่า ไม่มีสถานที่อื่นใดในอลาสกาที่แสดงให้เห็นการอุทิศตนรับใช้พระเจ้าในช่วงชีวิตของคนคนหนึ่ง



พระสงฆ์ท่านหนึ่งกล่าวถึงท่านว่า รู้จักเพลงสรรเสริญในวันฉลองจำนวนมาก รวมทั้งวันอาทิตย์ใบลาน สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ และปัสกาในภาษายูเพ็คด้วยหัวใจ ท่านคอยช่วยงานวัดเสมอ และเมื่อใดก็ตามที่พระสงฆ์แวะเวียนมาเยี่ยมท่าน ท่านก็จะรับกุลีกุจอสวมผ้าคลุมศีรษะของท่าน และเข้าไปหาพร้อมวางมือขวาทับมือซ้าย ก่อนซ้องมือขึ้น เพื่อขอให้พระสงฆ์อวยพร

ต่อมาเมื่อลูกสาวท่านเข้ามาทำงานบ้านแทนท่านแล้ว ท่านก็มีเวลาว่างขึ้นท่านจึงติดตามสามีที่เป็นพระสงฆ์ของท่านไปตามที่ต่างๆ ท่านมีความสุขที่ได้ไปเยือนเขตวัดต่างๆ และก็มีความสุขเช่นกันที่ได้กลับมาบ้าน



ตลอดชีวิตของท่าน ท่านยังทำหน้าที่เป็นพยาบาลผดุงครรภ์ ท่านคอยเอาใจใส่และให้กำลังใจผู้ถูกดูถูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ จนตัวท่านเองได้รับบาดเจ็บและถูกทำร้าย ท่านมีพระพรในการหยั่งรู้ว่าสตรีคนไหนกำลังตั้งท้อง ก่อนสตรีคนนั้นจะรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเธอกำลังจะมีลูก ไม่เพียงเท่านั้นท่านยังมีพระพรในการหยั่งรู้ว่าสตรีคนนั้นมีภาวะแทรกซ้อนด้วยหรือไม่ ชนิดที่ว่าก่อนจะมีอาการด้วยซ้ำ จนสามารถส่งผู้หญิงบางคนเข้าไปที่โรงพยาบาลในเมืองเพื่อทำคลอดได้อย่างปลอดภัย

และเป็นไปตามธรรมดาของโลกในวัยสูงวัยที่มีหลานๆเป็นโหล ท่านก็เริ่มล้มป่วยแต่ท่านก็ปฏิเสธแต่กระนั้นท่านก็ยังคงปฏิเสธความกังวลจากครอบครัวของท่านต่อสุขภาพของท่านเสมอ แต่อย่างไรสุขภาพท่านก็ไม่ดีขึ้น ลูกสาวของท่านเริ่มสังเกตเห็นว่าท่านมีน้ำหนักลดลงกว่าแต่ก่อน จนที่สุดหลังจากเกลี้ยกล่อมอยู่นานท่านจึงยอมไปโรงพยาบาลที่เบเต็ลที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากหมู่บ้านท่านเท่าไรนัก ก่อนถูกสงต่อไปที่แอนโกเรจ และถูกพบว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ซึ่งสายเกินไปแล้วที่จะรักษา



ท่านทราบข่าวโดยไร้ซึ่งความขมขื่นหรือสะเทือนใจไม่ และเดินทางกลับบ้านไปเตรียมตัว ลูกสาวสองคนท่านจึงหวังอัศจรรย์ทั้งสองจึงเดินทางไปยังโคเดียค เพื่อวอนขออัศจรรย์ทั้งที่มังส์ลากูนและที่พระธาตุนักบุญเฮอร์แมน ธรรมทูตแห่งอลาสกา และเมื่อทั้งสองกลับบ้านก็พบท่านไม่อยู่บนเตียง แต่กำลังลากถังน้ำอยู่ด้านนอก เพื่อมาซักผ้าหรือไม่ก็ขัดพื้นครัวอย่างไม่ต้องสงสัย

