วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559

มะลิน้อยแห่งแดนภารตะ "มารีอัม เทรเซีย" ตอน 2


นักบุญมารีอัม เทรเซีย
St. Mariam Thresia
ฉลองในวันที่ : 6 มิถุนายน

การรังควานของปีศาจ

เนื่องด้วยวิญญาณของท่านคือวิญญาณที่ถูกเตรียมไว้เพื่อช่วยวิญญาณจำนวนมาก พวกปีศาจจึงเกลียดท่านเป็นอันมาก และพยายามขัดขวางท่านจากพันธกิจนี้ไปตลอดชีวิตของท่าน ด้วยการรังควานท่านอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย พวกมันทั้งทุบตีด้วยกระบองตามแขนขาของท่าน เอาทรายเอากรวดไปใส่ในกับข้าว  ปัดอาหารจากปากบ้าง หรือหนักเข้าพวกมันก็เล่นเอาเสียท่านต้องได้เลือดตกยางออกเลยทีเดียว เราทราบเหตุการณ์เหล่านี้จากบันทึกของท่าน ดังเช่นตอนหนึ้ง ท่านบรรยายถึงการต่อสู้นั้นว่า

“ปีศาจทรมานดิฉันมาก ๆ พวกมันทั้งแงะสิ่งที่ดิฉันถืออยู่ในมือ ขว้างก้อนหินใส่ดิฉันบนทางเท้า พวกมันกระชากมือของดิฉันและโยนออกไปข้าง ๆ แต่ด้วยความช่วยเหลือของแม่พระ พระนางได้มันใส่กลับและเยียวยาบาดแผล พวกมันยังโยนดิฉันลงมาจากหลังคาบ้าน แต่แม่พระทรงยกดิฉันขึ้นมา พวกมันมัดมือและขาของดิฉันด้วยเชือก พวกมันทุบและตีดิฉันทั่วร่างกาย พวกมันฉาบไปด้วยความเย็นชาในสายตาของดิฉัน ในขณะที่ดิฉันสวดภาวนาพวกมันก็พูดดูหมิ่นศาสนา บางทีเวลาดิฉันสวดสายประคำพวก มันก็มาคว้าเอาสายประคำไป พวกมันยังโยนสิ่งสกปรกลงในอาหารของดิฉัน พวกมันแสดงให้ดิฉันเห็นสิ่งตรงกันข้ามความบริสุทธิ์และทำให้ดิฉันอารมณ์เสียเป็นอันมาก”

การรังควานครั้งรุนแรงเริ่มในวันที่ 23 มกราคม ค.ศ.1902 ขณะที่ท่านมีอายุได้ 25 ปีย่างเข้า 26 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลานั้นพวกปีศาจจำนวนมากมายพร้อมด้วยผู้นำของมัน เจ้าลูซิเฟอร์ก็เริ่มลงมือทำร้ายท่านไม่ว่าจะด้วยการเตะต่อย เรื่อยไปจนถึงตี บ้างครั้งพวกมันก็จับท่านมัดมือมัดเท้า บ้างก็ทำร้ายจนท่านหมดสติ ฝั่งท่านเองเมื่อถูกรังควานเช่นนี้ ก็จะคอยไปเล่าให้คุณพ่อวิทยาทิล คุณพ่อวิญญาณรักษ์ผู้บริบูรณ์ไปด้วยความดีและความร้อนรนต่อการปฏิบัติหน้าที่สงฆ์ แต่ไม่ได้ช่ำชองในเรื่องปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติต่าง ๆ ดังนั้นทุก ๆ ครั้งที่ท่านมาเล่า คุณพ่อก็จะเพียงบันทึกเรื่องราวลงไป ไม่ได้ลงลึกวิเคราะห์ใด ๆทั้งสิ้น

ท่านได้พบกับคุณพ่อวิทยาทิล เมื่อคราวคุณพ่อมาฟังแก้บาปให้เขตวัดในช่วงเข้าเงียบ ในปีเดียวกันกับที่ท่านถูกทดลอง โดยคล้ายว่าท่านจะได้รับการเผยว่าคุณพ่อจะได้มาประจำที่เขตวัดของท่าน เมื่อเข้าที่แก้บาปท่านจึงได้ขอท่านเป็นคุณพ่อวิญญาณ แต่คุณพ่อก็ไม่ได้ตอบอะไร กระทั่งคุณพ่อกลับไปวัดมาลาที่ท่าดูแล ในวันที่ 30 เมษายน ท่านก็ถูกย้ายมาวัดปุเทนชิระ ฝั่งท่านเมื่อคุณพ่อมาถึงก็ได้ขอให้คุณพ่อมาเป็นคุณพ่อวิญญาณของท่านอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ท่านก็ตอบรับ “แต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปี ค.ศ.1926 ผมก็กลายมาเป็นผู้นำวิญญาณของเธอ” คุณพ่อสรุปการมารู้จักท่านดังนี้

กลับมาที่การรังควานของพวกปีศาจ เมื่อพวกมันไม่สามารถจะทำให้ท่านไม่เชื่อ ไม่วางใจพระเจ้า และไม่ไปหาคุณพ่อวิญญาณได้ พวกมันก็พุ่งเป้าไปเป็นการทำลายคำปฏิญาณตนถือพรหมจรรย์ของท่าน ซึ่งขอเรียนให้ทราบว่าโดยปกติแล้ว ท่านและสหายจะไม่ออกบ้านไปพร้อมกลับชายแปลกหน้า โดยพวกมันใช้เวลาถึงหนึ่งเดือนในการปฏิบัติภารกิจนี้ โดยพวกมันได้แสดงภาพอันลามกอนาจารของท่านต่อหน้าท่าน มันพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะหลอกล่อให้ท่านละทิ้งพรหมจรรย์เกือบตลอดคืน

ซึ่งระหว่างการรังควานนี้ ท่านมิอาจปิดดวงตาหรือเบือนหน้าหนีจากภาพเหล่านั้นได้แม้ใจจริงท่านอยากจะทำมากแค่ไหนก็ตาม ท่านกล่าวแก่คุณพ่อวิญญาณรักษ์ถึงเรื่องนี้ว่า “ลูกจะต้องพบกับความทุกข์ยากแบบใดก็ได้ แต่ลูกกลัวการทดลองใจเรื่องความบริสุทธิ์ ลูกต้องการให้พวกมันเอามันออกไปเสีย” ฝั่งคุณพ่อวิทยาทิลก็ให้คำแนะนำที่ดีแก่ท่าน จนท่านมีกำลังสู้ทนกับการล่อลวงนี้อย่างแข็งขัน นานเข้านานเข้าพวกปีศาจเมื่อเห็นว่าทำอะไรพรหมจรรย์ท่านไม่ได้แล้ว มันก็ละแผนนี้ไป

ด้วยความเป็นห่วงท่าน คุณพ่อวิทยาทิลจึงได้เรียนเรื่องการรังควานของปีศาจต่อท่านไปยังพระคุณเจ้าจอห์น เมเนเชรี พระสังฆราชแห่งทริชูร์ ฝั่งพระคุณเจ้าเมื่อทราบ จึงมีคำสั่งลงมาให้คุณพ่อประกอบพิธีไล่ผีให้ท่าน พร้อมให้นำคำสั่งนี้ไปติดไว้ที่หน้าห้องของท่าน ด้วยว่าพระคุณเจ้ายังมีความสงสัยในพระหรรษทานพิเศษของท่านหลาย ๆ ประการ ว่าเป็นการกระทำของปีศาจ ดังนั้นเองคุณพ่อวิทยาทิลจึงน้อมรับคำสั่งและได้อ่านประกาศให้ท่านฟัง

“เธอถามหาคำประกาศ ก่อนจูบมันด้วยความยินดี และพูดว่า ‘นี่คือของขวัญที่เต็มไปด้วยพระพรสำหรับลูกจริง ๆ’” หลังจากนั้นคุณพ่อจึงดึงประกาศจากมือของท่าน และนำไปติดไว้ที่หน้าห้องของท่าน ดังนั้นเมื่อชาวบ้านแวะเวียนมาและได้อ่านประกาศ จึงต่างพากันเยาะเย้ยและดูถูกท่าน ฝั่งท่านนั้นก็น้อมรับคำครหาเหล่านั้นด้วยความชื่นชมยินดี ทั้งยังขอให้คุณพ่อวิทยาทิลอ่านประกาศนี้ในวัด และติดสำเนามันไว้ที่ประตูหลักของวัด แต่เนื่องจากไม่มีในคำสั่ง คุณพ่อจึงมิได้ปฏิบัติตาม

