วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ชีวิตนี้เพื่อแพร่ธรรม "ซิลวีโอ "


คาระวียะซิลวีโอ ดีสเซจนา
Ven. Silvio Dissegna

ซิลวีโอ ดีสเซจนา เกิดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค..1967 ที่ เมืองมอนกาลีแอรี จังหวัดตูริน ประเทศอิตาลี ซึ่งตรงพอดีกับวันฉลองพระโลหิตประเสริฐ ท่านเป็นเด็กสุขภาพดี ฉลาดและสดใสในบ้านของครอบครัวที่โปยารีโน ในจังหวัดเดียวกัน ไปพร้อมๆกับการ์โลน้องของท่าน ที่เกิดหลังจากท่านหนึ่งปี ในเวลาเดียวกันท่านก็ได้รับการปลูกฝังความเชื่อคริสตชนเป็นอย่างดีจากบิดามารดาของท่าน คือ นายอ็อตตาวีโอ และ นางกาบรีเอลลา

คุณลองหลับตาแล้วจินตนาการถึงความสุขที่เกิดขึ้นดูสิ เมื่อบิดามารดาของท่านสอนให้ท่านรู้จักกับชายคนหนึ่งที่มี่ชื่อว่า เยซู และคอยพร่ำสอนให้ท่านหมั่นสวดภาวนาทุกเช้าค่ำ …. วันละนิด ละนิด ระหว่างท่านกับชายที่ชื่อเยซู ก็ค่อยๆเกิดสายสัมพันธ์อันเข้มข้น มันคือ ความเข้าใจความลับ และจากความสัมพันธ์นี้ก็แปรเปลี่ยนกลายเป็น การมีชีวิตร่วมกัน อย่างจริงจังในวันแรกที่กายของชายนามเยซูได้เสด็จมาประทับยังตัวท่านผ่านการรับศีลมหาสนิทครั้งแรก ในวันที่ 7 กันยายน ค..1975



นับแต่เวลานั้นวันที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้ท่านรับกายของชายนามเยซูได้ ความปรารถนาสูงสุดของท่านก็เป็นการได้รับอาหารทิพย์นี้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยๆก็ทุกวันอาทิตย์ในมิสซา ด้วยการเตรียมตัวเป็นอย่างดีจากการรับศีลแห่งการอภัยและจากความมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงตัวให้ดีพร้อมสำหรับคุณพ่อคุณแม่ เพื่อน และผู้คนที่ท่านได้พบอย่างต่อเนื่อง

ที่โรงเรียน ท่านโดดเด่นออกมาจากทุกคนด้วยความสามารถและความมุ่งมั่น แต่ก็ชอบที่จะเล่นฟุตบอล โบลิ่ง ซ่อนแอบ และเดินป่า ท่านทำให้ทุกคนต้องหลงรัก ด้วยคำว่า ขอบคุณและรอยยิ้มหวานเสมอ บันทึกของท่านเต็มไปด้วยคำอธิบายถึงหน้าตาสิ่งต่างๆ เกมส์ ชีวิตครอบครัว และเป้าหมายในอนาคต : ผมสูงมาก ผมมีตาสีน้ำตาลและผมสีดำ เล่นอย่างสนุกสนานและหากมีใครได้รับบาดเจ็บ ผมก็จะออกจากเกมส์เพื่อไปดูแลเขา ถ้าผมพบใครบางคนมาขอทาน ถ้าผมมีอะไร ผมก็จะมอบแก่เขาด้วยความรักผมพยายามที่จะดีกับทุกคน แต่บางครั้งผมก็ทำไม่ได้ (4/../1976)
โตขึ้นผมจะเป็นครู เพราะผมรักที่จะสอนคนอื่น(13/มี../1976)
พระเยซูทรงแสนดีผมจึงอยากเป็นเหมือนกัน(18/../1976)



ท่านจัดว่าเป็นเด็กโตเกินวัยเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งมี ผลต่อญาติๆของท่าน ในวันคริสมาสต์ปี ค..1977 มารดาท่านก็ได้มอบเครื่องพิมพ์ดีดสำหรับเขียนให้ท่าน ดังนั้นท่านจึงทดลองใช้มันดูด้วยการลอมพิมพ์ออกมาว่า ขอบคุณครับแม่ เพราะแม่ได้นำผมมาสู่โลก เพราะแม่ได้ให้ชีวิตผม ซึ่งเป็นสิ่งที่สวยงามมากๆเลยครับ มันช่างเป็นฤดูใบไม้ผลิอันสวยงามที่มวลดอกไม้ต่างพากันแย้มบาน และเต็มไปด้วยความสุขและความหวังจริงๆ

