วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ทางลัดสู่พระหฤทัยของ "เซลีน "


ข้ารับใช้พระเจ้าเซลีน กานนาไนกาล
Servant of God Celine Kannanaikal

บุพผาชาติน้อยๆ ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ปี ค.ศ.1931 ที่กุนดานูร์ ในเขตอัครสังฆมณฑลธิซซูร์ รัฐเกรละ ในครอบครัวของนายโปรินชู กานนาไนกาล กับ นางปลาเมนา ปูลิโกตตี ที่มีบุตรชาวหัวปีได้หนึ่งคนดังนั้นท่านจึงเป็นคนที่สอง หลังจากนั้นน้องชายอีกสี่คนกับน้องสาวอีกคนก็คลานตามท่านนออกมา  ถัดจากนั้นท่านก็ได้รับศีลล้างบาปในอีกสิบวันถัดมา ที่วัดแม่พระแห่งภูเขาค์แมล กุนดานูร์ 

ตั้งแต่ครั้งวัยเยาว์ท่านก็ถูกดึงดูดชีวิตภาวนาและเรียบง่าย ท่านเป็นแรงบัลดาลใจของน้องๆในบ้านและเพื่อนๆที่โรงเรียนด้วยนิสัยที่โอบอ้อมอารีและน่ารัก หลังจากจบการศึกษาแล้วท่านก็ไปทำงานเป็นครูในโรงเรียนอารามมารีย์วิสุทธิวงศ์ อัมบากาด และโรงเรียนนักบุญโทมัส ย.พ. กูราชูนด์ และที่สุดผ่านความช่วยเหลือและคำแนะนำจากคุณพ่อเจ้าวัด ท่านก็สามารถไล่ตาม “กระแสเรียก” ที่ดวงใจท่านหวงแหนมาแต่ครั้งวัยเยาว์  ได้ ณ อารามที่กานนูร์ ของคณะอุสุรินแห่งพระนางมารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ.1954 ด้วยวัย 23 ปี



ชีวิตในฐานะนวกะเณรีในคณะนี้ของท่านเริ่มขึ้นหลังวันพระคริสตสมภพหนึ่งวันในปีเดียวกันนั้นเอง ชีวิตในฐานะนวกะของท่านนั้นมิได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบเลยซักนิด ตรงข้ามมันกลับเป็นเวลาที่ท่านต้องพบกับกางเขนที่หนักหน่วงอีกครั้งชนิดที่ว่าก่อให้เกิดความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจอย่างที่จะหาคำใดมาอธิบายได้ หากจะกล่าวซิสเตอร์เซลินมอบความรักเป็นพิเศษต่อการตรึงกางเขน ท่านปรารถนาจะมีชีวิตและรับทรมานเพื่อพระเยซูเจ้า

แน่นอนองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอนุญาตให้ท่านได้รับความทุกข์ทรมานสุดจะพรรณนา ซึ่งหลายครั้งมันทำให้ท่านถึงกับสิ้นสติ บรรดาผู้ได้เห็นท่านทุกข์ทรมานต่างต้องรีบวิ่งออกจากห้องไปด้วยมิอาจทนดูได้ คำภาวนาอันเรียบง่ายของท่านคือ “ขอให้ความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์จงสำเร็จได้ในตัวลูกและผ่านตัวลูกเอง ในทุกที่ และทุกเวลา”  ถามว่าท่านทนได้อย่างไร คำตอบง่ายๆก็คือความเชื่อเช่นเด็กน้อยต่อพระบิดาในสรวงสวรรค์และแม่พระ พร้อมกับการดูแลและความอ่อนโยนของคุณแม่สเตฟาเนีย มูเรลลี นวกจารย์ของท่าน มันก็ช่วยให้ท่านสามารถอดทนต่อกางเขนที่พระทรงวางบนไหล่ของท่านได้อย่างมีสันติ



“มีชีวิตอยู่เสมอในการสถิตอยู่ของพระเจ้า ทำทุกสิ่งแม้กระทั้งเรื่องเล็กน้อยที่สุดด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่ เพื่อพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าและความรอดของวิญญาณทั้งหลาย” คือวิธีที่ท่านเลือกเพื่อจะบรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์และพระหฤทัยอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของพระเยซูเจ้า ท่านปรารถนาให้วิญญาณของท่านหลอมละลายและถูกปั้นขึ้นมาเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความงามและพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าผู้ทรงกรุณา ท่านถวายตนเป็นยัญบูชาบนพระแท่นของความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อให้พระอาณาจักรของพระองค์ได้รับการสถาปนาขึ้นในทุกๆดวงใจของทุกคน

