วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2566

คือรัก ศรัทธา และวางใจ 'ยานนา' ตอนแรก

นักบุญยานนา เบเร็ตตา โมลลา
St. Gianna Beretta Molla
องค์อุปถัมภ์: มารดา, แพทย์, เด็กที่ยังไม่เกิด
วันฉลอง: 28 เมษายน

บทความในวันนี้เป็นอีกครั้งที่ผู้เขียนได้ย้อนกลับไปดูบทความเก่า ๆ ที่เคยเรียบเรียงไว้เมื่อนานมาแล้ว เพื่อค่อย ๆ ทะยอยปรับปรุงบทความเก่า ๆ ไปพร้อม ๆ กับนำเสนอบทความใหม่ ๆ ในบทความที่แล้วผู้เขียนได้นำเสนอนักบุญผู้มีชีวิตอยู่เมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว คือ นักบุญมาร์เกอริตา แห่ง กิตตา ดิ กัสติลโล ในการนำเสนอบทความใหม่ ผู้เขียนจึงอยากสลับกับมาที่นักบุญซึ่งมีชีวิตอยู่ไม่ไกลจากปัจจุบันสมัยของเราบ้าง เมื่อคิดอยู่นานผู้เขียนจึงตัดสินใจเลือกเรื่องของนักบุญยานนา ที่ผู้เขียนมีความชื่นชอบเป็นการส่วนตัว และเคยเผยแพร่เป็นบทความในชื่อ “ดิฉันชอบที่จะตายดีกว่าทำบาป “จันนา เบเร็ตตา โมลลา”” เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 2013 มาเกลาคำเพิ่มเติมรายละเอียดเสียใหม่ จนได้เป็นบทความขนาดยาว ผู้เขียนจึดได้ตัดสินใจเขียนขึ้นเป็นบทความใหม่ รวมถึงปรับการเรียกนามท่านเป็น ‘ยานนา’ แทน ‘จันน่า’ และขอลบบทความชิ้นเดิมไป - รูทราย เทเรซีโอของพระเยซู
 
บางครั้งเรื่องราวของนักบุญองค์หนึ่งก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยเหตุอัศจรรย์ ความน่าพิศวง หรือเครื่องหมายประหลาดเสมอไป เรื่องราวที่กำลังจะเล่าต่อไปนี้เริ่มขึ้นอย่างธรรมดา ในวันฉลองนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศอิตาลีอย่างท่านนักบุญฟรังเชสโก ชาวอัสซีซี ผู้ตั้งคณะฟรังซิสกันและผู้รับรอยแผลศักดิ์สิทธิ์อันเลื่องชื่อ เมื่อเด็กหญิงคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นบ้านในชนบทเมืองมาเจนตา จังหวัดมิลาน แคว้นลอมบาร์เดีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลี ซึ่งครอบครัวคริสตังขนาดใหญ่ของนายอัลแบร์โต เบเร็ตตา และนางมารีอา เด มิเกลี สองสามีภรรยาผู้เป็นสมาชิกคณะฟรังซิสกันขั้นสาม และอาศัยอยู่ที่ตัวเมืองมิลาน ได้เดินทางมาพำนักที่บ้านบิดามารดาของนายอัลแบร์โต ในวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 1922 เด็กหญิงผู้พึ่งจะตาลืมดูโลกนี้และเป็นนางเอกของเรื่องราวของเราในวันนี้เป็นลูกคนที่สิบจากบรรดาลูกทั้งสิบสามคนของสองสามีภรรยา และคล้อยหลังเจ็ดวันที่ลืมตาดูโลก เด็กหญิงก็ได้รับศีลล้างบาปที่มหาวิหารซาน มาร์ติโน ด้วยชื่อ ‘โยวันนา ฟรังเชสกา’ และตามความนิยมเรียกเด็กหญิงที่ชื่อโยวันนาว่า ‘ยานนา’ ชื่อนี้จึงกลายมาเป็นชื่อของเด็กหญิงผู้นี้ไป

ครอบครัวเบเร็ตตา

บิดาของท่าน นายอัลแบร์โต พื้นเพเดิมเป็นคนเมืองมาเจนตามาแต่กำเนิด เขาเป็นคริสตังใจศรัทธา ขยันขันแข็ง และร่าเริงแจ่มใส ทุกวันเขาจะตื่นแต่เช้าเพื่อไปรับศีลมหาสนิท ก่อนจะเริ่มออกไปทำงานเป็นลูกจ้างหาเลี้ยงครอบครัวในพระนามของพระเจ้าที่โรงงานฝ้าย ในเมืองมิลาน ครั้งหนึ่งเพื่อให้บรรดาบุตรธิดาได้มีการศึกษาดี เขายอมที่จะลดค่าใช้จ่ายส่วนของตัวเอง อาทิ ค่าบุหรี่ เพื่อให้มีเงินเพิ่มขึ้นในการส่งเสียบุตรธิดาทั้งหมด ส่วนมารดาของท่าน นางมารีอา เด มิเกลี พื้นเพเดิมเป็นคนเมืองมิลาน เธอเป็นคริสตังใจศรัทธา มีใจลุกร้อนไปด้วยความรัก ถ่อมตน แต่ก็เข้มแข็ง หนักแน่น เด็ดเดี่ยวในเวลาเดียวกัน ทุกเช้านางจะเร่งตื่นมาปลุกให้ลูก ๆ ของนางไปมิสซาพร้อมกัน และคอยดูแลเอาใจใส่ลูก ๆ ทุกคน คอยแก้ไขความประพฤติ และสอนให้พวกเขาเข้าใจว่าพวกเขาผิดอย่างไร รวมถึงสอนให้รู้จักมัธยัสถ์ รู้จักใช้ชีวิตเรียบง่าย และมีความสุข แม้ในครอบครัวเบเร็ตตาจะไม่ได้มีปัญหาเรื่องการเงินก็ตาม มากกว่านั้นนางยังขวยขวายไปเรียนภาษาละตินและกรีกเพิ่มเติมเพื่อช่วยเรื่องการเรียนของบุตรธิดาได้มากขึ้น รวมถึงมักตัดเย็บเสื้อผ้าให้ลูก ๆ ของนางเองแทนการซื้อหา เพื่อจะได้มีเงินเก็บส่งให้บรรดาธรรมทูตที่เดินทางไปแพร่ธรรม

สองสามีภรรยาเชื่อว่าการให้การเลี้ยงดูบุตรธิดาให้เติบโตในทางที่ควร คือสามารถประกอบสัมมาอาชีพที่สนใจ ในขณะเดียวกันก็เป็นคริสตังที่ดีและใช้ความรู้ความสามารถของตนรับใช้ผู้คนรอบข้าง เป็นการพันธกิจจากพระเจ้าสำหรับพวกเขา ทุกเช้าสองสามีภรรยาจะปลุกและพาลูก ๆ ทุกคนไปร่วมมิสซาแต่เช้าตรู่ ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำกิจวัตรต่าง ๆ และเมื่อจบวันทั้งสองจะพาทุกคนร่วมกันสวดสายประคำที่ภายในบ้าน แล้วจึงรื้อฟื้นการถวายครอบครัวดาดวงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า ตามด้วยบทภาวนาอื่น ๆ ตามสมควร หลังจากนั้นทั้งสองจะนำลูก ๆ ใช้เวลาหย่อนใจร่วมกัน บางครั้งก็ด้วยการดีดเปียโนและร้องเพลง แต่บางครั้งก็ด้วยการนั่งพูดคุยถึงเรื่องระหว่างวันที่แต่ละคนพบมา ซิสเตอร์วีร์ยีเนีย น้องสาวของท่านเล่าถึงบรรยากาศในครอบครัวนี้ว่า “ไม่เคยมีคำพูดที่รุนแรงและคำสบถมาทำลายสันติในครอบครัว ไม่เคยมีการตำหนิจากคุณแม่โดยที่คุณพ่อไม่สนับสนุนเช่นเดียวกันในทางตรงกันข้าม พวกท่านเห็นตรงกันเสมอ พวกท่านรักลูกมาก ๆ และมุ่งหวังให้ลูก ๆ ทุกคนมีเสียงและรูปที่สมบูรณ์แบบ บรรยากาศของบ้านจึงเต็มไปด้วยความสุขและสันติ แต่ก็ไม่ละเลยการทำโทษและการชี้ให้เห็นความผิดบกพร่องที่จำเป็น” นอกจากนี้สองสามีภรรยายังปลูกฝังให้ลูก ๆ รู้จะสละน้ำใจตนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น เด็ก ๆ บ้านเบเร็ตตาจึงถูกสอนให้พอใจในสิ่งเล็ก ๆ ไม่หลงไหลในความฟุ่มเฟือย และรู้จักอดออมเพื่อจะช่วยเหลือผู้อื่น ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าท่านเติบโตมาในบรรยากาศของคริสตังที่ดีเลยทีเดียว และในบรรยากาศเช่นนี้พระเจ้าก็ทรงอวยพระพรให้สมาชิกจำนวน 3 คนได้ถวายตนเป็นนักบวชในเวลาต่อมา 

นักบุญยานนาในวันรับศีลมหาสนิทครั้งแรก

เมื่อท่านอายุได้ 3 ปี ครอบครัวเบเร็ตตาก็ได้สูญเสียสมาชิกในครอบครัวไปสามคนจากโรคไข้หวัดสเปน รวมถึงอมาเลีย ลูกสาวคนโตจากบรรดาลูกเพียงแปดคนที่มีชีวิตรอดเริ่มป่วยด้วยโรควัณโรค ทำให้ใน ค.ศ. 1925 บิดามารดาของท่านตัดสินใจย้ายจากบ้านที่ปีอัซซา ริโซร์ยิเมนโต ซอย 10 เมืองมิลานไปยังบ้านที่บอร์โก กานาเล ซอย 1 เมืองแบร์กาโม ซึ่งมีอากาศที่ดีขึ้นแทน เป็นผลให้ทุกเช้านายอัลแบร์โตหลังจากร่วมมิสซาเช้าจะต้องนั่งรถไฟเข้ามาทำงานที่โรงงานฝ้ายที่เมืองมิลาน จึงทำให้ภาระการดูแลบุตรธิดาทั้งแปดตกอยู่กับนางมารีอา ซึ่งนางก็สามารถทำหน้าที่นี้ได้อย่างดีเยี่ยม ที่แบร์กาโมแห่งนี้ หลังจากย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังใหม่ได้สองปี ท่านในวัย 5 ขวบครึ่งก็ได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรกที่วัดนักบุญกราตา เมืองแบร์กาโม ในวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1928 และตั้งแต่นั้นมาท่านก็ไม่เคยขาดการไปร่วมมิสซาและรับศีลมหาสนิทในทุกเช้าเพื่อหล่อเลี้ยงวิญญาณ ไม่ว่าวันนั้นจะมีสภาพอากาสเป็นแบบไหนหรือภาระเรื่องเรียนเป็นเช่นไรไปตลอดชีวิต หลังจากนั้นเมื่อท่านอายุได้ 6 ปี ท่านจึงได้รับศีลกำลังในวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 1930 ที่อาสนวิหารแบร์กาโม

ในบรรยากาศของครอบครัวคริสตังที่ดี ท่านเติบโตขึ้นมาในความสุขสันติ ท่านยินดีสละน้ำใจตนเองเพื่อช่วยเหลือพี่และน้องของท่านโดยไม่เฉไฉ ท่านรักทุกสิ่งที่สวยงาม ดนตรี ภาพวาด และการปีนเขา ไม่มีความทุกข์โศกใด เมื่ออายุถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 บิดามารดาก็ได้ส่งท่านเข้าเรียนที่โรงเรียนในย่านกอลโล อาแปร์โต ในเมืองแบร์กาโม ก่อนจะย้ายท่านมาเรียนที่โรงเรียนของคณะภคินีแห่งพระปรีชาญาณในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และ 3 หลังจากนั้นท่านแลวีร์ยีเนีย น้องสาวจึงถูกย้ายมาเรียนต่อที่โรงเรียนนักบุญก๊อตตาร์โดของคณะภคินีกันนอสเซียน ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของท่านจนจบการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษา และเมื่อจบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาแล้ว ท่านจึงได้สอบเข้าเรียนที่ต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเปาโล สการ์ปี แต่ก็ติดปัญหาเรื่องคะแนนในรายวิชาพละศึกษาไม่ค่อยดีจึงทำให้ท่านเข้าเรียนช้ากว่าเพื่อนไปสองถึงสามเดือน และแม้จะผ่านวิชานี้มาได้ การเรียนระดับชั้นมัธยมทั้งสี่ปีของท่านก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากท่านเรียนไม่ค่อยเก่ง มีครั้งหนึ่งตอนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ท่านต้องอยู่บ้านคนเดียวในขณะที่ทุกคนในครอบครัวออกไปเที่ยวพักผ่อน เพราะท่านต้องอ่านหนังสือเพื่อสอบแก้ในวิชาภาษาอิตาลีและภาษาละติน


ผู้เขียนชีวประวัติของท่านคนหนึ่งได้อธิบายว่า ความเฉลียดฉลาดของท่านมาจากความวิริยะของตัวท่านเอง ท่านมีวันที่แสนเศร้าในเรื่องการเรียน แต่ท่านก็สามารถเอาชนะและผ่านมันมาด้วยความอุตสาหะ ท่านทุ่มเทให้กับการขวนขวายหาความรู้จากการศึกษาเสมอ เพราะท่านมีทัศนะว่าความขยันหมั่นเพียรเป็นสิ่งพระเจ้าทรงประสงค์จากตัวท่าน การบ้านจึงเป็นสิ่งที่เสริมสร้างทักษะให้ท่าน แต่กระนั้นสิ่งที่สำคัญสำหรับท่านที่สุดก็ไม่ใช่มัน ตรงข้ามกลับคือองค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ซึ่งที่วางพระองค์ไว้เป็นอันดับแรกในความนึกคิดเสมอ เพื่อนร่วมโรงเรียนของท่านคนหนึ่งเล่าว่า “ยานนามีศรัทธามาก ชนิดที่ว่าทุกคนที่ได้พบเธอ เพียงไม่นานก็จะรู้สึกถูกเรียกให้เข้ามายังพระศาสนจักร และรู้สึกว่าชีวิตที่เหลือของเรานั้นปรารถนาจะมีศรัทธาที่ลึกซึ้ง” ส่วนคุณครูคนหนึ่งของท่านเป็นพยานว่า “เธอเป็นเด็กน่ารักที่รู้วิธีที่จะกระตุ้นความเอ็นดูและความรักจากผู้คนที่เข้าใกล้เธอด้วยบุคคลิกที่เรียบง่ายและอ่อนหวานของเธอ ความว่องไวที่ละเมียดของวิญญาณที่ใสซื่อและเถรตรงของเธอรู้วิธีที่จะดึงความรักและความเอ็นดูจากผู้คนที่เข้าใกล้เธอมาหาเธอ ใบหน้าของเธอยิ้มแย้มอยู่เสมอ แม้บางคราวมีความเศร้าเจืออยู่บ้าง ฉันพยายามมองเข้าไปในดวงตาที่ลุ่มลึกและอ่อนโยนเพื่อมองหาความคิดที่รบกวนจิตใจของเธออยู่ชั่วขณะ แต่ฉันก็ไม่เคยเห็นเธอบ่นว่าอย่างรำคาญ หรือเหนื่อยล้า หรือเม้มปาก … ความสำเร็จในภาระงานที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่สังคมเป็นภาระอันศักดิ์สิทธิ์ของเธอ”

เมื่อท่านมีอายุได้ประมาณ 14 ปี ท่านก็ประสบกับรสชาติความทุกข์ใหญ่ครั้งแรกในชีวิต เมื่ออมาเลีย พี่สาวของท่านที่ป่วยด้วยวัณโรคมาอย่างยาวนานได้สิ้นใจลงในวัยเพียง 26 ปี ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1937 แต่ในท่ามกลางความทุกข์ครั้งใหญ่ของครอบครัว การสูญเสียพี่สาวที่ท่านรักไปอย่างไม่มีวันหวนกลับในปีดังกล่าว วิญญาณของท่านซึ่งถูกหล่อเลี้ยงมาในวิถีคริสตังใจศรัทธาก็ได้เติบโตขึ้นไปอีกขั้น วีร์ยีเนีย น้องสาวของท่านได้เล่าถึงช่วงเวลาที่ท่านขยับเข้าไปใกล้สวรรค์มากขึ้นนี้ว่า “ทุกเช้าเธอใช้เวลาในการรำพึงภาวนา การปฏิบัติเช่นนี้กลายเป็นจุดแข็งของเธอ ส่วนตอนบ่าย เธอจะแวะไปที่วัดเพื่อเฝ้าศีล เธอพกสายประคำไว้ในกระเป๋าเสมอและสวดวันทามารีย์ทุกครั้งเท่าทำได้” นอกจากนี้วีร์ยีเนียซึ่งท่านสนิทด้วยปรับทุกข์ถึงเรื่องต่าง ยังให้รายละเอียดอีกว่าอาศัยความทุกข์นี้ ท่านยังได้เรียนรู้ที่จะเข้มแข็งเพื่อให้คู่ควรกับการเป็นน้องสาวของพี่สาวที่แสนดีคนนี้ และพยายามปฏิบัติตามแบบอย่างที่ดีที่เธอได้มอบให้ไว้ด้วยความคิดถึงอยู่เสมอ