แต่ขณะที่ดอกไม้ต่างกำลังแย้มบานอยู่นั้นเอง พายุใหญ่ก็ได้โหมซัดเข้ามาอย่างไม่มีปี่ขลุ่ย ต้นปี ค..1978 ท่านก็เริ่มบ่นถึงอาการปวดที่ขาซ้าย และได้เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลของเมืองมอนกาลีแอรี ผลปรากฏว่าแพทย์ได้วินิจฉัยว่าท่านป่วยเป็นมะเร็งกระดูก ท่านแม้จะมีอายุไม่ถึงสิบเอ็ดปีก็ตระหนักได้ถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่กับท่านในเวลานี้ และไม่ได้มีความสิ้นหวังใดๆทั้งสิ้น ท่านปรารถนาจะได้รับการรักษา แต่ก็มอบให้มันขึ้นอยู่กับน้ำพระทัยพระบิดา และยังคงสวดภาวนาสม่ำเสมอ



21 พฤษภาคม ปีเดียวกัน บนรถเข็น ท่านก็ได้ศีลกำลังในวัดประจำโปยารีโน ด้วยความสุขจากการได้รับพระคุณแห่งพระจิตเจ้า อันคือการเป็นพยานและอัครสาวกของชายคนนั้นที่ท่านรัก เยซู หลังจากวันนั้นอาการป่วยของท่านก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั้งถึงวันที่ 4 มิถุนายน ท่านก็ได้ร้องขอว่า ช่วยไปบอกคุณพ่อลุยจิให้มาส่งศีลแก่ผมที่บ้านทุกวันนะครับ ทำให้นับจากนั้นในทุกๆวัน คุณพ่อลุยจิจึงได้ทำหน้าที่พาพระกายของชายนามเยซูมาส่งให้ท่านรับ ซึ่งเป็นเวลาแห่งการสนทนาระหว่างหัวใจดวงน้อยกับหัวใจเปี่ยมรักมากล้น เวลาแห่งความสุขของท่านกับชายที่ชื่อว่า เยซู

สายประคำคือสิ่งหนึ่งที่ท่านพกและใช้สวดอย่างร้อนรนต่อแม่พระ ซ้ำแล้วซ้ำอีกไปตลอดทางแห่งกางเขนอันยาวไกลของท่านที่ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค..1978 ไปจนถึงเดือนมกราคม ค..1979 ระหว่างเวลานี้ท่านต้องเดินทางไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลกุสตาฟ คูสซี ในปารีส พร้อมบิดาถึงเก้าครั้ง และ ณ โรงพยาบาลแห่งนั้น ครั้งหนึ่งท่านก็เจอคนไข้ที่เตียงข้างๆ ที่วันๆเอาแต่สาบาน จนทำให้รอยยิ้มที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าน้อยๆของท่านสูญไป เหลือแต่เพียงหยาดน้ำตาที่หลั่งรินออกมาไม่ขาดสาย หลังจากนั้นเวลาของท่านก็ใช้ไปกับการสวดสายประคำและอ่านบทวันทามารีย์ไปหลายต่อหลายครั้ง เท่าๆกับจำนวนคำหมิ่นประมาทที่ท่านได้ยินมา จนกระทั้งเช้าวันรุ่งขึ้นท่านก็ปรับทุกข์กับบิดาว่า พ่อครับ ผมไม่สามารถชดเชยบทวันทามารีย์ให้ได้เท่ากับคำหมิ่นประมาทที่คนคนนี้ได้ต่อต้านองค์พระผู้เป็นเจ้าและแม่พระได้ในปารีส : ผมต้องการมากกว่าที่จะพูดเรื่องนี้เมื่อผมกลับอิตาลีแล้วครับ



ท่านลืมความเจ็บปวดของท่านสิ้น เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือการชดเชยความผิดบาปของผู้อื่น ชายนามเยซูในศีลมหาสนิททำให้ท่านเข้าใจคุณค่าของการไถ่กู้ด้วยการรับทรมาน ท่านรู้สึกถูกเรียกให้ท่านรับทรมานและรับทรมาน เพื่อชดเชยความผิดบาปของมนุษย์ ในฐานะเด็กน้อยแห่งฟาติมา แห่งนักบุญแบร์นาเด็ต และนักบุญเทเรซา แห่ง พระกุมารเยซู ซึ่งท่านได้เคยฟังเรื่องราวเหล่านี้มา ท่านมักพูดว่า วันนี้ผมถวายความทุกข์ยากของผมเพื่อสมเด็จพระสันตะปาปาและพระศาสนจักร , วันนี้ เพื่อการกลับใจของคนที่เหินห่างจากพระเจ้า , วันนี้ ถวายเพื่อทุกคนที่เป็นพี่น้องกัน , ถวาย เฉพาะอย่างยิ่งเพื่อบรรดาธรรมทูต เพื่อให้พระเยซูทรงเป็นที่รู้จักและที่รัก

