วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559

มะลิน้อยแห่งแดนภารตะ "มารีอัม เทรเซีย" ตอน 3


นักบุญมารีอัม เทรเซีย
St. Mariam Thresia
ฉลองในวันที่ : 6 มิถุนายน


การหมั้นหมายฝ่ายจิต

ดั่งที่เรารู้ ๆ กันดี ว่าก่อนที่จะเข้าพิธีมงคลสมรส ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่บ่าวสาวที่มีใจสมัครักใคร่ ก็ต้องหมั้นหมายกันไว้ก่อน องค์พระเยซูเจ้าเองก็ทรงหมั้นหมายท่านไว้เป็นของพระองค์เช่นกัน โดยพระองค์ทรงหมั้นท่านไว้ในคืนหนึ่ง ในปี ค.. 1905 เมื่อท่านมีวัยได้ 29 ปี ในคราวนั้นพระองค์ทรงตรัสอย่างยิ้มแย้มกับท่านว่า ให้เราสวมแหวนวงนี้ที่นิ้วของลูกเถิด  พร้อมยื่นแหวนในพระหัตถ์ออกมา ฝั่งท่านก็ได้แต่นิ่งเงียบไม่ได้แสดงท่าทีอันใด

หลังจากนั้นเวลาล่วงเลยมา กระทั่งท่านตื่นนอนในคืนหนึ่ง ท่านก็พบว่าที่นิ้วของท่านมีแหวนวงหนึ่งประดับประดาด้วยหินอันมีค่า ท่านจึงเร่งนำความนี้ไปเล่าให้คุณพ่อวิญญาณของท่านฟัง หลังจากนั้นวันหนึ่งแม่พระทรงเผยแก่ท่าน ว่าเป็นพระเป็นเจ้าเองที่ทรงสวมแหวนวงนี้ให้ท่าน และมันไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับของขวัญเช่นนี้ แต่ถึงจะรู้ดังนี้แล้วก็ตาม ท่านก็ยังรู้สึกเขินอายที่จะสวมมันอยู่ดี

อีกครั้งในค่ำคืนของวันที่ 16 กันยายน ปีหนึ่ง พระเยซูเจ้าก็ทรงเสด็จมาหาท่านอีกครั้ง คราวนี้พระองค์ทรงถอดแหวนวงเดิมจากนิ้วของท่าน แล้วสวมท่านอีกรอบ หลังจากนั้นในค่ำคืนอีกคราหนึ่ง พระองค์ก็ทรงแสดงให้ท่านเห็นแหวนทองวงหนึ่งให้ท่านเห็น พลางตรัสถามว่าท่านอยากได้มันไหม แล้วแต่พระองค์จะทรงพระกรุณา พระเจ้าข้า ท่านจึงทูลตอบ เราจะมอบมันแก่ลูกในอนาคต พระองค์ตรัสตอบเจ้าสาวของพระองค์


รอยแผลศักดิ์สิทธิ์

ในปี ค..1905 ด้วยวัย 28 ปี ท่านเริ่มได้รับรอยแผลศักดิ์สิทธิ์เป็นครั้งแรก แต่เป็นลักษณะของรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็น โดยแม่พระได้ตรัสผ่านท่านระหว่างท่านอยู่สภาวะฌานพระมหาทรมานกับคุณพ่อวิทยาทิลในครั้งแรกที่มาพบท่านถูกตรึงว่า อย่าได้กลัวต่อสิ่งที่ได้เห็นเลย นี่คือรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานแก่เธอ มันจะเริ่มตั้งแต่บ่ายวันศุกร์และจะจบลงในเวลาเที่ยงคืน สิ่งนี้จะเกิดในระหว่างเทศกาลมหาพรตเช่นเดียวกัน

บาดแผลของท่านเกิดในหลายวาระโอกาส และลักษณะรอยแผลของท่าน บางครั้งก็มีหยดเลือดไหลออกมาจากบาดแผล แต่บางครั้งก็มีแต่เพียงรอยแผล คุณพ่อวิทยาทิล คือ หนึ่งในบรรดาพยานที่ได้เห็น คุณพ่อบันทึกว่า เมื่อวันพุธที่ 27 มกราคม ค..1909 ในเวลารำพึงหลังเที่ยงคืน พระเยซูเจ้าก็ทรงประทานรอยแผลทั้งห้าของพระองค์ที่มองเห็นได้ให้แก่เธอ บาดแผลปรากฏบนมือและเท้าทั้งสองและสีข้าง ที่มือและขาดูราวกับถูกตรอกตรึง และที่สีข้างก็เหมือนถูกแทงด้วยหอก ตะปูหนึ่งดอกจากมือของเธอล่วงลงมา และเธอก็ได้แสดงมันให้คุณพ่อวิญญาณของเธอเห็น ตะปูบนขายังคงอยู่ทั้งคู่ บางเวลาก็มีเลือดซึมออกมาจากบาดแผลเหล่านี้ ส่วนในเวลาอื่นก็มีเพียงรอยเลือดให้ได้เห็นเท่านั้น


และด้วยพระพรนี้เอง ก็ทำให้ทุกวันศุกร์ ผู้คนบริเวณที่ท่านอยู่ก็จะพากันมาอออยู่ที่บ้านของท่าน เพื่อว่าจะได้เห็นท่านลอย และถูกตรึงบนกำแพงดุจพระเยซูเจ้าถูกตรึงบนกางเขน ซึ่งพระพรนี้ก็ไม่เพียงเกิดที่บ้านของท่านเท่านั้น เพราะคราวหนึ่งขณะท่านเดินทางไปเยี่ยมบ้านคนรู้จักที่ธุระวูร์ ท่านก็เข้าสู่สภาวะฌานพระมหาทรมานอย่างกะทันหัน พยานที่อยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้นเล่าว่า ฉันขอเป็นพยานถึงความทรมานของเธอ อันเป็นการมีส่วนในพระมหารทานขององค์พระผู้เป็นเจ้า วันหนึ่งข้ารับใช้พระเจ้าได้มาที่บ้านของพวกเรา ขณะที่พวกเราทุกคนนั่งและพูดคุยกันอยู่นั้น เธอก็อยากที่จะล้มตัวลงนอน ขณะนั้นเป็นเวลาบ่าย ๆ ทันใดนั้นเองเธอก็เป็นลมหมดสติไป … พวกเรายิ่งตกใจขึ้นไปกว่านั้นอีก เมื่อพวกเราเห็นเสื้อคลุมบริเวณช่วงหน้าอกของเธอชุ่มไปด้วยเลือด ที่กลางฝ่ามือทั้งสองและเท้าเท่าที่มองเห็นได้ดูคล้ายกับถูกเจาะ แต่ไม่มีหยดเลือดไหลออกมาให้เห็น รอบ ๆ ศีรษะของเธอมีรอยหยดเลือดเป็นรูปมงกุฎ แต่กระนั้นก็ตามมันก็ไม่ได้ไหลย้อยลงมา เวลาผ่านไปได้สักระยะ เธอจึงฟื้นและได้ดื่มน้ำไปชามใหญ่ จากนั้นเธอจึงเปลี่ยนเสื้อที่เปื้อนเลือดของเธอ เธอดูเหมือนหมดแรง คุณพ่อของฉันได้รับเสื้อผ้านั้นไว้และเก็บไว้อย่างดี จนปัจจุบันมันก็ยังคงถูกเก็บอยู่ที่บ้านหลังนั้น

พระพรนี้ยังคงอยู่ตลอดชีวิตของท่าน ตราบจนถึงวาระสุดท้ายในชีวิตของท่าน และแม้จะเป็นที่รู้กันดีว่าท่านมีพระพรเช่นนี้ ท่านก็ปรารถนาที่จะซ่อนมันจากสายตาของคนอื่น ๆ ในเวลาปกติที่ท่านยังมีสติ เพราะท่านไม่ชอบให้ใครรู้ถึงพระหรรษทานพิเศษของท่าน ทำให้มีเพียงไม่กี่คนที่ได้เห็นรอยแผลของท่านชัด ๆ เต็ม ๆ ในตลอดชีวิตของท่าน แต่กระนั้นก็พอให้สรุปได้ว่า ในเวลาปกติบาดแผลของท่านนั้นจะดูเหมือนแผลที่หายแล้วโดยทั่ว ๆ ไป


การลอย

ในพระศาสนจักรพระพรเกี่ยวกับการลอยถือไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เพราะถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและได้รับการรับรองจากพระศาสนจักรมานานแล้ว ตัวอย่างผู้ที่ได้รับการรับรองก็เช่น นักบุญยูเซปเป แห่ง กูเปร์ตีโน พระสงฆ์คณะภารดาน้อยกอนเวนทัวลี ชาวอิตาลี , นักบุญมาเรียม แห่ง พระเยซูเจ้าถูกตรึงกางเขน ชีลับชาวปาเลสไตน์ ผู้ได้รับรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ และนักบุญคุณพ่อปีโอ พระสงฆ์ชาวอิตาลีผู้โด่งดัง เช่นนั้นเองปรากฏการลอยของท่านจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อันใด แต่มันมีลักษณะที่พิเศษและต่างออกไป