ภายหลังการสูญเสียธิดาคนโต นายอัลแบร์โตก็ตัดสินใจพาครอบครัวย้ายจากเมืองแบร์กาโมมาอยู่ที่ควินโต อัล มาเร เมืองเจนัว เพื่อให้สะดวกต่อการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยของลูก ๆ ที่ถึงวันจะเข้ามหาวิทยาลัยแล้วของเขา ท่านจึงย้ายมาเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่โรงเรียนของคณะภคินีแห่งนักบุญโดโรธี ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากบ้านหลังใหม่ พร้อมกับน้องสาวเพียงคนเดียวในฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 1938 ที่โรงเรียนแห่งใหม่นี้ท่านและน้องสาวเริ่มแต่ละวันด้วยมิสซาที่วัดใกล้บ้าน และต่างคอยช่วยเหลือกันในการเรียนเพื่อให้ได้ผลการเรียนที่ดีอย่างขยันขันแข็ง และก็เป็นโรงเรียนแห่งนี้เองที่ได้ช่วยให้วิญญาณของท่านได้เติบโตขึ้นไปอีกขั้น เนื่องจากทั้งท่านและน้องสาวได้มีโอกาสเข้าเงียบฟื้นฟูจิตใจตามแบบฝึกหัดฝ่ายจิตตามแนวทางของนักบุญอิกญาซีโอ ภายใต้การดูแลของคุณพ่อมิเกเล อเวดาโน พระสงฆ์คณะเยซูอิตซึ่งทางโรงเรียนได้เชิญมาเทศน์ในระหว่างวันที่ 16 – 18 มีนาคม ค.ศ. 1938 เพราะอาศัยการเข้าเงียบครั้งนี้ วิญญาณของท่านยิ่งลุ่มลึกขึ้น ท่านตระหนักถึงความจำเป็นของพระหรรษทานและการสวดภาวนา ความน่ากลัวของบาป การจำลองแบบพระคริสต์ และการพลีกรรม รวมถึงกระแสเรียกในการเป็นอัครสาวกผ่านกิจการเมตตา ท่านได้เขียนข้อตั้งใจในชีวิตต่อจากนี้ไปของท่านว่า
“1. ทำทุกสิ่งเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า … รับใช้พระองค์ ลูกจะไม่ไปชมภาพยนต์ โดยไม่ได้ตรวจดูว่าภาพยนตร์เรื่องนั้น มีความเหมาะสมและไม่อื้อฉาวหรือผิดศีลธรรม
2. ลูกชอบที่จะตายดีกว่าทำบาป
3. จะสวด «วันทามารีย์» ทุก ๆ วัน เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงประทานให้ลูกได้สิ้นใจในศีลและพระพร
4. ลูกปรารถนาจะขยาดกลัวบาปหนักดุจมันคืออสรพิษ และลูกขอย้ำว่าลูกยอมตายเป็นพัน ๆ ครั้ง ดีกว่าจะทำสิ่งที่ขัดเคืองพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า
5. ลูกปรารถนาวิงวอนองค์พระผู้เป็นเจ้าให้ทรงช่วยตัวลูกไม่ให้ตกสู่นรก รวมถึงช่วยให้ลูกหลีกพ้นจากสิ่งที่เป็นอันตรายต่อวิญญาณของลูก
6. ลูกวิงวอนต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าให้พระองค์ทรงช่วยให้ลูกเข้าใจในพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระองค์
7. ลูกตั้งใจจะเชื่อฟัง M.M. และตั้งใจเรียนแม้ในสิ่งที่ลูกรู้สึกไม่ชอบ เพื่อความรักขององค์พระเยซูเจ้า
8. ตั้งแต่นี้ไปลูกมีความตั้งใจจะไปคุกเข่าสวดที่วัดในตอนเช้า เช่นเดียวกับลูกทำที่ปลายเตียงในห้องในตอนเย็น
9. หนทางที่ต่ำต้อยคือทางลัดสู่การบรรลุความศักดิ์สิทธิ์ ลูกจึงวิงวอนต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดนำลูกไปสวรรค์”

นอกจากนี้การย้ายมายังควินโต อัล มาเร ยังทำให้ท่านได้มีโอกาสพบคุณพ่อมารีโอ ริเก็ตตี ผู้มีชื่อเสียงด้านพิธีกรรมและได้กลายมาเป็นคุณพ่อวิญญาณณารักษ์ของท่าน เพราะคุณพ่อรับหน้าที่ดูแลพื้นที่ที่ท่านอาศัย คุณพ่อริเก็ตตีผู้นี้ ไม่เพียงมอบหมายให้ท่านดูแลกลุ่มกิจการคริสตัง (Catholic Action) ซึ่งท่านเป็นสมาชิกกลุ่มนี้มาตั้งแต่อายุ 12 ปีเช่นเดียวกับสมาชิกครอบครัวคนอื่น ๆ ในฝั่งเด็กเล็กประจำเขตวัด แต่คุณพ่อยังได้ส่งเสริมให้ท่านมีความรักในพิธีกรรม ซึ่งกลายมาเป็นแหล่งชีวิตฝ่ายจิตในชีวิตประจำวันของท่านตลอดชีวิต เราทราบว่าเมื่อพำนักอยู่เจนัวนี้ ท่านได้ซื้อหนังสือคู่มือมิสซาประจำวัน ฉบับผู้ศรัทธาแห่งการอนตีและได้อ่านมันเป็นประจำ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าการย้ายมาเจนัวในครั้งนี้มีผลสำคัญต่อการเติบโตของวิญญาณของท่านอย่างยิ่ง การเติบโตขึ้นในหนทางภายนี้เองมีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมให้ท่านตัดสินใจทำสิ่งต่าง ๆ เลียนแบบองค์พระเยซูเจ้าด้วยความเชื่อและไว้วางใจในพระญาณสอดส่องเสมอ ตราบถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต เมื่อท่านต้องเลือกระหว่างสองสิ่งที่สำคัญที่สุด ดังที่ท่านเขียนในบันทึกว่า “ข้าแต่พระเยซูเจ้า ลูกขอสัญญาว่าจะน้อมรับทุกสิ่งพระองค์ทรงอนุญาตให้เกิดขึ้นกับตัวลูก ขอเพียงทรงเผยให้ลูกรู้ว่านี้คือน้ำพระทัยของพระองค์”


เมื่อเริ่มเรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 ได้ไม่นาน บิดามารดาก็ขอให้ท่านพักการเรียนเป็นเวลาหนึ่งปีเนื่องจากสุขภาพที่ไม่สู้จะแข็งแรงของท่าน ท่านก็นบนอบเชื่อฟังและใช้โอกาสหนึ่งปีนั้นเรียนรู้ชีวิตคริสตังที่ลึกซึ้งขึ้นจากแบบอย่างของบิดามารดา จนถึงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1939 ท่านจึงได้กลับไปเรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 6 ที่โรงเรียนเดิม กระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1941 ผลของการทิ้งระเบิดอยู่เนือง ๆ ในเมืองเจนัวภายใต้ภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ทำให้ครอบครัวเบเร็ตโตตัดสินใจอพยพไปยังอาศัยที่บ้านของบิดามารดานางมารีอา ที่ซานวิยิลีโอ เมืองแบร์กาโมเพื่อความปลอดภัย เพราะผลของการทิ้งระเบิดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของนางมารีอา ที่มีอาการของโรคหัวใจเป็นทุนเดิม แต่เพียงหนึ่งเดือนต่อมา ท่านก็จำต้องเดินทางกลับมาที่เจนัวเพื่อศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1942 อันเป็นเวลาไล่เลี่ยกับที่ครอบครัวเบเร็ตตาต้องเผชิญกับการสูญเสียครั้งใหญ่

ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้เอง นายอัลแบร์โต บิดาของท่านก็ถูกตรวจพบว่ามีอาการของโรคโลหิตจางชนิดรุนแรง และเริ่มมีอาการทรุดลงเรื่อย ๆ นางมารีอาที่เวลานั้นต้องเผชิญทั้งอาการป่วยของสามี และการที่ลูก ๆ แต่ละคนต้องอยู่กันคนละที่เพราะผลของสงครามและการศึกษาของแต่ละคน ก็ได้พยายามประสานครอบครัวที่ต้องเผชิญวิกฤตครั้งใหม่นี้ให้ผ่านพ้นไปด้วยความกล้าหาญและคำภาวนาอย่างร้อนรน จนที่สุดใน 28 เมษายน ค.ศ. 1942 ขณะนายอัลแบร์โต ผู้เป็นสามีล้มป่วยอยู่อีกห้อง นางก็ล้มป่วยลงอีกรายด้วยโรคหลอดเลือดในสมอง โชคยังดีที่แฟร์นันโด บุตรชายคนโตของครอบครัวอยู่ในช่วงปลดระวางจากกองทัพพอดี เขาจึงสามารถเข้าดูแลนางได้อย่างทันท่วงที แต่นางก็ปฏิเสธและให้บุตรชายไปดูอาการของบิดา จนรุ่งขึ้นนางมารีอาก็เสียชีวิตลงอย่างกระทันหันด้วยอาการหัวใจวาย และเพียงสี่เดือนต่อมาในวันที่ 1 กันยายน นายอัลแบร์โตก็ได้เสียชีวิตลงตามภรรยาของเขาไปท่ามกลางลูก ๆ ทั้งเจ็ดที่ได้เดินทางมายังแบร์กาโม ในเวลานั้นบุตรธิดาของเขาสี่คนทำงานแล้ว ในขณะที่สามคนกำลังอยู่ในระหว่างเรียนต่อ ทั้งหมดจึงตัดสินใจกลับอยู่ที่บ้านของคุณปู่คุณย่าที่เมืองมาเจนตาในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน


เมื่อกลับมาอยู่เมืองมาเจนตา ท่านก็ได้ตัดสินใจเรียนต่อในคณะแพทยศาสตร์ ด้วยความหวังว่าจะได้ใช้ความรู้ในด้านนี้ในการแพร่ธรรมที่ประเทศบราซิล จากที่ทราบมาจากพระสงฆ์คณะคณะภราดาน้อยกาปูชินว่าคณะกำลังดำเนินพันธกิจอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวด้วยความยากลำบาก โดยระหว่างรอความมั่นใจในกระแสเรียกดังกล่าว ท่านจึงได้เลือกเรียนต่อในคณะแพทยศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยเมืองมิลาน ในเดือนพฤศจิกายน ปีเดียวกัน แม้ในเวลานั้นเมืองมิลานจะเป็นเป้าสำคัญในการทิ้งระเบิดในระหว่างสงคราม ท่านก็ไม่ได้ย่อท้อในการติดตามความฝันในการเป็นแพทย์เพื่อรับใช้พระเจ้า แม้บ่อยครั้งชั้นเรียนของท่านจะต้องยกไปเพราะการทิ้งระเบิดหนัก ท่านก็เพียรทนในทางที่เลือกเดินด้วยความเชื่อในพระเจ้าอย่างสุดหัวใจ จากชีวประวัติของท่านเราพบว่า เมื่อท่านรู้สึกเหนื่อยล้าและไปต่อไม่ไหวท่านจะเลือกเดินเข้าวัด ที่อาศัยการรำพึงภาวนาสั้น ๆ และสนทนากับองค์พระเยซูในศีลมหาสนิท ท่านได้พบกำลังวังชาในการลุกขึ้นเดินผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ในช่วงเวลานี้เรายังทราบอีกว่า ท่านต้องเผชิญกับการต่อสู้ภายในจากข้อบกพร่องเล็ก ๆ น้อย คือ ความหัวรั้นของท่าน เพราะท่านชอบที่จะลงมือทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ แม้ในเวลาที่ท่านควรจะต้องปล่อยวางจากเรื่องเหล่านั้น และไม่เพียงแต่มุมานะในการเรียนต่อระดับอุดมศึกษา ในช่วงเวลาเหล่านี้ท่านยังได้แสวงหาโอกาสในการรับใช้เพื่อนพี่น้องในท่ามกลางความน่าประหวั่นพรั่นพรึง และหากไม่สามารถจะทำเช่นนั้นได้ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ท่านก็จะทำในสิ่งที่ได้รับมอบหมายมาอย่างสุดกำลัง

ท่านใช้เวลาว่างจากการเรียนที่มิลานในการช่วยงานกลุ่มกิจการคริสตัง ซึ่งท่านได้นำกลุ่มจัดกิจกรรมต่าง ๆ อย่างเต็มกำลังความสามารถ ท่านทั้งวางแผนการประชุม การเข้าเงียบ และกิจกรรมทัศนศึกษาสำหรับเยาวชนหญิงเพื่อช่วยเด็กหญิงคริสตังเติบโตในด้านชีวิตฝ่ายจิตมากยิ่งขึ้น ตามวัตถุประสงค์ของกลุ่มที่เน้นการส่งเสริมชีวิตจิตของฆราวาส แม้ในเวลาดังกล่างผลของสงครามที่ดำเนินอยู่จะทำให้การดำเนินงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างยากลำบาก ท่านก็ยังมุ่งมั่นในการดำเนินกิจการดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือวิญญาณทุกดวงให้บรรลุความครบครันเสมอ ท่านเคยกล่าวว่า “จงอย่ากลัวที่จะปกป้องเกียรติมงคลขององค์พระเจ้า ปกป้องพระศาสนจักร พระสันตะปาปาและบรรดาพระสงฆ์ นี่คือเวลาที่เราต้องสู้ เราต้องไม่นิ่งเฉยเมื่อเผชิญกับการรณรงค์ต่อต้านพระศาสนาและศีลธรรม เราสมาชิกกิจการคริสตังต้องเป็นผู้แรกที่ลุกขึ้นปกป้องรากฐานอันมั่นคงและธรรมประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ของคริสตังในบ้านเกิดเมืองนอนของเรา เธอยินดีจะสละชีวิตเพื่อพระคริสต์ราชาหรือไม่ เธอคือผู้ที่ ‘ปฏิเสธ’ ต่อสิ่งที่ตาเห็น ต่อความเย้ายวนของอาหาร เธอคือผู้แสวงหาการงานรอบบ้านหรือการสวดภาวนาอยู่ชั่วขณะอย่างยากเย็น…”



บางคราวท่านนำเด็กหญิงบางส่วนไปเยี่ยมคนเจ็บคนป่วยตามบ้านหลังต่าง ๆ นำอาหารและยาที่จำเป็นไปให้พวกเขา รวมถึงช่วยกันทำความสะอาดที่พักให้เขาร่วมกับท่าน บรรดาเยาวชนหญิงต่างชื่นชมและยกย่องในตัวของท่านจากตัวอย่างของการสละน้ำใจตนเองและการสวดภาวนาที่พวกเธอได้พบเห็น หลาย ๆ ครั้งพวกเธอจึงมักมาขอคำแนะนำจากท่าน ผู้จะตั้งใจฟังพวกเธอ พูดเพียงเล็กน้อย และตอบด้วยถ้อยคำที่ลุ่มลึก ก่อนจะได้นำคำแนะนำที่ได้ไปปฏิบัติอย่างกระตือรือร้น นอกจากนี้เพื่อช่วยให้บรรดาเยาวชนหญิงบรรลุถึงความรักพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง ท่านยังได้แนะนำ ‘แบบแผนฝ่ายจิต’ ของท่านให้พวกเธอนำไปปฏิบัติ คือ “สวดภาวนาเช้าค่ำไม่ใช่บนเตียงแต่บนหัวหัวเข่าของเธอ ร่วมมิสซา รับศีลมหาสนิท รำพึงภาวนาอย่างน้อย 10 นาที ไปเฝ้าศีล สวดสายประคำ เพราะปราศจากความช่วยเหลือของพระแม่ ก็ไม่มีมนุษย์คนใดเข้าสวรรค์ได้” นอกจากเป็นสมาชิกกลุ่มกิจการคริสตัง ท่านยังเป็นสมาชิกกลุ่มสตรีวินเซนต์ เดอ ปอล ซึ่งมีพันธกิจหลักในการช่วยเหลือผู้สูงอายุและผู้ยากไร้ รวมถึงช่วยงานที่เขตวัดนักบุญมาร์ตีโน เมืองมาเจนตา พร้อมกับซีตา พี่สาวของท่านและวีร์ยีเนีย ผู้เป็นน้องสาว และได้เป็นอาสาสมัครช่วยเรื่องการศึกษาของเยาวชนร่วมกับภคินีคณะกันนอสเซียน ในเวลาเดียวกันอีกด้วย ผู้เขียนชีวประวัติของท่านสำนวนหนึ่งได้พรรณนาถึงวัตรปฏิบัติอันร้อนรนของท่านในเวลานี้ว่า ผู้คนที่มีโอกาสได้ร่วมงานหรือได้รับการรับใช้จากท่านต่างได้พบ ‘ความเชื่อ’ อีกครั้งผ่านแบบฉบับของท่าน

คล้อยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ท่านก็ได้ย้ายมาเรียนต่อที่คณะแพทยศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยปาเวียพร้อมกับวีร์ยีเนีย น้องสาวของท่าน ท่านยังคงตั้งใจในการศึกษาเล่าเรียนเช่นเดียวกันกับการปฏิบัติงานเมตตาธรรมในกลุ่มต่าง ๆ กระทั่งท่านจบการศึกษาด้วยผลคะแนนระดับเกียรตินิยมในวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1949 ด้วยปริญญาแพทยศาสตร์และศัลยศาสตร์ ท่านจึงเดินทางกลับมาที่เมืองมาเจนตา และหลังจากนั้นในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1950 ท่านในวัย 27 ปีจึงได้หุ้นกับคุณหมอแฟร์ดินันโด พี่ชายของท่านเปิดคลินิกที่เมืองเมเซโร ไม่ไกลจากเมืองมาเจนตา ซึ่งด้วยชื่อเสียงของครอบครัวเบเร็ตตาก็ทำให้ผู้คนที่รู้จักมักคุ้นต่างเลือกมาใช้บริการที่คลินิกแห่งนี้ด้วยความไว้วางใจอยู่ตลอด และในระหว่างเริ่มดำเนินธุรกิจใหม่นี้ ด้วยความสนใจด้านการดูแลเด็ก ๆ และมารดา ท่านจึงเริ่มเรียนต่อเฉพาะทางด้านกุมารเวชศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยมิลาน จนได้รับประกาศนียบัตรด้านดังกล่าวในวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1952 ท่านจึงกลายมาเป็นกุมารแพทย์อย่างเต็มตัว

