วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559

"คุณพ่อฟาเลนตินุส" แสนชั่วโมงเพื่อพระเมตตา


บุญราศีฟาเลนตินุส ปากาย
Bl. Valentinus Paquay
ฉลองในวันที่ : 1 มกราคม

คุณพ่อฟาเลนตินุส ปากาย มีนามเดิมว่า ยอง ลูอิส ปากาย ท่านเป็นลูกคนที่ห้าจากบรรดาบุตรธิดาสิบเอ็ดคนนายเฮ็นดริก ปากาย กับ นางอันนา เนเฟอ สองสามีภรรยใจศรัทธา ที่ได้รับการปลูกฝังเรื่องความรักต่อทั้งพระและเพื่อนมนุษย์มาจากทั้งครอบครัวของทั้งสอง  ท่านเกิด ณ หมู่บ้านกูมาร์กท์ เมืองโตงเงอเริน ทางใต้ของมณฑลลิมเบิร์ก ในประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ค..1828 ที่ครอบครัวท่านอาศัยทำอาชีพชาวนา

ชีวิตในวัยเยาว์ของท่าน อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของการสวดภาวนา การทำงาน และความมุมานะ อันเป็นหนึ่งในมรดกที่ทั้งครอบครัวปากายและครอบครัวเนเฟอได้สานต่อกันมารุ่นสู่รุ่น ที่ท่านสูดอย่างเต็มปอดมาตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตาดูโลก และเมื่อจบชั้นประถมศึกษาแล้ว จากโรงเรียน ท่านก็ได้เข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษา ใน โรงเรียนของคณะกาโนน เรกูลาร์ แห่ง นักบุญออกัสติน ในเมือง เพื่อศึกษาต่อด้านวรรณกรรม


จนท่านมีวัยได้ 17 ปี ในปี ค..1845 ท่านก็ได้เข้าบ้านเณรนักบุญทรอนด์ แต่ท่ามกลางความหวังของทั้งครอบครัวที่จะเห็นท่านได้เข้าบ้านเณรใหญ่ที่เมืองลีแยฌ ท่านก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ที่จะเลือกเดินทางใหม่ เพราะบัดนี้ท่านได้พบ กระแสเรียกแท้จริง ของท่านแล้ว ไม่ใช่การเป็นพระสงฆ์พื้นเมือง แต่มันคือการเป็นกุลบุตรของนักบุญฟรานซิส แห่ง อัสซีซีต่างหากละ ดังนั้นด้วยเหตุฉะนี้ภายหลังจากได้รับอนุญาตจากมารดา เพราะบิดาท่านสิ้นใจไปตั้งแต่ปี ค..1847แล้ว ในวันที่ 3 ตุลาคม ค..1849 ท่านก็เริ่มเป็นนวกะของคณะภารดาน้อย ที่ อารามเมืองติลท์ ด้วยนามใหม่ว่า ภารดาฟาเลนตินุส

ท่านได้เข้าพิธีปฏิญาณตนในวันที่ 4 ตุลาคม ก่อนจะถูกส่งไปเรียนต่อด้านเทววิทยา ใน เมืองเบ็กเค็นเฮ็ม และที่สุดท่านจึงได้รับศีลบรรพชาในวันที่ 10 มิถุนายน ค..1854 เมืองลีแยฌ หลังจากนั้นคุณพ่ออธิการจึงได้ส่งท่านไปยังเมืองฮัสเซลท์ ในฐานะผู้ดูแลและผู้แทนคณะ ซึ่งระหว่างนั้นในปี ค..1890 และ ค..1899 ท่านก็ได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าคณะแขวงของคณะ
    

และในฐานะเหล่านี้ งานแรกของท่านก็คือ การอุทิศตนทำงานแพร่ธรรมและเทศน์อย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ชนิดที่เรียกกันว่า นอน สต็อบ คำพูดของท่านไม่ใช่คำพูดสวยหรู แต่คือคำพูดง่ายๆ ที่โน้มน้าวใจทุกคนที่ได้ฟัง ที่ทำให้ท่านกลายเป็นที่นับหน้าถือตาของบรรดาสัตบุรุษ แต่อย่างไรก็ตาม ท่านก็ต้องหยุดงานเช่นนี้ลงในปี ค..1864 เมื่อท่านมีอาการไอเป็นเลือด