ระหว่างปี ค..1978-..1979 เป็นช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ในพระศาสนจักรอีกครั้งอันคือการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระสันตะปาปาเปาโลที่ 6   และสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 1 และการได้พระสันตะปาปาใหม่คือสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ฝั่งโลกก็เต็มไปด้วยความชั่วร้ายและความรุนแรงต่างๆ การก่อการร้าย และสงครามในดินแดนที่แตกแยกกันเอง แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความหวังจำนวนมาก ซึ่งในเวลานั้นแม้นท่านจะยังเป็นเพียงเด็กเล็กๆ ท่านก็ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าจะเกิดอะไรขึ้น ท่านจึงเฝ้าแต่สวดภาวนาและถวายพลีกรรมแด่พระเจ้าไป



แต่ละค่ำคืนล่วงเลยไปด้วยความทุกข์ยากที่รุมเร้าดั่งไฟ ซึ่งท่านก็สามรถผ่านมันไปได้ด้วยการสวดภาวนา สายประคำสามสายหลายสิบครั้ง ไม่ก็รำพึง ธรรมล้ำลึกกับหนังสือเล่มเล็กๆ ภายใต้แสงจากโคมไฟอันเล็กๆ วันหนึ่งเพื่อนของครอบครัวได้ขอให้ท่านเล่าความคิดของท่านแก่เธอเพื่อเผยแพร่ในสถานีวิทยุท้องถิ่น ทันทีท่านตอบปฏิเสธว่า ผมไม่มีอะไรจะพูด สำหรับกิจการเมตตา และออกอากาศไปตามวิทยุ เพราะมันก็ไปได้แค่อิตาลี แต่ถ้าผมสวดวันทามารีย์ในห้องของผมมันไปไกลทั่วโลกเลยครับ

มีคนหนึ่งเคยถามท่านว่า ซิลวีโอ ฉันรู้ว่าเธอต้องรับทรมานมากมายและได้ยกถวายมันทั้งหมดแด่พระเยซู ในโลกนี้มีผู้คนมากมายที่สูญเสียความเชื่อไป เธอต้องการจะยกถวายความทุกข์ยากของเธอเพื่อบรรดาคนหนุ่มสาวเหล่านี้เพื่อว่าพวกเขาจะได้กลับมาหาพระองค์อีกครั้งไหม ท่านก็ตอบอย่างแข็งขันว่า ใช่ครับ ผมจะทำมัน นับวันๆความทุกข์ยากก็ยิ่งทวีขึ้นเรื่อยๆ แต่ท่านก็ยังกลับโมทนาคุณของชายนามเยซู ผู้ถูกตรึงกางเขน ที่ทำให้ท่านเข้มแข็งยิ่งกว่าพายุที่โหมเข้ามา ก่อนจะแปรเปลี่ยนมันเพื่อการไถ่กู้โลก ท่านก้าวไปเผชิญกับโรคร้าย ด้วยความเชื่อ และความสนิทสัมพันธ์กับพระเยซูเจ้าอย่างอาจหาญ จนสร้างความประหลาดใจแก่ทุกคนไม้เว้นแม้แต่พระสงฆ์ที่ได้พบท่าน



และที่ชัดเจนกว่านั้นคือ รอยยิ้ม ที่ท่านมอบแก่ทุกคนทั้งแก่บิดามารดาน้องชาย หรือคุณหมอที่รู้สึกหมดหนทางจะรักษาท่าน ความทุกข์ยากทำให้ผมใกล้ชิดพระเจ้า ท่านกล่าว ผู้ได้ตระเตรีมสันติสุขและความยินดีในอาณาจักรของพระองค์ ในสวรรค์ และกล่าวกับบิดาของท่านว่า ผมมีความสุข ก็ต่อเมื่อมีสถานที่ในสวรรค์แล้วครับ ท่านรู้สึกว่าพระเจ้าทรงเป็นปัจจุบันและดำรงอยู่ในสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอ ไม่สามารถช่วยตัวเอง

ชีวิตน้อยๆของท่านในเวลานี้ส่องสว่างเสียยิ่งกว่าแสงของดวงอาทิตย์ ท่านยังคงคอยส่งมอบคำภาวนาและรับความทุกข์ยากด้วยความเชื่อ ผมต้องการอยู่คนเดียวกับพระเยซู พูดคุยกับพระองค์ บอกพระองค์ทุกอย่างที่มีในใจผม ส่วนแม่ ไปพักผ่อนเถอะครับ แม่เหนื่อยมากแล้ว, ข้าแต่พระเยซู ผมรับทรมาน เช่นเมื่อครั้งพระองค์ทรงรับแบกกางเขนและถูกรุมทำร้าย ขอให้ความทรมานของผมร่วมกับของพระองค์ พระเยซูเจ้าข้า โปรดเคียงข้างผม , แม่ครับ ผมกำลังอยู่บนทางสู่กัลวาลีโอ แต่หลังจากนั้น ผมก็จะถูกตรึงบนกางเขน แม่ครับ โปรดเตรีมตัวให้พร้อมนะครับ , ผมต้องการสวดภาวนาเพียงอย่างเดียว เพราะพระเยซูทรงต้องการความทุกข์ยากและคำภาวนาจำนวนมากจากผมครับ ,โอ้ พระเยซูเจ้า ทุกความทุกข์ยากของผมคือกิจการแห่งรักสำหรับพระองค์ , ข้าแต่พระเยซู ผมเชื่อว่าพระองค์ทรงรักผม



