วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

ดอมินิก ซาวีโอหญิง "เทเรซา บรากโก"


บุญราศีเทเรซา บรากโก
Bl. Teresa Bracco 
ฉลองในวันที่ : 29 สิงหาคม

อีกครั้งที่นิทานบทใหม่ ต้องเริ่มด้วยคำเดิมๆ ที่พวกเราทุกคนคุ้นหูกันดี คำที่แสดงถึงการเริ่มต้นของการผจญภัย การจากลา และการพบปะ คำๆนั้นคือ กาลครั้งหนึ่ง มีดรุณีนางหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้น ในครอบครัวของนายยาโกโม และ นางอังเยลา บรากโก คู่สามีภรรยาเกษตรกรใน ซานตา จูเลีย หมู่บ้านเล็กๆในเขตเมืองเดโก ของจังหวัดซาโวนา ประเทศอิตาลี ทั้งสองมีลูกด้วยกันแล้วห้าคน และกำลังเฝ้ารอคนที่หก กระทั้งที่สุดในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค..1924 พวกเขาก็ได้ลูกคนที่หก ทารกที่พึ่งเกิดเป็นทารกเพศหญิง พวกเขาต่างให้นามดรุณีนี้ว่า เทเรซาตามนามของนักบุญน้อยแห่งลิซิเออร์

ทั้งยาโกโมและอันเยลาต่างเป็นคนใจศรัทธา ทั้งสองช่วยกันอบรมลูกๆทุกคนรวมถึงท่าน ให้เติบโตขึ้นมาอย่างถูกต้อง โดยทุกๆวันอันเยลาจะสอนลูกๆสวดและไปวัดในวันอาทิตย์ ส่วนยาโกโมจะคอยนำสวด และคอยตั้งคำถามหลังกลับจากวัดจากพระวรสารและบทเทศน์ในแต่ละอาทิตย์ แต่แล้วทั้งสองก็ต้องพบกับการทดลองครั้งยิ่งใหญ่ ในปี ค..1927 ไข้รากสาดใหญ่ก็ได้พรากบุตรชายสองคนของทั้งสองไป คือ โยวันนีวัยเก้าปี และลุยจี วัย 15 ปี นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่สำหรับพวกเขา



แต่เวลานั้นด้วยอายุยังน้อย คือ 3 ขวบ ท่านก็ไม่เข้าใจว่าพี่ชายสองคนท่านไปไหน ท่านจึงตรงไปถามอย่างใสซื่อว่า พี่ชายสองคนของท่านไปไหน และก็ได้รับคำตอบสั้นๆว่า ไปสวรรค์ คำตอบนี้จุดประกายความหวังในใจน้อยๆ ในบัดดลว่าสักวันท่านจะต้องไปรวมกับพวกเขา ณ ที่ สวรรค์ ให้ได้ มันไม่ใช่ความหวังในบัดดลหรือชั่วครู่ แต่เป็นความคิดที่จะคงอยู่จวบจนท่านเติบโตมาเป็นเด็กหญิงนิสัยอ่อนโยน

ในวัย 6 ขวบ ความศรัทธาของท่านก็เป็นที่ประจักษ์ชัด แก่คุณพ่อเจ้าวัดที่พึ่งมา คุณพ่อนาตาเล โอลีวีเอรี จากการเข้าเรียนคำสอน ที่ท่านไม่เคยขาด ท่านปรารถนาอย่างยิ่งที่จะรับพระองค์มาประทับในตัว และที่สุดความปรารถนาท่านก็ได้การเติมเต็ม ในฤดูใบไม้ผลิ ค..1931 ท่านก็ได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรก ก่อนที่จะได้รับศีลกำลังในวันที่ 2 ตุลาคม ค..1933



และปีเดียวกันนั้น ท่านก็ได้พบกับสหายท่านจะเป็นแบบอย่างชีวิตของท่านไปตลอด การพบกันครั้งนี้มากจาก ในทุกๆปี ครอบครัวของท่านจะได้รับนิตยสารของคณะซาเลเซียนที่มีชื่อว่า บอลเล็ตตีโน และในฉบับปีนั้นเอง นิตยสารก็ได้นำรูปเล็กๆของคารวียะเด็กชายนาม ดอมินิก ซาวีโอ ขึ้นปก พร้อมคำบรรยายใต้ภาพว่า ยอมตายแต่ไม่ยอมทำบาป  ที่ทำให้ท่านถึงกับอุทานขึ้นว่า นี่แหละชัดเจนสำหรับฉัน  หลังจากนั้นท่านก็ลงมือตัดรูปพร้อมคำขวัญของเขา แล้วเอาไปแปะไว้กับการ์ด ก่อนจะเอาไปแขวนไว้ที่หัวเตียง และนับจากนั้นข้อตั้งใจของดอมินิก ก็กลายมาคำขวัญสำหรับชีวิตของท่าน

สืบจากโรงเรียนที่หมู่บ้านซานตา จูเลีย มีแค่ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ดังนั้นเมื่อจบชั้น ป.4 ในวัย 12 ปี ท่านจึงออกมาช่วยบิดาและพี่ๆทำงานในไร่ จวบจนอายุได้ 16 ปี ท่านก็ได้รับหน้าที่ให้ทำงานหนักที่เหลือในฟาร์ม เพราะไม่มีใครทำ เว้นบิดาของท่าน งานนี้มีทั้งการนำวัวไถนา การหว่านเมล็ดพันธุ์ การเก็บเกี่ยว และการคัดแยกผลผลิต กระนั้นท่านก็ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อย หรือปฏิเสธงานใดๆ หรือไม่เต็มใจที่จะไปทำงานแทนคนอื่น จนบิดาท่านถึงกับต้องออกปากว่า พ่อกลัวว่าที่ลูกๆทำกับเธอนั้นไม่ถูกต้องเลย เพราะเธอเป็นคนดีเหลือเกิน