และดูเหมือนนักบุญเฮอร์แมนจะตอบรับคำภาวนานี้ เพราะเกือบปีท่านก็กลับมาเป็นปกติ แต่เมื่อถึงเวลาประชุมในเดือนสิงหาคม ท่านก็อ่อนแรงเกินกว่าที่จะเดินหรือยืนอยู่ในวัดโดยที่ไม่ใครช่วยเหลือไม่ได้ พระอัครสังฆราชเกรโกรีได้มอบรางวัลฆราวาสดีเด่น กางเขนนักบุญเฮอร์แมน ริบบิ้นสีแดง สีขาวและสีน้ำเงินประดับเสื้อและกางเขนลงยา รูปไอคอนนักบุญองค์แรกของอลาสกาแขวนคอให้ท่านในตอนท้ายของวันฉลอง



หลังจากนั้นสุขภาพท่านก็ทรุดลงเรื่อยๆ ในเดือนถัดมา ท่านเริ่มเตรียมตัวที่จะจากไป ท่านสอนครอบครัวของท่านถึงวิธีต่างที่ท่านทำเสมอเพื่อพวกเขา และวิธีแจกจ่ายทรัพย์สินอันน้อยนิดของท่านในระหว่างพวกเขาเองและเพื่อนบ้านของท่าน ท่านยังนำชุดแต่งงานของท่านออกมาทำความสะอาดและขอให้ฝังท่านในชุดนี้  ท่านบอกให้ลูกๆของท่านอย่าเสียใจเพื่อท่านเลย

จนที่สุดในวันที่ 8 พฤศจิกายน ..1979 ในวัย 63 ปี พระสงฆ์ประจำหมู่บ้านก็ได้เชิญศีลมหาสนิทมาส่งให้ท่าน ทันทีที่พระสงฆ์มาถึงท่านก็ลุกขึ้นนั่งไขว้แขนทั้งสองของท่านไว้ที่หน้าอกและรับศีลศักดิ์สิทธิ์ ก่อนทำสำคัญมหากางเขนและพับแขนเช่นเดิม หลังจากนั้นท่านจึงล้มตัวนอนพร้อมคืนวิญญาณสู่พระเป็นเจ้าอย่างสงบ ข่าวการจากไปของท่านแพร่ไปทั่วภาคตะตกของอลาสกาอย่างรวดเร็ว



อัศจรรย์ลมอุ่นจากทางใต้ มีผู้คนมากมายต่างต้องการมาร่วมพิธีปลงศพของท่าน แต่ในเวลานั้นมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยเพราะเป็นช่วงที่อากาศหนาวที่สุดในรอบปี แต่อัศจรรย์ภายในคืนนั้นก็บังเกิดมีลมพัดพาความอบอุ่นจากทางใต้พัดแรงอย่างต่อเนื่องจนละลายน้ำแข็งในแม่น้ำ ทำให้ชาวบ้านใกล้เคียงสามารถนำเรือมายังเควตลุกได้อย่างสบาย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้เลยในยามปกติ

อัศจรรย์นก ดังนั้นในวันรุ่งขึ้นจึงมีผู้คนมากมายทั้งจากที่ไกลๆและใกล้มาจนเต็มวัดหลังใหม่เพื่อร่วมพิธีปลงศพของท่าน จนเมื่อมีการเคลื่อนศพออกไปภาพอันไม่น่าเชื่อสายตาก็เกิดขึ้น เมื่ออยู่ๆก็มีฝูงนกบินวนไปมาอยู่น่านฟ้าไปตามขบวนศพจนขบวนไปถึงสุสาน ทั้งๆที่ในเวลานี้บรรดานกเหล่านี้จะต้องพากันอพยพไปทางใต้



และเนื่องจากอัศจรรย์ลมอุ่นจากทางใต้ ก็ทำให้ดินนั้นอ่อนและขุดง่าย ทำให้พิธีปลงศพของท่านนั้นดำเนินไปอย่างราบรื่น และทันทีภายในเย็นนั้นทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติเช่นเดิมดั่งที่เคยเป็นมาตลอดหลังจากทุกคนกลับไปหมดแล้ว คุณพ่อท่านหนึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า จักรวาลยังให้ความร่วมมือและร่วมกันในการเทิดทูนคนแท้จริงถวายแด่พระเป็นเจ้า

หลังจากนั้นท่านก็กลายเป็นที่เคารพจากคนในภูมิภาคของท่าน มีเรื่องเล่ากันว่าท่านเคยปรากฏในความฝันของผู้ที่ศรัทธาท่านบบางคนพร้อมแม่พระ ในปัจจุบันยังไม่มีการสถาปนาท่านขึ้นเป็นนักบุญในพระศาสนจักรออร์โธดอกซ์ แต่ก็คงไม่นาน แต่กระนั้นก็สามารถมีความศรัทธาเป็นพิเศษต่อท่านเป็นการส่วนตัวได้