ในเดือนพฤษภาคม ค..1979 ขาซ้ายของท่านหัก เกิดแผลเปิดขนาดใหญ่บนตัวท่าน ก่อนในเดือนถัดมาท่านก็สูญเสียการมองเห็น เดือนกันยายนท่านก็เริ่มไม่ค่อยได้ยินอะไร อย่างนั้นก็เถอะท่านก็มิได้ปริปากพร่ำบ่นถึงความทุกข์ยาก เพียงแค่ย้ำถึงความต้องการของท่านว่า ผมปรารถนาที่จะรับศีลทุกวัน ผมต้องการพระเยซู  ผู้ที่ทุกๆวัน มอบกำลังมกมายให้แก่ผมและคุณพ่อคุณแม่ครับ และทุกๆวันเมื่อคุณพ่อลุยจิมาถึงพร้อมศีล ท่านก็จะกลายเป็นสดใสไปด้วยความสุข เฉกเช่นคนกระหายในทะเลทรายที่กำลังมองหาน้ำ และได้พบและดื่มน้ำสมใจปรารถนา

เดือนสิงหาคมปีเดียวกันขณะอาการเจ็บป่วยทวีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ในมือของท่านก็ยังคงกำสายประคำหลากสีอันเป็นตัวแทนของแต่ละทวีปบนโลกแน่น และพร่ำสวด สายประคำธรรมทูต และภาวนาให้ทั้งโลกได้รู้จักและรักชายชาวนาซาเร็ธที่ท่านรัก และให้บรรดาธรรมทูตทุกคนทั้งที่รู้จักหรือไม่รู้จัก พ่อครับ ท่านพูดขึ้นในวันหนึ่ง ผมอยากจะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แล้วคุณพ่อจะได้รับความรักอย่างมากมายเลยครับ ธรรมทูตน้อยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ขอนี้จะเป็นจริง แต่ไม่ใช่ขณะมีชีวิตอยู่แล้ว ธรรมทูตยังคงเฝ้าสวดต่อไปด้วยความรักและความทรมาน



จนถึงวันจันทร์ ที่ 24 กันยายน ค..1979 ในตอนเช้าท่านก็ได้รับศีลตามปกติ ท่านเปล่งประกายและดูแข็งแรงดี และเป็นครั้งที่สามที่ท่านได้รับศีลเจิมผู้ป่วย ท่านร่วมสวดกับคุณพ่อวินเซนโซ เจ้าวัด ท้ายสุดท่านก็ตอบรับออกมาดังๆว่า อาแมน เช่นเดียวกับพระเยซูเจ้าที่ทรงตรัสก่อนสิ้นพระชนม์บนกางเขนว่า สำเร็จบริบูรณ์แล้ว ขณะเวลายี่สิบเอ็ดนาฬิกายี่สิบนาที ในค่ำคืนอันเงียบสงบวันนั้น ท่านก็ได้เดินทางไปพบกับชายที่ท่านรักที่สุดในสวรรค์อย่างสงบ ด้วยวัย 12 ปี

ภายหลังจากมีการเผยแพร่ประวัติของท่านไปทั่วโลก ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ค..1995 จึงมีการเปิดกระบวนการขอแต่งตั้งท่านเป็นนักบุญพร้อมกับผู้รับใช้พระเจ้าอีกสี่ท่าน และในวันที่ 7 พฤศจิกายน ค..2014 สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสก็ทรงรับรองคุณธรรมขั้นคาระวียะแก่ท่าน เป็นก้าวต่อไปสู่การเป็นบุญราศีและนักบุญต่อไป



