วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

"ยัง ซาร์คันเดอร์" ชีวิตเพื่อศีลอภัยบาป


นักบุญยัง ซาร์คันเดอร์
St. Jan Sarkander
ฉลองในวันที่ : 17 มีนาคม

หมายเหตุ : เรื่องต่อไปนี้ไม่มีเจตนาโจมตีนิกายในทั้งสิ้น มีจุดประสงค์ก็เพียงเพื่ออ่านเสริมศรัทธาเท่านั้น เวลานั้นผมในฐานะคริสตังคนหนึ่งก็ยอมรับว่าพระศาสนจักรกระทำรุนแรงเกินไปกับพี่น้องต่างนิกาย  แต่เราไม่อาจแก้ไขอดีตได้ แต่เราสามารถทำปัจจุบันให้ดีขึ้นได้

คุณพ่อยัง เกิดในตระกูลชนขุนนางชั้นกลางที่เมืองสก็อคโซฟ ราชอาณาจักรโบฮีเมีย (ปัจจุบันตั้งอยู่ในจังหวัดชลางสเกีย ของประเทศโปแลนด์) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ค..1576 บิดามารดาของท่านคือเจซโกรซา มาแชยา และเฮเลนี ซกูเรคกีค  ซึ่งภายหลังที่บิดาสิ้นใจในปี ค..1589 มารดาก็ตัดสินใจพาครอบครัวย้ายไปฟรีโบรา ในประเทศโมราวา(ประเทศทางประวัติศาสตร์ทางตอนกลางของยุโรป ปัจจุบันอยู่ในสาธารณรัฐเช็ก) และเป็นที่นั่นที่ท่านได้เข้าโรงเรียนของเขตวัด

จนเมื่อมีวัยได้ 23 ปี ท่านก็สมัครเข้าเรียนในคณะมนุษย์ศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยของคณะเยซูอิต ที่ โอโลมูนซู ด้วยบุคลิกนักศึกษาผู้เปี่ยมพรสวรรค์และขยันหมั่นเพียร หลังจากนั้นท่านจึงเข้าศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยชาร์ลส์ของคณะเยซูอิต ในปราก จนจบปริญญาเอกสาขาปรัชญาจากมหาวิทยาลัยนี้ในราวๆปี ค..1600 แต่แม้ในช่วงแรกท่านจะเชื่อว่าท่านมีกระแสเรียกการเป็นพระสงฆ์ ท่านก็ตัดสินใจไม่ศึกษาด้านเทววิทยาต่อและได้เข้าพิธีสมรส แต่อยู่กินกันได้ประมาณปีหนึ่งภรรยาที่เราไม่ทราบนามของท่าน ก็สิ้นใจลง

ท่านจึงแน่วแน่ว่าท่านมีกระแสเรียกเป็นพระสงฆ์จริงๆ ดังนั้นท่านจึงเข้าศึกษาต่อด้านเทววิทยา ณ มหาวิทยาลัยแห่งกราซ ในประเทศออสเตรีย และจบในราวปี ค..1608 และที่สุดท่านจึงได้รับศีลบรรพชาเป็นพระสงฆ์ของพระคริสต์ในปี ค..1609 ณ เมืองนั้น ก่อนจะกลับมาประจำในสังฆมณฑลโอโลมูนซู และได้ออกทำงานอภิบาลตามเมืองเพื่อปกป้องความเชื่อของพระศาสนจักรที่กำลังเผชิญกับกลุ่มเบรเธม กลุ่มนิกายปฏิรูปของเช็คในเวลานั้น ที่เข้มแข็งมาก

ซึ่งขอเล่าย้อนในเวลาไล่เลี่ยกันกับที่ท่านรับศีลอนุกรม บารอนชื่อ วลาดิสลาฟ ลอบกอวิทช์ ผู้ว่าการโมราเวีย ก็ได้ซื้อที่ดินในโฮเลสโชเวีย และด้วยความที่เขาเป็นคริสตังที่ร้อนรนอีกคนหนึ่ง เขาจึงตัดสินใจจะฟื้นฟูพระศาสนจักรขึ้น ณ ที่ดินที่เขาซื้อนี้ ด้วยการสั่งยึดคริสตจักรและวิทยาลัยของกลุ่มเบรเธมและยกให้พระศาสนจักร พระสังฆราชประจำสังฆมณฑลจึงมอบหมายให้คณะเยซูอิตเข้ามาดูแลวิทยาลัยและได้มอบให้ท่านเข้ามาเป็นพ่อเจ้าวัดที่นี่ตั้งแต่ปี ค..1616 เป็นต้นมา