และสืบเนื่องจากประกาศนี้เอง ทำให้คราใดก็ตามที่ท่านเริ่มถูกรังควาน คุณพ่อก็จะถูกตามตัวมาเพื่อสวดบทไล่ผีและทำสำคัญมหากางเขนให้ท่าน บางครั้งในระหว่างการไล่เมื่อถามว่าพวกมันชื่ออะไร มันก็จะตอบผ่านท่านว่าชื่อ ลูซิเฟอร์ และบางเวลาเมื่อถามว่าพวกมันมีจำนวนเท่าไรใด มันก็จะตอบว่าสี่ร้อยบ้าง เจ็ดร้อยบ้าง ไปจนถึงหลายพันตนเลยก็มี

ปีศาจยังเจ้าเล่ห์นัก มันรู้ดีอีกว่าการรับศีลมหาสนิทเป็นการทำวิญญาณดวงนั้นยิ่งชิดสนิทพระเป็นเจ้ามากขึ้น มันจึงพยายามอย่างเต็มที่จะขัดขวางไม่ให้ท่านไปรับศีลด้วยกลวิธีสกปรกต่าง ๆ ตามนิสัยของมัน มีคราวหนึ่งมันถึงกับบันดาลให้ท่านตาบอดลงในระหว่างทางไปวัด แต่เดชะบุญเมื่อคุณพ่อวิทยาทิลทราบ คุณพ่อก็สั่งพวกมันในพระนามพระเจ้าว่าห้ามพวกมันมารังคานท่านระหว่างท่านอยู่ที่วัดหรือกำลังไปวัดเพื่อขวางท่านไม่ให้ได้รับศีลมหาสนิท พวกมันจึงต้องเลิกล้มที่จะขัดขวางท่านนี้ไป 

“บรรดาจิตชั่วร้ายต่างสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมของคุณธรรมความดีของเธอ และได้เริ่มลงมือทำลายสิ่งเหล่านั้นลงให้สิ้นซาก ร่องรอยการทำร้ายเธอของพวกปีศาจไม่ได้ปรากฏเพียงแค่ในวิญญาณ แต่ยังปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจนจากผู้พบเห็น” ข้อความที่ยกมาของคุณพ่อวิทยาทิล คงทำให้เราทราบดีว่าไม่เพียงแต่ท่านที่เห็นการรังควานของปีศาจเท่านั้น เพราะยังมีชาวบ้านอีกหลายคนที่ได้เห็นเหตุการณ์เหล่านี้ เช่นนี้เองด้วยความที่ท่านไม่อยากให้ใครได้เห็นการรังควานของปีศาจเหล่านี้ ท่านจึงสวดภาวนาอย่างร้อนรนต่อแม่พระว่าไม่ให้การรังควานเหล่านี้เกิดขึ้นในระหว่านวันเป็นอันขาด 

จนวันหนึ่งพระมารดาก็ทรงตอบรับคำภาวนานี้ กล่าวคือในเวลาต่อมาคุณพ่อวิทยาทิลก็มาพบท่านนอนสลบอยู่ในบ้าน แต่ก็กำลังสวดสายประคำอยู่ทั้งๆที่ตนไม่ได้สติจนจบสาย แม่พระก็ทรงตรัสผ่านท่านว่า “ตามคำภาวนาของเธอ แต่นี้ปีศาจจะไม่มารังควานเธอในระหว่างวัน แต่มันจะมาหลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว” และแต่นั้นมาพวกปีศาจก็มิได้มารังควานท่านในระหว่างวันอีก แต่เมื่อตะวันลาลับขอบฟ้าไปพวกมันก็เริ่มรังควานท่านต่อ จนรุ่งสางวันถัดมามันจึงละจากไป ทิ้งไว้แต่ตัวท่านที่อิ่มเอิบไปความยินดีและความบรรเทาใจภายใน ซึ่งท่านใช้มันในการรับมือกับพวกมันในวันต่อๆไป

ภาพนิมิตจากสวรรค์


1. ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์

ขณะเดียวกันกับที่ถูกรังควานอย่างหนัก ท่านก็ได้ได้รับพระพรมากมาย ครั้งหนึ่งเมื่อพวกปีศาจเข้ามาในห้อง และจับท่านมัดมือมัดขาแล้วดึงท่านขึ้นไปบนเพดานด้วยเชือกที่มัดตั้งแต่เท้าถึงคอ ก่อนจะปล่อยให้ท่านห้อยโตงเตงอย่างนั้น ท่านต้องทนทุกข์อยู่นานพอควร จนสักพักครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ก็ประจักษ์มาและช่วยแก้เชือกให้ท่าน ทั้งสามปลอบใจท่านว่า “จงน้อมรับความทุกข์ยากทั้งหลายด้วยความอดทนเถิด จงระลึกถึงความทุกข์ยากที่ผู้หนึ่งได้รับเพื่อลูกเถิด วันหนึ่งลูกจะได้รับการบรรเทา” หลังจากนั้นเมื่อท่านลงมาได้และล้มตัวลงนอนตามคำขอของทั้งสามแล้ว ทั้งสามก็ค่อย ๆอันตรธานหายไป และหลังจากนั้นมาครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ประจักษ์มาหาท่านอีกหลายครั้ง

อีกครั้ง เมื่อคุณพ่อวิญญาณของท่านพร้อมคุณพ่อจอห์น อัมบูกัน พระสงฆ์อาวุโสเจ้าวัดปาริยารัมได้เดินทางมาหาท่านตามคำขอของแม่พระผ่านท่าน วันนั้นเป็นเวลาห้าโมงเย็นของวันศุกร์ เมื่อทั้งสองมาถึงก็พบกับท่านกำลังในห้วงมหาทรมานในสภาพที่น่ากลัวเป็นยิ่งนัก สักพักหนึ่งท่านก็เรียกคุณพ่อวิญญาณพลางบอกว่า “ดูซิ พระเยซูเจ้า แม่พระ และนักบุญยอแซฟกำลังยืนอยู่เหนือหัวของลูก” คุณพ่อจึงบอกกับท่านว่า “ขอบคุณพวกท่านเสียสำหรับการเสด็จมาบ้านอันยากไร้นี้และการภาวนาเพื่อทุกความต้องการของลูก”

หลังจากนั้นแม่พระก็ทรงตรัสสั่งให้คุณพ่อวิทยาทิลสวดบทกิจการความรักพระเจ้าและบทสดุดี และยังทรงประทานคำแนะนำเป็นรายบุคคล ก่อนจะทรงให้ทุกคนร่วมกันสวดสายประคำ และเมื่อสวดจบพระนางก็ทรงสวดสามครั้งว่า “ข้าแต่พระมารดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ โปรดอย่าปล่อยลูกไว้แต่เพียงลำพังไปจนกว่าลูกจะบรรลุถึงตัวพระแม่ ผู้เป็นที่หลบภัยของลูกทั้งหลาย” และนับแต่นั้นมาทั้งพระสงฆ์ทั้งสองก็จะสวดบทนี้เมื่อมิสซาของทั้งสองจบ และยังได้ชักชวนคนอื่น ๆ ให้สวดตามอีกด้วย


2. แม่พระ

คราวหนึ่งขณะท่านกำลังนอนหมดแรงจากต่อกรกับบรรดาปีศาจ ท่านก็ได้เห็นสตรีนางหนึ่งปรากฏมานั่งอยู่ใกล้กับท่าน บกตักของนางมีร่างของชายสภาพน่าเวทนาผู้หนึ่ง ร่างของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและทั่วร่างของเขาชุ่มโชกไปด้วยเลือด สตรีนั้นกล่าวกับท่านว่า “ลูกเอ๋ย ลูกเห็นชายผู้นี้ไหม ความทรมานของหนูเทียบอะไรไม่ได้เลยกับเขา ฉะนั้นจงอย่าได้สิ้นหวังไปเลย จงมีความหวังในพระเจ้าเถิด พระองค์จะไม่ทรงปล่อยให้ลูกได้รับการทดลองเกินกำลังความอดทนของลูกหรอก”

