วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559

มะลิน้อยแห่งแดนภารตะ "มารีอัม เทรเซีย" ตอน 4


นักบุญมารีอัม เทรเซีย
St. Mariam Thresia
ฉลองในวันที่ : 6 มิถุนายน

วันหนึ่งแม่พระผู้ท่านมอบความรักให้ดุจเป็นมารดา ก็ทรงตรัสกับคุณพ่อวิทยาทิลผ่านท่านว่า พระนางปรารถนาให้สร้างอาศรมเพื่อพระนางขึ้นสักหลัง ดังนั้นในเดือนกรกฎาคม ค..1903 คุณพ่อวิทยาทิลจึงได้นำเรื่องนี้ไปแจ้งแก่พระสังฆราชเมนาเชรี ฉันไม่เชื่อเรื่องพวกนี้หรอก ถ้ามันมาจากพระเจ้าจริง มันควรจะได้รับการยืนยันด้วยเครื่องหมายสิ พระคุณเจ้ากล่าว และปฏิเสธที่จะให้สร้างอาศรม เพราะท่านมั่นใจว่าปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับท่านตลอดหลายปีนั้น เป็นการกระทำของปีศาจ

พระคุณเจ้าเคยเขียนถึงคุณพ่อว่า

คุณพ่อที่รักของฉัน

ถ้าสิ่งนี้มาจากพระเจ้าจริง ท่านก็สามารถที่จะขอให้เธอนบนอบต่อพระเจ้าในทุก ๆ สิ่ง และรับความทุกข์ทรมานทุกอย่างในนามของฉัน เพื่อว่าอาศัยการมอบตัวของเธอไว้ทั้งครบต่อพระนางมารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล และนักบุญยอแซฟ และการอารักษ์ของท่านทั้งสอง เธอจะไม่หลงผิดอีก

คำสั่งพิเศษจะถูกส่งไป ภายหลังปรึกษากับบรรดาซิสเตอร์ที่อลลูร์แล้ว

ดร. จอห์น เมนาเชรี



และด้วยต้องการทดสอบกระแสเรียก พระคุณเจ้าจึงลองใจท่านด้วยการแนะให้ท่านไปเข้าคณะฟรังซิสกัน กลาริส (คณะเดียวกันกับนักบุญอัลฟองซา นักบุญสตรีอินเดียองค์แรก) แต่ท่านปฏิเสธ เพราะท่านคิดว่าท่านมิได้ถูกเรียกให้เข้าคณะดังกล่าว และท่านปรารถนาจะอยู่แต่ลำพัง  พระคุณเจ้าจึงขอให้ท่านลองไปเข้าอารามพระแม่มารีย์ ที่ อลลูร์ ของคณะภคินีแห่งพระมารดาแห่งคาร์แมล ซึ่งเวลานั้นมีนักบุญอิวพาเซียแห่งพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้า ดำรงตำแหน่งเป็นนวกจารย์ และมี ฯพณฯ เมนาเชรีเป็นวิญญาณารักษ์ เนื่องจากประสบการณ์พิเศษเหนือธรรมชาติของเธอ

ฝั่งท่านในวัย 36 ปีก็น้อมรับ และได้เดินทางมาถึงอารามพระแม่มารีย์ในวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.. 1912 ท่ามกลางความยินดีของซิสเตอร์ทุกคนในอาราม ที่นั่นท่านได้รับมอบหมายให้อยู่ภายใต้ความดูแลของซิสเตอร์อิวพาเซีย ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านวิญญาณชิดสนิทกับพระเป็นเจ้า ไม่ต่างอะไรไปจากท่าน และอายุอานามไล่เลี่ยกับท่าน (ซิสเตอร์เกิดหลังท่านปีหนึ่งแต่ไม่วายปัญหาและการทดลองต่าง ๆ ก็รุมเร้าเข้ามาหาท่าน ทั้งปัญหาเรื่องเลือดที่ไหลออกมาจากรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ทุกอาทิตย์ และปัญหาการรังควานของปีศาจ 