ซึ่งด้วยความร่วมมือจากคณะเยซูอิต ท่านก็สามารถทำให้ผู้คนกว่าสองร้อยคนที่ไม่ใช่คริสตังได้กลับใจ มาสู่คอกแกะของพระศาสนจักร อันนับเป็นเรื่องน่ายินดีแก่พระศาสนจักร แต่เรื่องนี้ไม่ใช่กับบารอน บีโทฟสกา เพื่อนบ้านของวลาดิสลาฟ ซึ่งเป็นลูเธอร์ลัน ที่ยิ่งเห็นการกลับใจมากขึ้นก็ยิ่งทวีความโกธรและความมุ่งมั่นที่จะดึงคนเหล่ากลับมานับถือตามเดิมเท่านั้น แต่อย่างไรๆ เขาก็หาหนทางมาไม่ได้ซักทีกระทั้ง….


ท่านเป็นคนอย่างไร จากประวัติฉบับหนึ่งได้เขียนเอาไว้ว่า ไม่ค่อยกินอาหาร ผู้รับใช้พระเจ้าผู้สัตย์ซื่อ แต่งตัวง่ายๆ อัครสาวกของพระคริสตเจ้า ภาพสะท้อนของคุณธรรมทั้งหลาย นักบุญใจศรัทธา พยานถึงความเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  เป็นเหมือนลูกแกะ - เงียบงัน ท่านเป็นคนถ่อมตน เวลาเดียวกันก็เป็นคนที่ร้อนรนในการตักเตือนถึงสิทธิ์ของพระศาสนจักร ท่านทำให้คนสงสัยได้กลับใจและคนทุกข์โศกให้ได้รับความบรรเทาใจ ท่านคอยช่วยคนยากจน แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่กล่าวมาคือท่านร้อนรนต่อกระแสเรียกและการปกป้องความเชื่อของพระศาสนจักร

เมื่อสงครามสามสิบปี (..1618-..1648) อันเป็นสงครามระหว่างกลุ่มโปรแตสแตนต์ภาคกลางยุโรปกับกลุ่มคาทอลิก ในปี ค..1619 โมราเวียก็ถูกปกครองด้วยรัฐบาลจากกลุ่มโปรแตสแตนต์ การเบียดเบียนพระศาสนจักรในโมราเวียจึงเริ่มขึ้น ท่านที่ทราบดีว่าตนเองเป็นเป้าสำคัญ จึงได้ตัดสินใจหลบหนีออกจากโฮเลสโชเวีย และได้ไปแสวงบุญที่วัดแม่พระฉวีดำในโปแลนด์ ก่อนจะซ่อนตัวอยู่ที่ริบนิคและคราคูฟตามลำดับ แต่เพียงไม่กี่เดือน ท่านก็ตัดสินใจกลับมาที่โฮเลสโชเวียอีกครั้ง


เหตุการณ์ความคัดแย้งยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆ ในสงครามครั้งนี้ พระเจ้าซิกมุนตา ที่ 3 แห่ง โปแลนด์ ก็ได้มีบัญชาส่งกลุ่มทหารคอสแซคจำนวน 4000 นายไปช่วยรบกับฝ่ายคาทอลิก ฉะนั้นอเล็กซานดรา ลีโซฟสเกโก จึงคุมคอสแซคทั้งสี่พันนายออกเดินทางในทันที จนลุถึงชายแดนโมราเวีย พวกเขาก็ได้ทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนที่ไหนด้วยการเริ่มปล้นสะดมและเผาเมืองและหมู่ทุกที่ผ่านในแดนโมราเวีย จนมาในเดือนกุมภาพันธ์ ค..1620 พวกเขาก็มาใกล้โฮเลสโชเวีย

นับเป็นโอกาสเหมาะ ศัตรูของท่านจึงเริ่มเที่ยวประกาศไปทั่วว่าท่านเป็นคนพาพวกคอสแซคเหล่านั้นมา แต่ท่านไม่เกรงกลัวและได้จัดขบวนแห่ศีลไปเผชิญหน้ากับพวกทหารคอสแซคในทันที และเนื่องจากพวกคอสแซคเป็นชาวโปแลนด์ ซึ่งต่างล้วนยึดมั่นในพระศาสนจักร พวกเขาจึงไม่ได้เขาทำร้ายใคร แต่กลับลงจากหลังม้าและคุกเข่าลง พลางให้สัญญาว่าจะไม่ทำลายหมู่บ้านนี้ ส่งผลให้โฮเลสโชเวียจึงรอดปลอดภัยจากการทำลาย