อีกวันหนึ่งคุณพ่อวิทยาทิลได้แวะมาเยี่ยมท่านและได้พบกับท่านนอนสลบอยู่ คุณพ่อจึงรีบไปนำน้ำเสกมาทำกางเขนที่หน้าผากของท่าน ใบหน้าของท่านก็ส่องสว่างออกมา และก็ปรากฏมีเสียงหนึ่งพูดกับคุณพ่อว่า “เรามาเพื่อปลอบโยนเธอ เธอได้รับความทุกข์ยากที่ไม่อาจจะมีใครช่วยได้ จนบัดนี้ก็สองชั่วโมงได้แล้วที่เรามาปลอบโยนเธอ” คุณพ่อวิทยาทิลจึงถามเสียงนั้นไปว่า “ท่านเป็นใครกัน” ก็มีเสียงตอบกลับมาว่า “ถูกแล้ว เราคือมารีย์” คุณพ่อจึงถามอีกครั้งว่า “ท่านเป็นมารดาของพระเจ้างั้นหรือ” เสียงก็ตอบกลับว่า “ถูกแล้ว เธอต้องทนทุกข์ใจและเสียใจเป็นอันมาก ลูกต้องปลอบโยนเธอ หากเธอเอยู่ในอารามเธอก็คงจะได้รับความช่วยเหลือไปแล้ว”

หลังจากนั้นเสียงนั้นหรือก็คือแม่พระก็ได้บอกให้คุณพ่อคอยช่วยให้ท่านเข้มแข็ง ทั้งขอให้ไปบอกคนอื่น ๆ ให้ช่วยสวดให้ท่าน ก่อนจะทรงตรัสต่อว่าจะทรงกลับมาอีกครั้งในเวลาหลังเที่ยงคืนเป็นไปต้นไป แต่จะไม่ทรงมาในระหว่างวัน เสร็จแล้วพระนางกลจึงทรงกล่าวอำลา คุณพ่อวิทยาทิลจึงเริ่มสวด ฝั่งแม่พระก็ทรงอวยพรทั้งสองและจากไป เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นพระปรีชาญาณของพระเจ้าอย่างแท้จริง กล่าวคือทรงทราบดีว่ามนุษย์ในบางเวลาก็ต้องการเพื่อนมนุษย์ด้วยกันคอยดูแลคู่ไปกับการดูแลของพระองค์

นอกจากนี้แม่พระยังทรงร้องขอให้ท่านตกแต่งห้องนอนเล็ก ๆ ของท่านด้วยดอกไม้ในวันศุกร์และให้เพื่อน ๆ ของท่านมาร่วมกันสวดสายประคำกัน ซึ่งเมื่อคุณพ่อวิญญาณรักษ์ได้ถามถึงจุดประสงค์ในการทำเช่นนี้ แม่พระได้ตรัสไขข้อข้องใจว่า “ในวันศุกร์ องค์พระเยซูเจ้า พระนางมารีย์และท่านโยเซฟจะยังมาที่นี่ในพระสิริรุ่งโรจน์ก่อนระฆังเย็น บรรดาผู้ที่ร่วมกันสวดสายประคำในเวลานั้นจะได้รับพระหรรษทานพระเจ้า บรรดาผู้ที่มาที่นี่ในวันอื่น ๆ และสวดสายประคำและบทภาวนาอื่น ๆ ร่วมกันก็จะได้รับพระหรรษทานพิเศษจากพระเจ้าเช่นกัน ยามใดก็ตามที่ลูกว่างเว้นจากภาระ ลูกต้องมาที่นี่เพื่อสวดสายประคำ สวดกิจการความรักพระเจ้าและโมทนาพระคุณร่วมกับคนอื่นๆเถิด”  ท่าน คุณพ่อและเพื่อนจึงมีการทำเช่นนี้ทุก ๆ เย็นวันศุกร์เรื่อยมา


3. พระเยซูเจ้า

พระเยซูเจ้ายังทรงมักเผยพระองค์ให้ท่านเห็นในพิธีมิสซาอยู่บ่อย ๆ คุณพ่อวิทยาทิลเคยถามท่านว่าพระองค์จะทรงประจักษ์มาในช่วงไหน ท่านก็ตอบว่าช่วงร้องโฮซันนา ในโอกาสหนึ่งคือในวันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน ค.ศ.1904 เมื่อพระสงฆ์ชูแผ่นศีลขึ้นและหันมาหาสัตบุรุษท่านก็แลเห็นพระกุมารประทับอยู่ในแผ่นปัง และอีกโอกาสหนึ่งก่อนช่วงรับศีลท่านก็ได้เห็นนิมิตพระคริสตเจ้าทรงรับทรมาน  คุณพ่อวิทยาทิลบันทึกว่าครั้งหนึ่งเมื่อท่านล้มป่วยจนไม่อาจจะลุกไปร่วมมิสซาได้ พระเยซูเจ้าก็ทรงเสด็จมาทรงประกอบพิธีมิสซาขึ้นในห้องเล็ก ๆ ของท่าน และก็เป็นพระองค์เองเช่นกันที่เป็นคนส่งศีลให้ท่านได้รับ แต่ในโอกาสอื่นเมื่อท่านมาวัดไม่ได้ก็เป็นเพียงทูตสวรรค์ที่มาส่งศีลให้ท่าน (คราหนึ่งแม่พระยังสั่งให้ท่านไปบอกคุณพ่อให้เทศน์เกี่ยวกับเรื่องการทรุจารศีลอีกด้วย)

การรังควานครั้งใหญ่ครั้งสุดท้าย

วันหนึ่งเมื่อท่านมีอายุได้ประมาณได้ราว 26 ปี ท่านก็เข้าสู่สภาวะฌาน แม่พระตรัสผ่านท่านว่า “เวลาที่ที่เจ้าปีศาจได้รับอนุญาตจากพระเจ้าจะสิ้นสุดลงในวันที่ 23 มกราคม ค.ศ.1905 แต่นั้นมาแม่ปรารถนาให้เธอมีชีวิตอยู่ในโลกนี้เป็นระยะเวลาเพียงสั้นๆ เวลาเดียวกันหลายสิ่งก็จะเกิดขึ้นผ่านเธอ” คุณพ่อวิทยาทิลได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้พระคุณเจ้าเมนาเชรีฟัง เมื่อคุณพ่อได้มีโอกาสไปพบพระคุณเจ้า และได้เล่าถึงการรังควานของปีศาจให้พระคุณเจ้าฟัง ฝั่งพระคุณเจ้าจึงขอให้คุณพ่อ ไปทูลให้แม่พระทรงลดเวลาลงจากวันที่ 23 มกราคม ค.ศ.1905 เป็นวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ.1904

คุณพ่อจึงได้ทูลเรื่องนี้ต่อแม่พระ และวันรุ่งขึ้นพระนางก็ทรงตรัสผ่านท่านว่า “เนื่องด้วยคำขอของลูกเมื่อวานนี้ เวลาจะได้รับการลดหย่อนลงเป็นวันที่ 8 ธันวาคม แต่ระหว่างสามวันสุดท้ายจะบังเกิดความทุกข์ยากอย่างต่อเนื่อง ปีศาจจะไม่ยอมปล่อยเธอแม้ว่าพวกมันจะถูกสั่งให้ออก ดังนั้นลูกต้องคอยปลอบโยนเธอให้มาก ๆ ในวันนั้นศีลมหาสนิทจะต้องถูกตั้งไว้ให้สัตบุรุษได้ถวายความเคารพ และลูกต้องบอกให้คนอื่น ๆ ให้ร่วมกันสวดภาวนา ภายหลังวันนี้ไปแล้ว เธอจะต้องมีนามว่า มารีอัม เทรเซีย (เทรเซียของแม่พระ)”

และก็เป็นที่พระมารดาทรงดำรัสจริงๆ เพราะในวันที่ 5 ธันวาคม ปีนั้น การรังควานครั้งใหญ่ก็เริ่มขึ้น พวกปีศาจได้เริ่มลงมือทำร้ายท่านอย่างหนักหน่วง พวกมันกันท่านออกจากการรับประทานอาหารและน้ำ คุณพ่อวิทยาทิลพยายามที่จะเอาน้ำหวานป้อนให้ท่าน พร้อมสั่งปีศาจไม่ให้ขัดขวาง ทำให้คุณพ่อสามารถเอาน้ำหวานให้ท่านดื่มได้

ตลอดเวลาท่านพร่ำสวดว่า “ข้าแต่ดวงพระหฤทัยอันอ่อนหวานของพระเยซูเจ้า โปรดประทานพระหรรษทานให้ลูกรักพระองค์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ข้าแต่ดวงหทัยนิรมลของพระแม่มารีย์ที่หลบภัยของลูก” ลุถึงวันที่ 7 ธันวาคม เจ้าปีศาจก็บันดาลให้ท่านกลายเป็นอัมพาตเพื่อขัดขวางท่านไม่ให้ไปร่วมเฝ้าศีลที่อารามอัมบาซาคคัดในตอนเช้า แต่แม่พระก็ได้เสด็จมาบอกท่านว่ารุ่งขึ้นท่านจะหาย