และหากจะว่าท่านรักเจ้าบ่าวของท่านแค่ไหน ก็จัดได้ว่าสุดหัวใจน้อยๆของท่าน วิญญาณของท่านอาศัยอยู่เพียงเพื่อสิ่งเดียวคือการตอบสนองน้ำพระทัยของพระเยซูเจ้าเจ้าบ่าวของท่าน สิ่งที่ท่านค้นพบก็คือ “ทางลัดไปยังดวงหทัยของพระเจ้า” ส่วนชีวิตนวกะของท่านแรงกล้าและเคร่งครัดในคุณธรรมของความนบนอบ ความถ่อมตนและความเอื้ออาธรในลักษณะที่เรียกได้ว่าน่าทึ่งเลยทีเดียว



ท่านเป็นนวกะได้ราวปีกว่าๆ พิธีปฏิญาณตนครั้งแรกของท่านจึงถูกจัดขึ้นในวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ.1957 และในวันเดียวกันนั้นคู่สมรสก็ได้ประจักษ์มาบอกท่านว่าพระองค์จะทรงมารับท่านในอีกไม่ช้า ซึ่งก็เป็นจริงเพราะเพียง 35 วัน หลังจากเข้าพิธีปฏิญาณตนในเย็นวันที่ 26 กรกฎาคม ค.ศ.1957 พระเยซูเจ้าก็ได้ทรงนำบุพผาชาติดอกนี้ไปไว้ ณ พระแท่น ในเมืองสวรรค์อย่าสงบด้วยอายุรวม 26 ปี พร้อมสัญญาที่ว่า “เมื่อดิฉันบรรลุถึงสวรรค์แล้ว ดิฉันจะขอพระเยซูเจ้าให้ทรงรักษาบาดแผลในหัวใจของคุณและเช็ดหยาดน้ำตาจากดวงตาของคุณ”

อัศจรรย์ที่ยืนยันถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านตามความความเชื่อ มีอยู่ว่ามีครั้งหนึ่งมีชายไม่ค่อยสมประกอบได้เกิดอาละวาทและเริ่มทำลายหลุมศพของซิสเตอร์คณะอุสุรินแห่งพระนางมารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมลซึ่งหนึ่งในนั้นมีหลุมของท่านรวมอยู่ด้วย ฉับพลันก็มีเสียงจากหลุมท่านดังขึ้นว่า “หยุดล่วงเกินได้แล้วนะ” หลังจากเหตุการณ์นั้นก็มีเพียงหลุมของท่านเท่านั้นที่รอดมาได้อย่างน่าอัศจรรย์



กระบวนการของท่านถูกเริ่มขึ้นในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ.2007 และยังอยู่ในระหว่างรออัศจรรย์ผ่านการเสนอวิงวอนของท่าน ขณะนี้ร่างของท่านได้ถูกย้ายไปไว้ยังวัดหลังใหม่ของบ้านแม่ของคณะในพันธกิจที่อินเดีย ใน กาลนูร์ รัฐเกรละ ประเทศอินเดีย แต่อย่างไรผู้คนมากมายก็ได้รับการปลอบประโลมใจจากท่านตามคำที่ท่านสัญญาไว้ภาวนาคำภาวนาน้อยๆต่อท่าน

“ถึงแม้ว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นพระบุตร ก็ยังทรงเรียนรู้ที่จะนอบน้อมเชื่อฟังโดยการรับทรมาน” (ฮบ 5.8) ดูเถิดพี่น้องที่รักขนาดพระเยซูเจ้าผู้ทรงสูงส่งกว่าชาวเรา ผู้ทรงเป็นต้นแบบของชาวเรายังทรงนบนอบต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าเพื่อให้กิจการทุกอย่างที่พระองค์ทรงถูกกำหนดไว้นั้นสำเร็จไปได้ผ่านตัวพระองค์เอง ดังนั้นเช่นกันเราในฐานะคริสตชน ลูกของพระเจ้า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนบนอบต่อน้ำพระทัยของพระที่มีต่อเรา เราจำเป็นต้องเป็นเครื่องมือของพระเพื่อให้กิจการอันดีเลิศของพระองค์สำเร็จไปได้ ทั้งบนโลกนี้และในสวรรค์ เราต้องเลียนแบบพระคริสตเจ้ามิใช่หรือ ถ้าใช้คุณธรรมอีกประการที่เราควรมีคือ “อ่อนน้อม” นั่นเอง จำคำพูดของซิสเตอร์เซลินได้ไหม ท่านกล่าวว่า “ขอให้ความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์จงสำเร็จได้ในตัวลูกและผ่านตัวลูกเอง ในทุกที่ และทุกเวลา” นี้แหละอีกแบบอย่างที่พระแสดงให้เราเห็นว่าเรื่องนบนอบไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้



“ข้าแต่ท่านข้ารับใช้พระเจ้า เซลีน กานนาไนกาล ช่วยวิงวอนเทอญ”