แต่แม้จะหยุดกลุ่มคาทอลิกไม่ให้ทำลายหมู่บ้านได้ ท่านก็ไม่อาจหยุดกลุ่มโปรแตสแตนต์ได้ บีโทฟสกาได้โอกาสกล่าวหาว่าท่านเป็นกบฏ พร้อมยกว่าการไปแสวงบุญที่วัดแม่พระฉวีดำของท่านเป็นข้ออ้างเพื่อการไปติดต่อกับพวกกองกำลังต่างชาติ ท่านจึงต้องหนีไปซ่อนในปราสาท แต่ก็ถูกคนหักหลัง จนท่านต้องหนีหัวซุกหัวซุนเข้าไปในป่า และถูกจับ ถูกขัง ก่อนถูกนำขึ้นไต่สวนในศาลของโอโลมูนซู ที่นั่นท่านถูกบังคับให้ยอมรับสารภาพตามข้อหากบฏสามครั้งคือในวันที่ 13 , 17 และ 18 กุมภาพันธ์ เพื่อพวกเขาจะมีข้ออ้างในการข่มเหงคริสตัง แต่ท่านปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ พวกเขาจึงทรมานท่านด้วยการจับมัดขากับพื้น แล้วมัดมือด้วยเชือกที่เชื่อมกับล้อที่จะถูกหมุนเพื่อให้กระดูกหลุดจากข้อต่อหรือเส้นเอ็นขาด

ท่านน้อมรับการทรมานซ้ำๆนี้หลายๆครั้งด้วยความอดทน และยังคงหนักแน่นที่จะยืนยันความบริสุทธิ์ใจ ผู้ทำการทรมานจึงหันมาใช้คบไฟลนตามข้างตัวของท่าน และบีบศีรษะของท่านด้วยเครื่องบีบศีรษะ แต่ก็ยังไร้ผล ทหารของพระคริสตเจ้ายังคงนิ่งเงียบเช่นเดิม ลุถึงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ผู้สอบสวนได้ถามท่านว่า มันจะเป็นไปได้อย่างไรกันที่แกจะไม่รู้เรื่องนี้ แกบอกเราไม่ได้เลยหรือว่าเจ้าลอบกอวิทช์นายของแกพูดอะไรมั่งในระหว่างแก้บาป  ฟังดังนั้นท่านในฐานะสงฆ์ที่ต้องรักษาความลับของศีลอภัยบาป ก็ตอบอย่างกล้าหาญว่า ในฐานะที่มันคือความลับของศีลอภัยบาป พ่อไม่สามารถเปิดเผยมันได้ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่พ่อรู้ และพ่อก็ไม่อยากรู้ ไม่อยากคิดหรือจดจำมันด้วยซ้ำ และยิ่งเป็นตราประทับอันศักดิ์สิทธิ์ที่มิอาจล่วงเกินได้ของศีลศักดิ์สิทธิ์นี้ด้วย ดังนั้นแม้พ่อจะรู้ พ่อก็ขอเลือกถูกทรมานจนตายและกลับไปเป็นผงคุลีเสียดีกว่า นี่เป็นพระหรรษทานของพระเจ้าที่จะทนทรมาน ดีกว่าทำบาปด้วยการทุรจารธรรมล้ำลึกนี้เพียงชั่วครู่



ท่านจึงถูกทรมานต่อ แต่กระนั้นตลอดเวลาท่านเฝ้าสวดภาวนาอยู่เสมอเพื่อขอความเพียร ความอดทน และความกล้าหาญ ท่านคอยขาน เยซู มารีย์ แต่ผู้ทรมานท่านเข้าใจว่าท่านกำลังฝึกคาถาอยู่ พวกเขาจึงตัดสินใจจะล้างมนต์ดำตามที่เขาเข้าใจ ด้วยการโกนขนแมว โกนผมละหนวดของท่าน พร้อมเล็บเท้าของท่านมาเผาให้เป็นขี้เถ้า แล้วจึงนำมาผสมกับน้ำให้ท่านดื่ม หลังจากนั้นจึงค่อยนำตัวท่านออกจากเครื่องทรมานนั้น แล้วโยนเข้าไปในคุกในสภาพหมดสติ ปล่อยให้นอนรอความตายบนกองฟางในคุก

