วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2556

นูนซิโอ นักบุญกะเผลกแห่งอาบรุซโซ


บุญราศีนูนซิโอ ซูลปริซิโอ
Bl. Nunzio Sulprizio
ฉลองในวันที่ : 5 พฤษภาคม

ชีวิตของข้ารับใช้พระเจ้านูนซิโอ ซูลปริซิโอ เริ่มขึ้นบนพื้นที่ลาดของภูเขาปิกกา สูงประมาณ 540 เมตรจากระดับน้ำทะเลอันเป็นที่ตั้งหมู่บ้านเปซโกซานโซเนสโก หมู่บ้านโบราณของจังหวัดเปสการา แคว้นอาบรุซโซ ประเทศอิตาลี เมื่อสองสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันอย่างโดเมนิโก ซูลปริซิโอ ช่างทำรองเท้า กับโดเมนิกา โรซา ลูชานิ  ช่างปั่นด้าย ให้กำเนิดทารกเพศชายในวันอาทิตย์ที่สองของเทศกาลปัสกา ซึ่งเวลานั้นตรงกับวันที่ 13 เมษายน ค..1817  และได้นำสมาชิกใหม่ของชุมชนไปรับศีลล้างบาปตามธรรมเนียมในวันเดียวกันที่วัดนักบุญยอห์น บัปติส(นูนซิโอ มาจากคำว่า นูนติโอ แปลว่า การประกาศ หรือเอาให้ง่าย คือ การแจ้งสาส์นนั่นเอง - ชื่อนี้ตั้งตามคุณปู่ของท่าน

หลังจากนั้นมาชีวิตของท่านก็ไม่ปรากฏจะผิดแปลกไปจากเด็กคนอื่นๆ ท่านจำเริญขึ้นในพระหรรษทานของพระเจ้าเป็นที่ชอบทั้งเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า และต่อหน้าบิดามารดาของท่าน จนเมื่อมีวัยล่วงได้ 3 ปี บิดามารดาจึงได้พาท่านไปพบพระคุณเจ้าฟรังเชสโก ติเบรี พระสังฆราชประจำสังฆมณฑลซุลโมนา ที่เดินทางมาอภิบาลสัตบุรุษที่หมู่บ้านใกล้ๆ ชื่อ โปโปลี เพื่อรับการโปรดศีลกำลังในวันที่ 16 พฤษภาคม ค..1820 วันนั้นเป็นวันหนึ่งที่ท่านมีความสุขยิ่ง โดยไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า การเสด็จมาของพระจิตเจ้าครั้งนี้จะเป็นการเตรียมวิญญาณของท่านให้พร้อมสำหรับกางเขนอันหนักหน่วงในเบื้องหน้า


เดือนกรกฎาคม ปีเดียวกัน สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อจู่ๆบิดาของท่านมาด่วนสิ้นใจลงด้วยวัยเพียง 26 ปี  ทิ้งให้มารดาของท่านต้องรับภาระเลี้ยงดูลูกๆทั้งสองคน นั่นคือท่านและน้องสาวชื่อ โดเมนิกา ซึ่งไม่นานก็ตามบิดาของเธอไปเมืองฟ้า เพียงสามเดือนให้หลัง สถานการณ์ในเวลานั้นคงคะเนได้ว่า ชีวิตของท่านคงต้องตกอยู่ในสภาพที่ลำบากพอสมควร เพราะอีกสองปีให้หลัง นางโรซา มารดาของท่านก็ตัดสินใจแต่งงานใหม่กับนายจาโกโม เด ฟาบีส เพื่อหาทางจุนเจือครอบครัว แล้วย้ายไปอยู่กับเขาที่หมู่บ้านโกรวารา  นี่เหมือนจะเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งที่ดูจะทำให้ชีวิตของท่านกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง แต่อนิจจาการก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ ด้วยนายจาโกโมหาได้มีใจสมัครรักเอ็นดูท่าน ตรงข้ามเขากลับปฏิบัติต่อท่านอย่างเข้มงวดและหยาบคาย เขาพร้อมเสมอที่จะตีท่านด้วยมือเสมอไม่ว่าเรื่องที่ท่านทำผิดจะเป็นเพียงเรื่องเล็กๆน้อยๆ นี่เองที่ทำให้ท่านยิ่งสนิทกับมารดาและคุณยายของท่านมากขึ้น และทำให้ท่านกลายเป็นเด็กขี้อายไม่กล้าทำอะไร

ท่ามกลางวิกฤตเช่นนี้ เมื่อพินิจดูให้ดี ชีวิตท่านก็ไม่ได้จัดว่าเลวร้ายซะเดียว เพราะที่บ้านหลังใหม่ ท่านก็ได้เข้าโรงเรียนอนุบาลชื่อ สวนเด็กของคุณพ่อเด ฟาบีส พระสงฆ์ประจำหมู่บ้าน ซึ่งมีทั้งพระสงฆ์และคุณครูที่ดี ที่พร้อมกันสอนไม่เพียงให้ท่านอ่านเขียนออก แต่สอนให้ท่านรู้จักพระเยซู บุตรของพระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่ง และผู้ทรงพลีพระชนม์บนกางเขนไถ่มนุษย์ จนทำให้ดวงใจน้อยๆของท่านมีความร้อนรนที่จะหมั่นสวดภาวนา และเลียนแบบพระองค์กับบรรดานักบุญทั้งหลายยิ่งขึ้น


ไม่ถึงสองปีหลังแต่งงานใหม่ ในปี ค..1823 นางโดเมนิกาก็ตามสามีและลูกสาวของนางไปเมืองฟ้าอีกคน  ทิ้งให้ท่านในวัยล่วงได้ 6 ปี เป็นกำพร้าบิดามารดาโดยสมบูรณ์ ดังนั้นเองเมื่อบิดาเลี้ยงก็ไม่ได้ใยดีอะไรท่านอยู่แล้ว ท่านจึงถูกส่งไปอยู่กับนางอันนา โรซารีอา เดล โรซโซ คุณยายของท่านให้เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูท่านต่อ นางอันนานี้แม้จะไม่ได้เรียนหนังสือหนังหา แต่นางก็เป็นสตรีที่ศรัทธาและใจดีมีเมตตา นี่เองจึงทำให้ชีวิตของท่านจึงกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง จนเหมือนว่านีจะคือจุดสิ้นสุดสำหรับกางเขนสำหรับชีวิตในวัยเด็กของท่าน

พยานที่จดจำช่วงเวลานั้นได้เล่าว่า ทุกวันสองยายหลานจะไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการไปวัด การสวดภาวนา หรือการทำงานบ้าน และขณะอยู่ในการอุปการะของคุณยาย ท่านก็ได้เข้าโรงเรียนสำหรับเด็กผู้ยากไร้ที่ตั้งโดยคุณพ่อฟานตาชชิ ปัจจัยสองประการนี้ได้หล่อหลอมให้ท่านยิ่งจำเริญขึ้นทั้งในด้านปัญญาและศีลธรรม เป็น ด..นูนซิโอ ผู้มีใจใสซื่อ รักที่จะช่วยมิสซาและไปวัดเพื่อเฝ้าศีลอยู่บ่อยๆ เกลียดและชิงชังในบาปต่างๆที่จะทำให้พระเจ้าทรงคัดเคืองพระทัย และมีความปรารถนาที่จะเลียนแบบพระคริสตเจ้าให้ได้


ท่านอยู่กับคุณยายได้สามปี ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อในปี ค..1826 นางอันนาสิ้นใจลง ท่านที่กลายเป็นกำพร้าอีกครั้งจึงถูกส่งไปอยู่ในความดูแลของนายโดเมนิโก ลูชานี หรือนายมิงโก ช่างตีเหล็ก ผู้มีศักดิ์เป็นลุงของท่าน ถ้าจะให้อธิบายถึงเขา ก็คงต้องอธิบายว่า ลุงมิงโกผู้นี้คือด้านตรงข้ามของท่าน เขาเป็นชายหยาบกระด้าง โมโหร้าย ขี้เหล้า และชอบใช้ความรุนแรง ผิดกับท่านที่เป็นเด็กน่ารัก รักสันโดษ และว่านอนสอนง่าย นี่เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับกางเขนใหญ่สำหรับชีวิตของท่าน และคือบททดสอบสำคัญที่จะพิสูจน์ ใจของท่านในฐานะผู้ติดตามพระคริสตเจ้า

ทันทีที่รับท่านมาอุปการะ นายมิงโกก็รีบให้ท่านลาออกจากโรงเรียน และเปลี่ยนให้ท่านมาเป็น ลูกมือในโรงตีเหล็กของเขา ที่นั่นเขาไม่ได้มองว่าเขากับท่านคือลุงกับหลาน แต่คือนายจ้างกับลูกจ้าง (ในเวลานั้นนายจ้างต่างๆนิยมรับเด็กกำพร้าหรือเด็กที่ยากไร้มาทำงานแลกข้าวและที่พัก)   ดังนั้นจึงไม่ใช่หน้าที่ที่เขาจะอบรมท่านให้เติบโตเป็นคริสตชนที่ดี หรือมีการศึกษา เพราะหน้าที่ของเขาคือการคอยควบคุมท่านให้ทำงานในโรงตีเหล็กของเขาให้สมกับที่เขาให้ที่พักและข้าว


ทุกวันเขาใช้ให้ท่านทำงานหนักกว่าอายุเป็นเวลามากกว่าสิบสองชั่วโมงต่อวันอยู่ในโรงตีเหล็ก บ้างก็ใช้ให้ทำงานตั้งแต่ค่ำไปจนถึงค่ำอีกวัน หนักเข้าหน่อยถ้าวันไหนมีของต้องไปรับหรือไปส่งที่ข้างนอก เขาจะก็ใช้ให้ท่านไปเอาหรือไปส่งโดยไม่แยแส ว่าที่หมายนั้นจะใกล้ไกลแค่ไหน และสภาพอากาศในเวลานั้นจะเป็นเช่นไรและเมื่อท่านทำอะไรที่ไม่สบอารมณ์เข้าเขาก็จะสบถด่าว่าท่านบ้าง เอาค้อน เอาแท่งเหล็กฟาดท่านบ้าง   ปล่อยให้ท่านอดข้าวบ้าง หรือบางทีก็ถึงขั้นกับกระชากท่านนอนลง แล้วลงมือเฆี่ยนตีท่านไร้ความปราณี
“…บางครั้งลุงของเขาก็ดุด่าเขาเสียเป็นการใหญ่ เพราะเขาออกไปเล่นกับเพื่อนๆ…”
เพื่อนบ้านบางคนเป็นพยาน นี่ไม่เพียงแสดงถึงสภาพชีวิตในเวลานั้นของท่าน แต่ยังสะท้อนภาพของความเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ที่มีความปรารถนาตามวัยของท่านอีกด้วย (เพื่อนของท่านเล่าว่าท่านเป็นคนเข้ากับคนอื่นง่ายและใจกว้าง
เขาชอบแวะมาหลบเมื่อเขาถูกลุงของเขาทุบตี แล้วฉันก็จะชี้ไปที่น้ำพุให้ไปล้างเนื้อล้างตัว
นางโดเมนิกา มันชีนี ที่บ้านอยู่ไม่ไกลร้านของนายมิงโกเล่า
ส่วนคนงานคนอื่นๆในโรงงานตีเหล็กเอง แทนที่จะมีใจสงสารในชะตาชีวิตของท่าน ตรงข้ามเมื่อพวกเขารู้ว่าท่านอ่อนไหวกับเรื่องที่เกี่ยวกับพระ พวกเขาก็สุมหัวกันพูดจาดูหมิ่นศาสนาต่อหน้าท่าน เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องสนุกที่ได้เห็น ท่านที่เป็นเพียงเด็กชายตัวเล็กๆ ทำได้แต่เพียงเอามือปิดหูแล้ววิ่งหนีไปให้พ้นๆ

