วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557

'ราฟาเอล อาร์ไนซ' ธรรมดาแต่แสนพิเศษ

นักบุญราฟาเอล อาร์ไนซ บารอน
St. Rafael Arnáiz Barón
วันฉลอง: 26 เมษายน
องค์อุปถัมภ์: ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

“ผมรักการออกแบบของพระองค์ด้วยทั้งชีวิตของผม ถ้อยวลีดังกล่าว เป็นคำพูดของภารดารูปหนึ่ง ผู้มีชีวิตบนโลกนี้เพียงสั้น ๆ อยู่ในช่วงต้นคริสตศวตรรษที่ 20 และค้นพบหนทางที่เรียบง่ายในการบรรลุถึงความครบครัน โดยไม่ได้ทำสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่ในแบบที่มนุษย์เข้าใจ เรื่องราวธรรมดาแต่แสนพิเศษของเราในวันนี้ เริ่มต้นขี้นที่เมืองบูร์โกส แคว้นกาสติลอีเลออน ทางตอนเหนือของประเทศสเปน ในครอบครัวปัญญาชนชาวสเปนของราฟาเอล อาร์ไนซ และเมร์เซเดส บารอน เมื่อทารกเพศชายได้ลืมตาดูโลกอย่างปลอดภัยในวันที่  9 เมษายน ค.ศ. 1911 และได้รับศีลล้างบาปในอีกสามวันต่อมาที่วัดนักบุญอกาทา เมืองบูร์โกสด้วยนามว่า ‘ราฟาเอล อาร์ตูโร อัลวาโร โฆเซ เด ลา อิมากูลาดา กอนเซ็ปซิโอน อี ซาน หลุยส์ กอนซากา’ หรือ ‘ราฟาเอล’

หนูน้อยราฟาเอลมีน้อง ๆ คลานกันออกมาอีก 3 คน ดังนั้นเมื่อรวมท่านผู้เป็นบุตรคนโตเข้าไป ครอบครัวนี้จึงมีบุตรธิดาด้วยกันทั้งสิ้น 4 คน นายราฟาเอล บิดาของท่านประกอบอาชีพเป็นวิศวรป่าไม้ ส่วนนางเมร์เซเดส นอกจากเป็นแม่บ้านดูแลครอบครัว นางยังเป็นนักเขียนคอลัมน์และนักวิจารณ์เพลงในหนังสือพิมพ์หลายหัวอยู่เป็นครั้งคราวไป ฉะนั้นครอบครัวของท่านจึงมีฐานะที่ค่อนข้างดี เป็นผลให้ท่านได้รับการศึกษาทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนอย่างเป็นระบบ และเนื่องจากครอบครัวของท่านก็จัดเป็นครอบครัวคริสตชนที่ดี ทำให้เมื่อท่านอายุได้ 2 ปี พวกเขาก็ได้ให้ท่านรับศีลกำลังที่โรงเรียนพระกุมารเยซู เมืองบูร์โกส ในวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1913 และเมื่อท่านอายุได้ 8 ปี พวกเขาก็ให้ท่านรับศีลมหาสนิทครั้งแรก ณ วัดประจำอารามของคณะแม่พระเสด็จเยี่ยม เมืองบูร์โกส ในวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1919 

  

หนึ่งปีให้หลังเข้าพิธีรับศีลมหาสนิทครั้งแรก ในเดือนตุลาคมบิดามารดาก็ได้ส่งท่านเข้าโรงเรียนพระเมตตา เมืองบูร์โกส ที่ดำเนินงานโดยคณะเยซูอิต ซึ่งเป็นโอกาสให้ท่านได้สมัครเข้ากลุ่มพระแม่ผู้ปฏิสนธินิรมล แต่เรียนไปได้ไม่เท่าไร  ในวันที่ 1 ธันวาคม ปีเดียวกัน ท่านก็มีอาการเป็นไข้อย่างหนักจากการติดเชื้อโคไลบาซิลโลซิส (ติดเชื้อในทางเดินอาหาร) บิดามารดาจึงให้ท่านหยุดเรียนเพื่อพักรักษาอาการอยู่ที่บ้าน ระหว่างนั้นคุณพ่ออธิการโรงเรียนที่ทราบเรื่อง ก็หมั่นนำศีลมหาสนิทมาส่งให้ท่านทุกวันอาทิตย์ แต่เนื่องจากอาการท่านไม่ดีขึ้น ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1921 มารดาของท่านจึงตัดสินใจพาท่านไปอยู่บ้านคุณยาย ที่กรุงมาดริด เพื่อหวังว่าการเปลี่ยนบรรยากาศอาจจะช่วยให้อาการของท่านดีขึ้นบ้าง แต่แล้วเมื่อนางพาท่านกลับมาในวันที่ 4 พฤษภาคม ท่านก็ได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการเยื้อหุ้มปอดอักเสบ อาการของท่านจึงยิ่งทรุดลง

แต่ก็นับเป็นโชคดี ที่ในเวลาต่อมาอาการป่วยครั้งนี้ของท่านก็ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ จนหายเป็นปลิดทิ้ง บิดาของท่านเชื่อว่าสาเหตุที่ท่านรอดจากอาการป่วยในครั้งนี้ เป็นผลมาจากคำเสนอวิงวอนของแม่พระอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นในปลายฤดูร้อน ค.ศ. 1922 บิดาของท่านจึงได้พาท่านในวัย 11 ปี เดินทางไปแสวงบุญที่สักการสถานพระนางมารีย์แห่งเสาหิน เมืองซาราโกซา สถานที่ที่พระนางมารีย์ทรงประจักษ์มาให้กำลังใจท่านนักบุญยากอบ องค์ใหญ่ที่เดินทางมาแพร่ธรรมที่ประเทศสเปนในปัจจุบัน เพื่อโมทนาคุณพระแม่และมอบถวายตัวของท่านไว้ในการอารักขาของพระนาง ก่อนจะให้ท่านกลับไปเรียนที่โรงเรียนต่อ แต่ท่านกลับไปเรียนได้ปีเดียว บิดาของท่านก็ได้งานที่เมืองโอเบียโด ขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองบูร์โกส ดังนั้นบิดาของท่านจึงตัดสินใจพาครอบครัวย้ายมาอยู่ที่เมืองดังกล่าว ท่านจึงย้ายมาเรียนต่อที่โรงเรียนซาน อิกญาซีโอ เดอ โลโยลา เมืองโอเบียโดของคณะเยซูอิต จนจบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาใน ค.ศ. 1929


ตั้งแต่เล็ก ๆ ท่านเป็นเด็กหัวไวและเรียบร้อย ท่านจึงเป็นที่ชื่นชมของคนรอบข้าง ไม่ว่าจะที่บ้านหรือโรงเรียน นอกจากนี้ท่านยังเด็กที่มีความสนใจโน้มเอียงไปทั้งทางเรื่องฝ่ายจิต และเรื่องศิลปะ ผู้เขียนชีวประวัติของท่านชิ้นหนึ่งอธิบายว่า เพราะท่านมีคุณลักษณะทั้งสองด้านนี้อย่างเท่า ๆ กันอย่างน่าประหลาด เป็นผลให้ท่านมีบุคลิกเป็นคนมีทัศนคติที่พร้อมรับและสนุกไปกับโลก ในเวลาเดียวกันกันก็เป็นคนที่มีอารมณ์ขัน มีสัมมาคารวะ และอ่อนน้อมตน เมื่อท่านโตเป็นหนุ่มท่านก็เป็นคนที่เป็นมิตรกับทุกคน ร่าเริงอยู่เสมอ ในทุกงานเลี้ยงที่มารดาของท่านจัดเลี้ยงบรรดาเพื่อน ๆ ของนางรวมถึงนักเรียนคลาสเปียโนที่นางสอน ท่านก็รู้จักวางตัวเป็นสุภาพบุรุษที่น่ารักสดใสต่อทุกคน 