กล่าวคือโดยปกติแล้วบุคคลที่มีโอกาสได้เข้าร่วมกับพระเยซูเจ้าในการตรึงกางเขน โดยปกติจะเพียงแค่มีรอยแผลต่าง ๆ ปรากฏชัดขึ้น แล้วทำท่าเหมือนถูกตอกตรึงบนพื้นหรือเตียง แต่สำหรับท่านนั้น เมื่อท่านได้มีโอกาสร่วมในการตรึงกางเขน ร่างของท่านจะลอยขึ้นไปตรึงอยู่บนผนังของบ้านสูงจากพื้นไม่กี่ฟุต แล้วปรากฏมีเลือดไหลออกมาจากบริเวณรอยแผลที่มือ เท้า และศีรษะ ในวันศุกร์

มีพยานหลายคนที่เห็นเหตุการณ์นี้ ดั่งที่ได้กล่าวไปแล้วในหัวข้อรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งหนึ่งในนั้น ก็คือคุณพ่อวิทยาทิล ที่เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม ค..1906 เธอไม่ดื่มอะไรเลยนอกเสียจากน้ำเปล่า ในวันศุกร์ ตั้งแต่เวลาบ่ายสามโมง อาการปวดก็ทวีขึ้นตลอดร่างกายของเธอ จนเมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป เธอก็จะตรึงอยู่บนผนังในสภาพที่ขาไม่แตะฟื้น และมือเหยียดออก เธอรู้สึกได้ว่ามือและขาของเธอถูกตอกตรึง และมีเลือดไหลซึมออกมาจากพวกมัน เวลาเดียวกันก็รู้สึกว่าเส้นประสาทขดงอ และอาการปวดอย่างปัจจุบันทันด่วน


การตรึงกางเขน

ท่านเคยบอกกับคุณพ่อวิทยาทิล ในบ่ายวันศุกร์ช่วงมหาพรต ที่คุณพ่อแวะมาหาว่า พระเยซูเจ้าพร้อมทูตสวรรค์ถือตะปูและค้อนอยู่ในห้องของท่าน หลังจากนั้นทูตสวรรค์จึงเอาตะปูนั้นมาตรึงมือและเท้าของท่านไว้ จนเส้นประสาทต่าง ๆ ของท่านตึง และหัวใจของท่านก็ถูกแทง  

มีผู้คนเป็นจำนวนมากเป็นพยานถึงปรากฏการณ์นี้ มีทั้งฆราวาส นักบวช และพระสงฆ์ พยานคนหนึ่งได้ให้การในการกระบวนการสอบสวนฯว่า แม่ของฉันได้เล่าเหตุการณ์ที่ท่านเห็นให้ฉันฟัง ขณะที่ข้ารับใช้พระเจ้าอายุได้ 25 ปี แม่ของฉันก็ได้เดินทางไปเยี่ยมท่าน ในครั้งนั้นแม่ของฉันก็พบท่านนอนนิ่งอยู่บนเตียง มีทั้งสองจับขอบเตียงแน่น ท่านนอนคว่ำหน้าอยู่ แม่ของฉันจึงเข้าไปเขย่าตัวเธอ แต่ก็เปล่าประโยชน์ ท่าน(แม่ของพยาน)ไม่สามารถจะขยับมือที่กำนั้นได้


อีกคนที่ได้เป็นพยานถึงเหตุการณ์นี้ก็คือ ฯพณฯ จอห์น เมเนเชรี และคณะซิสเตอร์จากอารามพระหฤทัยพระเยซูเจ้า โดยเหตุการณ์มีดังนี้ วันหนึ่งในตอนสายๆ ฯพณฯ จอห์น เมเนเชรี พระสังฆราชแห่งทริชชูร์ ก็เดินทางมายังอารามพระหฤทัยพระเยซูเจ้า ท่านบอกกับเราว่าเทรเซีย มันคิดิยันจะเข้าสู่สภาวะฌานทุก ๆ วันศุกร์ และที่ตรงมือและเท้าของเธอจะสามารถเห็นรอยตะปูได้ชัดเจน ท่านถามว่าพวกเราอยากเห็นมันไหม หลังจากท่านก็บอกให้พวกซิสเตอร์พาบรรดานวกะไปด้วยเมื่อจะไป ดังนั้นเองพวกเราจึงเดินทางไปยังอารามที่โอลลูร์ พวกเราบางคนก็เดินเท้า บางคนก็นั่งเกวียนไป ซิสเตอร์สูงอายุเป็นคนเดินทางไปก่อน หลังจากนั้นจึงเป็นพวกเรา จึงไม่เหลือใครอยู่ที่อารามเลย 

เมื่อเราไปถึงที่หมาย พวกเราก็พบกับเทรเซียกำลังกางแขนออก มืออยู่ระดับศีรษะบนผนังประดุจหนึ่งถูกตรึงไว้ เท้าของเธอวางซ้อนกัน เหมือนถูกตรึง พวกเราไม่ได้มองเห็นตะปูชัด ๆ มีเลือดนิดหน่อยไหลซึมออกมาจากฝ่ามือไปข้อมือและจากเท้า พวกเราพยายามยกหรือขยับมือและขาของเธอช้า ๆ แต่พวกมันก็ไม่ขยับ เทรเซียครางเล็กน้อยเหมือนมีอาการเจ็บปวด ก้อนเลือดเห็นได้ที่พวกมัน และที่รอบศีรษะของเธอ เหมือนถูกสวมมงกุฎหนาม มีเลือดไหลออกมาเพียงเล็กน้อยบริเวณหน้าผาก ตาของเธอปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง

พันธกิจเพื่อคนบาป


วันหนึ่งพระสวามีเจ้าได้ทรงเชื้อเชิญให้ท่านมีส่วนร่วมในพระมหาทรมานของพระองค์ โดยการที่พระองค์ได้ทรงประจักษ์มาหาท่านในสภาพพระวรกายเต็มไปด้วยบาดแผล พระองค์ทรงแบกกางเขนมา และขอให้ท่านมีส่วนร่วมในพระมหาทรมานของพระองค์สำหรับความผิดบาปของมนุษย์ นี่เองจึงเป็นคำเชื้อเชิญของเจ้าบ่าวผู้ทุกข์ทรมานให้คู่สมรสของพระองค์ตรึงตัวไว้เพื่อทุก ๆ คน เช่นนั้นเองด้วยการมอบหมายของพระเยซูเจ้าและคำแนะนำของแม่พระ ภารกิจเป็นยัญบูชาของท่านจึงได้เริ่มขึ้น 

เริ่มจากการประจักษ์มาของแม่พระในวันหนึ่ง วันธรรมดา ๆ ที่พระมารดาทรงร้องขอ ให้ท่านสวดภาวนาเพื่อคนบาปคนหนึ่งที่ได้ละทิ้งความเชื่อไป ท่านเองที่เวลานั้นยังไม่เข้าใจอะไรมากนัก ก็เริ่มสวดภาวนาตามที่พระนางขอ และหลังจากนั้นอีกโอกาสหนึ่ง พระนางก็ทรงขอให้ท่านสวดเป็นพิเศษเพื่อการกลับใจของคนบาปอีก ซึ่งท่านเองก็น้อมรับและสวดอย่างร้อน


และเพียงไม่กี่วันถัดมา ในเวลาประมาณเที่ยงคืน ประตูบ้านพักของคุณพ่อก็ถูกเคาะรัวโดยชายคนหนึ่งที่พึ่งวิ่งมาจากบ้านของคนบาปคนหนึ่ง เพื่อแจ้งแก่คุณพ่อว่าชายที่นอนป่วยอยู่ที่บ้านต้องการรับการโปรดศีลอภัยบาปและศีลเจิมคนไข้ ดังนั้นคุณพ่อจึงรีบไปที่นั่นพร้อมโปรดศีลอภัยบาปให้เขาและสัญญาว่าจะนำศีลมหาสนิทมาให้เขาในวันรุ่งขึ้น เวลาล่วงผ่านมาจนถึงเช้าวันต่อมา คุณพ่อท่านนั้นก็รีบเชิญศีลมหาสนิทมาให้ชายผู้นั้นอย่างเร่งด่วน แต่เมื่อคุณพ่อจะส่งศีลให้ เขาก็หมดสติไปและพูดขึ้นว่า ผมพินาศแล้ว ห้องนี้เต็มไปด้วยไฟ คุณพ่อจึงตัดสินใจหยุดทรงศีล และนำแผ่นศีลวางไว้ที่โต๊ะ ก่อนจะขอให้ทุกคนคุกเข่าลงและสวดภาวนาเพื่อคนป่วย ทุกคนจึงเริ่มสวดสายประคำ ท่านเองก็สวดภาวนาด้วยเช่นกัน จนกระทั่งเที่ยงของวันถัดมาเขาจึงฟื้น