ข้อมูลอ้างอิง




วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557

"แม่พระแห่งซีลูวา" ขุมทรัพย์อันยิ่งใหญ่ของลิทัวเนีย


แม่พระแห่งซีลูวา
Our Lady of Siluva

ประเทศลิทัวเนีย เป็นประเทศหนึ่งที่ตั้งอยู่ในยุโรปตะวันออกบนชายฝั่งของทะเลบอลติก มีพรมแดนทางภาคเหนือติดกับประเทศลัตเวีย ทางภาคใต้และตะวันออกติดกับประเทศเบลารุส และทางภาคตะวันตกติดกับประเทศโปแลนด์และรัสเซียบางส่วน ดั้งเดิมมานั้นลิทัวเนีบมิได้มีศาสนาใดๆ กระทั้งในปี ค.ศ.1251 เมื่อเจ้าชายยากีลโล แห่ง ลิทัวเนีย ทรงเข้าพระราชพิธีเสกสมรสกับนักบุญเจดวิกา แห่ง โปแลนด์ พระองค์และประชาชนก็ได้กลับใจมาเป็นคริสตชน

แต่เนื่องจากการโจมตีและปล้นสะดมของอัศวินทิวทอนิก ทำให้การแพร่ธรรมเกินการหยุดชะงัก กระทั้งในปี ค.ศ.1410 เมื่ออัศวินทิวทอนิกพ่ายแพ้ต่อพระเจ้าวีเตาตัสมหาราช หลังจากนั้นที่ปรึกษาคนสนิทของพระเจ้าวีเตาตัส อันเป็นคริสตชนใจศรัทธานาม “เปตรัส  เกียดเกาดัส” ก็ได้สร้างวัดหลังแรกขึ้นที่ซีลูวาเพื่อถวายเกียรติแด่แม่พระบังเกิดในปี ค.ศ.1457  ซึ่งหลังจากถวายวัดได้ไม่นานอัศจรรย์มากมายก็พลันบังเกิดขึ้น จนทำให้วัดหลังนี้กลายเป็นที่แสวงบุญของบรรดาผู้ศรัทธาแม่พระที่หลังไหลมา โดยเฉพาะในวันที่ 8 กันยายนของทุกปีคริสตชนลิทัวเนียจะพากันมายังที่นี่เพื่อร่วมฉลองแม่พระบังเกิดเสมอ



ต่อมาก็เกิดไฟไหม้บางส่วนของวัดในอีกสีสิบปีต่อมา จึงมีการสร้างวัดหลังที่สองขึ้นในปี ค.ศ.1500  โดยอันดิว ซาวีซา ผู้รับมรดกต่อจากเปตรัส  ณ ตรงนี้ ขอกล่าวกับมาถึงพระรูปภายในวัดอันเป็นไอคอนลักษณะแบบแม่พระแห่งหนทาง มีลักษณะคล้ายๆกับพระรูปแม่พระผู้พิทักษ์ชาวโรมัน ที่ประดิษฐานอยู่ที่มหาวิหารซานตา มารีอา มาจจอเร่ กรุงโรม ตามตำนานเล่าว่าพระรูปที่วัดซีลูวานี้ถูกนำมาจากโรมเพื่อเป็นของขวัญแก่เปตรัส  เกียดเกาดัสในปี ค.ศ. 1457

แต่แล้วเมฆฝนครั้งยิ่งใหญ่ก็ได้มาเยือนยังสักการสถานอันศักดิ์สิทธิ์นี้ เมื่อผู้ปกครองในพื้นที่เกิดกลับใจเป็นโปสแตสแตนต์นิกายคาลวินที่ร้อนรนเช่นเดียวกันกับบรรดาบุคคลชั้นสูงและปัญญาชนทั้งหลาย ในปี ค.ศ.1532 ทำให้คริสตชนในซีลูวาเริ่มถูกเบียดเบียนจนที่สุดแล้ววัดก็ถูกยึดและถูกเปลี่ยนไปเป็นนิกายคาลวิน ไม่เพียงเท่านั้นด้วยอิทธิพลของโปรแตสแตนต์ในสมัยนั้น ในปีเดียวกัน ยอห์น ซาวีซา ทายาทของอินดิวพร้อมด้วยขุนนางลิทัวเนียก็ได้พร้อมใจกันหันไปเข้านิกายลูเธอร์ลัน



ซึ่งแม้เขาจะเป็นเจ้าของที่ดินของวัด เขาก็หาได้ใยดีไม่ ตรงข้ามเขาได้สร้างโบสถ์นิกายลูเธอร์ลันขึ้นไม่ห่างจากวัดหลังนี้เท่าไรนัก  หากมองกลับไป ณ ตอนนั้นซีลูวามิได้เป็นดินแดนคริสตังอีกต่อไปตรงข้ามมันกลายเป็นดินแดนของลูเธอร์ลันอันเข็มแข็งกระทั้งในปี ค.ศ.1550 เมื่อมีนิกายคาลวินเริ่มเข้ามา ในปี ค.ศ.1551 ที่ดินผืนนี้ก็ตกเป็นของน้องชายของยอห์น