และด้วยความชอบวาดรูปเป็นทุนเดิม เมื่อท่านอายุได้ 15 ปี ท่านก็ได้ขอบิดามารดาลงเรียนพิเศษวาดรูปกับจิตรกรที่มีชื่อเสียงประจำเมือง อย่างเอวเคนิโอ ตามาโย จนท่านมีฝีมือพอจะช่วยวาดรูปให้มารดาของท่านนำไปใช้ในงานการกุศลของนาง และก็ด้วยความชอบนี้เอง ที่ทำให้เมื่อท่านต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางในระดับอุดมศึกษาต่อไป ท่านในวัย 18 ปี จึงตัดสินใจสมัครเข้าโรงเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ขั้นสูง ในมหาวิทยาลัยโปลิเทคนิคมาดริด แต่ในขณะที่กำลังเตรียมตัวเพื่อจะเริ่มเรียนที่ใหม่นั้นเอง พระเจ้าก็ทรงไขแสดงแผนการณ์สำหรับชีวิตของท่านให้ท่านได้รู้ ด้วยหนทางที่ธรรมดาแต่แสนพิเศษ


ระหว่างที่รอมหาวิทยาลัยเปิดเทอม ใน ค.ศ. 1930 ท่านก็ถือโอกาสที่ได้หยุดยาวเดินทางไปพักอยู่กับคุณลุงเลโอปอลโดและคุณป้ามารีอา ดยุกและดัชเชสแห่งมาเกดา ที่มีบ้านอยู่ไม่ไกลจากเมืองอาบิลา เพื่อถือโอกาสพักผ่อนและเดินทางไปชมสถาปัตยกรรมที่เมืองซาลามังกา ในแคว้นคาสติลอีเลออน ซึ่งภายหลังจากที่กลับจากการตระเวนเที่ยวไปทั่วแคว้นคาสติลอีเลออนนี้เอง เมื่อท่านกลับมาแล้วได้เขียนกระจกสีให้วัดน้อยของคุณลุง พระเจ้าก็ใช้โอกาสนี้ชักนำท่านไปหากระแสเรียกการเป็นนักพรตหนุ่ม แทนที่การเป็นสถาปนิกหนุ่ม ดังที่ท่านคาดหวังไว้ด้วยความคิดตามประสามนุษย์

วันหนึ่งคุณลุงเลโอปอลโด ที่พึ่งแปลหนังสือชื่อ ‘จากสนามรบสู่ลา ทราปป์’ ซึ่งเล่าถึงเรื่องราวของนายทหารชาวฝรั่งเศส ผู้ได้ละทิ้งเกียรติยศต่าง ๆ ที่เขาได้รับจากความกล้าหาญในสงคราม เพื่อสมัครบวชเป็นฤษีใน  ‘คณะซิสเตอร์เซียนปฏิรูปแห่งพระนางมารีย์แห่งลา ทราปป์’ หรือ ‘คณะทราปปิสต์’ คณะนักพรตที่ยึดธรรมนูญของนักบุญเบเนดิกต์ และได้รับการก่อตั้งขึ้นในประเทศฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 จากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาอังกฤษเสร็จ ก็ได้ขอให้ท่านช่วยออกแบบปกหนังสือเล่มนี้ให้ ท่านจึงมีโอกาสได้ลองอ่านและรู้สึกประทับใจไม่น้อยต่อชีวิตนักพรต ที่เรียกลำลองว่า ‘ฤษีขาว’ ท่านจึงได้ถามคุณลุงของท่านว่าท่านสามารถไปพบฤษีเหล่านี้ได้ที่ไหนบ้าง คุณลุงของท่านจึงได้แนะนำว่าที่เมืองปาเลนเซีย มีอารามของฤษีคณะดังกล่าว ชื่อ อารามซาน อิสิโอโร เด ดุยญาส’ 

อารามซาน อิสิโอโร เด ดุยญาส

เมื่อการพักผ่อนครั้งนี้จบลง นอกจากการได้เที่ยว ได้สร้างผลงานศิลปะ ได้เติบโตขึ้นเรื่องชีวิตฝ่ายจิตผ่านการได้คุยกับคุณลุงคุณป้าของท่าน และการป่วยด้วยโรคไข้ไทฟอยด์ในตอนท้ายของการพักผ่อน ซึ่งหายดีเมื่อกลับมาถึงโอเบียโด ท่านเริ่มตั้งคำถามถึงอนาคตของท่านอีกครั้ง ว่าพระเจ้าทรงเรียกร้องให้ท่านเดินในทางสายไหนระหว่างการเป็นสถาปนิก ได้วาดรูปตามที่ท่านชอบ หรือการเป็นนักพรต ใช้ชีวิตบำเพ็ญภาวนาอยู่ในความเงียบ ท่านเฝ้าคิดถึงเรื่องนี้จนสบโอกาสระหว่างเปิดเทอม  เดินทางไปยังเมืองปาเลนเซีย เพื่อเยี่ยมอารามซาน อิสิโอโร เด ดุยญาส ในเดือนตุลาคม ใน ค.ศ. 1930 

แม้ในทันทีที่ได้เยี่ยมชมอาราม ท่านจะรู้สึกประทับใจไม่น้อยต่อชีวิตภาวนาในความเงียบ และท่วงทำนองเกรโกเรียนที่ถูกขับในเวลาทำวัตรของบรรดานักพรตในอาราม จนอีกหนึ่งปีต่อมาท่านได้เขียน ‘ความประทับใจต่อคณะทราปปิสต์’ ออกมา แต่ท่านก็ไม่ได้ตัดสินใจสมัครเข้าอารามในทันที อนึ่งอาจมาจากความไม่แน่ใจถึงเสียงที่เพรียกอยู่ภายใน แต่ในเวลาเดียวกันก็อาจมาจากสถานการณ์ของประเทศในเวลานั้น ที่ประเทศสเปนนำโดยรัฐบาลที่มีแนวคิดแบบมาร์กซิส และเป็นปฏิปักษ์กับนักบวช (เรียกว่า ยุคสาธารณรัฐที่สอง ค.ศ. 1931 - 1939) ท่านจึงเลือกที่จะเรียนที่โรงเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ขั้นสูงต่อไป 


ในระหว่างที่เลือกจะศึกษาในระดับอุดมศึกษาต่อไป ท่านมุ่งมั่งในการศึกษา ในเวลาเดียวกันก็มุ่งมั่นในการปฏิบัติศาสนกิจเช่นเดียวกัน ท่านจัดตารางเวลาระหว่างวันที่ว่างจากการเรียน เพื่อไปพบ ‘พระอาจารย์เจ้า’ ผู้สถิตอยู่ในตู้ศีลที่วัดกาเบลเลโน เด กราเซียทุกวัน และยังไปร่วมเฝ้าศีลกลางคืนตามกะที่ได้รับมอบหมายอย่างตรงเวลา เพราะท่านได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มเฝ้าศีลกลางคืนอีกด้วย และในช่วงเวลาเหล่านี้เอง ท่านก็ประสบกับหลายเหตุการณ์ที่ท้าทายกระแสเรียกของท่าน เช่นครั้งหนึ่งเมื่อท่านกลับมาที่หอพักในตอนบ่าย ท่านก็พบว่าหญิงชาวอาร์เจนตินาที่พักอยู่ที่หอเดียวกัน ได้เข้ามาให้ท่าท่านถึงที่ห้อง แต่ท่านก็ไม่เล่นด้วย ท่านบันทึกในภายหลังเหตุการณ์เหล่านี้ว่า “หากไม่ใช่เพราะอัศจรรย์ของแม่พระ ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะหลีกลี้หนีรอดจากเงื้อมมือของศัตรูแห่งวิญญาณ ที่พยายามจะช่วงชิงสมบัติแห่งพระหรรษทานและอิสรภาพของดวงใจไปจากผม”