บางคนอาจคิดว่านายมิงโกนี้อาจให้ค่าตอบแทนที่สมกับงานที่เขาใช้ท่านทำ แต่ผิดถนัดเพราะตลอดเวลาที่ท่านทำงานให้นายมิงโก ท่านไม่เคยได้รับค่าตอบแทนใดที่สมเหตุสมผลเลย ไม่ว่าจะเป็นอาหารชั้นเลวที่ไม่พอจะชดเชยกำลังที่เสียไป(ครอบครัวของลุงของท่านเป็นครอบครัวใหญ่ บางคราวอาหารจึงไม่พอกิน จนท่านต้องออกไปเที่ยวขอจากบ้านอื่น หรือแม้แต่เสื้อผ้าเอง เขาก็บังคับให้ท่านสวมชุดตัวเดิมซ้ำๆ ไม่ว่าสภาพอากาศไหน สิ่งเหล่านี้นับเป็นทุกขเวทนายิ่งสำหรับเด็กอย่างท่าน

แต่ถึงจะพบกับความทุกข์เช่นนี้ มันก็ไม่ทำให้ท่านล้มลงหรือเลิกที่จะติดตามพระคริสตเจ้าด้วยการเป็นคริสตชนที่ดีพร้อมทั้งในวัดและนอกวัด ทุกวันเมื่อทำงานอย่างหนัก ท่านระลึกเสมอว่าท่านมีสหายคือพระเยซูเจ้าผู้ถูกตรึงกางเขน พร้อมสวดภาวนาและยกถวายทุกสิ่งร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์เพื่อ ชดเชยบาปผิดของโลก , เพื่อปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเจ้าและ เพื่อสมจะได้รับสวรรค์ และเมื่อถึงวันอาทิตย์ ท่านก็จะไปร่วมมิสซาด้วยความศรัทธา เพราะผ่านมิสซาได้พบการปลอบประโลมหัวใจที่บอบช้ำ แม้จะไม่มีใครไปส่งท่านก็ตามที

ท่านตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ จนล่วงเข้าฤดูหนาวคราวหนึ่ง นายมิงโกก็ใช้ให้ท่านไปขนเหล็กเส้นที่เตรียมไว้จากกระท่อมบนไหล่เขาร็อกกา ตายาตา ซึ่งตั้งอยู่ไกลออกไปพอสมควร ท่านจึงเร่งออกเดินทางไปเอามันตั้งแต่เช้า แต่พอถึงขากลับจะด้วยเพราะอากาศที่หนาวเย็น หรือเพราะน้ำหนักเหล็กที่ขนมา ท่านก็เกิดพลาดล้มลงกับพื้นจนเกิดเป็นแผลที่เท้า เวลานั้นท่านคิดว่ามันคงเป็นแค่แผลหกล้มทั่วไป ท่านจึงแค่ล้างแผลเสียนิดหน่อยที่แหล่งน้ำใกล้ๆ แล้วเร่งเดินทางกลับมาที่ร้าน แต่พอล่วงเข้าสู่เวลาเย็น เมื่อเสร็จงานทุกอย่าง ก็ปรากฏว่าท่านมีอาการไข้ขึ้นสูงชนิดหัวแทบจะระเบิดออกมา ส่วนขาที่เป็นแผลก็มีอาการบวมอย่างหนัก ท่านจึงรีบเข้านอนในทันทีโดยมิได้บอกอะไรกับลุงของท่าน


เช้าวันต่อมาแทนที่อาการจะทุเลาลง อาการของท่านก็ยิ่งทวีหนักขึ้น จนลุกจากเตียงไม่ไหว แต่แทนที่นายมิงโกจะให้ท่านพักให้หายขาดเสียก่อน ตรงข้ามเขากลับไปประกาศกับท่านอย่างไม่ใยดีว่า ถ้าแกไม่ทำงาน แกก็ไม่ต้องกินข้าว เป็นผลให้ท่านที่อ่อนล้าเพราะพิษไข้ผสมอาการขาบวม จึงจำต้องลุกขึ้นทำงานหนักต่อ และเหมือนเคราะห์ซ้ำอีกครั้ง เพราะในวันหนึ่งระหว่างทำงานอยู่หน้าเตา ถ่านร้อนๆก็มาตกใส่เท้าที่บวมเป่งของท่าน จนทวีความทุกขเวทนาให้ท่านเป็นทวีคูณอีก แต่ท่านก็ไม่อาจปริปากบ่นและจำต้องก้มหน้าทำงานต่อไป

และที่สุดผลจากการทำงานหนักและขาดสุขลักษณะที่ดีในหลายๆด้าน ก็ทำให้ในไม่ช้าเพียงบาดแผลธรรมดาที่เท้าซ้าย ก็ลุกลามเป็นแผลที่มีการเน่าจากการติดเชื้อ ตามแบบโรคเนื้อตายเน่า ที่ไม่เพียงส่งกลิ่นเหม็น แต่ยังทำให้เวลาท่านจะเดินเหินไปไหนเริ่มเป็นเรื่องลำบาก จนที่สุดท่านก็ต้องหาไม้ค้ำยันมาช่วย แต่ก็เข้าอีหรอบเดิม คือแทนที่นายมิงโกจะให้ท่านพักหรือพาไปพบแพทย์ ตรงข้ามเขากลับเปลี่ยนงานให้ท่านจากคอยตีเหล็กมาเป็นคอยเคิมลมคุมไฟที่เตาเสีย และบางครั้งเมื่อเห็นว่าทำงานไม่คุ้ม เขาก็จะไล่ให้ท่านออกไปเที่ยวขอขนมปังจากเพื่อนบ้านมาประทังชีวิตอย่างไม่แยแส  ซึ่งก็ใช่ว่าทุกครั้งจะมีคนเมตตาให้ขนมปังท่านสักชิ้น


ไม่พอเพราะอาการเดินกระโผลกกระเผลกของท่าน ก็ทำให้ท่านถูกเด็กชายรุ่นราวคราวเดียวกันรังแกเมื่อพบเห็น และมากกว่านั้นเมื่อท่านไปล้างแผลที่น้ำพุประจำหมู่บ้าน เพราะแผลที่เริ่มเน่าต้องหมั่นทำความสะอาด ท่านก็ถูกบรรดาสตรีที่พากันมาซักผ้าที่นี่ ใช้หินขว้างใส่เพื่อไล่ท่านประหนึ่งท่านเป็นสุนัขขี้เรื้อน เพียงเพราะพวกนางทั้งหลายกลัวว่าท่านจะทำให้น้ำสกปรก จนท่านต้องหนีขึ้นไปบนภูเขาสูงขึ้นไป และได้พบกับลำธารเล็กๆ ตรงบริเวณที่เรียกกันว่า ริปาร๊อสซา แต่ไม่วายเมื่อท่านพบสถานที่แห่งใหม่ที่ท่านจะใช้ล้างแผล และใช้สวดสายประคำยกจิตใจขึ้นหาแม่พระ แต่ไม่ช้าท่านก็ถูกชาวบ้านมาไล่อีก ด้วยเหตุผลเดิม ดังนั้นเองชะตาชีวิตในเวลานี้จึงเหมือนเป็นช่วงที่ตกต่ำที่สุดของชีวิตท่าน เพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เหมือนทุกทิศทางสำหรับท่านจะมืดมิดไปหมด แล้วในเวลาเช่นนี้ท่านทำเช่นไร


ความทุกข์ทรมานเป็นเรื่องเล็กน้อย ตราบเท่าที่มันจะช่วยให้ผมได้รับความรอด และรักพระเจ้าครับ นี่แหละคือคำตอบของท่าน เพราะตลอดช่วงเวลานี้ ท่านไม่เคยปริปากบ่นต่อความทุกข์ที่ผ่านเข้ามาเหมือนที่ทำดังเดิม ท่านน้อมรับทุกสิ่งด้วยความหวังในความรอดที่จะได้รับในโลกหน้า เช่นเมื่อท่านถูกบังคับออกไปขออาหารจากเพื่อนบ้านประทังชีวิต ท่านก็มิได้ถือโกธร ตรงข้ามท่านกลับยิ้มรับ สวดภาวนาและให้อภัยนายมิงโกจากใจ เพราะท่านเชื่อว่า หากพระเจ้าทรงปรารถนาสิ่งใด พระประสงค์ของพระองค์จะสำเร็จไป  เมื่อรำพึงถงึช่วงเวลานี้ของท่าน บางทีเราอาจสงสัยว่าท่านไปเอาพลังในการที่จะรับทนเรื่องเหล่านี้มาจากไหน คำตอบง่ายๆ ก็คือพลังของท่านมาจากการยกจิตใจขึ้นไปหาพระเป็นเจ้า ผ่านทั้งการสวดภาวนา และการแวะเวียนเข้ามาเฝ้าศีลที่วัด ตามโอกาสจะเอื้ออำนวยนั่นเอง
อาการของท่านหนักขึ้นมากเป็นลำดับ จนถึงที่สุดนายมิงโกก็เล็งเห็นว่าท่านทำงานไม่ได้แล้ว เขาจึงตัดสินใจส่งท่านไปรับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลนักบุญซัลวาตอเร ที่อาควิลา ซึ่งตลอดเวลาที่พำนักอยู่ที่นั่น แม้จะมีอาการป่วยเป็นทุนเดิม ท่านก็ไม่ได้นอนอยู่เฉยๆให้สมกับที่ได้พ้นจากโรงงานตีเหล็กนั้น ตรงกันข้ามท่านกลับใช้เวลานี้ปฏิบัติกิจเมตตากับบรรดาผู้ป่วยรอบข้าง และใช้เวลานี้ในการทวีชีวิตฝ่ายจิตให้ยิ่งๆขึ้นไปอีก ท่านพำนักรักษาตัวอยู่ที่นี่เป็นเวลาสามเดือน คือระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ในปี ค..1831 แต่สุดท้าก็ไร้ผล ทางโรงพยาบาลจึงไล่ให้ท่านกลับบ้านไปเพื่อจะได้มีที่เตียงว่างรับผู้ป่วยคนอื่นๆต่อ ดังนั้นเองท่านจึงจำต้องกลับมายังโรงเหล็กของนายมิงโกอีกครั้ง