แต่ก่อนที่คริสตังจะหายไป คุณพ่อเจ้าวัดองค์สุดท้ายในเวลานั้น ก็ได้รับการดลใจจากสวรรค์ คุณพ่อจึงตัดสินใจสร้างกล่องที่แข็งแรงมากๆขึ้น  แล้วบรรจุภาพไอคอนประจำวัด อุปกรณ์มิสซา และเอกสารที่พิสูจน์ว่าพระเจ้าวีเตาตัสมหาราชได้ถวายที่ดินนี้แก่พระศาสนจักรไว้ในกล่องนั้น ก่อนปิดผนึกและนำไปฝังไว้ใกล้ๆโขดหินขนาดใหญ่  อันเป็นช่วงเวลาสั้นๆก่อนที่วัดหลังนี้จะถูกยึดและถูกทำลายลงอย่างพอดิบพอดี แต่กระนั้นอย่างไรก็ไม่มีใครรู้เลยว่ามันอยู่ที่ไหน



จนทีละนิด ละนิด กาลเวลาก็ค่อยๆผ่านไปถึงแปดสิบปี กลุ่มคริสตังก็ค่อยๆเลือนหายไปจากความทรงจำของทุกคน ยกเว้นคนเฒ่าคนแก่ที่ยังพอจำอย่างเลือนรางได้ว่าที่นี่เคยมีวัดคาทอลิก  ทุกอย่างดำเนินต่อไปตามปกติบรรดาเยาวชนรุ่นต่อๆมาต่างถูกสอนตามความเชื่อลูเธอร์ลัน กระทั้งวันหนึ่งในฤดูร้อน ปี ค.ศ.1608  ขณะบรรดาเด็กเลี้ยงแกกำลังเล่นกันอย่างสนุกสนานในเขตชานหมู่บ้านซีลูวา ใกล้ๆกับก้อนหินขนาดใหญ่ๆติดกับป่า บนทุ่งหญ้าสีเขียว

พวกเขาต่างพาตะโกนโต้ตอบกันไปมาอย่างสนุกสนานตามประสาเด็กๆ ทันใดนั้นเองพวกเขาก็ได้ยินเสียงคนร้องไห้ดังขึ้นมาและพบกับสตรีนางหนึ่งอุ้มทารกอยู่ในอ้อมแขนยืนอยู่บนก้อนหินใหญ่นั้น สตรีนั้นช่างงดงาม แต่กำลังร้องไห้อย่างขมขื่นปานประหนึ่งใจจะขาด เธอเต็มไปด้วยความเศร้าโศกอย่างชัดเจน เธอนั้นมิได้พูดอะไรกับพวกเขา คงทำเพียงมองไปยังพวกเขาด้วยความเศร้า  หยดน้ำตามากมายพรั่งพรูออกจากสองตานั้นอาบสองแก้ม บางกระเด็นตกสู่หินเบื้องล่าง เธอสวมชุดที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนคือมีผ้าคลุมไหล่สีฟ้าและเสื้อคลุมสีขาว ผมของเธอเป็นสีน้ำตาลยาวสลวยปรกไหล่ ทั้งเธอและทารกนั้นล้มอรอบไปด้วยแสงประหลาด หลังจากนั้นเมื่อเด็กๆเหล่านั้นกลับไปบ้านพวกเขาก็เริ่มเล่าถึงเรื่องที่พวกเขาเห็นมาแก่ทั้งพ่อแม่และญาติๆ



หนึ่งในนั้นวิ่งไปเล่าเรื่องนี้ให้ศาสนาจารย์ฟัง และด้วยปากต่อปากกันไปทำให้ในวันรุ่งขึ้นผู้คนก็ได้พากันแห่ไปยังที่สตรีนางนั้นปรากฏขึ้น บ้างก็พากันไปเย้ยหยันกันเสียงดัง แต่บ้างก็เชื่อเพราะบรรดาเด็กทุกคนต่างยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงทั้งน้ำตาอันซื่อๆ ซึ่งแม้จะจับสอบสวนทั้งแยกและหมู่ทุกคนก็ต่างตอบตรงกันแม้ในรายละเอียดที่เล็กที่สุด

ศาสนาจารย์และอธิการโรงเรียนศาสนาจารย์นาม ซาเลียโมนัส กรอซีอุส ก็ร่วมสังเกตการณ์ด้วย โดยศาสนาจารย์พยายามอธิบายว่าเป็นเรื่องหลอกเด็ก เขาอธิบายว่าความจริงมันคือปีศาจที่ต้องการชักจูงออกจากการเป็นชาวคริสต์นิกายคาลวินนี้ และขณะที่เขากำลังพูดเช่นนี้นี่เอง สตรีคนเดิมก็ได้ประจักษ์มาอีกครั้ง ณ จุดเดิม พร้อมทารกในอ้อมแขน ด้วยน้ำตาแห่งความเศร้าในตาคู่นั้น เช่นเดียวกันกับเมื่อวาน ณ จุดนี้สถานการณ์ตกอยู่ในความเงียบไม่มีใครกล้าแม้นจะปริปากด้วยความกลัวสุดชีวิต