แต่แม้ภาระในแต่ละวันจะต่างกัน กิจวัตรของท่านทุกๆเช้าก็คือการไปมิสซาและรับศีล อันเป็นสิ่งจำเป็นที่ท่านขาดไม่ได้ แล้วจึงค่อยไปทำงานต่างๆ อาทิ การเลี้ยงสัตว์ ก่อนจะจบวันอันแสนเหน็ดเหนื่อยในแต่ละวันด้วยการคุกเข่าสวดภาวนาที่เตียง ซึ่งภายหลังจากสวดบทภาวนาต่ออารักขเทวดาเสร็จแล้ว ท่านก็มักจะจบด้วยการสวดภาวนาต่อนักบุญองค์อุปถัมภ์ของท่านว่า ข้าแต่ท่านนักบุญเทเรซา แห่ง พระกุมารเยซู โปรดสอนทางไปสวรรค์แก่ลูกด้วย

ท่านรักการสวดสายประคำมากๆ ท่านมักพบมันติดตัวไปทุกที่และเก็บมันไว้ที่ข้างเตียงเสมอ วันหนึ่งระหว่างสวดสายประคำ จู่ๆท่านก็ร้องไห้ เพื่อนของท่านจึงถามว่า เป็นอะไรหรือเปล่า ท่านก็ตอบว่า ไม่ไม่มีอะไร กับแม่พระ เราไม่อาจรู้ว่าท่านเคยเห็นแม่พระจริงๆหรือไม่ แต่ก็มีข้อมูลที่ทำให้เชื่อได้ว่าท่านเห็นจริงๆ คือ คำยืนยันจากน้องสาวคนเดียวของท่าน อันนา ที่จำได้ว่า วันหนึ่งหลังสวดภาวนาแล้ว ขณะคุยกันถึงเรื่องการประจักษ์ จู่ๆท่านก็เอ่ยขึ้นมาว่า  โอ้ถ้าน้องได้เห็นเหมือนพี่นะ ขอแม่พระจงทรงพระเจริญเทอญ



นอกจากการสวดสายประคำระหว่างเลี้ยงสัตว์ที่ทุ่งแล้ว ท่านยังอ่านหนังสือด้วย ส่วนเรื่องความฝัน ท่านฝันจะเข้าคณะธิดามารีย์ แต่บิดาท่านก็ไม่อนุญาต เพราะสมาชิกกลุ่มต้องออกไปทำงานในเขตวัด ทราบเช่นนั้น ท่านจึงไม่เคยขออีก แต่กระนั้นท่านก็ดำเนินชีวิตภายในตามจิตตารมณ์ของคณะ อาทิ การไปร่วมมิสซาทุกเช้านี้แหละ จนถึงขั้นทำให้พี่สาวของท่าน ถึงกับพูดกับท่านในตอนเช้าวันหนึ่งว่า แต่เธอไม่ได้เกี่ยวอะไรนิ เธอไม่ใช่สมาชิกของธิดามารีย์นะ

หนังสือที่ท่านชอบช้ำรำพึงที่สุด ก็คือ ข้อเขียนของนักบุญวินเซนต์ สตรัมบี พระสงฆ์คณะพระมหาทรมานในศตวรรษที่ 18 และผ่านการำพึงเรื่องความจริงนิรันดรโดยนักบุญอัลฟอนโซ มันก็ทำให้ท่านหมั่นในการหลักหนีโอกาสบาปต่างๆ นอกจากนั้น ท่านไม่เพียงแค่ชื่นชอบนักบุญดอมินิก ซาวีโอ ท่านยังชื่นชอบนักบุญพรหมจารี มรณสักขีอีกหลายองค์เป็นพิเศษ อาทิ นักบุญลูซีอา นักบุญเซซีลีอา นักบุญอักแนส และนักบุญจูเลีย องค์อุปถัมภ์เขตวัดของท่าน ที่ยอมถูกตรึงกางเขนตายเสียดีกว่าละทิ้งความเชื่อด้วย



คนที่รู้จักท่านต่างกล่าวกันว่าท่านเป็นคนรักนวลสงวนตัว พอประมาณ อ่อนโยน และพร้อมเสมอที่จะช่วยงานทุกคน ซึ่งมาพร้อมกับความงาที่ไม่ธรรมดา ดวงตาคู่ใหญ่สีดำ ผิวที่เนียนละเอียด และผมเปียสีน้ำตาล ซึ่งท่านไม่ชอบตัด อันโดดเด่นออกมาโดยปราศจากการปรุงแต่งใดๆ เพราะท่านไม่ชอบแต่งหน้าแต่งตา ท่านนับเป็นหญิงสาวที่แตกต่างจากทุกคน ผู้ไม่เคยต้องการสร้างความประทับใจให้ใคร ผู้ที่ทำให้เพื่อนบ้านกล่าวได้ว่า ผู้หญิงแบบนี้ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนและไม่เคยเห็นอีกเลยนับจากเธอ

กันยายน ค..1943 สองเดือนหลังจากการลงจากตำแหน่งของมุสโสลินี ก็เกิดการลงนามระหว่างประเทศอิตาลีกับฝ่ายสัมพันธมิตร(ฝ่ายที่ต่อสู้กับเยอรมัน) ดังนั้นเพื่อเป็นการโต้ตอบ และป้องกันอาณาเขต นาซีจึงตัดสินใจจะยึดคาบสมุทรอิตาลีทั้งหมด ฝั่งชาวอิตาลีที่ไม่พอใจก็ได้รวมกลุ่มต่อต้านพวกเยอรมัน โดยเรียกกลุ่มว่า กลุ่มผู้ถือข้าง ฉันใดฉันนั้นเยอรมันก็ได้โต้กลับการรบแบบกองโจรของกลุ่มนี้ด้วยการปราบปรามกลุ่มกบฏนี่อย่างกวดขัน