คลินิกของนักบุญยานนาที่เมืองเมเซโร

“หมอคริสตังเป็นสิ่งจำเป็น” คือข้อความที่ท่านเขียนไว้และสรุปให้เห็นความเป็นหมอแบบของท่าน ท่านมีทัศนะว่าอาชีพหมอไม่ใช่เพียง ‘งานเลี้ยงตัว’ แต่คือ ‘พันธกิจ’ ดังนั้นท่านจึงมองว่านี่คือการรับใช้เพื่อนมนุษย์อย่างหนึ่ง ในเวลาต่อมาท่านได้เขียนเรื่องนี้ลงในใบสั่งยา โดยตั้งชื่อหัวข้อไว้ว่า ‘ความงามของพันธกิจเรา’ ความว่า “ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง มนุษย์ทุกคนในสังคมต่างทำงานเพื่อรับใช้มนุษยชาติ หมอมีโอกาสที่พระสงฆ์ไม่มี เพราะพันธกิจของเราไม่ได้จบเมื่อยาไม่ได้ผล ยังมีวิญญาณที่ต้องนำไปหาพระเจ้า พระเยซูเจ้าตรัสว่า ‘ผู้ใดมาเยี่ยมผู้ป่วยไข้ก็ได้ช่วยเราไว้’ นี่คือพันธกิจของศักดิ์สงฆ์ พระสงฆ์สามารถสัมผัสองค์พระเยซูเจ้าได้ฉันใด พวกเราบรรดาหมอ ๆ ก็สามารถสัมผัสพระองค์ได้ในร่างกายของผู้ป่วย ทั้งที่ยากจน อ่อน แก่ และเด็ก พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์เองอยู่ท่ามกลางเรา บรรดาหมอจำนวนมากจึงได้อุทิศตนเพื่อพระองค์ หากท่านทั้งหลายสามารถปฏิบัติพันธกิจนี้ได้อย่างดีแล้ว เมื่อท่านทั้งหลายเสร็จสิ้นพันธกิจของท่านในโลก ท่านก็จะได้ยินดีในชีวิตในสวรรค์เพราะ ‘เมื่อเราป่วยไข้ ท่านก็ได้รักษาจนเราหายขาด’”

ท่านเคยเขียนแบบแผนของแพทย์ 4 ประการไว้อีกว่า “1. ทำหน้าที่ของเราให้ดี หมั่นศึกษาศาสตร์ของเราให้เจนจัด วันนี้คือเวลาของการแสวงหาผู้ขัดสน 2. จงสัตย์ซื่อ จงเป็นหมอแห่งความเชื่อ 3. ดูแลด้วยความรัก ระลึกว่าผู้อื่นเป็นเหมือนพี่น้อง มีความละเอียดอ่อน 4. อย่าลืมวิญญาณของผู้ป่วย เราผู้มีความเชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง ต้องคอยเอาใจใส่อย่าปล่อยให้วิญญาณต้องเสียไป เพราะนี่จะเป็นการทรยศต่อวิชาชีพ จงระวังการใช้แต่คำพูด แทนที่จะทำดี” ที่คลินิกเมืองเมเซโร ท่านใช้เวลารับฟังผู้ป่วยที่แวะเวียนเข้ามายังคลินิกด้วยความอดทนและเมตตา คราวใดเมื่อท่านทราบว่าอาการเจ็บป่วยที่พวกเขาพบเจอมาจากการดำเนินชีวิตไม่อยู่ในครรลองครองธรรม ท่านจะรู้สึกเศร้าสลดต่อสิ่งที่ได้รับรู้ และไม่ลังเลใจที่จะแนะนำให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยความเชื่อ ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อประเทศอิตาลีเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ท่านก็ยินดีที่ผู้ป่วยจะจ่ายค่ารักษาด้วยไข่ไก่หรือไก่ ไม่เพียงเท่านั้นท่านยังให้เงินพวกเขาไปเป็นค่าอาหารและค่ายาอีกด้วย

อุปกรณ์เครื่องใช้ภายในคลินิกของนักบุญยานนา

นอกจากนี้ในฐานะกุมารแพทย์ที่มีความปรารถนาไม่เพียงช่วยเหลือผู้หญิงทางด้านฝ่ายกาย แต่ยังรวมถึงฝ่ายวิญญาณ ท่านได้แสดงให้บรรดาหญิงที่มาพบท่านพบว่าท่านเป็น ‘พี่สาว/น้องสาว’ ของพวกเธอ ท่านสนิทกับผู้หญิงกลุ่มนี้มากและคอยช่วยเหลือให้พวกเธอสามารถผ่านวิกฤตต่าง ๆ ทั้งความสงสัย ความกังวลใจ ความยากลำบาก และการล่อลวงของผีปีศาจมาได้ ท่านให้เวลาในการพูดคุยกับพวกเธอเพื่อแนะถึงวิธีที่ดีที่สุดในการเลี้ยงบุตรธิดา รวมไปถึงคุณค่าของชีวิตมนุษย์ ท่านคอยกระตุ้นให้พวกเธอมีใจกล้าหาญในการมีส่วนร่วมในการเนรมิตสร้างของพระเจ้าและยืนเคียงข้างพวกเธอ เพราะท่านเชื่ออย่างสุดหัวใจว่าทุกชีวิตเป็นของขวัญซึ่งส่งตรงมาจากพระหัตถ์ของพระเจ้า ครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่งมีลูกเกิดมาพิการ ท่านก็ได้รับฟังเขาด้วยความเข้าใจ และได้ช่วยปลอบโยนเขา รวมถึงสนับสนุนให้เขาทำตามขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อรักษาชีวิตเด็กคนนี้ไว้ หรืออีกคราวหนึ่งมีหญิงวัยทำงานสูงอายุเกิดตั้งครรภ์โดยไม่ได้ตั้งใจและกลัวคำครหาของชาวบ้านจึงได้มาปรึกษาท่านถึงความทุกข์ใจดังกล่าว ท่านก็ได้ถามเธอกลับไปว่า “นี่ไม่เรื่องน่ายินดีและน่าภาคภูมิใจหรือ ในเรื่องแบบนี้เราไม่เห็นจำเป็นต้องไปสนเลยว่าใครจะพูดอะไร” นอกจากนี้ท่านเคยเขียนถึงกรณีที่มารดาของเด็กอยู่ในอันตรายว่า “แพทย์ไม่พึงแทรกแซง สิทธิของทารกนั้นเท่ากับสิทธิในชีวิตของมารดา แพทย์ไม่พึงเป็นผู้ตัดสินใจเอง มันเป็นบาปที่ฆ่าทารกในครรภ์”

แม้ชีวิตจะมีภาระงานที่วุ่นวายมากขึ้น ท่านก็ยังคงหาเวลาว่างไปช่วยงานเมตตาธรรม ทั้งกลุ่มกิจการคริสตังที่ท่านยังคงเป็นผู้นำในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งในปีเดียวกับที่ท่านได้รับปริญญาเฉพาะทางด้านกุมารเวชศาสตร์ ท่านก็ได้รับเลือกเป็นประธานกลุ่มและเป็นผู้แทนเขต นางการ์ลา มารีอา เลโอนี เพื่อนของท่านที่รับตำแหน่งประธานกลุ่มต่อจากท่านในเวลาต่อมาเล่าว่า “เธอเป็นคนมีความน่าเชื่อถือ เตรียมพร้อม แต่ไม่เคยวางมาดนั่งโต๊ะ เธออยู่เหนือพวกเรา แต่เธอก็เป็นเหมือนพวกเรา” นอกจากนี้ท่านยังเป็นอาสาสมัครแพทย์ในท้องถิ่นและองค์กรต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น กุมารแพทย์ในค่ายฤดูร้อนประจำปี อาสาสมัครประจำสถานรับเลี้ยงเด็กในชุมชน สมาชิกสมาคมแพทย์คาทอลิก สมาชิกองค์กรความร่วมมือทางการแพทย์นานาชาติแห่งแม่พระเมืองลูร์ด เป็นต้น


เรามักจินตนาการว่านักบุญต้องมีวัตรปฏิบัติที่ ‘เหนือธรรมชาติ’ แต่ท่านก็ได้แสดงให้เห็นแบบฉบับของนักบุญที่ใช้ชีวิตธรรมดาเหมือนคนทั่วไป ดังที่เพื่อนของท่านอธิบายถึงตัวท่านว่า “เธออยู่เหนือพวกเรา แต่เธอก็เป็นเหมือนพวกเรา” เพราะนอกจากทำงานและทำกิจการเมตตาธรรมด้วยความอุสาหะและอุทิศตนแล้ว ในมุมหนึ่งของชีวิตท่านยังใช้เวลาว่างบางคราวของท่านไปกับกีฬาที่ท่านชื่นชอบอย่างการเล่นสกีและการปีนเขา ซึ่งท่านรู้สึกว่าไม่มีที่ใดที่ท่านจะรู้สึกใกล้ชิดพระเจ้าได้เท่ายอดเขาลูกใหญ่ที่ปกคลุมด้วยหิมะ นอกจากนี้ท่านยังเป็นหมอที่มีรสนิยมดีอีกคนหนึ่ง ท่านสนุกกับการเลือกเสื้อผ้าตามแฟชั่นให้เหมาะสมเรียบร้อย สนุกกับการไปฟังคอนเสิร์ตดนตรี ดูละครเวที หรือชมละครโอเปราสักเรื่องที่โรงละครลาสกาลา ในเมืองมิลาน รวมถึงการทำกิจกรรมนันทนาการประเภทต่าง ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การวาดภาพทั้งภาพของแม่พระและทิวทัศน์

“ทุกสรรพสิ่งล้วนมีจุดจบและเป็นไปตามกฏเกณฑ์ ทุกสรรพสิ่งล้วนก้าวไปจนถึงจุดจบที่ถูกลิขิตไว้แต่ล่วงหน้า องค์พระเจ้าทรงขีดทางไว้ให้เราแต่ละคน คือกระแสเรียกและชีวิตแห่งพระหรรษทานที่ดำเนินควบคู่ไปกับชีวิตฝ่ายเนื้อหนังของเรา วันนั้นจะมาถึงวันที่เราจะรับรู้ถึงคนรอบข้างเรา และเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นเราจะกลายเป็นคนใหม่ เวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ศักดิ์สิทธิ์และโศกสลดในช่วงเวลาที่เรากำลังก้าวผ่านจากเด็กน้อยเป็นวัยรุ่น ปัญหาเรื่องอนาคตของเราเกิดขึ้นในยามนี้ แต่ไม่ใช่ว่าเราต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้เมื่ออายุ 15 ปี แต่อย่างน้อยที่สุด เราต้องสามารถนำตัวเราเองไปตามทางที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกเราไป เพราะทั้งความสุขในโลกและในนิรันดรภาพของเราต่างขึ้นอยู่กับการทำตามกระแสเรียกของเราให้ดี แล้วกระแสเรียกคืออะไร มันก็คือของขวัญจากพระเจ้าและส่งมาจากพระเจ้า ดังนั้นเองมันจึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะทำทุกอย่างเพื่อเรียนรู้น้ำพระทัยของพระเจ้า เราต้องเดินไปตามหนทางนั้น ไม่ใช่ด้วยการทุบประตูเข้าไปโต้ง ๆ แต่เมื่อพระเจ้าทรงประสงค์และตามอย่างที่พระองค์ทรงประสงค์”

พี่น้องตระกูลเบเร็ตตาทั้งเจ็ดในวันมิสซาแรกของคุณพ่อยูเซปเป 

ด้วยความคิดเช่นนี้เองทำให้ท่านเฝ้าใคร่ครวญถึงกระแสเรียกที่พระเจ้าทรงเรียกร้องให้ท่านทำอยู่ตลอดเวลา และดังที่เล่าไปแล้วว่าท่านตัดสินใจเลือกเรียนเป็นหมอเพื่อหวังจะได้ใช้ความรู้ดังกล่าวไปเป็นมิชชันนารีที่ประเทศบราซิล ความคิดเช่นนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในใจของท่านตลอดเวลา แม้ท่านจะได้มีคลีนิคเป็นของตนเองแล้วก็ตาม ท่านยังคงเฝ้าคิดถึงการเดินทางไปเป็นธรรมทูตที่ประเทศบราซิลอยู่เสมอ ยิ่งท่านได้รับจดหมายจากเอนริโก พี่ชายของท่าน ผู้ในเวลานั้นได้ถวายตนเป็นพระสงฆ์ในคณะภราดาน้อยกาปูชินด้วยนามคุณพ่ออัลแบร์โต ภายหลังเขาจบการศึกษาด้านแพทยศาสตร์ และได้เดินทางไปแพร่ธรรมที่เมืองกราจาอู ประเทศบราซิลตามที่ตั้งใจตั้งแต่ ค.ศ. 1949 เป็นต้นมา บรรยายถึงความยากลำบากในการทำงานแต่ลำพัง ก็ยิ่งทำให้ท่านมีความปรารถนาจะเดินทางไปเป็นฆราวาสธรรมทูตร่วมกับคุณพ่อมากขึ้น เพื่อจะได้ใช้ความรู้ทางการแพทย์ที่ตนได้ตั้งใจร่ำเรียนมาตลอดหลายปีช่วยเหลือคุณพ่อในโรงพยาบาลที่คุณพ่อได้ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1950

แต่ไม่ว่าท่านจะพยายามจะติดตามกระแสเรียกนี้อย่างไร ท่านก็ติดปัญหาอยู่หลายประการทั้งการอนุญาตที่จำเป็นในการไปทำพันธกิจดังกล่าวมีความล่าช้า ตัวท่านไม่สามารถหาแพทย์มาประจำแทนที่คลีนิคได้ และคุณพ่อวิญญาณณารักษ์ของท่านก็ได้ขอให้ท่านชะลอความคิดนี้ไว้ ไม่เพียงเท่านั้นท่านยังมีสุขภาพที่ไม่สู้จะแข็งแรงพอจะทนกับสภาพอากาศของประเทศบราซิลได้ ซึ่งท่านก็ตระหนักถึงข้อจำกัดประการนี้ของตนเองดี แต่ท่านก็ยังเชื่ออยู่ตลอดว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ท่านเป็นฆราวาสแพร่ธรรมที่บราซิล ดังนั้น ท่านจึงเป็นทุกข์กับเรื่องนี้มากนับตั้งแต่จบการศึกษามา เพราะท่านสงสัยว่าท่านควรจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร ท่านทั้งเฝ้าสวดภาวนาต่อพระเจ้า ขอคำภาวนาจากคนอื่น และขอคำแนะนำอยู่ซ้ำ ๆ จากคนรอบข้างว่าท่านควรจะไปเป็นธรรมทูตดีหรือไม่ เพราะท่านเชื่อว่าพระเจ้าทรงเรียกให้ท่านทำสิ่งนี้และท่านก็ปรารถนายิ่งที่จะติดตามเสียงเรียกของพระองค์อย่างดี

ภาพนักบุญยานนาและคุณพ่ออัลแบร์โต 
(สวมเครื่องแบบภารดาน้อยกาปูชิน)

จนที่สุดเมื่อท่านได้มีโอกาสเดินทางไปแสวงบุญที่เมืองลูร์ด ประเทศฝรั่งเศส และได้สวดภาวนาทูลขอความสว่างอีกครั้งเป็นเวลายาวนาน ว่าท่านควรจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรให้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า พระองค์ก็ทรงไขแสดงให้ท่านเข้าใจภายในวิญญาณของท่าน ว่าพระองค์มิได้ประสงค์ให้ท่านเป็นมิชชันนารีในต่างประเทศ แต่ประสงค์ให้ท่านสร้างครอบครัวผ่านการแต่งงาน ท่านจึงเกิดสันติภายในใจอีกครั้งและได้เข้าใจทางที่ท่านต้องเดินต่อไป ครั้งหนึ่งท่านได้อธิบายให้ผู้คนที่สงสัยว่าทำไมท่านถึงละทิ้งความคิดเรื่องการไปเป็นธรรมทูตที่ประเทศบราซิลไปอย่างน่าสนใจว่า “หนทางทั้งหมดขององค์พระผู้เป็นเจ้าล้วนสวยงาน เพราะจุดสิ้นสุดของมันมีเพียงหนึ่งเดียว และมันก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย นั่นคือเพื่อช่วยวิญญาณของเราให้รอดและนำวิญญาณดวงอื่น ๆ ไปสู่สวรรค์ เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า” คำตอบของท่านนี้สะท้อนให้เห็นความเข้าใจของท่านว่าคุณค่าของกระแสเรียกไม่ว่ารูปแบบใด ล้วนมีคุณค่าเสมอกันหากเป็นทางที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ และไม่นานหลังจากสลัดความคิดเรื่องการเป็นธรรมทูตออกไปได้ พระเจ้าก็ทรงส่ง ‘ชายคนหนึ่ง’ มาให้ท่าน

เมื่อค้นพบกระแสเรียกใหม่แล้ว อาศัยความช่วยเหลือของพระนางมารีย์เมืองลูร์ด เรื่องราวระหว่างท่านและชาย ผู้มีความศรัทธาต่อพระนางมารีย์ผู้แนะนำ และวิงวอนให้พระนางทรงส่งใครสักคนมาให้เขา แล้วจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ก็ตามที่วัดซึ่งสร้างถวายเกียรติแด่พระนางมารีย์ในนามดังกล่าวในเมืองเมเซโรที่เขาคุ้นเคย มีองค์ประธานของวัดเหนือพระแท่น เป็นพระรูปแม่พระเมืองลูร์ดมาตั้งแต่แรกจะเป็นไปอย่างไรต่อไป  ติดตามชีวิตก้าวต่อไปของท่านและชายผู้สมควรจะได้รับการยกย่องในฐานะนักบุญไม่ต่างกันได้ในบทความ “คือรัก ศรัทธา และวางใจ ‘ยานนา’” ตอนจบ (คลิกที่นี่ได้เลย)

“ข้าแต่ท่านนักบุญยานนา เบเร็ตตา โมลลา ช่วยวิงวอนเทอญ”

รายการอ้างอิง
http://it.wikipedia.org/wiki/Gianna_Beretta_Molla
http://en.wikipedia.org/wiki/Gianna_Beretta_Molla
http://www.vatican.va/news_services/liturgy/saints/ns_lit_doc_20040516_beretta-molla_en.html
https://saintgianna.org/main.htm
https://www.giannaberettamolla.org/giaprofilo.htm
https://www.stgiannaphysicians.org/our_patron
http://www.fmboschetto.it/Lonate_Pozzolo/Beretta.htm
https://www.ncregister.com/features/5-things-st-gianna-and-her-husband-teach-us-about-dating-marriage-and-love
https://aleteia.org/2018/08/01/this-holy-priest-is-known-as-the-padre-pio-of-brazil/
https://plus.catholicmatch.com/articles/st-gianna-told-her-future-boyfriend-i-love-you-first
https://www.archbalt.org/saints-daughter-hopes-to-follow-her-mothers-example-of-loving-life/
https://aleteia.org/2020/05/15/st-giannas-son-she-is-not-only-a-saint-because-of-her-heroic-deed/

