วันอาทิตย์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2560

'ฟรังซิสโกและยาซินทา' เด็กเลี้ยงแกะแห่งฟาติมา ตอน 9

นักบุญฟรังซิสโก มาร์โต และ นักบุญยาซินทา มาร์โต
St. Francisco Marto and St. Jacinta Marto
วันฉลอง : 20 กุมภาพันธ์
องค์อุปถัมภ์ : ความเจ็บป่วยฝ่ายกาย, ผู้ถูกคุมขัง, คนที่ถูกเยาะเย้ยเพราะความเชื่อศรัทธา, นักโทษ, คนเจ็บป่วย, การต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ

หลังการประจักษ์จบลงทั้งฟรังซิสโกและยาซินทาก็มีชีวิตที่มิได้ผิดแปลกไปจากเดิมเว้นเสียแต่ไม่ได้ไปเลี้ยงแกะแล้วเพราะนางโอลิมเปียตัดสินใจขายแกะไป ส่วนลูเซีย ญาติผู้พี่ก็เริ่มไปโรงเรียนตามคำสั่งของแม่พระ ดังนั้นทั้งสองก็มีโอกาสติดตามเธอไปเรียนพร้อมกันด้วย ซึ่งแต่ก่อนจะเข้าเรียนทั้งสามก็จะแวะไปเฝ้าศีลที่วัดสักระยะก่อน หลังจากนั้นจึงไปเข้าเรียน แต่ในวันแรกขณะยังไม่ทันจะเข้าเรียน ฟรังซิสโกก็ระลึกถึงคำทำนายของแม่พระที่ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้เพียงไม่นานได้

เธอไปเรียนเหอะ เราจะอยู่กับพระเยซูเจ้าผู้ซ่อนพระองค์ มันดีแล้วหรือที่จะเรียนอ่านเขียน ถ้าเราจะไปสวรรค์ในไม่ช้านี้ เขาตัดสินใจบอกลูเซียก่อนจะเข้าเรียนเพียงเสี้ยววิ หลังจากนั้นเขาจึงผลักจากทั้งสอง แล้วตรงไปวัดที่ใกล้ที่สุด เพื่อคุกเข่าลง ณ เบื้องหน้าตู้ศีล และเมื่อลูเซียและยาซินทากลับจากโรงเรียนในตอนบ่าย ทั้งสองก็พบฟรังซิสโกสวดอยู่ที่เดิม (และหลังจากนั้นหลาย ๆ ครั้งเขาก้มักปฏิบัติเช่นนี้)

แม้ตลอดการประจักษ์ ฟรังซิสโกจะไม่เคยได้ยินเสียงตรัสของแม่พระ แต่ภายหลังจากการประจักษ์มาเขาก็ยิ่งทวีความศรัทธาของตนมากขึ้น เขามักใช้เวลานาน ๆ ไปกับการคิดถึงพระเยซูเจ้าและสารที่แม่พระมอบแก่โลก และบางเวลาที่เขาสวด เมื่อลูเซียและยาซินทามาเรียก เขาก็ไม่ได้ยินทั้งสอง (แต่ในเวลาปกติเขาก็พร้อมเสมอที่จะช่วยงานครอบครัว) ยามนี้คำพูดของทูตสวรรค์ในการประจักษ์ครั้งที่สามที่ว่า และปลอบโยนพระเจ้า คือคำที่ตราตรึงในวิญญาณน้อยๆของเขา เขาปรารถนายิ่งที่จะปลอบโยนพระองค์ ผู้ทรงต้องทุกข์ทนเพราะบาปผิดของมนุษย์ที่พระองค์รัก

ครั้งหนึ่งลูเซียและยาซินทาผ่านมาพบเขากำลังกราบอยู่หลังกำแพง ทั้งสองจึงถามเขาไปว่า ทำไมไม่มาสวดกับเราละ ฝั่งฟรังซิสโก ก็ตอบกลับทั้งสองไปว่า เราชอบอยู่คนเดียว เพื่อคิดถึงแม่พระและการปลอบโยน อีกคราวลูเซียเคยถามฟรังซิสโกตรง ๆ ว่า ฟรังซิสโก นายชอบอะไรมากที่สุด ปลอบโยนพระเจ้าหรือทำให้คนบาปกลับใ เขาก็ตอบเธอว่า เราชอบปลอบโยนองค์พระผู้เป็นเจ้า เธอไม่เห็นหรอว่าแม่พระเศร้าแค่ไหนตอนที่บอกพวกเราว่ามนุษย์ไม่ควรทำเคืองพระทัยองค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงขัดเคืองพระทัยเป็นยิ่งนักอีกต่อไป เราอยากปลอบโยนองค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วค่อยไปทำให้คนบาปกลับใจ เพื่อว่าพวกเขาจะไม่ทำให้พระองค์ขัดเคืองพระทัยอีกต่อไป ไม่นานเราก็จะได้อยู่ในสวรรค์ และเมื่อเราถึงที่นั่นแล้วนะ เราก็จะปลอบโยนองค์พระผู้เป็นเจ้าและแม่พระมาก ๆ 

ส่วนยาซินทา เดชะพระหรรษทานและความช่วยเหลือจากแม่พระ วิญญาณของเธอก็ลุกร้อนไปด้วยไฟแห่งความรักต่อพระและความปรารถนาที่จะช่วยวิญญาณทั้งหลายจากการไปนรก บัดนี้ชีวิตของเธอมอบพลีเพื่อพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า ความรอดของวิญญาณทั้งหลาย ความสำคัญของพระบิดาเจ้าและพระสงฆ์  และความจำเป็นและความรักต่อศีลศักดิ์สิทธิ์ ทุกวันเธอเฝ้าไปร่วมมิสซา พร้อมความหวังว่าจะได้รับพระองค์สักวันหนึ่งเพื่อชดเชยบาปของโลกที่ทำให้ดวงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า และดวงหทัยนิรมลของแม่พระต้องระทมทุกข์ นอกนี้สำหรับเธอแล้ว ไม่มีอะไรจะน่าสนใจไปยิ่งกว่าการสำแดงพระองค์อย่างแท้จริงในศีลมหาสนิท ยาซินทาเคยเอ่ยบ่อย ๆ ว่า หนูรักที่จะอยู่ที่มาก ๆ หนูมีเรื่องราวมากมายจะคุยกับพระองค์

เธอไม่เคยเหนื่อยที่จะบอกทุกคนที่พบว่าพระเยซูเจ้าและแม่พระรักพวกเขา เธอเคยบอกกับลูเซียว่า หนูชอบที่จะทูลกับองค์พระเยซูหลาย ๆ ครั้งว่า หนูรักพระองค์ ซึ่งเมื่อหนูพูดเช่นนี้ หนูก็รู้สึกเหมือนมีไฟลุกอยู่ในหัวใจของหนู แต่มันไม่เคยเผาหนู  , หนูรักองค์พระผู้เป็นเจ้าและแม่พระมาก ๆ หนูไม่เคยเหนื่อยที่จะบอกทั้งสองพระองค์ว่าหนูรักพระองค์ทั้งคู่เลย และเธอยังร้อนรนยิ่งในการที่จะปลีกตัวเองจากโลก และใฝ่หาแต่สวรรค์

ในทั้งสามเธอนับเป็นหนึ่งในด้านการทรมานร่างกายเพื่อทำให้คนบาปกลับใจนับตั้งแต่ได้รับการประจักษ์ครั้งที่หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการสละน้ำใจตน การสละนิสัยตน การอดอาหารกลางวันแล้วเอาไปให้คนยากไร้หรือเจ้าแกะกินแทน การปฏิเสธที่จะดื่มน้ำในวันที่อากาศร้อนอบอ้าวตลอดวัน การอดอาหารในช่วงมหาพรต และการเลิกเอาเวลาไปเล่นเกมส์ตามปกติมา แล้วมาเพิ่มเวลาสวดภาวนาให้มากขึ้น ดังที่เล่าไปแล้ว