เวลาเดียวกันในครอบครัวบรากโก ก็ต้องเผชิญกับการสูญเสียช้างเท้าหน้าของครอบครัวไปอย่างไม่มีวันกลับ ในวันที่ 13 พฤษภาคม ค..1944  ภายหลังจากป่วยมานาน ทิ้งให้ตระกูลบรากโกต้องยืนหยัดก้าวต่อไปโดยมีแต่ผู้หญิงที่ต้องช่วยกันเอง เวลานี้ท่านในวัย 20 ปี วิญญาณของท่านไร้ซึ้งความอ่อนแอหรือความหวาดเกรงจากการจากไปของบิดา ตรงกันข้ามวิญญาณของท่านกลับไปด้วยพลังและความกล้าหาญเหมือนบิดาที่จากไปของท่าน

24 กรกฎาคม ก็เกิดการนองเลือดไม่ไกลจากหมู่บ้านของท่าน เมื่อกองทัพเยอรมันทำการกวาดล้างกลุ่มผู้ถือข้างที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านนั้น ก่อนในวันรุ่งขึ้นกองทัพเยอรมันจะกลับมาพร้อมกองกำลังอีกจำนวนหนึ่ง และเริ่มทำลายศพเหล่านั้น มีห้าฟาร์มในพื้นนั้นถูกทำลาย มีการปล้น ทั้งเกิดข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่า มีผู้หญิงและเด็กหญิงถูกทหารเยอรมันบางคนข่มขืน หลังจากนั้นในวันที่ 27 กรกฎาคม ก็เกิดการปะทะกันอีก คราวนี้กลุ่มผู้ถือข้างต่างพากันหลบหนี



ลุถึงเช้าของวันที่ 28 กรกฎาคม ภายหลังจากร่วมมิสซาในเวลาเจ็ดนาฬิกา ท่านพร้อมพี่สาวคืออาเดเล กับน้องสาวของท่านอันนาที่เกิดปีถัดมาที่ครอบครัวสูญเสียบุตรชายทั้งสอง ก็ไปทำงานในทุ่งนาของครอบครัวตามปกติ  และได้ยินเสียงปืนหลายครั้ง กระทั้งราวๆเก้านาฬิกา กลุ่มผู้ถือข้างบางคนก็ได้วิ่งมา และเตือนพวกท่านว่าอย่ากลับไปยังหมู่บ้าน เพราะตอนนี้พวกเยอรมันกำลังอยู่ที่นั่น

แม้จะยังหวาดกลัว ท่านก็ไม่ฟังคำเตือนนี้ มีอะไรที่พวกเขาจะทำได้มากกว่าจะฆ่าฉันละ ท่านเพื่อนบ้าน เวลานี้ท่านปรารถนาจะไปช่วยและดูแลมารดาของท่านในระหว่างหลบภัย ในที่ๆมีรูปของบิดาท่าน ดังนั้นท่านพร้อมพี่สาวและน้องสาวจึงรีบตรงกลับไปยังหมู่บ้าน กระทั้งถึงป่าเกาลัดที่มารดาของท่านพร้อมชาวบ้านคนอื่นๆซ่อนตัวอยู่ ณ ที่นั่นเพื่อนของท่านได้เล่าถึงความโหดร้ายของพวกทหารเยอรมัน และการที่พวกเขาปฏิบัติต่อผู้หญิง ฟังดังนั้น ท่านก็ประกาศความตั้งใจแน่วแน่ว่า ฉันยอมตายเสียมากกว่าต้องมามัวหมอง



ท่ามกลางเวลาแห่งความหวาดหวั่น มารดาท่านกระตุ้นให้ทุกคนร่วมกันสวดสายประคำ เพื่อวอนขอการคุ้มครองจากพระมารดาพระเจ้า กระทั้งเวลาสิบห้านาฬิกา ทหารเยอรมันก็ยกกองทัพพร้อมพวกกลุ่มผู้ถือข้างที่ถูกจับมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ท่านและอันเยลาซ่อนตัวอยู่ในโพรงหิน แต่ก็ไม่รอดท่านและเธอถูกพบ พร้อมถูกจับ หลังจากนั้นเยอรมันก็จับผู้หญิงมาอีกคนพร้อมลูกน้อย คือ นางเอนริเกตตา เฟรเรรา ญาติห่างๆของท่าน

แต่ขณะถูกพาตัวมารวมกับนักทานั้น เธอก็อุทานขึ้นว่า ลูกๆคนอื่นของฉันยังอยู่ในป่า ทหารเยอรมันจึงอนุญาตให้เธอกลับไปได้ ดังนั้นเธอจึงฝากลูกน้อยของเธอไว้กับท่านก่อน แต่เด็กก็เริ่มร้องไห้หาแม่ ดังนั้นทหารจึงสั่งให้ท่านไปพร้อมเธอ ดังนั้นท่านจึงไปหาสามีของเธอพร้อมเธอ เมื่อไปถึงท่านก็บอกกับสามีเธอว่า พวกเขาให้ฉันมาช่วยส่งเด็ก หลังจากนั้นนายทหารสี่คนจึงสั่งให้ครอบครัวเฟรเรรากลับบ้านไป แต่กักตัวท่านและเพื่อนอีกสองคนไว้ ก่อนจะที่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจะออกคำสั่งให้ทหารสองนายคุมเพื่อนทั้งสองของท่านไป ส่วนท่านก็ไปกับเขา