วันเสาร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

มุกงามของพระ 'มาร์เกอริตา' ตอนจบ

นักบุญมาร์เกอริตา แห่ง กิตตา ดิ กัสเตลโล
St. Margherita da Città di Castello
วันฉลอง: 13 เมษายน
องค์อุปถัมภ์: คนตาบอดและคนพิการในสังฆมณฑลกิตตา ดิ กัสเตลโล
และอัครสังฆมณฑลอูร์บีโน อูร์บานีอา ซานตาอังเยโล อิน วาโด

ไม่นานชื่อเสียงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านก็แพร่ไปทั่วเมือง ใครที่ต่างได้สัมผัสกับท่านต่างพบว่าความเป็นนักบุญนั้นแฝงเร้นอยู่ในร่างกายอันน่าสังเวชโดยไม่มีการปรุงแต่ง เป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่ก่อเกิดจากวิญญาณดวงหนึ่งที่รักพระเจ้าโดยไม่มีข้อแม้ ไม่ว่าพระองค์จะสถิตอยู่ในรูปไหน รูปอันเป็นทิพย์ อาหาร หรือสิ่งสร้าง และได้แผ่ซ่านออกมาให้คนรอบข้างได้สัมผัสจากทุกอณูรูขุมขน เรื่องดังกล่าวทราบไปถึงอารามนักพรตหญิงไม่ทราบคณะแห่งหนึ่งในเมือง (ภายหลังได้กลายเป็นอารามคณะโดมินิกันภายหลังท่านเสียชีวิต และมีการสันนิษฐานว่าอาจเป็นอารามคณะเบเนดิกติน) พวกเธอจึงได้เชิญชวนให้ท่านมาเข้าอารามของพวกเธอ ซึ่งในทีแรกก็ดูจะมีปัญหาอยู่บ้างจากการที่ไม่มีใครทราบที่มาที่ไปของท่าน รวมถึงท่านก็มิได้ยอมเปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าว แต่เมื่อคุณแม่อธิการอารามได้พิจารณาถึงคุณสมบัติต่าง ๆ ของท่านที่เป็นประจักษ์ภายในเมืองอย่างไม่ต้องสงสัยด้วยถี่ถ้วน และเห็นว่าชีวิตในอารามน่าจะเหมาสมกับท่าน คุณแม่จึงอนุญาตให้ท่านเข้ามาเป็นนักพรตภายในอารามได้ในทันที

เมื่อข่าวนี้ทราบไปถึงบรรดามิตรสหายของท่านในเมือง พวกเขาก็ต่างพร้อมใจกันมาส่งท่านเข้าอาราม ฝั่งบรรดานักพรตหญิงในอารามก็ต่างพากันยินดีที่จะได้รับท่านมาเป็นสมาชิก ส่วนท่านนั้นยิ่งยินดีกว่าใครที่ตนจะได้ถวายตนเป็นเจ้าสาวของพระคริสตเจ้าและได้อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือดวงวิญญาณผ่านคำภาวนาและการพลีกรรม ท่านตระหนักในใจว่าทุกคนที่เดินเข้ามาในอารามไม่ได้เป็นนักบุญอยู่แล้วพวกเธอถึงมาสมัครเข้าอาราม แต่เพราะพวกเธอปรารถนาจะเป็นนักบุญต่างหาก พวกเธอจึงได้สละทุกสิ่งและเลือกมาเจริญชีวิตในอาราม เพื่อจะได้เติบโตในความสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้าผ่านธรรมนูญที่เคร่งคัดในอาราม ดังนั้นเมื่อแรกเข้ามาท่านจึงตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะเจริญชีวิตอย่างเคร่งคัดตามธรรมนูญของอารามเหมือนนักพรตคนอื่น ๆ ท่านนำความประหลาดใจไม่น้อยมายังบรรดานักพรตในอาราม ไม่ใช่เพียงเพราะการที่ท่านสามารถทำหน้าที่ต่าง ๆ ได้เหมือนคนปกติไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาด จัดห้องหับต่าง ๆ ในอาราม ช่วยเตรียมกับข้าว จัดโต๊ะรับประทานอาหาร ล้างจาน และงานเมตาธรรมอื่น ๆ แต่ยังรวมถึงการดำเนินชีวิตที่เคร่งคัด


ระยะแรกการเจริญชีวิตตามธรรมนูญเดิมของอารามอย่างเคร่งคัดไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับบรรดาสมาชิกในอาราม เพราะพวกเธอเชื่อว่าไม่เกินสี่ถึงห้าสัปดาห์ท่านก็คงจะกลายเป็นเหมือนพวกเธอ แต่ปรากฏว่าแม้จะผ่านมาถึงเดือนที่สิบแล้วนับแต่วันที่พวกเธอต้อนรับท่านเข้ามา ท่านก็ยังคงเจริญชีวิตที่เคร่งคัดเหมือนเดิม แม้นวกจารย์อารามรวมถึงพวกเธอบางคนจะได้อธิบายให้ท่านฟังว่า เวลาได้เปลี่ยนไปแล้วธรรมนูญบางอย่างก็ต้องปรับเปลี่ยนไปโดยเน้นให้กิจการเมตตาธรรมนั้นมาก่อน โดยเฉพาะข้อที่ว่าด้วยการถือความเงียบ แต่ท่านก็ไม่เข้าใจทำไมนักพรตไม่สามารถรักษาทั้งธรรมนูญเดิมและกิจการเมตตาธรรมให้ดำเนินไปพร้อมกันและยังคงปฏิบัติตัวเช่นเดิม เพราะท่านเศร้าใจยิ่งนักที่ในอารามที่ท่านรู้สึกขอบคุณสำหรับการต้อนรับกลับเต็มไปด้วยความหละหลวม ท่านจึงปรารถนาที่จะพาสมาชิกทุกคนให้กลับมาสู่รากเหง้าดังเดิม โดยตระหนักว่าหากการพูดนั้นไร้ผล แบบอย่างที่ดีก็จะพาพวกเธอกลับมา เช่นครั้งหนึ่งมีภรรยาของผู้มีอำนาจในเมืองในเสนอจะมอบกางเขนทำจากเงินให้ท่าน ท่านก็ได้ปฏิเสธไปเพราะสิ่งนี้ขัดกับศีลบนความยากจนที่ท่านปฏิญาณตน แม้มันจะสร้างความไม่พอใจให้กับหญิงผู้นั้นก็ตาม เป็นต้น

การปฏิบัติตัวของท่านดังนี้เป็นเหตุให้ในไม่ช้าบรรดาสมาชิกในอารามจึงเริ่มไม่พอใจในตัวท่านมากขึ้นเรื่อย ๆ และเริ่มเห็นว่าการที่ท่านอยู่ร่วมในอารามกับพวกเธอต่อไปไม่ใช่เรื่องที่ ‘น่าอภิรมณ์’ พวกเธอจึงได้รวมตัวกันไปฟ้องคุณแม่อธิการอารามถึงเรื่องนี้ คุณแม่จึงได้เรียกท่านมาพบและบอกกับท่านว่า “แม่รู้ว่าลูกทำไปด้วยประสงค์ดี แต่พฤติกรรมที่แปลกแยกของลูกกำลังทำลายความสงบของอาราม แม่จึงขอยืนยันให้ลูกปฏิบัติตามพี่น้องคนอื่น ๆ ในอาราม” ฝั่งท่านที่ได้ยินคำสั่งเช่นนี้ก็ตอบกลับคุณแม่ด้วยเสียงสั่นเทาว่า “คุณแม่ที่เคารพคะ ลูกได้คุยเรื่องนี้กับคุณพ่อจิตตาธิการหลายต่อหลายครั้ง และคุณพ่อก็ได้รับรองว่าสิ่งที่ลูกทำเป็นสิ่งที่พอพระทัยองค์พระผู้เป็นเจ้ามากค่ะ” คำขาดของคุณแม่อธิการในเรื่องวัตรปฏิบัติของท่าน นำความไม่สบายใจไม่น้อยมาสู่หัวใจของท่าน เพราะหากท่านเลือกปฏิเสธมโนธรรมที่บอกให้ท่านทำในสิ่งที่ถูกต้อง ท่านก็จะมีที่พักพิงต่อไปภายในอารามรวมถึงได้ไมตรีจากบรรดาพี่น้องในอารามคืนมา แต่หากท่านเลือกปฏิบัติตามมโนธรรม ท่านก็ต้องกลับไปขอทานข้างถนนดังเดิม


หลังจากครุ่นคิดอยู่ภายใน ท่านจึงเลือกที่จะปฏิบัติตามเสียงแห่งมโนธรรม ไม่ว่าในท้ายที่สุดการตัดสินใจครั้งนี้จะต้องแลกด้วยอะไร ท่านยังคงปฏิบัติตัวอย่างเคร่งคัดเหมือนดังเดิมในสันติดุจไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น เป็นผลให้ในไม่ช้าบรรดานักพรตที่เคยโอบรับท่านอยากอบอุ่น ได้กลับเป็นผู้ขับไล่ท่านออกไปจากอารามอย่างไม่ใยดี ซึ่งเมื่อท่านทราบเช่นนี้ความสับสนครั้งใหญ่ก็ได้ถาโถมเข้ามาในดวงวิญญาณของท่าน ภายในที่เคยเข้มเเข็งไม่ว่าจะเผชิญกับเรื่องใด ๆ ในชีวิตกลับเริ่มท้อแท้สิ้นหวัง ความรู้สึกถูกทอดทิ้งไม่เพียงจากเพื่อนมนุษย์ แต่ยังรวมถึงพระเจ้ากลืนกินวิญญาณที่เคยเปี่ยมด้วยความหวัง เพราะคำภาวนานั้นดูช่างไร้ผล แต่ในเวลาที่ความสิ้นหวังกำลังกลืนกินวิญญาณของท่านอยู่นั่นเอง เมื่อท่านหยุดรำพึงถึงพระมหาทรมานของพระเยซูเจ้า ท่านก็ดูเหมือนจะได้ยินเสียงหนึ่งตรัสกับท่านว่า ‘มาร์เกอริตา ลูกจะทิ้งเราไปอีกคนงั้นหรือ’ พลันความสับสนต่าง ๆ ที่ภายในของท่านก็สงบลง ท่านจากอารามออกมาด้วยสันติและความพร้อมที่จะเผชิญทุกสิ่ง ที่องค์พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ท่านด้วยพระญาณสอดส่องของพระองค์

ข่าวการออกจากอารามของท่านกลายเป็นข่าวใหญ่ในเมืองกิตตา ดิ กัสเตลโล พวกบรรดานักพรตในอารามที่ท่านจากมาได้พากันใส่ร้ายท่านต่าง ๆ นานาให้บรรดาชาวเมืองที่พบพวกเธอฟัง เพื่อทำให้พวกเธอมีสถานะเป็นผู้ถูกกระทำและปกปิดความจริงว่าชีวิตของพวกเธอในเหลวแหล่เพียงใด ในขณะที่ท่านมิได้ปริปากถึงเหตุผลที่ท่านถูกขับออกจากอารามให้ใครทราบเพื่อแก้ต่าง นี่เองเป็นเหตุให้ท่านตกเป็นขี้ปากของชาวบ้านชาวเมืองอยู่พักใหญ่ ๆ แม้หลายคนจะไม่เชื่อในข่าวลือดังกล่าวและพยายามเล่าถึงตัวตนที่แท้จริงของท่านแก้ข่าวนี้ไป แต่ชาวเมืองส่วนมากก็ดูจะเชื่อในเรื่องโกหกที่ลอยลอดออกมาจากอารามเสียมากกว่า ดังนั้นพวกเขาจึงต่างเยาะเย้ยและดูถูกดูแคลนท่าน ยามนี้เมื่อท่านเดินเหินไปทางใดของเมือง ไม่วายท่านจะต้องถูกพวกเด็ก ๆ ตามท้องถนนล้อเลียนว่า “นังคนแคระหลังค่อมคนนี้เป็นนักบุญ” นี่จึงนับเป็นกางเขนใหม่ที่ท่านต้องผ่านไป


ในระหว่างที่ต้องพบเจอคำครหานี้เอง ท่านก็ได้เริ่มไปมิสซาประจำวันที่วัดพระเมตตาธรรม ซึ่งดูแลโดยคณะโดมินิกัน ที่ก่อตั้งโดยนักบุญดอมินิกในช่วงต้นศควรรษที่ 13 และเป็นศูนย์กลางของนักบวชหญิง ‘มันเตลลาเต’ หรือนักบวชฆราวาสขั้นสามของคณะโดมินิกัน ที่รับสมัครหญิงหม้ายและหญิงสูงวัยที่ได้รับอนุญาตาจากสามีซึ่งปรารถนาจะดำเนินชีวิตเป็นนักบวช แต่มีเหตุขัดข้องที่ไม่สามารถจะเข้าอยู่ในอารามเป็นนักบวชขั้นที่สองของคณะได้ พวกนักบวชหญิงประเภทนี้จะดำเนินชีวิตนักบวชที่เคร่งคัดทั้งที่บ้านและภายนอกบ้าน โดยจะสวมเครื่องแบบตัวยาวสีขาวของคณะ คาดด้วยเข็มขัดหนัง คลุมศีรษะด้วยผ้าสีขาว และมีผ้าคลุมสีดำคลุมตัวซึ่งมีชื่อเรียกว่า ‘มันเตลลาตา’ (Mantellata) จึงกลายมาเป็นชื่อของนักบวชกลุ่มนี้ ท่านเมื่อได้พบกับนักบวชประเภทดังกล่าวก็รู้สึกได้ถึงกระแสเรียกของท่านภายในคณะนักบวชนี้ ท่านจึงได้ขอสมัครเข้าเป็นนักบวชมันเตลลาเต และก็เป็นอีกครั้งที่ท่านต้องพบกับอุปสรรค์ เมื่อระเบียบของคณะได้กำหนดว่ามาชิกต้องเป็นหญิงหม้ายหรือหญิงที่มีครอบครัวแล้วเท่านั้น ซ้ำคณะก็ไม่เคยรับสมัครหญิงสาววัยรุ่นมาก่อน

แต่เมื่อบรรดาสหายของท่านได้ชี้ให้คุณพ่อเห็นถึงความพิการและความทุกข์ยากต่าง ๆ ที่ท่านประสบมา รวมถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่คณะหากรับท่านมาเป็นสมาชิกก็ทำให้คุณพ่อลุยจิ พระสงฆ์ผู้ทำหน้าปกครองคณะโดมินิกันในเมืองกิตตา ดิ กัสเตลโลอนุญาตให้ท่านเข้าเป็นสมาชิกมันเตลลาเต ทำให้ท่านได้เข้าพิธีปฏิญาณตนในท่ามกลางความยินดีของบรรดามิตรสหาย และได้กลายเป็นมันเตลลาเตคนแรกที่เป็นเพียงหญิงวัยรุ่นซึ่งยังไม่เคยผ่านพิธีสมรสตามที่ปรากฏบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ภายหลังพิธีปฏิญาณตนครอบครัวที่พอมีกำลังในเมืองกิตตา ดิ กัสเตลโลจำนวนหนึ่งก็พากันเสนอตัวรับเป็นผู้ดูแลท่าน ซึ่งท่านก็ได้เลือกที่จะไปพำนักกับครอบครัวคหบดีของนายโอฟเฟรนดุชโชและนางเบอาตริเช ก่อนที่ในเวลาต่อมาท่านจะย้ายไปพำนักกับครอบครัวคหบดีของนายมาเชร์ตีและนางอิสกีนา


ในฐานะธิดาของนักบุญโดมินิก ท่านได้เจริญชีวิตติดตามจิตตารมณ์ของการสวดภาวนาและพลีกรรมอย่างเคร่งครัด ท่านทำพลีกรรมตามที่คณะกำหนด สวดบททำวัตรพร้อมสมาชิกคณะ ตื่นนอนตอนเที่ยงคืนเพื่อตื่นเฝ้า ถือพรตอดอาหารตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเทศกาลปัสกา นอนบนพื้นเปล่า และใช้อุปกรณ์ทรมานตน ทุกคืนเมื่อท่านได้ยินเสียงระฆังแจ้งเวลาเที่ยงคืน ท่านจะตื่นขึ้นมาเพื่อร่วมตื่นเฝ้ากับสมาชิกในคณะจนเสร็จภารกิจ ท่านก็จะใช้เวลาหลังจากนั้นในการรำพึงภาวนากับตัวเองต่อไป กระทั่งระฆังเช้าตีขึ้นราวตีสาม ท่านจึงจะออกจากที่พัก ค่อย ๆ คลำทางไปยังวัดพระเมตตาธรรมเพื่อแก้บาปและรับศีลมหาสนิทในมิสซาประจำวัน ซึ่งในบางคราวท่านก็ร่วมมากกว่าวันละหนึ่งมิสซา ท่านยังได้รับอนุญาตจากคุณพ่อวิญญาณณารักษ์ให้เฆี่ยนตีตัวเองได้สามครั้งต่อคืน ครั้งที่หนึ่งสำหรับความผิดบาปของท่าน ครั้งที่สองเพื่อความรอดของผู้อื่น และครั้งสุดท้ายเพื่อช่วยวิญญาณในไฟชำระ นอกเหนือจากนี้ทุกเช้าท่านยังสวดบทสดุดีทั้ง 150 บทของกษัตริย์ดาวิด บททำวัตรถวายเกียรติแด่พระนางมารีย์ และเดินรูปสิบสี่ภาค ซึ่งท่านได้เรียนรู้ด้วยหนทางอันมหัศจรรย์ของพระเจ้าอีกด้วย