เมื่อท่านมีทุกสิ่งบริบูรณ์ คือความเชื่อ การพูด ความรู้ ความกระตือรือร้นและความรักที่ท่านมีต่อเรา ท่านก็ควรจะดีพร้อมในการกุศลนี้ด้วย(2โครินธ์ 8:7) ท่านเป็นแบบอย่างที่ว่ากิจการเมตตาไม่ได้จำกัดเพียงแค่ว่าต้องรวย หรือต้องเข้าคณะนู่นคณะนี้ ท่านเป็นแบบฉบับฆราวาสทั้งในแบบฉบับออร์โธดอกซ์ แบบคาทอลิก แบบโปรแตสแตนท์ ท่านเป็นไปตามพระวาจานี้อย่างเป๊ะๆ ไม่ได้น้อยไปกว่านี้เลย ทุกคนมีสิ่งที่ท่านเปาโลบอกไว้แต่แตกต่างกันไป ดังนั้นลองค้นหาดูว่าเรามีอะไรที่เจ๋งกว่าคนอื่น แล้วเอาสิ่งนั้นแหละมาประกอบกับความเชื่อแล้วมาทำงานพระตามความถนัดของเรา อย่างท่านทำงานฝีมือเก่งก็ทำให้ทุกคนฟรีๆอย่างนี้เป็นต้น ทุกคนมีของขวัญในตัว เราต้องนำของขวัญนั้นมาให้ทุกคน จะเก็บมันไว้ทำ งัดมันออกมาเพื่อให้ทุกคนสรรเสริญพระเจ้าว่า อัลเลลูยา อัลเลลูยา กัน


บุญราศีโอลกา แห่ง อลาสกา ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง

วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

"ซเด็นกา" ดอกไม้น้อยแห่งกางเขน


บุญราศีซเด็นกา เชลินโกวู
Bl. Zdenka Schelingová
ฉลองในวันที่ : 23 พฤศจิกายน

เชชีเลีย เชลินโกวู อีกครั้งที่ผู้เขียนอยากจะเล่าเรื่องของบุญราศีอีกองค์ หลังจากเสี่ยงทายอยากเมามัน(หัวเราะ) ว่าจะเอาใครดีคุณพ่อชาวอินเดียหรือซิสเตอร์ชาวสโลวาเกีย และก็ปลงใจเอาซิสเตอร์แล้วกัน นอกเรื่องมาเยอะแล้วต่อกันดีกว่า เชชีเลีย เชลินโกวู เป็นลูกหนึ่งในสิบคนของนายปาโวล เชลินโกวู กับ นางซูซานา ปานีโกวา ท่านเกิดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ค..1916 และได้รับศีลล้างบาปในอีกฃสี่วันวัดถัดมา ที่ หมู่บ้านกรีวา พื้นที่ภูเขาทางภาคตะวันออกของประเทศสโลวาเกีย ในแคว้นชีลีนา ประเทศสโลวาเกีย

เช่นกันในวัยเยาว์ดั่งนักบุญทั้งหลายท่านซึมซับความรับผิดชอบและความเสียสละจากบิดามารดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความศรัทธาและการปฏิบัติศาสนกิจ หลังจากนั้นระหว่างปี ค..1922- ..1930 ท่านก็ได้เข้าโรงเรียนประถมในหมู่บ้าน ที่นั่นท่านเป็นที่รักของเพื่อน เพราะ ท่านเป็นเด็กขยัน เชื่อฟังและชอบช่วยเหลือคนอื่น



ต่อมาในปี ค..1929  คณะภคินีเมตตาธรรมแห่งกางเขนศักดิ์สิทธิ์ ก็ได้เข้ามาทำงานในเขตวัดของท่าน และทำให้ท่านได้ค้นพบว่าพระเจ้าทรงเรียกท่านให้เข้าคณะนี้ ท่านประทับใจความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขและการเจริญชีวิตอย่างมีระเบียบวินัยของซิสเตอร์ทั้งหลาย ดังนั้นที่สุดด้วยวัย 15 ปีท่านจึงตัดสินใจจะอุทิศชีวิตเพื่อพระและเพื่อนบ้านในฐานะซิสเตอร์ แน่นอนบิดามารดาท่านอนุญาตอยากตื่นเต้น ส่วนพี่น้องของท่านนั้นก็ต่างภูมิใจในตัวท่าน