วันเวลาผ่านไปกับการสวดภาวนาและความบริสุทธิ์ใจ  จนลุถึง 17 มีนาคม ค..1620 ท่านก็ถึงแก่มรณกรรมอย่างสงบด้วยอายุ 43 ปี ร่างของท่านถูกฝัง ณ วัดพระนางมารีย์ โอโลมูนซู ตรงวัดน้อยนักบุญลอเรนซ์ ในฐานะมรณสักขี ผู้คนค่อยๆทยอยมาสวด ณ  หลุมของท่านเรื่อยๆ ยิ่งหลังสงครามสามสิบปีจบลงก็มีมากขึ้น ที่สุดจึงมีการเสนอนามท่านเป็นนักบุญ กระทั้งในวันที่ 6 พฤษภาคม ค..1860 ท่านจึงได้รับการบันทึกนามในสารบบบุญราศี โดยสมเด็จพระสันตะปาปาปีโอ ที่ 9 หลังจากนั้นเมื่อสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ทรงมีแผนจะเสด็จเยือนสาธารณรัฐเช็ค พระองค์ก็ทรงมีพระประสงค์จะสถาปนาท่านขึ้นเป็นนักบุญ


แต่เมื่อพระคุณเจ้าปาเวล เซเตตานา ทราบก็ทูลทัดทานไว้เนื่องจากเกรงจะเป็นการเปิดแผลเก่า แต่เมื่อทรงทราบดังนั้นพระองค์ก็ทรงตอบพระคุณเจ้าว่าพระองค์มีประสงค์จะแต่งตั้งบุญราศียังเป็นนักบุญก็เพราะต้องการแสดงถึงความอยุติธรรมและความขาดเมตตาจิตในอดีตของทั้งสองฝั่งควรจะถูกลืม และมีการขออภัยซึ่งกันและกัน ฉะนั้นในวันที่ 21 พฤษภาคม ค..1995 ในพิธีสถาปนาท่าน พระองค์จึงได้ทรงตรัสว่าในวันนี้ ข้าพเจ้า พระสันตะปาปาแห่งพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก ในนามของคริสตชาคาทอลิกทุกคน มาขออภัยสำหรับความผิดที่ได้ทำร้ายผู้ไม่ได้เป็นคริสตชนคาทอลิกในประวัติศาสตร์อันยาวนานของชนชาตินี้ เวลาเดียวกันข้าพเจ้าก็ขอมัดจำด้วยการอภัยจากพระศาสนจักรคาทอลิกสำหรับการเบียดเบียนบรรดาบุตรและธิดาของเธอ(พระศาสนจักร)”

ท่านทั้งหลายอภัยบาปของผู้ใดบาปของผู้นั้นก็ได้รับการอภัย ท่านทั้งหลายไม่อภัยบาปของผู้ใดบาปของผู้นั้นก็ไม่ได้รับการอภัยด้วย(ยอห์น 20:23) ผ่านพระวาจาข้อนี้พระสงฆ์จำนวนมากได้รับตราแห่งการอภัยบาป คุณพ่อยังก็คือหนึ่งในนั้น ท่านได้ตระหนักดีถึงข้อพระวาจานี้ ว่าท่านไม่เพียงแต่ต้องอภัยบาปตามที่พระเยซูเจ้าทรงประทานให้เท่านั้น แต่ท่านต้องปกปิดบาปเหล่านั้นตามที่พระศาสนจักรประกาศด้วย ดังนั้นแม้จะต้องแลกกับชีวิตของท่าน ท่านก็ยอม ซึ่งจากการอ่านเรื่องราวของท่านนี้ ท่านไม่เพียงแต่เป็นแบบอย่างของพระสงฆ์ที่ดี แต่ยังท่านยังกำลังเรียกร้องให้เราในฐานะคริสตชน ให้เข้าไปร่วมในการทำให้รหัสธรรมแห่งศีลอภัยบาปนี้ศักดิ์สิทธิ์ไป ด้วยการไปแก้บาปด้วย ใจ ไม่ใช่ด้วย ความเคยชินท่านกำลังเรียกร้องให้พวกเราให้เข้าไปหาพระคริสต์ในห้องแก้บาปด้วยใจเวทนาในสภาพวิญญาณของเราเอง ไม่ใช่ไปเพราะคนอื่นบอก และกำลังเรียกร้องให้เราเป็นมรณสักขีหรือพยานถึงพระเมตตาในศีลอภัยบาป เพื่อที่ว่า อัศจรรย์แห่งพระเมตตาได้ปรากฏขึ้นอย่างเต็มที่”(เทียบพระวาจาของพระเยซูเจ้าต่อนักบุญโฟสตินา) วันนี้ให้เราถามตนเองว่าในวันที่เราเข้าไปที่ห้องแก้บาปเรากำลังไปเพราะอะไร เพราะใจหรือคนอื่น อัลเลลูยา อัลเลลูยา


ข้าแต่ท่านนักบุญยัง ซาร์คันเดอร์ ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