ฉะนั้นท่านจึงได้รับมอบหมายงานใหม่ที่ไม่ต้องใช้เสียงแทนในอาราม และนั่นก็คือจุดเริ่มต้น ของการอุทิศตนอย่างจริงจังต่อพันธกิจแห่ง การฟังแก้บาปของท่าน ที่ต้องอยู่ทั้งในที่แก้บาปและที่บ้านคนป่วยหรือใกล้ตายยามมีคนมาตาม ซึ่งในฐานะนี้ ท่านก็พร้อมเสมอที่จะปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือวิญญาณนี้อย่างแข็งขัน ไม่ว่าเวลาไหน ท่านพร้อมต้อนรับทุกๆคนด้วยความยินดีเสมอ จนมีหลายคนเปรียบว่าเป็นดั่งตำบลอาร์สที่มีนักบุญยอห์น มารี เวียนเนย์ อยู่ ซึ่งจากคำของพยาน หลายคนยืนยันว่าท่านได้รับพระพรหยั่งรู้มโนธรรม การทำนายและการเจาะใจ  หลายครั้งต่อหลายครั้งเมื่อมีผู้ฟังแก้บาปลืมสารภาพบาป ท่านก็จะสามารถเอ่ยบาปนั้นออกมาได้อย่างถูกต้อง


มีการกล่าวกันว่าเป็นเวลานับแสนชั่วโมง ที่ท่านนั่งรับฟังทุกคนอย่างเงียบๆด้วยความเรียบง่าย คอยปลอบประโลมใจพวกเขา ด้วยรักชนิดไม่มีกั๊ก ในห้องแก้บาปตั้งแต่ที่วัดพระนางมารีย์ วัดประจำเมืองฮัสเซลท์ ที่ท่านประจำในตู้แก้บาปซึ่งปัจจุบันก็ยังคงอยู่ที่วัดนี้ ในที่เดิมของมันทางขวามือของตัววัด ท่านประจำอยู่ที่นี่ในช่วงระหว่างปี ค..1858-..1867 และที่อารามฟรังซิสกัน ที่ท่านย้ายไปตั้งแต่ ค..1867 จนเราอาจกล่าวได้เลยว่าท่านได้ทำให้แก้บาปของพวกเขาไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ของศีลอภัยบาป ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไร ที่พระสงฆ์คนนี้จะมีความหมายมากมายแก่ชาวฮัสเซลท์ทุกคน

ความศรัทธาพิเศษ ท่านมีความศรัทธาเป็นพิเศษต่อศีลมหาสนิท ท่านถือเป็นอีกหนึ่งคนที่สนับสนุนการรับศีลบ่อยๆ นอกจากนั้นท่านยังมีความศรัทธาเป็นพิเศษต่ออีกสองสิ่งคือหนึ่งดวงพระหฤทัย ที่ท่านมักรำพึงถึงบ่อยๆ ทั้งยังเผยแพร่ความศรัทธานี้ให้กับกลุ่มคณะฟรังซิสกันขั้นสาม ซึ่งท่านเป็นจิตตาธิการให้ถึง 26 ปีอีกด้วย และสองคือความศรัทธาเป็นพิเศษต่อพระมารดาเจ้า ที่ท่านรู้จักดีมาตั้งแต่วัยเยาว์ ที่บรรดาสัตบุรุษ ณ บ้านเกิดของท่านเรียกขานว่า เหตุแห่งความยินดี


ซึ่งในฐานะฟรังซิสกัน ท่านก็ได้มอบความศรัทธาเป็นพิเศษต่อนาม “ผู้ปฏิสนธินิรมล” รหัสธรรมล้ำลึกที่ได้รับการประกาศในปีเดียวกับกับที่ท่านได้รับศีลอนุกรม ซึ่งความศรัทธานี้แรงกล้ามากถึงขนาดที่ว่า ในโอกาสครบรอบห้าสิบปีของการประกาศ แม้จะป่วยหนักแค่ไหนท่านก็ลุกมาถวายมิสซาในวันนั้นให้ได้ และนอกจากความศรัทธาเหล่านี้แล้ว สิ่งสุดท้ายที่ทุกวันของท่านขาดไม่ได้เลย นั่นก็คือการเดินรูป รำพึงถึงพระมหาทรมานของพระคริสตเจ้า

ในช่วงสุดท้ายของชีวิต แม้จะเป็นต้อกระจก และมีปัญญาเรื่องหัวใจในปีสุดท้ายของชีวิต ท่านก็ยังคงฟังแก้บาปอย่างไม่หยุดหย่อน กระทั้งสามสัปดาห์สุดท้ายบนโลกนี้ของท่าน ท่านจึงหยุดฟังแก้บาปและหยุดงานต่างๆ เพื่อพักรักษาตัวอยู่ที่ห้องโดยจะคอยมีพระสงฆ์มาส่งศีลให้ท่านทุกวันที่เตียง จนถึงวันที่ 1 มกราคม ค..1905 ท่านก็คืนวิญญาณไปหาพระเป็นเจ้าอย่างสงบด้วยวัย 77 ปี จากโรคมะเร็ง


ภายหลังพิธีปลงศพที่มีผู้คนมาร่วมอย่างคับคั่ง ร่างของท่านก็ถูกฝังที่สุสานเก่าประจำเมือง ซึ่งไม่นานก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นสถานที่แสวงบุญของผู้เคารพใน คุณพ่อน้อยผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งฮัสเซลท์’ หลังจากนั้นในปี ค..1926 ก็ได้มีการย้ายร่างของท่านมายังบริเวณที่เรียกกันว่ามินเดอร์บรูเดอร์สตราทในเมืองฮัสเซลท์ ที่มีการสร้างวัดน้อยขึ้นเพื่ออุทิศแด่ท่านข้างๆวัดของคณะ และหลังจากมีอัศจรรย์ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน ค..2003 สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ก็ทรงบันทึกนามท่านไว้ในสารบบบุญราศี