เหตุฉะนี้ท่านจึงเดินทางมาบ้านแม่ของคณะที่โพดูไนซเค ในแคว้นบราติสลาวา ประเทศสโลวาเกีย ในปี ค..1931 ซึ่งก่อนที่ท่านจะเป็นนวกะ ท่านก็ถูกส่งไปศึกษาที่โรงเรียนพยาบาลในหลักสูตรรังสีวิทยา หลังจากจบการศึกษาแล้ว ในวันที่  30 มกราคม ค..1937 ท่านก็ได้เข้าพิธีปฏิญาณตนครั้งแรกและได้รับนามใหม่ว่า ซิสเตอร์ซเด็นกา



ในความทรงจำของซิสเตอร์บางคนเล่าว่าท่านเจริญชีวิตอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าทั้งในการสวดภาวนาและการทำงาน ท่านเขียนว่า ดิฉันปรารถนาทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าโดยปราศจากความใส่ใจต่อตัวของดิฉันเอง การปลอบประโลมของดิฉันหรือการหย่อนใจของดิฉันเป็นค่าตอบแทน ท่านแสดงให้เห็นถึงความรักและความเห็นอกเห็นใจต่อทุกคนและท่านพร้อมเสมอที่จะดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยในโรงพยาบาล

งานแรกของท่านคือการไปประจำที่โรงพยาบาลฮูเมนเนใกล้ๆยูเครน หลังจากนั้นในปี ค..1942 ตามคำเชิญ ท่านจึงย้ายไปทำงานที่แผนกเอกซเรย์ที่โรงพยาบาลในบราติสลาวา ที่นี่ท่านเป็นแบบอย่างของการทุ่มเท ความรักต่อคนป่วย และความเป็นมืออาชีพ สำหรับหลายๆคนท่านคือ รูปแบบของนักบวชและพยาบาลวิชาชีพ



ทุกอย่างดูจะดำเนินไปด้วยดีกระทั้งในปี ค..1948 ระบอบคอมมิวนิสต์เผด็จการก็แผ่ปีกของมันไปทั่วประเทศสโลวาเกีย ทำให้ตั้งแต่นั้นถึงปี ค..1953 พระศาสนจักรคาทอลิกในสโลวาเกียก็เริ่มถูกเบียดเบียน ด้วยการตัดสิทธิทุกอย่างและข่มเหงคริสตชน ซึ่งในช่วงเวลานี้เองที่มีนักโทษถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลที่ท่านประจำ รวมทั้งพระสงฆ์

จนมีวันหนึ่งท่านทราบว่ามีพระสงฆ์องค์หนึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับให้วาติกันและคนทรยศชาติ และกำลังจะถูกส่งไปยังไซบีเรีย ดินแดนแห่งความตายที่กำลังรอเขาอยู่ ท่านจึงตัดสินใจที่จะทำงานที่เสี่ยงที่สุดในชีวิตของท่าน ด้วยการแอบผสมยานอนหลับลงในน้ำชาของยามเพื่อช่วยให้พระสงฆ์องค์สามารถหลบหนีไปได้ และเมื่อเขาสามารถหนีไปได้แล้ว ท่านจึงเดินเข้าไปในวัดน้อยและสวดภาวนาว่า พระเยซูเจ้าข้า ลูกถวายชีวิตของลูกเพื่อเขา โปรดคุ้มครองเขาด้วยพระเจ้าข้า



อีกครั้งในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค..1952 ท่านก็ได้ช่วยเหลือพระสงฆ์สามคนและสามเณรในการหลบหนี และก็ประสพผลสำเร็จดีด้วย แต่ท่านก็ถูกจับ และถูกสอบปากคำ ถูกทำให้อับอาย รวมทั้งถูกทรมานอย่างทารุณโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่สุดในวันที่  17 มิถุนายน ปีนั้นท่านก็ถูกนำตัวขึ้นศาลและถูกตัดสินให้ถูกจำคุก 12 ปี ถูกตัดสิทธิ์ต่างๆอีก 10 ปี ในข้อหากบฏ ซึ่งความเป็นจริงแล้ว มันมากจากเรื่องความเชื่อของท่านที่เป็นที่เกียจชังจากลัทธิคอมมิวนิสต์ต่างหากละ