"ซดิสลาวา" ชีวิตที่ส่องสว่าง


นักบุญซดิสลาวา แห่ง เล็มเบิร์ก
St. Zdislava z Lemberka
ฉลองในวันที่ : 1 มกราคม

เรื่องราวในวันนี้เป็นอีกเรื่องที่คงต้องเริ่มเหมือนนิยามปรัมปราที่เราๆเคยฟังว่า กาลครั้งหนึ่ง ณ ที่ราบสูงอันมีนามเชสโคโมราฟสกา ประเทศโมราวา (ประเทศทางประวัติศาสตร์ทางตอนกลางของยุโรป ปัจจุบันอยู่ในสาธารณรัฐเช็ก) เป็นที่ตั้งของเมืองหนึ่งชื่อว่า คริชานอฟ  เมืองนี้มีปราสาทอันงดงามที่ที่เรื่องราวที่เรากำลังจะเล่าจะได้เริ่มขึ้น เมื่อเสียงแรกของทารกที่ส่งสัญญาถึงชีวิตใหม่ดังขึ้นในครอบครัวของ พรีบีสลาฟ กับ เซบีลา สองสามีภรรยาผู้ร่ำรวยและศรัทธา

เราไม่อาจรู้แน่ถึงวันแห่งการเริ่มต้นนั้นได้ ก็คงได้แต่ประมาณว่าปีนั้นน่าจะราวๆปี ค..1220 สมาชิกใหม่ผู้นี้เป็นเพศหญิงและได้รับนามอันไพเราะว่า ซดิสลาวา พร้อมสัญชาติคือชาวโมราวา กาลเวลาต่อมาเมื่อให้กำเนิดซดิสลาวาแล้ว ครอบครัวนี้ก็ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่อีกถึงสี่คน จัดเป็นธิดาสามและบุตรหนึ่งคือ เอวเฟเม เอลิซกู ลีบูซี และเปตรา ทำให้ท่านจึงมีน้องสาวและน้องชายรวมสี่คนด้วยกัน


จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์ผันเป็นเดือน จากเดือนผันเป็นปี และจากปีหนึ่งเคลื่อนคล้อยเข้าปีหนึ่ง จากทารกก็เติบใหญ่เป็นเด็กสาวน้อยน่ารักในสภาพแวดล้อมของครอบครัวที่สมบูรณ์แบบในปราสาทในคริชานอฟ  และอาจที่ Brně ด้วยก็ได้ เพราะพรีบีสลาฟมีปราสาทที่นั่น ซึ่งตลอดเวลาที่ท่านเติบโตมาจนเป็นคนเคารพพระสงฆ์และนักบวชนั้น ทั้งสองก็เฝ้าสั่งสอนและให้การศึกษาแก่เด็กสาวตัวน้อยตามที่ควรจะได้รับมาตลอด

จนวันหนึ่งท่านก็ยินความสุขของชีวิตบรรดานักพรต ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของท่าน ใช่แล้ว ท่านปรารถนาจะพบความสุขเช่นนั้น ดังนั้นท่านจึงไม่รีอรอตัดสินใจจะเจริญรอยตามพวกเขา แม้เวลานั้นท่านจะมีวัยเพียง 7 ปี ท่านก็ได้ตัดสินใจหลบออกจากปราสาทเข้าไปในป่าใกล้ๆ เพื่อรำพึงถึงพระเจ้า อดอาหารและปฏิเสธบ้านในทันที แต่ท้ายสุดท่านก็กลับมา แต่บ้างก็เล่ากันว่าท่านถูกบังคับให้กลับ


กระนั้นก็ตามแม้ไม่อาจดำเนินชีวิตตามฝันได้ ความรักต่อความสันโดษและการระลึกถึงพระเจ้าก็ยังคงติดตัวท่านไปตลอดชีวิต  จวบจนเจริญวัยเป็นสาวงามท่านก็ปรารถนาจะเข้าอาราม  ปรารถนาจะดำเนินชีวิตสนิทกับพระ แต่เวลาเดียวกันท่านก็ปรารถนาจะแต่งงานและเป็นมารดา ท่ามกลาวความสับสนในใจนี้เอง ที่สุดครอบครัวก็จัดให้ท่านเข้าพิธีวิวาห์กับฮาวลา ลอร์ด แห่ง มาร์ควาร์ตีชง ผู้เป็นคนดีแต่หยาบคายแบบทหาร เจ้าของปราสาทอันโอ่อ่าในเล็มเบิร์ก ทางตอนเหนือของโบฮีเมีย  ซึ่งเป็นไปได้ว่าเวลานั้นอายุท่านอาจไม่ถึง 15 ปี เลยด้วยซ้ำ