ไม่กี่นาทีต่อมา หญิงสาวทั้งสองก็ถูกข่มขืน ก่อนจะถูกปล่อยตัวให้กลับไปหาครอบครัวของตนในเย็นวันเดียวกัน โดยไร้ซึ่งวี้แววของท่าน ทั้งสองเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับพวกเขาให้มารดาของท่านฟัง ลูกสาวของแม่จะไม่กลับมาบ้านอีกแล้ว ถ้าบางอย่างเกิดขึ้นกับเธอ มารดาท่านคิด และตามคำบอกเล่าของชาวบ้านคนหนึ่งได้เล่าว่า ขณะที่กลุ่มผู้หญิงและเด็กหญิงถูกพาไปตามทางมู่งสู่ซันวาเรซโซ พวกเขาถูกขังไว้ในห้องรับแขกบ้านของฉัน กลุ่มของผู้หญิงรวมไปถึงเทเรซา ถูกทหารบังคับให้ตามพวกเขาไปที่ต่างๆ ฉันได้ยินเสียงร้องไห้และเสียงร้องขอความช่วยเหลือซ้ำไปซ้ำมา หนึ่งในเพื่อนบ้านของฉัน ชื่อ โยวันนี บัลโด บอกว่า พบทหารที่ลักพาตัวเทเรซากำลังจับคอยเธอและลากเธอ

สองวันถัดมาเมื่อกองทัพเยอรมันได้ออกจากหมู่บ้านไปแล้ว ครอบครัวและเพื่อนของท่านก็ได้ออกตามหาท่าน ที่สุดคุณพ่อนาตาเล พร้อมเวนันซีโอ เฟรราริ มารดาของท่าน และพี่สาวของท่าน ก็พบร่างของท่านในสถานที่ที่เรียกกันว่า ที่ราบต้นเชอรรี่ลักษณะที่พบคือ ท่านนอนหงาย มือไขว้อยู่บนหน้าอก ในท่าทางป้องกันตัว มีรอยกระสุนทะลุผ่านมือของท่านและฝังอยู่ที่หน้าอก ลำคอมีรอยซีด ส่วนที่ใบหน้ามีรอยฟกช้ำ นอกจากนั้นยังมีร่องรอยของสัตว์กัดที่บริเวณแขนและหน้าอก และรอยยุบขนาดแปดเซนติเมตรที่บริเวณศีรษะ


เกิดอะไรขึ้นกับท่าน จากการสันนิฐานคาดได้ว่า หลังจากท่านถูกแยกมาที่ป่าแล้ว ท่านก็พยายามที่จะหนีจากนายทหารผู้นั้นเพื่อมาขอความช่วยเหลือ แต่โชคไม่ดีทหารคว้าคอท่านทัน ก่อนจะเหวี่ยงท่านลงไปที่พื้น ท่านพยายามป้องกันตัวจากการกระทำอันต่ำช้าของเขาอย่างสุดกำลัง ด้วยความโกธรทหารผู้นั้นจึงใช้มือบีบคอท่านจนท่านสำลัก ที่สุดเขาจึงชักปืน ออกมาประทับยิงท่านสองนัด จนท่านสิ้นใจ แต่ยังดูเหมือนไม่สาแก่ใจพอ เขาจึงเตะไปที่ศีรษะของท่าน อีกทีก่อนทิ้งร่างของท่านไป

บัดนี้ข้ารับพระเจ้าแห่งซานตา จูเลีย ได้บรรลุถึงเป้าหมายแล้วนั่นก็คือ การยอมตายดีกว่าทำบาป เป็นมรณสักขี ด้วยวัย 20 ปี ในวันที่ 28 กรกฎาคม ค..1944 ร่างของท่านถูกฝังในวันถัดมาที่พบศพ และเพียงไม่กี่เดือนถัดมาก็มีรายงานอัศจรรย์มากมายผ่านคำเสนอวิงวอนของท่าน ทำให้หลุมฝังศพเล็กๆของท่านกลายเป็นจุดหมายหนึ่งของการแสวงบุญ มีการเรียกร้องสำหรับนักบุญมารีอา โกเรตตีองค์ใหม่ มีการเปิดกระบวนการ พระธาตุของท่านถูกย้ายไปยังพระแท่นในวัดน้อยของวัดประจำหมู่บ้าน เพื่อต้อนรับการบันทึกนามข้ารับใช้พระเจ้าไว้ในสถานบุญราศี ในวันที่ 24 พฤษภาคม ค..1998 ณ กรุงตูริน โดยสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2



พี่น้องบ้านเมืองของเรานั้นอยู่ในสวรรค์(ฟีลิปปี 3:20) บุญราศีเทเรซาตระหนักดีว่าซักวันท่านจะต้องไปสวรรค์ เหมือนพี่ชายทั้งสองของท่าน ดังนั้นท่านจึงระมัดระวังในการที่จะหลีกเลี่ยงการทำบาปเสมอ  เพราะบาปเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เราไม่อาจเข้าสวรรค์ได้ในทันที และเมื่อจะถูกขืนใจ ท่านก็เลือกที่จะยอมตายดีกว่า ต้องทำบาปที่แม้จะทำให้ท่านมีชีวิตรอด แต่ก็เป็นเพียงฝ่ายโลก ไม่ใช่ฝ่ายวิญญาณ ท่านย้ำเตือนให้เราทราบว่า สำหรับสวรรค์แล้ว ไม่มีอะไรจะคุ้มไปกว่านี้ แม้จะในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ก็ไม่มีอะไรเทียบเท่าสวรรค์ เพราะที่นั่นคือ บ้านแท้ที่บิดาผู้ทรงรักเรารอเราอยู่  เราต้องระลึกไว้เสมอว่าเวลานี้ เราแค่แวะผ่านมาที่โลกเท่านั้น 