นอกจากนี้ในระหว่างวันที่ 17-26 กรกฎาคม ค.ศ. 1932 ท่านก็ได้ถือโอกาสไปทดลองเข้าเงียบที่ อารามซาน อิสิโอโร เด ดุยญาส เพื่อพิสูจน์กระแสเรียกของท่าน และท่านก็พบว่าที่นี่คือกระแสเรียกของท่านอย่างแท้จริง ดังที่ท่านเขียนอธิบายว่า “มนุษย์ทำให้ผมเบื่อหน่าย ไม่เว้นแม้แต่คนดี เมื่อผมไม่ต้องพูดกับใคร ผมได้แต่ถอนหายใจเพื่อพระคริสตเจ้า (...) อารามเป็นสองอย่างสำหรับผม อย่างแรกคือเป็นมุมหนึ่งของโลกที่ผมสามารถสรรเสริญพระเจ้าได้ทั้งกลางวันและกลางคืนโดยอิสระ และอย่างที่สองคือเป็นแดนชำระบนแผ่นดิน ที่ผมสามารถชำระตัวเองให้บริสุทธิ์ กระทำตนให้ครบครัน และกลายเป็นนักบุญ ลูกขอมอบความจำนงค์และความปรารถนาของลูกแด่พระองค์ ขอพระองค์ทรงจัดการที่เหลือเถิด”  แต่ท่านก็ไม่ได้เข้าอารามในทันที และถูกเรียกตัวให้ไปรับราชาการทหารที่กองซาปาโดเรส มินาโดเรซ ที่เมืองโอเบียโด ในระหว่างวันที่ 15 มกราคม - 25 กรกฎาคม ค.ศ. 1933 

    
 
และเมื่อปลดประจำการ ท่านก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะหันหลังในอนาคตสถาปนิกหนุ่มและชีวิตที่สะดวกสะบาย ท่านได้ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยที่กำลังเรียนอยู่ก่อนวันฉลองพระคริสตสมภพ ในปีเดียวกัน ก่อนจะได้สมัครเข้าคณะทราปปิสต์ ที่อารามซาน อิสิโอโร เด ดุยญาส ขณะอายุย่างเข้า 23 ปี ในวันที่ 16 มกราคม ค.ศ. 1934 และได้รับเครื่องแบบสีขาวยาวของคณะพร้อมนามใหม่ เพื่อเริ่มต้นการเป็นนวกะของคณะว่า ‘ราฟาเอล มารีอา’ ท่านเขียนอธิบายในเวลาต่อมาว่าการตัดสินใจเข้าอารามครั้งนี้ของท่าน ไม่ได้เกิดจากความทุกข์หรือความผิดหวังในเรื่องใด แต่หากเกิดจากพระเจ้าผู้ทรงความดีไม่รู้สิ้นสุด ได้ประทานชีวิตให้ท่านมากเกินกว่าที่ท่านจะสมควรได้รับ ท่านรู้สึกว่าตัวเองเหมาะกับการร้องเพลงเกรโกเรียนและการสวดทำวัตรในแต่ละวัน  

แต่เพียงสี่เดือนที่ท่านเริ่มชีวิตนวกะภาพ ภายหลังเทศกาลมหาพรต จากวัตรปฏิบัติของคณะที่เคร่งคัด ท่านก็ล้มป่วยหนักและถูกตรวจพบว่าป่วยเป็นโรคเบาหวาน ดังนั้นคุณพ่ออธิการอารามจึงตัดสินใจส่งท่านกลับไปพักรักษาตัวกับครอบครัวที่โอเบียโดตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม เป็นต้นไป ยังโทรมนัสให้ท่านเป็นอันมาก แต่ท่านก็นบนอบและโอบรับมันไว้ในฐานะกางเขน ซึ่งเราอาจสามารถเข้าใจความนึกคิดของท่านในเวลานี้ ผ่านข้อความที่ท่านเขียนแนะนำคุณป้าของท่าน ใน ค.ศ. 1935 ที่ว่า “ปล่อยให้เป็นไปเถิดครับ น้อมรับความทรมาน แต่เป็นน้อมรับความทรมานด้วยความรัก ความรักมาก ๆ ในท่ามกลางความมืด แม้จะมีแต่พายุที่เหมือนองค์พระเจ้าทรงส่งมาให้คุณป้า แม้จะไม่เห็นพระองค์ ขอคุณป้ารักไม้กางเขนเปล่านั้น (...) ร้องไห้ออกมา ร้องเท่าที่คุณป้าทุกข์และจะทำได้ แต่อยู่แทบเชิงไม้กางเขนและอดทนต่อความทุกข์ยากด้วยความรักต่อพระเจ้า นี่ช่างเป็นสุขเสียนี่กระไร ... พระเจ้ารักคุณป้าเพียงใด สักวันหนึ่งคุณป้าก็จะได้เห็นเองในไม่ช้าครับ”  



ท่านพำนักรักษาอยู่กับครอบครัวจนอาการดีขึ้นตามลำดับ ท่านจึงเดินทางกลับมายังอาราม  ท่านจึงได้เดินทางกลับมายังอาราม ในวันที่ 11 มกราคม ค.ศ. 1936 และเนื่องจากอาการป่วยของท่าน ทางอารามจึงพิจารณาให้ท่านเข้าเป็นสมาชิกประเภท ‘โอเบล์ต’ หรือสมาชิกที่ไม่ได้ถือคำปฏิญาณตนเท่านักบวชปกติ มีศักดิ์เท่านักบวชขั้นสามที่สถานภาพก้ำกึ่งระหว่างความเป็นนักบวชและฆราวาส เพื่อให้ท่านสามารถเจริญชีวิตภายในอารามต่อไปได้ เนื่องจากท่านต้องรับอินซูลินทุกวัน วันละสองครั้ง รวมถึงต้องคุมอาหารอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้อาการของโรคกำเริบ เรื่องนี้ยังความทุกข์ใจให้ท่านไม่น้อย เนื่องจากการดำรงสถานภาพนี้เท่ากับว่าท่านจะไม่มีโอกาสได้เข้าพิธีปฏิญาณตนเป็นนักพรตโดยสมบูรณ์ ดังที่ท่านเขียนในภายหลัง เมื่อท่านสามารถปล่อยวางได้ว่า “สิ่งที่เคยทำให้ผมรู้สึกขายหน้า ตอนนี้แทบจะทำให้ผมหัวเราะ ผมไม่สนใจสถานะโอเบล์ตของผมอีกต่อไป” 

ท่านกลับมาพำนักอยู่ที่อารามได้เพียงเก้าเดือน คือในเดือนกันยายน ปีเดียวกัน ท่านและนักพรตหนุ่มอีก 2 คนก็ถูกเรียกตัวเข้าไปประจำในหน่วยทหาร เพื่อสู้รบในระหว่างสงครามกลางเมืองสเปนที่ได้เริ่มขึ้นในปีเดียวกัน (ค.ศ. 1936 - 1939) แต่เพียงสามเดือนให้หลังท่านก็ถูกส่งตัวกลับอาราม เนื่องจากท่านถูกพิจารณาว่าไร้ประโยชน์ แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1937 ท่านก็ถูกเรียกตัวเข้ารับราชการทหารอีกครั้ง แต่ก็เช่นเดิม คือ ท่านถูกส่งตัวกลับเนื่องจากอาการป่วยของท่านทรุดลงอีก ดังนั้นท่านจึงได้ใช้โอกาสนี้ไปพำนักรักษาตัวอยู่กับครอบครัว ซึ่งได้ย้ายจากโอเบียโดมาอยู่ที่เมืองวิลลาซานดิโน ในจังหวัดบูร์โกส จนถึงเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ท่านจึงเดินทางกลับมาที่อารามเป็นครั้งที่ 4 และเป็นครั้งสุดท้ายที่ท่านจะได้กลับมาอารามแห่งนี้