ไม่เพียงแต่ดำเนินฝ่ายจิตอย่างเข้มข้น เพราะท่านตระหนักดีกว่าประสบความทุกข์นั้นเป็นเช่นไร ท่านจึงอุทิศตัวช่วยเหลือผู้คนรอบข้างเหมือนดังที่ท่านทำมาตั้งแต่สมัยเริ่มเป็นชีวิตขอทาน เมื่อท่านทราบว่ามีคนป่วยที่ยากไร้อยู่ที่ใด ท่านก็จะเร่งนำยาไปให้พวกเขา หรือหากคนใดใกล้สิ้นใจท่านก็จะสอนให้พวกเขาปล่อยวางและมีความกล้าหาญในการเผชิญกับความตาย ท่านยังขอให้คนที่ปฏิเสธการกลับใจให้กลับใจ นักเขียวชีวประวัติของท่านรายหนึ่งพรรณนาว่า “เมื่อท่านสวดขอสิ่งนี้ ก็เป็นเรื่องยากที่คนบาปผู้มีใจแข็งกระด้างจะไม่ยอมเปลี่ยงแปลงชีวิตของพวกเขา” นอกจากนี้หาเวลาไปเยี่ยมบรรดานักโทษในคุก รวมถึงคอยปลอบประโลมใจผู้ที่มีความทุกข์ที่เดินเข้ามาท่านอีกด้วย จนเป็นที่ประหลาดใจของชาวเมืองกิตตา ดิ กัสเตลโลที่พบเห็น ภาพของมันเตลลาเตที่ค่อย ๆ เดินกระเผลกไปพร้อมไม้เท้าคลำทาง เนื่องจากความมืดมิดของดวงตาเพื่อไปเยี่ยมบรรดาคนเจ็บป่วยและคนใกล้จะสิ้นใจ พวกเขาต่างเฝ้ามองท่านอย่างงุนงงที่เห็นบุคคลที่มีชีวิตทุพพลภาพหนึ่ง กลับมีแต่ความกังวลใจต่อความทุกข์ผู้อื่นมากกว่าตนเอง ซึ่งทีละนิดจากความสังเวชต่อภาพที่เห็น ชาวเมืองก็ต่างพบว่าพวกเขามีนักบุญอยู่ในเมืองของพวกเขาอย่างไม่ต้องสงสัย


ในช่วงเวลาที่ท่านพำนักอยู่ที่บ้านของนายโอฟเฟรนดุชโช และนายมาเชร์ตีท่านยังได้แสดงอัศจรรย์ออกมาสองเหตุการณ์ที่ได้มีการบันทึกไว้ เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นที่บ้านของนายโอฟเฟรนดุชโช คราวนั้นบุตรชายเพียงคนเดียวของเขาถูกจับกุมในข้อหาสมรู้ร่วมคิดในการโค่นล้มคณะผู้ปกครองเมืองกิตตา ดิ กัสเตลโล ซึ่งมีโทษตั้งแต่การจ่ายค่าปรับไปจนถึงการถูกนำตัวมาเฆี่ยนประจานไปตามท้องถนน และการประหารชีวิต ท่านก็ได้แจ้งกับนางเบอาตรีเช ผู้เป็นมารดาว่าบุตรชายของนางจะได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ต้องเสียค่าปรับหรือรับโทษใด ๆ และผลก็ปรากฏว่าไม่นานบุตรชายของนางก็ได้รับการปล่อยตัว โดยไม่ได้รับอันตรายหรือจ่ายค่าปรับแต่อย่างใด ส่วนเหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นเมื่อท่านย้ายมาพำนักที่บ้านของนายมาเชร์ตี ที่บ้านหลังนี้ท่านสนิทกับลูกสาวเพียงคนเดียวของเขาชื่อ ฟรังเชสกา ท่านมักเล่าให้เธอฟังถึงความว่างเปล่าของโลกและความสวยงามของการรับใช้ให้เธอฟังเสมอ จนทำให้ฟรังเชสกาปรารถนาจะบวชเป็นมันเตลลาเตเหมือนกับท่าน แต่บิดามารดาของเธอก็มิได้ยินยอมเพราะพวกเขาปรารถาให้เธอได้ออกเรือนไปมากกว่า วันหนึ่งท่านจึงได้บอกกับนางอิสกีนาว่า ในไม่ช้านางและธิดาจะได้สวมมันเตลลาตา และเพียงไม่กี่เดือนต่อมานายมาเชร์ตีก็ล้มป่วยลงอย่างกระทันหันและเสียชีวิตลง นางอิสกีนาที่เสียใจก็บังเกิดดวงตาเห็นธรรมและได้ตัดสินใจสมัครเข้าอารามไปตามคำทำนายของท่านในที่สุด

ภายหลังของการเสียชีวิตของนายมาเชร์ตี ท่านจึงได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านของนายเวตูรีโน พ่อค้าผู้มีภรรยาคือนางเกรโกรีอา หรือ กรียาและลูกน้อยสองคน ซึ่งแม้ท่านจะมองไม่เห็นแต่ท่านก็สัมผัสได้ว่าบ้านหลังนี้มีความโอ่อ่าหรูหรา ท่านจึงขอเพียงห้องใต้หลังคาของบ้านซึ่งมีลักษณะเหมือนตู้เสื้อผ้าขนาดเล็กเป็นที่พักเพราะท่านปรารถนาจะใช้ชีวิตอย่างยากไร้ในการติดตามองค์พระเยซูเจ้า ฝ่ายนายเวตูรีโนที่ให้ภรรยาเตรียมห้องนอนอย่างดีไว้ให้ท่านก็ประหลาดใจ แต่ท้ายที่สุดเขาก็จำต้องยอมตามที่ท่านประสงค์เพราะเข้าใจดีว่าที่ปรารถนาเพราะเหตุใด และเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจดีของครอบครัวนี้ ท่านไม่เพียงคอยดูแลลูก ๆ ทั้งสองของนายเวตูรีโนให้เติบโตเป็นคริสตังที่ดี แต่ท่านยังคอยช่วยทวนบทเรียนให้ทั้งสองคนเวลากลับจากโรงเรียน และอธิบายแก้ไขในสิ่งที่พวกเขาเข้าใจผิดทั้งในวิชาตรรกศาสตร์ ดาราศาสตร์ ไวยากรณ์ภาษาละติน และดนตรีโดยที่ท่านไม่เคยได้รับการสอนจากที่ไหน เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้คนในครอบครัวที่ท่านพำนักอยู่ไม่น้อยทีเดียว


เมื่อพำนักอยู่ที่บ้านหลังนี้ท่านยังได้ทำอัศจรรย์อีกหลายครั้ง ครั้งหนึ่งบุตรสาวของหลานสาวนางกรียา ซึ่งเป็นลูกทูนหัวของท่านล้มป่วยหนักและใกล้จะสิ้นใจเต็มที ท่านที่รักเด็กน้อยคนนี้มากจึงเฝ้าสวดภาวนาอยู่หน้าประตูบ้านของเธอเป็นเวลาหลายชั่วโมง เพื่อวอนขอให้พระเจ้าทรงโปรดเมตตารักษาเธอ กระทั่งระฆังตีบอกเวลาเที่ยงคืน ก็ปรากฏว่าเด็กหญิงได้หายจากอาการป่วยและได้แจ้งว่าตนเองนั้นหายจากอาการทุกอย่าง ด้วยผลแห่งการภาวนาของแม่ทูนหัวของตนเอง อีกครั้งหนึ่งมีภคินีในคณะเดียวกันกับท่านชื่อ เวนตูเรลลา ป่วยเป็นโรคเนื้องอกจนดวงตาใกล้จะบอดสนิท แพทย์ที่เก่งที่สุดในเวลานั้นแจ้งว่าเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถรักษาเธอได้ไหม และได้เสนอวิธีรักษาราคาแพงที่เธอไม่สามารถจ่ายไหว ด้วยความทุกข์ใจเธอจึงรีบตรงมาหาท่านเพื่อแสวงหาความบรรเทาใจ ท่านเมื่อทราบเรื่องทั้งหมดก็ได้ปลอบเธอว่า “พระเจ้าทรงมอบของขวัญอันยิ่งใหญ่ให้ซิสเตอร์ เป็นของขวัญที่ดีเลิศเลยนะคะ มันเป็นโอกาสให้ซิสเตอร์ได้ชิดสนิทกับพระองค์มากขึ้น เพื่อนรัก จงน้อมรับมันไว้เถิดค่ะ น้อมรับมันไว้” ฝั่งซิสเตอร์เวนตูเรลลาก็สวนทางกลับว่า “น้อมรับการตาบอดงั้นหรือ ไม่มีทางดอก” ฝั่งท่านเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้ต่อว่าอะไรเธอและได้ถามว่าเธอปรารถนาให้ท่านใช้มือปิดตาเธอไหม และทันทีที่มือของท่านสัมผัสกับดวงตาของซิสเตอร์เวนตูเรลลา อาการเนื้องอกของเธอก็หายไป เธอกลับมามองเห็นได้อย่างชัดเจนอย่างน่ามหัศจรรย์

คราวหนึ่งในฤดูหนาวเมื่อครอบครัวนายเวตูรีโนออกมาทำธุระข้างนอกบ้าน ก็ได้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้บ้านของครอบครัวโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้ว่ากองดับเพลิงประจำเมืองจะรีบรุดเข้าไปดับไฟแต่ก็ยังไม่อาจคุมไฟให้สงบลงได้ นางกรียาที่นึกได้ว่าวันนี้ท่านยังไม่ออกไปทำงานเมตตาที่ไหน แต่ยังคงสวดภาวนาอยู่ที่ห้องใต้หลังคา นางจึงพยายามฝ่าฝูงชนเข้าไปในตัวบ้านเพื่อเรียกท่านให้ลงมาจากห้องใต้บันได กระนั้นนางก็ถูกรั้งไม่ให้ทำเช่นนั้น นางจึงตะโกนเรียกท่านจากด้านนอกบ้าน ฝั่งท่านที่ได้ยินดังนั้นก็ออกมาที่หน้าต่างบานหนึ่ง และได้แจ้งกับนางกรียาว่า “กรียาอย่ากลัวไปเลย จงวางใจในพระเจ้า” แล้วท่านก็หยิบมันเตลลาตาของท่านโยนเข้าไปในกองไฟ พลันเพลิงที่ไม่มีท่าทีจะสงบก็ดับลงในพริบตา


วันหนึ่งท่านและนางกรียาที่ได้รับอนุญาตจากสามีให้เดินทางไปเยี่ยมนักโทษในคุกร่วมกับท่าน ได้พบกับชายชื่อ อลอนโซจากเมืองซานมารีโอ เขาเป็นนักโทษเพราะพี่ชายของเขาซึ่งต้องข้อหาเป็นกบฏได้แหกคุกหนีไปได้ แม้เขาจะยืนยันว่าตนเองไม่มีส่วนรู้เห็น แต่ทางสภาเมืองก็ได้ตัดสินจำคุกและทรมานเขาเพื่อให้ยอมรับสารภาพ ผลของการจำคุกเป็นระยะเวลานานส่งผลให้ฐานะของครอบครัวของเขาที่มีเพียงภรรยาและลูกชายอายุยังน้อยชื่อ อันโตนีโอ ตกอยู่ในสภาพแรงแค้นอย่างถึงที่สุด เป็นผลให้ในเวลาต่อมาเด็กชายอันโตนีโอก็เสียชีวิตลงเพราะความอดอยาก ข่าวนี้สร้างความทุกข์ใจเป็นอันมากให้กับนายอลอนโซ เขาเริ่มดูหมิ่นพระยุติธรรมและพระเมตตาของพระเจ้า และพยายามฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้งอย่างสิ้นหวัง ในวันนั้นขณะนางกรียาคุกเข่าทำแผลให้นักโทษคนหนึ่ง บรรดานักโทษในห้องขังก็เห็นท่านที่แยกไปยืนสวดภาวนาค่อย ๆ ลอยขึ้นสูงจากพื้นประมาณครึ่งเมตรและลอยเคว้งอยู่อย่างนั้นสักพักหนึ่ง มือของท่านประสานในท่าสวดภาวนา ในขณะที่ศีรษะเงยขึ้นเหมือนเห็นบางสิ่งบนเพดาน ชั่วระยะหนึ่งท่านจึงลอยกลับลงมา ทันทีเมื่อถึงพื้นใบหน้าที่พิกลพิการของท่าน ก็กลับเรืองแสงและงดงามขึ้นอย่างน่าประหลาด เหตุอัศจรรย์นี้อยู่ในสายตาของนายอลอนโซและได้เปลี่ยนจิตใจที่สิ้นหวังของเขา เขาบอกกับท่านว่า “มาร์เกอริตาน้อย ช่วยสวดให้ผมด้วย”

ในช่วงปีท้าย ๆ ของชีวิตท่านได้เผยให้คุณพ่อวิญญาณณารักษ์ของท่านทราบว่า ทุกครั้งที่ท่านร่วมมิสซา ท่านได้เห็นองค์พระเยซูเจ้าทรงบังเกิดบนพระแท่นอยู่เสมอ ด้วยความสงสัยคุณพ่อจึงถามท่านกลับว่า “จะเป็นได้อย่างไรเมื่อลูกนั้นตาบอด” ท่านจึงเผยความลับถึงพระพรอีกประการที่พระเจ้าทรงประทานให้ท่านตลอดมาว่า “ตั้งแต่ภาคถวายเรื่อยไปจนการรับศีลมหาสนิทลูกไม่เห็นแม้แต่พระสงฆ์หรือไม้กางเขนหรือมิสซาหรือสิ่งใด ลูกเห็นแต่เพียงองค์พระเยซูเจ้าเท่านั้น” คุณพ่อที่ไม่สิ้นสงสัยจึงถามท่านต่อว่า “แล้วองค์พระผู้เป็นเจ้ามีลักษณะเช่นไรเมื่อลูกเห็นในระหว่างมิสซา” ท่านก็ตอบกลับเพียงว่า “โอ้ คุณพ่อคะ คุณพ่อปรารถนาให้ลูกอธิบายถึงความรักอันไร้ขอบเขตหรือคะ” อัศจรรย์ในชีวิตของท่านยังมีอีกมาก มีรายงานว่าท่านเข้าสู่สภาวะฌานหลายครั้งในระหว่างมิสซาและลอยขึ้นในระหว่างสวดภาวนาอยู่บ่อยครั้งอีกด้วย

เสื้อของนักบุญมาร์เกอริตาที่ถูกนำกลับไปยังบ้านเกิดของท่าน

ท่านเจริญชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ด้วยความรักต่อพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ จนมีวัยล่วงได้ 33 ปี นักเขียนชีวประวัติของท่านคนหนึ่งได้อธิบายว่า เมื่อท่านมีอายุเท่านี้วิญญาณของท่านก็ผุดผ่องเกินกว่าร่างกายของมนุษย์จะรับไหว ทำให้ท่านล้มป่วยหนัก ท่านที่รู้ว่าถึงเวลาที่ท่านจะจากไปรับบำเหน็จในสวรรค์ดี จึงได้ขอให้ตามพระสงฆ์มาโปรดศีลเจิมให้ท่าน และเมื่อท่านได้รับศีลเจิม ท่านโมทนาคุณพระเจ้าและจากไปอย่างสงบ ในวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1320 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ที่สองของเทศกาลปัสกา ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่ท่านได้จากโลกนี้ไปภายใต้ปราสาทเหมือนตอนที่ท่านลืมตาดูโลกเป็นครั้งแรก แต่ครั้งนี้ต่างออกไปเพราะท่านไม่ได้ถูก ‘ทำให้ลืม’ โดยผู้คนที่รายล้อม แต่กลับถูก ‘จดจำ’ โดยผู้คนจำนวนมากที่ได้ต่างเห็นพ้องกันว่าท่านเป็นนักบุญไม่ว่าจะมีการประกาศรับรองหรือไม่จากทางสันตะสำนัก

“อย่างฝังเธอในอาราม ฝังเธอในวัด เธอเป็นนักบุญ ฝังเธอในวัด” เมื่อมีพิธีปลงศพชาวเมืองที่ต่างทราบข่าวการจากไปของท่านต่างมาร่วมพิธีกันจนล้นวัด และต่างพากันประท้วงไม่ให้ทางคณะโดมินิกันนำร่างของท่านไปฝังยังสุสานของอารามตามธรรมเนียม จนเกิดเป็นการความวุ่นวายภายในวัดระหว่างคณะที่ประสงค์จะนำร่างท่านไปฝังในอาราม กับสัตบุรุษที่ต่างต้องการให้นำร่างท่านฝังไว้ที่วัดพระเมตตาธรรมถึงขั้นจะลงไม้ลงมือกัน แต่ในระหว่างที่ตกลงกันไม่ได้เสียที สามีภรรยาคู่หนึ่งก็ได้นำบุตรสาวที่พิการของพวกเขาฝ่าฝูงชนเข้ามาวางข้างร่างของท่าน เด็กหญิงผู้นี้ไม่เพียงเกิดมามีกระดูกสันหลังคดงอจนเดินไม่ได้แต่กำเนิด แต่ยังเป็นใบ้อีกด้วย พวกเขาต่างคุกเข่าสวดภาวนาวอนขออัศจรรย์ ทุกฝ่ายที่กำลังโต้เถียงกันก็พร้อมใจกันร่วมภาวนาไปกับทั้งสอง ทันใดนั้นเองพระเจ้าก็ทรงส่งเครื่องหมายอัศจรรย์เพื่อระงับข้อพิพาทครั้งนี้ เมื่อร่างไร้วิญญาณของท่านได้ยกแขนซ้ายขึ้นมาสัมผัสกับร่างของเด็กหญิงผู้น่าสงสาร และทันใดเด็กหญิงก็ลุกขึ้นยืนด้วยตัวเองได้ และเปล่งเสียงออกมาว่า “หนูหายแล้ว หนูหายแล้ว หนูหายแล้วเพราะท่านมาร์เกอริตา”