แต่ท่ามกลางปัญหาเหล่านั้น วิญญาณของท่านก็ฉายแสงแห่งความศักดิ์สิทธิ์ออกมา ซิสเตอร์หลายคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า วิญญาณที่นบนอบ ถ่อมตน รับใช้ และการบำเพ็ญพรตของท่านเป็นแบบอย่าง และรู้สึกว่าเหตุการณ์เหนือธรรมชาติต่าง ๆ ของท่านไม่ได้เป็นเรื่องน่าอับอาย ตรงข้ามกลับเป็นสิ่งล้ำค่าสำหรับอาราม ดังนั้นซิสเตอร์ทุกคนจึงปรารถนาให้ท่านอยู่ที่อารามนี้ต่อ และยื่นข้อเสนอว่าพร้อมจะรับท่านโดยไม่เอาค่าสินสอดใด ๆ แต่พระคุณเจ้าได้ปรามไว้และขอให้พวกเธอรอสักระยะ

กลับมาที่ปุเทนชิระ เมื่อท่านจากไป ทั้งหมู่บ้านก็มีแต่ความทุกข์ ทุกคนคิดถึงท่านและต่างอยากให้ท่านกลับมาอยู่ที่นี่ ดังนั้นเพียงเดือนเดียวที่ท่านไป คุณพ่อเจ้าวัดจึงได้ส่งจดหมายขอให้ส่งตัวท่านกลับไปยังพระสังฆราชในทันที (ฝั่งท่านนั้นเองก็มิได้สนใจจะอยู่ในอารามนี่อยู่แล้ว) จนวันหนึ่งพระคุณเจ้าเมนาเชรีก็เดินทางมาที่อาราม และบอกกับท่านว่า มันไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเจ้าที่ลูกจะอยู่ในอาราม ดังนั้นลูกจะได้กลับไปที่ของลูก คุณพ่อวิญญาณของลูกจะสร้างบ้านให้ลูกเอง


ดังนั้นเองเมื่อได้รับคำอนุญาตแล้ว ในวันที่ 27 มกราคม ค.ศ.1913 ท่านจึงได้ออกจากอารามอลลูร์แล้วเดินทางกลับไปยังปุเทนชิระพร้อมด้วยจดหมายอำลา ซึ่งมีเนื้อความมีว่าขอคำภาวนาให้มีความอดทน ความรักของพระเจ้า และขอให้ได้ตายอย่างมีความสุขจากซิสเตอร์อิวพาเซีย โดยทิ้งไว้แต่เพียงภาพของความศักดิ์สิทธิ์และความชื่นชมให้ผู้คนที่อลลูร์ได้จดจำ (ขณะท่านอยู่ที่อาราม ข่าวเรื่องรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ของท่านเป็นที่เลื่องลือมาก มีผู้คนมากมายแวะเวียนมาหาท่านด้วยความสนใจ ไม่เว้นแม้แต่พระสงฆ์)

และที่สุดหลังร้องขอมาสิบปี พระคุณเจ้าก็อนุญาตให้ท่านสร้างอาศรมตามที่แม่พระทรงปรารถนา เพราะพระคุณเจ้าได้แลเห็นถึงความอดทน ความนบนอบ และความถ่อมตนอันหนักแน่นของท่าน พระคุณเจ้าจึงหมดข้อสงสัยในตัวท่าน ดังนั้นเองเมื่อได้รับอนุญาตเช่นนี้ และได้รับบริจาคที่ดินจากอนาคตนักบวชของท่าน ชื่อ ศรี มาลีเอ็กกัล กูนัน โกชุวาร์เกย์ อิททูพ โครงการสร้างบ้านแห่งคำภาวนาจึงเริ่มขึ้น