วันที่ 8 ธันวาคม มีพระสงฆ์สององค์ตามมาสมทบกับคุณพ่อวิทยาทิล ที่เวลาสองทุ่มท่านนอนนิ่งไม่ต่างอะไรจากศพ ก่อนจะถึงเวลาสามทุ่ม อาการของท่านก็ดีขึ้นตามลำดับ ท่านสามารถขยับตัวได้และเริ่มพูดกับทุกคนได้เป็นปกติ ท่านเล่าให้คุณวิทยาทิลฟังว่า “เจ้าปีศาจพูดว่า พวกเราแพ้แล้ว เจ้าชนะ ลูกจึงบอกกับพวกมันว่า ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นพระเยซูเจ้าต่างหากที่ชนะ” ก่อนจะเป็นลมหมดสติไปอีก “ความทุกข์ยากของเธอจบลงแล้ว บัดนี้เจ้าปีศาจเจ็ดตัวได้รับอนุญาตให้ยังอยู่และทดลองเธอ เพื่อเป็นเครื่องหมายถึงการโมทนาคุณพระเจ้า เธอจะต้องถูกเรียกว่า มารีอัม เทรเซีย แต่นี้ไปแม่จะไม่ประจักษ์มาหาเธอบ่อย พระเยซูเจ้า นักบุญยอแซฟ และแม่จะอยู่กับเธอบางเวลา คุณพ่อเอ๋ย แม่ขออวยพรของแม่แก่ลูก”

พูดเช่นนั้นแล้ว ท่านจึงฟื้นคืนสติขึ้นมา และทันทีที่ฟื้นท่านก็รีบไปคุกเข่าให้พระสงฆ์สององค์นั้นอวยพร ซึ่งภายหลังทั้งสองอวยพรท่านแล้ว คุณพ่อวิทยาทิลจึงอวยพรท่าน และพูดกับท่านว่า “แต่นี้ไปลูกจะมีชื่อว่า มารีอัม เทรเซีย” และภายหลังคุณพ่อวิทยาทิลได้เขียนไว้ว่า “เทรเซียต่อกรกับกลยุทธ์ต่าง ๆ ของเจ้าปีศาจด้วยพระหรรษทานของพระเจ้าและก็ได้รับชัยชนะในที่สุด”


ภาพนิมิตสวรรค์และนรก


ท่านได้เห็นนิมิตสวรรค์ครั้งแรก ภายหลังท่านได้รับศีลมหาสนิท ในวันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน ค.ศ.1904 ท่านเล่าในภายหลังว่าในนิมิตท่านได้แลเห็นสวรรค์ พระเยซูเจ้า แม่พระ ทูตสวรรค์ และนักบุญ เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกครั้วในวันที่ 3 กรกฎาคม ปีเดียวกันและตามด้วยอีกหลายครั้ง ซึ่งในจำนวนนั้นก็เกิดหลังท่านรับศีลมหาสนิท

และในทำนองเดียวกันกับที่ได้เห็นภาพนิมิตของสวรรค์และไฟชำระ พระเป็นเจ้ายังทรงเผยแสดงให้ท่านได้เห็นนิมิตของนรกด้วย โดยนิมิตเกิดขึ้นในระหว่างท่านกำลังเดินรูปกับสหายของท่าน ในเวลาบ่ายสามโมง เทศกาลมหาพรต จู่ ๆท่านก็ถูกพาไปยังขอบของหลุมไฟลึก ในหลุมนั้นท่านแลเห็นของเหลวหนึ่งไหวกระเพื่อมเหมือนเกลียวคลื่นในมหาสมุทร และศีรษะของวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนลอยอยู่ในนั้น ใรบรรดาศีรษะเหล่านั้น ศีรษะของพระสงฆ์มีลักษณะแตกต่างอย่างชัดเจน กล่าวคือผมของพวกเขาถูกตัดเป็นรูปเครื่องหมายกางเขน

เสียงสบประมาทพระเจ้า และสบถสาบานใส่อีกคนดังออกมาจากวิญญาณเหล่านั้น ที่เรือนร่างมีงู แมงป่อง กบ และหนอนกัดแทะตามร่างกายอย่างน่าสยดสยอง แต่…ก็ไม่น่ารังเกียจเท่ากับภาพที่เห็นพวกปีศาจกำลังไต่ถามวิญญาณถึงความกระหายของพวกเขา ก่อนพวกมันจะเทของเหลวร้อนจากขวดเข้าไปในปากของพวกเขา ด้วยความกลัวอย่างสุดขีดต่อภาพเบื้องหน้า ท่านถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา พร้อมทูลต่อพระเจ้าว่าโปรดให้ท่านรอดจากสถานที่นี้ และเมื่อภาพนิมิตทุกอย่างดับลง ท่านก็รู้สึกเกียจชังทุกสิ่งที่เป็นของโลก และปรารถนาเพียงร่วมทรมานกับพระคริสตเจ้า นับแต่วันนั้นมา

ดวงหทัยทั้งสาม

ครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1904 พระเยซูเจ้าทรงได้ประจักษ์มาหาท่านและได้ทรงสัญญาว่าจะทรงประทานดวงหฤทัยของพระองค์แก่ท่านในวัน 15 สิงหาคม ปีเดียวกัน พระองค์ยังรับสั่งให้ท่านเตรียมจิตใจด้วยการอดอาหารแล้วรับประทานเพียงน้ำเป็นเวลาสามวัน และให้คุณพ่อวิญญาณของท่านมาเป็นพยาน ส่วนคนอื่น ๆ ที่มาก็ขอให้คุกเข่าลงและโมทนาขอบพระคุณพระเจ้าในวันนั้น

และเมื่อถึงเย็นของวันที่พระเยซูเจ้าทรงสัญญา ท่านก็เข้าสู่สภาวะฌานในท่าคุกเข่าเมื่อเห็นพระเยซูเจ้าเสด็จมาพร้อมพระนางมารีย์และทูตสวรรค์ เมื่อมาถึง ณ เบื้องหน้าท่าน พระเยซูเจ้าก็ทรงประทานดวงพระหฤทัยของพระองค์แด่ท่าน และได้นำหัวใจของท่านออก หลังจากนั้นท่านก็ตกอยู่ในห้วงแห่งการภาวนาในท่าคุกเข่าเช่นนั้นนานถึงหกชั่วโมง จนเมื่อพระเยซูเจ้าทรงอวยพรท่านและอันตรธานหายไปแล้ว ท่านจึงออกจากสภาวะฌาน

หลังจากนั้นอีกสองปี ในวันที่ 5 ตุลาคม  ค.ศ.1906 ภายหลังจากร่วมมิสซาวันศุกร์ต้นเดือน แม่พระก็ทรงประทานดวงหฤทัยของพระนางแด่ท่าน โดยพระนางทรงวางมันไว้เบื้องขวาของดวงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า ตามมาด้วยนักบุญยอแซฟ ก็ประจักษ์มาหาท่านในเวลาเจ็ดโมงครึ่งในวันพุธแรกของเดือนพฤศจิกายน ปีเดียวกัน และเช่นเดียวกันกับพระเยซูเจ้าและแม่พระ ท่านนักบุญยอแซฟก็มอบหัวใจของท่าน ให้กับท่านโดยได้วางมันไว้ที่เบื้องซ้ายของดวงพระหฤทัย

ประสบการณ์วิญญาณถูกแทงด้วยความรัก

ประสบการณ์วิญญาณถูกแทงด้วยความรัก คือ พระหรรษทานพิเศษซึ่งเกิดขึ้นกับหัวใจของมนุษย์ในลักษณะภาพนิมิต ซึ่งยังผลให้หัวใจของผู้ได้รับนิมิตเหมือนถูกแทงด้วยหอก หรือลุกร้อนไปด้วยเปลวไฟแห่งรัก ผู้เรียบเรียงใคร่ขอยกตัวอย่างประสบการณ์นี้ของนักบุญเทเรซา แห่ง อาวิลา  ให้ผู้อ่านได้ฟังสักนิด เผื่อผู้อ่านจะได้เข้าใจประสบการณ์นี้มากขึ้น เรื่องมีอยู่ว่าวันหนึ่งในราว ๆ ปี ค.ศ.1582 นักบุญเทเรซาก็ได้แลเห็นนิมิต ทูตสวรรค์ชั้นสูงสุดประจักษ์มาพร้อมลูกศรทองคำที่มีปลายลุกเป็นไฟ ทูตสวรรค์องค์นั้นได้ใช้ลูกศรนั้นแทงเข้าไปที่ดวงใจของท่านนักบุญหลายต่อหลายครั้ง ท่านนักบุญเล่าในภายหลังว่า ผลของนิมิตนี้ทำให้วิญญาณของเธอยิ่งลุกร้อนไปด้วยไฟแห่งความรักต่อพระเป็นเจ้า