เมื่อเรารับภารกิจนี้จากพระเมตตาของพระเจ้า เราจึงไม่ท้อถอย (2โคริทร์ 4:1) นักบุญเปาโลเคยบอกว่าเราคือส่วนประกอบต่างๆที่รวมกันเป็นพระศาสนจักร ทุกคนล้วนมีหน้าที่แตกต่างกันไปบ้างก็เก่งด้านการพูด บ้างก็เก่งด้านการเขียน บ้างก็เก่งด้านก็ใช้แรง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพระหรรษทานเฉพาะจากพระเจ้าที่มอบแก่พวกเรา โดยมีจุดหมายให้เราได้ร่วมกันประกาศถึงพระอาณาจักรของพระองค์ เพื่อให้พระองค์เป็นที่รู้จักและที่รัก เช่นเดียวกันกับคาระวียะซิลวีโอ ที่มีภารกิจคือการเป็นกำลังหนุนด้านคำภาวนาให้บรรดาธรรมทูตและการกลับใจของผู้คน เพราะท่านรู้ดีว่าความทุกข์ยากที่ท่านได้นับเป็นพระพรจากพระ มิใช่เครื่องขัดขวางที่งานของพระ ดังนั้นท่านจึงยกถวายมันเพื่อกิจการอันน่าพิศวงของพระองค์ แล้วทำไมท่านถึงต้องการให้พระองค์ทรงเป็นที่รู้จักละ ก็เพราะพระองค์ทรงแสนดีหนักหนา ท่านจึงปรารถนาจะให้คนอื่นได้สัมผัสกับความแสนดีของพระองค์นี้อย่างที่ท่านได้รับ อย่างไม่ท้อแม้จะต้องทรมานแค่ไหนก็ตามที ดังนั้นถ้าภารกิจของซิลวีโอคือการสวดภาวนา แล้วภารกิจของพี่น้องละคืออะไร? พี่น้องจะทำอย่างไรให้พระองค์เป็นที่รักและรู้จัก?


                              ข้าแต่ท่านคาระวียะซิลวีโอ ดีสเซจนา ช่วยวิงวอนเทอญ


ข้อมูลอ้างอิง

วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557

"ยอห์น ยู และ ลุทการ์ดา ยี" นักบุญสองสามีภรรยา


บุญราศียอห์น ยู จุง ชอล และ บุญราศีลุทการ์ดา ยี ซุน อี
Bl.John Yu Jung-Cheol and Lutgarda Yi Sun-i


     เร่ เข้ามาท่านทั้งหลายที่สนใจ    มานั่งใกล้ข้ามีเรื่องจะเล่า
เป็นเรื่องราวชายหญิงไม่ได้เศร้า      ไม่ต้องเอาผ้ามารอซับน้ำตา
     แต่ขอย้ำว่าเรื่องนี้จริงแท้แน่       ไม่ได้แม้นเติมแต่งหรือเพิ่มหนา
ครรลองเดิมเดินมาแต่ไรมา             ข้าก็พาสู่ท่านอย่างนั้นเอย
เรื่องราวเริ่มขึ้นที่ในหมู่บ้านชื่อ โกนัม ในเมืองจอนจู หรือในปัจจุบันคือนัมจี-รี มณฑลวันยู จังหวัดช็อลลาเหนือ ประเทศเกาหลีใต้ ในราวปี ค..1779 เมื่อภรรยาของออกัสติน ยู ฮาง ได้ให้กำเนิดบุตรชายคนแรกแก่ตระกูลอันมั่งคั่งและมีชื่อเสียงของเขา สมาชิกใหม่ผู้นี้ได้รับนามว่า ยู จุง ชอล หรือจะเรียกว่า จง ซ็อก ก็ได้

โดยเรื่องราวของการเป็นคริสตชนของครอบครัวของยูนั้นเริ่มมาจากการที่บิดาของยูได้ไปเรียนคำสอนกับฟรานซิส เซเวียร์ ควอน อี ซิน และได้ตัดสินรับศีลล้างบาปเป็นคริสตชน ในเวลาที่ศาสนาคริสต์กำลังเข้ามายังเกาหลีไม่นาน ซึ่งนับแต่นั้นมาบิดาของยู ก็ได้อุทิศตัวเพื่อการประกาศพระวรสารทั้งแก่คนในครอบครัวของเขาเองและแก่มิตรสหายของเขา จนบ้านของเขากลายเป็นศูนย์กลางของคริสตชนคาทอลิกในภูมิภาคช็อลลาเลยทีเดียว



คงพอจินตนาการออกถึงสภาพแวดล้อมที่ยูเติบโตขึ้นมาและได้รับศีลล้างบาปพร้อมนาม ยอห์นแล้วซินะ สภาพแวดล้อมแบบคริสตชนโดยแท้ ขณะเดียวกันยูก็ได้รับการศึกษาภายใต้การดูแลของสตานิลาอุส ฮาน จ็อง เฮอุม ซึ่งได้เล่าถึงเด็กชายยูว่า ยอห์น ยู เป็นคนที่จริงใจและตรงไปตรงมาในการอุทิศตนของเขา และเขายังมีความเชื่อที่เข้มแข็งและร้อนรนในกิจการเมตตา แม้เขาจะยังเด็กเขาก็ปฏิบัติหน้าตนเช่นผู้ใหญ่ที่สุภาพและรอบคอบในการซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของเขา ต่อชีวิตเที่ยงธรรม และต่อการรังเกียจความไร้สาระทั้งหลายของโลก