แต่ไม่ทันจะได้ทำอะไร ปัญหาก็เข้ามาแทบจะทันที เมื่อบ้านหลังนี้ยังขาดแคลนเงินทุนอยู่ ทำให้คุณวิทยาทิลกลัดกลุ้มใจในเรื่องนี้เป็นอันมาก แต่ท่านก็ปลอบใจว่าท่านจะออกไปเรี่ยไรมา ฝั่งคุณพ่อยอมรับแม้จะไม่เต็มใจเท่าไรนัก ทำให้ในวันรุ่งขึ้นท่านพร้อมเพื่อนอีกสามคน จึงได้พากันออกไปเรี่ยไรเงิน จนที่สุดแล้วบ้านหลังนี้ก็สำเร็จเสร็จลงได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ยังไม่ทันจะยินดีได้เท่าไร ปัญหาใหม่ก็ตามมาในทันที กล่าวคือเมื่อคุณพ่อวิทยาทิลส่งคำร้องขออนุญาตเสกบ้านหลังนี้ไปยังพระสังฆราช พระคุณเจ้าก็ไม่ได้ตอบกลับคำขอของคุณพ่อเสียที

แต่แทนที่ท่านจะผิดหวัง ตรงข้ามท่านสงบนิ่งและได้แจ้งกับคุณพ่อ ว่าท่านน้อมรับทุกสิ่งให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าสิ่งใดเล่าที่พระองค์ทรงประสงค์ คือสิ่งเดียวที่ลูกประสงค์ ขอให้พระประสงค์ของพระองค์จงสำเร็จไปเถิด และในวันรุ่งขึ้น คือ ในวันที่ 23 กันยายน ค..1913 พระคุณเจ้าจึงได้ส่งคุณพ่อจอห์น อุกคัน เลขานุการของพระคุณเจ้าให้มาเป็นผู้เสกบ้านหลังนี้ ซึ่งท่านให้นามว่า เอคันทะ ภวันหลังจากนั้นในวันที่ 7 ตุลาคม ท่านที่ขณะนี้มีอายุได้ 37 ปี จึงย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหม่ ก่อนในเดือนมกราคม ปีถัดมาเพื่อน ๆ ของท่านจึงตามเข้ามาสมทบ หลังผลัดกันมานอนเป็นเพื่อนท่านคนละคืนกันมาได้สักพัก


ณ ที่บ้านแห่งคำภาวนา ท่านได้ใช้เวลาส่วนมากไปกับการสวดภาวนา ตามความปรารถนาตั้งแต่ครั้งมารดาท่านเสียชีวิต โดยมิได้แผนการใด ๆ ชัดเจนว่าจะดำเนินการอะไรต่อ แต่ฝั่งคุณพ่อวิทยาทิลได้เล็งเห็นว่าชีวิตของพวกท่านจำต้องมีกฎระเบียบไม่ใช่อยู่ไปวัน ๆ โดยไม่มีระเบียบแบบแผน ดังนั้นคุณพ่อจึงได้ร่างกฎน้อย ๆ สำหรับท่านและเพื่อน โดยคุณพ่อได้แบ่งเวลาสวดภาวนา รำพึง สำรวจมโนธรรม และปฏิบัติกิจการเมตตาอย่างเป็นสัดเป็นส่วน ส่วนเวลานอนถูกกำหนดไว้เพียงสองชั่วโมงคือระหว่างสี่ทุ่มถึงเที่ยงคืน หลังจากนั้นตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตีห้าก็จะเป็นเวลาในการรำพึงพระมหาทรมาน และการพลีกรรมตามคำอนุญาตของคุณพ่อวิทยาทิล ฝั่งท่านก็ปฏิบัติตามกฎเหล่านี้อย่างเคร่งครัด