คุณพ่อวิทยาทิลได้บันทึกถึงประสบการณ์แทงวิญญาณของท่าน ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับประสบการณ์ของนักบุญเทเรซา แห่ง อาวิลา และนักบุญคุณพ่อ ปีโอ ไว้ดังนี้ “ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1906 พระเยซูเจ้าทรงได้ประจักษ์มาเบื้องหน้าเทรเซีย พระองค์ทรงแบกไม้กางเขนหนักและทรงมีพระพักตร์เศร้าสลด เธอจึงเริ่มร้องไห้ออกมา เพราะคิดว่าเป็นความบาปของเธอที่พระองค์ทรงกำลังแบกไว้ พระเยซูเจ้าทรงตรัสกับเธอว่า ‘บาปของลูกหาใช่เหตุไม่ บาปมากมายและความอำมหิตของผู้คนต่างหากที่คือเหตุผล’ ฝั่งเทรเซียเมื่อทราบดังนี้ จึงทูลพระองค์ว่า ‘ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าของลูก ลูกจะแบกกางเขนที่พระองค์ทรงแบกเอง ขอพระองค์โปรดประทานให้ลูกเถิด’ องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสกับเธอว่า ‘แล้วลูกจะได้แบกกางเขนนี้ และได้ช่วยบรรเทาภาระของเราลง’


เวลาเดียวกันนั้นเอง เธอก็รู้สึกว่าหัวใจของเธอแยกเป็นสองส่วน เธอรู้สึกเจ็บปวดและหวาดกลัวอย่างเหลือคณา และขณะที่เธอนั่งอยู่ลำพังหลังประตูในห้องของเธอ เธอก็ได้เห็นพระเยซูเจ้าทรงโน้มพระองค์ลงด้วยน้ำหนักของกางเขนในลักษณะที่น่าเวทนาเป็นยิ่งนัก เธอจึงเริ่มร้องไห้ออกมาดัง ๆ และทูลว่า ‘พอเถิด โอ้ องค์พระผู้เป็นเจ้า  พอเถิด ลูกไม่ปรารถนาเห็นสายพระเนตรเช่นนี้ ลูกจะแบกกางเขน ทั้งหมดนี้ลูกปรารถนาเพียงช่วยเหลือพระองค์’ ทูลเช่นนั้นแล้ว เธอก็ร้องไห้ต่ออย่างขมขื่น โดยมิได้สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่ด้านนอก แม้ว่าตอนนั้นเธอจะมีสติรู้ตัวดีก็ตาม เสียงร้องไห้และบทสนทนาของเธอจึงได้ยินไปถึงเพื่อน ๆ ของเธอที่อยู่ข้างนอก

และเพียงไม่นานจากภาพนิมิต ทูตสวรรค์ก็ได้ประจักษ์มา และได้ใช้หอกแทงเข้าที่สีข้างซ้ายของเธอ เธอรู้สึกได้ว่าหอกนั้นแทงทะลุหัวใจและทะลุไปถึงอกขวาของเธอ เลือดเริ่มไหลออกมาและเธอก็สิ้นสติไป เสื้อของเธอชุ่มโชกไปด้วยเลือด บัดดลเองประตูห้องที่ปิดอยู่ก็เปิดออกเอง เพื่อนของเธอพร้อมคนอื่น ๆ จึงรีบเข้าไปดูเธอ พวกเขาพบเธอนอนหมดสติ ชุดชุ่มไปด้วยเลือดและเหงื่อ ทุกคนต่างรู้สึกสลดใจกับภาพเบื้องหน้า หลังจากนั้นก็มีเสียงหนึ่งพูดขึ้นว่า ‘เอามะพร้าวอ่อนให้เธอกิน พาเธอออกไป และวางเธอไว้ที่ระเบียง ให้เธอได้รับอากาศบริสุทธิ์ แล้วจึงประพรมน้ำลงบนศีรษะของเธอ’ พวกเขาจึงปฏิบัติตาม หลังจากทูตสวรรค์ได้แทงหอกใส่เธอ เทรเซียก็ได้เห็นพระเยซูเจ้าทรงประทับยืนโดยไม่มีกางเขนหรือบาดแผลใด ๆ”


ประสบการณ์แทงวิญญาณเช่นนี้ เท่าที่มีบันทึกยังเกิดขึ้นกับท่านอีกถึงห้าครั้ง มีครั้งหนึ่งในนั้นคือในวันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกันกับปรากฏการณ์ครั้งแรก ภายหลังจากทูตสวรรค์ได้แทงหอกลงไปในหัวใจของท่านในตอนเช้าแล้ว  ก็ปรากฏจุดสีลุกลามตรงบริเวณที่ทูตสวรรค์ดึงหอกออก ซึ่งทำให้ท่านรู้สึกเจ็บปดและตกใจเป็นอันมาก  และในเวลาต่อมาเมื่อท่านเข้าฌาน คุณพ่อวิทยาทิลก็ได้โอกาสถามผ่านท่านถึงความหมายของประสบการณ์เช่นนี้ ฝั่งองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสผ่านท่านว่า “มันคือเครื่องแสดงถึงความรักของพระเจ้า หากเธอยังคงสัตย์ซื่อต่อไป เธอก็จะถูกแทงมากขึ้น”


“ข้าแต่ท่านนักบุญมารีอัม เทรเซีย ช่วงวิงวอนเทอญ”



ข้อมูลอ้างอิง

มะลิน้อยแห่งแดนภารตะ "มารีอัม เทรเซีย" ตอน 1


นักบุญมารีอัม เทรเซีย
St. Mariam Thresia
ฉลองในวันที่ : 6 มิถุนายน

ท่านเกิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน ค.ศ.1876 ในหมู่บ้านปุเทนชิระ เมืองทริชชูร์ รัฐเกราละ ประเทศอินเดีย ท่านเป็นลูกคนที่สามของนายชิราเมล มันคิดิยัน โทมา กับนางทานดา ซึ่งนางทานดานั้นเป็นภรรยาคนที่สองของโทมา ภรรยาคนแรกของเขาคือนางมารีอัม คัตตี มาจากครอบครัวเมนาเชรีจากหมู่บ้านนจาราคคาล แต่ต่อมาเธอก็เสียชีวิตจากคลอดบุตรในปี ค.ศ.1872 ส่วนนางทานดา ภรรยาคนที่สองนั้นมาจากครอบครัวที่เป็นที่รู้จักกันดีที่หมู่บ้านทูราวูร นางทานดาเป็นทั้งมารดาและหญิงสาวที่งดงามทั้งภายนอกและภายใน เธอเป็นคนดีมีคุณธรรม มีน้ำใจและจิตใจที่ดีเป็นลักษณะ และก็เป็นนางทานดานี้เอง ที่เป็นคนสำคัญในการพัฒนาท่านในวัยเยาว์

นายโทมาและนางทานดา สองสามีภรรยาใช้ชีวิตร่วมกันในเพิงมุงด้วยหญ้าคาหลังเล็ก ๆ และภายใต้ชายคานี้ พวกเขาก็ได้มีบุตรชายด้วยกันถึง 2 คนและบุตรสาวอีก 3 คน บุตรชายคนแรกมีชื่อว่าฟรานซิส โพรินชุ ตามมาด้วยบุตรสาวคนแรกชื่อมารีอัม คัตตี และตามมาด้วยบุตรสาวคนที่สองคือมารีอัม แล้วจึงเป็นเอาเซฟ และอิทเทียนัมตามลำดับ 



หลังจากที่ท่านเกิดได้ 7  วันท่านก็ได้รับศีลล้างบาปจากคุณพ่อเปาโลส มาเรียคคัล คูนัน คุณพ่อเจ้าวัดพระนางมารีย์ ซึ่งเป็นเขตวัดที่นายโทมาและนางทานดาเป็นสัตบุรุษ ในวันพุธ ที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ.1876 โดยมีลุงของท่าน คือ นายแอนโทนี ชิราเมล มันคิดิยัน และนางแอนนา ภรรยาของเขา รับเป็นพ่อแม่ทูนหัวของท่าน ซึ่งในกาลนี้ท่านได้รับชื่อใหม่ว่า “เทรเซีย” ตามนามของนักบุญเทเรซาแห่งอาวิลา 