ระยะแรกยาซินทารัดเชือกนี้ตลอดเวลา แต่ในการประจักษ์ครั้งหนึ่ง แม่พระได้ตรัสบอกเธอว่า พระเจ้าทรงพอพระทัยกับการพลีกรรมของพวกหนูนะ แต่พระองค์ไม่ทรงปรารถนาให้พวกหนูสวมสายรัดเอวเวลานอน ใส่มันแค่ตอนกลางวันก็พอแล้วจ๊ะ ทำให้แต่นั้นมาทั้งสามจึงนบนอต่อคำสั่งนี้ และได้ยิ่งทวีการพลีกรรมมากยิ่ง ๆ ขึ้น เพราะบัดนี้ทั้งสามต่างรู้ดีแล้ว ว่าพระเจ้าและแม่พระทรงพระพระทัยการปฏิบัติเช่นนี้ ทั้งฟรังซิสโกและยาซินทาต่างรัดเชือกนี้จนเกือบถึงวันสุดท้ายของพวกเขา แม้มันจะสร้างบาดแผลให้พวกเขาก็ตาม (เรื่องนี้ไม่มีใครล่วงรู้เลย เพราะทั้งสองมิได้เปิดเผยเรื่องนี้แก่ใคร ซ้ำในช่วงท้ายของชีวิตทั้งฟรังซิสโกและยาซินทาก็ได้ปลดเชือกนี้ออกเพื่อมิให้ครอบครัวล่วงรู้ และได้มอบให้ลูเซียนำไปทำลายในวันเดียวกัน)

นิมิตเรื่องสันตะบิดร

และไม่เพียงแต่พลีกรรมเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ยาซินทายังตระหนักถึงความจำเป็นยิ่งที่จะต้องพลีกรรมเพื่อองค์สันตะบิดร ผู้ทรงเป็นประมุขแห่งพระศาสนจักร และเธอก็มีโอกาสเห็นนิมิตเกี่ยวกับความทุกข์ของพระสันตะปาปาถึงสองครั้ง ครั้งแรกยาซินทาเล่าว่า หนูเห็นพระองค์อยู่ในบ้านหลังใหญ่ พระองค์คุกเข่าพร้อมซุกหน้าลงที่มือพร้อมร้องไห้ มีคนมากมายอยู่ข้างนอกนั่น บ้างขว้างก้อนหิน บ้างก็พูดดูหมิ่นและคำหยาบ

ส่วนอีกครั้งขณะเกิดขึ้น ขณะเธอกำลังกราบและสวดบทภาวนาที่ทูตสวรรค์สอนที่ถ้ำ อยู่ ๆ ยาซินทาก็รีบรุดขึ้นพรวดพราด และบอกแก่ญาติผู้พี่ว่า ดูซิ พี่ไม่เห็นถนนหลายสาย ทางเท้าหลายทาง และทุ่งมากมายที่เต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังร้องไห้ด้วยความหิว เพราะไม่มีอะไรจะกิน และพระสันตะปาปาในวัดกำลังสวดภาวนาต่อดวงหทัยของแม่พระงั้นหรือ ทำให้หลังจากนั้นมาทั้งสามจึงระลึกถึงองค์สันตะบิดรอยู่เสมอ และได้คอยสวดเพื่อพระองค์อย่างไม่เคยหยุดหย่อน ทั้งสามตกลงกันว่าจะสวดบทวันทามารีย์สามครั้งหลังสวดสายประคำเสร็จเพื่ออุทิศแด่พระสันตะปาปา

นิมิตปีศาจ

เหมือนการที่ฟรังซิสโกมีความร้อนรนมากขึ้นจะทำให้ปีศาจไม่พอใจ คล้ายกับว่าการที่ฟรังซิสโกมอบชีวิตเพื่อปลอบโลมใจของพระเยซูเจ้า จะทำให้แผนการต่าง ๆ นานาของมันที่จะเร่งพระพิโรธให้ตกมาสู่โลกเร็วขึ้น แล้วคนจำนวนมากมายที่มันชักนำจะได้ไม่มีเวลาพอที่จะกลับใจใช้โทษบาป และท้ายสุดก็จะต้องถูกทำลายไปในไฟนรก หรือนี่จะเป็นการย้ำเตือนกับพวกเราว่าปีศาจนั้นน่ากลัวเพียงใด เพราะขนาดเด็กชายที่ใจกล้าที่สุดยังต้องร้องเสียงหลงเมื่อพบมัน พวกเราก็ก็มิอาจจะเข้าใจน้ำพระทัยที่แท้จริงของพระเป็นเจ้าได้

ลูเซียได้ทบทวนเล่าถึงความทรงจำนี้ว่า วันหนึ่งขณะเธอและสองพี่น้องมาร์โตพาแกะไปอาหารที่บริเวณซึ่งเรียกกันว่า เปเดรยรา ระหว่างปล่อยเจ้าแกะน้อยให้เล็มหญ้า ทั้งสามก็พากันเล่นอยู่ใกล้นั้น กระโดดไปตามก้อนหินที่มีอย่างดาษเดียรบ้าง ตะโกนฟังเสียงสะท้อนจากช่องเขาบ้าง กระทั่งถึงจุดหนึ่งฟรังซิสโกก็ปลีกตัวไปสวดภาวนาอยู่คนเดียวเงียบ ๆ ตามปกติ

เมื่อเวลาไปล่วงไปได้นานพอดู จู่ ๆ ทั้งสองที่กำลังเล่นกันอยู่ก็ได้ยินเสียงฟรังซิสโกตะโกนเรียกทั้งสองและแม่พระพร้อม ๆ ปล่อยโฮออกมา ลูเซียและยาซินทาที่เล่นอยู่จึงพากันออกตามหาตัวฟรังซิสโก นาย/พี่อยู่ไหน ทั้งสองส่งเสียงเรียก อยู่นี่ อยู่นี่ ฟรังซิสโกขานรับ แต่ก็ไม่ช่วยอะไรเท่าไรนัก เพราะต้องใช้เวลาสักพัก ทั้งสองจึงมาพบตัวฟรังซิสโกที่บัดนี้สั่นสะท้านเป็นลูกนก กำลังคุกเข่าอยู่ และมีอาการหัวเสียที่ไม่เขาไม่อาจจะลุกขึ้นยืนได้

เกิดอะไรขึ้น มีอะไรไม่ดีหรือเปล่า ลูเซียถาม มันเป็นสัตว์ตัวใหญ่ที่พวกเราเห็นในนรก มันอยู่ตรงนี้พร้อมหายใจออกมาเป็นไฟ ฟรังซิสโกเล่าด้วยน้ำเสียงระทึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่ทั้งสองที่ตามาที่หลังก็ไม่เห็นอะไรตามที่เขาบอก ดังนั้นดิฉันจึงหัวเราะออกมาและบอกเขาว่า นายไม่เคยอยากคิดถึงเรื่องนรก เพราะจะได้ไม่กลัวนิ และตอนนี้นายมาเป็นคนแรกที่กลัวเสียนี่อันที่จริงแล้ว เมื่อใดก็ตามที่ยาซินทาคิดถึงเรื่องนรก เขามักจะบอกกับเธอว่า อย่าคิดถึงเรื่องนรกให้มาก คิดถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าและแม่พระแทนสิ’” ลูเซียบันทึก