ท่านตระหนักดีว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของท่าน คือ การหันหน้าเข้าสู่มหากางเขน แต่ท่านก็ไม่ลังเลใจที่จะหันหน้าเข้าหามัน เพราะท่านเชื่อว่าอาศัยความทุกข์ยากนี้ มีสิ่งที่ดีกว่ากำลังรอท่านอยู่ ดังที่ท่านเขียนว่า “เมื่อผมได้ออกจากบ้าน ด้วยเจตนาอันแน่วแน่ของตัวผมเองแล้ว ผมก็ได้ละทิ้งการบำบัดรักษา ที่อาการป่วยของผมจำต้องได้รับ และได้ยอมรับสภาพที่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะดูแลคนป่วยที่อ่อนแอ แต่ผมทราบดีว่าความครบครันกำลังรอท่าผมอยู่”  และ “เมื่อผมพบว่าตัวเองต้องกลับมาอยู่ในโลกอีกครั้ง เพราะอาการป่วย  โดนแยกห่างจากอาราม และพบตัวเองอยู่ในสถานการณ์ต่าง ๆ ... ผมเห็นว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผม บทเรียนที่ผมกำลังได้เรียนรู้ช่างมีประโยชน์เสียนี่กระไร เพราะใจของผมยังคงผูกพันกับหลายสิ่ง และพระเจ้าทรงประสงค์ให้ผมปล่อยวาง เพื่อมอบตนทั้งครบแด่พระองค์เดียว”

ไม้กางเขนเป็นศูนย์กลางในการเจริญชีวิตแต่ละวันของท่าน ดังที่ท่านเขียนไว้ว่า “ศูนย์กลางชีวิตของผม คือ องค์พระเยซูเจ้า คือ ไม้กางเขนของพระองค์” ท่านจึงโอบรับมัน ท่านเขียนไว้ในบันทึกวิญญาณว่า “เพื่อได้ลิ้มรสไม้กางเขน เพื่อที่จะมีชีวิตอย่างป่วยไข้ อย่างไม่มีใครรู้จัก อย่างถูกทอดทิ้งโดยทุกสิ่ง – มีเพียงพระองค์เท่านั้นและบนไม้กางเขน. ความขมขื่น ความอ้างว้าง ความโศกเศร้า ความเจ็บปวดที่ต้องดื่มกินอย่างตระกละและกลืนลงไปในความเงียบ ไร้ซึ่งความช่วยเหลือใด ช่างอ่อนหวานเสียเหลือเกิน อ้า หากผมได้รู้วิธีที่จะบอกโลกว่าความสุขแท้นั้นคืออะไร แต่โลกนี้ช่างไม่เข้าใจมัน และไม่มีทางจะเข้าใจได้เลย เพราะการที่จะเข้าใจกางเขนนั้น หนึ่งเลยต้องรักมัน ซึ่งเพื่อจะได้รักมันนั้นก็ต้องรับทุกข์ทรมาน และไม่เพียงแต่รับ แต่ต้องรักที่จะรับทรมานด้วย … ในการนี้แหละ ข้าแต่พระองค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นเพียงไม่กี่วิธีที่จะติดตามพระองค์สู่กัลวาลีโอ” 


ท่านเคยได้วาดภาพหนึ่งส่งให้น้องชายของท่าน และได้เขียนกำกับว่า “ภารดาแผนกสงเคราะห์แสนถ่อมตน ผู้ได้เลือกถนนแห่งความจริงในความมืดของโลก…เพียงไม้กางเขนของพระคริสตเจ้าเท่านั้นที่ส่องแสงบนหนทางชีวิตของเขา” ภราดาแผนกสงเคราะห์ผู้นั้นก็คือ ท่านเอง ภารดาผู้ต่ำต้อยผู้มองไปยังกางเขนด้วยความรักมั่นคง และค้นพบรหัสธรรมแห่งกางเขน “พระเจ้าทรงประทับอยู่ในหัวใจที่สันโดษ ในความเงียบแห่งการภาวนา ในการตัดสละด้วยความสมัครใจเพื่อรับความเจ็บปวด ในความว่างเปล่าของโลกและสิ่งมีชีวิต พระเจ้าทรงประทับอยู่ในไม้กางเขนและตราบใดก็ตามที่เราไม่รักไม้กางเขน เราก็จะไม่ได้แลเห็นพระองค์ หรือรู้สึกถึงพระองค์ได้….ถ้าเพียงโลกและมนุษย์ได้รู้…แต่พวกเขาจะไม่รู้ เพราะพวกเขามัวแต่ยุ่งกับผลประโยชน์ของพวกเขามากไป หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยทุกสิ่งที่ไม่ใช่พระเจ้า” ดังนั้นอาศัยการค้นพบคุณค่าแห่งไม้กางเขน ด้วยวิถีทางอันเรียบง่าย ท่านจึงพบเคล็ดลับในการมีชีวิตในแต่ละวัน ในท่ามกลางความทุกข์ทั้งกายและทางใจ

เมื่อกลับอารามมาเป็นครั้งที่ 4 เนื่องจากอาการป่วยของท่าน ท่านจึงถูกส่งให้ไปอยู่ที่ห้องพยาบาลของอาราม เมื่อถึงช่วงเดือนเมษายนค.ศ. 1938 ก็ดูเหมือนอาการของท่านจะยิ่งทรุดหนักลง จนท่านทำอะไรได้อย่างยากลำบาก ท่านได้เขียนระบายและสนทนากับมโนธรรมของตนเองว่า “การภาวนาของผมไม่ดีเลย ผมไม่ได้ทั้งสวดหรือรำพึงหรือไตร่ตรองพระคัมภีร์ให้ดีพอ ส่วนเรื่องงาน…ผมก็แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย คือผมเพียงกินและนอนเท่านั้น กินและนอนเหมือนเจ้าสัตว์ตัวน้อย ผมไม่สามารถทำอะไรไปได้มากกว่านี้  ทุกสิ่งไม่มีอะไรโดยตัวของมันเองและไม่มีค่าอื่นใด แต่สิ่งที่ทำให้มันมีค่าคือวิธีทำมันต่างหาก ... เมื่อใดหนอเจ้าจึงจะเข้าใจ เจ้าโง่เอ้ย เมื่อใดเจ้าจะเข้าใจเสียทีว่าฤทธิ์กุศล ไม่ใช่การกินหัวหอม แต่คือการกินหัวหอมเพราะความรักของพระเจ้าต่างหาก เมื่อไรพวกเขาจะเข้าใจว่าความศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกระทำภายนอก แต่ขึ้นอยู่กับน้ำใจภายในกิจการ ถ้าเจ้ารู้อย่างนี้แล้ว ไฉนเจ้าถึงไม่ปฏิบัติมันเสียเล่า” จากข้อความข้างต้นท่านดูจะพบความผิดบกพร่องมากมายในการรับใช้พระของตนเอง ท่านเริ่มรู้สึกว่าท่านขาดความถ่อมใจ และรู้ตัวว่าท่านเริ่มทำตามน้ำใจตน แต่ใครเล่าจะบอกได้ว่าสิ่งที่ท่านคิดต่อตัวท่านนั้นเป็นจริงเพียงไหน เพราะธรรมชาติของนักบุญมักไม่เคยยกยอตัวเองไว้บนหิ้ง แต่ก็ชอบกดตัวให้ต่ำลงกว่าบรรดาพี่น้องอยู่เสมอ