ฝั่งเจ้าปีศาจร้ายเมื่อรู้ว่ามันได้เสียดวงวิญญาณไปในเวลาเที่ยงแล้ว ในตอนบ่ายของวันนั้นมันจึงพากันมาลงมือทำร้ายอย่างโกธรเกี้ยว แม่พระได้แจ้งแก่คุณพ่อวิทยาทิลว่า คุณพ่อ พวกปีศาจมันบ้าคลั่งไปด้วยความโกธร และได้ทำร้ายเทรเซียจนบาดเจ็บ มีเลือดมากมายไหลซึมจากร่างกายของเธอ และเธอเองก็หวาดกลัวมากทีเดียว แผลหนึ่งยาวถึงเก้านิ้วและแม่ก็ได้รักษาให้หายแล้ว


นอกเหนือจากนั้น มีอีกครั้งหนึ่งที่พระเจ้าได้ทรงประทานพระพรแห่งความหยั่งรู้สถานะวิญญาณให้กลับท่าน เมื่อมีสตรีนางหนึ่งเข้ามาในห้อง ซึ่งท่านกำลังรับทุกข์ทรมานอยู่ ท่านก็ได้กลิ่นเน่าเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว และเมื่อมองไปที่ใบหน้าของสตรีนั้น ท่านก็พบว่าเธอมีใบหน้าที่ดูสลดหดหู่ ท่านจึงถามออกไปว่าทำไมเธอถึงดูเศร้าใจนัก สตรีนั้นก็เล่าว่า เธอได้ปกปิดบาปประการในระหว่างการแก้บาป ท่านจึงให้คำแนะนำฝ่ายจิตแก่เธอ แต่เธอก็ไม่กล้าไปแก้บาปนั้น ทั้งยังฝืนจะไปรับศีลมหาสนิท ท่านจึงค้านเธอไม่ให้ไปรับศีล จนท้ายที่สุดสตรีนั้นจึงตำหนิท่านอย่างรุนแรงด้วยความโกธร

ฝั่งท่านที่เห็นว่ารั้งไปก็เปล่าประโยชน์ จึงเลือกที่จะน้อมรับความทุกข์นี้อย่างเงียบ ๆ และสวดพร้อมพลีกรรมให้เธอ จนที่สุดแล้วสตรีนั้นจึงกลับใจและได้ไปแก้บาปอย่างดีในที่สุด และก็ด้วยพระพรเหล่านี้เอง ท่านจึงให้ความสนใจเป็นพิเศษกับการเตรียมผู้จะไปรับศีลอภัยบาปและรับศีลมหาสนิท และการแนะนำเรื่องสัตบุรุษการรับศลีฝ่ายจิตเป็นครั้งคราวไป

พันธกิจเพื่อวิญญาณที่ใกล้จะตาย


แม่พระทรงเป็นคนที่คอยส่งท่านไปให้คนที่ใกล้จะตายเพื่อปลอบประโลม เป็นกำลังใจให้และภาวนาเพื่อการจากไปอย่างสงบของพวกเขาอยู่เสมอ พระนางขอให้ท่านเดินทางไปหาคนใกล้ตายทุกคนในหมู่บ้าน และทรงเผยเรื่องนี้แก่คุณพ่อวิญญาณของท่าน  คุณพ่อวิทยาทิลจึงทูลถามพระนางว่าท่านจะไม่ถูกพวกปีศาจทำร้ายหรือรบกวนระหว่างทาง พระนางจึงเผยแก่คุณพ่อว่า หากท่านไปด้วยจุดประสงค์นี้ ท่านก็ไม่มีอะไรต้องกลัว

เช่นคราวหนึ่งพระนางทรงขอให้ท่านเดินทางไปหาชายชื่อ ยาก๊อบ ผู้อาศัยอยู่ที่ตำบลคูซิคคัททุสเสรี ซึ่งกำลังป่วย ณ ที่นั่นท่านได้เห็นปีศาจร้ายยืนอยู่ใกล้ศีรษะของเขา และกำลังชักนำวิญญาณของเขาให้สิ้นหวังต่อการไปสวรรค์ ท่านจึงเร่งสวดให้เขา และได้ขอให้เขาดื่มน้ำมะพร้าวที่ท่านซื้อมา หลังจากนั้นท่านจึงเดินทางกลับบ้าน และสวดภาวนาให้เขาต่อ กระทั่งไม่กี่วันถัดมา ยาก๊อบก็สิ้นใจ แม่พระได้เผยให้ท่านรู้ว่าก่อนเขาจะสิ้นใจ เขาได้กลับใจแล้ว


อีกครั้งหนึ่ง ต่างกันที่คราวนี้เป็นคุณพ่อวิญญาณรักษ์ของท่านเอง ที่สั่งให้ท่านไปหาสตรีนางหนึ่งที่กำลังป่วยด้วยโรคร้าย เพื่อปลอบประโลมและให้ความหวังแก่เธอ ท่านก็เร่งปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และก็เช่นเดียวกันกับกรณีของยาก็อบ เมื่อท่านไปถึงบ้านของเธอ ท่านก็เห็นปีศาจกำลังชักนำวิญญาณของเธอให้สิ้นหวัง ด้วยการเตือนเธอถึงชีวิตบาปของเธอ ส่วนทูตสวรรค์ก็พยายามให้คำแนะนำที่ดีของเธอ แต่ด้วยกลัวบิดาจะตำหนิว่ากลับบ้านช้า ท่านจึงได้ด่วนกลับบ้านไปพร้อมๆกับความหวังว่าจะกลับมาเยี่ยมเธออีกครั้ง แต่อนิจจา… ความคิดนี้ไม่อาจจะเป็นจริงได้ เพราะสตรีนั้นได้สิ้นใจภายในวันนั้นเอง

เย็นวันเดียวกันขณะท่านตกอยู่ในภวังค์ แม่พระก็ทรงตรัสกับคุณพ่อวิทยาทิลว่า ลูกไม่ได้ดุและตำหนิเธอให้มากพอ นั่นแหลเหตุผลที่เธอไม่ได้ไปในที่ที่เธอได้รับคำขอให้ไป หลังจากเห็นคนป่วยนอนอย่างหมดหวัง เธอก็กลับบ้านพร้อมคิดว่าจะกลับมาเร็ว ๆ นี้ แต่เธอก็ไม่ได้กลับไปเพราะความกลัว คุณพ่อจึงถามต่อว่าวิญญาณดวงนั้นได้รับความรอดไหม แม่พระก็ตรัสต่อว่า ลูกจะรู้ผ่านเธอเอง ก่อนทรงอวยพรคุณพ่อพร้อมตรัสว่า แม่ไปละ ฝั่งท่านเวลาเดียวกันจึงฟื้นคืนสติ ส่วนคุณพ่อวิทยาทิลก็มิได้พูดอะไรกับท่าน ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อกี้ และได้เดินทางกลับวัดในทันที


คืนต่อมาวิญญาณของสตรีนางนั้นก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าท่าน ร่างของวิญญาณอยู่ในเปลวไฟอันลุกโชน พูดกับทั้งน้ำตาว่า ฉันคือคนที่พึ่งตายไปเมื่อสองวันที่ผ่านมา ฉันพินาศไปตลอดกาลแล้ว แม้นเพียงหนูอยู่ใกล้ ๆ ฉันในเวลาสุดท้าย ฉันก็จะได้รับความรอดไปแล้ว ก่อนจะอันตรธานวับหายไป ทิ้งไว้แต่เพียงท่านที่เป็นทุกข์ใจเป็นยิ่งนัก ดังนั้นเองรุ่งขึ้น ท่านจึงไปเล่าเรื่องนี้ให้คุณพ่อวิทยาทิลฟัง ฝั่งคุณพ่อที่รู้เรื่องอยู่แล้วจึงตำหนิท่านอย่างรุนแรง ฝั่งท่านจึงบอกว่าที่ไม่ยอมไปก็เพราะท่านกลัวบิดาจะโกธรและจะเป็นการรบกวนทางบ้าน คุณพ่อวิทยาทิลจึงให้ข้อคิดกับท่านว่า ในโอกาสที่ท่านจะต้องปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า ไม่จำเป็นต้องกลัวใครหรือความคิดข้ออ้างตามประสาโลก 

พันธกิจเพื่อวิญญาณที่ในไฟชำระ

คุณพ่อวิทยาทิลบันทึกถึงจุดเริ่มต้น ความศรัทธาพิเศษต่อวิญญาณในไฟชำระ’ ของท่านว่า วันหนึ่งภายหลังทูตสวรรค์นำสนิทมาส่งให้ท่าน และเมื่อท่านรับแล้วน้อมตัวลงด้วยความสำนึกพระคุณ แม่พระก็ทรงประจักษ์มา และทรงพาท่านไปยังแดนผู้ตาย ณ ที่แห่งนั้น ท่านได้แลเห็นดวงวิญญาณมากมายกำลังเกลือกกลิ้งอยู่ในหลุมไฟ ซึ่งท่านก็สัมผัสได้ถึงความร้อนจากไฟเหล่านั้น แม่พระตรัสกับท่านว่า เทียบกับความทุกข์ทรมานของวิญญาณเหล่านี้แล้ว ความทุกข์ยากของลูกนั้นช่างเล็กน้อยนัก เช่นนั้นลูกไม่คิดจะช่วยพวกเขาเลยหรือ