ฝั่งนายมิงโกที่จำต้องรับท่านกลับมาอย่างเสียไม่ได้ เมื่อเห็นว่าพึ่งสิ่งที่ตาเห็นไม่ได้ เขาจึงบังคับให้ท่านวอนขออัศจรรย์ให้ท่านหาย และบังคับให้ท่านทำงานต่อให้สมกับที่เขาให้ที่พักพิงและอาหาร ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ยังความทุกข์กายทุกข์ใจให้ท่าน แต่ท่านก็ปริปากบ่น ทั้งพยายามทำตนให้เป็นที่พอใจของนายมิงโกเหมือนที่เคยปฏิบัติมาตั้งแต่ก่อนจะล้มป่วย ด้วยความหวังเดียวว่าอาศัยการปฏิบัติเช่นนี้จะทำให้ท่านสามารถบรรลุถึงความตั้งใจหนึ่งของท่านได้ นั่นคือ ผมอยากเป็นนักบุญ นักบุญที่ยิ่งใหญ่ในเวลาสั้นๆครับ



ขณะที่ดูคล้ายชีวิตของท่านคงมิวายมิพ้นไปจากโรงงานตีเหล็กของนายมิงโกเป็นแน่ จู่ๆในปี ค..1832 พี่ชายบิดาของท่านชื่อ ฟรังเชสโก ซูลปริซิโอ ซึ่งรับราชการทหารอยู่ที่เมืองเนเปิลส์ ที่ได้รับข่าวของท่านจากเปซโกซานโซเนสโก ก็ตัดสินใจกลับขึ้นมาขอรับท่านไปอุปการะต่อ ฝั่งนายมิงโกเมื่อทราบก็รีบยกท่านให้เขาทันที เพราะสำหรับเขา ในตอนนี้ท่านเป็นคนไร้ประโยชน์และเป็นคนพิการ ดังนั้นเองหลังจากหกปีในแห่งความทุกข์ ที่สุดท่านจึงได้หลุดพ้นจากนายมิงโก และได้ออกเดินทางติดตามคุณลุงฟรังเชสโก ที่สะเทือนใจต่อชะตากรรมของท่านกลับมายังเมืองเนเปิลส์ (มีข้อมูลแหล่งหนึ่งเล่าว่า ระหว่างทางพวกของท่านถูกกลุ่มโจรดักปล้น แต่พอกลุ่มโจรนั้นได้แลเห็นท่านสวดภาวนาอย่างร้อนรน พวกเขาก็เปลี่ยนใจปล่อยให้พวกท่านเดินทางต่อไปโดยมิทำอันตรายอันใด


เมื่อมาถึงเนเปิลส์นายฟรังเชสโกที่แลเห็นสภาพของท่าน ก็เล็งเห็นว่าควรส่งท่านเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน และพร้อมกันนั้นเขาได้แนะนำท่าน ให้รู้จักกับพันเอกเฟลีเช โวกินเร์ นายทหารชั้นผู้ใหญ่ ชายผู้นี้เป็นคนใจศรัทธาและชอบปฏิบัติกิจเมตตา จนได้รับสมญานามว่า บิดาของคนยากไร้  ซึ่งเมื่อพันเอกเฟลีเชได้ทราบถึงเรื่องราวที่ท่านต้องพบและได้พบท่าน เขาก็อดสงสารท่านมิได้ และได้ตัดสินใจอาสารับอุปการะท่านต่อ ทำให้ไม่ช้าในวันที่ 20 มิถุนายน ปีเดียวกัน ในวัย 15 ปี ท่านจึงถูกส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาลซางตามารีอา เดล โปโปโล สำหรับโรคที่รักษาไม่ได้ เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง


แต่มันก็ช้าไปเสียแล้ว เพราะเวลานี้อาการเน่าได้ลุกลาม ไปจนถึงขั้นทำร้ายกระดูกของท่าน แต่ท่านก็ไม่เคยคร่ำครวญหวนไห้ ต่อความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ตรงข้ามท่านยังคงน้อมรับสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยความกล้าหาญ เพราะท่านเชื่อว่านี่คือน้ำพระทัยจากพระเจ้า และยังคงมุ่งหวังที่จะบรรลุถึงสวรรค์ ชีวิตในเวลานี้ของท่านทำให้เรานึกถึงข้อพระคัมภีร์ที่ว่า ประกาศกย่อมไม่ถูกเหยียดหยามนอกจากในถิ่นกำเนิด ท่ามกลางวงศ์ญาติ และ ในบ้านของตน(มาระโก 6:4)  เพราะเพียงไม่นานหลังจากที่ท่านมาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ คนหลายคนก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ไม่ว่าจะเป็นพันเอกเฟลีเชที่ตระหนักได้ว่าเขากำลังได้รู้จักกับ ทูตสวรรค์หรือบรรดาแพทย์และผู้ป่วยก็ตระหนักว่าพวกเขากำลังพบกับ นักบุญอลอยซิอุส กอนซากาอยู่เบื้องหน้าของพวกเขา

และนอกจากผู้คนจะเริ่มสัมผัสได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านแล้ว ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ท่านยังมีโอกาสได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรก โดยเหตุแห่งการได้รับศีลครั้งนี้มีอยู่ว่า วันหนึ่งมีคุณพ่อท่านหนึ่งได้มาเยี่ยมท่าน และได้เริ่มสนทนากับท่านว่า
เธอต้องทนทุกข์ทรมานมากใช่ไหม
ใช่ครับ ผมทำตามน้ำพระทัยของพระครับ ท่านตอบ
แล้วเธอต้องการอะไรไหม คุรพ่อถามต่อ
ผมอยากจะสารภาพบาปและรับพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิทครั้งแรกครับ ท่านตอบขึ้นด้วยใจปรารถนาในทันที
เธอยังไม่ได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรกดอกหรือ คุณพ่อถามกลับอย่างฉงนสนเท่ห์ ตามประสบการณ์ของท่าน
ไม่มีดอกครับ ในตำบลของผมเราต้องรออายุ 15 ปีก่อนครับ  ท่านตอบ
มันเป็นธุระของบิดามารดาของเธอไม่ใช่หรือ” คุณพ่อถามต่อ
พวกเขาตายไปแล้วครับ ท่านตอบ
แล้วความคิดของเธอมาจากไหนกัน คุณพ่อยังไม่หายสงสัย จงึตัดสินใจถามคำถามสุดท้าย  
พระญาณสอดส่องของพระเจ้าครับ” ท่านตอบตามจริง

ดังนั้นพระสงฆ์ท่านนั้นจึงรีบเตรียมพิธีศีลมหาสนิทครั้งแรกให้ท่านอย่างรีบเร่ง และที่สุดท่านจึงได้รับพระเยซูคริสตเจ้าเข้ามาประทับในกายของท่านสมปรารถนา คุณพ่อวิญญาณของท่านอธิบายว่า ตั้งแต่วันนั้นมาพระหรรษทานของพระเจ้าก็เริ่มทำงานในตัวของเขาด้วยวิถีแสนธรรมดา ในวิถีทางฤทธิ์กุศลแห่งฤทธิ์กุศล ให้ผู้คนรอบข้างได้สัมผัสกับความรักของพระเจ้าและพระเยซูคริสตเจ้า

ข้าพเจ้าจะบ่นว่าการทดลองที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานให้ข้าพเจ้าได้เช่นไร เมื่อข้าพเจ้าได้เห็นความกล้าหาญแสนหาญกล้าที่นูนซิโอใช่รับมือกับความเจ็บปวด ข้าพเจ้าจะช้าเชือนในการแบ่งปันความมั่งคั่งของข้าพเจ้ากับบรรดาคนทุกข์ยากได้เช่นไร เมื่อเขาผู้ไม่มีอะไรเลย บอกปฏิเสธของที่จะมอบให้เขาและมอบให้กับคนอื่น โดยเพียงเอ่ยง่ายๆว่า อะไรกันมันไม่มากเกินไป สำหรับผู้ที่เป็นของพระเจ้าจะได้รับหรือครับ 
พันเอกเฟลิเชกล่าวในเวลาต่อมา

ม้จะต้องเดินเหินไปไหนมาไหนด้วยไม้ค้ำยันในระยะแรก ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นไม้เท้าในเวลาต่อมา ท่านก็ได้ดำเนินชีวิตเป็นประจักษ์พยานในพระคริสตเจ้าอย่างแท้จริงในหมู่คนรอบข้างไม่ว่าจะในโรงพยาบาลซางตามารีอา เดล โปโปโล หรือสถานบำบัดที่น้ำพุร้อนกาซามิกโชลาที่พลเอกเฟลิเชส่งท่านไปรักษาบ้างเป็นครั้งคราว ไม่ว่าจะเป็นผ่านการสวดภาวนา ที่ท่านหมั่นปฏิบัติอย่างร้อนรน ทั่งที่เตียงนอน ซึ่งมีพยานหลายคนที่นอนอยู่ใกล้ๆท่าน เห็นว่าท่านชอบใช้เวลาตอนกลางคืนสวดภาวนาอยู่ที่ข้างเตียง  และที่วัดต่อหน้าตู้ศีล ไม้กางเขน รูปแม่พระมหาทุกข์ ผู้ที่ท่านมักทูลวอนต่อพระนางบ่อยๆว่า ข้าแต่พระแม่มารีย์ โปรดให้ลูกทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าด้วยเทอญ


หรือผ่านการปฏิกิจการเมตตากับผู้คนรอบข้าง ท่านก็สามารถปฏิบัติได้อย่างไม่มีอุปสรรค กิจการเหล่านั้นประกอบด้วยการคอยสอนคำสอนให้กับเด็กๆในโรงพยาบาล และการคอยแวะเวียนไปเยี่ยมผู้ป่วยคนอื่น ในกิจการแรกท่านสอนให้พวกเขารู้จักพระคริสต์ พร้อมเตรียมพวกเขาให้พร้อมจะไปแก้บาปและรับศีลมหาสนิทเป็นครั้งแรก และเตรียมพวกเขาให้พร้อมจะเติบโตขึ้นในมรรคาแห่งกางเขนเพื่อบรรลุถึงสวรรค์ในบั้นปลาย ส่วนในกิจการหลังท่านคอยไปให้กำลังใจ ไปคอยปลอบโยนพวกเขาด้วยท่าทางที่อ่อนโยนและสดใส ท่านเคยแนะนำคนป่วยคนหนึ่งว่า ยึดองค์พระผู้เป็นเจ้าไว้นะครับ เพราะสิ่งดีทั้งหลายล้วนมาจากพระองค์ แล้วก็รับทรมานต่างๆเพื่อความรักของพระเจ้าและด้วยความสุขนะครับ