คุณพ่ออธิการที่เห็นอาการท่านทรุดลงเรื่อย ๆ จึงอนุญาตให้ท่านสวมผ้าห้อยหน้าห้อยหลังสีดำ พร้อมหมวกคลุมศีรษะสีดำอันเป็นเครื่องแบบของคณะในวันอาทิตย์สมโภชปัสกา ที่ 17 เมษายน ค.ศ. 1938 เพื่อให้ท่านสามารถสิ้นใจในฐานะนักบวชของคณะตามที่ตั้งใจไว้ได้ และเพียงให้หลัง 9 วัน ในเวลาเจ็ดโมงเช้าของวันที่ 26 เมษายน หลังอยู่ในสภาวะโคม่าจากอาการโรคเบาหวานกำเริบ ท่านจึงคืนวิญญาณไปหาพระเจ้าอย่างสงบด้วยอายุเพียง 27 ปี ทิ้งไว้แต่ข้อเขียนและจดหมายถึงจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าวิญญาณดวงหนึ่งจำนงค์ต่อน้ำพระทัยพระเจ้าในทุก ๆ สถานการณ์อย่างไร รวมถึงความอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงกระทำต่อดวงวิญญาณดวงหนึ่ง ด้วยวิถีทางที่แสนธรรมดา แต่แสนพิเศษ ท่านเคยเขียนว่า “ผมไม่ปรารถนาสิ่งใดนอกจากพระเจ้า ความต้องการของพระองค์จะเป็นความต้องการของผมเช่นเดียวกัน… 

ต่อมาจดหมายที่ท่านเขียนกว่า 33 ฉบับส่งให้มารดา คุณลุง และคุณป้าของท่าน รวมถึงที่ท่านเขียนขึ้นตามคำแนะนำของคุณพ่อวิญญาณของท่านก็ได้รับการรวบรวมตีพิมพ์ ใน ค.ศ. 1947 ชื่อเสียงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านจึงยิ่งขจรขจายไปไกลกว่ารั้วอารามที่ท่านฝากร่างของท่านไว้ และคนรอบข้างที่ได้สัมผัสชีวิตอันน่ามหัศจรรย์ จนนำไปสู่การเปิดกระบวนขอแต่งตั้งท่านเป็นบุญราศี กระทั่งในวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1992 นักบุญสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ก็ทรงบันทึกนามท่านในสารบบบุญราศี โดยก่อนหน้านั้นพระสันตะปาปาพระองค์เดียวกันก็ได้ทรงยกย่องท่านเป็นแบบอย่างของคนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบัน ในงานชุมชนเยาวชนโลกที่เมืองซันติอาโก เด กอมโปสเตลา ประเทศสเปน ค.ศ. 1989 และเพียง 17 ปีต่อมาในวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ. 2009 สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ก็ทรงยกท่านไว้บนพระแท่นบูชาในฐานะนักบุญ 


“ท่านทั้งหลายจงทำตามแบบฉบับของพระเจ้า ประดุจบุตรสุดที่รักของพระองค์” (เอเฟซัส 5:1) วิธีการง่าย ๆ ที่เราจะเลียนแบบพระคริสตเจ้าตามแบบฉบับบของพระองค์ ดุจบุตรสุดที่รักอีกวิธี คือ การยอมรับน้ำพระทัยเหมือนพระองค์ในทุก ๆ กรณี เหมือนที่ท่านนักบุญราฟาเอลกล่าวในขณะที่ท่านล้มป่วยว่า “ผมไม่ปรารถนาสิ่งใดนอกจากพระเจ้า ความต้องการของพระองค์จะเป็นความต้องการของผมเช่นเดียวกัน….” แม้มันจะขัดต่อความปรารถนาของท่านที่จะเป็นนักพรต แต่เมื่อทราบว่าคือน้ำพระทัยของพระเจ้า ท่านก็เต็มใจยอมรับมันในทันที เป็นเรื่องจริงแท้และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในชีวิตประจำวันของเราหลาย ๆ ครั้ง น้ำพระทัยพระเจ้าก็ขัดกับความต้องการของเราหลาย ๆ อย่างอยู่เลยทีเดียว และเป็นเรื่องหินอยู่มากโขที่จะผ่านไป แต่ขอให้เราได้รำพึงเช่นเดียวกันกับท่านนักบุญราฟาเอล ว่าผลตอบแทนที่รออยู่ต่อจากกางเขนนั้นล้ำค่าเกินจะบรรยาย และคุ้มเสียยิ่งกว่า ขอให้กางเขนส่องสว่างในหัวใจเรา และขอให้เราตระหนักเสมอว่า คุณค่าของกางเขนไม่ได้อยู่เพียงเพราะเราประสบ แต่อยู่ที่เราประสบมันอย่างไร 

รูทราย, เทเรซีโอของพระเยซู
แก้ไข เพิ่มเติม ตัดทอน, 29 เมษายน 2023

--> ข้อคิดของนักบุญราฟาเอล (คลิกที่ลิงค์) <--


“ข้าแต่ท่านนักบุญราฟาเอล อาร์ไนซ บารอน ช่วยวิงวอนเทอญ”

รายการอ้างอิง
http://saints.sqpn.com/saint-rafael-arnaiz-baron/
http://www.trappists.org/becoming-trappist/modern-saints/blessed-rafael-arnaiz-baron
http://www.es.catholic.net/santoral/articulo.php?id=35828
http://en.wikipedia.org/wiki/Rafael_Arnáiz_Barón
https://es.wikipedia.org/wiki/Rafael_Arnaiz_Bar%C3%B3n
http://www.vatican.va/news_services/liturgy/saints/2009/ns_lit_doc_20091011_arnaiz_en.html
http://www.abadiasanisidro.es/rafael3/index.html
https://sancrucensis.wordpress.com/2012/12/19/st-rafael-arnaiz-baron-among-the-vegetables-or-the-trappist-as-a-conquistador/
http://americamagazine.org/issue/731/article/st-rafaels-cross
https://omnesmag.com/en/focus/el-brother-rafael/
https://www.vivirasturias.com/religion/c/0/i/54796108/arnaiz-baron-san-rafael
https://www.aciprensa.com/recursos/biografia-4565
https://www.idente.org/san-rafael-arnaiz-baron-26-de-abril/




วันพุธที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2557

"มารีอา เดล การ์เมน" นักบุญน้อยหัวใจคับโลก


คารวียะมารีอา เดล การ์เมน กอนซาเลซ บาเลรีโอ
Venerable Maria del Carmen González-Valerio

                                   จะเอื้อนเอ่ยเจื้อยแจ้วถึงเรื่องราว       ของเด็กสาวธรรมดาไร้ราศี
                            ผู้ยิ่งใหญ่ด้วยใจที่แสนดี                        เปี่ยมฤทธีความรักเกินเยาว์วัย
                                   มารีอา นามเธอช่างดีนัก                 เปี่ยมด้วยศักดิ์มารีย์อันผ่องใส
                            แม้ชีพจากโลกนี้ไปแสนไกล                    ในดวงใจเธอนั้นคือนักบุญเอย
ตำนานบทนี้เริ่มขึ้นในวันที่ 14 มีนาคม ค..1930 ท่ามกลางความวุ่นวายของแผ่นดินสเปนในครอบครัวของนายฆูลีโอ กอนซาเลซ บาเลรีโอ กับนางการ์เมน ไซเอนซ์ เด เอเรดีอา หลังจากมีลูกด้วยกันแล้วหนึ่งคนทั้งสองก็ได้ให้กำเนิดทารกเพศหญิงตัวน้อยๆ (หลังจากนั้นพวกเขาก็มีลูกด้วยกันอีกสามคน) แต่ความยินก็อยู่ได้ไม่นานเพราะเด็กน้อยมีสภาพที่อยู่ระหว่างเส้นกั้นบางๆระหว่างความตาย ดังนั้นทารกน้อยจึงได้รับศีลล้างบาปในทันที แต่พระเจ้าก็มิได้ทรงโปรดให้ทารกน้อยต้องตายไปพร้อมบาปเดิม พระองค์ทรงเตรียมทารกคนนี้ไว้เพื่อแสดงพระเกียรติคุณของพระองค์ให้โลกเห็น