เราจะเป็นเหมือนน้ำค้างสำหรับอิสราเอล เขาจะผลิดอกเหมือนดอกลิลลี่ เขาจะหยั่งรากเหมือนต้นสนสีดาร์แห่งเลบานอน กิ่งก้านของเขาจะแผ่ขยาย เขาจะงดงามเหมือนต้นมะกอกเทศ และมีกลิ่นหอมเหมือนเลบานอน(โฮเชยา 14:6-7) นี่คือพระสัญญาของพระเจ้าต่อชนชาติอิสราเอลที่ขณะนั้นได้หลีกลี้ไปจากพระองค์ผู้ทรงเป็นต้นธารแห่งชีวิต พระสัญญาที่ได้บอกถึงผลแห่งการชิดสนิทกับพระเป็นเจ้า พระสัญญาซึ่งในเวลานี้ไม่จำกัดแม้แต่ต่อชนชาติอิสราเอล แต่เป็นพระสัญญาที่มอบแด่เราทุกๆคนที่ถูกบาปเข้าแทรกกลางระหว่างเรากับพระ จนความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระค่อยๆหมางเมินไป ความสัมพันธ์ที่พระองค์ทรงเปรียบในรูปของสามีและภรรยา



คุณพ่อฟาเลนตินุสได้ตระหนักถึงผลแห่งการชิดสนิทกับพระเป็นอย่างดี ท่านจึงได้อุทิศตนอย่างร้อนรนในการนั่งฟังแก้บาปเป็นเวลานาน เพราะอาศัยการถ่อมใจไปแก้บาปช่องว่างระหว่างเรากับพระผู้ทรงเป็นน้ำค้างสำหรับแดนเนรเทศนี้ก็จะยิ่งแคบลง จนที่สุดก็จะหายไป ฉะนั้นเวลานี้ชีวิตของคุณพ่อจึงได้เรียกร้องให้เราหมั่นไปแก้บาปอย่างดีเพื่อที่ว่า อาศัยการคืนดีกับพระนี้ เราก็จะได้สัมผัสถึงความรักที่ลุกร้อนของพระ พระเมตตา และพละกำลังที่จะก้าวออกไปรักและให้การคืนดีกับผู้อื่นสมดังเจตนารมณ์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสที่มีต่อปีศักดิ์สิทธิ์นี้ ท้ายสุดนี้ขอให้ไฟแห่งรักที่เราได้สัมผัสจากศีลอภัยบาป ได้รุนเร้าเราทุกคนให้ไม่อาจอยู่เฉยๆได้ จนจำต้องนำความรักนี้ไปมอบแก่คนอื่นๆด้วยเทอญ อาแมน


ข้าแต่ท่านบุญราศีฟาเลนตินุส ปากาย ช่วยวิงวอนเทอญ


ข้อมูลอ้างอิง

วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2558

"คัธริน ฌาร์รีเยอ" เมอเน็ต แห่ง โมริยัค


บุญราศีคัธริน ฌาร์รีเยอ
Bl. Catherine Jarrige
ฉลองในวันที่ : 4 กรกฎาคม

ท่ามกลางบรรดาป้ายจารึกสลักนามผู้วายชนม์มากมายในป่าศักดิ์สิทธิ์ หรือ สุสานของโมริยัค จะมีหลุมหนึ่งสลักว่า กาติน็ง เมอเน็ตต์ เป็นหลุมที่พิเศษกว่าหลุมอื่นๆ กล่าวคือเหนือหลุมนี้ไม่เคยร้างลาดอกไม้นานาพันธุ์เช่นหลุมอื่นมามากกว่าร้อยห้าสิบปี นับตั้งแต่ คัธริน ฌาร์รีเยอจากชาวบ้านโมริยัคไปอย่างไม่มีวันกลับ ดอกไม้เหล่านี้มาจากไหน ใครเล่าคือกาติน็ง เมอเน็ตต์ แล้วคัธริน ฌาร์รีเยอคือใครกัน

คำตอบหาได้จากบ้านหลังหนึ่งในดูมิส(ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ชาลวิกยัค) หมู่บ้านในจังหวัดก็องตาล แคว้นโอแวร์ญ ของประเทศฝรั่งเศส บ้านที่มีสภาพชั้นแรกเป็นห้องเดียวมีมุมเตาผิงตามแบบฝรั่งเศสเรียก ก็องตู ซึ่งใช้ประกอบอาหาร ให้ความสว่างและความอบอุ่นแก่บ้าน ส่วนชั้นบนเป็นห้องใต้หลังคาซึ่งยากต่อใช้ชีวิตนัก เจ้าของบ้านคือนายปีแอร์ ฌาร์รีเยอ กับนางมารี เซอลาเยร์ สองสามีภรรยาที่ชีวิตอัตคัดนัก ดังนั้นทุกๆวันปีแอร์ซึ่งเป็นเกษตรกรต้องตื่นแต่เช้า ออกไปทำหนัก เพื่อจะหาเงินมาจุนเจือครอบครัวของเขาที่ไม่ได้มีแต่งเพียงภรรยา แต่ยังมีลูกๆอีกถึงหกคน