เหมือนเดิมมิแปรเปลี่ยน

แม้การประจักษ์จะจบไปแล้ว หลาย ๆ คนก็ยังเดินทางมายังอัลยุสเตร์ลเพื่อขอคำภาวนาจากเด็ก ๆ แต่การมีชื่อเสียงเช่นนี้ก็ไม่เคยทำให้เด็กทั้งสามเปลี่ยนไป พวกเขายังคงมีชีวิตที่เรียบง่ายและถ่อมตน นอกนี้ยิ่งผู้คนเริ่มมองหาพวกเขามาเท่าไร ทั้งสามก็ยิ่งซ่อนตนจากสายตาของพวกมากยิ่งขึ้น (ดั่งที่เล่าไปบ้าง) เช่นวันหนึ่งขณะทั้งสามกำลังเดินไปบนถนนของหมู่บ้านอย่างสงบเสงี่ยม รถคันใหญ่ที่มีสุภาพบุรุษและสุภาสตรีแต่งตัวดูภูมิฐานนั่งมาก็มาจอดที่หน้าทั้งสาม

ดูนั่นสิ พวกเขากำลังมาหาพวกเรา…” ฟรังซิสโกเอ่ยขึ้น พวกเราจะไปซ่อนกันดีไหม ยาซินทาถามต่อ เป็นไปไม่ได้หรอกที่พวกเขาจะไม่รู้ เดินต่อไปเถอะและเธอก็จะเห็นว่าพวกเขาจำพวกเราไม่ได้ ลูเซียตอบ แต่ขณะทั้งสามกำลังจะออกเดินต่อ ผู้แวะเวียนเข้ามาก็ถามทั้งสามขึ้นว่า พวกหนูมาจากอัลยุสเตร์ลหรือเปล่า ลูเซียจึงตอบว่า ใช่ค่ะ ท่าน ผู้แวะเวียนจึงถามต่อว่า เธอรู้จักเด็กเลี้ยงแกะสามคนที่แม่พระประจักษ์มาหาไหม ถ้าหนูรู้จักพวกเขา หนูพอจะบอกที่อยู่ของพวกเขาได้ไหม ลูเซียก็ตอบไปว่า ไปตามถนนสายนี้แล้วลงไปทางซ้าย…” เธออธิบายทางไปบ้านของพวกเขาจนจบ ผู้แวะเวียนจึงขอบคุณและออกรถไป  ทิ้งให้ทั้งสามที่ต่างพากันวิ่งอย่างลิงโลดเข้าไปหาที่หลบตัวจากสายตาของพวกเขา

มีอีกคราวมีกลุ่มผู้ศรัทธาย่อม ๆ มาดักรอทั้งสามที่บ้าน หลังทั้งสามกลับจากที่กาเบโซและวาลินโยส คราวนั้นทั้งสามไม่อาจจะหนีผู้แสวงบุญเหล่านี้ได้ทันเช่นครั้งก่อน ๆ ตอนนั้นลูเซียและยาซินทาถูกกลุ่มศรัทธาจำนวนหนึ่งล้อมไว้ แล้วขอคำภาวนาต่าง ๆ นานา ส่วนตัวฟรังซิสโกเองที่เริ่มป่วยก็ถูกสตรีนางหนึ่งดึงตัวไป เพื่อให้ช่วยมาอวยพรบรรดาสิ่งของต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกประคำ เหรียญ ไม้กางเขน และข้าวของอื่น ๆ ฝั่งฟรังซิสโกเมื่อเห็นเช่นนั้น ก็รีบตอบสตรีคนนั้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง และบ่งบอกถึงความงดงามที่แฝงเร้นในวิญญาณว่า ผมอวยพรไม่ได้หรอกครับ และมันก็ไม่เหมาะสมด้วย เพราะมีแต่พระสงฆ์เท่านั้นที่ทำได้

หัวใจที่มอบแด่เพื่อนมนุษย์ผู้ทุกข์ยาก

แม้จะไม่ชอบพบผู้แสวงบุญมากเท่าไร แต่เมื่อพบผู้แสวงบุญที่มีความทุกข์ใจมาขอคำภาวนาจริง ๆ ไม่ใช่มาเพื่อหาคำตอบสารพัดที่จะสรรหามาถาม สองยุวนักบุญก็ไม่เคยที่จะปฏิเสธที่ช่วยเหลือพวกเขาด้วยคำภาวนาน้อย ๆ ของทั้งสอง จงบังเกิดผลหลายคราว  ดั่งเช่นเรื่องราวที่จะยกมาสาธกให้ได้ฟัง อันเกิดกับสองสตรี และหนึ่งทหารกล้า

เรื่องที่หนึ่งเกิดขึ้นระหว่างทั้งสามเดินทางไปยังโควา ก็เผอิญไปพบกับบรรดาผู้แสวงบุญกลุ่มหนึ่งบริเวณทางโค้งเข้า ฝั่งผู้แสงบุญเหล่านั้นเมื่อพบทั้งสามก็ต่างพากันดีใจ รีบมาล้อมหน้าล้อมหลังทั้งสาม และเพื่อพวกเขาจะได้เห็นและได้ยินทั้งสามได้อย่างทั่วถึง จึงมีคนหนึ่งอุ้มลูเซียและยาซินทาขึ้นบนกำแพงใกล้ ๆ แต่พอถึงคราวจะอุ้มฟรังซิสโกขึ้นไปบ้าง เขาก็ตอบปฏิเสธ (เป็นไปได้ว่าน่าจะเกิดจากอาการป่วยของฟรังซิสโกที่เริ่มแสดงอาการ ทำให้เขามีอาการเหมือนจะเป็นลมอยู่ตลอด ผู้เรียบเรียง)  ก่อนค่อย ๆ ถอยออกไปพิงกับกำแพงฝั่งตรงข้ามอย่างเงียบ ๆ

เวลานั้นมีสตรีนางหนึ่งมาพร้อมบุตรชายของนางมาจากซาน มาเมเด ด้วยใจที่ต้องการอัศจรรย์ เมื่อเห็นว่าคงไม่มีทางแน่ที่จะฝ่าฝูงชนเข้าไปหาสองสาวได้แน่ นางพร้อมบุตรจึงเดินไปคุกเข่าลงเบื้องหน้าฟรังซิสโกที่ยืนอยู่อย่างเงียบ ๆ แล้ววอนขอให้เขาทูลต่อแม่พระผู้น่ารักให้ทรงรักษาสามีของเธอให้หายและไม่ต้องออกไปร่วมรบในสงคราม ฝั่งฟรังซิสโกเอง เมื่อเห็นเช่นนั้นก็รีบคุกเข่าลงพร้อม ๆ กับถอดหมวกออก และถามทั้งสองกลับว่าอยากจะสวดสายประคำไหม ฝั่งทั้งสองก็ตอบว่าอยาก ดังนั้นฟรังซิสโกจึงเริ่มก่อสวดลูกประคำ และชั่วขณะฝูงชนที่ต่างกำลังแย่งกันถามคำถามมากมาย ก็พากันหยุดถามและพากันคุกเข่าลงร่วมใจสวดลูกประคำ

จากนั้น พวกเขาได้ตามพวกเราไปที่โควา ดา อิเรีย พร้อมร่วมสวดสายประคำไปตลอดทาง ซึ่งเมื่อถึงที่นั่น พวกเราก็สวดต่ออีกหนึ่งสาย แล้วพวกเขาจึงลาพวกเรากลับไปด้วยความสุข สตรีผู้น่าสงสารคนนั้นสัญญาว่าจะกลับมาและโมทนาคุณแม่พระสำหรับพระหรรษทานที่เธอได้รับ ถ้าเธอได้รับจริง ๆ ซึ่งในเวลาต่อมา เธอกลับมาที่นี่หลายต่อหลายต่อครั้ง ไม่เพียงพร้อมบุตรชายของเธอ แต่พร้อมสามี ที่หายดี…” ลูเซียสรุปเรื่องราวทั้งหมด