นางทานดา มารดาของท่านเป็นต้นแบบที่ดีในด้านการรักษาคุณธรรม ความเชื่อ และการยำเกรงต่อบาป นางสอนให้ท่านรู้จักทำสำคัญมหากางเขนตั้งแต่อายุ 3 ขวบครึ่ง และเมื่อท่านถามเกี่ยวกับไม้กางเขน ก็เป็นนางทานดาที่บอกท่านให้เข้าใจว่า การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเจ้า คือ การชดเชยบาปของโลก โดยที่นางในเวลานั้น ก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่า ในอนาคตธิดาน้อยบนตักของนางคนนนี้ ซึ่งเอ่ยวจีถามถึงความหมายของกางเขนผู้นี้ จะได้มีส่วนร่วมในการช่วยคนบาปมากมายให้เข้ามาหาพระองค์ และได้ร่วมมหาทรมานของพระองค์อย่างอาจหาญบนกางเขน


เมื่อท่านมีอายุได้ 5  ปีท่านก็ได้ถูกส่งไปที่คาลารีเพื่อเข้ารับการศึกษาขั้นพื้นฐานจากครูพื้นบ้าน เพราะในเวลานั้นยังไม่มีโรงเรียนในหมู่บ้านปุเทนชิระ ที่นั่นท่านได้เรียนรู้การอ่านการเขียนและร่วมเรียนคำสอนกับคนอื่น ๆ ในเขตวัด ท่านเป็นเด็กที่อ่อนน้อมถ่อมตน สมถะ ฉลาดในการเรียนรู้ ท่านจึงสามารถจดจำบทภาวนาต่าง ๆ ได้ในเวลาอันสั้น ท่านชอบเล่นสนุกกับพี่ ๆ ทั้งสอง ส่วนกลุ่มเพื่อนสนิทของท่านจะประกอบไปด้วย ด.ญ. มารีอัม คารูมาลิคคัล, ด.ญ.โคชูมารีอัม คูนัน และ ด.ญ. เทรเซีย คูนัน ทั้งสี่มักจะจับกลุ่มทำอะไรต่าง ๆ ด้วยกันเสมอ จนภายหลังเพื่อนทั้งสามก็ได้กลายเป็นสามชิกคนแรก ๆ ของคณะพระวิสุทธิวงศ์ที่พระเป็นเจ้าจะทรงตั้งขึ้นผ่านท่าน

นับตั้งแต่เยาว์วัย ท่านชอบยกถวายความสุขของท่านแด่พระเยซูเจ้าเสมอ หลาย ๆ ครั้งขณะท่านเล่นกับเพื่อนอย่างสนุกสนาน ท่านก็มักจะละจากกลุ่มเพื่อนไป ท่านเล่าเรื่องนี้ต่อมาว่า“ถ้าครั้งใดดิฉันไม่ได้ไปเล่นกับเพื่อนคนอื่น ๆ มารดาของดิฉันก็จะดุดิฉันและถามดิฉันว่า ทำไมดิฉันถึงไม่ไปและเล่นกับเพื่อน ๆ ของดิฉัน อะไรเป็นสาเหตุของความทุกข์และความเศร้าของดิฉัน ครั้งหนึ่งดิฉันเคยตอบไปว่า ลูกไม่ได้ป่วยเป็นอะไรทั้งสิ้น เวลาที่เสียไปทำให้พระเยซูเจ้าทรงเศร้าพระทัยและความคิดเช่นนี้เองทำให้ลูกเศร้า” ดั่งที่ท่านบันทึกไว้ เมื่อถามบ่อย ๆเข้าที่สุดมารดาของท่านก็เลิกถามไป และภายหลังคุณพ่อโจเซฟ วิท(ทะ)ยาทิล คุณพ่อวิญญาณของท่าน ก็ได้เขียนอธิบายเรื่องนี้ไว้ในชีวประวัติของท่านว่า “มันเป็นไปเพื่อจะได้ดำรงไว้ซึ่งการสำแดงองค์ของพระเจ้า เธอจึงได้ยกถวายช่วงเวลาแห่งความยินดีของเธอ” 


ดั่งที่ยกมาข้างต้น ความนึกคิดของท่านนั้นผิดแปลกไปจากเด็กในวัยเดียวกัน ท่านไม่เพียงแต่รักพระเจ้า แต่ยังแลเห็นพระองค์ในตัวของทุก ๆ คน และตระหนักดีว่าพระเป็นเจ้าทรงปรารถนาการให้อภัย มากกว่าการถือโทษ ดั่งเรื่องที่ท่านเล่าไว้อีกถึงช่วงเวลาในวัยเด็กว่า “เมื่อดิฉันยังเป็นเด็ก ดิฉันเคยมีสิวบวมเป่งที่แขนของดิฉัน และไม่สามารถขยับไปไหนได้ วันหนึ่งดิฉันถูกช่วยพาไปนั่งข้างนอกเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ พี่ชายของดิฉันก็อยู่ที่นั่นเขากำลังเล่นอยู่กับคนอื่น ๆ อีกสามคน พอดีเกิดมีหินกระเด็นออกมาโดนแขนของดิฉัน จนดิฉันเป็นลมล้มพับไป ทันทีที่คุณพ่อของดิฉันกำลังตรงไปจับตัวเข้าไว้และเงี้อมมือเตรียมตี ดิฉันก็บอกกับท่านว่า เพียงเพราะคุณพ่อตีพวกเขา ความเจ็บของลูกก็ไม่หายไปดอกค่ะ โปรดยกโทษให้เขาเถิดค่ะ ดังนั้นเองท่านจึงไม่ตีพวกเขา แต่ท่านได้ถามดิฉันว่า ลูกสาวของพ่อ ลูกไปเอาความอดทนเช่นนี้มาจากไหน ลูกคิดยังไงของลูก”

แต่ขณะเติบโตขึ้นมากับการภาวนาและการตื่นเฝ้า ด้วยรูปร่างที่ผอมและอาการป่วยกระเสาะกระแสของท่านที่มีมาพร้อม ๆ กัน มารดาท่านที่สังเกตเห็นจึงได้พาท่านไปรักษาตัวที่บ้านคุณยาย และพยายามเลี้ยงท่านด้วยอาหารที่ดี ด้วยความหวังว่าอาหารเหล่านี้จะช่วยให้ท่านมีพัฒนาการที่ดีและกลายเป็นเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรง  แต่ท่านแทนที่จะรับไปกิน ด้วยความรักพระเจ้าที่รุมเร้าอยู่ในหัวใจดวงน้อย ๆ ท่านกลับหาจังหวะโอกาสนำอาหารเหล่านั้นไปให้ผู้อื่นอย่างลับ ๆ จนในที่สุดมารดาของท่านก็ต้องยอมแพ้ต่อน้ำใจนี้ของท่าน ดังเช่นกรณีของการไม่ยอมเล่นกับเพื่อน ๆ ไป


อาจกล่าวได้ว่าความรักของท่านที่มีต่อองค์พระสวามีเจ้าผู้ถูกตรึงกางเขนนั้นลึกซึ่งมาก ท่านพร้อมเสมอที่จะสละทุกสิ่งอย่างเพื่อพระองค์ตั้งแต่ท่านยังเป็นเด็ก คุณพ่อโจเซฟ วิทยาทิล  เขียนไว้ในบันทึกของคุณพ่อว่า “เมื่อเทรเซียอายุได้แปดหรือเก้าปี เธอก็ได้ถวายพรหมจรรย์ของเธอแด่พระเยซูเจ้าไปชั่วนิรันดร์ และเลือกพระองค์เป็นเจ้าบ่าวของเธอ” ดั่งที่ยกมาจากบันทึกคุณพ่อโจเซฟ นับตั้งแต่ได้ปฏิญาณตนเช่นนี้แล้ว ท่านก็ถือพรหมจรรย์อย่างเคร่งคัดมาโดยตลอด และได้รื้อฟื้นคำปฏิญาณนี้ เพื่อวอนขอความช่วยเหลือจากพระเป็นเจ้าเสมอ 

และถึงแม้ว่าท่านจะยังไม่เข้าใจความหมายของพิธีมิสซามากนัก แต่ในทุก ๆ วันท่านก็จะไปร่วมมิสซาพร้อมกับมารดาเสมอ จนทำให้เพื่อน ๆ รุ่นราวคราวเดียวกันต่างพากันล้อเลียนท่านและเรียกท่านว่า “อัมมามา” (คุณยาย) ซึ่งเมื่อมารดาของท่านได้ยินคำล้อเลียนเช่นนี้ ด้วยความรักต่อบุตรสาวน้อย นางจึงคอยรบเร้าขอให้ท่านเลิกไปมิสซากับนางเสีย จนวันหนึ่ง เมื่อถูกขอเช่นนี้อีก ท่านก็ได้ตอบไปว่า “เราไม่เห็นจำเป็นต้องมีอายุพอเพื่อจะรักพระเจ้านี่คะ ดังนั้นขอคุณแม่โปรดมาโรงเรียนและรับหนูไปวัดกับแม่เถิดค่ะ”