และเพื่อเตรียมตัวเด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้ให้พร้อมเพื่องานนี้ พระองค์ก็ทรงโปรดให้ ฯพณฯท่าน เตเดซกินี ผู้แทนสมเด็จพระสันตะปาปาในประเทศสเปนสหายของครอบครัว ให้มีความคิดให้ท่านรับศีลกำลัง ในวันที่ 6 เมษายน ค..1932 ขณะท่านมีอายุเพียงสองปีเท่านั้น



ตั้งแต่เยาว์มารีอาก็ได้แสดงออกถึงความรักต่อคนยากไร้ มีครั้งหนึ่งมีขอทานคนหนึ่งได้มาสั่นกระดิ่งที่หน้าบ้านของท่าน ท่านจึงเดินมาเปิดพร้อมมอบเงินออมเล็กๆน้อยๆทั้งหมดของท่านแก่เขา พร้อมพูดกับเขาว่า ตอนนี้ สั่นอีกครั้งนะคะ เพื่อคุณแม่จะได้ให้อะไรกับคุณบ้าง  นอกจากนั้นท่านยังเป็นคนรู้จักพอประมาณมากๆ มารดาของท่านเล่าว่า วันหนึ่งมารีอา การ์เมน กำลังจะไปงานวันเกิดกับเพื่อนๆ ดิฉันเลยจัดให้เธอใส่ชุดไม่มีแขนคอต่ำตัวน้อย และบอกเธอว่าไม่ต้องไปพับมัน แต่ดิฉันก็รู้ว่าเธอใส่เสื้อแจ็คเก็ตทับมันไว้ ทำให้ดิฉันโกธรเธอและดุเธอ เธอบอกดิฉันพลางร้องไห้ว่า เธอจะไม่ออกไปพร้อมกับชุดนี้ พอดีกันมารดาดิฉันก็ผ่านมาเห็นเหตุการณ์ ท่านจึงเข้ามาบอกดิฉันว่าดิฉันไม่มีสิทธิ์หยุดความรู้พอประมาณจากพระเจ้าของเธอได้ และดิฉันต้องรับผิดชอบต่อระเจ้าเพื่อการศึกษาที่ดิฉันมอบให้กับเธอ ดังนั้นมารีอา การ์เมนจึงจะไปงานเลี้ยงพร้อมแจ็คเก็ต และเช่นเด็กทั่วไปท่านมีงานอดิเรกตามประสาเด็กคือการสอนตุ๊กตาตัวน้อยของท่านทำสำคัญมหากางเขนและสวดภาวนากับสะสมภาพศักดิ์สิทธิ์ที่ได้มา

นอกจจากนั้นท่านรักการสวดสายประคำมากตั้งแต่มีอายุได้ห้าปีพร้อมกับครอบครัว และการสวดบทร่ำวิงวอนแม่พระจากดวงใจเล็กๆด้วยความภาคภูมิใจ ท่านมีบันทึกกิจการที่ทำให้ท่านรู้คุณธรรมและหน้าที่ในแต่วันของการดำเนินชีวิต อาทิ การเชื่อฟัง ทรมานร่างกาย  การศึกษา สวดสายประคำ รับศีล ร่วมมิสซา สวดภาวนาเป็นต้น นอกเหนือจากนี้ท่านยังชอบถวายการเสียสละน้อยๆของท่านแด่พระหฤทัยของพระเยซูเจ้า ครูคำสอนที่เตรียมท่านให้พร้อมรับศีลอภัยบาปเล่าว่า เมื่อดิฉันได้เตรียมเด็กๆสำหรับรับศีลอภัยบาป ดิฉันจะเห็นใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกลัวของบาป และความพยายามที่จะปฏิบัติกิจใช้โทษบาปของเธอให้ดีที่สุด



หลังจากนั้นเมื่ออายุได้หกปีท่านก็ได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรก ด้วยแรงผลักดันจากมารดาของท่าน โดยภายหลังเธอจึงให้เหตุผลว่า ดิฉันเชื่อมั่นว่านับจากนั้นสเปน โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวของเรา จะต้องผ่านเวลาที่ยากลำบาก หนึ่งจะมีการเบียดเบียนก่อตัวขึ้น และดิฉันต้องการให้มารีอา การ์เมน รับศีลมหาสนิทครั้งแรกก่อน

 เอาจริงๆแล้วเธอเติบโตในด้านความศักดิ์สิทธิ์หลังจากการรับศีลมหาสนิทครั้งแรกของเธอ มารดาท่านกล่าว นอกจากนั้นแล้วในโอกาสนี้ท่านยังได้ถวายตัวทั้งครบแด่พระเยซูเจ้า ที่สุดความวิโยคครั้งยิ่งใหญ่ก็ซาซัดเข้ามายังครอบครัวคาทอลิกที่ดีและชาตินิยมนี้ ในวันที่ 15 สิงหาคม ค..1936 เมื่อบรรดาทหารคอมมิวนิสต์เขาล้อมจับบิดาท่าน ลูกๆของเรายังเล็ก เกินกว่าจะเข้าใจ จงบอกพวกเขาว่าคุณพ่อของเขามอบชีวิตของเขาเพื่อพระเจ้าและเพื่อสเปน เพื่อให้ลูกหลานของเราโตขึ้นมาท่ามกลางคาทอลิกสเปน ที่ซึ่งกางเขนครองโรงเรียน คือคำสั่งเสียสุดท้ายก่อนบิดาท่านจะถูกฆ่าในอีกวันถัดมา



หลังจากการจากไปของเสาหลักของครอบครัว มารดาท่านก็ต้องไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่สถานกงสุลเบลเยียม เพราะความเชื่อมั่นในพระคริสตเจ้า ส่วนท่านและพี่น้องก็ถูกพาไปปอยู่กับคุณป้า ที่นั่นทุกๆวันท่านก็มักสวดภาวนาต่อรอยแผลศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้คนที่ฆ่าบิดาท่านให้กลับใจ บางวันท่านก็เชื้อเชิญคุณป้าว่า ป้าฟีฟาคะ เรามาสวดให้คุณพ่อและคนที่ฆ่าท่านกันดีกว่าคะ และเมื่อท่านเห็นพี่จูลีโอหรือคุณป้าโซเฟียเศร้าท่านก็เดินเข้าไปพูดว่า มาสวดสายประคำกับถวายตัวแด่รอยแผลศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้ากันดีกว่าคะ

ท่านอยู่กับคุณป้ากระทั้งเมื่อทราบว่ามีแผนการลักพาตัวเด็กตระกูลกอนซาเลซ บาเลรีโอ ส่งไปเลี้ยงในลัทธิมากซ์ ที่ประเทศรัสเซีย เพื่อปลูกฝังความเชื่อตามแบบอย่างคอมมิวนิสต์ ดังนั้นที่สุดทั้งครอบครัวจึงกลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้งที่กงสุลเบลเยียมแม้จะมีพื้นที่ไม่มากนัก ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค..1937 หลังจากนั้นในวันที่ 31 มีนาคม ปีเดียวกันครอบครัวท่านก็ได้ลี้ภัยไปที่ซาน เซบัสเตียน ของแคว้นบาสก์  



สวรรค์คือบ้านของแม่ วันหนึ่งที่ซาน เซบัสเตียน หลังจากกลับมาในช่วงวันหยุดของโรงเรียนกินนอนของคณะไอริชแห่งพระแม่มารีย์ ที่ ซัลลา ที่ท่านถูกส่งไปในเดือนตุลาคม ค..1938 หลังจากหนึ่งปีที่โรงเรียนพระหฤทัย ท่านก็พบมารดากำลังทำหน้ากังวลใจเรื่องบ้าน ท่านจึงเข้าไปคุยกับมารดาท่านว่า คุณแม่คะ  คุณแม่สนสิ่งที่เป็นของฝ่ายโลกมากเกินไปแล้วนะ สวดมากๆซิคะ ทันทีมารดาท่านก็ตอบไปว่า ลูก แม่จำเป็นต้องมีบ้าน ท่านจึงยืนยันอีกครั้ง แม่คะ สวรรค์คือบ้านของแม่นะคะ….”