เหตุอัศจรรย์ครั้งนี้ทำให้ทางคณะโดมินิกันตัดสินฝังร่างของท่านไว้ในวัดโดยได้ส่งร่างของทำไปทำการรักษาศพตามกรรมวิธีในยุคนั้นเพื่อรอการเตรียมที่บรรจุร่างของท่าน ด้วยการผ่านำหัวใจและลำไส้ออกมา ก่อนที่จะบรรจุร่างของท่านภายในวัด หลังจากนั้นเป็นต้นมาหลุมศพของท่านก็กลายเป็นสถานที่แสวงบุญของผู้คนทั้งใกล้ไกลที่ต่างได้ยินเรื่องราวของท่าน และอัศจรรย์จำนวนมากก็ได้เกิดขึ้นผ่านคำเสนอวิงวอนของท่านอยู่ตลอดเวลา ที่มีบันทึกการไต่สวนอย่างเป็นทางการก็มีถึง 9 รายการ มีทั้งการรักษาโรคที่รักษาไม่หายและการทำให้คนตายฟื้นคืนชีวิต แต่ก็ไม่ได้มีการเปิดกระบวนการขอแต่งตั้งท่านเป็นนักบุญอย่างเป็นทางการ จากทั้งปัญหาของสงคราม โรคระบาด และการเพิกเฉยของผู้มีอำนาจ จนเวลาล่วงไปกว่าสองร้อยปีในศตวรรษที่ 16 จึงมีการเปิดกระบวนการขอแต่งตั้งท่านอย่างเป็นทางการ โดยพระสังฆราชผู้มีอำนาจปกครองเมืองกิตตา ดิ กัสติลโลในเวลานั้นได้ตั้งคณะแพทย์ นักบวช และฆราวาสที่มีชื่อเสียงให้ตรวจสอบหัวใจที่ถูกนำออกมาจากร่างของท่านตั้งแต่ก่อนฝัง 

ผลปรากฏว่าหัวใจของท่านยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แม้กาลเวลาจะล่วงมากกว่าสองร้อยปี และเมื่อทำการผ่าพิสูจน์ก็พบว่าภายในมีวัตถุทรงกลมคล้ายไข่มุกอยู่ถึง 3 เม็ด เม็ดแรกมีรูปทารกนอนอยู่ในรางหญ้ามีสัตว์สองตัวขนาบข้าง เม็ดที่สองมีรูปสตรีสวมมงกุฏ และเม็ดที่สามมีรูปชายชรา หญิงสวมชุดคณะโดมินิกันกำลังคุกเข่า และนกพิราบ การค้นพบวัตถุทรงกลมคล้ายไข่มุกภายในหัวใจของท่านนี้ ชวนให้นึกถึงความศรัทธาของท่านที่มีต่อการรับเอากายและการบังเกิดขององค์พระเยซูเจ้า พระนางมารีย์ และนักบุญยอแซฟ รวมถึงถ้อยคำปริศนาที่ท่านเคยเอ่ยว่า “โอ้ ถ้าเธอได้รู้ว่าอะไรอยู่ในหัวใจของฉัน เธอจะต้องแปลกใจ”


หลังจากนั้นร่างของท่านจึงถูกขุดขึ้นมาตรวจสอบในวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 1558 และพบว่าแม้เสื้อผ้ารวมถึงโลงของท่านจะผุพังไปตามกาลเวลา ร่างของท่านยังคงไม่ได้เน่าสลายไป มีการตรวจสอบพบว่าท่านมีความสูงที่ผิดปกติคือเพียง 120 ซม. ขาขวาของท่านสั้นกว่าขาซ้ายอยู่ 4 ซม. จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่านเดินกระเผลก เมื่อมีการตรวจสอบร่างของท่าน รวมถึงรวบรวมชีวประวัติและการอัศจรรย์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอาศัยคำเสนอวิงวอนตลอดสองร้อยปีที่ผ่านมาของท่านเรียบร้อยแล้ว จึงมีการส่งเอกสารทุกอย่างไปยังสมณะกระทรวงว่าด้วยจารีต ที่เวลานั้นยังรับหน้าที่ดูแลเรื่องการแต่งตั้งนักบุญให้รับรองคำตัดสินของสังฆมณฑลว่าท่านสมควรเป็นบุญราศี เนื่องจากก่อน ค.ศ. 1634 อำนาจในการประกาศบุคคลหนึ่งเป็นบุญราศีเป็นของพระสังฆราชท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งในเวลาต่อมาในวันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ. 1609 สมเด็จพระสันตะปาปาเปาโลที่ 5 ก็ทรงรับรองการตัดสินใจดังกล่าวโดยอนุญาตให้คณะโดมินิกันในภูมิภาคเปรูยาสามารถทำมิสซาและสวดทำวัตรระลึกถึงท่านได้ (Concession of Mass and Office) จึงทำให้ท่านมีสถานภาพเป็น ‘บุญราศี’ ในพระศาสนจักรอย่างเป็นทางการโดยอัตโนมัติ

ต่อมาในสมัยสมเด็จพระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 10 ได้ทรงประกาศให้คณะโดมินิกันทั่วโลกสามารถทำมิสซาและทำวัตรระลึกถึงท่านได้ในวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1675 หลังจากนั้นอีกกว่าสามร้อยปีเมื่อพระศาสนจักรเล็งเห็นว่าชื่อเสียงเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของท่านไปแผ่ไปทั่วโลก จึงเห็นสมควรที่จะให้รับรองความศักดิ์สิทธิ์ของท่านในฐานะ ‘นักบุญ’ จึงได้มีการดำเนินการตรวจสอบด้านประวัติศาสตร์อีกครั้งโดยสมณะกระทรวงว่าด้วยการสถาปนานักบุญใน ค.ศ. 2020 เป็นต้นมา และภายหลังจากการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนในวันที่ 24 เมษายน ค.ศ. 2021 สมเด็จพระสันปาปาฟรานซิสจึงได้ทรงสถาปนาท่านเป็นนักบุญ ในกรณีพิเศษนั่นคือไม่ต้องมีอัศจรรย์ครั้งที่สองมาประกอบรวมถึงไม่มีการจัดพิธี เป็นการสถาปนาแบบเทียบเท่า (Equipollent Canonizations) ซึ่งทำให้ท่านมีสถานะนักบุญโดยอัตโนมัติ ในทำนองเดียวกับคราวบันทึกนามท่านในสารบบบุญราศี


พระเจ้าทรงมอบชีวิตของนักบุญมาร์เกอริตาเพื่อสอนมนุษย์ให้มีความหวังเสมอในการทรงนำของพระองค์ และทรงเชื้อเชิญให้เรานำเอาแบบฉบับนี้ไปเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจ เพราะพระองค์ได้ทรงเผยแสดงไว้ก่อนจะทรงจากบรรดาอัครสาวกเพื่อไปเตรียมที่ในสวรรค์ให้พวกเขาว่า ความทุกข์เป็นสิ่งที่หลีกหนีไม่ได้ในโลก แต่เพราะพระองค์ทรงชนะโลกแล้ว จึงไม่มีสิ่งใดต้องกังวลใจ (เทียบ ยอห์น 16: 33) และก่อนหน้านั้นหลายร้อยปี ประกาศกนาฮูม ชาวเมืองเอลโขช ก็ได้สรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเผยแสดงนิมิตกรุงนีนะเวห์ว่า “เตด พระเจ้าทรงพระทัยดี ทรงเป็นป้อมปราการเข้มแข็ง ในยามทุกข์ยาก โยด พระองค์ทรงรู้จักผู้วางใจในพระองค์ แม้เมื่อน้ำไหลบ่ามาท่วม” (นาฮูม 1: 7-8) ดังนั้นมนุษย์ในโลกและความทุกข์จึงเป็นของคู่กัน แต่มนุษย์ผู้ต้องเผชิญความทุกข์นั้นก็ไม่ได้สิ้นหวังสิ้นหนทางในการรับมือกับความทุกข์เหล่านี้ ในขณะที่วาจาเผยให้เห็นคุณค่าของความทุกข์ที่นำไปสู่การร่วมส่วนในชัยชนะเหนือโลกกับองค์พระเยซูเจ้า คำสรรเสริญของท่านประกาศกนาฮูมได้เผยให้เห็นว่าในความทุกข์ยากเหล่านั้น องค์พระเจ้าทรงเป็นที่พักพิงหลบภัยสำหรับมนุษย์  พระองค์จะไม่ทรงเบือนพระพักตรหนีมนุษย์ผู้วอนขอพระเมตตา แม้ในเวลาที่เขาตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ที่สุดและดูจะสิ้นหวังในโลก เพียงขอให้เขาวางใจเข้าพำนักในพระองค์ 

นักบุญมาร์เกอริตาได้ตระหนักถึงความจริงในข้อนี้ดี ท่านทราบถึงคุณค่าของความทุกข์ได้มีส่วนในการชำระท่านให้มีส่วนร่วมในชัยชนะของพระเยซูเจ้าอย่างเหมาะสม และท่านก็ตระหนักดีว่าไม่ว่าเวลาไหน แม้ในเวลาที่ถูกบิดามารดาทอดทิ้งให้เป็นขอทาน หรือถูกเพื่อนมนุษย์ปฏิเสธ เมื่อท่านเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องตามมโนธรรมจากพระจิต พระเจ้าไม่เคยปฏิเสธและพร้อมจะเป็นที่พักพิงให้ท่านผ่านความยากลำบากต่าง ๆ ไป ท่านจึงวางใจและมอบตนเองทั้งครบไว้ในการทรงนำ นี่เองจึงทำให้ท่านไม่สูญเสียความสุข ความหวัง และความเชื่อในการดำเนินชีวิตคริสตังที่ดีตลอดชีวิตที่แสนยากลำบาก ดังนั้นในท้ายนี้ขอให้เรามีใจกล้าหาญ ตระหนักถึงคุณค่าของความทุกข์ยาก และมอบความวางใจเข้าพักพิงในพระเจ้า ผู้ทรงมีชัยเหนือโลก เป็นป้อมปราการที่เข้มแข็ง และทรงจดจำเราได้เสมอเช่นเดียวกับที่ท่านนักบุญมาร์เกอริตาได้ทำด้วยเถิด อาแมน
รูทราย เทเรซีโอของพระเยซู
19 พฤษภาคม ค.ศ. 2023


“ข้าแต่ท่านนักบุญมาร์เกอริตา แห่ง กิตตา ดิ กัสเตลโล ช่วยวิงวอนเทอญ”

รายการอ้างอิง
http://www.causesanti.va/it/santi-e-beati/margherita-di-citta-di-castello.html
http://conoscendo.altervista.org/primo-articolo/?doing_wp_cron=1642416331.0312769412994384765625
https://www.op.org/st-margaret-of-citta-di-castello/biography-of-st-margaret-of-citta-di-castello/
http://prieststuff.blogspot.com/2011/02/blessed-margaret-of-castello-patroness.html
https://catholicism.org/blessed-margaret-castello.html
https://www.afcmmedia.org/Mystical-04.html
https://www.beatamargheritadellametola.it/
http://www.santiebeati.it/dettaglio/90763
https://messaggerosantantonio.it/content/margherita-da-citta-di-castello-finalmente-santa
https://en.wikipedia.org/wiki/Margaret_of_Castello

'มาร์เกอริตา' มุกงามของพระ ตอนแรก

นักบุญมาร์เกอริตา แห่ง กิตตา ดิ กัสเตลโล
St. Margherita da Città di Castello
วันฉลอง: 13 เมษายน
องค์อุปถัมภ์: คนตาบอดและคนพิการในสังฆมณฑลกิตตา ดิ กัสเตลโล
และอัครสังฆมณฑลอูร์บีโน อูร์บานีอา ซานตาอังเยโล อิน วาโด

“ทุกวันใหม่มีพระสัญญา ทุกเวลามีความหวัง ทุกยามเช้ามีแสงสว่าง ตลอดการเดินทางมีความช่วยเหลือเกื้อกูล … เมื่อเราวางใจในพระภูบาล มอบวิญญาณในหัตถ์พระองค์” ให้เราเริ่มต้นชีวประวัติของข้ารับพระเจ้าองค์นี้ ด้วยบทเพลงพระสัญญา โดย อ.ประจงกิจ ที่กล่าวถึงการมี ‘ความหวัง’ เสมอในการดำรงชีวิตเสียก่อน แม้บทเพลงนี้จะถูกแต่งหลังจากเรื่องราวของเราอย่างยาวนานหลายร้อยปีและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด กระนั้นเนื้อหาของบทเพลงนี้ก็เหมาะสมกับเรื่องราวต่อจากนี้ไป เพราะนี่คือเรื่องราวของชีวิตหนึ่งในโลก ที่ไม่เคยสูญเสีย ‘ความหวังในพระเจ้า’ ตลอดการดำเนินชีวิต จนก่อเกิดเป็นชีวิตอันมหัศจรรย์ที่ถูกเล่าขานมาตลอดหลายร้อยปีด้วยความศรัทธาและชื่นชม ทั้งบัดนี้พระศาสนจักรเองในสมณสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ยังได้ยกย่องไว้ในฐานะ ‘แบบอย่าง’ บนพระแท่นบูชาอย่างเป็นทางการ

การจะกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์นี้ คงต้องย้อนไปในสมัยที่อิตาลี ยังไม่ได้รวมกันเป็นประเทศทรงรองเท้าบูธอย่างทุกวันนี้ และยังมีนครรัฐหนึ่งเรืองอำนาจอยู่บริเวณตอนกลางของประเทศ ในนาม ‘รัฐสันตะปาปา’ ณ ปราสาทหินตระหง่าน ซึ่งทำหน้าที่เป็นป้อมปราการให้กับเมืองซังตาเยโล อิน วาโด เมืองหลวงของแคว้นมัสซา ตราบีรีอา แคว้นโบราณในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 – 15 ซึ่งเติบโตขึ้นภายใต้การวางรากฐานขอบเขตอำนาจของรัฐสันตะปาปา บนเนินเขาแห่งหนึ่งในหุบเขาเมเตาโร นามว่า ‘ปราสาทเมโตลา’ (ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวอยู่ไม่ไกลจากเมืองเมร์กาเตลโล ซุล เมเตาโร จ. เปซาโร เอ อูร์บีโน แคว้นมาร์เก ตอนกลางฟากตะวันออกของประเทศอิตาลี) ในคราวนั้นปราสาทหลังนี้มีผู้ปกครองชื่อ ‘นายปาริซีโอ’ เป็นผู้มั่งมีและเจ้าที่ดินในบริเวณนี้ เขาได้แต่งงานกับธิดาจากตระกูลขุนนางในเมืองเมร์กาเตลโล ซุล เมเตาโรนามว่า ‘นางเอมิลีอา’ ทั้งสองสามีภรรยายังไม่เคยมีบุตรด้วยกัน และเวลานั้นนางเอมิลีอาก็กำลังตั้งครรภ์ ทั้งสองจึงต่างวาดฝันว่าทารกในครรภ์ที่กำลังจะลืมตาดูโลกในเร็ววันในฐานะ ‘บุตรคนหัวปี’ นั้นจะเป็นทารกเพศ ‘ชาย’ เพื่อจะได้กลายเป็นผู้รับมรดกปราสาทหลังนี้ต่อไปในภายหน้า นายปาริซีโอถึงขั้นคิดว่า หากวันใดบุตรคนนี้กำเนิดขึ้นมา ตนก็จะจัดงานเลี้ยงฉลองใหญ่ถึง 2 งานรับขวัญบุตร งานแรกสำหรับบรรดาเหล่าทหารสังกัดปราสาท ส่วนงานที่สองสำหรับบรรดาสหายของเขา


ท่ามกลางความหวังและภาพฝันของสองสามีภรรยาผู้มั่งคั่ง ที่สุดในวันหนึ่งใน ค.ศ. 1287 นางเอมิลีอาจึงได้ให้กำเนิดทารกที่ทั้งสองเฝ้ารอ แต่อนิจจา ทารกนั้นกลับเป็นทารกเพศ ‘หญิง’ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นยังเกิดมามีสภาพร่างกายพิกลพิการ คือ มีขนาดตัวที่เล็กกว่าปกติ มีอาการหลังค่อม และมีความยาวขาขวาสั้นกว่าขาซ้าย (อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมาจึงพบเพิ่มว่าเด็กน้อยนั้นตาบอดสนิท) คงไม่ต้องอธิบายว่าสองสามีภรรยาจะใจสลายเพียงใด เมื่อเห็นภาพดังนี้ ทั้งสองไม่อาจทำใจยอมรับสภาพของธิดาคนนี้ได้ และอับอายที่จะเลี้ยงดูธิดานี้อย่างเปิดเผย ทั้งสองจึงตัดสินใจเลือกที่จะแจ้งกับทุกคนที่ต่างเฝ้ารอข่าวดีว่า สมาชิกใหม่ของครอบครัวนั้นเกิดมาไม่แข็งแรงและได้สิ้นใจไปตั้งแต่แรกคลอด เพื่อไม่ให้เรื่องนี้เป็นมลทินมัวหมองแก่ตัวพวกเขา ก่อนที่จะตัดสินใจเลี้ยงทารกผู้มีรูปร่างพิกลพิการและอัปลักษณ์ไว้อย่างลับ ๆ ดังนั้นในวันที่ชีวิตผู้เป็นเจ้าของเรื่องของเราเกิดมา จึงไร้ซึ่งความยินดีของบิดามารดา ไร้ซึ่งเสียงระฆังดังแจ้งข่าวแห่งความยินดี ไร้ซึ่งของขวัญมารับขวัญให้สำราญใจ และไร้ซึ่งข่าวถึงการมีตัวตนในฐานะทายาทของครอบครัวนี้