ดังนั้นไม่เพียงแต่ฉุดรั้งวิญญาณที่กำลังจะไปนรกเท่านั้น ท่านจึงยังคอยช่วยเหลือบรรดาวิญญาณที่ติดในแดนชำระอีกด้วย โดยท่านทั้งสวด ทั้งทำพลีกรรม ทั้งร่วมมิสซา ทั้งปฏิบัติกิจการเมตตาต่าง ๆ และรับพระคุณการุณย์อย่างรุกร้อนไปด้วยความปรารถนาจะช่วยเหลือพวกเขา ในบางเวลาวิญญาณในไฟชำระบางดวงก็จะมาปรากฏแก่ท่าน เพื่อขอให้ท่านสวดให้พร้อมบอกว่าพวกเขาต้องติดอยู่ในไฟชำระ ปีบ้าง 25 ปีบ้าง 700 ปีบ้าง และภายหลังเมื่อท่านบวช ท่านก็มักย้ำสอนให้ซิสเตอร์ทุกคนสวดให้วิญญาณในไฟชำระเสมอ 
  
วิญญาณไฟชำระก็เหมือน ๆ เรามนุษย์โลก คือต้องการคำภาวนา และเมื่อได้คำภาวนาแล้วก็มักมาขอบคุณหรือตอบแทนผู้ช่วยเสมอ เช่นคราวหนึ่งวิญญาณดวงหนึ่งก็ได้ปรากฏมาหาท่านพร้อมกับแม่พระและทูตสวรรค์ วิญญาณนั้นกล่าวกับท่านว่า ขอบคุณนะสำหรับพระคุณการุณย์ที่เธอมอบให้ฉัน ฉันได้ออกจากไฟชำระและกำลังไปสวรรค์แล้วนะ ฉันน่ะถูกตัดสินให้อยู่ในไฟชำระตั้งแต่เจ็ดสิบปีที่แล้ว พูดเสร็จวิญญาณดวงนั้นก็ลอยขึ้นไปยังสวรรค์

แต่บางครั้งวิญญาณก็จะยังขอให้ทำสิ่งหนึ่งให้ เช่นการไกล่เกลี่ยและการไปแจ้งให้ครอบครัวของตนภาวนาให้ เป็นต้น ดั่งเช่นคราวหนึ่ง วิญญาณดวงหนึ่งซึ่งมีสภาพปวดร้ายได้ปรากฏมาท่าน วิญญาณดวงนั้นขอให้เธอไปบอกบิดาและน้องชายของเขาให้ขอมิสซาให้เขา พร้อมตรวจสอบบัญชีการเงินของเขา เพื่อจะได้ไปชำระหนี้สินต่างๆ เพื่อว่าระยะเวลาในไฟชำระของเขาจะลดลง ท่านจึงถามเขาว่าเป็นใคร วิญญาณนั้นจึงบอกกชื่อพร้อมที่อยู่ แล้วค่อยอันตรธานหายไป

ฝั่งท่านเมื่อทราบความต้องการนี้ ก็นำเรื่องไปแจ้งให้คุณพ่อวิญญาณของท่านฟัง แต่ด้วยภาระงานในฐานะสงฆ์ก็ทำให้คุณพ่อวิญญาณท่านลืม ไม่กี่วันถัดมาดวงวิญญาณนั้นจึงกลับมาหาอีกครั้ง และร้องขอแบบเดิมอีกครั้ง นอกจากนี้เขายังขอให้ท่านบริจาคเงินเป็นจำนวนสามรูปีเพิ่มอีกด้วย ฝั่งท่านเมื่อได้รับการรบเร้าอีกครั้ง ท่านจึงนำเรื่องนี้ไปเตือนความจำคุณพ่อ จนที่สุดคำขอนี้ก็ถูกส่งไปจนถึงบิดาและน้องชายของวิญญาณดวงนั้น ซึ่งพอทราบ ทั้งสองก็ได้จัดแจงทำตามคำขอนั้นทุกอย่างจนเป็นที่เรียบร้อย และแล้ววันหนึ่งท่านจึงได้เห็นวิญญาณดวงนั้นถือสายประคำทศสุดท้ายในมือของแม่พระ ลอยขึ้นไปยังสวรรค์พร้อมกับทูตสวรรค์ 



ข้าแต่ท่านนักบุญมารีอัม เทรเซีย ช่วงวิงวอนเทอญ


ข้อมูลอ้างอิง

มะลิน้อยแห่งแดนภารตะ "มารีอัม เทรเซีย" ตอน 2


นักบุญมารีอัม เทรเซีย
St. Mariam Thresia
ฉลองในวันที่ : 6 มิถุนายน

การรังควานของปีศาจ

เนื่องด้วยวิญญาณของท่านคือวิญญาณที่ถูกเตรียมไว้เพื่อช่วยวิญญาณจำนวนมาก พวกปีศาจจึงเกลียดท่านเป็นอันมาก และพยายามขัดขวางท่านจากพันธกิจนี้ไปตลอดชีวิตของท่าน ด้วยการรังควานท่านอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย พวกมันทั้งทุบตีด้วยกระบองตามแขนขาของท่าน เอาทรายเอากรวดไปใส่ในกับข้าว  ปัดอาหารจากปากบ้าง หรือหนักเข้าพวกมันก็เล่นเอาเสียท่านต้องได้เลือดตกยางออกเลยทีเดียว เราทราบเหตุการณ์เหล่านี้จากบันทึกของท่าน ดังเช่นตอนหนึ้ง ท่านบรรยายถึงการต่อสู้นั้นว่า

ปีศาจทรมานดิฉันมาก ๆ พวกมันทั้งแงะสิ่งที่ดิฉันถืออยู่ในมือ ขว้างก้อนหินใส่ดิฉันบนทางเท้า พวกมันกระชากมือของดิฉันและโยนออกไปข้าง ๆ แต่ด้วยความช่วยเหลือของแม่พระ พระนางได้มันใส่กลับและเยียวยาบาดแผล พวกมันยังโยนดิฉันลงมาจากหลังคาบ้าน แต่แม่พระทรงยกดิฉันขึ้นมา พวกมันมัดมือและขาของดิฉันด้วยเชือก พวกมันทุบและตีดิฉันทั่วร่างกาย พวกมันฉาบไปด้วยความเย็นชาในสายตาของดิฉัน ในขณะที่ดิฉันสวดภาวนาพวกมันก็พูดดูหมิ่นศาสนา บางทีเวลาดิฉันสวดสายประคำพวก มันก็มาคว้าเอาสายประคำไป พวกมันยังโยนสิ่งสกปรกลงในอาหารของดิฉัน พวกมันแสดงให้ดิฉันเห็นสิ่งตรงกันข้ามความบริสุทธิ์และทำให้ดิฉันอารมณ์เสียเป็นอันมาก

การรังควานครั้งรุนแรงเริ่มในวันที่ 23 มกราคม ค..1902 ขณะที่ท่านมีอายุได้ 25 ปีย่างเข้า 26 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลานั้นพวกปีศาจจำนวนมากมายพร้อมด้วยผู้นำของมัน เจ้าลูซิเฟอร์ก็เริ่มลงมือทำร้ายท่านไม่ว่าจะด้วยการเตะต่อย เรื่อยไปจนถึงตี บ้างครั้งพวกมันก็จับท่านมัดมือมัดเท้า บ้างก็ทำร้ายจนท่านหมดสติ ฝั่งท่านเองเมื่อถูกรังควานเช่นนี้ ก็จะคอยไปเล่าให้คุณพ่อวิทยาทิล คุณพ่อวิญญาณรักษ์ผู้บริบูรณ์ไปด้วยความดีและความร้อนรนต่อการปฏิบัติหน้าที่สงฆ์ แต่ไม่ได้ช่ำชองในเรื่องปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติต่าง ๆ ดังนั้นทุก ๆ ครั้งที่ท่านมาเล่า คุณพ่อก็จะเพียงบันทึกเรื่องราวลงไป ไม่ได้ลงลึกวิเคราะห์ใด ๆทั้งสิ้น