ส่วนเรื่องที่สองที่สามเป็นเรื่องของยาซินทา ซึ่งมีอยู่ว่าคราวหนึ่งยาซินทาเกิดพบสตรีคนหนึ่งที่ป่วยด้วยโรคร้ายมาคุกเข่าลงเบื้องหน้าเธอ เพื่อขอให้เธอช่วยวอนขอแม่พระให้รักษาเธอทั้งน้ำตา  เหตุการณ์นี้จับใจยาซินทามาก เธอรีบใช้มือน้อย ๆ ของเธอที่สั่นเทาด้วยความสะเทือนใจประคองสตรีคนนั้นให้ลุกขึ้น แต่เมื่อเห็นว่าเกินกำลังของตนแน่แล้ว เธอจึงเลือกที่จะคุกเข่าลงไปและได้ก่อสวดวันทามารีย์ร่วมกับสตรีคนนั้นสามครั้ง แล้วจึงขอให้เธอลุกขึ้นพร้อมให้ความมั่นใจว่าเธอจะได้รับการรักษาให้หาย และแต่นั้นมายาซินทาก็สวดให้สตรีคนนั้นทุกวัน จนเธอได้พบสตรีคนนั้นกลับมาโมทนาคุณพระแม่เจ้าที่ฟาติมาในเวลาต่อมา

และเรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องของทหารนายหนึ่ง ที่ร้องไห้เหมือนเด็กมาบอกกับทั้งสามว่าเขาได้รับคำสั่งให้ไปประจำการที่แนวหน้า ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ภรรยาของเขากำลังล้มป่วยหนัก และเขาเองก็มีลูกกับเธอถึงสามคน ดังนั้นใครเล่าจะดูแลลูกของเขากัน สิ่งที่เขาปรารถนาก็เพียงแค่คำขอสักประการคือให้เขาไม่ต้องไปไม่ก็ภรรยาของเขาหายขาด ฝั่งยาซินทาเมื่อทราบความต้องการของเขาแล้ว เธอก็ชวนเขาให้สวดสายประคำด้วยกัน

อย่าร้องไห้ไปเลยนะคะ แม่พระท่านใจดีมาก ๆ พระนางจะประทานพระคุณตามที่คุณขอแน่นอนค่ะ เธอบอกกับเขาก่อนจะจากกัน จากนั้นมาหลังสวดสายประคำเสร็จ ยาซินทาก็จะสวดบทวันทามารีย์ให้เขาเสมอ จนหลายเดือนต่อมาทหารนายนั้นก็ได้กลับมาที่ฟาติมาอีกครั้ง พร้อมภรรยาและบุตรทั้งสามของเขา เพื่อโมทนาคุณแม่พระสำหรับพระคุณถึงสองชั้นสำหรับเขา นั่นคือการที่เขาไม่ต้องไปประจำที่หน่วยหน้าเพราะก่อนหน้าจะถูกส่งไปนั้นเขาก็เกิดป่วยเป็นไข้หวัดเสียเฉย ๆ ส่วนภรรยาของเขาก็หายดี

หัวใจที่มอบแด่ผู้ทุกข์ยากนี้ของสองข้ารับใช้ตัวน้อยของพระเจ้าไม่เคยถูกจำกัดแม้ในยามเจ็บป่วยจะถาโถมเข้ามา เช่นคราวที่ตัวฟรังซิสโกล้มป่วยหนักจนลุกไปไหนมาไหนไม่ไหว เมื่อมีสตรีคนหนึ่งมาขอให้เขาช่วยสวดให้คนคนหนึ่งหายป่วยและการกลับใจของคนคนหนึ่ง ฟรังซิสโกก็รับสวดให้สตรีคนนั้น (ในเวลาต่อมาเมื่อฟรังซิสโกได้สิ้นใจลง สตรีนางนั้นจึงได้กลับที่ฟาติมา และได้ขอให้ลูเซียและยาซินทาพาไปที่หลุมที่ฟรังซิสโกนอนฝังร่าง เพื่อขอบคุณสำหรับคำภาวนาน้อย ๆ ของเขา) และคงมีอีกมากที่ลูเซียอาจจำมิได้ 


นักรักษาศีลธรรมน้อย

ฟรังซิสโกมีคุณลักษณะหนึ่งที่ได้รับหลังการประจักษ์มา ก็คือ การเริ่มหลีกลี้จากการร้องรำทำเพลงไร้สาระ และการคอยเป็นผู้เตือนให้ลูเซียไม่ปฏิบัติสิ่งที่นำมาซึ่งบาปอันเป็นที่คัดเคืองพระทัยพระเป็นเจ้า เพื่อดำเนินชีวิตตามที่สตรีปริศนาวอนขอให้ทำ จนทำให้ผู้เรียบเรียงอดนึกถึงอุปนิสัยของคุณพ่อเจ้าวัดผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งตำบลอาร์ส ซึ่งก็คือท่านนักบุญยอห์น มารี เวียนเนย์ ที่ไม่ถูกกับการร้องทำเพลงเต้นรำที่ไร้สาระ และนำมาซึ่งบาปไปเสีย จนท่านต้องออกมาเทศน์สอนให้บรรดาสัตบุรุษละเลิกสิ่งเหล่านี้ไปเสีมิได้  

เช่น คราวหนึ่งเมื่อมีเพื่อนบ้านคนหนึ่งชวนทั้งสามไปช่วยร้องเพลงให้ฟังเพราะนางไม่ได้ฟังเพลงที่สดใสจากทั้งสามมานานมากแล้ว ฝั่งลูเซียก็รับคำและได้ร้องเพลงให้สตรีนางนั้นฟัง แต่พอถูกขอให้ร้องอีกรอบเมื่อเพื่อน ๆ คนอื่นตามสมทบ ฟรังซิสโกก็เข้ามาบอกกับลูเซียว่า อย่าร้องเพลงนี้ต่อไปอีกเลยนะ องค์พระผู้เป็นเจ้ามิทรงประสงค์ให้พวกเรามาร้องเพลงเช่นนี้ในเวลานี้ ดังนั้นเองทั้งสามจึงพากันค่อย ๆ หลบไปจากที่แห่งนั้น แล้วไปนั่งที่บ่อน้ำที่ทั้งสามชอบไป ลูเซียเขียนเล่าไว้ในเวลาต่อมาว่า “…กล่าวตามตรง บัดนี้ดิฉันพึงเขียนบทเพลงเหล่านั้นภายใต้ความนบนอบเสร็จ ดิฉันซ่อนใบหน้าของดิฉันด้วยความละอาย…”

และแม้ในเวลาที่เจ็บป่วยหนัก ฟรังซิสโกก็ไม่เคยละเลยสิ่งเหล่านี้ กล่าวคือเมื่อพบว่าลูเซียอยู่ใกล้บาป เขาก็ไม่รอช้าที่จะเตือนเธอ ดั่งเช่นเย็นวันหนึ่งขณะลูเซียกลับจากโรงเรียนพร้อมเพื่อน ๆ กลุ่มใหญ่ ซึ่งหลังจากแยกลาจากเพื่อนๆเพื่อมาเยี่ยมสองพี่น้องมาร์โตตามปกติ ฟรังซิสโกที่ยินทุกสิ่งทีเกิดขึ้นภายนอก ก็ถามลูเซียขึ้นว่า เธอมากับคนพวกนั้นหรือ ฝั่งลูเซียก็ยอมรับไปตามตรงว่าเธอมากกับกลุ่มคนเมื่อกี้ อย่าไปไหนมาไหนกับพวกเขาอีกนะ เพราะเธออาจจะได้เรียนรู้วิธีที่จะทำบาป เมื่อเธอกลับจากโรงเรียนจงไปและเฝ้าพระเยซูเจ้าผู้ซ่อนเร้นสักครู่ แล้วเธอจึงค่อยกลับมาบ้านตามลำพังนะ” ฟรังซิสโกเตือน 