“แม้บิดามารดาจะทอดทิ้งข้าพเจ้า พระยาห์เวห์ก็ทรงรับข้าพเจ้าไว้” (สดุดี 27: 10) ไม่นานหลังจากนั้น นางเอมิลีอาจึงได้ใช้ให้สาวใช้นางหนึ่งที่นางไว้ใจว่าจะเก็บความลับนี้อยู่ นำธิดาน้อยลงไปรับศีลล้างบาปอย่างลับ ๆ ที่วัดนักบุญเปโตร เมืองเมร์กาเตลโล ด้วยนาม ‘มาร์เกอริตา’ ซึ่งแปลว่า ‘ไข่มุก’ แต่บ้างก็ว่านางนั้นไม่ได้ใยดีอันใด แต่เป็นสาวใช้เองที่มีจิตเมตตาสงสาร จึงได้นำธิดาน้อยไปรับศีลล้างบาป พร้อมตั้งนามอันไพเราะนี้ให้ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใด ภายหลังที่ท่านได้รับศีลล้างบาป ท่านได้ถูกเลี้ยงดูอย่างลับ ๆ ภายในปราสาทเมโตลา กระทั่งเริ่มพูดได้ พระสงฆ์ประจำปราสาทจึงได้เริ่มสอนท่านถึงเรื่องราวของพระเจ้า พร้อมทั้งสอนให้ท่านรู้จักสวดภาวนา (การที่ท่านถูกเลี้ยงดูภายในปราสาทเช่นนี้ ทำให้มีผู้เขียนชีวประวัติของท่านบางรายได้แย้งว่า แท้จริงบิดามารดาของท่านก็ไม่ได้เป็นคนใจไม้ไส้ระกำขนาดนั้น เพราะในยุคเดียวกันหากพวกเขาไม่ปรารถนาจะเลี้ยงท่านไว้ ก็เพียงแค่นำท่านไปให้ชาวนาที่อยู่ไกลออกไปหรือใครสักคนเลี้ยงพร้อมด้วยเงินจำนวนหนึ่งเป็นค่าปิดปากก็ได้)

หอคอยแห่งเมโตลา สิ่งก่อสร้างเดี่ยวที่หลงเหลือของปราสาทเมโตลา

ไม่ว่านายปาริซีโอและนางเอมิลีอาจะคิดเช่นไรต่อบุตรสาวคนนี้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นห่วงต่อชีวิตของธิดาน้อยที่อาภัพหรือรังเกียจเดียดฉันท์ด้วยอับอายต่อความพิกลพิการ ท่านก็ได้เติบโตขึ้นมาในปราสาทเมโตลาโดยได้รับการอบรมจากพระสงฆ์ประจำปราสาทโดยตลอด ทุกวันท่านใช้เวลาส่วนใหญ่ในส่วนลับของปราสาท สนทนากับพระสงฆ์ท่านนั้นถึงความน่าฉงนในความอัศจรรย์ของพระเจ้า ความรักของพระองค์ และเหตุผลที่พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา ฝั่งพระสงฆ์ท่านนั้นก็คอยตอบคำถามอันแสนใสซื่อนี้โดยตลอด และได้เล็งเห็นถึงความเฉลียวฉลาดเกินวัยในตัวเด็กน้อยคนนี้ คุณพ่อจึงได้นำเรื่องดังกล่าวไปแจ้งแก่สองสามีภรรยา แต่ทั้งสองก็ยังคงเฉยชา และยังคงรังเกียจที่จะเลี้ยงดูท่านในฐานะธิดาอย่างเปิดเผย

จนท่านมีวัยล่วงได้ 6 ปี ก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้น เมื่อวันหนึ่งขณะที่มีแขกเดินทางมาเยี่ยมสองสามีภรรยา สาวใช้ที่ดูแลท่านลืมเตือนท่านไม่ให้ออกไปไหน ท่านจึงเดินออกไป จนได้พบและพูดคุยกับแขกผู้นั้นโดยบังเอิญ แต่ยังไม่ทันที่แขกผู้นั้นจะได้ถามว่าท่านเป็นลูกเต้าเหล่าใครด้วยความเอ็นดู หญิงชาวนาคนหนึ่งที่อาศัยในที่ดินของนายปาริซีโอก็ได้เข้ามาไล่ท่านให้ไปจากบริเวณนั้น จึงทำให้ความลับของบิดามารดาท่านยังคงเป็นความลับต่อไป แต่เหตุการณ์นี้ก็สร้างความไม่สบายใจไม่น้อยให้กับนายปาริซีโอและนางเอมิลีอา ทั้งสองเริ่มกลับมาคิดอีกครั้งว่าธิดาน้อยผู้นี้จะนำความอับอายมาให้พวกเขาและตระกูลอีกเพียงใดหากทั้งสองยังเลี้ยงดูท่านไว้ใต้ชายคาปราสาทหลังเดียวกัน 

วัดที่ท่านถูกนำมาเลี้ยงอย่างลับ ๆ ตั้งแต่อายุ 6 ปี

ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่เลี้ยงท่านไว้ในส่วนไหนของปราสาทได้อีกต่อไป และเลือกวัดหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่บนที่ดินของพวกเขากลางป่า ห่างจากปราสาทของพวกเขาไปประมาณ 400 เมตร เป็นสถานที่กลบฝังความลับนี้ไว้ พวกเขาไม่ได้ตัดสินใจให้ใครฆ่าท่านหรือเอาท่านไปปล่อยไว้ในป่าเหมือนนิทานทั่วไปที่เราอาจคุ้นเคย แต่ได้ให้ข้ารับใช้สร้างห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่งไว้ข้างวัดหลังดังกล่าว โดยออกแบบให้ห้องมีเพียงช่องหน้าต่างสองช่องเล็ก ๆ ช่องหนึ่งไว้ใช้ส่งข้าวปลาอาหารและของที่จำเป็นให้ท่าน ส่วนอีกช่องไว้ใช้ส่งศีลมหาสนิท ไว้ใช้เลี้ยงดูท่านให้ห่างไกลจากสายคนภายนอก เพื่อให้ความลับเรื่องการมีอยู่ของท่านยังคงเป็นความลับต่อไป

ในวันที่ท่านถูกพาไปยังห้องดังกล่าว ที่มีสภาพไม่ต่างอะไรจาก ‘ห้องขัง’ ของนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ ท่านไม่ได้หวาดกลัวต่อชีวิตในเบื้องหน้า โกธรเคืองบิดามารดาที่ตัดสินใจเช่นนี้ หรือน้อยใจในความอาภัพของชีวิตแล้วตัดพ้อต่อพระเจ้าผู้ทรงสร้างท่านขึ้นมา ตรงกันข้ามโดยหนทางอันน่ามหัศจรรย์ พระเจ้าได้ทรงประทานพระหรรษทานที่จำเป็นสำหรับท่านในการน้อมรับกางเขนชิ้นนี้ ท่านน้อมรับชีวิตในห้องแห่งนี้ด้วยความเต็มใจ และเข้าใจว่านี่เป็นพระหรรษทานพระเจ้าทรงมอบให้ท่าน โดยวางเทียบสิ่งที่ท่านพบกับประสบการณ์ขององค์พระเยซูเจ้า ดังที่ท่านได้บอกกับพระสงฆ์ที่เลี้ยงดูท่านในวันที่ย้ายเข้ามาบ้านหลังใหม่นี้ว่า “แม้แต่องค์พระเยซูเจ้าเองก็ยังถูกประชากรของพระองค์ปฏิเสธ และพระเจ้าเองทรงอนุญาตให้หนูถูกปฏิบัติเช่นเดียวกัน ก็เพื่อให้หนูสามารถติดตามพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้นค่ะ” และดูเหมือนว่าการได้มีชีวิตเช่นนี้จะส่งผลเป็นเช่นนั้นจริง


อาศัยความเงียบสงบและเสียงของธรรมชาติ ดูเหมือนว่าพระเจ้าได้ทรงสัมผัสจิตใจท่านมากขึ้นเรื่อย ๆ จนค่อย ๆ ทำให้ท่านปรารถนาที่จะมอบตนเองทั้งครบแด่พระองค์ ดุจเดียวกับบรรดาเจ้าสาวทั้งหลายของพระองค์ในพระศาสนจักร ดังนั้นในวัย 7 ปี ท่านจึงตัดสินใจปฏิญาณตนจะถือพรหมจรรย์ และถือพรตอดอาหารตั้งแต่ช่วงประมาณเดือนกันยายนถึงเทศกาลปัสกาเหมือนบรรดานักพรตปฏิบัติ แต่เมื่อปฏิบัติเช่นนี้เรื่อย ๆ ท่านก็รู้สึกว่าการทำพลีกรรมเช่นนี้ยังไม่เพียงพอ ท่านจึงเปลี่ยนไปเป็นถือพรตอดอาการตลอดทั้งปี โดยท่านจะถือพรตอดอาหารเป็นเวลาสี่วันต่อสัปดาห์และทุกวันศุกร์ ท่านจะรับประทานเพียงขนมปังและน้ำเพื่อประทังชีวิต ชีวประวัติของท่านสำนวนเดียวกันกับที่ให้ข้อมูลเรื่องวัตรปฏิบัติในวัยเยาว์ของท่านยังได้ระบุอีกว่า นอกจากถือวัตรปฏิบัติเช่นนี้เมื่อท่านยังอายุไม่ถึง 7 ปีดี ท่านยังได้หาเข็มขัดหนามมาสวมรอบเอวเพื่อทรมานตนอย่างลับ ๆ อีกด้วย

ในช่วงชีวิตนี้นอกเหนือจากประสบการณ์ระหว่างท่านกับพระเจ้าอันลึกลับ คำสอนของพระสงฆ์ที่ดูแลท่านยังได้คอยเติมเต็มกำลังใจของท่านในการใช้ชีวิตในแต่ละวันเป็นอย่างมาก คุณพ่อองค์นั้นได้สอนให้ท่านตระหนักได้ถึงความไม่เที่ยงแท้ของร่างกาย คุณพ่อได้อธิบายให้ท่านเข้าใจว่า ไม่ว่าร่างกายของท่านจะเป็นแบบไหน สักวันหนึ่งมันก็ต้องกลับกลายเป็นเพียงผงคุลีดิน คงมีเพียงแต่เพียงวิญญาณที่ยังดำรงอยู่ต่อไป วิญญาณนี้เองเป็นสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ ดังนั้นท่านต้องหมั่นระลึกเสมอว่า บิดาของท่านแท้จริงคือองค์พระเจ้า ผู้ทรงรักท่านและปรารถนาให้ท่านตอบสนองต่อความรักของพระองค์ด้วยการรักพระองค์ อันจะนำไปสู่ความสุขแท้และความครบครัน และในช่วงชีวิตที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและความทุกข์ยากนี้ มนุษย์ต้องพัฒนาความรักต่อพระเจ้าให้มากขึ้น เหตุฉะนี้การมองเห็น การเป็นคนปกติ หรือการเป็นที่รักเอ็นดูของมนุษย์จึงไม่จำเป็นเท่าวิญญาณที่งดงาม คำสอนเช่นนี้ส่องสว่างภายในวิญญาณของท่าน และทำให้หัวใจของท่านเต็มไปด้วยความยินดีในการใช้ชีวิตในห้องเล็ก ๆ รวมถึงสามารถที่จะรักบิดามารดาผู้นาน ๆ ทีถึงจะมาเยี่ยมท่าน ด้วยการค้นพบว่าทั้งสองคือตัวแทนของพระเจ้าในโลกนี้

เมืองเมร์กาเตลโล

9 ปี ผ่านไปในห้องข้างวัด ที่ท่านได้เติบโตขึ้นในความสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้าเหมือนบรรดานักพรตหญิงผู้ขังตนในห้องข้างวัด (Anchoress) พระเจ้าก็ทรงทดสอบความรักของข้ารับใช้ของพระองค์อีกครั้ง เมื่อผู้นำแคว้นมอนเตเฟลโต ซึ่งเป็นศัตรูกับนายปาริซีโอก็ได้กรีฑาทัพเข้าตีแคว้นมัสซา ตราบีรีอา นายปาริซีโอที่เป็นห่วงความปลอดภัยของภรรยาและความลับของตระกูลที่เก็บซ่อนไว้มานานนับสิบห้าปีจะแตก จึงได้ให้นางเอมิลีอานำท่านออกจากห้องข้างวัดที่ขังท่านมาตลอดเก้าปี โดยเอาผ้าคลุมหน้าสีเข้มคลุมหน้าท่านไว้แล้วจึงเร่งพาหนีไปหลบภัยที่ปราสาทของตนในเมืองเมร์กาเตลโล ในขณะเขาและกองทหารที่เหลือจะคอยยันข้าศึกไว้ให้สามารถเข้ามาได้อยู่ที่ปราสาทเมโตลา 

เมื่อมาถึงปราสาทแห่งหนึ่งในเมืองเมร์กาเตลโล นางเอมิลีอาก็มิได้จัดให้ท่านที่พึ่งถูกพาออกมาจากห้องข้างวัดครั้งแรกในรอบหลายปีไว้ที่ชั้นบนของปราสาทที่นางพัก ตรงกันข้ามนางได้จัดให้ท่านอยู่ที่ห้องใต้ดินห้องหนึ่งของปราสาท ที่มีสภาพไม่ต่างอะไรจากห้องนิรภัย ในห้องแห่งนั้นนอกจากที่นอนยอดฟางหนึ่งอันและม้านั่งสภาพโกโรโกโสหนึ่งตัว ไม่มีเครื่องเรือนอื่นใดอีก ไม่เพียงเท่านั้นนางยังได้ตั้งกฏใหม่ คือ เมื่ออยู่ที่นี่ท่านจะได้รับอาหารเพียงวันละสองครั้งและห้ามท่านเรียกใครไม่ว่าจะในกรณีใด ๆ ก็ตาม ในสภาพความเป็นอยู่ที่น่าเวทนายิ่งขึ้นนี้ไม่ได้สร้างความทุกข์ใจให้ท่าน เท่ากับการที่ในสภาพความเป็นอยู่ใหม่นี้ ท่านได้ถูกตัดขาดจากพิธีมิสซา ศีลอภัยบาป ศีลมหาสนิท และพระสงฆ์ผู้คอยหนุนนำวิญญาณของท่านเช่นที่ห้องเดิมที่ท่านจากมา แต่กระนั้นก็ตามท่านยังคงน้อมรับความทุกข์ยากที่เผชิญด้วยน้ำใจกล้าหาญและศรัทธา ยามนี้มีเพียงพระหรรษทานของพระเจ้าเท่านั้นที่หนุนนำหัวใจดวงน้อย ๆ ของท่านให้น้อมรับกางเขนนี้ให้ผ่านพ้นไป

วัดนักบุญฟรังเชสโก เมืองกิตตา ดิ กัสติลโล

วันเวลาล่วงผ่านไปได้ราว 2 ปี คณะนักจาริกจำนวนห้าคนก็ได้เดินทางผ่านเมืองเมร์กาเตลโล ทั้งห้าได้แจ้งให้ชาวเมืองทราบถึงเหตุการณ์บ้านเมืองต่าง ๆ ภายในรัฐสันตะปาปาและได้เล่าถึงเหตุอัศจรรย์จำนวนมากที่เกิดขึ้นที่หลุมศพของภารดายาโกโม ภารดาคณะฟรังซิสกันขั้นสาม ซึ่งพึ่งสิ้นใจไปได้ไม่นานที่วัดนักบุญฟรังเชสโก เมืองกิตตา ดิ กัสติลโล ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเมร์กาเตลโล (ปัจจุบันเมืองกัสติลโล อยู่ใน จ. เปรูยา แคว้นอุมเบรีย) ข่าวอย่างหลังอันน่าเหลือเชื่อนี้ไปถึงหูของนางเอมิลีอา และเมื่อสามีของนางเดินทางกลับมาภายหลังกองทัพแคว้นมอนเตเฟลโตล่าถอยไป เพราะเกรงว่าจะถูกชาวเปรูยาเข้ารบด้วยในอีกไม่กี่วันถัดมา นางจึงได้เล่าเรื่องนี้ให้สามีฟัง พร้อมทั้งได้เสนอให้พาท่านไปยังหลุมศพของภารดาท่านนั้นเพื่อวอนขออัศจรรย์ ทีแรกนายปาริซีโอก็ไม่ได้ปักใจเชื่อเรื่องที่ภรรยาเล่าในทันที แต่เมื่อคิดไปคิดมาว่าพวกเขาเองไม่มีอะไรจะต้องเสียอีก เขาก็บอกให้นางรีบจัดแจงตระเตรียมสิ่งต่าง ๆ เพื่อออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น เขายังบอกกับนางเอมิลีอาอีกว่า “เอมิลีอา การแสวงบุญครั้งนี้จะแก้ไขปัญหาของพวกเรา”

รุ่งขึ้นเมื่อทุกอย่างถูกตระเตรียมพร้อมสรรพสำหรับการเดินทาง นายปาริซีโอ นางเอมิลีอา และท่านที่ถูกซ่อนเร้นใบหน้าอยู่ภายใต้ผ้าคลุมศีรษะผืนหนาเหมือนคราวที่ถูกพามา จึงได้ออกเดินทางข้ามเทือกเขาอัปเปนนินีที่ทอดยาวตั้งแต่ตอนเหนืองมาถึงตอนใต้ของอิตาลีเพื่อมุ่งไปยังเมืองกิตตา ดิ กัสติลโลพร้อมด้วยทหารอารักขา 12 นาย การเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาไม่นาน และเมื่อทั้งสามเดินทางมาถึงที่หมาย นายปาริซีโอได้เลือกพักในโรงแรงที่ดีที่สุด บริเวณชั้นนอกของเมืองใกล้ประตู และในขณะที่ปล่อยให้ภรรยาและธิดาพักผ่อนในโรงแรม เขาก็ใช้โอกาสนั้นออกตระเวนไปทั่วเมือง เพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องวัดนักบุญฟรังเชสโกและเรื่องภารดายาโกโมว่าเป็นเรื่องจริงเท็จเพียงไหน และแม้จะหัวเสียอยู่บ้างที่ทราบว่าภารดายาโกโมเสียชีวิตไปแล้ว เขาก็ได้กลับมาแจ้งกับท่านว่า “พรุ่งนี้แม่ของเจ้าและพ่อจะพาเจ้าไปที่วัดนักบุญฟรังเชสโก พวกเราจะไปแก้บาปและรับศีลก่อนที่จะมาสวดขอให้เจ้าหายดี พ่อต้องการให้เจ้าสวดขอให้เจ้าหายป่วยโดยสมบูรณ์อย่างสุดจิตสุดใจตั้งแต่คืนนี้ไปจนถึงพรุ่งนี้เช้า” ท่านเองก็รับปากบิดาของท่านว่า “แน่นอนค่ะ ท่านพ่อ สุดจิตสุดใจ”

พระแท่นในวัดนักบุญฟรังเชสโกที่เชื่อว่าสร้างโดยบุญราศียาโกโม 
เป็นร่องรอยเพียงไม่กี่อย่างของวัดหลังเก่า ภายหลังการบูรณะวัดในศตวรรษที่ 16