ท่านได้พบกับคุณพ่อวิทยาทิล เมื่อคราวคุณพ่อมาฟังแก้บาปให้เขตวัดในช่วงเข้าเงียบ ในปีเดียวกันกับที่ท่านถูกทดลอง โดยคล้ายว่าท่านจะได้รับการเผยว่าคุณพ่อจะได้มาประจำที่เขตวัดของท่าน เมื่อเข้าที่แก้บาปท่านจึงได้ขอท่านเป็นคุณพ่อวิญญาณ แต่คุณพ่อก็ไม่ได้ตอบอะไร กระทั่งคุณพ่อกลับไปวัดมาลาที่ท่าดูแล ในวันที่ 30 เมษายน ท่านก็ถูกย้ายมาวัดปุเทนชิระ ฝั่งท่านเมื่อคุณพ่อมาถึงก็ได้ขอให้คุณพ่อมาเป็นคุณพ่อวิญญาณของท่านอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ท่านก็ตอบรับ แต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปี ค..1926 ผมก็กลายมาเป็นผู้นำวิญญาณของเธอ คุณพ่อสรุปการมารู้จักท่านดังนี้

กลับมาที่การรังควานของพวกปีศาจ เมื่อพวกมันไม่สามารถจะทำให้ท่านไม่เชื่อ ไม่วางใจพระเจ้า และไม่ไปหาคุณพ่อวิญญาณได้ พวกมันก็พุ่งเป้าไปเป็นการทำลายคำปฏิญาณตนถือพรหมจรรย์ของท่าน ซึ่งขอเรียนให้ทราบว่าโดยปกติแล้ว ท่านและสหายจะไม่ออกบ้านไปพร้อมกลับชายแปลกหน้า โดยพวกมันใช้เวลาถึงหนึ่งเดือนในการปฏิบัติภารกิจนี้ โดยพวกมันได้แสดงภาพอันลามกอนาจารของท่านต่อหน้าท่าน มันพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะหลอกล่อให้ท่านละทิ้งพรหมจรรย์เกือบตลอดคืน

ซึ่งระหว่างการรังควานนี้ ท่านมิอาจปิดดวงตาหรือเบือนหน้าหนีจากภาพเหล่านั้นได้แม้ใจจริงท่านอยากจะทำมากแค่ไหนก็ตาม ท่านกล่าวแก่คุณพ่อวิญญาณรักษ์ถึงเรื่องนี้ว่า ลูกจะต้องพบกับความทุกข์ยากแบบใดก็ได้ แต่ลูกกลัวการทดลองใจเรื่องความบริสุทธิ์ ลูกต้องการให้พวกมันเอามันออกไปเสีย ฝั่งคุณพ่อวิทยาทิลก็ให้คำแนะนำที่ดีแก่ท่าน จนท่านมีกำลังสู้ทนกับการล่อลวงนี้อย่างแข็งขัน นานเข้านานเข้าพวกปีศาจเมื่อเห็นว่าทำอะไรพรหมจรรย์ท่านไม่ได้แล้ว มันก็ละแผนนี้ไป

ด้วยความเป็นห่วงท่าน คุณพ่อวิทยาทิลจึงได้เรียนเรื่องการรังควานของปีศาจต่อท่านไปยังพระคุณเจ้าจอห์น เมเนเชรี พระสังฆราชแห่งทริชูร์ ฝั่งพระคุณเจ้าเมื่อทราบ จึงมีคำสั่งลงมาให้คุณพ่อประกอบพิธีไล่ผีให้ท่าน พร้อมให้นำคำสั่งนี้ไปติดไว้ที่หน้าห้องของท่าน ด้วยว่าพระคุณเจ้ายังมีความสงสัยในพระหรรษทานพิเศษของท่านหลาย ๆ ประการ ว่าเป็นการกระทำของปีศาจ ดังนั้นเองคุณพ่อวิทยาทิลจึงน้อมรับคำสั่งและได้อ่านประกาศให้ท่านฟัง

เธอถามหาคำประกาศ ก่อนจูบมันด้วยความยินดี และพูดว่า นี่คือของขวัญที่เต็มไปด้วยพระพรสำหรับลูกจริง ๆ’” หลังจากนั้นคุณพ่อจึงดึงประกาศจากมือของท่าน และนำไปติดไว้ที่หน้าห้องของท่าน ดังนั้นเมื่อชาวบ้านแวะเวียนมาและได้อ่านประกาศ จึงต่างพากันเยาะเย้ยและดูถูกท่าน ฝั่งท่านนั้นก็น้อมรับคำครหาเหล่านั้นด้วยความชื่นชมยินดี ทั้งยังขอให้คุณพ่อวิทยาทิลอ่านประกาศนี้ในวัด และติดสำเนามันไว้ที่ประตูหลักของวัด แต่เนื่องจากไม่มีในคำสั่ง คุณพ่อจึงมิได้ปฏิบัติตาม

และสืบเนื่องจากประกาศนี้เอง ทำให้คราใดก็ตามที่ท่านเริ่มถูกรังควาน คุณพ่อก็จะถูกตามตัวมาเพื่อสวดบทไล่ผีและทำสำคัญมหากางเขนให้ท่าน บางครั้งในระหว่างการไล่เมื่อถามว่าพวกมันชื่ออะไร มันก็จะตอบผ่านท่านว่าชื่อ ลูซิเฟอร์ และบางเวลาเมื่อถามว่าพวกมันมีจำนวนเท่าไรใด มันก็จะตอบว่าสี่ร้อยบ้าง เจ็ดร้อยบ้าง ไปจนถึงหลายพันตนเลยก็มี

ปีศาจยังเจ้าเล่ห์นัก มันรู้ดีอีกว่าการรับศีลมหาสนิทเป็นการทำวิญญาณดวงนั้นยิ่งชิดสนิทพระเป็นเจ้ามากขึ้น มันจึงพยายามอย่างเต็มที่จะขัดขวางไม่ให้ท่านไปรับศีลด้วยกลวิธีสกปรกต่าง ๆ ตามนิสัยของมัน มีคราวหนึ่งมันถึงกับบันดาลให้ท่านตาบอดลงในระหว่างทางไปวัด แต่เดชะบุญเมื่อคุณพ่อวิทยาทิลทราบ คุณพ่อก็สั่งพวกมันในพระนามพระเจ้าว่าห้ามพวกมันมารังคานท่านระหว่างท่านอยู่ที่วัดหรือกำลังไปวัดเพื่อขวางท่านไม่ให้ได้รับศีลมหาสนิท พวกมันจึงต้องเลิกล้มที่จะขัดขวางท่านนี้ไป 

บรรดาจิตชั่วร้ายต่างสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมของคุณธรรมความดีของเธอ และได้เริ่มลงมือทำลายสิ่งเหล่านั้นลงให้สิ้นซาก ร่องรอยการทำร้ายเธอของพวกปีศาจไม่ได้ปรากฏเพียงแค่ในวิญญาณ แต่ยังปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจนจากผู้พบเห็น ข้อความที่ยกมาของคุณพ่อวิทยาทิล คงทำให้เราทราบดีว่าไม่เพียงแต่ท่านที่เห็นการรังควานของปีศาจเท่านั้น เพราะยังมีชาวบ้านอีกหลายคนที่ได้เห็นเหตุการณ์เหล่านี้ เช่นนี้เองด้วยความที่ท่านไม่อยากให้ใครได้เห็นการรังควานของปีศาจเหล่านี้ ท่านจึงสวดภาวนาอย่างร้อนรนต่อแม่พระว่าไม่ให้การรังควานเหล่านี้เกิดขึ้นในระหว่านวันเป็นอันขาด 

จนวันหนึ่งพระมารดาก็ทรงตอบรับคำภาวนานี้ กล่าวคือในเวลาต่อมาคุณพ่อวิทยาทิลก็มาพบท่านนอนสลบอยู่ในบ้าน แต่ก็กำลังสวดสายประคำอยู่ทั้งๆที่ตนไม่ได้สติจนจบสาย แม่พระก็ทรงตรัสผ่านท่านว่า ตามคำภาวนาของเธอ แต่นี้ปีศาจจะไม่มารังควานเธอในระหว่างวัน แต่มันจะมาหลังพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว และแต่นั้นมาพวกปีศาจก็มิได้มารังควานท่านในระหว่างวันอีก แต่เมื่อตะวันลาลับขอบฟ้าไปพวกมันก็เริ่มรังควานท่านต่อ จนรุ่งสางวันถัดมามันจึงละจากไป ทิ้งไว้แต่ตัวท่านที่อิ่มเอิบไปความยินดีและความบรรเทาใจภายใน ซึ่งท่านใช้มันในการรับมือกับพวกมันในวันต่อๆไป