ท่านมีบันทึกกิจการที่ท่านเขียนถึงสามครั้งว่าส่วนตัว เป็นเหมือนบันทึกวิญญาณของท่าน ท่านมักถามหากระเป๋านักเรียนที่มีบันทึกเล่มนี้ที่ท่านเข้าใจได้คนเดียวเสมอๆ อาทิ พวกเขาฆ่าคุณพ่อผู้น่าสงสารของหนู , สเปน จงเจริญ พระคริสตราชา จงเจริญ ในหน้าสุดท้ายเช่นเดียวกับบรรดามรณสักขีทั้งหลายในระหว่างสงครามกลางเมืองสเปน ,เพื่อคุณพ่อ 7 พฤษภาคม ..1939 ส่วนตัว  และวลีที่สำคัญที่สุดคือ หนูได้ถวายตัวเองทั้งครบแด่พระเจ้าในเขตของนายชุมพาบาลที่แสนดี 6 เมษายน ค..1939” ซึ่งไม่มีใครเข้าใจได้เลยกระทั้งท่านจากไป ว่าหมายความว่าอย่างไร



หนูได้ถวายตัวเองทั้งครบแด่พระเจ้าแน่นอนไม่นานพระเยซูเจ้าก็ทรงตอบรับของถวายชิ้นนี้ เพราะหลังจากกลับมาจากโรงเรียนในวันที่ 8 เมษายน ค..1939 ท่านก็ล้มป่วยลงด้วยโรคไข้อีดำอีแดง จนนำไปสู่การติดเชื้อที่หูก่อนกลายเป็นอาการโลหิตเป็นพิษ ซึ่งจากบันทึกของเพื่อนท่านทำให้เราทราบว่านับจากวันที่ท่านเข้ารับการรักษา ท่านเริ่มพูดถึงความตายของท่านอยู่ทุกวัน ท่านรู้ดีว่าท่านจะไม่มีวันหายแน่นอน ดังนั้นท่านจึงกล้ากล่าวกับมารดาท่านที่แนะนำให้ท่านวอนขอพระกุมารให้ทรงรักษาท่านว่า ไม่คะ คุณแม่ หนูจะไม่ขอเช่นนั้นคะ หนูอยากให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์คะ

แม้จะต้องนอนซมอยู่แต่บนเตียงท่านก็ไม่ได้ละทิ้งรายละเอียดน้อยที่สุดเช่นครั้งหนึ่งซิสเตอร์คนหนึ่งเห็นว่าแดดคงรบกวนท่านจึงเดินมาปิดม่านให้ท่าน ท่านจึงกล่าวขอบคุณ แต่ซิสเตอร์อีกคนเห็นท่านควรได้รับแสงแดดซักหน่อยจึงเดินมาเปิดม่านให้ท่านให้ท่านในเวลาไม่ช้า ท่านก็มิได้โกธรหรือปล่อยมันไปตรงข้ามท่านกลับปฏิบัติเช่นเดียวกันกับครั้งแรกคือกล่าวขอบคุณซิสเตอร์ ท่านพักอยู่ที่นั่นจนถึงวันที่ 27 พฤษภาคม จึงมีการย้ายท่านไปยังกรุงมาดริด ที่นั่นท่านต้องฉีดยาหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งท่านก็จะสวดภาวนาด้วยบทข้าแต่พระบิดา ข้าพเจ้าเชื่อ



นับจากนั้นท่านก็ต้องทนทุกข์มากขึ้นเรื่อยๆอย่างหนักหน่วงเพื่อคนที่ท่านไม่รู้จัก ท่านกลายเป็นป่วยด้วยโรคท้องร่วง ไม่พอบาดแผลที่ขาท่านยังเกิดเน่า บางครั้งท่านถึงกลับนอนไม่หลับเพราะเจ็บปวดมีเพียงพระนามของพระเยซูเจ้าเท่านั้นที่คอยเป็นยาบรรเทาให้ท่านเสมอ ท่านเคยกล่าวกับคุณยายตอนเด็กๆว่า  คุณยายรู้ไหมคะว่ามันคืออะไร การจะเป็นนักบุญน่ะเราต้องสละตัวเองนะคะ เมื่อคุณยายถามท่านกับพี่ว่าอยากจะเป็นนักบุญไหม

นับวันเวลาแห่งสวรรค์ยิ่งใกล้ท่านเข้ามาเรื่อยและท่านก็รู้ดีท่านจึงบอกเสมอว่าท่านจะจากไปในวันฉลองแม่พระแห่งภูเขาคาร์แมลองค์อุปถัมภ์ของท่าน แต่เมื่อทราบว่าคุณป้าโซเฟียของท่านกำลังจะแต่งงานท่านก็ประกาศในวันนั้นว่าท่านจะจากไปในวันถัดไป  ดังนั้นในวันที่ 17 กรกฎาคม ค..1939 อาการท่านก็ยิ่งทรุดจนท่านไม่อาจลุกไปไหนจากเตียงได้ ท่านประกาศย้ำอีกครั้งว่า วันนี้ หนูจะตายและหนูจะไปสวรรค์คะ กระทั้งเวลาประมาณช่วงบ่าย หลังจากหยุดสวดไปท่านก็เริ่มสวดภาวนาอีกครั้ง ทันทีท่านก็เริ่มได้ยินเสียงเพลงของบรรดาทูตสวรรค์ดังขึ้น หนูจะตายเช่นมรณสักขี คุณหมอคะได้โปรดเถอะคะ ให้หนูได้ไปตอนนี้เถอะคะ หมอไม่เห็นหรอคะว่าแม่พระทรงมาพร้อมกับบรรดาทูตสวรรค์เพื่อรับหนูแล้ว ทำให้ทุกคนที่รายล้อมเตียงท่านเพื่อดูใจท่านต่างพากันประหลาดใจกันเป็นแถว เยซู มารีย์ ยอแซฟ โปรดช่วยหนูจากความเจ็บปวดที่ผ่านมา โปรดให้หนูได้จากไปพร้อมกับท่านด้วย ท่านกล่าวก่อนล้มตัวนอนบนหมอนและหายใจครั้งสุดท้ายโดยปราศจากความทุกข์ทรมาน



ด้วยวัยเพียงเก้าปี ท่านจากไป ทันทีร่างน้อยๆของท่านกลายเป็นงดงามขึ้นและอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมที่ไม่ใช่ของดอกไม้ จนแพทย์ครั้งแรกปฏิเสธจะบอกว่าท่านตายแล้ว หลังจากนั้นร่างของท่านก็ถูกฝังในชุดสีขาวสวยที่ใช้ในการรับศีลมหาสนิทครั้งแรกของท่าน ท่ามกลางดอกไม้จากงานแต่งของคุณป้าท่านที่ท่านขอไว้ตั้งแต่เมื่อวาน หนูขอดอกไม้ก็พอแล้วคะ