ท่านพักอยู่ที่โรงพยาบาลซานตามารีอา เดล โปโปโล ได้สองปี ในวันที่ 11 เมษายน ค..1834 พันเอกเฟลิเชก็ตัดสินใจพาท่านไปพักรักษาตัวที่ปราสาทชื่อ มัสกิโอ อันจุยโน ปราสาทเก่าตั้งแต่ยุคกลางในเมืองเนเปิลส์ที่เปลี่ยนมาเป็นค่ายทหาร เพื่อหวังว่าท่านจะได้รับการดูแลที่ดีขึ้นและจะยังผลให้อาการท่านดีขึ้น เพราะกล่าวตามตรง ตัวเขานั้นรักท่านเหมือนลูกชายคนหนึ่งของเขา เขาเรียกท่านตั้งแต่แรกๆว่า เด็กน้อยของพ่อ ลูกพ่อส่วนท่านเองก็เคารพเขาเหมือนเป็นบิดาอีกคน ท่านเรียกเขาว่า คุณพ่อของผม



ที่พักแห่งใหม่ทำให้ท่านต้องประหลาดใจไม่น้อยกับการดูแลที่ดูจะเป็นพิเศษ และแตกต่างจากที่โรงพยาบาล ซึ่งก็ยังผลดีต่อท่านพอสมควร เพราะอาการของท่านมีท่าทีจะดีขึ้นเป็นลำดับ เวลานี้ท่านเริ่มมีความคิดที่จะเข้าบ้านเณรเพื่อบวชเป็นนักบวช พันเอกเฟลิเชจึงจัดหาครูมาสอนภาษาละตินให้ท่าน แต่ก็จัดว่าเป็นที่ยากลำบากพอสมควร เพราะอาการป่วยของท่านยังคงเป็นอุปสรรค์ นอกนี้ขณะพักที่นี่ ท่านยังได้ร่าง กฎของชีวิตที่มีลักษณะเหมือนบรรดาธรรมนูญของบรรดาผู้ถวายตัว และได้ขออนุญาตคุณพ่อวิญญาณารักษ์ให้สามารถปฏิบัติได้ กฎนั้นมีว่า ตอนเช้าสวดภาวนา รำพึงและร่วมมิสซา ระหว่างวันศึกษาหาความรู้กับครูที่ดี ตอนเย็นสวดสายประคำ

ชีวิตของท่านในเวลานี้ฉายแสงแห่งความศักดิ์ออกมาเป็นวงกว้าง ชนิดที่ยังไม่ทันท่านจะหายขาด ก็มีคณะนักบวชถึงสองคณะที่มาชักชวนท่านเข้าเป็นสมาชิก คณะที่ว่าได้แก่คณะธรรมทูตแห่งดวงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้าและพระแม่มารีย์ คุณพ่อกาเอตาโน เอร์ริโก  ผู้ก่อตั้งคณะที่ปัจจุบันได้รับการสถาปนาเป็นนักบุญ ถึงขั้นเอ่ยปากบอกไว้ว่า นี่แหละ คือนักบุญเยาวชน และพ่อก็สนใจให้เขาเป็นคนแรกที่จะเข้าคณะของผมเพื่อเป็นนักบุญ ไม่สำคัญว่าจะป่วยหรือไม่ก็ตาม ส่วนอีกคณะก็คือคณะฤาษีอัลกันตารินี หรือคณะภารดาน้อยไม่สวมรองเท้า(คณะฤาษีฟรังซิสกันที่ปฏิรูปขึ้นโดยนักบุญเปโดร แห่ง อัลกันตารา ชาวสเปน ในสมัยเดียวกันกับท่านนักบุญเทเรซา แห่ง อาวิลาของภารดาฟิลิปโป ภารดาที่ชอบแวะมาหาท่าน แต่แผนการณ์ของพระเจ้านั้นยากจะเข้าใจได้



ฤดูใบไม้ร่วง ค..1835 อาการของท่านก็ทรุดลง จนต้องรีบนำส่งกลับไปที่โรงพยาบาล แพทย์ที่รักษาต่างลงความเห็นให้ตัดขาข้างที่เน่าออกเสีย เพราะพบว่าท่านเป็นมะเร็งที่กระดูก แต่ผลที่ได้ออกมาก็ไม่สู้จะดีนัก เพราะท่านยังคงมีอาการปวดอยู่ แต่ท่านก็ไม่ได้บ่นว่าพระเจ้าต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ตรงข้ามท่านน้อมรับต่อทุกสิ่งเบื้องหน้า เช่นเดียวกับที่ท่านมิได้ตอบโต้ เมื่อคนใช้ที่พันเอกเฟลิเชส่งมาดูแลท่านจะละเลยท่านเพราะความอิจฉาริษยาในตัวท่าน หรือเมื่อถูกบรรดานายทหารชั้นผู้น้อยบางคนของพันเอกเฟลิเช ล้อเลียนและดูถูก ท่านก็ตอบโต้พวกเขาด้วยรอยยิ้ม

ล่วงถึงเดือนมีนาคม ปีถัดมา ท่านก็มีอาการไข้ขึ้นสูงและหัวใจเต้นแรง ความทุกข์ทรมานถาโถมเข้าใส่ท่านอีกครั้ง แต่ก็เช่นทุกครั้งคือท่านยังคงไม่หวั่น ท่านน้อมรับความทุกข์ที่เกิดขึ้น และได้ยกถวายทุกสิ่งเพื่อพระศาสนจักร เพื่อนักบวช เพื่อการกลับใจ (มีบางข้อมูลเล่าว่าช่วงเวลานี้ท่านเริ่มได้เข้าฌานบ่อยๆ
พระเยซูเจ้าทรงรับทรมานมากมายเพื่อเรา และเพื่อประโยชน์ของพระองค์ พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมชีวิตนิรันดร์ไว้รอเราแล้ว หากเรายอมรับทรมานสักระยะ เราก็จะได้เพลิดเพลินในสวรรค์ , พระเยซูทรงรับทรมานมากมายเพื่อลูก เหตุใดกันลูกไม่สามารถรับทรมานของพระองค์กัน?” , ผมอยากจะตายเพื่อให้คนบาปแม้แต่คนหนึ่งคนกลับใจ
นี่คือคำพูดของท่านรวบรวมจากบรรดาพยานที่มาเยี่ยมท่านในเวลานั้น


ถึงเดือนพฤษภาคม ความหวังในการรักษาสำหรับท่านก็กลายเป็นศูนย์อย่างแท้จริง เวลานี้มีแต่สวรรค์เท่านั้นที่จะยื้อชีวิตท่านได้ 5 พฤษภาคม บนเตียงนอนที่ท่านนอน แล้วชอบมองภาพแม่พระบนผนัง ท่านขอไม้กางเขนสักอันมาถือไว้ และได้ขอรับศีลอภัยบาปและศีลมหาสนิท ก่อนรับสิ่งที่ท่านขอด้วยอากัปกิริยาเช่นนักบุญ ในวันนั้นท่านปลอบบิดาคนที่สองของท่านว่า ยิ้มไว้นะครับ จากสวรรค์ลูกคนนี้จะคอยช่วยเหลือคุณพ่อเสมอ และในเย็นวันเดียวกันนั้นเอง ท่านก็ร้องขึ้นมาอย่างมีความสุขว่า แม่พระ แม่พระ ดูสิพระนางช่างสวยเหลือเกิน 

สิ้นเสียงไม่มีการรักษาใดๆเกิดขึ้นกับร่างกายของท่านจากสวรรค์ คงมีแต่วิญญาณของท่านที่ลอยหลุดตามพระนางมารีย์ไปยังสวรรค์ด้วยท่าทีสงบ ท่านจากไปอย่างไม่มีวันกลับด้วยเพียง 19 ปี จบชีวิตของเด็กชายผู้มีชีวิตแสนอาภัพในโลกนี้ พร้อมๆกับการเริ่มต้นเรื่องราวอัศจรรย์ของนักบุญองค์ใหม่ ที่จะถูกประดับไว้บนพระแท่นขึ้น อัศจรรย์นั้นเริ่มตั้งวินาทีนั้น กล่าวคือทันทีที่ท่านสิ้นใจ ห้องที่ท่านจากไปก็อบอวลไปด้วยกลิ่นของดอกกุหลาบ ส่วนร่างกายที่เสื่อมโทรมเพราะโรคร้าย ก็กลับเป็นร่างที่งดงามเกินบรรยาย และอ่อนนุ่มนานตลอด 5 วันที่เปิดให้ผู้คนมาเคารพศพของท่าน



หลุมฝังศพของท่านกลายเป็นที่แสวงบุญของบรรดาผู้คนมากมายทีได้รับรู้เรื่องราวของท่าน เริ่มจากในหมู่คริสตชนชาวเนเปิลส์ก็ค่อยๆ ขยายไปจนถึงเปซโกซานโซเนสโกที่ท่านจากมา และกระบวนการพิจาณาขอแต่งตั้งท่านเป็นนักบุญก็ถูกเปิด ในปี ค..1859 สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 9 ก็ลงพระนามยกให้ท่านขึ้นเป็นคารวียะ ระหว่างรออัศจรรย์ สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 13 ก็ทรงเสนอให้ท่านเป็นแบบอย่างของบรรดากรรมกร และที่สุดหลังเกิดอัศจรรย์การรักษาหนองในหูของนายโดนาโต โรมาโน กับอัศจรรย์การรักษามารีอา ดิ เลาโร  ที่ป่วยเป็นเนื้องอกที่เชิงกรานขวา สมเด็จพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 ก็ทรงอนุมัติให้มีการแต่งท่านเป็นบุญราศี แต่มิทันได้ประกอบพิธี พระองค์สิ้นพระชนม์ลงเสียก่อน

ดังนั้นสมเด็จพระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 ผู้สืบตำแหน่งต่อ จึงได้ทรงเป็นผู้ประกอบพิธีสถาปนาคารวียะนูนซิโอ ขึ้นเป็นบุญราศีในวันที่ 1 ธันวาคม ..1963 ท่ามกลางผู้นำศาสนาอื่นและพระสังฆราชทั้งหลายระหว่างการประชุมสังคายนาวาติกันครั้งที่  2 ในวันนั้นพระองค์ทรงตรัสกับที่บรรดาสักขีพยานว่า “…นูนซิโอ ซุลปริซิโอกำลังบอกกับพวกเธอ บรรดาเยาวชนทั้งหลาย ว่าด้วยวัยไล่เลี่ยกับพวกเธอ เขาก็สามารถเข้าใจและบรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์ได้…” 