คงมีแต่ศาสนาจารย์ที่พอรวบรวมความกล้าถามสตรีนั้นว่า “เธอร้องไห้ทำไม” เธอจึงตรัสตอบเขาด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า “แต่เดิมมา ณ ที่แห่งนี้  พระบุตรของแม่ได้รับเกียรติและความเคารพ แต่มาตอนนี้ลูกทุกคนต่างเอาเมล็ดมาหว่านและเพาะปลูกแทน” กล่าวเสร็จสตรีนั้นก็หายไปในทันที  เหตุการณ์ครั้งนี้ทุกคนที่มา ณ ที่นั่นต่างเห็นด้วยการทั้งสิ้น จึงไม่เป็นประโยชน์ที่ศาสนาจารย์จะปฏิเสธมัน แต่อย่างไรเขาก็สรุปว่ามันคืออุบายของปีศาจ

เรื่องการประจักษ์นี้ลือไปถึงชายชราตาบอดวัยร้อยปีเศษในหมู่บ้านใกล้ๆ ซึ่งทำให้เขานึกได้ว่าเขาเคยช่วยคุณพ่อเจ้าวัดองค์สุดท้ายของซีลูวาฝังกล่องที่บรรจุสมบัติล่ำค่าของวัดไว้ข้างก้อนหินเมื่อคืนหนึ่งในแปดสิบปีที่แล้ว ดังนั้นเขาจึงขอให้ชาวบ้านช่วยพาไปที่นั่นเพื่อชี้จุด แต่ยังไม่ทันถึงสถานที่นั้น ดวงตาอันมืดบอดของเขาก็ได้รับการรักษาให้หาย มันทำให้เขาถึงกับต้องคุกเข่าลงด้วยความยินดีและความขอบพระคุณ ดังนั้นเขาจึงสามารถชี้จุดได้อย่างแน่นอน และเมื่อทำการขุดก็พบกล่องนั้นจริงๆและเมื่อเปิดออกก็พบตามนั้นคือพระรูป อุปกรณ์มิสซา และเอกสารต่างๆ



ซึ่งมีส่วนสำคัญในการต่อสู้ในชั้นศาลจนสามารถโอนที่ดินคืนมาได้ถึงจะใช้เวลานานนับ 10 ปี ก็ตาม วัดไม้หลังเล็กจึงเริ่มก่อรูปร่างขึ้นมา นำไปสู่อัศจรรย์มากมาย จนถึงปี ค.ศ.1641 จึงได้มีการสร้างวัดขนาดใหญ่ขึ้นใหม่เพื่อรองรับจำนวนผู้แสวงบุญที่หลั่งไหลกันมายังที่นี่พร้อมโรงเรียนฟรีสำหรับเด็กในหมู่บ้าน  หลังจากนั้นสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 6 ก็ได้ทรงประกาศรับรองการประจักษ์ครั้งนี้ในวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ.1775

จำนวนความศรัทธาต่อพระรูปนี้นับวันยิ่งทวีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ต้องหยุดชะงักในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และการถูกปกครองโดยรัสเซีย จนในปี ค.ศ.1905 เมื่อลิทัวเนียได้รับเอกราช ผู้คนกว่า 30,000 คนก็ได้พร้อมใจกันมาร่วมฉลองแม่พระอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง ปัจจุบันวัดหลังปัจจุบันถูกสร้างในปี ค.ศ.1925 เหตุจากเกิดไฟไหม้วัดหลังเดิมที่เป็นศิลปะแบบเรเนซอง จากนั้นในปี ค.ศ.2002 วัดแห่งนี้ก็ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิหารแม่พระบังเกิด



ส่วนจุดประจักษ์นั้นได้มีการสร้างวัดครอบไว้อีกหลัง โดยวัดหลังปัจจุบันถูกสร้างขึ้น ค.ศ.1912 ในโอกาสครอบรอบ 300 ปี การประจักษ์ โดยมีลักษณะที่โดดเด่นมากๆ โดยส่วนหินที่แม่พระทรงประทับยืนนั้นถูกครอบด้วยพระแท่นไว้  ปัจจุบันเรายังสามารถมองเห็นหินนั้นได้จากทั้งสองด้านของพระแท่น โดยผู้แสวงบุญที่นั่นนิยมเดินเข่ารอบพระแท่น ก่อนก้มจูบหินที่ยื้นออกมา สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ก็ได้ทรงมีโอกาสเสด็จมาภาวนาที่นี่ด้วยเช่นกัน