นี่แหละคือสภาพที่เด็กหญิงคนหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นในวันที่ 4 ตุลาคม ค..1754 เด็กหญิงผู้เป็นลูกคนสุดท้องจากบรรดาลูกชายสามคนและลูกหญิงสี่คนของปีแอร์กับมารี เด็กหญิงผู้ที่เมื่อพระสงฆ์ถามว่าพวกเขาปรารถนาให้เด็กน้อยล้างบาปในชื่ออะไร ทั้งสองก็ได้ตอบว่า คัธริน ตามนามของนักบุญแคเธอรีน แห่ง ซีเอนา เด็กหญิงผู้มีชีวิตในวัยเยาว์ไม่ได้แต่งต่างไปจากเด็กชาวไร่จนๆคนหนึ่ง

ดั่งที่กล่าวไปแล้ว ในวัยเยาว์ชีวิตของท่านก็เหมือนเด็กชาวไร่คนอื่นๆ ท่านสวมเสื้อผ้าง่ายๆเก่าๆ มีชีวิตกลางแดด นิสัยซื่อๆ  องก์ความรู้ต่างๆทั้งการดำรงชีวิตและศาสนาก็ไม่ได้มาจากการเข้าเรียน ที่สมัยนั้นก็ไม่ใช่เรื่องบังคับอะไร แต่ล้วนมากจากบิดามารดาที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น กระนั้นท่านก็พออ่านออกบ้าง และแม้ครอบครัวจะอัตคัดแค่ไหน ความสุขก็ไม่ได้ตีค่าจากเงิน ท่านมีความสุขทั้งที่บ้านที่ท่านเริ่มช่วยงานตั้งแต่อายุได้เพียงเก้าปี และที่ทุ่งที่ท่านช่วยต้อนแพะต้อนแกะไปกินหญ้าพร้อมพี่และเพื่อนๆบ้านใกล้เรือนเคียง



ท่านเป็นเด็กร่าเริง หุนหันพลันแล่น และซุกซนพอควร หลายๆครั้งระหว่างเล่นกับเพื่อนๆ ท่านก็มักโกงเพื่อนด้วยกลวิธีของท่านเอง จึงไม่แปลกที่จะมีเรื่องทะเลาเบาะแว้งระหว่างท่านกับเพื่อน และก็แน่นอนท่านก็ไม่เคยยอมเป็นฝ่ายแพ้เป็นอันขาด บางทีท่านก็ลักเปิดประตูทุ่งหญ้า ไม่ก็ทำช่องตรงผนัง เพื่อให้เมื่อฝูงสัตว์ของฝ่ายตรงข้ามถูกต้อนมาเลี้ยง ก็จะมีบางตัวหลุดออกไปในบริเวณข้างเคียง ท่านเล่าการเล่นแผลงๆของท่านแบบนี้ก็ทำให้หลายๆครั้ง พวกท่านก็ต้องเสียน้ำตากันเลยทีเดียว

และสืบเนื่องจากฐานะทางการเงินของครอบครัวฌาร์รีเยอไม่ได้ดีอะไรนัก ปีแอร์และมารีก็จำต้องแก้ปัญหาด้วยการส่งลูกๆไปทำงาน ดังนั้นเมื่อท่านมีวัยได้ประมาณ 10 ปี ท่านก็ถูกส่งไปทำหน้าเป็นคนใช้ที่บ้านของเพื่อนบ้าน ซึ่งที่นั่น ท่านก็สามารถทำงานนั้นได้อย่างดี จนกลายเป็นที่นิยมชมชอบของเจ้านาย ส่วนการรับศีลมหาสนิทครั้งแรกของท่านนั้นจัดขึ้นในช่วงท่านมีอายุประมาณ 12-13 ปี และท่านก็ได้เตรียมตัวเพื่อการนี้เป็นอย่างดี กระทั้งหลังรับศีลแล้ว ชีวิตฝ่ายจิตของท่านก็ได้เติบโตขึ้น ท่านเริ่มสวดภาวนาด้วยความร้อนรนและจริงใจ