ในพระวรสารบอกเรา ท่านทั้งหลายเป็นมิตรสหายของเรา ถ้าท่านทําตามที่เราสั่งท่าน (ยอห์น 15:14)  บุญราศีนูนซิโอ ซูลปริซิโอ แม้จะถูกทำร้ายทั้งทางใจและทางกาย ท่านก็ไม่เคยลืมเลยว่าท่านมีมิตรสหายที่ดีคือพระเยซูเจ้า ท่านรู้ว่าวิธีที่จะสนิทกับพระองค์คือการปฏิบัติตามพระองค์คือรับแบกกางเขนด้วยใจนบนอบ จะเห็นถึงความสนิทของท่านได้จากการที่ท่านมีมิสซาเป็นยาทุกอาทิตย์ มีคำภาวนา มีสายประคำ ท่านจึงเป็นต้นแบบที่ดีอีกอันของเยาวชน   และในท่ามกลางกระแสของโลกการประจบเริ่มมีมากมาย พระเยซูเจ้ายังทรงเคียงข้างเราอยู่เสมอทุกคนรู้ดี ในทางกางเขนนี้ พระองค์ทรงเป็นเพื่อนสนิท พี่ชาย และทุกสิ่งของเรา  พระองค์ทรงโอบเราให้ชิดใกล้พระหฤทัยของพระองค์ ให้เราได้อบอุ่นจากการฝ่าพายุแห่งความมืดด้วยไฟแห่งความรักของพระองค์



ข้าแต่ท่านบุญราศีนูนซิโอ ซูลปริซิโอ ช่วยวิงวอนเทอญ


ข้อมูลอ้างอิง

วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556

เบเนดิตโต นักบุญดำ แห่ง ปาแลร์โม


นักบุญเบเนดิตโต ดำ
San Benedetto il Moro
ฉลองวันที่ : 4 เมษายน , 3 เมษายน (คณะฟรานซิสกัน)
องค์อุปถัมภ์ : พันธกิจในแอฟริกา , ปาแลร์โม , ซิซิลี , ชาวแอฟริกันอเมริกัน , คนผิวดำ , ซาน ฟาเตลโล

ในสมัยที่การค้าทาสกำลังรุ่งโรจน์ ผู้ร่ำรวยต่างมีทาสผิวดำอยู่เป็นสมบัติส่วนตนมากมาย ไม่ว่าจะชายหรือหญิง ในท้องตลาดที่เป็นแหล่งขายอันมีนั่งร้านไม้ที่ใช้ประมูลทาสตั้งอยู่ เมื่อมีเรือขนทาสมาถึงก็จะมีการนำบรรดาชาวแอฟริกาผู้อับโชคมาที่นั่งร้านนี้เพื่อทำการประมูลเยี่ยงหมูหมาจากผู้มีสตางค์ทั้งหลายที่ต้องการแรงงาน โดยจะแยกประมูลไปทีละคน ซึ่งทำให้ครอบครัวของทาสบางรายถูกแยกไปคนละทิศคนละทาง จึงไม่แปลกที่จะได้ยินเสียงกรี๊ดร้อนของมารดาผิวดำดังมาเสมอ



คริสโตโฟโร (Cristoforo) และ ดิอันนา (Diana) คือ ทาสที่ถูกพาจากเอธิโอเปียมายังซิซิลี พวกเขาทั้งสองเป็นหนึ่งในสมบัติของตระกูลมานาสเซรี (Manasseri) ภายหลังพวกเขาก็ได้แต่งงานกัน แต่ก็ต้องวิตกกับการคิดว่าควรจะมีลูกดีไหม เพราะประการว่าพวกเขาไม่ปรารถนาให้กำเนิดลูกที่ต้องกลายมาเป็นทาสเยี่ยงพวกเขา แต่เดชะบุญเจ้านายของท่านเมื่อทราบความ ก็ให้สัญญาว่าถ้าพวกเขาให้กำเนิดลูกคนแรกเมื่อไรก็ตาม พวกเขาก็จะได้กลายเป็นไท

วันเวลาผันไปในที่สุดทั้งสองก็ให้กำเนิดทารกชายผู้มีผิวดำดังราตรีเช่นพวกเขาในประมาณปี ค..1524  ใน ซาน ฟราเตลโล (San Fratello) แคว้นซิซิลี ประเทศอิตาลี เด็กชายผู้เกิดมาเพื่อปลดปล่อยบิดามารดาได้นามว่า เบเนดิตโต นับจากนั้นมาครอบครัวท่านก็ทยอยต้อนรับสมาชิกใหม่เรื่อยๆ มาร์โกน้องชาย และ บัลดาสซารา และ ฟราเดลลา ตามลำดับ



บ้านคือโรงเรียนของท่าน(เหตุนี้ท่านจึงอ่านหนังสือไม่ได้เลยซักตัว) บิดามารดาคือคุณครูที่สอนท่าน พวกเขาเป็นคนใจศรัทธาและมีเมตตาธรรม ทำให้วิญญาณน้อยๆของท่านถูกประดับไปด้วยคุณธรรม ดวงใจถูกเผาไหม้ไปด้วยความรักพระเจ้าและแม่พระอย่างมากที่สุด เมื่ออายุพอได้แล้ว ท่านก็เริ่มไปร่วมมิสซาและรับศีลมหาสนิทบ่อยครั้ง ฟังคำแนะนำจากคุณพ่อเจ้าวัดที่สอนให้ท่านรักพระเจ้าและทำดีต่อผู้อื่น และแม้จะมีวัยที่เยาว์นักท่านก็ได้อุทิศตนต่อพระเยซูเจ้าผู้ถูกตรึงกางเขน รำพึงถึงความรักของพระบุตรของพระเจ้า พลีกรรมด้วยการอดอาหารและเฆี่ยนตีตัวเอง

ด้านหน้าที่ท่านได้รับหน้าที่ให้ดูแลฝูงสัตว์ของบิดาตั้งแต่เล็ก ถึงงานค่อนข้างจะหนักท่านก็ไม่ละเลยการสวดภาวนาและการรำพึง ท่านจึงได้ฉายานามว่า นักบุญดำ และชีวิตช่วงนี้ท่านก็ไม่ค่อยจะราบรื่นนัก เพราะท่านถูกแกล้งบ่อยๆ เยาะเย้ยบ้างให้ท่านมาเล่นตามเกมของพวกเขาแต่ทุกครั้งท่านก็จะอดทนไม่โต้ตอบกับให้เสียความสันโดษของท่าน



จนกาลเวลาล่วงผ่านจากเด็กน้อยผิวดุจราตรีกาล ก็เจริญวัยเป็นหนุ่มวัย 18 ปี ที่สามารถจะตอบสนองความต้องการของท่านเองและของคนยากจนได้ และก็สืบเนื่องจากครอบครัวเริ่มมีฐานะทางการเงินที่ดีขึ้น ท่านจึงได้ซื้อวัวมาคู่หนึ่ง และหลังจากนั้นท่านก็ได้ดำเนินชีวิต เช่นเด็กหนุ่มผู้ขยันและศรัทธาต่อไปเรื่อยๆกระทั้งวันหนึ่งในวัย 21 ปี ชีวิตของท่านจึงมาถึงจุดพลิกผัน

จิโรลาโม ลานซา (Girolamo Lanza) เป็นนักพรตผู้สละทรัพย์สมบัติและภรรยา เพื่อเดินตามรอยเท้านักบุญฟรานซิส แห่ง อัสซีซี ในอารามซานตา โดเมนิกา วันหนึ่งเขาได้เดินทางผ่านซาน ฟราเตลโล และได้พบท่านกำลังถูกเย้ยหยันจากเรื่องสีผิวของท่านอยู่ที่ท้องทุ่ง เขาได้หยุดพินิจใบหน้าของท่านพร้อมกับค้นพบวิญญาณที่เลิศ เขาจึงเดินเข้าไปแล้วกล่าวว่า  เธอทั้งหลายหัวเราะนิโกรผู้ยากจนคนนี้ แต่รู้ไหมอีกไม่นานดอกเธอทั้งหลายจะได้เสียงพูดคุยถึงกิติศักย์ของเขา


ไม่กี่วันจากนั้นเขาก็ไปเยี่ยมท่านที่กระท่อม คุณมาทำอะไรที่นี่หรือครับ ท่านถามขึ้นด้วยความสงสัย จงขายวัวของเธอและมาเข้าอารามของฉันเถิด จิโรลาโมกล่าวแถลงไขข้อสงสัยของท่าน ซึ่งมันทำให้ดวงใจท่านเปี่ยมสุข ท่านทำตาม เพราะท่านเชื่อว่าท่านได้ยินเสียงของพระเยซูเจ้าตรัสผ่านปากของฤษีผู้นี้ ท่านจึงขายวัวของท่านและนำเงินที่ได้ไปแจกจ่ายแก่ยากไร้ จากนั้นจึงติดตามภารดาจิโรลาโมไปพร้อมคำอนุญาตของบิดามารดาที่เศร้าใจ

นับจากนั้นมาชีวิตในถานะนักพรตวัยยี่สิบเอ็ดก็เริ่มต้น  ในฐานะ นักบุญดำตามบทบัญญัติของนักบุญฟรานซิสที่ต้องถือตามเมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาจูเลียสที่ 3 ทรงให้อารามที่ท่านอยู่ให้เป็นหนึ่งในคณะภารดาน้อย แต่มิได้ขึ้นตรงต่อคณะใด ซึ่งมีการพลีกรรมพื้นฐานหลักๆคือถือศีลอดสัปดาห์ละสามครั้ง ใช้ชีวิตสันโดษและภาวนา แต่ท่านทำมากกว่านั้น กล่าวคือท่านทั้งสวมเสื้อที่ทำจากใบปาล์ม กินถั่วเป็นอาหารกับน้ำ ขนมปังบ้าง สมุนไพรอีกวันละครั้งบ้าง เฆี่ยนตีร่างกายด้วยแส้ นอนบนพื้นเปล่าๆเป็นเวลาสั้นๆ ภาวนา ไตรตรอง ทั้งกลางวันและกลางคืนอีกด้วย 


และเพียงไม่นานกลิ่นหอมแห่งความดีก็เล็ดลอดกำแพงอารามออกไป จนนำผู้คนมากมายหลั่งไหลกันมาที่อารามเพื่อขอคำภาวนาจากท่าน จนทำให้ท่านและบรรดาฤษีไม่สามารถหาความสงบได้เลย ภารดาจิโรลาโม ลานซา จึงตัดสินใจย้ายไปพาพี่น้องในอารามไปยังปลาเตเนลลา (Platanella) แต่ไม่นานก็มีผู้คนแห่มาหาท่านอีก จึงได้มีการย้ายไปมานกูซา (Mancusa) เป็นระยะเวลาแปดปี แต่หลังจากอัศจรรย์ที่ท่านได้ก่อ พวกท่านก็ตัดสินใจย้ายไปที่ภูเขาเปลเลกริโน (monte pellegrino) สถานที่พำนักภาวนาของนักบุญโรซาเลีย ผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งปาแลร์โม