ข้าแต่ท่านนักบุญฟรังซิสโก มาร์โต และ นักบุญยาซินทา มาร์โต ช่วยวิงวอนเทอญ

วันอังคารที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2560

'ฟรังซิสโกและยาซินทา' เด็กเลี้ยงแกะแห่งฟาติมา ตอน 8

นักบุญฟรังซิสโก มาร์โต และ นักบุญยาซินทา มาร์โต
St. Francisco Marto and St. Jacinta Marto
วันฉลอง : 20 กุมภาพันธ์
องค์อุปถัมภ์ : ความเจ็บป่วยฝ่ายกาย, ผู้ถูกคุมขัง, คนที่ถูกเยาะเย้ยเพราะความเชื่อศรัทธา, นักโทษ, คนเจ็บป่วย, การต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ

วันที่ทุกสิ่งเปลี่ยนไป

ก่อนจะถึงวันดังกล่าวข่าวที่เล่ากันปากต่อปากถึงวันที่จะเกิดอัศจรรย์อย่างแน่นอนก็ชักนำผู้คนมากมายให้หลั่งไหลมาที่ฟาติมา และยิ่งนายอัลเวรีโน เด อัลเมยดา นักหนังสือพิมพ์ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับการประจักษ์ที่ฟาติมาในหัวข้อเรื่องขบขันในหนังสือพิมพ์ที่อยู่ฝั่งของรัฐบาลซึ่งต่อต้านพระศาสนจักรอย่าง เซกูโล ซึ่งถูกกระจายไปทั่วโปรตุเกส ก็ยิ่งชักนำผู้คนมากมายให้พากันมาที่ฟาติมาในวันที่ 13 ตุลาคม จึงทำให้ในวันนั้นโควาจึงเป็นที่รองรับทั้งผู้ที่มาด้วยศรัทธา กับผู้ที่มาเพื่อชมละครปาหี่

และเมื่อถึงวันนั้นฟาติมาที่ดูเล็กอยู่แล้วยิ่งดูเล็กไปอีก จากฝูงชนมากมายที่พากันเดินทามาร่วมกันที่นี่เพื่อเฝ้าดูอัศจรรย์ คุณพ่อยอห์น เดอ มาร์ชี บรรยายไว้ว่า ก่อนจะถึงวันนั้น บรรดากลุ่มนักเดินทางต่างมาพบกันที่ทางสู่ฟาติมา ชาวประมงจากวิเอยราทิ้งอวนและกระท่อมไม้ไว้ริมทะเลและลัดผ่านป่าสน อีกช่างฝีมือจากมารินยา ชาวนาจากมอนเต เรอัลอีกชาวเซร์ราจากต่างถิ่นที่ และจากทุกหนทุกแห่งที่ข่าวเรื่องอัศจรรย์ได้ขจรขจายไป ชาวบ้านต่างพากันทิ้งบ้านแลไร่นาของเขา และออกเดินทางมายังฟาติมาจากทั้งม้าบ้าง คาราวานบ้าง เดินเท้าบ้าง และทุกวิธีการขนส่งที่มี ถนนที่ตัดผ่านต้นสนและภูเขาตลอดสองวัน  สะท้อนเสียงการเดินทางและเสียงของบรรดาผู้แสวงบุญ

มาเรีย ดา กาเปนลินยาเล่าถึงวันเวลานั้นว่า แม้จะเป็นวันที่สิบสองซึ่งเป็นวันก่อนหน้า ก็มีผู้คนจำนวนมากมายที่มากเกินจะเชื่อไหว พวกเขาส่งเสียงดังจนได้ยินไปถึงที่หมู่บ้านของฉัน พวกเขาต้องพากันหลับในที่โล่งและไม่มีที่กั้นใด ๆ เพราะไม่มีที่หลบฝนหรือหนาวเลยที่โควา ซึ่งในเรื่องจำนวนของฝูงชนในวันนั้น มีการคาดกันซึ่งได้รับการยอมรับมากที่สุดก็คือประมาณเจ็ดหมื่นคน และมีนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งได้นับรถที่กลับจากฟาติมาไปโอเรมได้เกวียน 240 เล่ม จักรยาน 135 คัน และรถเก๋ง 100 คัน (นี่คือ ค.. 1917 – สมัยที่รถยนต์เป็นของหายาก) และแน่นอนนี่ไม่รวมนักเดินเท้าที่มีไม่รู้อีกกี่คน

แต่ก่อนจะถึงเวลาเที่ยงของวันที่ 13 ตุลาคม ฝนห่าใหญ่ก็เทลงมาที่ฟาติมาแบบไม่ลืมหูลืมตาจนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 13 จนทำให้ทุกอาณาบริเวณพื้นที่เต็มไปด้วยความเฉอะแฉะ ความหนาวในวันนั้นคือลมต้นฤดูหนาวที่หนาวถึงกระดูก แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่อาจจะหยุดบรรดานักจาริกทั้งหลายที่ยังยืนหยัดอยู่ที่โควา และการเดินทางมายังฟาติมา แม้ตอนนี้ถนนจะเต็มไปด้วยเปรอะโคนที่ถ้าเดินไม่ดีก็จมไปถึงข้อเท้า พวกเขาก็ยังคงมาและสวดภาวนา สวดลูกประคำอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย โดยมีร่มคนละคันเป็นอาวุธ

กลับมาที่บ้านของลูเซีย ขณะที่เวลาเช้ามาถึง จิตใจที่เคยเป็นปฏิปักษ์ของนางมาเรีย มารดาลูเซียก็เหมือนจะถูกขับไล่ไปพร้อมความมืดแห่งรัตติกาลด้วย นางได้ตัดสินใจเช่นมารดาคนหนึ่งจะทำต่อลูกสาวที่รักของเธอ ความจริงตลอดหลายเดือนนี้สิ่งที่นางทำไป อาจเป็นเพราะความรักที่นางมีต่อลูกคนนี้ ความรักของแม่ที่อยากจะปกป้องลูกน้อยให้ได้มีชีวิตที่ปกติสุข ถ้าลูกฉันกำลังจะตาย ฉันก็จะตายไปกับเธอ นางเอ่ย และได้พาสามีที่กำลังงุงงงกลับการตัดสินใจของนาง พร้อมลูเซียไปยังบ้านของครอบครัวมาร์โตเพื่อสมทบกับฟรังซิสโกและยาซินทา

ที่บ้านของครอบครัวมาร์โตพวกเด็ก ๆ และครอบครัวต่างพบกันคุกคามอย่างไร้มารยาทของบรรดานักจาริกทั้งหลายที่ต่างปีนป่ายข้าวของต่าง ๆ เพื่อหวังจะเห็นเด็ก ๆ จนเป็นที่เปรอะเปื้อนไปทั่ว แน่นอนเรื่องนี้ยังความทุกข์ใจเป็นมากกับนางโอลิมเปีย ผู้ที่จะต้องจัดการกับสิ่งสกปรกเหล่านี้ แต่ก็ยังดีที่นางได้สามีปลอบใจว่าอย่างน้อย ๆ พวกเขาก็เข้ามาไม่ได้ และระหว่างรออยู่ที่บ้านครอบครัวมาร์โตนี้เอง ที่มีสตรีนางหนึ่งจากปัมบาลินโยได้ฝ่าฝูงชนเพื่อเอาชุดมาให้ลูเซียและยาซินทา นายมานูเอลจำได้ว่าชุดของลูเซียเป็นสีฟ้า ส่วนของยาซินทาเป็นสีขาว