เมื่อเวลาล่วงถึงเช้าวันของถัดมา ทั้งสองจึงพาท่านเดินทางมาร่วมมิสซาที่วัดนักบุญฟรังเชสโก และได้พาท่านมาอยู่ต่อหน้าหลุมศพของภารดายาโกโม พร้อมได้กำชับให้ท่านสวดภาวนาวอนขออัศจรรย์ให้หายจากอาการพิกลพิการที่มีมาแต่กำเนิด และเมื่อเห็นท่านปฏิบัติดังนั้น นายปาริซีโอและนางเอมิลีอาที่ไม่ได้เป็นคริสตังใจศรัทธาอยู่แล้วเป็นทุนเดิมจึงได้ปล่อยท่านไว้ตามลำพังโดยไม่ได้ไปรีบศีลอภัยบาปและศีลมหาสนิทตามที่บอกกับท่าน นายปาริซีโอคิดกระหยิ่มในใจจากข้อมูลที่เขาได้สอบถามมาและได้อธิบายให้ภรรยาฟังว่า อย่างไรเสียพระเจ้าก็จะต้องทรงรับฟังคำภาวนาของท่าน เพราะขนาดคนไม่มีหัวนอนปลายเท้ายังได้รับอัศจรรย์จากพระเจ้าอาศัยคำเสนอวิงวอนของภารดาผู้นี้ แล้วนี่ธิดาของเขาเป็นถึงทายาทของผู้ดีมีตระกูล มีบรรดาศักดิ์ พระเจ้าจะไม่ทรงสดับฟังเป็นพิเศษเชียวหรือ เพียงแต่ต้องใช้เวลาเสียหน่อย ดังนั้นเขาและภรรยาจึงได้ออกไปเดินเที่ยวชมเมืองระหว่างรออัศจรรย์อย่างใจจดใจจ่ออีกครั้ง

แต่เมื่อเวลาผ่านไปการณ์ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ทั้งสองคิดไว้ เพราะในขณะที่ทั้งสองปรารถนาให้บุตรสาวสวดอ้อนวอนขออัศจรรย์เพียงอย่างเดียว แต่ด้วยวิญญาณที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาในการเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า ท่านจึงไม่เพียงขอวอนให้พระเจ้าทรงรักษาท่านให้หายเป็นปกติ แต่ยังได้ทูลขอให้ทุกสิ่งเป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ เพื่อว่าท่านจะได้ใช้ชีวิตร่วมแบกกางเขนไปพร้อมกับพระองค์จนถึงช่วงเวลาสุดท้ายอย่างมีความสุข และดูเหมือนว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าก็ทรงปรารถนาให้ท่านน้อมรับกางเขนนี้ต่อไป เพื่อเป็นแบบฉบับแก่โลกในทุกกาลสมัย ดังนั้นจึงไม่เกิดอัศจรรย์ใด ๆ ขึ้นกับท่านเหมือนที่เกิดขึ้นกับคนจำนวนมากที่เดินทางมาสวดภาวนายังสถานที่แห่งนี้

แผนที่เมืองกิตตา ดิ กัสติลโล เขียนในศตวรรษที่ 17

นายปาริซีโอและนางเอมิลีอาที่ต้องเผชิญกับความผิดหวังอีกครั้งเหมือนวันที่พวกเขาได้พบท่านครั้งแรกที่ปราสาทเมโตลา เมื่อทั้งสองกลับมาที่วัดนักบุญฟรังเชสโกและพบว่าธิดาในวัยแรกรุ่นยังคงพิกลพิการ และไม่อาจจะเป็นสง่าราศีให้กับตระกูล ซ้ำยังเป็นภาระต่อไปไม่รู้จบดังเดิม ดังนั้นทั้งสองจึงได้ตัดสินใจ ‘ทิ้ง’ ท่านไว้ที่นี่ตลอดไป และได้หันหลังเดินทางจากท่านกลับไปยังโรงแรมเพื่อเก็บข้าวของต่าง ๆ ก่อนที่จะเร่งออกเดินทางมุ่งสู่เมืองเมร์กาเตลโล โดยไม่เคยบอกกับท่านหรือกลับมารับท่านอีกเลย นี่เองจึงเป็นไปดังคำที่นายปาริซีโอบอกกับภรรยาก่อนออกเดินทาง ว่าการเดินทางครั้งนี้จะจบปัญหาของพวกเขาลง  (นักเขียนชีวประวัติของท่านในยุคใหม่ได้แก้ต่างในเรื่องนี้ว่า บางทีทั้งสองอาจไม่ได้ตั้งใจทิ้งท่านไว้ เพียงแต่ทั้งสองอาจเพียงมุ่งฝากท่านไว้ที่อารามสักแห่งในเมือง แล้วค่อยมารับกลับเมื่อสถานการณ์ต่าง ๆ ดีขึ้นจากการมีสงครามเป็นระยะ ๆ เพียงแต่ในท้ายที่สุดทั้งสองอาจเสียชีวิตลงก่อนที่จะได้ทำเช่นนั้น)

เมื่อบิดามารดาท่านจากไปอย่างเงียบ ๆ ท่านยังคงเฝ้าสวดภาวนาตามคำสั่งของบิดาจนพลบค่ำ โดยไม่รู้ว่าบัดนี้ท่านได้ถูกทิ้งจากผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดามารดาไปเสียแล้ว ท่านจึงถูกคนดูแลวัดไล่ออกมาอยู่ด้านนอกเพื่อเขาจะได้ปิดวัด ท่านที่ไม่อาจจะไปไหนได้เพราะดวงตาที่มืดบอด จึงต้องอาศัยนอนอยู่ที่หน้าประตูวัดนักบุญฟรังเชสโก จนรุ่งสางเมื่อขอทานเจ้าถิ่นชื่อ ‘โรแบร์โต’ และ ‘เอเลนา’ เดินทางมาเพื่อประจำที่ขอทานของทั้งสอง พวกเขาก็ได้พบกับท่าน ทีแรกทั้งสองคิดว่าท่านเป็นขอทานต่างถิ่นที่จะมาแย่งที่ขอทานของพวกเขา จึงรีบตรงปรี่เข้าไปหมายจะเอาเรื่อง แต่เมื่อเห็นว่าเสื้อผ้าที่ท่านสวมไม่ใช่เสื้อผ้าของคนธรรมดา รวมถึงได้ฟังเรื่องราวของท่านทั้งสองก็ต่างเห็นอกเห็นใจ และเห็นช่องทางที่จะได้เงินจากการพาท่านไปส่งคืนได้ สองขอทานจึงได้ช่วยกันพาท่านเดินทางไปที่โรงแรงที่ท่านพักกับบิดามารดา ฝั่งเจ้าของโรงแรมก็ได้แจ้งให้ท่านทราบว่าบิดามารดาของท่านได้ออกเดินทางไปตั้งแต่เมื่อวาน และให้ท่านไปลองถามทหารยามที่ประตูเมืองอีกที ท่านจึงได้เดินทางไปยังประตูเมืองและได้ทราบว่าบิดามารดาของท่านได้เดินทางกลับไปแล้วอย่างที่เจ้าของโรงแรมแจ้งทุกประการ

เมืองกิตตา ดิ กัสติลโล

“พระเจ้าทรงซื่อสัตย์ พระองค์จะไม่ทรงอนุญาตให้ท่านถูกผจญเกินกำลังของท่าน” (1 โครินธ์ 10:13) เมื่อได้ทราบเช่นนี้แล้ว ความโทรมนัสย์ไม่น้อยก็ถาโถมเข้ามายังดวงใจน้อย ๆ ของท่าน ท่านที่ไร้ที่พึ่งโดยสมบูรณ์ได้หันหน้าเข้าหาพระเจ้า ผู้เป็นบิดาแท้ของท่าน ทูลพระองค์ด้วยคำภาวนาซื่อ ๆ เพื่อวอนขอคำแนะนำในหนทางข้างหน้า และด้วยความไว้วางใจในการทรงนำของพระองค์ เหมือนเด็กเล็ก ๆ วางใจในบิดามารดาของตน ท่านจึงได้เริ่มชีวิตใหม่ที่ไร้เงาบิดามารดาอย่างกล้าหาญ ไม่เพียงเท่านั้นดังเช่นที่ผ่าน ๆ มาแม้จะได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมจากบุคคลที่ได้ชื่อว่าบิดามารดา ท่านก็ไม่ได้โกธรเคืองทั้งสองและยังคงเคารพรักทั้งสองเสมอ ทั้งรู้ดีว่าทั้งสองนั้นหลาดกลัวการมีอยู่ของท่านในฐานะทายาทเพียงใด ดังนั้นเมื่อต้องเริ่มชีวิตใหม่ที่เมืองกิตตา ดิ กัสติลโล ท่านจึงไม่เคยเอ่ยถึงชาติตระกูลของท่านให้ใครได้รับรู้อีกเลย

สองขอทานโรแบร์โตและเอเลนาเมื่อทราบว่าถูกบิดามารดาทอดทิ้งอย่างไม่ใยดี ด้วยความสงสารจึงถามท่านว่า ท่านพอจะมีเงินติดตัว หรือมิตรสหาย หรือทำงานอะไรในเมืองแห่งนี้ได้บ้าง ท่านเองที่ชีวิตเกือบทั้งหมดถูกขังอยู่ภายในห้องเล็ก ๆ จึงตอบว่าท่านไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาถามถึงเลย ดังนั้นสองขอทานจึงได้สอนให้ท่านเริ่มเป็น ‘ขอทาน’ เพื่อว่านอกจากมีข้าวกินประทังชีวิต อย่างน้อยที่สุดหากเกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับท่านที่ทุพพลภาพเป็นทุนเดิม บรรดาขอทานในเมืองจะได้คอยช่วยเหลือท่านได้ ทั้งสองแนะนำถนนเส้นต่าง ๆ ในตัวเมือง แหล่งน้ำที่ใช้ดื่มและอาบ รวมถึงบริเวณประตูเมืองที่ท่านสามารถหลบไปนอนได้ในตอนกลางคืน โดยที่จะไม่โดนทหารยามเข้าจับกุม นี่เองจึงเป็นจุดเริ่มของชีวิตที่เป็นอิสระจากห้องขังเล็ก ๆ ของท่าน ในฐานะขอทานแห่งเมืองกิตตา ดิ กัสติลโล โดยมีสองขอทานและขอทานคนอื่น ๆ เป็นสหายคอยช่วยเหลือกันดุจครอบครัว


แม้ชีวิตดูจะพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือในแง่ของการใช้ชีวิตประจำวัน ท่านยังคงมีใจร่าเริง มีความเชื่อ และสันติอยู่ภายในตัวของท่านอยู่เสมอ เคล็ดลับที่ทำให้ท่านสามารถปฏิบัติเช่นนี้ได้ อาจพบได้ในเรื่องเล่าในฤดูหนาวแรกที่ท่านเริ่มเป็นขอทาน เวลานั้นนางเอเลนาที่เห็นว่าบริเวรประตูที่ท่านอาศัยหลับนอนไม่สามารถกันความหนาวเย็น ได้ขอพาท่านมาพักหลบหนาวที่คอกม้าของช่างไม้ชื่อเปียโตร ซึ่งเขาก็มีใจเมตตาให้เธอและท่านอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนั้นได้ตามสบาย ท่านที่เอ่ยขอบคุณทั้งสองในความกรุณา ได้แสดงความรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยถึงวิถีทางอันน่ามหัศจรรย์ของพระเจ้าที่ทรงอนุญาตให้ท่านมีพักพิงเหมือนดังพระบุตรของพระองค์ให้กับนางเอเลนาฟัง จนนางเอเลนาถึงกับไปเป็นถึงความคิดของท่าน นอกจากนี้ท่านยังได้อธิบายให้นางฟังอีกว่า “เพื่อนรัก หากเธอได้ลองเพียงสัมผัสความรักพระเจ้าผู้ทรงกระหายที่จะรักแม้แต่คนจร เธอก็ได้พบสันติและความสุข” จากเหตุการณ์นี้ได้แสดงให้เห็นความลับที่ทำให้ท่านยังคงมีจิตใจที่เข้มแข็ง มีความสุข สันติ และเปี่ยมไปด้วยความหวังเสมอ นั่นคือการตระหนักถึงความรักที่พระเจ้ามีต่อท่าน และการนำประสบการณ์ของตนเองเข้าทาบเทียบกับพระองค์ อันเป็นสิ่งที่ท่านปฏิบัติมาตลอดตั้งแต่ถูกพาไปเลี้ยงไว้ที่ห้องข้างวัด

อาจกล่าวได้ว่าในทัศนะของท่าน ท่านไม่ได้มองว่าความพิกลพิการที่ตนได้มาแต่กำเนิด รวมถึงเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเป็นการลงโทษของพระเจ้า ตรงกันข้ามท่านเข้าใจดีว่าอาศัยความทุกข์ทรมานต่าง ๆ ได้ทำให้ ‘ความรักต่อพระเจ้า’ ในตัวของท่านบริสุทธิ์และลุ่มลึกมากขึ้น รวมถึงทำให้ท่านได้ใกล้ชิดกับองค์พระเยซูเจ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ อันเป็นทางนำไปสู่ความครบครันของวิญญาณ ดังนั้นท่านจึงไม่เคยบ่นว่าต่อสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านประสบ ตรงกันข้ามท่านได้น้อมรับมันด้วยความเชื่ออย่างสุดหัวใจ และอาศัยประสบการณ์ความทุกข์ยากที่ท่านพบเจอ ไม่ได้ทำให้ท่านใช้มันเป็นข้ออ้างในการหาประโยชน์หรือกอบโกยโอกาสทางโลก ตรงกันข้ามประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ท่านเรียนรู้ที่จะเปิดหัวใจดวงน้อย ๆ ของท่านให้กับทุกคนที่เผชิญกับปัญหาอย่างไม่ปิดกั้น โดยเฉพาะคนที่ประสบปัญหาหนักกว่าท่าน เราอาจจินตนาการได้ว่าท่านค้นพบวิธีที่จะรัก ด้วยการค้นพบพระเจ้าในตัวเขาเหล่านั้นอย่างเดียวกับที่ท่านทำต่อบิดามารดา


ด้วยลักษณะที่ผิดแปลกไปจากขอทานคนอื่น ๆ ทำให้คนที่ไม่มีฐานะมากในเมืองหลายคน มักพาท่านมาพักที่บ้านของพวกเขาตามความสามารถของพวกเขาจะเอื้อด้วยความรักใคร่เอ็นดู และเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่บ้านทุกหลังซึ่งอ้าแขนต้อนรับท่านต่างได้พบ ‘ความเปลี่ยนแปลง’ ดังที่ผู้เขียนชีวประวัติของท่านรายหนึ่งได้พรรณนาว่า “มารีโอคนทำขนมปังและภรรยาของเขาไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากมีเรื่องทะเลาะกันมาทั้งชีวิต เดี๋ยวนี้พวกเขาต่างอยู่ด้วยกันด้วยความอดทน ส่วนเปียโตรช่างก่ออิฐและภรรยาผู้ต้องทนทุกข์จากเรื่องร้าย ๆ มาตลอด เดี๋ยวนี้พวกเขาก็อยู่ในสันติและมองโลกในแง่ดีขึ้น บางบ้านที่มีปัญหาระหองระแหงกับเพื่อนบ้าน เดี๋ยวนี้พวกเขาก็กลับมาเข้าใจกันดี บางบ้านห่างวัดห่างวา เดี๋ยวนี้ก็กลับมานั่งคิดจริงจังถึงความรอดนิรันดร์ของพวกเขา ส่วนครอบครัวที่ยากไร้ พวกเขาก็พบคุณค่าความหมายของชีวิตที่พวกเขาเป็นอยู่” ความเปลี่ยนแปลงอันน่ามหัศจรรย์ภายในบ้านที่ต้อนรับท่านนี้ เราไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ามาจากชีวิตอันน่าพิศวงของท่านที่พวกเขาผู้อ้าแขนต้อนรับท่านได้ประจักษ์ด้วยตาเนื้อ หรือเป็นผลของคำภาวนาของท่านต่อพระเจ้าให้ทรงตอบแทนบรรดาครอบครัวที่มีใจเมตตาเหล่านี้กันแน่...

ชีวิตของท่านนักบุญมาร์เกอริตายังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ ในตอนต่อไปเมื่อมุกเม็ดงามได้รับการอ้าแขนต้อนรับให้เข้าเป็นนักพรต แต่ดูเหมือนว่าทางของท่านที่สูงกว่าทางของนักพรตคนอื่น ๆ กำลังจะสร้างปัญหาให้กับท่าน ชีวิตของท่านจะเป็นอย่างไรในอารามเมืองกิตตา ดิ กัสติลโล นี่จะเป็นกางเขนใหม่หรือกางเขนสุดท้ายของท่านกันแน่ มีความลำบากใดอีกบ้างที่มุกเม็ดงามนี้ต้องพบเจอก่อน ก่อนจะถึงวันนี้วันที่พระศาสนจักรสากลได้ยกย่องมุกเม็ดนี้ไว้ในฐานะอันศักดิ์สิทธิ์ ติดตามต่อใน 'มาร์เกอริตา' มุกงามของพระ ตอนจบ (คลิกที่ลิ้งค์ได้เลย)


“ข้าแต่ท่านนักบุญมาร์เกอริตา แห่ง กิตตา ดิ กัสเตลโล ช่วยวิงวอนเทอญ”

รายการอ้างอิง
http://www.causesanti.va/it/santi-e-beati/margherita-di-citta-di-castello.html
http://conoscendo.altervista.org/primo-articolo/?doing_wp_cron=1642416331.0312769412994384765625
https://www.op.org/st-margaret-of-citta-di-castello/biography-of-st-margaret-of-citta-di-castello/
http://prieststuff.blogspot.com/2011/02/blessed-margaret-of-castello-patroness.html
https://catholicism.org/blessed-margaret-castello.html
https://www.afcmmedia.org/Mystical-04.html
https://www.beatamargheritadellametola.it/
http://www.santiebeati.it/dettaglio/90763
https://messaggerosantantonio.it/content/margherita-da-citta-di-castello-finalmente-santa
https://en.wikipedia.org/wiki/Margaret_of_Castello

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...