ซึ่งหลังจากท่านเข้าพิธีสมรส ท่านก็ได้ย้ายไปอยู่บ้านสามีที่เล็มเบิร์ก และได้มีบุตรและธิดาร่วมกับเขาสี่คนคือฮาเวล มาร์เกตา ยาโรสลาฟ และ ซดิสลาฟ ขณะเดียวกันก็ได้เจริญชีวิตเช่นนักบุญ ทั้งในทางโลกและทางศาสนา แต่เป็นชีวิตคริสตชนแบบบูรณการที่ดำรงอยู่ด้วยความเชื่อ ความหวัง และความรักอย่างแท้จริง แม้นปราสาทจะมีเรื่องวุ่นวาย ท่านก็พบสันติอันเนื่องมาจากพระหรรษทานเสมอ และในฐานะภรรยาของดยุกแห่งแลมเบิร์ก ท่านก็มิได้ละเลยหน้าที่อันใดไป เช่นเดียวกันในฐานะภรรยาคนหนึ่งท่านก็รอบคอบในการดูแลครอบครัวของท่านเสมอ



มีบางคนเล่าว่า ท่านเกลียดการใสเสื้อผ้าหรูๆและงานเลี้ยง ท่านปรารถนาจะมีชีวิตอย่างเรียบง่ายและใช้เวลากับลูกๆที่น่าทั้งสี่คน จนถึงชนิดที่ว่าสามีท่านจะต้องยืนกรานให้ท่านแต่งชุดที่ดีที่สุดของท่านหรือไปร่วมงานเลี้ยงอันยาวนานและป่าเถื่อนตามที่เขาชอบ  เราคงคิดจินตนาการว่าท่านคงปฏิเสธเสียงแข็งแน่ แต่ผิดถนัด เพราะในทางกลับกันท่านกลับทำตามที่เขาเรียกร้องเพราะนี่คือกระแสเรียกของท่าน ทำดีที่สุดตามคำขอของสามี

ขณะเดียวกันกับการดูแลครอบครัวในฐานะศรีภรรยา ท่านก็มิได้ถือตนจองหองดั่งกิ้งก่าที่ได้ทอง ตรงกันข้ามท่านกลับถ่อมตนมาหาผู้ยากไร้ ท่านมอบทั้งเงิน อาหาร และยาแก่พวกเขาด้วยหัวใจ ไม่ว่าบรรดาผู้แสวงบุญ ผู้ยากไร้และเจ็บป่วย ก็ต่างได้รับการต้อนรับจากท่านด้วยความเตตา และการสนับสนุนเท่าที่ท่านทำได้ด้วยความสุภาพถ่อมตนเสมอ จนทำให้ท่านเป็นที่รักและเป็นที่รู้จักในนาม แม่คนจน  และก็ด้วยการปฏิบัติเช่นนี้บ่อยครั้งนี้เอง ก็ทำให้ท่านต้องขัดแย้งกับสามีบ่อยๆ



เวลาต่อมาเมื่อธรรมทูตชาวโปแลนด์สองคนคือนักบุญไฮอาซินธ์ และ บุญราศีเคสลาอุส  ได้นำคณะโดมินิกัน คณะใหม่แกะกล่องที่เพิ่มจะเริ่มไม่นานโดยนักบุญโดมินิก มาเผยแพร่เมื่อมาถึงแลมเบิร์ก  ท่านก็ได้ตัดสินใจสมัครเข้าเป็นสมาชิกขั้นสามของคณะ นับเป็นชาวสลาฟคนแรกที่ได้เป็นสมาชิกขั้นสาม และได้ร่วมกับสามีสร้างอารามนักบุญลอเรนซ์ขึ้นเพื่อคณะโดมินิกัน ซึ่งในการสร้างครั้งนี้ท่านก็ไม่ได้เพียงแค่สนับสนุนเพียงด้านทุนทรัพย์ แต่ท่านยังสนับสนุนด้วยแรงกาย ด้วยการขนคานและวัสดุเข้าไปยังสถานที่ก่อสร้าง ทุกๆคืนจนการก่อสร้างแล้วเสร็จ เพราะท่านอยากมีส่วนร่วมในงานนี้ ไม่ใช่เพียงด้วยทรัพย์ แต่ด้วยสองมือของท่านเอง