อาซาญา(ประธานาธิบดีที่นำไปสู่การเบียดเบียนคริสตชนในสเปน)จะได้ไปสวรรค์ไหมค่ะ มารดาท่านก็ตอบว่า ถ้าลูกหมั่นทำพลีกรรรมและสวดภาวนาให้เขา ถูกแล้วลูกเขาก็จะได้รับความรอดซึ่งด้วยการเสียสละนี้วิญญาณดวงหนึ่งก็ได้รับความรอด อาซาญา กลับใจในช่วงวาระสุดท้ายของเขากลับมาสู่หนทางกางเขนที่ถูกสร้างขึ้นจากเด็กสาวตัวน้อยๆอย่างไม่ต้องสงสัย คุณพ่อหนูจากไปเช่นมรณสักขี คุณแม่ผู้น่าสงสาร และหนูกำลังจะจากไปเช่นยัญบูชา



เรื่องราวของท่านถูกดำเนินเรื่องเพื่อขอสถาปนาเป็นบุญราศี กระทั้งในวันที่  16 มกราคม ค..1996 สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปลอ ที่ 2 ก็ได้ทรงรับรองความศักดิ์สิทธิ์ของท่านในฐานะ คารวียะ

ข้าพเจ้าคิดว่าการมีชีวิตอยู่ก็คือพระคริสตเจ้า และการตายเป็นกำไร หากการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้เป็นโอกาสให้ข้าพเจ้าทำงานได้ผลเเล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่าจะเลือกสิ่งใดดี (ฟป 1:21-22 ) เรามีชีวิตอยู่เพื่อเลียนแบบพระคริสตเจ้าด้วยการรักพระและรักทุกคนๆ พร้อมแบกกางเขนตามพระองค์ไปสวรรค์ไปรับกำไรในโลกหน้าอันคือชีวิตนิรันดร เหมือนท่านที่เลียนแบบความรักของพระเยซูเจ้าด้วยการยอมตายเพื่อให้คนที่ฆ่าบิดา คนที่หลายๆคนเกียจได้กลับใจ ดังนั้นเราต้องมีชีวิตแบบพระคริสตเจ้าเท่าที่เราทำได้ เพื่อกำไรในอาณาจักรสวรรค์ด้วยการกระทำทุกสิ่งด้วย ความรัก



ข้าแต่ท่านคารวียะมารีอา การ์เมน กอนซาเลซ บาเลรีโอ ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง

วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2557

"ครอบครัวฮาชิโมโตะ" แบบอย่างความวางใจ


บุญราศีครอบครัวฮาชิโมโตะ
Bl. Joannes  Hashimoto and Thecla Hashimoto and their children
ฉลองวันที่ : 6 ตุลาคม

โยฮัน ฮาชิโมโตะ และ เทคุระ ฮาชิโมโตะ เป็นสามีภรรยาคริสตชนในเกียวโต ทั้งสองมีธิดาหนึ่งคนคือ แคทเทรีน ฮาชิโมโตะ ซึ่งเกิดเมื่อราวปี ค..1606 และบุตรชายอีก 4 คนที่ไล่ตามแคทเทรีนมา คือ โทมัส ฮาชิโมโตะ(..1607) , ฟรานซิส ฮาชิโมโตะ(..1611) , เปโตร ฮาชิโมโตะ(..1613) และสุดท้ายหลุยส์ ฮาชิโมโตะ(..1616)

กระทั้งการประหัตรประหารคริสตชนเริ่มขึ้น ครอบครัวฮาชิโมโตะก็ถูกจับและถูกสั่งเผาทั้งเป็นต่อหน้าพระพุทธรูปในวันที่  6 ตุลาคม ค..1619  พร้อมกับคริสตชนอีกนับห้าสิบคน ขณะที่เทคุระกำลังตั้งท้องบุตรคนที่หก ทั้งครอบครัวถูกมัดกับกางเขนและเผา โดยขนาบด้วยบุตรสาวหัวปีและบุตรชาหัวปี ท่ามกลางท้องฟ้าสีแดงฉานแห่งยามเย็น ริมฝั่งแม่น้ำ ไฟยิ่งโหมหนักเรื่อยๆ พลันแคทเทรีนก็ตะโกนฝ่าเปลวไฟขึ้นมาว่า แม่ค่ะ หนูมองไม่เห็นอะไรเลย เทคุระในฐานะมารดาจึงปลอบประโลมบุตรสาวของเธอว่า มันแน่นอน ลูกแม่ เร็วๆนี้ทุกสิ่งจะชัดเจน ยามเราทุกคนอยู่พร้อมกันในสวรรค์



แต่ในระหว่างนั้นไฟได้ไหม้เชือกของแคทเทรีนขาด เธอจึงรีบวิ่งไปหามารดาที่ถูกมัดพร้อมน้องชายคนเล็กสามคน แล้วพูดว่า แม่ หนูมองไมเห็นอะไรเลย เทคุระในฐานะมารดาจึงปลอบประโลมบุตรสาวของเธอว่า สวดภาวนาต่อพระเยซูเจ้าและแม่พระเถิด หลังจากนั้นไฟก็โหมกระหน่ำร่างเทคุระก็ยังคงกอดบุตรชายคนเล็กแน่นไว้

เมื่อควันไฟโหมจนปิดร่างของเทคุระแล้ว เสียงเรียกชื่อลูกๆของเธอและเสียตะโกนว่า พระเยซูเจ้า พระแม่มารีย์ แว่วมา ไม่นานเธอก็สิ้นใจในท่าอุ้มหลุยส์บุตรชายคนเล็กไว้แนบอก พระเยซูเจ้าข้า โปรดรับเด็กน้อยเหล่านี้ไปเทอญ



จากบันทึกของริชาร์ด ค็อคซ์ (Richard Cocks)  ชื่อของครอบครัวฮาชิโมโตะก็ถูกบันทึกนามไว้ในกลุ่มมรณสักขีแห่งโตเกียว กาลเวลาผ่านไปนับร้อยปีที่สุดในรัชสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 ก็ได้ทรงลงพระนางอนุมัติให้บันทึกนามกลุ่มมรณสักขีอันมีเปโตร คิเบะ  คาซูอิ (Petrus Kibe Kasui) และเพื่อมรณสักขี 187 คน พิธีอย่างเป็นทางการถูกจัดขึ้น ณ  สนามกีฬาเมืองนางาซากิ ในวันที่ 24  พฤศจิกายน ค..2008

พระองค์ทรงโอบข้าพเจ้าไว้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พระองค์ทรงวางพระหัตถ์ไว้เหนือข้าพเจ้าแล้ว(สดุดี 139:5) จริงไหมละไม่งั้นเทคุระจะพูดว่า สวดภาวนาต่อพระเยซูเจ้าและแม่พระเถิดกับบุตรสาวหัวปลีเมื่อเธอพูดว่า แม่ หนูมองไมเห็นอะไรเลย ทำไมกัน ก็เพราะความเชื่อ ความวางใจ ยังไงละ วางใจว่าพระองค์ทรงอยู่ข้างๆ ไม่ได้ทอดทิ้งเราไปไหนแม้ในยามทุกข์ ทพระองค์ทรงจัดเตรียมที่สำหรับเราไว้ในสวรรค์แล้ว ขอแค่เราวางใจในพระองค์ ทรงรักเราที่สุดที่สุดของที่สุด


ข้าแต่ท่านบุญราศีครอบครัวฮาชิโมโตะ ช่วยวิงวอนเทอญ

ข้อมูลอ้างอิง

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...