ทำให้ทีละนิด บ้านหลังเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า เอคันทะ ภวัน กลายมาเป็นบ้านของคำภาวนา การชดเชยบาป และศูนย์กลางของชีวิตฝ่ายจิตอย่างแท้จริง และไม่เพียงเท่านั้น เพราะไม่เพียงพวกท่านจะเอาแต่สวดภาวนาอยู่เช้าค่ำ ท่านและเพื่อนก็ยังคงแวะเวียนคนยากไร้และคนเจ็บป่วย ดังเช่นที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่ก่อนมีบ้านหลังนี้ จึงทำให้เอคันทะ ภวัน ยังเป็นบ้านแห่งความเมตตาโดยแท้จริงไปด้วย


เอคันทะยังคงเป็นบ้านของสตรีกลุ่มหนึ่งที่มีท่านเป็นหัวหน้า อยู่จนในวันที่ 13 พฤษภาคม ค..1914 พระคุณเจ้าเมนาเชรีที่เดินทางมาเยี่ยมบ้าน และพอใจกับวิถีชีวิตของสตรีทั้งสี่ พระคุณเจ้าจึงตัดสินใจบอกกับคุณพ่อวิทยาทิลระหว่างพูดคุยกันว่า พระคุณเจ้าตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนบ้านเอคันทะ ภวัน เป็นคณะนักบวชหญิงพื้นเมืองใหม่นามว่า คณะพระวิสุทธิวงศ์ ดังนั้นในวันรุ่งขึ้น ท่ามกลางพระสงฆ์นักบวช ณ วัดประจำปุเทนชิระ พระคุณเจ้าเมนาเชรีจึงได้ประกาศตั้งคณะพระวิสุทธิวงศ์ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยให้คุณพ่อวิทยาทิลรับหน้าที่เป็นจิตตาภิบาลคนแรกของคณะ และท่านเป็นอธิการิณีที่ได้รับนามใหม่หลังปฏิญาณตนว่า  ภคินีมารีอัม เทรเซีย แห่ง แม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์’ วันเดียวกันครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ยังได้ประจักษ์มาสนทนากับท่านอีกด้วย

คณะใหม่เริ่มด้วยท่านและโปสตุลันต์สามคน พร้อมธรรมนูญใหม่ซึ่งจัดทำโดยพระคุณเจ้าเมนาเชรีด้วยตัวเอง โดยพระคุณเจ้าได้นำเอาธรรมนูญของภคินีคณะพระวิสุทธิวงศ์แห่งบอร์โดซ์ ซึ่งมาตั้งอารามอยู่ที่ศรีลังกามาและดัดแปลง เวลานั้นแม้นเอคันทะจะพัฒนาเป็นคณะนักบวชพื้นเมืองแล้ว คณะก็ยังไม่มีทรัพย์สินใด ๆ เลย แต่กระนั้นก็ตาม คุณแม่อธิการคนนี้ก็สามารถจัดหาทรัพย์สิน และวิธีเก็บมันได้อย่างน่าแปลกประหลาด คุณพ่อวิทยาทิลบันทึกไว้ว่า เมื่ออาหารขาดแคลนมาก ๆ และไม่มีความช่วยเหลือจากใคร เธอจะสวดภาวนาต่อพระเจ้าอย่างเร่าร้อน แล้วนักบุญยอแซฟก็จะนำอาหารมาให้ และเอาเงินไปใส่ไว้ในกล่องของเธอ แต่บางเวลาก็ไว้ใต้เสื่อนอนเธอ บางเวลาก็ในมือของเธอเลย


ด้วยเล็งเห็นว่าการศึกษาในโรงเรียนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการปลูกฝังคุณค่าของพระวรสาร และจริยธรรมในสังคมให้เด็ก ๆ และเล็งเห็นว่าที่ปุเทนชิระยังขาดโรงเรียน ทำให้เด็ก ๆ หลายคนในหมู่บ้าน โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงขาดโอกาสทางการศึกษา ท่านจึงนำเรื่องที่จะตั้งโรงเรียนนี้ไปปรึกษากับคุณพ่อวิทยาทิล ซึ่งคุณพ่อก็เห็นด้วย และได้ส่งเรื่องไปยังพระคุณเจ้าเมนาเชรี ฝั่งพระคุณเจ้าก็อนุมัติ  ทำให้ในสภาพที่ไม่มีอะไรเลยไม่ว่าจะเงิน หรือบุคลากรที่ได้รับการอบรม โรงเรียนประถมขนาดสองชั้นเรียนจึงถูกเปิดขึ้นในชื่อ โรงเรียนประถมศึกษาพระวิสุทธิวงศ์ ในปี ค..1915 โดยอาศัยการดัดแปลงอาคารที่ท่านพักมาเป็นที่เรียน 