ซีลูวา กลายเป็น “ลูร์ดแห่งลิทัวเนีย” และ “ขุมทรัพย์อันยิ่งใหญ่ของลิทัวเนีย” ที่นี่พระแม่ได้ทรงนำบรรดาลูกแกะที่พลัดหายไปให้กลับคืนมา แม่พระแห่งซีลูวาไม่ใช่เพียงแค่รูปภาพและวัด แต่มากกว่านั้นแม่พระแห่งซีลูวาคือตัวแทนความเชื่ออันไม่มีที่สิ้นสุดของประเทศลิทัวเนีย ในทุกๆเวลาๆ การประจักษ์ครั้งนี้ยืนยันถึงนามของพระแม่ที่ว่า แม่คือ “ราชินีประกาศก” อย่างแท้จริง และยืนยันว่าแม่ไม่เคยทิ้งเราไปไหน แม้น้องคนสุดท้องของพระศาสนจักรยุโรปอย่างลิทัวเนียก็ตาม ที่ละทิ้งแม่ไปก็ตามสมนาม “แม่”



“ข้าแต่แม่พระแห่งซีลูวา ช่วยวิงวอนเทอญ”

ข้อมูลอ้างอิง


วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

อัครเทวดามีคาแอลกับแอซเท็กผู้ต่ำต้อย



อัครเทวดามีคาแอลกับแอซเท็กผู้ต่ำต้อย
San Miguel del Milagro
สักการสถานซาน มีเกล เดล มีลาโกร  ซาน เบรนาเด เมืองนาตีวีตัส รัฐตลัซกาลา ประเทศเม็กซีโก

ดีเอโก ลาซาโร เป็นชาวแอซเท็กแต่กำเนิด เขาเกิดในบ้านไร่ของซาน เบรนาเด เมืองนาตีวีตัส รัฐตลัซกาลา ประเทศเม็กซีโก เขาได้กลับใจและรับศีลล้างบาปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน ค.ศ.1613 และตามธรรมเนียมของชาวแอซเท็กที่ประมาณอายุราว 17 ปี เขาก็ได้แต่งงานกับฟรังเชสกา กาสติลลัน ซูคิตล์  แต่ก็มิได้ปรากฏว่าเขากับเธอมีลูกด้วยกัน เพื่อนบ้านกล่าวถึงดีเอโกว่า “เขามีนิสัยที่น่าชื่นชม เขาเป็นคนเงียบๆและพอประมาณ เขาเข้าเรียนคำสอน มิสซา และให้ตัวอย่างที่ดีแก่ทุกคนด้วยการปฏิบัติที่ดีของเขาเอง”

ต่อมาในวันที่ 25 เมษายน ค.ศ.1631 ขณะดีเอโกร่วมขบวนแห่วันฉลองนักบุญมาระโก ของวัดซานตา มารีอา นาตีวีตัส ขณะขับบทเร้าวิงวอน อัครเทวดามีคาแอลก็ได้ประจักษ์มาหาดีเอโกเป็นการส่วนตัวและกล่าวกับดีเอโกด้วยภาษาแอซเท็กว่า



“ลูกจงรู้ไว้ ลูกชายของเรา ว่าเราคืออัครเทวาดามีคาแอล เรามาเพื่อแจ้งให้ลูกทราบว่ามันคือพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าและของเรา ที่ให้ลูกจะบอกแก่บรรดาเพื่อนบ้านในเมืองนี้และบริเวณโดยรอบว่าที่ในหุบเขาลึกมีลักษณะเป็นเนินเขาสองลูก ที่หันหน้าไปทางสถานที่แห่งนี้ พวกเขาจะพบน้ำอัศจรรย์สำหรับโรคภัยทั้งหมด ณ ที่ใต้ก้อนหินขนาดใหญ่มาก อย่าได้สงสัยในสิ่งที่เราบอกลูกและละเลยที่จะทำงานตามที่เราสั่งลูกเลย” ตรัสเสร็จอัครเทวามีคาแอลก็ได้หายไป ทิ้งไว้แต่ดีเอโก ลาซาโร ที่ยังงุนงงและสับสน

ดีเอโก รู้สึกว่าคงไม่มีเชื่อเขาแน่เพราะเขาเป็นเพียงชาวแอซเท็กที่ยากไร้ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะเก็บเรื่องนี้ไว้และลืมคำสั่งของอัครเทวดามีคาแอลเสีย โดยที่เขาไม่ทราบเลยว่าคุณพ่อฟรานซิสกันหลายคนสังเกตเห็นอาการผิดปกติที่เขาแสดงออกมานั้น พวกท่านจึงเป็นคนที่คอยแนะนำท่านและช่วยเหลือเขามาตลอด ตั้งแต่ก่อนการประจักษ์จะเป็นที่ยอมรับเสียอีก โดยพวกท่านทั้งมักสอดแทรกลงในบทเทศน์ ทั้งยังมักจัดขบวนไปยังบ่อนำและถวายมิสซา ณ ที่นั่น