22 ธันวาคม ค..1767 ความทุกข์ครั้งใหญ่ก็มาถึงท่านและครอบครัวอีกครั้ง เมื่อมารดาของท่านมาสิ้นใจลงขณะท่านมีอายุเพียง 13 ปี สองเดือน มันนับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับเด็กสาวอย่างท่าน ที่มีชีวิตค้นแค้น ซ้ำยังต้องถูกพรากจากชีวิตครอบครัวตั้งแต่อายุเพียง 10 ปีเพื่อไปทำงาน แต่กระนั้นเหตุการณ์นี้ก็ไม่ได้ทำร้ายท่าน ตรงข้ามมันกลับหล่อหลอมวิญญาณของท่านให้เข้มแข็งและกล้าหาญมากขึ้น

มีสุภาษิตฝรั่งเศสบทหนึ่งกล่าวว่า นักบุญที่มีความเศร้าก็คือนักบุญที่น่าเศร้า แต่ท่านเป็นนักบุญที่มีความสุข แม้จะผ่านเรื่องร้ายๆมาแค่ไหน ท่านก็ไม่เคยหมดความร่าเริงสดใส ความขี้เล่น ท่านเรียนรู้ที่จะเต้นรำตั้งแต่เล็กๆ และก็ชอบในมันมากๆ ชนิดจัดมันเป็น กิจกรรมยามว่าง ของท่าน ท่านเล่าว่า ฉันจะไปทุกที่การล้อมกองไฟ การเต้นรำ การเต้นบาล มูเซตเตอ



แต่ที่ท่านชอบที่สุดเห็นจะเป็นการเต้นแบบที่เรียกกันว่า บูร์เรท่านเคยกล่าวในภายหลังว่า ฉันอยากให้คนไปแก้บาปบ่อยๆเท่ากับที่ฉันไปเต้นบูร์เร และด้วยกิจกรรมยามว่างนี้เองที่ทำให้เกิดปัญหาในช่วงการเปิดกระบวนการของท่าน ในช่วงปี ค..1911-..1930 เพราะความคิดที่ว่ามันไม่เหมาะที่นักบุญจะเต้นรำ พยานหลายคนต่างเน้นเรื่องนี้ซ้ำยังย้ำว่ามันไม่เหมาะสม ตัดกลับมาที่ท่าน ท่านยังคงเป็นขาแดนซ์มาเรื่อยๆกระทั้งท่านตระหนักได้ว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ท่านมารับใช้ผู้อื่น ท่านก็ละทิ้งการเต้นที่ท่านรักในทันที

ขณะอายุ 20 ปี ท่านก็ย้ายไปอยู่กับพี่ตัวเน็ตต์ที่โมริยัค และเริ่มทำงานเป็นช่างถักลูกไม้ตามที่เคยเรียนมา ก่อนสมัครเป็นสมาชิกขั้นสามของคณะโดมินิกัน ท่านจึงกลายเป็น เมอเน็ตต์หรือสตรีผู้ถวายตนต่อพระ แต่ไม่ได้เจริญชีวิตในอาราม ปกติแล้วเมอเน็ตต์จะมีพันธกิจคือการช่วยคนยากไร้ทั้งฝ่ายกายและฝ่ายจิต และการร่วมกันสอนคำสอน ธรรมนูญของกลุ่มจะระบุเวลาสวดภาวนและเวลามามิสซา ซึ่งในโมริยัคจะมีเมอเน็ตต์อยู่สี่กลุ่มคือ กลุ่มแม่พระ กลุ่มนักบุญฟรังซิส กลุ่มนักบุญอักแนส และกลุ่มนักบุญโดมินิก



ซึ่งท่านก็เลือกเข้ากลุ่มนักบุญโดมินิก และเริ่มอุทิศตนเพื่อคนยากไร้ คนป่วย ท่านใช้เวลาตลอดชีวิตที่เหลือของท่านส่วนใหญ่ไปกับการรับบริจาคจากบรรดาผู้ดีทั้งหลายในโมริยัค ท่านจะเที่ยวเข้าไปตามบ้านต่างๆ พร้อมด้วยผ้ากันเปื้อนที่มีกระเป๋าหนังใบใหญ่สองใบ และเปิดกระเป๋าออกด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับพูดอย่างร่าเริง อาทิ มาใส่เร็วสิคะ มาใส่เร็วสิคะ ไม่ก็ สวัสดีค่ะ คุณผู้หญิง ฉันจะกลับมาอีกแล้ว โอ้ อย่าได้โกธรไปเลยนะคะ