แต่เนื่องจากไม่มีใครในอารามของท่านมีประสบการณ์ด้านนี้โดยตรบ ท่านจึงได้ขอให้พระคุณเจ้าเมนาเชรีช่วย ซึ่งพระคุณเจ้าก็ได้จัดส่งซิสเตอร์สองคนจากคณะภคินีแห่งพระมารดาแห่งคาร์แมลมาสอนที่โรงเรียนเป็นระยะเวลาหนึ่งปี แต่ยังไม่ทันไร ปัญหาก็เกิดขึ้นเมื่อโรงเรียนของท่านก็ไม่ถูกนับว่าเป็นโรงเรียนจากทางภาครัฐ เพราะโรงเรียนขาดคุณสมบัติหลายประการ กระนั้นก็ดี ด้วยพระญาณสอดส่องของพระเจ้า ในเวลาต่อมาครูผู้ชำนาญการสองคนก็ถูกพามาสอนจากทั้งที่โกซีโกเดและก็อตตายัม และเมื่ออาคารเรียนแล้วเสร็จ ภาครัฐจึงอนุมัติการเป็นสถานศึกษาของโรงเรียนของคณะ งานของคณะจึงดำเนินต่อไปได้อย่างไม่มีอุปสรรค


วันเวลาล่วงไป ทีละเล็กละน้อยจากสมาชิกเพียงสี่คน ก็ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนขึ้นตามจำนวนสตรีที่มาคอยติดตามท่านในทุก ๆ ปี จนทำให้อารามหลังเดิมที่มีอยู่ไม่อาจจะรองรับจำนวนของสมาชิกคณะได้อีกต่อไป แต่ในสภาวะการณ์ดังนี้ ท่านก็ไม่อาจจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ในทันที เนื่องจากในเวลานี้แม้คณะจะเริ่มมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น แต่คณะก็ยังขาดเงินทุนสำหรับการขยายอาราม รวมถึงที่ดินที่จะรองรับโครงการนี้ ดังนั้นบรรดานักบวชหญิงจึงอยู่ในสถานการณ์อันยากลำบากอีกหน และแต่ก็เช่นทุกครั้งที่ท่านพบปัญหา ท่านได้หันหน้าไปขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า เฝ้าสวดภาวนาทั้งเช้าค่ำด้วยความเชื่อและความวางใจ ต่อพระเจ้าและครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ให้แก้ปัญหานี้

จนวันหนึ่งคุณพ่อจอห์น อัมบูเก็น ก็ได้เดินทางมายังอาราม และได้เสนอที่จะยกที่ดินรกร้างขนาดแปดไร่ที่หมู่บ้านกุสิกกัตตุสเสรี ซึ่งอยู่ในความดูแลของเขตปุเทนชิระให้คณะ รวมถึงยินดีจะช่วยเหลือด้านการเงินในการสร้างอารามหลังใหม่นี้ให้ด้วย ฝั่งพระคุณเจ้าเมนาเชรีเมื่อทราบเรื่อง ก็ได้จัดการซื้อที่ดินผืนดังกล่าว และได้เดินทางมาประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อารามและวัดน้อย ในวันที่ 2 กรกฎาคม ค..1917 จึงเป็นอันว่าปัญหาเรื่องอารามไม่สามารถรองรับการเติบโตของคณะได้รับการแก้ไขไปในเบื้องต้น