บนภูเขานั้นพวกท่านได้ก่อสร้างที่พำนักเพื่อภาวนาด้วยความช่วยเหลือจากอุปราชแห่งซิซิลี พร้อมทั้งวัดและถังเก็บน้ำ ซึ่งระยะเวลาที่ท่านเดินทางมาที่นี้ ท่านยังมีโอกาสใช้เวลาราวหนึ่งปีแปดเดือนในการไปแสวงบุญที่สักการสถานแม่พระแห่งดัยนา ที่ เมืองมาริเนว (Marineo) ก่อนกลับมาที่เปลเลกริโนและอาศัยอยู่ที่นั่นตราบจนสิ้นชีวิต


กระทั้งต่อมาภารดาจิโรลาโมผู้ก่อตั้งอารามก็ถึงแก่กรรมลง บรรดาฤษีในอารามทั้งหลายก็เห็นว่าต้องมีอธิการคนใหม่ ซึ่งพวกเขาต่างเห็นพ้องกันว่าท่านเหมาะสมที่สุดแล้ว ซึ่งแม้ท่านจะพยายามปฏิเสธโดยยกข้ออ้างว่าท่านเป็นเพียงคนบาปและยังไม่รู้หนังสืออีก กระนั้นท้ายสุดท่านก็ต้อมยอมจำนงต่อบรรดาภารดาทั้งหลาย และขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นอธิการคนที่ 2 นานถึง 17 ปีด้วยกัน

ซึ่งในระหว่างสมัยที่ท่านปกครองอารามนั่นเอง สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ ก็ทรงยกเลิกคำสั่งของสมเด็จพระสันตะปาปาจูเลียสที่ 3 ดังนั้นพระคาร์ดินัล โรดอลโฟ เดล คาร์ปิโอ ผู้ดูแลคณะภารดาน้อย จึงมีจดหมายสั่งให้บรรดาฤษีทั้งหลายเข้าประจำสังกัดคณะฟรานซิสกัน , คณะภารดาน้อยและคณะกาปูชิน คณะใดคณะหนึ่งเสีย ฤษีทั้งหมดรวมถึงท่านเมื่อได้ทราบเรื่องแล้วก็พากันน้อมรับด้วยความนบนอบ



เวลานั้นในใจท่าน ท่านคิดว่าจะไปสังกัดในคณะกาปูชิน แต่หลังจากการภาวนาต่อแม่พระเป็นเวลานาน ณ วัดเพื่อความแน่ใจ ท่านก็ตัดสินใจเข้าสังกัดเป็นภารดาคณะภารดาน้อยในอารามซานตา มารีอา ดิ เจซู (Santa Maria di Gesù)  และเมื่อได้เข้าสังกัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คุณพ่ออธิการก็ได้ส่งตัวท่านไปยังอารามซานตาอันนา ดิ จูเลียนา ท่านอยู่ที่นั่นเป็นระยะเวลาสามปี ท่านจึงถูกส่งกลับมาที่อารามซานตา มารีอา และอาศัยอยู่ที่นี่จนสิ้นอายุขัยในฐานะภารดาผู้ปรุงอาหารประจำอาราม พร้อมได้ก่ออัศจรรย์ไว้ให้เป็นเล่าขานดังนี้

อัศจรรย์แห่งปลาตัวเขื่องยามครั้งหนึ่งเมื่อเหมันต์ฤดูพัดผ่านมา พร้อมหิมะมากมาย จนทำให้อารามต้องงดการออกไปขอรับบริจาค ทำให้อาหารที่มีอยู่มีแต่ลดลงเรื่อยๆ แต่เมื่อทราบบดังนี้ท่านก็ยังคงสงบและดำเนินชีวิตเช่นปกติทั่วไป แต่ก่อนนอนวันหนึ่งท่านและผู้ช่วยได้ช่วยกันใส่น้ำลงไปในภาชนะใบใหญ่ไว้ในห้องครัวพร้อมมอบความวางใจในพระเจ้า จากนั้นตลอดคืนท่านจึงสวดภาวนาตลอด จนรุ่งสางท่านกับผู้ช่วยจึงเข้าไปในครัวเช่นเคย และก็พบกับปลาจำนวนมากพอที่จะเลี้ยงคนในอารามในภาชนะที่เตรียมไว้เมื่อคืนนี้อย่างน่าอัศจรรย์



อัศจรรย์วันคริสต์มาส’ ด้วยเหตุท่านชอบตกอยู่ในห้วงแห่งการภาวนาอยู่บ่อยๆ ก็ทำให้ท่านมักลืมไปว่าท่านต้องไปเตรียมอาหารเที่ยงสำหรับทุกคนในอาราม มีวันหนึ่งตรงกับคริสมาสต์พอดี จะพิเศษหน่อยก็ตรงที่วันนี้มีพระอัครสังฆราชแห่งปาแลร์โมได้มามาประกอบพิธีฉลองคริสต์มาสในวัดของอารามและได้ร่วมอยู่ร่วมรับประทานอาหารพร้อมด้วย คราวนี้ก็เช่นกันท่านสวดภาวนาจนลืมเวลา แต่พอท่านรู้ตัวแล้ว ท่านก็คงเป็นเหมือนเดิมคือไม่สูญเสียความวางใจในพระเจ้าและบอกภารดาที่มาตามว่าพวกเขายังสามารถใช้ห้องอาหารได้อยู่เช่นเดิม หลังจากนั้นเมื่อภารดาผู้ยกอาหารไปรับอาหารจากท่าน เขาก็ได้แลเห็นอาหารได้ถูกจัดเตรียมไว้อย่างสวยงามในครัวโดยชายหนุ่มชุดขาวสองคนที่เขาไม่รู้ว่าคือใครกัน

ท่านเป็นที่ขานนามว่า ทูตสวรรค์ที่มีเนื้อหนัง ท่านเฆี่ยนตีตัวเอง สวมเสื้อผ้ากระสอบ นอนบนพื้นเปล่า อดอาหาร กินเพียงขนมปังกับน้ำ ทำงานหนักร่วมกับคนงานผู้ต่ำต้อย  ห้องของท่านมีเพียงเตียงฟาง ไม้กางเขน ภาพแม่พระ กะ นักบุญที่ท่านศรัทธาเป็นพิเศษ เพียงเท่านั้นจริงๆ ส่วนยามภาวนาท่านก็ได้ตัดขาดออกจากโลกภายนอกเป็นระยะเวลานาน ท่านไม่เคยจูบมือสตรีอันเป็นการแสดงการทักทายทั่วไป แต่ท่านจะจูบที่ตรงแขนเสื้อคลุมของพวกหล่อนแทน แม้แต่พินิจใบหน้า ท่านกล่าวว่า เพื่อรักษาไว้ซึ่งลิลลี่แห่งพรหมจรรย์ ต้องหลีกเลี่ยงทุกโอกาสที่ล่อแหลมทั้งสิ้น



เสียงระฆัง เป็นสัญญาณที่ใช้เตือนบรรดาภารดาทั้งหลายในอารามถึงเวลาทำอะไร ท่านเคารพในเสียงนี้มาก เพราะท่านเชื่อว่าเสียงของอธิการคือพระสุรเสียงของพระเจ้านั่นเอง ดั่งเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่เล่าต่อๆกันมาหลายชั่วอายุคนว่า ครั้งหนึ่งในวัด พระมารดาของพระเจ้าได้ทรงประจักษ์มาหาท่านและยื่นพระบุตรของพระนางแก่ท่าน ท่านรับพระกุมารน้อยพลางสนทนากับพระองค์ด้วยความสุข กระทั้งเสียงระฆังดังขึ้น ท่านจึงตื่นจากการเข้าฌาน ท่านจึงเชิญให้แม่พระทรงรับพระกุมารไป ก่อนรีบวิ่งไปทำงาน แรกพระกุมารก็กลับไปอยู่ในอ้อมแขนของพระมารดาอยู่หรอกนะ แต่จู่ๆพระกุมารก็กลับเรียกท่านอีกครั้งให้กลับมา มันทำให้ท่านตระหนักได้ว่าพระกุมารทรงยังไม่ยอมกลับไปอยู่ที่ตำแหน่งเดิม เพราะพระองค์ทรงอยู่ในท่าที่ราวกับถูกโยนกลับไป จนราวจะตกแหล่ไม่แหล่ ซึ่งปัจจุบันเราก็ยังสามารถเห็นพระกุมารกับแม่พระองค์นี้ได้อยู่

คนดำผู้ปลอบประโลมใจคนทุกข์ยาก ท่านมีคำให้กำลังใจพวกเขาเสมอไม่ว่าจะรวยจนก็ตาม ท่านก็มีคำปลอบประโลมให้เสมอ ท่านรู้ถึงสภาพวิญญาณพวกเขาโดยที่พวกเขาไม่ต้องพูด  ดั่งเรื่องของจูวานนา ดิ จูวานนิ (Giovanna Di Giovanni) หญิงม่ายผู้มีบุตรชายเพียงคนเดียวที่อยู่ห่างไกลจากซิซิลีนัก เธอคิดถึงเขามากๆ เธอจึงตัดสินใจเดินทางไปปรึกษากับท่านถึงที่อารามในวันเสาร์และเมื่อได้พบท่าน ท่านก็ได้กล่าวกับหญิงหม้ายผู้น่าสงสารคนนั้นว่า คุณมาที่นี่เพื่อทราบข่าวของบุตรชายคุณ จงไปในสันติสุขของพระเจ้าเถิดเพราะคุณจะได้รับข่าวดีเร็วๆนี้ ทันทีคุณจะได้เห็นเอง เธอเชื่อและกลับบ้านไป ไม่ช้าในวันจันทร์ก็ได้ข่าวลูกชายของเธอ และที่สุดวิเศษสุดๆคือในวัดถัดไปบุตรชายของเธอก็ได้กลับมาบ้านด้วยความปลอดภัย



คงจะไม่เป็นอะไรมั้งที่เราจะต่อเรื่องเล่าแนวนี้อีกซักเรื่องหนึ่ง คงไม่เป็นไร มาฟังเรื่องของดอนนา ปียตรา อาเลซี (Donna Pietra Alesi) เธอได้ให้การไว้ในระหว่างการพิจารณาท่าเป็นบุญราศี ดังนี้ เธอสมรสแล้วสองครั้ง โดยสามีคนแรกของเธอชื่อนายเซซาเร รูซโซ (Cesare Russo) เขาเป็นคนเจ้าชู้ประตูผีสุดๆ มันจึงเป็นฝันร้ายสำหรับดอนนายิ่งนักเธอรู้สึกเจ็บปวดมาก ที่สุดเธอจึงตัดสินใจไปให้พวกแม่มดทำเสน่ห์ให้สามีของเธอกลับมารักมาหลงเธอคนเดียว แม่มดคนนั้นได้มอบผงบางอย่างแก่เธอพร้อมกำชับว่าให้นำผงนี้ไปผสมน้ำหรือสปาเกตตีให้สามีของเธอกิน ครั้งแรกเธอตั้งใจจะทำตามนั้น แต่จู่ๆจิตสำนึกของเธอก็สั่งให้เธอไม่สามารถทำมันลงไปได้จริงๆ