ผลจากการทรมานทำให้ร่างกานซีกซ้ายของท่านฉีกขาด ไม่เพียงเท่านั้นจากการเตะอย่างต่อเนื่องโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจทำให้เต้านมขวาของท่านฉีกออกเป็นชิ้น หลังจากนั้นระหว่างปี ค..1952 จนถึง ค..1955 ท่านก็ถูกย้ายจากคุกหนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ในคุกทั้งสองแห่งนั้น การทรมานและการทารุณกรรมนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ของท่านเพราะท่านน้อมรับมันด้วยความนบนอบที่ยิ่งใหญ่ คงมีเพียงสิ่งเดียวที่ยากที่สุดสำหรับท่านก็คือการถูกกีดกันจากศีลศักดิ์สิทธิ์ตลอดสามปีของการจำคุกเท่านั้น กระนั้นท่านน้อมรับกางเขนนี้อย่างอดทน และมีความตั้งใจที่จะตายเพื่อพระ เพื่อพระศาสนจักร ท่านไม่เคยโกธรผู้ที่ทำร้ายท่าน ครั้งหนึ่งเมื่อท่านถูกตีจนเกือบตายท่านกล่าวว่า การให้อภัยคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต



สุขภาพท่านแย่ลงเรื่อยๆ กระทั้งในวันที่ 16 เมษายน ค..1955 ท่านก็ได้รับนิรโทษกรรมโดยประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเพื่อว่าท่านจะไม่ตายในนั้น(ท่านมีเนื้องอกที่เต้านมขวาของท่าน) ท่านจึงกลับไปบ้านแม่ของคณะที่บราติสลาวา แต่ก็ถูกปฏิเสธเพราะสถานการณ์ความหวาดกลัวที่แผ่ไปทั่ว และการเฝ้าระวังของตำรวจชุดติดตาม แม้ในโรงพยาบาลในบราติสลาวา

ยังดีที่เพื่อนของท่านจากตะระนาวายื่นมือเข้ามาช่วยท่าน ท่านจึงได้เข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลของตะระนาวา กระทั้งในวันที่ 31 กรกฎาคม ค..1955 พระเป็นเจ้าก็ได้ทรงส่งทูตสวรรค์ลงมานำวิญญาณท่านขึ้นไปสู่สิริรุ่งโรจน์ ณ เมืองสวรรค์อย่างสงบด้วยวัย 38  ปี



ดั่งวลีที่ว่า ความจริงคือสิ่งไม่ตาย 6 เมษายน ค..1970 ศาลของบราติสลาวาก็ประกาศว่าท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ หลังจากนั้นในวันที่ 14 กันยายน ค..2003 นักบุญยอห์น ปอล ที่ 2 พระสันตะปาปาก็ทรงบันทึกนามท่านไว้ในสารบบบุญราศีมรณสักขี ในระหว่างการเสด็จเยือนประเทศสโลวาเกีย

พระเจ้าจะทรงตอบสนองทุกคนตามสมควรแก่การกระทำของพวกเขา(รม 2:6) ซิสเตอร์ซเด็นกา ได้มอบชีวิตของท่านเพื่อช่วยเหลือคนอื่นทั้งๆที่ท่านไม่ได้รู้จัก ไม่รู้ว่าเป็นใคร ท่านสละชีวิตเพื่อให้อีกชีวิตได้รอด ในสายตามนุษย์ทุกคนมองว่านี่หรือคือการตอบสนองของพระเป็นเจ้าถูกทรมาน ถูกจำคุกและตายเนี่ยนะ แต่รางวัลในสายตาของพระเป็นเจ้านั่นคือชีวิตนิรันดร์ต่างหากละ ท่านได้รับมงกุฎแห่งนักบุญมรณสักขีนั้นไม่ใช่ของขวัญจากพระเป็นเจ้าอีกหรือ พี่น้องของขวัญที่พระเจ้าทรงเตรียมให้เราน่ะคือชีวิตนิรันดร์ ของขวัญชิ้นนี้ในสายตาของคนเขลาช่างดูไม่เห็นจะดี เพราะพวกเขาไม่รู้จักมันดีพอ พี่น้องพระเจ้าเตรียมของไว้ให้เราแล้ว เพราะฉะนั้นไปรับของขวัญนั้นด้วยความภูมิใจกันเถอะ อย่าปล่อยให้พระองค์รอเก้อเลย


ข้าแต่ท่านบุญราศีซเด็นกา เชลินโกวู ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...