ขณะสองครอบครัวรอเวลาตามที่สตรีปริศนานัด เพื่อนบ้านคนหนึ่งก็รีบวิ่งเข้ามาแจ้งกับนายมานูเอลไม่ให้ไป เพราะพวกเขาจะทำร้ายเขาแทนเด็ก ๆ แต่เขาปฏิเสธเพราะเขาเชื่อสิ่งที่ทั้งสามได้เล่ามาตลอด ส่วนนางโอลิมเปีย แม้นางจะศรัทธาแม่พระมาก แต่เพราะคำพูดมากมายของผู้แสวงบุญที่ทั้งพระสงฆ์และฆราวาสที่ต่างแวะเวียนกันมาที่กรอกหูนางตลอดหลายเดือนก็ทำให้นางเขวไปมาก ซึ่งผิดกับลูกน้อยทั้งสองของนางที่เชื่ออย่างเต็มเปี่ยมว่าพวกเขาได้เห็นสตรีคนนั้นจริง ๆ พ่อคะ ทำไมพวกเราต้องกังวลด้วยคะ ถ้าพวกเราถูกฆ่า พวกเราก็จะไปสวรรค์ และบรรดาผู้คนที่น่าสงสารที่กรูกันเข้ามาทำร้ายพวกเรา ก็จะต้องไปนรกเพราะความผิดบาปของพวกเขาเอง ยาซินทาบอกกับเขา

เมื่อแต่งตัวแล้วเสร็จครบแล้ว ลูเซีย ฟรังซิสโก และยาซินทา พร้อมบิดามารดาของทั้งสามจึงได้เออกเดินทางไปยังโควา ดา อิเรีย แต่ไม่ทันจะพ้นประตูบ้านไปเท่าไร ทั้งหมดก็ถูกบรรดาผู้แสวงบุญกรูกันเข้ามา ราวกับพวกเด็ก ๆ มีอำนาจของนักบุญทั้งหลาย นายมานูเอลเล่า ดังนั้นการเดินทางไปยังโควา จึงค่อนข้างจะทุลักทุเลพอสมควร แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม สุดท้ายทั้งสามก็สามารถเดินทางมาถึงโควา ดา อิเรียได้อย่างปลอดภัย แต่กระนั้นพวกเขาทั้งหมดก็ไม่อาจจะฝ่าฝูงชนจำนวนมหึมาที่คอยอยู่เพื่อไปที่ต้นโอ๊คได้ แต่โชคดีที่มีคนขับรถคนหนึ่งได้มาอุ้มยาซินทาฝ่าฝูงชนเข้าไป พร้อมตะโกนว่า ขอทางให้พวกเด็ก ๆ ที่เห็นแม่พระด้วย ฝั่งนายมานูเอลก็พยายามตามทั้งสามไป แต่ก็ถูกเบียดเสียดอย่างหนัก ยาซินทาจึงร้องขึ้นด้วยความกลัวและเริ่มร้องไห้ออกมาเมื่อเห็นบิดาของตนกำลังถูกผู้คนเบียดเสียด อย่าผลักพ่อหนู อย่าทำร้ายท่าน เธอตะโกนบอกฝูงชน

การประจักษ์ครั้งที่ 6 วันที่ 13 ตุลาคม

ที่สุดทั้งสามก็สามารถฝ่าฝูงชนจนมาถึงต้นโอ๊คที่สตรีปริศนามา ที่นั่นยาซินทายังคงร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวต่อสิ่งรอบตัว ฝั่งลูเซียและฟรังซิสโกในชุดสำหรับวันอาทิตย์พร้อมถุงใส่ของเล็ก ๆ ก็พยายามจะหาทางปลอบน้องเล็กคนนี้อย่างสุดกำลัง และขณะรออยู่นั้นพระสงฆ์องค์หนึ่งก็ได้ตรงเข้ามาหาทั้งสามว่าแม่พระจะมากี่โมง ตอนเที่ยงค่ะ คุณพ่อ ลูเซียตอบ พระสงฆ์องค์นั้นจึงดูนาฬิกาของตน แล้วกล่าวกับทั้งสามว่า ฟังนะ นี่เที่ยงแล้ว เธอกำลังพยายามบอกหรือว่าแม่พระเป็นคนโกหก ดีเลย เด็กน้อย ดีเลย

แล้วเขาก็ก้มมองนาฬิกาเรือนงามของเขาอีกครั้งในเวลาเพียงไม่กี่นาที นี่เที่ยงแล้ว สิ่งที่พวกเธอเห็นเป็นภาพลวงตาใช่ไหม มันเป็นเรื่องไร้สาระใช่ไหม งั้นกลับบ้านไปแล้ว ทุกคนนั่นแหละ กลับไปบ้านได้แล้ว  พระสงฆ์ท่านนั้นเย้ยอย่างผู้กำชัยชนะ ก่อนตรงเข้าผลักทั้งสามให้ไปจากที่นี่ แต่ลูเซียไม่ยอมไปไหน ทั้งไม่มีน้ำตาใดหลุดมาจากดวงตาของเธอ เพราะบัดนี้เธอมีแต่เพียงความเชื่ออยู่ทุกอณูของร่างกาย แม่พระบอกว่าพระนางจะมา คุณพ่อคะ และหนูก็รู้ดีค่ะว่าพระนางจะรักษาสัญญาของพระนางค่ะ ลูเซียตอบพระสงฆ์ท่านนั้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

แล้วทั้งสามจึงเฝ้ารอสตรีปริศนาที่เชื่อว่าคือแม่พระต่อท่ามกลางสายฝนที่ยังคงตกอยู่ กระทั่งถึงเวลาเที่ยงวันจริง ๆ  ลูเซียที่มองไปทางตะวันออก จึงกระซิบกับยาซินทาเบา ๆ ว่า คุกเข่าลงกันเถอะ แม่พระกำลังจะมา พี่เห็นฟ้าฟ้าแลบ เช่นนั้นทั้งสามจึงพร้อมใจกันคุกเข่าลง เช่นกันบรรดาผู้แสวงบุญจำนวนมากมายก็ต่างคุกเข่าลง และบัดดลใบหน้าของทั้งสามก็เป็นภาพสะท้อนความยินดีและการประทับอยู่ของสตรีปริศนา ณ บนยอดโอ๊คที่ถูกประดับประดาด้วยดอกไม้และริบบิ้น

เวลานี้เบื้องหน้าของทั้งสามสิริรุ่งโรจน์แห่งสวรรค์ได้บดบังบรรดาริบบิ้นไหมและพฤกษานานาให้หายไปสิ้น ท่านประสงค์สิ่งใดจากหนูหรือคะ ลูเซียถามเช่นเดิม ฝั่งสตรีปริศนาก็ตอบกลับมาว่า ฉันปรารถนาให้มีการสร้างวัดขึ้นที่นี่เพื่อถวายเกียรติแก่ฉัน ฉันคือแม่พระแห่งลูกประคำ จงสวดสายประคำทุกวันต่อไป สงครามกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว และพวกทหารก็กำลังจะได้กลับบ้านของพวกเขา แล้วจึงบังเกิดความเงียบขึ้นขณะหนึ่งระหว่างโลกและสวรรค์