และแน่นอนว่าหลายครั้งคุณหญิงคุณนายเหล่านั้น ก็ไม่ค่อยพอใจเท่าไรนัก แต่ท่านก็ไม่เคยหวั่น ท่านยังคงยิ้มและยังคงอยู่ที่นั่น จนกว่าท่านจะได้รับบริจาค แม้บางครั้งเหล่าคุณหญิงเหล่านั้นจะปรี๊ดแตก ท่านก็จะตะโกนบอกเหล่าคุณหญิงนั้น เช่น โอ้คุณคะ คุณผู้หญิงผู้แสนดี คุณผู้ชายที่แสนดี พวกท่านล้วนมีทุกอย่างที่ท่านต้องการแล้วไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ขนมปังขาว ไวน์ชั้นเลิศ และไฟอันแสนอบอุ่น ท่านช่างคิดถึงบรรดาผู้ต้องสิ้นใจเพราะความหิวโหยและหนาวเย็นน้อยเสียจริง ขอโปรดอย่าทำเช่นนั้นเลย เชิญมาเถิด มาบริจาคและให้ของทานแก่ฉันเถิด และเรื่องก็จะจบด้วยการที่ท่านจะได้รับของบริจาค ดังนั้นท่านจึงมีทั้งไส้กรอก ขนมปัง ผลไม้ และเสื้อผ้าสำหรับบรรดาผู้ยากไร้และผู้ป่วยไข้ เพราะว่าแม้หัวใจที่แข็งที่สุดก็ยังต้องแพ้ต่อรอยยิ้มของกาติน็งส์ผู้นี้



ซึ่งในฐานะเพื่อนของคนยากจน ท่านก็เจริญชีวิตอยู่ในความยากจนอย่างแท้จริง แม้หลายต่อหลายครั้งท่านจะได้เสื้อผ้าหรือรองเท้าใหม่ๆมาใช้ แต่ไม่ช้าของเหล่านั้นก็จะถูกมอบแด่คนยากไร้ และไม่เพียงเครื่องใช้ อาหารเองท่านก็ยังสละให้คนยากไร้อีกด้วย

นอกนี้ระหว่างเดินบนถนนหากท่านพบเด็กกำพร้า หรือเด็กน้อยผู้ยากไร้ ป่วย มอมแมม และสั่นเทาด้วยอากาศหนาว ท่านก็จะรีบจูงมือเขากลับไปที่บ้านของท่านไม่ก็บ้านคนที่มีจิตใจเมตตาแถวๆนั้น ก่อนจะหาอะไรมาทำให้ตัวพวกเขาอุ่น เวลาเดียวกันนำอาหารมาให้ พร้อมช่วยซ่อมแซมเสื้อผ้าของพวกเขา จนถึงเวลากลับบางครั้งท่านก็อาจจะแถมขนมปัง ไม่ก็หมวกปีก หรือเสื้อ หรือหมวกแก็ป หรือรองเท้าติดมือพวกเขาไปด้วย


ส่วนสำหรับคนป่วยแล้ว ท่านก็เป็นทั้งพยาบาลและเพื่อนฝ่ายจิตของผู้ป่วย เพราะในเวลาเดียวกันกับที่ท่านสนใจเรื่องการฟื้นตัวของร่างกาย ท่านก็สนใจการฟื้นฟูของจิตใจด้วย ท่านมักแสวงหาบรรดาผู้ป่วยที่จวนจะสิ้นใจผู้ต่อต้านพระเจ้าหรือพระศาสนจักร ซึ่งเมื่อพบเหตุการณ์เช่นนี้ท่านก็จะรีบวิ่งไปยัง และหากมีใครถามว่าท่านจะไปไหนท่านก็ตอบในเวลานั้นว่า ฉันจะไปนำเพลงสวด อันเป็นการสื่อคล้ายบอกว่า ท่านนี้จะไปพูดคุยกับชายคนนั้น หญิงคนนั้น เพื่อเปิดหัวใจของพวกเขาไปสู่ความเชื่อ

แม้กิจการของท่านล้วนเป็นกิจการที่เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่กำลังของท่านในการทำสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ใช่มาจากคำเยินยอพวกนี้ แต่มันมาจากคำภาวนา ที่เป็นประดุจตาน้ำพุทรงชีวิตของท่าน ท่านจะสวดไม่เพียงแต่ที่วัด หรือที่บ้าน แต่ยังสวดแม้กระทั้งบนถนน เพราะทุกๆที่ล้วนเป็นที่ประทับของพระเจ้าได้ทั้งสิ้น พยานคนหนึ่งได้เล่าถึงท่านว่า บ่อยครั้งเมื่อฉันเห็นเธอมาหาฉัน พร้อมมือข้างหนึ่งยื้นออกไปขอรับบริจาค ส่วนอีกข้างก็ซ่อนไว้ใต้ผ้ากั้นเปื้อนที่เธอเก็บสายประคำไว้


เสรีภาพจงเจริญ พวกขุนนางจงตาย ล้มระบบสงฆ์และระบบขุนนาง เสียงตะโกนดังขึ้นในถนนของโมริยัค ประดุจมีดกรีดดวงใจของท่านให้เป็นชิ้นๆ  เมื่อการปฏิวัติฝรั่งเศส(ค.ศ.1789 - ค.ศ.1799) ดำเนินมาถึงจุดที่คณะปฏิวัติได้เป็นปฏิปักษ์กับพระศาสนจักรอันมีสมเด็จพระสันตะปาปาเป็นประมุข เมื่อทางคณะปฏิวัติก็มีประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญสงฆ์อันบังคับให้พระสงฆ์ต้องปฏิญาณตนว่าจะจงรักภักดีต่อสาธารณรัฐใหม่นี้ ทำให้เกิดกลุ่มสงฆ์แตกออกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มปฏิญาณตน กับ กลุ่มไม่ปฏิญาณตน จึงเกิดการกวาดล้างกลุ่มสงฆ์ที่ไม่ปฏิญาณตนหรือกลุ่มที่ขึ้นตรงต่อกรุงโรมขึ้นอย่างดุเดือด