จนวันหนึ่งเธอจึงตัดสินใจไปยังอารามของท่านตามกิตติศักดิ์ที่ลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน เพื่อรับคำปลอบประโลมดวงใจที่บอบช้ำนี้  แต่ก็ต้องช็อกเมื่อโดนท่านตวาดว่า ไป ไป จงปิดประตูนรกเสียและกลับมาที่นี่ มันทำให้เธอถึงกับสงสัยมาก เธอไม่เข้าใจความหมายของท่าน เธอจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับมารดาและก็ได้รับคำตอบว่าผงนั่นแหละ เธอจึงเขวี้ยงผงนั่นทิ้งและรีบเดินไปหาท่าน ที่ยิ้มอย่างร่าเริงรอท่าอยู่แล้ว จนเธอมาถึงท่านก็ได้กล่าวกับเธอว่า ตอนนี้คุณได้โยนเจ้าปีศาจที่ครอบครองเขาออกไปแล้ว จงกลับบ้านไปอย่างมีความสุข ที่นั่นคุณจะได้พบสามีของคุณรอคุณอยู่และคุณจะมีชีวิตในอนาคตกับเขาอย่างมีความสุข นับจากนั้นชีวิตสมรสของดอนนาก็เต็มไปด้วยความสุขมาตลอดดังคำทำนายทุกอย่าง 



แต่ก็ใช่ว่าตลอดชีวิตที่เหลือท่านจะทำหน้าที่ปรุงอาหารเพียงอย่างเดียว เพราะเวลาหนึ่งท่านก็ได้กลายเป็นอธิการของอารามกุสโตส (Custos) ตั้งแต่ปี ค..1578 ซึ่งท่านต้องน้อมรับตำแหน่งนี้ด้วยความนบนอบซึ่งท่านยึดถือไวัเป็นอาภรณ์ประดับกาย และดำรงตำแหน่งนี้เป็นระยะเวลาอีกสามปี และเวลาหนึ่งท่านก็ต้องไปที่อากรีเจนโต ซึ่งที่นั่นท่านต้องคอยหลบๆซ่อนๆจากบรรดาฝูงชนที่แหแหนมาหาท่าน บางครั้งท่านก็ต้องเดินในเวลากลางคืนอีกด้วย

นอกนี้ขณะท่านดำเนินชีวิตภาวนาอย่างเข้มข้น ท่านก็มิได้ลืมบรรดาคนยากไร้ จนท่านเป็นเสมือนหนึ่ง บิดาดำของผู้ยากไร้ ท่านแนะภารดาผู้เปิดประตูว่าไม่ควรปฏิเสธการให้ทานกับขอทานที่มาขอ มีวันหนึ่งมีชายผู้หนึ่งได้มอบขนมปังที่มากพอแก่ภารดาในอาราม แต่ผู้ยากไร้ที่แวะมาขอท่าน กลับต้องกลับไปด้วยมือเปล่า ท่านเห็นดังนั้นท่านจึงพาพวกเขากลับมาที่วัดและให้เปิดประตู  มันเป็นเรื่องน้อยนิดนักที่ก้อนขนมปังจะเพียงพอสำหรับพี่น้อง จงให้ทานแก่ผู้ต้องการเทอญและพระญาณสอดส่องของพระเจ้าจะจัดการเอง ภารดาเฝ้าประตูจึงทำเช่นนั้น และในเวลาอาหารเมื่อเปิดตู้ดูอีกครั้ง ก็ต้องพบกับขนมปังมากมายกว่าครั้งก่อน เป็นไปตามที่ท่านบอกเป็นนัยๆ  นอกจากนั้นท่านยังเป็นนักขับคนแรกที่ออกไปเยี่ยมคนป่วยอยู่เสมอ


หลังจากนั้นใน ปี ..1583 ท่านก็ได้รับเลือกให้เป็นนวกจารย์ แต่ท่านรีบปฏิเสธโดยยกข้ออ้างที่ว่าท่านเป็นภารดาผู้ไม่รู้หนังสือซักตัวและที่สำคัญเป็นคนบาป แต่ข้อโต้ของท่านไร้ผลจนแล้วจนรอดท่านก็น้อมรับหน้าที่ด้วยศีลบนแห่งความนบนอบที่ท่านยึดมั่น  ช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่งเป็นช่วงเวลาที่วิเศษสุดๆไปเลยละ มันเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความรัก ใครๆที่เคยสัมผัสต่างมิอยากจะจากช่วงเวลานั้นไปได้ จนทำให้ต้องมีการต่อเติมอารามเพิ่มเติมให้มีชั้นสองพร้อมปีก คำสอนของท่านแม้แต่ภารดาที่ปากแข็งก็ยังทำตามด้วยความเชื่อมั่น ท่านให้คำแนะนำดีๆในเรื่องการอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างฉลาดและระมัดระวังแก่เหล่านวกะที่เครียด ท่านไม่เคยถือตัวเลย เช่นครั้งที่ท่านลงโทษนวกะคนหนึ่งและมาทราบภายหลังว่าเขาบริสุทธิ์ ท่านก็รีบไปคุกเข่าต่อหน้านวกะผู้นั้นพลางขอให้เขาอภัยให้ท่าน คนโง่ ผู้นี้

การตีความพระคัมภีร์ฉบับท่านทำด้วยจิตใจ และอธิบายมันออกมาด้วยจิตใจเช่นกัน คุณพ่อวินเซนโซ มากิส (Vincenzo Magis) แห่งคณะโดมินิกัน ผู้จบสูง ก็คือหนึ่งในผู้ที่ได้ประสบกับพรสวรรค์นี้ของท่าน คุณพ่อได้ให้การในการสอบสวนว่า วันหนึ่ง ผมไม่มีความสุขที่ไม่สามารถจะอธิบายขั้นตอนพระวรสารได้ ผมจึงไปอารามซานตา มารีอา ดิ เจซู เพื่อปรึกษากับเบเนดิตโต และขณะที่ผมกำลังถามข้ารับใช้พระเจ้า เบเนดิตโตแทนที่จะกล่าวคำอำลา เขาแทบจะอ่านความคิดของผมเขาพูดว่า คุณพ่อครับ ไม่ต้องอารมณ์เสียไปครับ ถ้าคุณพ่อไม่เข้าใจขั้นตอนของพระวรสาร เพราะผมจะอธิบายให้เองครับ คุณพ่อวินเซนซาจึงตัดสินใจนั่งลงและฟังคำอธิบายที่ชัดเจน เปี่ยมไปด้วยความเชื่อที่ลึกซึ่งจนยากจะหาได้ในนักปราชญ์ที่ดีของพระวรสารจากท่านผู้ต่ำต้อย


พระเยซูเจ้าเคยตรัสว่า เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า คนที่วางใจในเราจะทำกิจการที่เราทำนั้นด้วย และเขาจะทำกิจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก เพราะว่าเราจะไปหาพระบิดาของเรา (ยอห์น 14 : 12)  นักบวชผิวดำผู้เชื่อมั่นในพระเจ้ารักษาผู้คนมากมายที่ต่างทุกข์ทนผ่านสำคัญมหากางเขน การสัมผัสหรือการเจิมด้วยน้ำมันจากพระแท่นศีลมหาสนิท , แม่พระ จนได้ทำให้คนตาบอดได้มองเห็น รักษาโรคร้าย หรือกระทั้งให้ชีวิตแก่คนตาย หากจะกล่าวก็คงจะมีมากมายอัศจรรย์จึงขอยกให้ผู้อ่านได้รับฟังกันสามสี่อัศจรรย์ นั่นก็คือ อัศจรรย์การรักษาลูกน้อยของอีเลียวนอรา สตรีที่มีอาการท้องบวม คนตาบอด การช่วยหญิงท้องที่ประสบอุบัติเหตุ และการรักษาภรรยาของท่านอุปราช

นางอีเลียวนอรา เป็นภรรยาของอันเจโร เฟรโร เธอเดินทางมาอารามท่าน และขณะที่เธอกลับบ้านในตอนเย็น รถม้าก็เกิดพลิก จนอันเดร (Andrea) บุตรวัยห้าเดือนของเธอตกไปอยู่ใต้ท้องรถ หัวใจคนเป็นแม่แตกสลาย เมื่อไม่สามารถยื้อชีวิตบุตรชายได้ เสียงร้องแห่งความเจ็บปวดดังไปทั่ว ขณะที่พวกท่านวิ่งมา เมื่อได้ยินเสียงคร่ำครวญแล้ว ท่านก็ได้อุ้มทารกคนนั้นขึ้น ใช้มือแตะที่หน้าผากเขา พลางสวดภาวนา ก่อนส่งเด็กคืน ป้อนอาหารลูกเธอเสียนะ ท่านกล่าว แต่ คุณพ่อค่ะคนตายไปแล้วจะกินอะไรได้ นางอีเลียวนอรากล่าวอย่างฉงน จงอย่าไม่เชื่อ เอาเขาไปที่เต้านม ท่านกล่าวเสริม และด้วยความเชื่อมั่นเธอทำตามพลันอัศจรรย์ก็บังเกิด เด็กน้อยลืมตาขึ้นและเริ่มดูดนมมารดาของเขาอย่างมีความสุข



ฮื่อๆ เหตุไฉนชีวิตลูกถึงอาภัพเช่นนี้ พระมารดาเจ้าข้าโปรดรักษาลูกด้วย เสียงร่ำไห้ด้วยความทุกข์ใจดังแว่วไปทั่วทั้งวัด มันเป็นเสียงของสตรีนางหนึ่งที่มีอาการท้องบวมผิดปกติที่กำลังร่ำไห้หน้าแท่นของแม่พระ พอดีเป็นเวลาประจวบกับที่ท่านผ่านมาพอดี ท่านจึงเข้าไปปลอบเธอและทำสำคัญมหากางเขนและบอกเธอว่าเธอได้รับการรักษาแล้ว 