ข้าแต่ท่านบุญราศีเทเรซา บรากโก ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง




วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2558

"กาเอตาโน เอร์ริโก" ธรรมทูตแห่งรัก


นักบุญกาเอตาโน เอร์ริโก
St. Gaetano Errico
ฉลองในวันที่ : 29 ตุลาคม

พวกเรา ธรรมทูตแห่งดวงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าและพระแม่มารีย์ คือคณะนักบวชของทั้งบรรดาพระสงฆ์และบรรดาภารดา ที่อุทิศตนในการตอบสนองความต้องการของครอบครัวของพระเจ้า ในขณะที่เป็นพยานถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่ได้รับการเผยแสดงในดวงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าและพระแม่มารีย์
ประโยคที่ยกมาข้างต้นนี้ คือ พันธกิจ ของคณะธรรมทูตแห่งดวงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าและพระแม่มารีย์ ที่ปัจจุบันประจำอยู่ทั้งสิ้นแปดประเทศ ได้แก่ อิตาลี อาร์เจนตินา สหรัฐอเมริกา อินเดีย สโลวาเกีย ไนจีเรีย อินโดนีเซีย และโคลอมเบีย ทำให้เราอาจฉงนว่าคณะนี้มีความเป็นมาเช่นไร ใครคือผู้ตั้งคณะนี้

ไม่ต้องคิดนาน หาอยากรู้เรื่องนี้ก็ต้องเริ่มที่หมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ เซคอนดิกลีอาโน หมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนพรมแดนทางตอนเหนือของเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี ที่นี่มีบ้านของหนุ่มเจ้าของโรงงานมะกะโรนีเล็กๆ กับสาวทอผ้ากำมะหยี่ นาม ปัสกัวเล เอร์ริโก และ มารีอา มาร์เซกเลีย ทั้งสองมีลูกด้วยกันทั้งสิ้นเก้าคน เป็นชายห้าคนและหญิงอีกสี่คน เด็กชาย กาเอตาโน เอร์ริโก เป็นคนที่สอง ท่านเกิดเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ค..1791 และได้รับศีลล้างบาป ณ วัดนักบุญคอสมาและดาเมียน ในวันถัดมา ณ ที่นี่เอง



ในวัยเยาว์ท่านได้รับการศึกษาจากโรงเรียนท้องถิ่นที่สอนโดยพระสงฆ์สองท่าน และได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรก ศีลกำลัง เมื่ออายุได้ 7 และ 11 ปี ตามลำดับ นอกจากนั้น ท่านก็เป็นที่รู้จักดีจากคนทั่วหมู่บ้าน ว่าเป็นเด็กดีว่านอนสอนง่าย คอยช่วยเหลืองานบิดา และเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาเหมือนบิดามารดา กาลเวลาล่วงผ่านต่อกระทั้งท่านมีวัยได้ 14 ปี ท่านก็มั่นใจแน่ว่ามีกระแสเรียกการเป็นพระสงฆ์และนักบวช ท่านจึงตัดสินใจสมัครเข้าคณะฤษีกาปูชิน แต่ก็ถูกปฏิเสธด้วยอายุท่านยังน้อยอยู่ ท่านไม่ท้อ ท่านจึงไปสมัครเข้าคณะพระมหาไถ่ แต่ก็ถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลเดียวกัน

ท่านจึงรอต่อไป กระทั้งผ่านมาสองปี ด้วยอายุ 16 ปี ท่านก็ตัดสินสมัครเข้าบ้านเณรอาร์ชีเวสโกวิเล ในเมืองเนเปิลส์ และก็ได้รับอนุญาต ฉะนั้นในเดือนมกราคม ค..1808 ท่านจึงได้รับเสื้อหล่อ แต่เพราะครอบครัวของท่านไม่อาจแบกรับค่าใช้จ่ายภายในได้ ท่านจึงต้องลงเรียนแบบไปเช้าเย็นกลับ ทำให้ในทุกวันท่านต้องเดินเท้าไปกลับระหว่างบ้านกับบ้านเณรเป็นระยะทางแปดกิโลเสมอ ไม่ว่าวันนั้นจะเป็นเช่นไร ร้อน หนาว ฝน จนเป็นภาพที่น่าชื่นชมของชาวบ้านที่พบเห็น ถึงขนาดต้องอุทานเมื่อท่านผ่านไปว่า ดูสิ นักบุญกาเอตาโน กำลังผ่านเราไป



กิจวัตรไปๆมาๆระหว่างบ้านและบ้านเณรของท่านนี้  หลายคนอาจคิดว่าอาจทำให้เสียการเรียน ตรงข้ามตลอดการศึกษาในบ้านเณร ท่านกลับทำได้ดีถึงมากเลยทีเดียว และไม่ใช่ที่บ้านเณรเท่านั้น เมื่ออยู่บ้านท่านก็ทำทุกอย่างเท่าที่สามารถทำได้เพื่อช่วยครอบครัว หรือโรงพยาบาลโรคไม่มีทางรักษาของเนเปิลส์ที่ท่านไปทุกวันพฤหัสบดีเพื่อเยี่ยมเยียนบรรดาผู้ป่วย พร้อมของขวัญหรือผลจากเงินฝากในบางครั้ง หรือแม้บนท้องถนนในวันอาทิตย์ ที่ท่านจะคอยเดินไปรอบๆเมืองพร้อมกางเขน เพื่อกระตุ้นเด็กๆให้ไปเรียนคำสอน ท่านก็ล้วนทำได้อย่างดีเยี่ยม และแม้กิจวัตรบางวันอาจแตกต่างกัน แต่ทุกสิ่งที่เหมือนกัน ก็คือมันต้องเริ่มต้นด้วยมิสซาและรับศีลในตอนเช้าเสมอ