และเนื่องจากการไม่เชื่อฟังของดิเอโก หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ล้มป่วยลงด้วยการไข้ตัวร้อน จนเกือบจะถึงวาระสุดท้าย ดีเอโกต้องนอนซมอยู่แต่ภายในกระโจมของเขา รายล้อมไปด้วยบรรดาญาติพี่น้องเพื่อมาช่วยเตรียมใจให้เขาจากไปอย่างสงบ ในช่วงประมาณคือที่เจ็ดถึงแปดพฤษภาคม ปีนั้น ขณะญาติทุกคนกำลังอยู่ที่นั่นก็พลันบังเกิดแสงสว่างส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา เหมือนแสงของสายฟ้า จนทำให้บรรดาญาติของเขาตกใจหนีเตลิดออกทิ้งไว้แต่ดีเอโกที่นอนลุกไปไหนไม่ได้

หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปได้ซักพักญาติๆทุกคนจึงเริ่มกลับไปที่กระโจมที่ดีเอโกนอนป่วยอยู่ ว่าเป็นอะไรบ้างหรือเปล่าเพราะสร้างจากฟาง แต่พวกเขาพบเพียงดีเอโก ที่ลืมตาขึ้นมานั่งและพูดกับทุกคนว่า “อย่ากลัวไปเลยสำหรับจุดหมายของฉันเลย อัครเทวามีคาแอลได้ประจักษ์มาหาฉัน เพื่อมอบสุขภาพให้แก่ฉันและนำฉัน(ฉันไม่รู้ว่าอย่างไร)ไปยังหุบเขาใกล้ๆที่นี่ ท่านนำหน้าฉันเพื่อกรุยทาง เมื่ออยู่ในหุบเขาแล้วท่านกล่าวว่า : ที่ที่เราแตะพื้นด้วยคทานี้ (มันเป็นคทาสีทองที่ท่านถืออยู่ในมือของท่านกับกางเขนที่ด้านบน)คือน้ำพุของน้ำที่เราบอกกับลูก เมื่อลูกเดินอยู่ในขบวนแห่ จงเปิดเผยมัน ด้วยเหตุนี้ หากลูกมิยอมทำตามแล้ว ลูกจะต้องได้รับการลงโทษอย่างรุนแรง”



จากนั้นก็มีสว่างอันยิ่งใหญ่ส่องลงมาจากท้องฟ้ามาเหนือสถานที่ของน้ำพุ “แสงที่ลูกได้เห็นนั้นลงมาจากสวรรค์ เป็นคุณธรรมที่องค์พระเจ้าได้ทรงถ่ายทอดมายังน้ำพุนี้ เพื่อเยียวยาและบรรเทาของผู้ป่วย และสิ่งจำเป็นอื่นๆ จงทำการรู้จักนี้ไปสู่ทุกคน” เหตุการณ์นี้เป็นข้อพิสูจน์ว่าการประจักษ์ครั้งนี้มิใช้เรื่องโกหก

หลังจากนั้นดีเอโกก็ได้รับคำแนะนำจากภารดาเอร์นันโด การ์เซีย เรนโดน คุณพ่อฟรังซิสกันของอารามนาตีวีตัส ก่อนเขาจะเดินทางไปยังตลัซกาลาเพื่อแจ้งสารของอัครเทวดามีคาแอลต่อผู้ว่าราชการจังหวัดของชาวพื้นเมืองชื่อ ดอน เกรโกรีโอ นาเซียนเซโน เพราะการได้รับการยินยอมจากหัวหน้าเผ่าโดยอุปราชเป็นสิ่งสำคัญมาก มันเป็นที่ยอมรับและเกรงกลัวโดยชาวพื้นเมือง และทันทีที่เขาทราบเรื่องของดีเอโก เขาก็บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่อัครเทวดามีคาแอลจะประจักษ์มาหาคนแอซเท็กผู้ยากไร้ เมื่อมีทั้งนักบวช พระสังฆราช และขุนนางจำนวนมากมายที่สมควรจะได้รับเกียรตินี้ ทั้งนั้นเขายังสั่งให้หนึ่งในข้าราชการของเขาไปตรวจสอบกรณีและผลที่ได้คือเป็นภัย สำหรับในที่แห่งนั้นมีน้ำพุอยู่ตลอด และที่ต่ำลงไปเล็กน้อยยังมีน้ำนิ่งที่เรียกกันว่า Tzopiloatl หรือ น้ำของอีแร้ง ด้วยหลักฐานเหล่านี้เองที่ทำให้ผู้ราชการขู่ว่าจะลงโทษดีเอโกถ้าเขายังคงเชื่อเรื่องนี้อยู่



แต่แม้จะโดนคำตอบรุนแรงเช่นนี้ดีเอโก ก็มิได้ย่อท้อ เมื่อเขากับมาบ้านเขาก็ได้ตัดสินใจไปยังสถานที่นั้นพร้อมบิดามารดาและภรรยาของเขา ซึ่งสถานที่แห่งนี้มีลักษณะเป็นเนินเขาที่ถูกแบ่งออกด้วยหุบเขาหรือเงื้อมผาที่คนโบราณเรียกกันว่า Tzopilotitlan แปลว่าดินแดนของอีแร้ง และตั้งชื่อแอ่งน้ำนั้นว่า Tzopiloatl หรือ น้ำของอีแร้ง ซึ่งสูงขึ้นไปหน่อย พวกเขาก็พบจุดที่อัครเทวดามีคาแอลได้ใช้คทาแตะพื้น มันถูกหินภูเขาไฟขนาดใหญ่มากชนิดเปราะที่เรียกกันว่า tepetate ทับอยู่ ทั้งสี่จึงช่วยกันเลือนหินนี้ออก พยานบางคนบอกว่ามันหนักราว 500 quintales