ที่ใช้คำว่า ในเบื้องต้น เพราะว่าแม้จะได้ที่ดินและเริ่มโครงการสร้างอารามใหม่ มันก็ไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น เนื่องจากในเวลาที่เริ่มก่อสร้างอารามหลังใหม่นั้น ประจวบเหมาะพอดีกับช่วงเป็นช่วงข้าวยากหมากแพง และค่าเงินรูปีอ่อนตัวอันเป็นผลหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้การหาความช่วยเหลือทางด้านเงินทุนในการก่อสร้างเป็นเรื่องยากพอสมควร กระนั้นก็ตามพระเจ้าก็มิได้ทรงปล่อยให้งานของพระองค์ล่มลงเสียกลางทาง เพราะท่ามกลางความยากลำบากนั้น มหาราชาแห่งโกชิน ผู้ปกครองดินแดนชาวฮินดูก็ได้ทรงบริจาคไม้สำหรับใช้ก่อสร้างอาราม เพราะพระองค์ทรงชื่นชมชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์และกิจการเมตตาของท่าน และเวลาเดียวกันก็มีการบริจาคมากมายหลั่งไหลมาจากบรรดาผู้ใจบุญทั้งหลาย

ซิสเตอร์โรส มารีอัม ซึ่งรู้จักท่านตั้งแต่ปี ค..1918 เล่าถึงเวลานั้นว่า คุณแม่มารีอัม เทรเซียทำงานหนัก เพื่อการเติบโตและการพัฒนาของคณะที่พึ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ เกือบทุกวันท่านเดินถึงห้ากิโลจากปุเทนชิระไปยังกุสิกกัตตุสเสรี เพื่อกำกับดูแลการก่อสร้างอารามใหม่ และเพื่อทำงานร่วมกับบรรดาคนงาน ตั้งแต่ก่อนเวลาอาหารกลางวัน ซิสเตอร์เทรเซีย ที่มีโอกาสติดตามท่านในช่วงระหว่างการก่อสร้างอยู่บ่อยๆ  เล่าว่า บางครั้งเมื่อเงินจ่ายค่าแรงคนงานไม่มี ท่านก็ยังคงมีความกล้าหาญ และความวางใจที่ไม่ธรรมดา ท่านเดินหน้างานก่อสร้างอารามและวัด ด้วยการวางความวางใจของท่านไว้ในการอารักษ์ขาเช่นบิดาของพระเจ้า ผู้ทรงสรรพานุภาพ ในประวัติของท่าน มีบันทึกว่า ท่านดูแลการก่อสร้างอาราม ด้วยวิธีการทำงานหนักตลอดห้าปี โดยไม่เคยสนดวงอาทิตย์ ฝน อาการเจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ ตามปกติ หรืออาการเจ็บป่วยใหม่ที่ส่งผลต่อร่างกายของท่าน


ระหว่างการก่อสร้างอารามใหม่ ท่านก็ตระหนักรู้ในทันทีว่าการพัฒนาพันธกิจด้านการศึกษา จะไม่มีทางเป็นไปได้เลยหากขาดทีมของซิสเตอร์ด้านการศึกษา ท่านเข้าใจดีถึงความจำเป็นของภาษาอังกฤษ อันเป็นสิ่งที่ท่านไม่มี ดังนั้นในปี ค..1918 ท่านจึงเช่าอาคารที่เมืองทริชชูร์ เพื่อใช้เป็นหอพักสำหรับผู้ที่ท่านส่งไปศึกษาต่อที่โรงเรียนภาษาอังกฤษเมืองทริชชูร์  หลังจากนั้นท่านจึงจัดส่งซิสเตอร์จำนวนสี่คน และเด็กหญิงอีกยี่สิบคนไปศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นไป  นอกนี้แล้ว ท่านยังมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และมีความคิดที่ชัดเจนว่าจะให้คณะใหม่ของท่านดำเนินงานควบคู่ไปทั้งกับโรงเรียนและครอบครัว เพราะท่านตระหนักดีเช่นกันว่าการศึกษาต้องเริ่มต้นที่ครอบครัวเป็นอันดับแรก