นอกจากความภักดีต่อองค์พระเยซูเจ้าอย่างสุดหัวใจแล้ว นับตั้งแต่วัยเยาว์ท่านยังมอบความภักดี ความรัก ความศรัทธาเป็นพิเศษต่อแม่พระ พระมารดาของพระองค์เช่นกัน ท่านได้เขียนถึงความภักดีของท่านไว้ในบันทึกของท่าน ดังนี้ “ทุกวันเสาร์ดิฉันใช่ไปอย่างรวดเร็วกับการถวายเกียรติแด่แม่พระและสวดสายประคำแบบท่อง ๆ จนครบทศ กระทั้งดิฉันได้เรียนรู้วิธีอ่านเขียน ดิฉันยังไปร่วมมิสซาประจำวันและกระทำกิจเมตตาเป็นเกียรติแด่พระนางอีกด้วย” นอกจากข้อความข้างต้น เรายังทราบเพิ่มเติมในเรื่องกิจศรัทธาพิเศษของท่านต่อแม่พระอีกว่า ท่านเริ่มอดอาหารทุกวันเสาร์ และสวดสายประคำตั้งแต่อายุได้ 3-4 ปี แบบงู ๆ ปลา ๆ ไปอย่างซื่อ ๆ

จนท่านมีอายุได้ 4 ปี วันหนึ่งพระนางมารีย์ก็ได้ประจักษ์มาหาท่าน เพื่อสอนท่านสวดสายประคำ ดังที่คุณพ่อวิทยาทิลเขียนถึงวิธี ที่ท่านรู้วิธีสวดสายประคำไว้ว่า “ครั้งหนึ่งพระนางมารีย์ทรงประจักษ์มาและสวดลูกประคำกับเธอ และจึงสอนให้เธอสวดสายประคำ ตอนนั้นเธอมีอายุเพียงสี่ปี และก่อนเธอจะอายุได้แปดปี เธอก็มักตื่นมาตอนเที่ยงคืนเพื่อสวดสายประคำสิบห้าทศ…”


ด้วยวัยเพียงน้อยนิดท่านเริ่มที่จะใช้โทษบาปด้วยวิธีที่รุนแรงจนน่าทึ่ง ตั้งแต่วัย 8 ปี ท่านจะตื่นขึ้นมาในเวลาประมาณเที่ยงคืนเพื่อสวดภาวนา รำพึงเรื่องแม่พระ เรื่องพระมหาทรมานด้วยท่ากางแขนทั้งสองออก เป็นระยะเวลาประมาณชั่วโมงหนึ่ง  ท่านเขียนว่า “ดิฉันอยากจะตื่นขึ้นมาหลาย ๆ ครั้งในเวลากลางดึกเพื่อสวดภาวนา”  ท่านยังนอนบนพื้นเปล่าที่มีเศษกรวดและเศษแก้วกระจายเกลื่อน โดยมีก้อนหิน คือ หมอน บางทีท่านก็มักเฆี่ยนตีตัวเองด้วยไม้ที่มีหนาน ไม่ก็กลิ้งตัวเองบนพืชมีหนาม หรือใส่สมุนไพรรสขมในแกงของท่าน  และหากเป็นในช่วงเทศกาลมหาพรต ท่านก็จะอดอาหารสัปดาห์ละสี่ครั้ง ตั้งข้อละเว้นในแต่ละวัน รำพึงถึงพระมหาทรมานและคุกเข่าบนพื้นที่เต็มไปด้วยตะปูกับก้อนกรวด 

ความบันเทิงฝ่ายจิตประการหนึ่งของท่านในวัยเยาว์ อันคือการได้พลีกรรมทรมานตนเกินความคิดคนในวัยเดียวกัน หรืออาจจะเกินผู้ใหญ่บางคนเสียด้วยซ้ำ ก็คือการเอาก้อนหินมาวางไว้บนหลังของท่าน และคลานพร้อมกับรำพึงถึงพระมหาทรมานขณะพระเยซูเจ้าทรงแบกกางเขนไปพร้อม ๆ กัน มีบันทึกไว้ว่าคราวหนึ่งขณะท่านทำเช่นนั้น ก็เกิดมีฝีพุดขึ้นมาที่ที่หลังของท่าน ในทันทีพระเยซูเจ้าก็ทรงเสด็จมาพร้อมกับไม้กางเขน พระองค์ทรงนำหินออกที่หลังท่านออก ก่อนจะทรงประทับนั่งที่หลังของท่านแทน นี่นับเหตุอัศจรรย์หนึ่งที่แสดงความรักพิเศษที่องค์พระเยซูเจ้าทรงมอบให้ท่าน อันเป็นดังเครื่องหมายถึงชีวิตในอนาคตของท่าน


ต่อมาเมื่อท่านมีอายุ 12 ปี นางทานดา มารดาของท่านก็ได้ถึงแก่กรรมลง เป็นผลให้การศึกษาในโรงเรียนของท่านเป็นอันยุติลงเช่นกัน เวลานั้นนอกเหนือจากความเสียใจต่อความสูญเสีย ท่านก็มีเริ่มความปรารถนาอย่างจริงจัง ที่จะใช้ชีวิต
ซ่อนเร้นตัวเองในการภาวนาใช้โทษบาปอยู่ในที่ที่สันโดษ ดังนั้นในปี ค.ศ.1891 เมื่อท่านอายุได้ประมาณ 14-15 ปี ท่านจึงคิดจะหนีออกจากบ้าน แต่ด้วยยังมีอายุน้อยเกินไป โครงการนี้ของท่านจึงมีอันต้องพับเก็บไป และแม้มารดาของท่านจะสิ้นใจไปแล้ว ท่านก็ยังคงไปวัด ไปทำความสะอาด ไปตกแต่งพระแท่นอยู่เสมอ

นอกจากกิจศรัทธาด้านวิญญาณแล้ว ด้วยความรักที่มีต่อพระเยซูเจ้า ท่านในวัยเยาวชนก็ปรารถนาจะเป็นเหมือนพระองค์ในการทำงานหนักแบบพระองค์เช่นกัน โดยเฉพาะในด้านเมตตาธรรม ท่านจึงเริ่มช่วยคนจน พยาบาลคนป่วย ท่านคอยแวะไปเยี่ยม ไปปลอบโยนคนเหล่านั้นในเขตวัดของท่าน โดยไม่เคยใส่ใจว่าบางคนจะน่าเกลียดน่าชังแค่ไหน หรือเป็นโรคเรื้อนหรือฝีที่คนทั่วไปรังเกียจเป็นหนักหนา ท่านพยาบาลพวกเขาอย่างสุดความสามารถ และยังช่วยดูแลเด็กกำพร้าด้วย นอกจากนี้ท่านยังพร้อมทำงานเพื่อหารายได้ มาจ่ายค่าต่าง ๆ สำหรับดูแลพวกเขาเหล่านี้อีกด้วย เราอาจจินตนาการว่าท่านทำงานนี้แต่เพียงคนเดียว แต่ก็ในความจริง สิ่งนี้ก็ไม่เชิงเสียทีเดียว เพราะในกิจการเมตตาเหล่านี้ ท่านยังมีเพื่อนสนิททั้งสามคอยช่วยงานอีกด้วย 


ดังที่เกริ่นไปข้างต้นถึงการช่วยเหลือคนยากไร้ของท่านและมิตรสหาย สืบเนื่องจากไม่มีโรงพยาบาลในเวลาใกล้เคียงหมู่บ้านของท่าน ดังนั้นการพยาบาลของท่านจึงเป็นการปลอบประโลมใจผู้ป่วยเสียมากกว่า คุณพ่อวิทยาทิลได้บันทึกไว้ว่า “มีสตรีคนหนึ่งอาศัยอยู่ในครอบครัวที่ยากไร้ นอนป่วยอยู่บนเตียงมานานถึงสามสิบปีพร้อมด้วยอาการอัมพาตที่มือและขา เธอมีแผลลึกที่บริเวณขา และมีหนอนไหลออกมาจากบาดแผลต่าง ๆ ทั้งบิดามารดาและญาติต่างทอดทิ้งเธอ เมื่อเทรเซียรู้เรื่องนี้ เธอก็รีบตรงไปหาเธอผู้นั้นโดยไม่สนกลิ่นเหม็นเน่าน่ารังเกียจซึ่งอบอวลไปทั่วห้องพัก เทรเซียสวดบทแสดงความทุกข์ให้เธอ และให้ความกล้าหาญกับเธอ หลังจากนั้นไม่นานสตรีนั้นก็สิ้นใจไปอย่างสงบ”