หนูมีคำภาวนามากมายจากผู้คนมากมาย ท่านจะประทานให้พวกเขาตามคำขอหรือไม่คะ ลูเซียทำลายความเงียบ บางคนใช่ แต่บางคนก็ไม่จ๊ะ สตรีผู้บอกนามว่าคือแม่พระแห่งลูกประคำตอบกลับมา มนุษย์ต้องแก้ไขความประพฤติของพวกเขา และวอนขอการอภัยโทษบาปของพวกเขา พวกเขาต้องไม่กระทำการอันขัดเคืองพระทัยองค์พระผู้เป็นเจ้าอีกต่อไป เพราะพระองค์ทรงถูกทำให้คัดเขืองพระทัยมากเกินพอแล้ว สตรีปริศนาเอ่ยด้วยถ้อยวจีที่จริงจัง

และนั่นคือสิ่งที่ท่านประสงค์ใช่ไหมคะ ลูเซียถามอีกครั้ง ไม่มีอะไรมากกว่านี้แล้วจ๊ะ สตรีผู้บัดนี้ทราบดีแล้วคือพระมารดาพระเจ้าตรัสตอบ ก่อนพระนางจะค่อย ๆ ลอยขึ้นไปทางตะวันออก พร้อมชี้มือไปยังท้องฟ้าที่อึมครึมเหนือทั้งสาม พลันท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆดำทมิฬนั้นก็มลายหายไป ปรากฏดวงอาทิตย์หน้าตาคล้ายแผ่นเงินกำลังหมุนอยู่บนนภากาศที่บัดนี้แจ่มใส และจากมือทั้งสองที่คว้ำลงของสตรีนั้น ก็ปรากฏรังสีสว่างสาดลงมาจนดูคล้ายหนึ่งจะทำอันตรายทั้งสาม และบดบังดวงอาทิตย์ให้อับแสงลง เป็นเวลานี้เองที่ลูเซียตะโกนขึ้นว่า ดูดวงอาทิตย์สิ

หลังจากนั้นแทนที่พระนางจะอันตรธานหายไปเช่นครั้งที่แล้ว ๆ มา ตรงข้ามพระนางกลับประทับอยู่ทางฝั่งขวาของดวงอาทิตย์พร้อมแสงสว่างที่สาดออกมาจนคล้ายหนึ่งดวงดาวที่ลอยเคว้งกลางโพยมบน และทันใดพระนางก็เปลี่ยนมาแต่งอาภรณ์ผ้าคลุมสีฟ้าแทนสีขาวเช่นปกติ แล้วนักบุญโยเซฟที่อุ้มพระกุมารวัยประมาณหนึ่งขวบในอ้อมแขนขวาจึงประจักษ์มา ทั้งสองพระองค์ต่างสวมอาภรณ์เป็นสีแดง ท่านนักบุญได้ทำสำคัญมหากางเขนเหนือผู้คนสามครั้ง ก่อนจะอันตรธานหาย

แล้วพระเยซูคริสตเจ้าจึงประจักษ์มาที่ตรงบริเวณฐานของดวงอาทิตย์ในอาภรณ์สีแดง ที่ด้านข้างของพระองค์ ปรากฏพระมารดาของพระองค์ที่มาในลักษณะของแม่พระมหาทุกข์ กำลังจ้องมองโลกมนุษย์ ทั้งสามไม่เห็นดาบเสียบอยู่ที่ดวงหทัยของพระนาง แต่ทั้งสามก็ทราบว่านี่คือแม่พระมหาทุกข์ หลังจากนั้นองค์พระเยซูเจ้าซึ่งปรากฏเพียงครึ่งพระองค์ก็ทรงอวยพระโลก แล้วนิมิตของฟรังซิสโกและยาซินทาจึงจบลง ส่วนลูเซียนั้นได้เห็นแม่พระแห่งภูเขาคาร์แมลต่อ (เธอเชื่อว่าเช่นนั้นเพราะเธอเห็นสายจำพวกอยู่ที่มือของพระนาง)

สุริยาพลันหมุนเวียนไป

ขณะที่ทั้งสามได้เห็นนิมิตต่อ ฝั่งฝูงชนเมื่อได้ยินลูเซียตะโกนขึ้นเสียงดังว่า ดูดวงอาทิตย์สิ ก็ปรากฏว่าฝนที่ลงเม็ดมาแต่เมื่อคืนก็พลันหยุดตก ดวงสุริยาที่เร้นกายในม่านเมฆกลับปรากฏชัดขึ้นอีกครั้งกลางนภา แต่แทนที่มันจะเป็นเช่นทุกวัน ตรงข้ามดวงอาทิตย์นั้นกลับเริ่มหมุนเร็วและเร็วขึ้นเหมือนล้อเกวียนที่ถูกโคชักลาก ก่อนสาดลำแสงหลากสีจากรอบ ๆ ตัวมันออกไปทุกทิศทุกทาง ลำแสงเหล่านี้มีสีแดงที่ต้น แล้วจึงค่อย ๆ คลีคลายเป็นเป็นสีต่าง ๆ ที่ปลายของมัน อันฉาบย้อมทุกสิ่งบนพื้นที่ให้เป็นสีนั้นไป เหมือนหนึ่งแสงนั้นได้ลอดผ่านกระจกสีต่าง ๆ  และที่พิเศษกว่าคือทุกคนสามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ได้อย่างสบายตา

ผู้คนในบริเวณนั้นที่ต่างพากันคุกเข่าลง บ้างร้องออกมาดัง ๆ ว่า ลูกเชื่อแล้ว ลูกเชื่อแล้ว  บ้างก็ร่ำไห้อย่างหวาดกลัวว่า พระเยซูช่วยลูกด้วย บ้างก็ร้องอย่างยินดีว่า อัศจรรย์ บ้างก็ร้องขอชีวิตว่า ข้าแต่พระเจ้า โปรดอภัยบาปของลูกด้วย แต่บ้างก็ร้องหาแม่พระว่า แม่พระ ช่วยลูกด้วย เวลานั้นมีทั้งความหวาดกลัวและความยินดีอาบไปทั่วผืนดินที่ชื่อโควา ที่บัดนี้บรรจุคนกว่าเจ็ดหมื่นคนไว้ คือความหวาดกลัวว่านี่จะคือวันสิ้นโลก และความยินดีต่ออัศจรรย์ของพระเป็นเจ้า จอมสวรรค์

ให้เรามาฟังคำพยานจากผู้คนในที่แห่งนั้นกัน และข้าพเจ้าก็ได้เห็นดวงอาทิตย์เหมือนจาน มีขอบชัด ซึ่งส่องแสงออกมาโดยไม่อันตรายใดๆต่อสายตา มันไม่เหมือนกับดวงอาทิตย์ที่ถูกหมอกบัง (ไม่มีหมอกในเวลานั้น) เพราะมันมิได้ถูกอะไรบัง หรือมีลักษณะสลัว ๆ เลย มันไม่ใช่การกระพริบของดวงดาวเช่นทั่วๆไป” (ดร. อัลเมยดา การ์เร็ตต์ นักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติจากมหาลัยโคอิมบรา) ผู้คนสามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ได้เหมือนกับมองดวงจันทร์” (มาเรีย โด การ์โม) ฉันเห็นดวงอาทิตย์หมุนและดูเหมือนจะลงมาข้างล่าง มันคล้ายล้อจักรยาน” (ยวง การ์เรยรา) ดวงอาทิตย์เริ่มเต้น และในบางช่วงมันก็ดูเหมือนจะหลุดลงมาจากท้องฟ้า และวิ่งตรงมาเบื้องหน้าพวกเราเหมือนล้อไฟ” (อัลเฟรโด ดา ซิลวา ซาสโตส)