อีกคราหนึ่งขณะที่ท่านอยู่ที่ประตูอารามกับเกรกอริโอ ดา ลิกาตา (Gregorio da Licata) ก็ได้มีชายตาบอดคนหนึ่งเดินมาพร้อมไม้เท้ากับสุนัขนำทางของเขา แล้วตรงมาหาท่าน ซึ่งเมื่อมาถึงเขาก็ขอให้ท่านอ้อนวอนพระหรรษทานสำหรับเขา ไม่รอช้าท่านจึงก้มลงภาวนาตามปกติพร้อมทำสำคัญมหากางเขนแก่เขาเช่นที่ทำทั่วไป ทันทีความมืดมนในดวงตาเขาก็มลายสิ้นไป เขามิอาจจะหยุดกลั้นดีใจของเขาได้ อัศจรรย์ อัศจรรย์ เรียกให้บรรดาคนในคณะวิ่งฮือกันออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ใคร? ทำอะไร? ที่ไหน? อย่างไร? เมื่อไร? แต่ไม่ทันท่านดอก เพราะด้วยความเร็วท่านก็รีบโกยขึ้นไปหลบอยู่ที่วัดของคณะบนภูเขาเรียบร้อยแล้ว และเมื่อมีคนถามว่าท่านหนีทำไม ท่านก็ตอบไปว่าคนตาบอดได้รับการรักษาโดยแม่พระไม่ท่าน ดังนั้นท่านจึงไม่ต้องการให้ใครไม่สรรเสริญท่านมากกว่าสรรเสริญแม่พระ


ส่วนอีกอัศจรรย์ที่ลืมไม่ได้ก็คือการช่วยชีวิตบุตรของนางลูเดรเซีย เพราะในวันนั้นถ้าใครได้เห็นเหตุการณ์คงมีไม่ทางเชื่อแน่ว่านางลูเกรเซีย ดิ การ์โล (Lucrezia Di Carlo) จะคลอดบุตรสาวที่แข็งแรงอกมาได้ ทั้งๆที่วันนั้นขณะเธออุ้มท้อง เธอได้ประสบอุบัติเหตุถูกล้อรถม้าทับท้องของเจ้าหล่อนซะขนาดนั้น แน่นอนใครๆก็ต้องต่างคิดว่าเธอต้องแท้งลูกเป็นแน่ๆ แต่ผ่านสำคัญและคำภาวนาของท่านที่ถูกตามมาโดยหญิงคนหนึ่ง เธอก็ได้รับการรักษาให้ปลอดภัยและได้ให้ทุกคนประจักษ์ในวันนี้

และอัศจรรย์ประการสุดท้ายที่จะยกมาก็คือ อัศจรรย์ต่ออุปราชแห่งซิซิลี ซึ่งเล่าดันว่ากาลหนึ่งที่ภรรยาของมาร์กานโตนิโอ โกโลนนา (Marcantonio Colonna) อุปราชแห่งซิซิลี เกิดล้มป่วยหนักจนต้องล้มหมอนนอนเสื่อ เขาก็ได้รับสั่งให้คนไปเชิญท่านมาที่วังของอุปราช เขาต้อนรับท่านอย่างดีเมื่อมาถึงพร้อมอ้อนวอนให้รักษาภรรยาของเขาด้วย ท่านจึงขอให้เขามีกำลังใจเถิด เพราะภรรยาของเขาจะได้รับการรักษาแน่นอน กระทั้งเมื่อท่านจะลากลับอาราม ภรรยาของอุปราชก็พลันหายจากโรคร้ายในทันที 

แต่แม้พระเป็นเจ้าจะทรงกระทำอัศจรรย์ผ่านท่านมากเท่าใด ท่านก็ไม่อาจหนีความเป็นอนิจจังไปได้  นั่นคืออยู่ๆในเดือนกุมภาพันธ์ ค..1589 ท่านในวัยหกสิบกว่าปี ก็ล้มป่วยลง หลังจากนั้นนับวันร่างกายท่านก็ยิ่งทรุดลง ทรุดลงเรื่อยๆ ท่านมีอาการเหนื่อยอ่อน แต่ท่านก็ยังคงยกทุกอย่างแด่พระเยซูเจ้า ท่านปฏิเสธการใช้ยาหรืออาหารพิเศษใดๆ นอกจากมันจะเป็นคำสั่งของท่านอธิการเพราะท่านคือข้ารับใช้พระเจ้าผู้นบนอบ แม้ในวันที่แพทย์สั่งให้ท่านรับประทานไข่ ท่านก็กล่าวกับภารดาที่นำไข่มาให้ท่านว่า ไข่เหล่านี้ไม่จำเป็นดอก แต่เพียงก็เพราะความนบนอบเท่านั้นเอง

ที่สุดจึงมีการตัดสินใจโปรดศีลเสบียงท่าน เวลาถัดมาที่ท่านกำลังจะได้รับศีลมหาสนิท ท่านที่ป่วยอยู่ก็ลุกขึ้นแล้วใช้เชือกทำเป็นบ่วงรัดคอสัญลักษณ์ของการสำนึกผิด ท่านตระหนักดีว่าท่านเป็นเพียงคนบาปผู้น่าสงสาร ท่านสะอื้นตลอดเวลาเพื่อวอนขอการอภัยบาปอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน เมื่อเสร็จพิธีแล้วภารดาทุกคนก็ต่างแยกย้ายกันไปเพื่อร่ำไห้กับภาพที่เขาได้เห็น โอ้ท่านภารดาดำจะจากเราไปจริงๆหรือนี่ พวกเขาคงคิดเช่นนี้ คงเหลือแต่ภารดากูลเยลโม ที่เตรียมจะจุดเทียนเพราะเชื่อว่าท่านกำลังจะจากไปแล้ว แต่ท่านยั้งเขาว่า บราเดอร์ครับ อย่าพึ่งจุด เดี๋ยวเมื่อมันใกล้เข้ามาผผมจะบอกเองครับ



หลังจากนั้นในภารดาเปาโลและภารดากูลเยลโมเป็นผู้เฝ้าท่านอยู่นั้น กระทั้งท่านที่ล้มหมอนนอนเสื่ออยู่ก็พูดขึ้นว่า โปรดไปเอาเก้าอี้มาให้แก่สตรีผู้ศักดิ์เหล่านี้ที่มาเยี่ยมผมด้วยเถอะครับ มันทำให้เขาฉงนมากว่าไหนละสตรี เขาจึงถามท่านกลับไปว่า พวกเธออยู่ที่ไหนกันละครับ ท่านก็ตอบกลับไปพลัน อ้าว ไม่เห็นนักบุญอุร์สุลาและเพื่อนพรหมจารีของเธอดอกหรือ ท่านเก็บงำความรู้สึกปิติต่อไป กระทั้งผ่านไปอีกไม่กี่ชั่วโมง ท่านก็ได้หันไปหาภารดากูลเยลโมและพูดกับเขา บราเดอร์ครับ ถึงเวลาแล้ว แสงเทียนครับ เมื่อฟังแล้วเขาก็จัดให้มือท่านไขว้กันอยู่ที่อกแบบกางเขน หลังจากนั้นท่านจึงเรียกชื่อพระเยซูเจ้า แม่พระและนักบุญฟรานซิส ด้วยดวงตาที่มองไปยังสวรรค์ พร้อมใบหน้าที่สดใส ท่านเปล่งวาจาสุดท้ายว่า ในพระหัตถ์ของพระองค์ ลูกขอฝากวิญญาณของลูกไว้ด้วยเทอญ สิ้นเสียงท่านก็ได้คืนวิญญาณของท่านสู่พระเจ้าอย่างสงบ ด้วยวัย 65 ปี ในวันที่ 4 เมษายน ค..1589

ตามตำนานยังกล่าวเสริมอีกว่า ก่อนที่วิญญาณท่านจะขึ้นไปรับเกียรติในสวรรค์ ท่านได้ไปหาและปลอบหลานสาวที่รักของท่าน ที่บวชเป็นซิสเตอร์ชื่อเบเนเดตตา นาสตาซิ (Suor Benedetta Nastasi) ที่อาศัยอยู่ในบ้านที่จันโดเมนิโก รูเบียโน  ขณะที่เธอกำลังอยู่ในห้องนอน ในลักษณะเป็นนกพิราบขาวโดยท่านได้กล่าวกับเธอว่า อย่าสงสัยอะไรเลยเบเนเดตตา ทันทีเธอรับรู้ว่านั่นคือเสียงของลุงของเธอ เธอจึงถามท่านว่า คุณลุงจะไปไหนค่ะ ท่านก็ตอบว่า บนท้องฟ้าจ๊ะ



ท่านจากไปสู่สวรรค์เช่นนักบุญ ดังคำพูดของนักบุญเปลาโลที่ว่า ผมได้ต่อสู้อย่างสมศักดิ์ศรี ได้วิ่งถึงเส้นชัยแล้ว และผมยังคงรักษาความเชื่อไว้ได้ ตอนนี้รางวัลแห่งชัยชนะนั้นกำลังรอผมอยู่ คือการที่พระเจ้ายอมรับผม องค์เจ้าชีวิตผู้พิพากษาที่ซื่อสัตย์จะมอบรางวัลนี้ให้กับผมในวันนั้น และไม่ได้ให้กับผมคนเดียวเท่านั้น แต่ยังให้กับทุกคนที่ตั้งหน้าตั้งตารอคอยพระองค์กลับมา (2 ทิโมธี 4: 7-8)  การจากไปของท่านคือความเศร้าของปาแลร์โม และคือความยินดีเมื่อท่านได้ถูกบันทึกนามในสารบบนักบุญโดยสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 7 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ.1807  ร่างของท่านยังคงอยู่ที่ปาแลร์โมในวัดของอารามซานตา มารีอา ในสภาพไม่เน่าเปลื่อยตราบเท่าทุกวันนี้ เป็นพยานถึงเรื่องราวมากมายอัศจรรย์ต่างๆ ผ่านการวิงวอนของท่าน


ในบางตอนของพระธรรม 1 ซามูเอล บทที่ 16 ข้อที่ 7 กล่าวไว้ว่า มนุษย์ดูที่รูปร่างภายนอกแต่พระเจ้าทอดพระเนตรจิตใจ แม้ท่านจะเกิดมาผิวดำแต่เกิดท่านก็ไม่เคยคิดว่ามันคือปมด้อยจนพลอยทำให้จิตใจท่านตกลงสู่ห้วงนรกไปตามที่คนมอง กลับกันท่านกลับยกจิตใจของท่านขึ้นใกล้พระเจ้ามากขึ้นๆ ทีละเล็กละน้อยผ่านคำภาวนาเล็กๆน้อยๆเพราะท่านตระหนักดีว่าพระเจ้าทรงมองที่จิตใจ ดังนั้นวาระสุดท้ายของท่านจึงได้กลับไปหาพระบิดาเจ้า บางทีในสวรรค์ท่านอาจพูดกับเราที่ท้อว่า อย่าท้อที่จะติดตามพระนะ ถ้าท้อเพราะคำคนก็ขอให้เราเพียงระลึกว่ารพระเจ้าทรงมองคนที่หัวใจ ไม่ใช่ที่ร่างกาย ภาษา วัฒนธรรม การศึกษา ดูอย่างผมซิ





ข้าแต่ท่านนักบุญเบเนดิตโต ดำ ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...