ส่วนข้อเขียนของอัลมาระ ผู้มาจากวรรณะต่ำ ก็ทำให้เราเห็นภาพความกล้าหาญของท่านในการอภิบาลผู้ป่วย ที่บาดถึงหัวใจของเราดั่งนี้ “มีสตรีในวรรณต่ำ(ปูลายะ)คนหนึ่งชื่อ ธิรี มีแผลลึกมีหนองไหลที่ขาของเธอ ญาติ ๆ ของเธอคิดว่ามันเป็นโรคเรื้อน ดังนั้นพวกเขาจึงทิ้งเธอไว้คนเดียว เทรเซียจึงไปพาสตรีนั้นมาอยู่กับเธอที่บ้าน และได้ตระเตรียมบางสิ่งให้สตรีนั้นได้พักอย่างสบาย เธอบรรจงล้างแผลและใส่ยาที่แผล เธอเที่ยวไปขออาหารจากคนอื่น ๆ มาให้เธอ แต่อาการของเธอนับวันก็ยิ่งทรุดลง เธอได้รับศีลล้างบาป และที่สุดเธอจึงสิ้นใจ และถูกฝังไว้ที่ป่าศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้าน”


คนในหมู่บ้านและพื้นที่โดยรอบ ก็มีความเชื่อถึงผลของการเสนอวิงวอนของท่านต่อพระเจ้า เพราะหลาย ๆ ครั้งท่านเพียงสวดภาวนา ผู้ป่วยบางคนก็หายจากโรคที่ป่วย ดั่งเช่นวันหนึ่งเมื่อท่านบวชแลัว ท่านได้เดินทางไปบ้านเกิดแม่ของท่าน ก็มีคนมาขอให้ท่านแวะไปบ้านหลังหนึ่ง แต่ท่านไม่ยินดีที่จะแวะไปเท่าไรนัก แต่ยังไม่ทันได้ไปต่อมารดาของผู้ป่วยก็ฟูมฟายออกมาหาท่าน พลางพูดกับท่านว่า “ฉันมีลูกสาวเพียงคนเดียวและเธอกำลังจะตาย กรุณาไปดูเธอหน่อยค่ะ” ท่านจึงตอบกลับไปว่าท่านไม่ใช่หมอ กระนั้นจนแล้วจนรอดเธอก็อ้อนวอน จนท่านต้องยอมกับคำขอร้องนี้ และได้เข้าไปเยี่ยมคนป่วยตามคำขอ

เมื่อไปถึงท่านก็เริ่มสวดสายประคำ พร้อมให้คนในครอบครัวร่วมกันสวดร่ำวิงวอนนักบุญทั้งหลาย ท่านทูลต่อพระเจ้าให้ทรงรักษาเด็กหญิงที่นอนป่วย และทันทีอาการที่เคยหนักก็ค่อย ๆ ทุเลาลง ไม่ช้าเด็กน้อยก็หายเป็นปกติ เหตุการณ์ลักษณะคล้าย ๆ กันนี้ ไม่เพียงจะเกิดแต่เฉพาะผู้ป่วยที่เป็นคริสตัง เพราะแม้นแต่ผู้ไข้ที่ไม่ใช่คริสตังท่านก็ช่วยสวดให้มาหลายต่อหลายคนอย่างไม่เคยถือเรื่องศาสนา และแม้นอาจจะไม่ทำให้เขาหายขาด แต่ก็ทำให้หลาย ๆ คนได้กลับใจ และได้สิ้นใจไปในพระพร 



นอกจากนี้แล้วในบางโอกาส ไม่เพียงแต่คำภาวนาที่ท่านยกถวายเพื่อคนอื่น ท่านยังได้ถวายตัวของท่านเอง เพื่อรับความทุกข์ยากแทนคนอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย อาทิเช่น ในเดือนมกราคม ค.ศ.1909 เมื่อไข้ทรพิษครั้งใหญ่ถาโถมเข้ามา และฆ่าคริสตชนไปถึง 60 คนในระยะเวลาสั้น ๆ ท่านก็ได้ทวีคำภาวนาของท่านให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก เพื่อว่าพระพิโรธของพระเป็นเจ้าจะบรรเทา และพระเมตตาจะลงมายังหมู่บ้าน โดยร่วมกับชาวบ้านคนอื่น ๆ ที่ต่างเห็นพ้องกันว่า นี่คือพระพิโรธของพระเจ้า และต่างพร้อมใจกันสวดภาวนาอย่างตั้งใจ

จนวันหนึ่งพระเยซูเจ้าก็ทรงประจักษ์มาหาท่าน ท่านก็รีบฉวยโอกาสทูลต่อพระองค์ด้วยความระทมทุกข์ว่า ขอให้พระองค์นำการลงโทษนี้ให้พ้นไป พระเยซูเจ้าเองเมื่อสดับเช่นนั้น ก็ทรงตรัสกับท่านว่า “เราไม่อาจจะแบกบาปที่มนุษย์ได้ปฏิบัติได้อีกต่อไป เราไม่ลงโทษพวกเขาตามพระยุติธรรมของเรา แต่ใครเล่าจะใช้โทษบาปทดแทนบาปทั้งมวลของมนุษย์ และผลอันคือความระทมทุกข์และความขุ่นเคืองที่เราได้รับ”  ท่านจึงอาสารับ พระองค์จึงตรัสต่อ “สิบเก้าวันถูกกำหนดไว้เพื่อการลงโทษ ตลอดช่วงสิบเก้าวันนี้ ลูกจะต้องรับความเจ็บปวดทั้งกลางวันและกลางวัน” ทำให้สิบเก้าวันนับจากนั้น ท่านจึงได้รับความทุกข์ยากต่างๆที่พระเป็นเจ้าทรงประทาน ทั้งในยามกลางวันและกลางคืน ซึ่งยังผลให้ขณะนั้นโรคร้ายที่กำลังค่อยแพร่ระบาดในหมู่บ้าน หยุดชะงักทันทีเมื่อท่านเริ่มปฏิบัติกิจใช้โทษบาปนี้ แต่..เมื่อคุณพ่อวิทยาทิลทราบเรื่อง แม้จะเล็งเห็นถึงน้ำใจดีของท่านแค่ไหน คุณพ่อก็ได้ส่งห้ามท่านไม่ทำเช่นนี้อีก


อีกเรื่องก็คือเรื่องของลูกสาวอลัพพัต โลนา ชื่อ กรันชิรา ซึ่งพลัดตกจากที่สูงตั้งแต่เป็นเด็กทารก ทำให้เธอไม่อาจจะเปิดปากได้ จนถึงวัยที่เธอจะต้องรับศีลมหาสนิทครั้งแรก เธอก็ยังมีปัญหาเรื่องนี้ ดังนั้นเองด้วยความรักอยากให้ลูกได้รับการหล่อเลี้ยงฝ่ายจิตจากศีลมหาสนิท อลัพพัต ผู้บิดาจึงได้พาเธอไปขอร้องให้คุณพ่อวิทยาทิล เพื่อขอให้คุณพ่อไปขอท่านช่วยสวดให้ลูกสาวเขาได้รับศีล ฝั่งคุณพ่อเมื่อทราบจึงได้สั่งให้ท่านสวดให้เธอ

ท่านเองเมื่อฟังเรื่องทั้งหมด ก็รู้สึกเห็นใจในชะตาอันอาภัพนี้ยิ่ง ท่านจึงยกถวายทุกความเจ็บปวดและความยากลำบากของท่านเพื่อประโยชน์ของเธอโดยไม่รีรออันใด และเพียงไม่นานหลังจากนั้นในเที่ยงคืนคืนหนึ่ง ร่างกายซีกซ้ายของท่านก็ขยับเขยื้อนไปไหนมาไหนไม่ได้ ตลอดข้างลำตัว ท่านก็รู้สึกปวดแป๊บ จนต้องใช้คนถึงสองสามคนคอยช่วยพลิกตัวท่านเพื่อเปลี่ยนท่า ซึ่งแทนที่ที่ท่านจะบ่น ตรงข้ามท่านน้อมรับมันเพื่อเด็กหญิงผู้นั้น กระทั่งที่สุดอาศัยผลของการเสียสละและคำภาวนา พระเป็นเจ้าก็ทรงรักษากรันชิรา



“ข้าแต่ท่านนักบุญมารีอัม เทรเซีย ช่วงวิงวอนเทอญ”



ข้อมูลอ้างอิง

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...