ขอกลับมาเล่าถึงชีวิตฝ่ายจิตของท่าน เราอาจกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่าความเชื่อของท่านไม่ได้อยู่ในระดับเด็กๆ ท่านเจริญชีวิตด้วยการสวดภาวนาและร่วมมิสซาพร้อมรับศีลทุกวันที่วัดของคุณพ่อคณะโดมินิกัน ซึ่งนับเป็นแปลกมากในสมัยนั้น และที่ปราสาทเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีวัดน้อย เช่นเดียวกันที่ปราสาทแลมเบิร์กมีวัดน้อยชื่อวัดพระตรีเอกภาพ ท่านใช่ที่นั่นเป็นที่ในการรำพึงเสมอ ไม่เพียงเท่านั้นท่านยังได้รับพระหรรษทานพิเศษคือการเห็นนิมิตและการเข้าฌานอีกด้วย

ปี ค..1241 นับเป็นปีแห่งความยากลำบากอีกปี เพราะกองทัพมองโกเลียได้กรีฑาทัพมายังยุโรป เริ่มจากทางตะวันออก ทหารมองโกได้ทำลายโมราวามาตุภูมิที่รักของท่าน เสียงร้องของสตรีที่ถูกข่มขืนดังระงม ผสมเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของผู้คนที่ถูกทำร้ายโดยไร้ความผิด ฉาบด้วยสีเปลวไฟแดงลุกโชกจากเผาทำลาย ผู้คนมากมายพากันอพยพหนีความป่าเถื่อนนี้ด้วยความหวาดหวั่น แต่ที่สุดการรุกรานก็หยุดลง ณ โฮสตีน อาศัยความช่วยเหลือของพระมารดาพระเจ้า ก่อนจะถึงโบฮีเมีย

ซึ่งก่อนถึงเวลาแห่งความสุกสันต์นั้น ท่านก็ได้เปิดปราสาทของท่านให้เป็นสถานหลบภัยแก่บรรดาผู้ลี้ภัย เวลาเดียวกันก็พยายามช่วยพวกเขาอย่างสุดกำลัง  แต่ขณะที่ท่านออกแรงช่วยผู้ลี้ภัยอย่างแข็งขัน สามีท่านก็กลับมองว่ามันมากเกินไป จนกระทั้งวันหนึ่งเหตุการณ์หนึ่งก็ได้เปลี่ยนเขาไปตลอด เมื่อเขาไปยังเตียงที่ท่านได้ยกให้ยาจกป่วยนอนในคืนที่ผ่านมา แต่แทนที่เขาจะประจักษ์ร่างของยาจนซกมก สายตาเขากับพบร่างของพระเยซูเจ้าถูกตรึงไม้กางเขนแทน เหตุการณ์นี้สร้างความประทับใจเขามาก จนเขากลับมาสนับสนุนท่านและได้ช่วยให้ท่านสร้างอารามคณะโดมินิกันขึ้นที่เมืองตูรนอฟขึ้นในประมาณปี ค..1250



อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับกิจการเมตตาของท่านที่เราไม่ทราบว่าเวลาแน่นอน คือการที่ท่านได้ชักชวนสามีสร้างบ้านพักสำหรับผู้แสวงบุญยากไร้ที่ไม่มีที่พักขึ้น โดยมีตัวท่านเองเป็นทั้งพยาบาลและหมอ ซึ่งผ่านหน้าที่เหล่านั้นเอง ท่านก่ออัศจรรย์ไว้จำนวนมากมาย ห้าคนตายฟื้นเดชะฤทธิ์พระเจ้า หลายคนตาบอดได้มองเห็น คนอ่อนเปลี้ยและคนโรคเรื้อนได้รับการรักษา และมากมายอัศจรรย์ต่อคนจน และในเวลานี้ผู้มาเยือนปราสาทแลมเบิร์กยังคงสามารถมาดูน้ำพุของนักบุญซดิสลาวา ที่ตั้งอยู่ด้านล่างของปราสาท ซึ่งเป็นที่เชื่อกันว่าท่านได้ใช่น้ำนี้รักษาคนป่วยด้วยโรคตามาแล้ว

ไม่เพียงแต่ผู้ยากไร้ ท่านยังแวะเวียนไปเยี่ยมบรรดานักโทษในคุกใต้ดินอันน่ากลัวและใช้อิทธิพลของท่านในการลดโทษพวกเขา ไม่เพียงเท่านี้ท่านยังสอนคำสอนให้บรรดาลูกหลานคนรับใช้อีกด้วย ซึ่งผ่านกิจการเรานี้ เราสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากเลยว่าชีวิตของท่านเต็มไปด้วยความรักที่มีต่อพระเจ้าและผู้คน ชีวิตท่านเอ่อล้นไปด้วยความปรารถนาความรอดของวิญญาณ และอำนาจอัศจรรย์ผ่านฤทธิ์กุศล ท่านค้นพบการพลีกรรมผ่านงานมากมายภายในการดูแลครอบครัวและปราสาทอันโอ่โถง