ตัดกลับไปที่ครอบครัวขุนนางเปี่ยมชื่อเสียงของยี ยุน ฮา ในปี ค..1782 สามปีหลังจากยูเกิด ภรรยาของยี ยุน ฮา ก็ได้ให้กำเนิดทารกเพศหญิงเป็นลุกคนสุดท้องของครอบครัว พร้อมตั้งนามทารกผู้นั้นว่า ยี ซุน อี หรือ ยู ฮี  สองปีหลังจากเกิดบิดาของยี ซุน ก็ได้รับศีลล้างบาปตามนามนักบุญมัทธิว ก็จะตามมาด้วยมารดาของยี ซุน ที่ได้เรียนคำสอนและตัดสินใจรับศีลล้างบาปเช่นเดียวกับสามี หลังจากนั้นมามารดาของยี ซุน ก็กลายมาเป็นครูคำสอนคนแรกของยี ซุน ลูกคนสาวคนเล็ก ซึ่งภายมีศาสนนามหลังรับศีลล้างบาปว่า ลุทการ์ดา



กระทั้งมีวัยได้ประมาณ 11 ปี บิดาของลุทการ์ดาก็ได้มาสิ้นใจไป ทิ้งให้มารดาและลุทกาดาพร้อมพี่ชายทั้งสองไว้ ลุทการ์ดาจึงอยู่กับมารดาขณะเดียวกันก็ได้อุทิศตัวเองเพื่อฝึกเป็นครูคำสอนและช่วยวิญาณทั้งหลาย จนวัยล่วงได้ประมาณ 13 ปี ในปี ค..1795  ลุทการ์ดาก็ได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรกจากคุณพ่อยากอบ โจว เหวิน โหม่ ซึ่งก่อนจะถึงวันจริงนั้นลุทการ์ดาก็ได้เตรียมตัวอย่างดี สวดภาวนาและเรียนคำสอนเป็นระยะสี่วัน

หลังจากนั้นมาลุทการ์ดาก็ได้เจริญชีวิตในการสวดภาวนา ในความรักต่อศีลมหาสนิท ในคุณธรรมอย่างร้อนรน เธอตัดสินใจเลือกพระคริสตเจ้าเป็นเจ้าบ่าวแต่เพียงคนเดียวผ่านการปฏิญาณตนถือพรหมจรรย์ แต่กระนั้น ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำเช่นนี้เพราะสังคมในสมัยนั้น การที่ผู้หญิงจะอยู่คนเดียวเป็นเรื่องยากมากๆ แม้จะเป็นอย่างนี้ลุทการ์ดาก็ไม่ลังเลใจที่จะเปิดเผยเรื่องนี้แก่มารดาเมื่อเธออายุได้ 15 ปีแล้ว และก็ต้องประหลาดใจเมื่อมารดาเห็นด้วยและได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับคุณพ่อยากอบ โจว เหวิน โหม่ อีกด้วย



ทำให้คุณพ่อนึกได้ว่าในปีเดียวกันกับที่ลุทการ์ดาได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรกนั้น คือในประมาณปี ค..1795 ยอห์น ยู ในวัย 16 ปี ก็ได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรกจากมือของคุณพ่อเช่นกัน ในเวลาที่คุณพ่อเดินทางไปเยี่ยมเขตวัดที่โกนัม และหลังจากนั้นยูได้เปิดใจต่อหน้าคุณพ่อและบอกว่า ผมต้องการเจริญชีวิตเป็นพรหมจรรย์ครับ เมื่อนึกได้เช่นนั้นคุณพ่อยากอบ จึงไม่รีรอที่จะส่งจดหมายไปหายู พร้อมได้จัดให้ทั้งยอห์น ยู และ ลุทการ์ดา ยี เข้าพิธีสมรสกันในที่สุด

     ร่วมยินดีปรีดากันเถิดหนา      เหตุละว่าลูกท่านยีได้ออกเรือน
กับชายหนุ่มสมคู่ดั่งดาวเดือน     คงมิเคลื่อนแคล้วกันเป็นแน่นอน
     มาละพี่ร่วมกันอวยพรเขา      ให้มิเศร้ามีแต่สุขอดิศร
ให้ครองคู่นานยิ่งสมใจปอง         ลูกว่านอนสอนง่ายทุกคนเอย
เดือนตุลาคม ค..1797 ทั้งสองก็ได้จูงมือกันเข้าประตูวิวาห์ ก่อนที่ลุทการ์ดาจะติดตามสามีซึ่งก็คือยอห์น ยูไปยังบ้านเกิดของเขา และได้ปฏิญาณตนรักษาพรหมจรรย์ต่อหน้าบิดามารดาของยู ในเดือนกันยายน ปีถัดมา พร้อมสัญญาจะดำเนินชีวิตในฐานะพี่ชายและน้องสาว มิใช่ในฐานะสามีและภรรยา