ภาพนิมิตจากสวรรค์


1. ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์

ขณะเดียวกันกับที่ถูกรังควานอย่างหนัก ท่านก็ได้ได้รับพระพรมากมาย ครั้งหนึ่งเมื่อพวกปีศาจเข้ามาในห้อง และจับท่านมัดมือมัดขาแล้วดึงท่านขึ้นไปบนเพดานด้วยเชือกที่มัดตั้งแต่เท้าถึงคอ ก่อนจะปล่อยให้ท่านห้อยโตงเตงอย่างนั้น ท่านต้องทนทุกข์อยู่นานพอควร จนสักพักครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ก็ประจักษ์มาและช่วยแก้เชือกให้ท่าน ทั้งสามปลอบใจท่านว่า จงน้อมรับความทุกข์ยากทั้งหลายด้วยความอดทนเถิด จงระลึกถึงความทุกข์ยากที่ผู้หนึ่งได้รับเพื่อลูกเถิด วันหนึ่งลูกจะได้รับการบรรเทา หลังจากนั้นเมื่อท่านลงมาได้และล้มตัวลงนอนตามคำขอของทั้งสามแล้ว ทั้งสามก็ค่อย ๆอันตรธานหายไป และหลังจากนั้นมาครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ประจักษ์มาหาท่านอีกหลายครั้ง

อีกครั้ง เมื่อคุณพ่อวิญญาณของท่านพร้อมคุณพ่อจอห์น อัมบูกัน พระสงฆ์อาวุโสเจ้าวัดปาริยารัมได้เดินทางมาหาท่านตามคำขอของแม่พระผ่านท่าน วันนั้นเป็นเวลาห้าโมงเย็นของวันศุกร์ เมื่อทั้งสองมาถึงก็พบกับท่านกำลังในห้วงมหาทรมานในสภาพที่น่ากลัวเป็นยิ่งนัก สักพักหนึ่งท่านก็เรียกคุณพ่อวิญญาณพลางบอกว่า ดูซิ พระเยซูเจ้า แม่พระ และนักบุญยอแซฟกำลังยืนอยู่เหนือหัวของลูก คุณพ่อจึงบอกกับท่านว่า ขอบคุณพวกท่านเสียสำหรับการเสด็จมาบ้านอันยากไร้นี้และการภาวนาเพื่อทุกความต้องการของลูก

หลังจากนั้นแม่พระก็ทรงตรัสสั่งให้คุณพ่อวิทยาทิลสวดบทกิจการความรักพระเจ้าและบทสดุดี และยังทรงประทานคำแนะนำเป็นรายบุคคล ก่อนจะทรงให้ทุกคนร่วมกันสวดสายประคำ และเมื่อสวดจบพระนางก็ทรงสวดสามครั้งว่า ข้าแต่พระมารดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ โปรดอย่าปล่อยลูกไว้แต่เพียงลำพังไปจนกว่าลูกจะบรรลุถึงตัวพระแม่ ผู้เป็นที่หลบภัยของลูกทั้งหลาย และนับแต่นั้นมาทั้งพระสงฆ์ทั้งสองก็จะสวดบทนี้เมื่อมิสซาของทั้งสองจบ และยังได้ชักชวนคนอื่น ๆ ให้สวดตามอีกด้วย


2. แม่พระ

คราวหนึ่งขณะท่านกำลังนอนหมดแรงจากต่อกรกับบรรดาปีศาจ ท่านก็ได้เห็นสตรีนางหนึ่งปรากฏมานั่งอยู่ใกล้กับท่าน บกตักของนางมีร่างของชายสภาพน่าเวทนาผู้หนึ่ง ร่างของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและทั่วร่างของเขาชุ่มโชกไปด้วยเลือด สตรีนั้นกล่าวกับท่านว่า ลูกเอ๋ย ลูกเห็นชายผู้นี้ไหม ความทรมานของหนูเทียบอะไรไม่ได้เลยกับเขา ฉะนั้นจงอย่าได้สิ้นหวังไปเลย จงมีความหวังในพระเจ้าเถิด พระองค์จะไม่ทรงปล่อยให้ลูกได้รับการทดลองเกินกำลังความอดทนของลูกหรอก

อีกวันหนึ่งคุณพ่อวิทยาทิลได้แวะมาเยี่ยมท่านและได้พบกับท่านนอนสลบอยู่ คุณพ่อจึงรีบไปนำน้ำเสกมาทำกางเขนที่หน้าผากของท่าน ใบหน้าของท่านก็ส่องสว่างออกมา และก็ปรากฏมีเสียงหนึ่งพูดกับคุณพ่อว่า เรามาเพื่อปลอบโยนเธอ เธอได้รับความทุกข์ยากที่ไม่อาจจะมีใครช่วยได้ จนบัดนี้ก็สองชั่วโมงได้แล้วที่เรามาปลอบโยนเธอ คุณพ่อวิทยาทิลจึงถามเสียงนั้นไปว่า ท่านเป็นใครกัน ก็มีเสียงตอบกลับมาว่า ถูกแล้ว เราคือมารีย์ คุณพ่อจึงถามอีกครั้งว่า ท่านเป็นมารดาของพระเจ้างั้นหรือ เสียงก็ตอบกลับว่า ถูกแล้ว เธอต้องทนทุกข์ใจและเสียใจเป็นอันมาก ลูกต้องปลอบโยนเธอ หากเธอเอยู่ในอารามเธอก็คงจะได้รับความช่วยเหลือไปแล้ว

หลังจากนั้นเสียงนั้นหรือก็คือแม่พระก็ได้บอกให้คุณพ่อคอยช่วยให้ท่านเข้มแข็ง ทั้งขอให้ไปบอกคนอื่น ๆ ให้ช่วยสวดให้ท่าน ก่อนจะทรงตรัสต่อว่าจะทรงกลับมาอีกครั้งในเวลาหลังเที่ยงคืนเป็นไปต้นไป แต่จะไม่ทรงมาในระหว่างวัน เสร็จแล้วพระนางกลจึงทรงกล่าวอำลา คุณพ่อวิทยาทิลจึงเริ่มสวด ฝั่งแม่พระก็ทรงอวยพรทั้งสองและจากไป เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นพระปรีชาญาณของพระเจ้าอย่างแท้จริง กล่าวคือทรงทราบดีว่ามนุษย์ในบางเวลาก็ต้องการเพื่อนมนุษย์ด้วยกันคอยดูแลคู่ไปกับการดูแลของพระองค์

นอกจากนี้แม่พระยังทรงร้องขอให้ท่านตกแต่งห้องนอนเล็ก ๆ ของท่านด้วยดอกไม้ในวันศุกร์และให้เพื่อน ๆ ของท่านมาร่วมกันสวดสายประคำกัน ซึ่งเมื่อคุณพ่อวิญญาณรักษ์ได้ถามถึงจุดประสงค์ในการทำเช่นนี้ แม่พระได้ตรัสไขข้อข้องใจว่า ในวันศุกร์ องค์พระเยซูเจ้า พระนางมารีย์และท่านโยเซฟจะยังมาที่นี่ในพระสิริรุ่งโรจน์ก่อนระฆังเย็น บรรดาผู้ที่ร่วมกันสวดสายประคำในเวลานั้นจะได้รับพระหรรษทานพระเจ้า บรรดาผู้ที่มาที่นี่ในวันอื่น ๆ และสวดสายประคำและบทภาวนาอื่น ๆ ร่วมกันก็จะได้รับพระหรรษทานพิเศษจากพระเจ้าเช่นกัน ยามใดก็ตามที่ลูกว่างเว้นจากภาระ ลูกต้องมาที่นี่เพื่อสวดสายประคำ สวดกิจการความรักพระเจ้าและโมทนาพระคุณร่วมกับคนอื่นๆเถิด  ท่าน คุณพ่อและเพื่อนจึงมีการทำเช่นนี้ทุก ๆ เย็นวันศุกร์เรื่อยมา


3. พระเยซูเจ้า

พระเยซูเจ้ายังทรงมักเผยพระองค์ให้ท่านเห็นในพิธีมิสซาอยู่บ่อย ๆ คุณพ่อวิทยาทิลเคยถามท่านว่าพระองค์จะทรงประจักษ์มาในช่วงไหน ท่านก็ตอบว่าช่วงร้องโฮซันนา ในโอกาสหนึ่งคือในวันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน ค..1904 เมื่อพระสงฆ์ชูแผ่นศีลขึ้นและหันมาหาสัตบุรุษท่านก็แลเห็นพระกุมารประทับอยู่ในแผ่นปัง และอีกโอกาสหนึ่งก่อนช่วงรับศีลท่านก็ได้เห็นนิมิตพระคริสตเจ้าทรงรับทรมาน  คุณพ่อวิทยาทิลบันทึกว่าครั้งหนึ่งเมื่อท่านล้มป่วยจนไม่อาจจะลุกไปร่วมมิสซาได้ พระเยซูเจ้าก็ทรงเสด็จมาทรงประกอบพิธีมิสซาขึ้นในห้องเล็ก ๆ ของท่าน และก็เป็นพระองค์เองเช่นกันที่เป็นคนส่งศีลให้ท่านได้รับ แต่ในโอกาสอื่นเมื่อท่านมาวัดไม่ได้ก็เป็นเพียงทูตสวรรค์ที่มาส่งศีลให้ท่าน (คราหนึ่งแม่พระยังสั่งให้ท่านไปบอกคุณพ่อให้เทศน์เกี่ยวกับเรื่องการทรุจารศีลอีกด้วย)