ฝั่งท่านเองก็สุดจะทำเป็นนิ่งกับธรรมนูญนี้ได้ ดังนั้นท่านจึงไม่ยอมร่วมพิธีใดๆทั้งสิ้นที่ประกอบโดยพระสงฆ์กลุ่มปฏิญาณตน ท่านได้เลือกที่จะเป็นเช่นนักบุญแคทเทอรีน แห่ง ซีเอนา คือเป็นอัศวินแห่งความเชื่อ ความรักต่อพระศาสนจักรและพระสงฆ์ ท่านไม่รีรอที่จะช่วยบรรดาสงฆ์ที่หลบหนีการกวาดล้างอย่างหาญกล้า แม้จะรู้ดีว่าโทษของการทำเช่นนี้ คือ ความตาย ท่านก็ไม่กลัว


ยิ่งในช่วงระหว่างปี ค..1790 ถึง ค..1799 ท่านก็ยิ่งลงมือช่วยพระสงฆ์เหล่านั้นอย่างจริงจัง ด้วยการจัดหาที่พักและอาหารสำหรับพวกท่าน ชนิดไม่กลัวตาย โดยมีเพื่อนที่เป็นตำรวจจะคอยบอกก่อนเสมอว่าตำรวจจะไปค้นเมื่อใดเพื่อให้ท่านและพระสงฆ์ไหวตัวทัน ท่านเสี่ยงกับทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการให้ที่พักแก่พระสงฆ์ถึงสองท่านตลอดเวลาถึง 18 เดือน หรือการเดินทางไปตามทางที่ยากลำบากเพื่อนำอาหาร เสื้อผ้า และของที่จำเป็นสำหรับมิสซาไปให้ นอกนั้นในเวลากลางคืนท่านก็จะติดตามพระสงฆ์ไปตามบ้านต่างๆ ที่จะประกอบพิธีต่างๆในแถวๆแซ็งต์ ฟลูร์ และโมริยัค  

กระทั้งท่านถูกจับและถูกขังที่โรช แต่ไม่นานท่านก็ถูกปล่อยเพราะขาดหลักฐาน หลังจากนั้นท่านก็ได้เดินตามคุณพ่อฟีลีโอล(หนึ่งในคุณพ่อที่ท่านช่วยเหลือ)ที่ถูกตัดสินประการชีวิตในวันที่ 14 มีนาคม ค..1793 อย่างกล้าหาญ และได้เก็บเลือกมรณสักขีของคุณพ่อ ณ ที่เชิงนั่งร้าน เช่นเดียวกับคริสตชนยุคแรก หลังจากนั้นหนึ่งปีภายหลังถูกจับครั้งแรก ในปี ค..1794 ท่านก็ถูกจับอีกครั้งที่โอรียักและถูกนำตัวขึ้นศาล แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ท่านรอดมาได้ เพราะหลักฐานมัดตัวท่านไม่เพียงพอ แต่นับจากนั้นท่านก็ถูกดูถูกและเย้ยหยันมาตลอด



ยิ่งช่วงเดือนสิงหาคม ค..1795 ถึงช่วงเดือนมกราคม ค..1796 ยิ่งเป็นช่วงที่ท่านลุยงานอย่างถึงที่สุด เพราะช่วงนั้นท่านจัดให้มีพิธีรับศีลล้างบาปถึง 14 ครั้ง และพิธีสมรสอีก 13 ครั้ง โดยทุกครั้งท่านรับเป็นแม่ทูนหัว และพยานให้แก่บ่าวสาว

เวลาผ่านไปสิบปีเวลาแห่งราตรีกาลก็เคลื่อนผ่านฝรั่งเศส แสงเงินยวงแรกเริ่มสาดส่องทั่วปฐพี การรื้อฟื้นพระศาสนจักรจึงเริ่มขึ้น ท่านก็มิได้หยุดอยู่เฉย ตรงข้ามท่านร่วมกับพระสงฆ์สร้างโมริยัคให้เป็นแผ่นดินแห่งพระวรสาร ภายใต้ความคุ้มครองของดวงพระหฤทัยอีกครั้ง ทำให้ เมอเน็ตของผู้ยากไร้นี้ได้กลับกลายมาเป็น เมอเน็ตผู้แสนดีของบรรดาพระสงฆ์