ซึ่งแม้จะทำอย่างไรๆหินก็มิขยับซักที แต่อยู่ๆก็ปรากฏมีชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งอาสามาช่วย ชายหนุ่มคนนั้นเพียงใช้มือหินก้อนนั้นก็ขยับและกลิ้งตกลงไปในหุบเขาโดยง่าย หลังจากนั้นชายหนุ่มผู้นั้นก็หายไป เมื่อหินได้ถูกผลักออกไปแล้วทั้งสี่ก็ช่วยกันขุดลงไปในดินด้วยมือ ปรากฏว่าก็มีน้ำไหลออกมาจากน้ำพุมีลักษณะใส



หลังจากนั้นเมื่อเวลาผ่านไปดีเอโกก็ได้มีโอกาสร่วมงานฉลองนักบุญดีดากุส แห่ง อัลกาลา ซึ่งคือวันที่ 13 พฤศจิกายน ปีนั้น ในระหว่างมิสซา ดีเอโกก็รู้สึกว่าถูกมือที่มองไม่เห็นทุบตีด้วยไม้เท้า จนทำให้เขากระดูกเคล็ด และเมื่อเขากลบไปบ้าน ดีเอโกก็กลายเป็นล้มป่วยหนัก อัครเทวดามีคาแอลก็ได้ประจักษมาหาเขาอีกครั้งพร้อมกล่าวว่า “ทำไมลูกถึงเป็นคนขี้ขลาดและละเลยในสิ่งที่เราฝากฝังไว้กับลูกละ หรือลูกต้องการให้เราลงโทษลูกด้วยวิธีอื่นสำหรับการไม่เชื่อฟังของลูกใช่หรือไม่ จงลุกขึ้น และขยันในการทำให้รู้ถึงสิ่งที่เราได้สั่งลูกไว้”

เมื่อถูกตำหนิเช่นนี้ดีเอโกจึงตัดสินใจไม่สนคำของมนุษย์ และมุ่งหน้าไปตักน้ำจากน้ำพุมา ก่อนเดินทางไปหาพระสังฆราชแห่งปูเอบลา พระคุณเจ้าดอน กูลเตียร์เร เบร์นาร์โด กีโรซ พระสังฆราชผู้ใจดีจะรับฟังเรื่องราวของเขา ทันทีพระคุณเจ้าก็ระลึกได้ว่าพระเจ้าทรงเปิดเผยอาณาจักรของพระองค์แก่คนต่ำต้อยเสมอ พระคุณเจ้าเห็นถึงความจริงใจของดีเอโก และรับที่จะดูแลเรื่องนี้ให้เอง หลังจากนั้นพระคุณเจ้าก็ได้กระจายน้ำนี้ไปยังโรงพยาบาลราชและผู้ป่วยในความดูแลของพระคุณเจ้าเอง ซึ่งเป็นอัศจรรย์เพราผู้ที่ดื่มน้ำนี้ต่างหายจากโรคที่เคยเป็น ข่าวนี้แพร่ไปทำให้ไม่นานทุกคนจึงเริ่มหลั่งไหลมายังหุบเขาแห่งนี้



หลังจากนั้นก็ได้มีการสอบสวนอัศจรรย์จนกลายเป็นที่ยอมรับ กลับมาที่ดีเอโก ภายหลังเขาก็ได้ใช้ชีวิตเป็นคนดูแลวัดหลังแรกที่ถูกสร้างขึ้น คอยรับทั้งอัครเทวดามีคาแอลและผู้คนที่มาแสวงบุญ ในฐานะฤาษีตลอดสามปี ดีเอโกขยันในการรับใช้ผู้ป่วยและคอยพูดหนุนใจพวกเขา เขาเจริญชีวิตอย่างเคร่งครัดและเป็นทุกข์ถึงบาป เขาใชเวลาสวดภาวนาเป็นเวลานาน อย่างไรเรื่องการเจริญชีวิตของเขาก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ดีเอโก สิ้นใจอย่างสงบในวัย 20 ปี ในวันนั้นเชื่อกันว่าจู่ๆระฆังก็ดังเองโดยที่ไม่มีใครไปตี

*หมายเหตุ ดีเอโก ลาซาโร เป็นคนละคนกับ นักบุญฆวน ดีเอโก


“ข้าแต่ท่านอัครเทวาดมีคาแอล และ ท่านดีเอโก ลาซาโร ช่วยวิงวอนเทอญ”

ข้อมูลอ้างอิง

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...