การรังควานครั้งใหญ่ครั้งสุดท้าย

วันหนึ่งเมื่อท่านมีอายุได้ประมาณได้ราว 26 ปี ท่านก็เข้าสู่สภาวะฌาน แม่พระตรัสผ่านท่านว่า เวลาที่ที่เจ้าปีศาจได้รับอนุญาตจากพระเจ้าจะสิ้นสุดลงในวันที่ 23 มกราคม ค..1905 แต่นั้นมาแม่ปรารถนาให้เธอมีชีวิตอยู่ในโลกนี้เป็นระยะเวลาเพียงสั้นๆ เวลาเดียวกันหลายสิ่งก็จะเกิดขึ้นผ่านเธอ คุณพ่อวิทยาทิลได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้พระคุณเจ้าเมนาเชรีฟัง เมื่อคุณพ่อได้มีโอกาสไปพบพระคุณเจ้า และได้เล่าถึงการรังควานของปีศาจให้พระคุณเจ้าฟัง ฝั่งพระคุณเจ้าจึงขอให้คุณพ่อ ไปทูลให้แม่พระทรงลดเวลาลงจากวันที่ 23 มกราคม ค..1905 เป็นวันที่ 8 ธันวาคม ค..1904

คุณพ่อจึงได้ทูลเรื่องนี้ต่อแม่พระ และวันรุ่งขึ้นพระนางก็ทรงตรัสผ่านท่านว่า เนื่องด้วยคำขอของลูกเมื่อวานนี้ เวลาจะได้รับการลดหย่อนลงเป็นวันที่ 8 ธันวาคม แต่ระหว่างสามวันสุดท้ายจะบังเกิดความทุกข์ยากอย่างต่อเนื่อง ปีศาจจะไม่ยอมปล่อยเธอแม้ว่าพวกมันจะถูกสั่งให้ออก ดังนั้นลูกต้องคอยปลอบโยนเธอให้มาก ๆ ในวันนั้นศีลมหาสนิทจะต้องถูกตั้งไว้ให้สัตบุรุษได้ถวายความเคารพ และลูกต้องบอกให้คนอื่น ๆ ให้ร่วมกันสวดภาวนา ภายหลังวันนี้ไปแล้ว เธอจะต้องมีนามว่า มารีอัม เทรเซีย (เทรเซียของแม่พระ)

และก็เป็นที่พระมารดาทรงดำรัสจริงๆ เพราะในวันที่ 5 ธันวาคม ปีนั้น การรังควานครั้งใหญ่ก็เริ่มขึ้น พวกปีศาจได้เริ่มลงมือทำร้ายท่านอย่างหนักหน่วง พวกมันกันท่านออกจากการรับประทานอาหารและน้ำ คุณพ่อวิทยาทิลพยายามที่จะเอาน้ำหวานป้อนให้ท่าน พร้อมสั่งปีศาจไม่ให้ขัดขวาง ทำให้คุณพ่อสามารถเอาน้ำหวานให้ท่านดื่มได้

ตลอดเวลาท่านพร่ำสวดว่า “ข้าแต่ดวงพระหฤทัยอันอ่อนหวานของพระเยซูเจ้า โปรดประทานพระหรรษทานให้ลูกรักพระองค์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ข้าแต่ดวงหทัยนิรมลของพระแม่มารีย์ที่หลบภัยของลูก ลุถึงวันที่ ธันวาคม เจ้าปีศาจก็บันดาลให้ท่านกลายเป็นอัมพาตเพื่อขัดขวางท่านไม่ให้ไปร่วมเฝ้าศีลที่อารามอัมบาซาคคัดในตอนเช้า แต่แม่พระก็ได้เสด็จมาบอกท่านว่ารุ่งขึ้นท่านจะหาย

วันที่ 8 ธันวาคม มีพระสงฆ์สององค์ตามมาสมทบกับคุณพ่อวิทยาทิล ที่เวลาสองทุ่มท่านนอนนิ่งไม่ต่างอะไรจากศพ ก่อนจะถึงเวลาสามทุ่ม อาการของท่านก็ดีขึ้นตามลำดับ ท่านสามารถขยับตัวได้และเริ่มพูดกับทุกคนได้เป็นปกติ ท่านเล่าให้คุณวิทยาทิลฟังว่า เจ้าปีศาจพูดว่า พวกเราแพ้แล้ว เจ้าชนะ ลูกจึงบอกกับพวกมันว่า ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นพระเยซูเจ้าต่างหากที่ชนะ ก่อนจะเป็นลมหมดสติไปอีก ความทุกข์ยากของเธอจบลงแล้ว บัดนี้เจ้าปีศาจเจ็ดตัวได้รับอนุญาตให้ยังอยู่และทดลองเธอ เพื่อเป็นเครื่องหมายถึงการโมทนาคุณพระเจ้า เธอจะต้องถูกเรียกว่า มารีอัม เทรเซีย แต่นี้ไปแม่จะไม่ประจักษ์มาหาเธอบ่อย พระเยซูเจ้า นักบุญยอแซฟ และแม่จะอยู่กับเธอบางเวลา คุณพ่อเอ๋ย แม่ขออวยพรของแม่แก่ลูก

พูดเช่นนั้นแล้ว ท่านจึงฟื้นคืนสติขึ้นมา และทันทีที่ฟื้นท่านก็รีบไปคุกเข่าให้พระสงฆ์สององค์นั้นอวยพร ซึ่งภายหลังทั้งสองอวยพรท่านแล้ว คุณพ่อวิทยาทิลจึงอวยพรท่าน และพูดกับท่านว่า แต่นี้ไปลูกจะมีชื่อว่า มารีอัม เทรเซีย” และภายหลังคุณพ่อวิทยาทิลได้เขียนไว้ว่า เทรเซียต่อกรกับกลยุทธ์ต่าง ๆ ของเจ้าปีศาจด้วยพระหรรษทานของพระเจ้าและก็ได้รับชัยชนะในที่สุด


ภาพนิมิตสวรรค์และนรก


ท่านได้เห็นนิมิตสวรรค์ครั้งแรก ภายหลังท่านได้รับศีลมหาสนิท ในวันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน ค..1904 ท่านเล่าในภายหลังว่าในนิมิตท่านได้แลเห็นสวรรค์ พระเยซูเจ้า แม่พระ ทูตสวรรค์ และนักบุญ เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกครั้วในวันที่ กรกฎาคม ปีเดียวกันและตามด้วยอีกหลายครั้ง ซึ่งในจำนวนนั้นก็เกิดหลังท่านรับศีลมหาสนิท

และในทำนองเดียวกันกับที่ได้เห็นภาพนิมิตของสวรรค์และไฟชำระ พระเป็นเจ้ายังทรงเผยแสดงให้ท่านได้เห็นนิมิตของนรกด้วย โดยนิมิตเกิดขึ้นในระหว่างท่านกำลังเดินรูปกับสหายของท่าน ในเวลาบ่ายสามโมง เทศกาลมหาพรต จู่ ๆท่านก็ถูกพาไปยังขอบของหลุมไฟลึก ในหลุมนั้นท่านแลเห็นของเหลวหนึ่งไหวกระเพื่อมเหมือนเกลียวคลื่นในมหาสมุทร และศีรษะของวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนลอยอยู่ในนั้น ใรบรรดาศีรษะเหล่านั้น ศีรษะของพระสงฆ์มีลักษณะแตกต่างอย่างชัดเจน กล่าวคือผมของพวกเขาถูกตัดเป็นรูปเครื่องหมายกางเขน

เสียงสบประมาทพระเจ้า และสบถสาบานใส่อีกคนดังออกมาจากวิญญาณเหล่านั้น ที่เรือนร่างมีงู แมงป่อง กบ และหนอนกัดแทะตามร่างกายอย่างน่าสยดสยอง แต่ก็ไม่น่ารังเกียจเท่ากับภาพที่เห็นพวกปีศาจกำลังไต่ถามวิญญาณถึงความกระหายของพวกเขา ก่อนพวกมันจะเทของเหลวร้อนจากขวดเข้าไปในปากของพวกเขา ด้วยความกลัวอย่างสุดขีดต่อภาพเบื้องหน้า ท่านถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา พร้อมทูลต่อพระเจ้าว่าโปรดให้ท่านรอดจากสถานที่นี้ และเมื่อภาพนิมิตทุกอย่างดับลง ท่านก็รู้สึกเกียจชังทุกสิ่งที่เป็นของโลก และปรารถนาเพียงร่วมทรมานกับพระคริสตเจ้า นับแต่วันนั้นมา