ถึงวันที่ 23 กันยายน ค..1815 ความฝันของท่านก็สำเร็จ คือ ท่านได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ ณ วัดน้อยนักบุญเรสตีตูตา ของอาสนวิหารซานตา มารีอา อัสซุนตา โดยพระคุณเจ้าพระคาร์ดินัลลุยจิ รูฟโฟ ชีลลา และได้รับตำแหน่งเป็นคุณพ่อเจ้าวัดอยู่ ณ วัดบ้านเกิดของท่าน ในปี ค..1816 และตามคำร้องขอของคุณพ่อวิญญาณของท่าน ท่านก็ได้ไปเป็นครูที่โรงเรียนประจำหมู่บ้านของท่าน โดยเริ่มจากเป็นรองผู้อำนวยการและผู้อำนวยการตั้งแต่ปี ค..1819



นับเป็นระยะเวลาถึงยี่สิบปี ที่ท่านสอนบรรดานักเรียนด้วยความทุ่มเทอันเป็นแบบอย่าง บรรดาผู้ปกครองสามารถวางใจในการดูแลของท่าน เพราะนักเรียนทุกคนภายใต้การดูแลของท่านจะได้รับทั้งการศึกษาที่ดี และการพัฒนาชีวิตฝ่ายจิต และด้วยการดูแลที่ดีและร้อนรน ท่านก็สอนเด็กๆถึงหลักคำสอนและคุณค่าของคุณธรรม นอกจากนั้นในฐานะพ่อเจ้าวัดท่านก็อภิบาลบรรดาสัตบุรุษด้วยความรัก เน้นในสี่เรื่องคือ 1.การประกาศพระวาจา 2.การคืนดีกับพระ 3.การช่วยเหลือผู้ป่วยทั้งฝ่ายกายและฝ่ายจิต  และ 4.การปฏิบัติกิจเมตตาโดยไม่เห็นแก่ตน ที่มีจุดหมายคือการประกาศและทำให้ทุกคนรู้ว่า ในพระเจ้าพวกเขามีพ่อที่รักพวกเขา

เฉกเช่นพระสงฆ์ทั่วไป ทุกๆปี ท่านก็มีเวลาเข้าเงียบของท่าน ซึ่งทุกๆปี ท่านก็จะไปที่บ้านของคณะพระมหาไถ่ในปาจานี เป็นปกติ กระทั้งราวปี ค..1818 การเข้าเงียบธรรมดาๆสำหรับสงฆ์ธรรมดาๆ ก็กลับไม่ธรรมดา เมื่อหลังเสร็จสิ้นการภาวนาในใจ จู่ๆท่านก็ได้รับนิมิตนักบุญอัลฟอนโซ ผู้ก่อตั้งคณะพระมหาไถ่ ในชุดพระสังฆราช ประจักษ์มาบอกกับท่านว่าพระเจ้าทรงประสงค์ให้ท่านตั้งคณะใหม่ที่เหมือนคณะพระมาหไถ่ นอกจากนี้ยังบอกให้ท่านสร้างวัดถวายเกียรติแด่แม่พระมหาทุกข์ ณ บ้านเกิดของท่าน เพื่อเป็นเครื่องหมายถึงรากฐานในอนาคต



บวกกับภาพนิมิตแม่พระในจิตใจของท่านและการประจักษ์ซ้ำๆของนักบุญอัลฟอนโซระหว่างเข้าเงียบในครั้งอื่นๆ ท่านก็ยิ่งมั่นใจว่างานนี่จะลุล่วงไป ดังนั้นแม้จะเคยถูกปฏิเสธ ในวันสมโภชพระจิตเจ้า ปี ค..1826 ท่านก็ประกาศกับสัตบุรุษว่า ท่านจะสร้างวัดเพื่อถวายเกียรติแด่แม่พระมหาทุกข์ในเซคอนดิกลีอาโน ทันทีชาวบ้านก็ต่างพากันยินดี ที่พระเป็นเจ้าทรงเลือกหมู่บ้านเล็กๆของพวกเขาเพื่อสร้างสักการสถานถวายแด่พระมารดาผู้ระทมทุกข์

แต่อนิจจามนุษย์ช่างใจโลเลนัก นานวันเข้าบางคนก็ไม่เห็นด้วย มีบางคนถึงกับกล่าวตู่ว่าท่านหลอกชาวบ้าน เพื่อหาเงินไปเป็นสินสอดให้น้องสาวที่จะแต่งงานใหม่ จนท่านถูกเจ้าที่บ้านเมืองสั่งเลยว่า หากท่านขอสร้างอีก ท่านจะถูกจับและถูกเนรเทศ หาท่านยังพูดถึงวัดใหม่นี้อยู่ ไม่พอยังให้ท่านเอาเงินไปเก็บแล้วแบ่งกุญแจที่ต้องใช้เป็นสามดอก ให้ดอกหนึ่งอยู่กับท่าน  นับเป็นความยากลำบากยิ่ง แต่ที่สุดแล้ว ในวันที่ 13 ธันวาคม ค..1827 พระประสงค์ของพระเจ้าก็ได้รับชัยชนะ ศิลาก้อนแรกได้รับการเสก ภายหลังจากโครงการได้รับอนุมัติในเดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกัน



ลุถึงวันที่ 9 ธันวาคม ค..1830 วัดก็ได้รับการเสก ซึ่งก่อนหน้าที่วัดจะเสร็จไม่นาน ท่านก็ได้เริ่มสร้างบ้านสำหรับคณะใหม่ขึ้น ซึ่งเป็นเพียงบ้านหลังเล็กๆ ที่ท่านจะอยู่กับภารดาแผนกสงเคราะห์ที่สนใจทำหน้าที่ดูแลวัดตั้งแต่ปี ค..1833 เป็นต้นไป ก่อนจะเริ่มเปิดบ้านต้อนรับบรรดาพระสงฆ์ที่มาเข้าเงียบ พร้อมความหวังว่าท่านจะได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งธรรมทูตและนักบวชลงในจิตใจของพวกเขา และนอกจากนั้นเมื่อวัดและบ้านพักเสร็จแล้ว ท่านก็ยังได้ไปว่าจ้างนายฟรังเชสโก เวร์เซลลา ประติมากรทผู้มีชื่อเสียงชาวเนเปิลส์ ให้สร้างพระรูปแม่พระมหาทุกข์ให้ จนมีเรื่องเล่าว่ากว่าจะเสร็จออกมาได้ก็เล่นทำเอาเขาถึงกับเหงื่อตก เพราะพระพักตร์ออกมาไม่ใช่แบบที่ท่านเห็นในนิมิตฝ่ายจิต เขาจึงต้องแก้แล้วแก้อีกถึงสิบเจ็ดครั้ง จนในครั้งที่สิบเจ็ด ท่านก็อุทานออกมาเมื่อเห็นว่า แบบนี้เลย

พระรูปที่แล้วเสร็จนับเป็นอีกหนึ่งพระรูปแม่พระที่สวยที่สุดในเมืองเนเปิลส์ มีลักษณะเท่าคนจริง ประทับนั่งแทบเชิงไม้กางเขน ที่ด้านหลังประดับด้วยหอกและฟองน้ำ พระพักตร์ของพระแม่งดงาม แต่ก็แฝงไปด้วยสายตาที่ระทมทุกข์ เวลาเดียวกันก็มอบถวาย พระหัตถ์ทั้งสองข้างวางอยู่ ณ พระเพลา จากการอุ้มร่างไร้วิญญาณของพระบุตรเมื่อก่อนหน้านั้น ที่ทางซ้ายของพระรูป มีทูตสวรรค์ขนาดเท่าคนจริงกำลังปลอบพระนาง ที่แม้รู้ดีว่าไม่อาจช่วยอะไรได้นอกจากร่ำไห้ ส่วนที่ทางขวามือมีทูตสวรรค์ตัวน้อยสององค์ องค์หนึ่งกำลังทำท่านสวดภาวนา อีกองค์กำลังร้องไห้ และ ณ แทบพระบาทปรากฏมงกุฎหนาม ตะปู ค้อน และคีม วางอยู่ พระรูปถูกอัญเชิญมาถึงวัดในเดือนพฤษภาคม ค..1835 และนับแต่นั้นมาที่นี่ก็กลายเป็นสถานที่แสวงบุญอีกที่



ปีถัดมาหลังจากพระรูปมาถึง ท่านก็เดินทางไปเข้าเงียบที่เดิมอีกครั้ง แต่คราวนี้เบื้องหน้าศีลมหาสนิท พระเจ้าก็ทรงเผยแสดงให้ทราบว่าคณะใหม่ที่ท่านจะตั้งขึ้นนี้ จะต้องถวายเกียรติแด่ดวงพระหฤทัยของทั้งพระเยซูเจ้าและของพระแม่มารีย์ ก็ยิ่งทำให้ความศรัทธาตอดวงพระหฤทัยทั้งสองในตัวของท่านมากยิ่งๆขึ้นไปอีก จนกลายมาเป็นศูนย์กลางในชีวิตบนสนามแพร่ธรรมของท่าน ความรักจากดวงพระหฤทัยทั้งสองเป็นดั่งไฟ ที่กระตุ้นให้ท่านก้าวไปหาคนบาป แล้วนำเขากลับมาหาพระองค์อย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย พร้อมดวงใจที่ถูกเผาผลาญในไฟแห่งรัก ท่านออกค้นหาบรรดาผู้อ่อนแอที่สุด ผู้ตกอยู่ในอันตราย ผู้ป่วย ผู้ถูกทอดทิ้ง และผู้ที่สูญเสียวิญญาณ ท่านต้องการให้ทุกๆคนได้สัมผัสกับความรักของบิดา ผู้โกธรช้า แต่อภัยเร็ว

ฉะนี้เมื่อคณะใหม่ได้รับอนุญาตไปเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค..1836 ในวันแรกของเดือนตุลาคมปีนั้น ท่านก็เปิดนวกะสถานพร้อมด้วยนวกะทั้งสิ้นเก้าคน หลังจากนั้นในเดือนพฤษภาคม ปี ค..1838 ท่านจึงขอการอนุมัติจากสภาพระสังฆราช และก็ได้รับการอนุมัติในสิ้นเดือนต่อมา และเพื่อความมั่นคงในด้านภาครัฐ ท่านจึงขอการอนุมัติจากทางกษัตริย์ เช่นเดียวกันทางกษัตริย์ก็ได้อนุมัติคณะของท่านในวันที่ 13 พฤษภาคม ค..1839 ดังนั้นเวลานี้จึงเหลือเพียงขั้นสุดท้าย นั่นก็คือการอนุมัติจากองค์สันตะบิดร ท่านจึงออกเดินทางไปยังกรุงโรมในเดือนเมษายน ค..1846 ซึ่งเวลานั้นคณะก็มีสมาชิกและบ้านของคณะมากขึ้นแล้ว และที่สุดในวันที่  7 สิงหาคม ปีนั้น บุญราศีสมเด็จพระสันตะปาปาปีโอ ที่ 9 ก็รับรองคณะของท่านอย่างเป็นทางการ