การก่อสร้างอารามหลังใหม่แล้วเสร็จในปี ค..1922 แต่เนื่องจากพระคุณเจ้าเมนาเชรีได้สิ้นใจไปก่อนหน้านั้นแล้ว ดังนั้นอารามหลังใหม่จึงถูกเปิดเสกโดยพระสังฆราชคนใหม่ของสังฆมณฑลทริซชูร์ นั่นคือพระคุณเจ้าฟรานซิส วาชาปิลลี ซึ่งก็เป็นผู้อนุญาตให้ท่านและคณะย้ายมาอยู่ที่อารามใหม่หลังนี้ ท่านนั้นเมื่อมองเห็นเหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้แล้ว ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก บัดนี้อารามที่กุสิกกัตตุสเสรีได้กลายเป็นบ้านแม่หลังที่สองของคณะนี้แล้ว และคณะสามารถดำเนินพันธกิจต่อไปได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องที่ทางอีกต่อไป


ไม่นานหลังการย้ายอาราม ท่านก็เริ่มขยายขนาดอาคาร และจัดได้ตั้งโรงเรียนประถมศึกษาตอนต้นขึ้น มีคำบรรยายถึงประวัติในการดำเนินงานด้านการศึกษาของท่านที่ไพเราะว่า แม้ว่าข้ารับใช้พระเจ้าจะไม่เคยได้รับการศึกษาในโรงเรียน ท่านก็เอาจริงและให้ความสนใจกับเรื่องการศึกษาของคนอื่น ๆ มาก ๆ เมื่อใดก็ตามที่พวกซิสเตอร์เปิดอารามใหม่ พวกเธอก็ร้อนรนยิ่งที่จะสร้างโรงเรียน

ในอารามแม้จะผ่านสงครามครั้งใหญ่กับเจ้าปีศาจมาแล้ว มันก็หาได้เลิกระรานท่านไม่ เพียงแค่มันลดระดับการรังควานลง ซิสเตอร์โยฮันนาเป็นพยานว่า ฉันมักสังเกตเห็นว่าอาหารที่เธอกำลังตักเข้าปาก จะถูกผลักออกออกไปด้วยพลังบางอย่างที่มองไม่เห็น บ่อยครั้งพวกเรามักได้ยินเสียงคร่ำครวญ และร้องไห้อย่างทุกข์ทรมานของเธอ  พยานลำดับที่ 18 ให้การว่าตนเห็นอากาศเย็นกระหวัดไปที่ดวงตาของท่าน เหมือนมีแรงบางอย่างกระทำอยู่ คืนและวันในชีวิตนักบวชของท่าน จึงผ่านพ้นไปอย่างทุกข์ทน แต่ท่านก็ต่อสู้กับอย่างกล้าหาญและน้อมรับมัน ด้วยความเชื่อความหวังในพระเจ้า ในการเดินตามน้ำพระทัยของพระองค์เช่นกัน ดั่งเห็นชัดในข้อความจากจดหมายของท่านถึงคุณพ่อวิทยาทิลที่ว่า คุณพ่อที่เคารพของลูก ลูกไม่รู้จะอธิบายความเจ็บปวดลูก และลูกรู้สึกอย่างไรได้อย่างไร เอาง่าย ๆ ความเจ็บปวดของลูกเหมือนท้องทะเลที่ปั่นป่วน พระเจ้าทรงประสงค์ให้เป็นดังนั้นแก่ลูก