ดวงหทัยทั้งสาม

ครั้งหนึ่งในปี ค.. 1904 พระเยซูเจ้าทรงได้ประจักษ์มาหาท่านและได้ทรงสัญญาว่าจะทรงประทานดวงหฤทัยของพระองค์แก่ท่านในวัน 15 สิงหาคม ปีเดียวกัน พระองค์ยังรับสั่งให้ท่านเตรียมจิตใจด้วยการอดอาหารแล้วรับประทานเพียงน้ำเป็นเวลาสามวัน และให้คุณพ่อวิญญาณของท่านมาเป็นพยาน ส่วนคนอื่น ๆ ที่มาก็ขอให้คุกเข่าลงและโมทนาขอบพระคุณพระเจ้าในวันนั้น

และเมื่อถึงเย็นของวันที่พระเยซูเจ้าทรงสัญญา ท่านก็เข้าสู่สภาวะฌานในท่าคุกเข่าเมื่อเห็นพระเยซูเจ้าเสด็จมาพร้อมพระนางมารีย์และทูตสวรรค์ เมื่อมาถึง ณ เบื้องหน้าท่าน พระเยซูเจ้าก็ทรงประทานดวงพระหฤทัยของพระองค์แด่ท่าน และได้นำหัวใจของท่านออก หลังจากนั้นท่านก็ตกอยู่ในห้วงแห่งการภาวนาในท่าคุกเข่าเช่นนั้นนานถึงหกชั่วโมง จนเมื่อพระเยซูเจ้าทรงอวยพรท่านและอันตรธานหายไปแล้ว ท่านจึงออกจากสภาวะฌาน

หลังจากนั้นอีกสองปี ในวันที่ ตุลาคม  ..1906 ภายหลังจากร่วมมิสซาวันศุกร์ต้นเดือน แม่พระก็ทรงประทานดวงหฤทัยของพระนางแด่ท่าน โดยพระนางทรงวางมันไว้เบื้องขวาของดวงพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า ตามมาด้วยนักบุญยอแซฟ ก็ประจักษ์มาหาท่านในเวลาเจ็ดโมงครึ่งในวันพุธแรกของเดือนพฤศจิกายน ปีเดียวกัน และเช่นเดียวกันกับพระเยซูเจ้าและแม่พระ ท่านนักบุญยอแซฟก็มอบหัวใจของท่าน ให้กับท่านโดยได้วางมันไว้ที่เบื้องซ้ายของดวงพระหฤทัย

ประสบการณ์วิญญาณถูกแทงด้วยความรัก

ประสบการณ์วิญญาณถูกแทงด้วยความรัก คือ พระหรรษทานพิเศษซึ่งเกิดขึ้นกับหัวใจของมนุษย์ในลักษณะภาพนิมิต ซึ่งยังผลให้หัวใจของผู้ได้รับนิมิตเหมือนถูกแทงด้วยหอก หรือลุกร้อนไปด้วยเปลวไฟแห่งรัก ผู้เรียบเรียงใคร่ขอยกตัวอย่างประสบการณ์นี้ของนักบุญเทเรซา แห่ง อาวิลา  ให้ผู้อ่านได้ฟังสักนิด เผื่อผู้อ่านจะได้เข้าใจประสบการณ์นี้มากขึ้น เรื่องมีอยู่ว่าวันหนึ่งในราว ๆ ปี ค..1582 นักบุญเทเรซาก็ได้แลเห็นนิมิต ทูตสวรรค์ชั้นสูงสุดประจักษ์มาพร้อมลูกศรทองคำที่มีปลายลุกเป็นไฟ ทูตสวรรค์องค์นั้นได้ใช้ลูกศรนั้นแทงเข้าไปที่ดวงใจของท่านนักบุญหลายต่อหลายครั้ง ท่านนักบุญเล่าในภายหลังว่า ผลของนิมิตนี้ทำให้วิญญาณของเธอยิ่งลุกร้อนไปด้วยไฟแห่งความรักต่อพระเป็นเจ้า

คุณพ่อวิทยาทิลได้บันทึกถึงประสบการณ์แทงวิญญาณของท่าน ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับประสบการณ์ของนักบุญเทเรซา แห่ง อาวิลา และนักบุญคุณพ่อ ปีโอ ไว้ดังนี้ ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค..1906 พระเยซูเจ้าทรงได้ประจักษ์มาเบื้องหน้าเทรเซีย พระองค์ทรงแบกไม้กางเขนหนักและทรงมีพระพักตร์เศร้าสลด เธอจึงเริ่มร้องไห้ออกมา เพราะคิดว่าเป็นความบาปของเธอที่พระองค์ทรงกำลังแบกไว้ พระเยซูเจ้าทรงตรัสกับเธอว่า บาปของลูกหาใช่เหตุไม่ บาปมากมายและความอำมหิตของผู้คนต่างหากที่คือเหตุผล ฝั่งเทรเซียเมื่อทราบดังนี้ จึงทูลพระองค์ว่า ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าของลูก ลูกจะแบกกางเขนที่พระองค์ทรงแบกเอง ขอพระองค์โปรดประทานให้ลูกเถิดองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสกับเธอว่า แล้วลูกจะได้แบกกางเขนนี้ และได้ช่วยบรรเทาภาระของเราลง


เวลาเดียวกันนั้นเอง เธอก็รู้สึกว่าหัวใจของเธอแยกเป็นสองส่วน เธอรู้สึกเจ็บปวดและหวาดกลัวอย่างเหลือคณา และขณะที่เธอนั่งอยู่ลำพังหลังประตูในห้องของเธอ เธอก็ได้เห็นพระเยซูเจ้าทรงโน้มพระองค์ลงด้วยน้ำหนักของกางเขนในลักษณะที่น่าเวทนาเป็นยิ่งนัก เธอจึงเริ่มร้องไห้ออกมาดัง ๆ และทูลว่า พอเถิด โอ้ องค์พระผู้เป็นเจ้า  พอเถิด ลูกไม่ปรารถนาเห็นสายพระเนตรเช่นนี้ ลูกจะแบกกางเขน ทั้งหมดนี้ลูกปรารถนาเพียงช่วยเหลือพระองค์ ทูลเช่นนั้นแล้ว เธอก็ร้องไห้ต่ออย่างขมขื่น โดยมิได้สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่ด้านนอก แม้ว่าตอนนั้นเธอจะมีสติรู้ตัวดีก็ตาม เสียงร้องไห้และบทสนทนาของเธอจึงได้ยินไปถึงเพื่อน ๆ ของเธอที่อยู่ข้างนอก

และเพียงไม่นานจากภาพนิมิต ทูตสวรรค์ก็ได้ประจักษ์มา และได้ใช้หอกแทงเข้าที่สีข้างซ้ายของเธอ เธอรู้สึกได้ว่าหอกนั้นแทงทะลุหัวใจและทะลุไปถึงอกขวาของเธอ เลือดเริ่มไหลออกมาและเธอก็สิ้นสติไป เสื้อของเธอชุ่มโชกไปด้วยเลือด บัดดลเองประตูห้องที่ปิดอยู่ก็เปิดออกเอง เพื่อนของเธอพร้อมคนอื่น ๆ จึงรีบเข้าไปดูเธอ พวกเขาพบเธอนอนหมดสติ ชุดชุ่มไปด้วยเลือดและเหงื่อ ทุกคนต่างรู้สึกสลดใจกับภาพเบื้องหน้า หลังจากนั้นก็มีเสียงหนึ่งพูดขึ้นว่า เอามะพร้าวอ่อนให้เธอกิน พาเธอออกไป และวางเธอไว้ที่ระเบียง ให้เธอได้รับอากาศบริสุทธิ์ แล้วจึงประพรมน้ำลงบนศีรษะของเธอพวกเขาจึงปฏิบัติตาม หลังจากทูตสวรรค์ได้แทงหอกใส่เธอ เทรเซียก็ได้เห็นพระเยซูเจ้าทรงประทับยืนโดยไม่มีกางเขนหรือบาดแผลใด ๆ


ประสบการณ์แทงวิญญาณเช่นนี้ เท่าที่มีบันทึกยังเกิดขึ้นกับท่านอีกถึงห้าครั้ง มีครั้งหนึ่งในนั้นคือในวันพุธ ที่ 14 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกันกับปรากฏการณ์ครั้งแรก ภายหลังจากทูตสวรรค์ได้แทงหอกลงไปในหัวใจของท่านในตอนเช้าแล้ว  ก็ปรากฏจุดสีลุกลามตรงบริเวณที่ทูตสวรรค์ดึงหอกออก ซึ่งทำให้ท่านรู้สึกเจ็บปดและตกใจเป็นอันมาก  และในเวลาต่อมาเมื่อท่านเข้าฌาน คุณพ่อวิทยาทิลก็ได้โอกาสถามผ่านท่านถึงความหมายของประสบการณ์เช่นนี้ ฝั่งองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสผ่านท่านว่า มันคือเครื่องแสดงถึงความรักของพระเจ้า หากเธอยังคงสัตย์ซื่อต่อไป เธอก็จะถูกแทงมากขึ้น


ข้าแต่ท่านนักบุญมารีอัม เทรเซีย ช่วงวิงวอนเทอญ



ข้อมูลอ้างอิง

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...