นอกนั้นชีวิตที่เหลือ ท่านก็อุทิศให้กับบรรดาผู้ด้อยโอกาสไม่ว่าจะเป็นการไปดูแลหรือช่วยฝังศพ รวมถึงบรรดานักโทษที่ท่านมักแวะไปเยี่ยมเยือน และคนป่วยที่ท่านได้ทำงานเป็นพยาบาลที่โรงพยาบาลโมริยัคถึง 22 ปี จนวันเวลาล่วงผ่านมาได้ 36 ปี นับจากวันที่อรุณแสงฉาบทั่วฝรั่งเศส ภายหลังล้มป่วยเป็นเวลาถึงห้าวัน ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค..1836 ด้วยวัย 81 ปี เมอเน็ตผู้ศักดิ์สิทธิ์ก็คืนวิญญาณไปหาพระเป็นเจ้าอย่างสงบ

ร่างของท่านถูกฝังในอาภรณ์ของคณะโดมินิกัน ท่ามกลางความโศกเศร้าของชาวโมริยัคทุกคน ไม่ว่ารวยหรือจนก็ต่างมาพร้อมกันที่สุสานเพื่อบอกลามารดาที่รักเป็นครั้งสุดท้าย กาลเวลาค่อยๆล่วงผ่านไป แต่ความทรงจำเกี่ยวกับท่านก็ยังคงอยู่มิได้จืดจาง ตรงข้ามกับเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปี ค..1912 นายปีแอร์ กอร์มีร์ เจ้าหน้าที่ประจำสังฆมณฑลแซ็งต์ ฟลูร์ ก็ได้เริ่มดำเนินเรื่องท่านไปยังโรม และที่สุดในวันที่ 24 พฤศจิกายน ค..1996 สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ก็ทรงยกคาระวียะคัธรินไว้ ในสารบบบุญราศีอย่างสง่า ณ มหาวิหารนักบุญเปโตร นครวาติกัน ที่ท่านภักดีไม่เปลี่ยนแปลง


ลูกเอ๋ย วันนี้ จงไปทำงานในสวนองุ่นเถิด(มธ. 21:28) อุปมาในข้อนี้พระเยซูเจ้าได้บอกเราว่ามีลูกสองคนที่ปฏิบัติต่างกันโดยสิ้นเชิง คือ คนโตเมื่อฟังคำสั่งที่ยกมาวันนี้ กล่าวว่าไม่ แต่ก็ไปทำในภายหลัง ส่วนคนเล็กเมื่อฟังคำสั่งนี้ กล่าวรับ แต่ก็ไม่ทำตาม ซึ่งสุดท้ายพระองค์ทรงตรัสจบอุปมานี้ว่าสองคนนี้ใครตามใจพ่อ ซึ่งหากเรามองดีๆแล้วทั้งสองต่างมีข้อบกพร่องกันทั้งสิ้น คนแรกบกพร่องที่ตอบไม่ ส่วนคนที่สองบกพร่องเพราะไม่ยอมทำทั้งๆที่รับปากไว้ ผมจึงคิดว่าในหลายๆครั้ง ที่ผ่านมาในชีวิตของเรา พระเป็นเจ้าได้ทรงเรียกเราให้ทำบางสิ่งบางอย่างตามฐานะคริสตชน และเราก็มักเลือกเป็นลูกคนที่สองไม่ก็คนที่หนึ่ง

ผมจึงอยากเสนอตัวอย่างของลูกคนที่สามที่ไม่ปรากฏในพระคัมภีร์ แต่เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในการเป็นผู้ติดตามพระคริสเจ้า คือเป็นผู้ที่เมื่อบิดาเดินมาแล้วบอกว่า ลูกเอ๋ย วันนี้ จงไปทำงานในสวนองุ่นเถิด ก็ตอบรับและไปทำงานที่บิดาสั่งในทันที ซึ่งแบบอย่างของลูกคนที่สามที่เด่นชัดที่สุดก็ไม่ต้องมองไปไหนไกล ก็พวกท่านนักบุญต่างๆไงละ บุญราศีคัธรินก็คือหนึ่งในนั้น เพราะเมื่อท่านทราบว่าพระเจ้าทรงเรียกท่านให้ไปทำงานในสวนองุ่นของพระองค์ ท่านก็ได้ละทิ้งสิ่งที่ท่านรัก นั่นคือ การเต้นบูร์เรและออกไปทำงานพระอย่างร้อนรน ดังนั้นในวันนี้ที่ทุกคนได้อ่านเรื่องราวที่อาจจะยาวไปนิด ผมก็ขอให้เรามาเป็นลูกคนที่สามเมื่อพระเรียกเราให้ทำงานตามฐานันดรกษัตริย์ ประกาศก พระสงฆ์ที่เราได้มาในวันรับศีลล้างบาป ก็รีบปฏิบัติตามอย่างซื่อตรงด้วยกันเถอะ เพื่อที่ว่าพระนางพระองค์จะเป็นที่สรรเสริญจากประชาชาติ อัลเลลูยา อัลเลลูยา




ข้าแต่ท่านบุญราศีคัธริน ฌาร์รีเยอ ช่วยวิงวอนเทอญ


ข้อมูลอ้างอิง

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...