ท่านไม่ได้มีชีวิตอยู่สูง ท่านมีสุขภาพเปราะบางและใช้เวลาหมดไปกับภารกิจในชีวิต ดังนั้นหลังจากมีชีวิตที่ยอดเยี่ยมกับสามีและลูก และมีชีวิตที่เต็มไปด้วยฤทธิ์กุศล ท่านก็ได้คืนวิญญาณไปหาพระเป็นเจ้าอย่างสงบ ณ ปราสาทเล็มเบิร์ก ในปี ค..1252 ด้วยอายุประมาณ 27-30 ปี ร่างของท่านก็ถูกฝังไว้ ณ ห้องใต้ดินวัดนักบุญลอเรนซ์ที่ท่านสร้างจวบจนปัจจุบัน หลังพิธีปลงศพ ท่ามกลางความโศกเศร้าของบรรดาผู้ยากไร้และผู้ลี้ภัย และมีเรื่องเล่าว่าหลังท่านสิ้นใจแล้วท่านก็ได้ประจักษ์มาปลอบใจสามีของท่านพร้อมได้มอบเสื้อคลุมสีแดงของท่านเป็นเครื่องหมายก่อนจากไป ซึ่งทำให้เขาได้กลับใจในที่สุด

หลังจากนั้นในวันที่ 28 สิงหาคม ค..1907 สมเด็จพระสันตะปาปาปีอุส ที่ 10 ก็บันทึกนามท่านในสารบบบุญราศี และในวันที่ 21 พฤษภาคม ค..1995 ระหว่างการเสด็จเยือนสาธารณรัฐเช็กของสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 พระองค์ได้ทรงสถาปนาท่านขึ้นเป็นนักบุญ รวมระยะเวลาตั้งแต่ท่านสิ้นใจแล้ว 743 ปี ให้เรามองดูประจักษ์พยานความสว่างของนักบุญซดิสลาวา แม่ของครอบครัว ผู้ร่ำรวยไปด้วยผลงานทางศาสนาและเมตตา พระดำรัสพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2




ถ้าผู้ใดติดตามเราโดยไม่รักเรามากกว่าบิดามารดา ภรรยา บุตร พี่น้องชายหญิง และแม้กระทั้งชีวิตของตนก็เป็นศิษย์ของเราไม่ได้(ลูกา 14:26) ผ่านการใคร่ครวญของพระวาจาในวันนี้จากคำอธิบายของคุณพ่อสมเกียรติ ตรีนิกร และจากความคิดตัวเองก็ทำให้ผมคิดได้ว่า พระวาจาในวันนี้ได้บอกเราคล้ายๆกับพระวาจาของเมื่อวาน คือเกี่ยวกับการเลือกความต้องการของพระ หรือสาละวนกับความต้องการของเรา(ข้อผูกมัดฝ่ายโลก) และนักบุญซดิสลาวานับเป็นแบบอย่างที่แจ่มชัดสุดสำหรับเรื่องนี้ ท่านได้เลือกที่จะออกไปช่วยผู้ขัดสนผู้ที่ต้องการความเมตตาเป็นอันดับหนึ่ง คือ เลือกที่จะเป็นภาพสะท้อนของพระคริสต์ไปยังพี่น้องผู้ยากไร้ เลือกที่จะปฏิบัติตามกฎทองที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้นั่นคือ รักพระสุดใจ สุดความคิด สุดปัญญา รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเองแม้จะถูกสามีปราม และแม้จะมีฐานันดรสูงแค่ไหนก็ตาม ท่านก็ไม่ได้หยุดงานเหล่านี้ ชวนให้เราคิดว่าในหลายๆครั้งเมื่อเราพบคนกำลังทุกข์ยาก ขณะเรากำลังมีความสุขหรือมีนัดกับคนรู้จัก คนในครอบครัว เราได้เลือกทำเช่นไรลงไป เลือกที่จะรักพระมากกว่าคนรู้จัก/ครอบครัวคือไปช่วยเขา หรือเลือกที่จะรักคนรู้จัก/ครอบครัวมากกว่าคือเดินผ่านไป คำถามคือคำถามที่ถูกตั้งขึ้นจากประวัติของท่าน บัดนี้นักบุญซดิสลาวาได้ตอบในส่วนของท่านแล้ว แล้วเราละเลือกข้อไหนกัน อัลเลลูยา อัลเลลูยา


ข้าแต่ท่านนักบุญซดิสลาวา แห่ง เล็มเบิร์ก ช่วยวิงวอนเถิด

ข้อมูลอ้างอิง

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...