พวกเรามองเห็นดวงอาทิตย์ได้อย่างง่ายดาย ด้วยเหตุบางประการก็ทำให้พวกเราตาไม่ต้องบอด มันดูเหมือนกำลังกระพริบเข้ากระพริบออก เป็นจังหวะไปเรื่อย ๆ มันสาดลำแสงไปทุกทิศทุกทางและย้อมทุกสิ่งด้วยสีสันหลากสี ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ผู้คน อากาศ และพื้นดิน  แต่สิ่งที่พิเศษที่สุดสำหรับฉัน ตามที่ฉันคิดนะ ก็คือการที่ดวงอาทิตย์ไม่อันตรายใดใดต่อตาของพวกเรา ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ และทุกคนต่างมองขึ้นไปบนฟ้า หลังจากนั้นสักพักดวงอาทิตย์จึงหยุดนิ่ง แล้วจึงเริ่มเต้นอีกครั้งบนฟ้า กระทั่งมันดูจะหลุดออกมาจากที่ของมันแล้วตรงมาหาพวกเรา มันเป็นเวลาที่น่ากลัวจริง ๆ  นายมานูเอล มาร์โต

“…อนึ่งข้าพเจ้าได้เห็นฝูงชนหันหน้าไปหาดวงอาทิตย์ ซึ่งปรากฏออกมาจากกลุ่มเมฆและอยู่ ณ จุดสูงสุดของท้องฟ้า มันแลดูคล้ายแผ่นโลหะเงินที่มีลักษณะทื่อ ๆ และสามารถจ้องมองได้อย่างสบายไร้กังวล มันอาจจะเป็นปรากฏการณ์อุปราคาก็ได้ แต่ ณ เวลานั้นมีแต่เสียงตะโกนโหวกเหวก และหนึ่งในคนที่อยู่ใกล้ ๆ ข้าพเจ้าตะโกนว่า อัศจรรย์ อัศจรรย์’… นายอเวลีโน เด อัลเมยดาเขียนในหนังสือพิมพ์โอ เซกูโล ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่สนับสนุนรัฐบาล และต่อต้านพระศาสนจักร

ปรากฏการประหลาดท้าสายตาของมนุษย์บังเกิดขึ้นถึงสามรอบ ดวงอาทิตย์ที่ เต้นรำจึงกลับมาสูสภาพปกติอีกครั้ง และอัศจรรย์อันดับต่อไปก็บังเกิดให้เป็นที่ประจักษ์อีกครั้ง เมื่อเสื้อผ้าไม่ว่าจะเป็นชุด ถุงเท้า และรองเท้าหรือพื้นดินที่เคยเปียกแฉกจากฝนที่เทลงมาแต่เมื่อคืน กลับแห้งสนิทเสมือนหนึ่งสิ่งเหล่านั้นไม่เคยเปียกฝนมา

ไม่เพียงแต่ฝูงชนบริเวณโควา ดา อิเรียเท่านั้นได้เป็นประจักษ์พยานถึงอัศจรรย์คราวนี้ เพราะห่างไปอีกสิบเอ็ดไมล์จากฟาติมา คือที่หมู่บ้านอัลบูริเตล ก็ปรากฏมีพยานมากมายได้เห็นเหตุอัศจรรย์คราวนี้ นี่คือบันทึกของคุณพ่ออินาซิโอ โลเรนโซ หนึ่งในพยานเหล่านั้นซึ่งได้รับการยืนยันจากพยานคนอื่น ๆ ที่พยานผู้นี้ได้เอ่ยถึง

ข้าพเจ้ามีอายุได้เก้าขวบในขณะนั้น และอยู่โรงเรียนในหมู่บ้าน ตอนนั้นเวลาประมาณสักเที่ยง มีเสียงร้องเสียงตะโกนโหวกเหวกจากทั้งผู้ชายและผู้หญิงบางคนดังมาจากถนนหน้าโรงเรียนจนพวกเราพากันประหลาดใจ คุณครูของพวกเรา ผู้ใจดีและศรัทธา ซึ่งมีนิสัยขี้วิตกและน่าประทับใจ เป็นคนแรก ๆ ที่วิ่งนำเด็ก ๆ ซึ่งวิ่งตามหลังท่านไปที่ถนน
ที่ข้างนอก ชาวบ้านต่างพากันตะโกน ร้องไห้ และชี้ไปที่ดวงอาทิตย์โดยมิได้สนต่อคำถามที่เคร่งเครียดของคุณครูของพวกเราเลย มันเป็นอัศจรรย์ อัศจรรย์ของดวงอาทิตย์ที่พิเศษ ซึ่งสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนตรงบริเวณเหนือเนินเขาที่หมู่บ้านของข้าพเจ้าตั้งอยู่
ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะอธิบายส่งข้าพเจ้าเห็นและรู้สึกได้เช่นไร ข้าพเจ้าเพ่งมองไปที่ดวงอาทิตย์ซึ่งดูซีดกว่าปกติและไม่รู้สึกเจ็บตา จนคล้าย ๆบอลหิมะที่หมุนด้วยตัวของมันเอง นอกนี้มันยังทำท่าจะลงมาข้างล่างในลักษณะซิกแซก จนน่ากลัวว่าจะทำลายโลกเสีย ดังนั้นเองด้วยความหวาดกลัว ข้าพเจ้าจึงวิ่งและไปซ่อนตัวในท่ามกลางชาวบ้านที่พากันร่ำไห้และคิดว่านี่จะเป็นวันสิ้นโลก
...
ขณะที่ทุกคนพากันร้องไห้และร้องขอให้พระเป็นเจ้าทรงอภัยโทษบาปของพวกเขา พวกเราทุกคนก็ออกวิ่งไปที่วัดน้อยทั้งสองแห่งของหมู่บ้าน ซึ่งเต็มแน่นไปด้วยชาวบ้านคนอื่น ๆ นอกนี้ในระหว่างอัศจรรย์ ทุกสิ่งรอบ ๆ ตัวของพวกเราเปลี่ยนเป็นสีรุ้งไปทั้งสิ้น พวกเราเห็นพวกเราด้วยกันเป็นสีฟ้าบ้าง เหลืองบ้าง แดงบ้าง และอื่น ๆ อีกมาก ปรากฏการณ์แปลกประหลาดเหล่านี้ยิ่งทวีความกลัวของชาวบ้านให้มากขึ้นเรื่อย ๆ เหตุการณ์ประหลาดเกิดได้สักสิบนาที ดวงอาทิตย์จึงกลับเป็นเช่นเดิม ฝั่งชาวบ้านเมื่อรู้ว่าปลอดภัยแล้ว จึงต่างพากันร่วมใจกันระเบิดเสียงแห่งความยินดีและโมทนาคุณสรรเสริญแม่พระ”

บัดนี้การประจักษ์แห่งฟาติมาได้จบลงแล้ว แต่ชีวิตของยุวนักบุญกำลังจะดำเนินต่อไปตามคำทำนายของสตรีปริศนา ที่บัดนี่เราทราบแล้วว่าคือ แม่พระแห่งลูกประคำ หรือ พระนางมารีย์ พระชนนีพระเจ้า ตอนต่อไปเราจะนำทผู้อ่านทุกท่านไปพบกับความศักดิ์สิทธิ์ที่จะยิ่งฉายแววมากขึ้น และท้ายสุดผู้อ่านทุกคนจะได้พบคำตอบว่า ไฉนพระเป็นเจ้าจึงยกเด็กน้อทั้งสองประดับไว้บนพระแท่นอันงดงามแห่งพระศาสนจักรในกาลสมัยนี้


ข้าแต่ท่านนักบุญฟรังซิสโก มาร์โต และ นักบุญยาซินทา มาร์โต ช่วยวิงวอนเทอญ

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...