แน่นอนว่าชายหญิงที่ไม่ใช่พี่น้องกันมาอยู่บ้านหลังเดียวกันก็ต้องเกิดความต้องการบ้าง ฉันใดฉันนั้นทั้งสองก็ต้องพบกับปัญหานี้ แต่ทุกๆครั้งทั้งสองก็ก้าวผ่านมันไปได้ด้วยการ รำพึงและภาวนา คราใดที่ยูอยากจะฝ่าฝืนข้อปฏิญาณนั้น ลุทการ์ดาก็จะช่วยเขาด้วยรำพึงภาวนา เช่นเดียวกันกับยู เขาก็เอาชนะการล่อใจนี้ด้วยการรำพึงภาวนาเช่นเดียวกัน และด้วยวิธีการนี้เองทั้งสองจึงมีชีวิตอยู่ร่วมกันโดยมิได้ละเมิดคำปฏิญาณซักครั้ง จวบจน ณ วันที่สัญญาอีกอันที่ทั้งสองให้ไว้คือจะตายเช่นเดียวกับมรณสักขี

ทั้งสองดำเนินชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขกระทั้งปี ค..1801 เมื่อพระอัยยิกาคิม พระราชมารดาในพระเจ้าซุนโจ ผู้สำเร็จราชการแทนในขณะนั้นเพราะพระเจ้าซุนโจ ยังทรงพระเยาว์ ได้ออกพระราชกำหนดห้ามเผยแพร่ศาสนาคริสต์ โดยกล่าวหาคริสตชนว่าเป็นคนที่ ไม่มีกษัตริย์ให้จงรักภักดี ไม่มีบิดาให้คำนับ เหตุคริสต์ศาสนาห้ามบูชาสิ่งอื่นใดนอกจากพระเจ้า และโทษของการไม่บูชาบรรพบุรุษในโชซอนนั้นรุนแรง จึงส่งผลให้เกิดเบียดเบียนคริสตชน ซึ่งตามประวัติศาสตร์เรียกว่า การสังหารหมู่ชาวคริสต์ปีชินยู ขึ้น



และที่หมู่บ้านโกนัม เจ้าหน้าที่ก็ได้บุกเข้ามาและได้จับกุมบิดาของยู ก่อนพาตัวไปยังโซล เช่นเดียวกันกับบิดายูก็ถูกจับ แต่ถูกส่งไปขังยังเมืองจอนจู ในฤดูใบไม้ผลิปีนั้นเอง ซึ่งตลอดระหว่างถูกจำคุกนั้น ยู มุน ซ็อก น้องชายของยูก็ทำหน้าที่เป็นผู้คอยส่งอาหารให้พี่ ผู้ต้องทนสวมชุดสำหรับฤดูหนาว แม้จะเป็นกลางหน้าร้อนเพราะในเวลานั้นการจัดหาเสื้อผ้าให้นักโทษถือเป็นเรื่องต้องห้าม ทั้งกลางวันและกลางคืนยูถูจับใส่ขื่อคาไว้ ได้รับความทรมานมากมาย แต่กระนั้นหัวใจของยูก็ยังคงหนักแน่นในพระเจ้าไม่เปลี่ยนแปลง

ลุถึงกลางเดือนกันยายน คนในครอบครัวรวมทั้งลุทการ์ดาก็ถูกจับและถูกส่งมายังเมืองจอนจู ท่ามกลางความเครียดลุทกาดากล่าวปลอบโยนครอบครัวว่าเราทุกคนจะไปสวรรค์ด้วยกัน  และเมื่อถูกจำคุกลูทกาดาก็ได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงพี่สาวของเธอ ซึ่งแสดงถึงความรู้สึกว่า
พวกเราทั้งห้าเป็นหนึ่งเดียวกันในความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวของพวกเราที่จะมอบถวายชีวิตทั้งครบแด่พระเจ้าแม้นจะต้องเป็นมรณสักขีก็ตามที อาศัยการเปิดใจกับคนอื่นก็ทำให้พวกเราได้ทราบว่าพวกเราทั้งหมดล้วนมีความปรารถนาอันร้อนแรงที่จะตายเพื่อพระเช่นเดียวกัน…. และเช่นนั้น ความเสียใจและความวิตกกังวลของพวกเราก็ได้มลายหายไปสิ้น แต่ละวัน พวกเราหล่อเลี้ยงด้วยพระหรรษทาน ความรัก และความยินดีในพระเจ้าที่เติบโตในหัวใจของพวกเรา จนดูราวกับว่าความกังวลใจไม่มีเหลือแล้วในหัวใจของพวกเรา



ประมาณยี่สิบวันหลังถูกจับพร้อมครอบครัว ยู มุน ซ็อก น้องชายของยู ก็ถูกนำตัวมาขังไว้ในห้องเดียวกับยู และถูกตัดสินให้แขวนคอจนจบชีวิตลงในฐานะมรณสักขีในวันที่ 14 พฤศจิกายน ค..1801 ซึ่งในเวลาสิ้นใจนั้นยูมีอายุรวม 22 ปี  พร้อมกันนั้นยุได้ทิ้งจดหมายถึงลุทการ์ดาไว้ในเสื้อว่า พี่ขอสั่งเสีย ให้กำลังใจ และปลอบประโลมน้องสาวของพี่ ให้เราไปพบกันในสวรรค์