หลังจากนั้นท่านก็จึงได้รับเลือกอยากเอกฉันท์ให้เป็นอัครธิการคนแรกของคณะ และได้อุทิศตนเพื่อการวางรากฐานะคณะให้มั่นคง ท่านไม่เคยเหนื่อยที่จะเดินทาง หรือเทศน์เตรียมใจ หรือฟังแก้บาป หรือส่งเสริมการรับศีล ดั่งคำแนะนำที่ท่านแนะถึงจุดประสงค์ของคณะว่าเพื่อคอยแนะนำจิตตารมณ์แห่งการอุทิศตน และความรักในศิลปะของความแตกต่าง ทั้งเพื่อคอยพูดคุยถึงความรักของพระเจ้าและกำไรที่พวกเราได้รับจากพระเยซูคริสตเจ้า และการอุทิศตนอย่างอ่อนโยนต่อพระแม่ของพวกเรากับพวกเขา แม้ในยามที่พวกเขาไม่อยากฟังมัน ก็จงทำมันในด้วยความเพียร และเธอก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในพวกเขา

กระทั้งเวลาสิบนาฬิกา ของวันที่ 29 ตุลาคม ค..1860 เปลวเทียนของท่านบนโลกของดับลง ท่านถึงแก่มรณกรรมลงอย่างสงบด้วยอายุ 69 ปี ในหมู่บ้านเกิดของท่าน คือ เซคอนดิกลีอาโน โดยทิ้งพินัยกรรมฉบับสุดท้ายถึงสมาชิกคณะว่า จงรักกันและกัน และรักษาธรรมนูญของพวกเราให้มากๆ และทันทีที่ข่าวการจากไปไม่วันกลับของท่านแพร่ไป นักบุญตายแล้ว ก็ดังขึ้นในเซคอนดิกลีอาโน



หลังจากนั้นผ่านการเดินเรื่อง นามของท่านอธิการตามที่ชาวบ้านเรียก ก็ได้รับการบันทึกนามในสารบบบุญราศี โดยสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ในวันที่ 14 เมษายน ค..2002 และในวันที่ 12 ตุลาคม ค..2008 สมเด็จพระเบเนดิกต์ ที่ 16 ก็ทรงสถาปนาท่านเป็นนักบุญ

ขอถวายพระพรแด่พระเจ้า เพราะพระองค์ทรงสำแดงความรักมั่นคงอย่างน่าพิศวงแก่ข้าพเจ้า (สดุดี 31:21) ความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา หลายๆคนก็ต่างได้พบกับความรักของพระเจ้าในหลายโอกาส คงไม่ต้องอธิบายมาก ว่าพระเจ้าทรงมีความรักต่อเรามากแค่ไหน พระองค์ทรงรอที่จะอภัยเสมอ ไม่ว่าเวลาไหน ทรงเป็นบิดาที่โกธรช้า อภัยง่าย ดังนั้นมันจึงไม่ดีหรอกหรือที่จะนำความรักนี้ไปให้ทุกคนได้รู้ ได้สัมผัส แน่นอนว่ามันอาจจะไม่มีใครฟัง ให้เราระลึกถึงคำของท่านที่สอนว่า จงทำมันในด้วยความเพียร และเธอก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในพวกเขา  เราต้องพยายามทำมัน ทำให้ชีวิตสรรเสริญพระด้วยการประกาศความรักของพระองค์ ผ่านทั้งคำพูดและการกระทำ เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสกับความรักอันน่าพิศวง และถวายพระพรพระองค์ ร่วมกับเรา แบบฉบับที่เห็นได้ชัดของนักบุญกาเอตาโน ที่ต้องการให้ทุกๆคนได้สัมผัสกับความรักของบิดา ผู้โกธรช้า แต่อภัยเร็ว



เคล็ดลับความศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญกาเอตาโน

1.คุกเข่าสวดกับพื้น :   ท่าทำอย่างนี้เสมอในห้องพัก จนชนิดที่ว่าเกิดรอยหัวเข่าของท่านที่พื้น ซึ่งการสวดภาวนาทำให้ท่านได้พบที่พักพิงและพละกำลัง
2.พลีกรรม : ในทุกๆวันศุกร์และวันเสาร์ ท่านจะรับประทานเพียงน้ำซุป ส่วนในวันพุธท่านจะรับแต่ขนมปังกับน้ำ นอกจากนั้นท่านยังมักนอนกับพื้น สวมผ้ากระสอบ เฆี่ยนตีตัวเอง รวมถึงอดอาหารเพื่อนำอาหารไปช่วยคนยากไร้


กฎเบื้องตนของคณะที่เขียนโดยนักบุญกาเอตาโน

พระบิดานิรันดร ในการประทานความรักของพระองค์ในหัวใจของทุกๆคน ทรงได้เลือกสรรดวงหฤทัยของพระเยซูเจ้าและพระแม่มารีย์มาก่อนคนอื่น ฉะนั้นเป้าหมายแรกของธรรมทูตแห่งดวงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าและพระแม่มารีย์ ก็คือการทำงานหนักเพื่อให้ทุกๆคนได้รับรู้ ถึงความรักอันร้อนแรงที่ดวงพระหฤทัยทั้งสองมีเพื่อพวกเรา และจุดไฟความศักดิ์สิทธิ์นี้ และทำให้ความรักฝังลงไปในหัวใจของมนุษยชาติทั้งหมด



ข้าแต่ท่านนักบุญกาเอตาโน เอร์ริโก ช่วยวิงวอนเทอญ



ข้อมูลอ้างอิง

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...