กลับมาที่ลุทการ์ดาที่ยังคงถูกจองจำอยู่ ทางเมืองจอนจูก็ได้มีการขอความเห็นในการตัดสินคดีของลุทการ์ดาและญาติไปยังราชสำนัก ทางราชสำนักจึงได้ส่งคณะปกครองอย่างเป็นทางการมายังจอนจูเพื่อดูแลคดีนี้ในทันที ผลสุดท้ายปรากฏว่าลุทการ์ดาถูกสั่งเนรเทศไปยังฮัมกีอง โด แต่อย่างไรก็ตามในนามของครอบครัว ลุทการ์ดาก็ได้วิงวอนเจ้าหน้าขอให้ลงโทษตามกฎหมาย แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ



แต่เพียงไม่นานหลังจากพวกเขาออกจากดินแดนเนรเทศ  เจ้าหน้าที่ก็สามารถตามจับพวกเขากลับมาได้ เวลานั้นลุทการ์ดาไม่อาจะทนเก็บความยินดีไว้แต่ภายในได้อีกต่อไป ในที่สุด ฉันก็จะได้ตายแบบมรณสักขีแล้ว ลุทการ์ดากล่าวด้วยยินดี เธอถูกพาไปอยู่ต่อหน้าผู้ว่าการจังหวัดอีกครั้งและถูกตัดสินประหารชีวิตดั่งความปรารถนา แต่ก่อนจะถึงเวลานั้นลุทการ์ดาก็ต้องถูกเฆี่ยนตีอย่างทารุณและถูกจับขังคุกไว้ อย่างไรก็ตามแม้จะถูกตีเช่นนั้นเธอก็ไม่รู้สึกอันใด และบาดแผลนั่นก็หายขาดภายสี่ห้าวันถัดมา

31 มกราคม ค..1802 หลังจากได้รับการอนุมัติจากราชสำนักแล้ว ลุทการ์ดาและญาติๆ ก็ถูกพาไปยังจุดที่มีชื่อว่า ซุปยองจี และถูกตัดศีรษะจบชีวิตตามความปรารถนาคือการเป็นมรณสักขีอย่างสง่าด้วยวัย 20 ปี  พร้อมญาติๆ นับเป็นเวลากว่า 200 ปี ถัดมาหลังมรณกรรมของทั้งสอง ที่สุดแล้ว ยอห์น ยู และ ลุทการ์ดา ยี ก็ได้รับการบันทึกนามในสารบบบุญราศีของพระศาสนจักรพร้อมเพื่อนมรณสักขีอีก 122 คน โดยสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ในวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา



เนื่องจากพระคริสตเจ้าทรงรับทรมานในพระวรกายมาเเล้ว ท่านทั้งหลายจึงต้องมีความรู้สึกนึกคิดเช่นเดียวกับพระองค์เป็นประดุจอาวุธ”(1 ปต 4:6) ความนึกคิดเช่นเดียวกับพระเยซูเจ้าเป็นอย่างไร? ความนึกคิดแบบพระเยซูเจ้าก็คือ รัก รักอะไรบ้างละ ก็รักพระเจ้าสุดจิตสุดใจและเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเองไงละ รักสองสิ่งนี้แหละคือความนึกคิดแบบพระเยซูเจ้า แล้วทำไมต้องเปรียบเป็นอาวุธ ก็เพราะการรักพระเจ้าทำให้เราหักห้ามใจที่จะทำบาปผิดต่อพระ และการรักเพื่อนพี่น้องก็ทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปีศาจไม่ต้องการที่สุด มันปรารถนาให้คนทำบาปและเข่นฆ่ากัน ดังนั้นหากเราคิดเช่นนี้ปีศาจก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้ เพราะ มันไม่สามารต่อกรกับพระเจ้าได้ แต่เราก็อย่าประมาท เราต้องหมั่นสวดภาวนาเสมอ ยิ่งสวดมากก็ยิ่งช่วยให้เรามีชัยชนะเหนือปีศาจและมีฉายาลักษณ์แบบเดียวกับพระเยซูเจ้าทั้งภายในและภายนอกมากขึ้น บุญราศีสององค์นี้เป็นอีกหนึ่งต้นแบบของต่อสู้การประจบด้วยความรักต่อพระและพี่น้องด้วยการสวดภาวนา การรำพึง ท่านทั้งสองเป็นแบบอย่างการเจริญชีวิตฆราวาสที่ดี ที่ควรเลียนแบบอีกหนึ่งคู่ที่ได้ฝากไว้บนพื้นโลกให้เราได้ศึกษาและเลียนแบบต่อไป


ข้าแต่ท่านบุญราศียอห์น ยู จุง ชอล และ บุญราศีลุทการ์ดา ยี ซุน อี พร้อมเพื่อนมรณสักขี
ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง


ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...