คุณแม่อธิการผู้แสนดี 

ในการจัดการอาราม ท่านรู้วิธีที่จะรับมือกับทุกคนด้วยความกรุณาและความเข้าใจ ท่านรู้ข้อจำกัดของตัวเองดี ท่านเปิดอ้ารับทุกความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการดูแลอาราม สัตบุรุษหลายคนจดจำได้ถึงความเคารพและการช่วยเหลือของท่านกับบรรดาซิสเตอร์ได้เป็นอย่างดี การปฏิบัติตัวของท่านต่อผู้อยู่ใต้บังคัญบัญชาถือเป็นแบบฉบับที่ดี กล่าวคือท่านไม่เคยถือตัว หรือเอาแต่ใจ หรือเผด็จการ ทุกคนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้เมื่อพบท่าน และสามารถไปหาท่านเสมอ

นอกนี้ท่านยังเอาใจใส่สมาชิกใหม่ของคณะ บุคลิกภาพและแบบฉบับของท่านมีส่วนในการเติบโตของสมาชิกใหม่มากกว่าคำแนะนำหรือคำชี้แนะของท่าน และแม้ท่านจะมีการศึกษาน้อย ท่านจึงอ่านหนังสือภาวนาได้ไม่มาก และไม่อาจจะสอนคำสอนชีวิตจิตและชีวิตนักพรตได้มากเท่าไรนัก ท่านก็เป็นศูนย์รวมของชีวิตฝ่ายจิต ท่านมักแนะนำให้นวกะเณรีของคณะถึงวิธีร่วมมิสซา ซึ่งนั่นก็คือวิธีรำพึงถึงพระมหาทรมานของพระคริสตเจ้าระหว่างมิสซาแบบของท่านเอง

คำแนะนำของท่านเปี่ยมไปด้วยเทววิทยาที่ลึกซึ้ง ซึ่งเป็นรูปธรรมและปฏิบัติได้อย่างชัดเจน ซิสเตอร์บางคนได้บันทึกแนวทางปฏิบัติของท่านไว้ดังนี้

. ปฏิบัติตามธรรมนูญ
. ในช่วงเวลาของโรคภัยไข้เจ็บหรือความทุกข์ยาก อยากทำหน้าบึ้งตึง
. เมื่อผู้ใหญ่ตักเตือนเธอ มันไม่ดีที่จะพูดโต้ตอบอันใด
. อย่าอิจฉาผู้มีสิ่งล้ำค่า
. อย่าสูญเสียเป้าหมาย
. มอบถวายให้กับพระกุมารเยซู ด้วยมงกุฎ, สร้อยข้อมือ, แหวนและเครื่องประดับอื่น ๆ
. อย่าเผลอหลับ และไม่มองที่นั่นที่นี่ในระหว่างมิสซา
. อย่าหลับในระหว่างรำพึง ถ้าหลับจงมาคุกเข่าอยู่ตรงกลางวัดแล้วเหยียดแขนออกเป็นรูปกางเขน
. อย่าหัวเราะเมื่อผู้ใหญ่ติเธอ หรือขัดจังหวะพวกท่านเหล่านั้น
. ของขวัญที่ได้รับจากทางบ้าน ควรจะมอบให้กับคณะ
. เมื่อเธอเดินรูป มันเป็นเรื่องดีแก่วิญญาณที่จะมองเห็นพระมารดามหาทุกข์ทุก ๆ ภาคที่เดินไป
. มอบความศรัทธาเป็นพิเศษต่อแม่พระมารดาของพระเจ้าและนักบุญยอแซฟ
.เมื่อเกิดเหตุการณ์พิเศษระหว่างเสิร์ฟอาหาร จงมองเพียงเล็กน้อย
. ในห้องอาหารให้จูบเท้าของพวกซิสเตอร์และแบกกางเขน ให้รักษาความเงียบหลังจากสัญญาณนอนในเวลากลางคืน

ไม่เพียงแต่ซิสเตอร์ในอารามที่ท่านดูแล คนงานและคนใช้ในอารามท่านก็ดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี ท่านให้เงินเขาตรงเวลา ทั้งยังให้ความรักกับพวกเขาอย่างเคยถือตัว ท่านคอยมอบอาหารให้เขาทุกวัน และแสดงให้พวกเขาเห็นความเห็นอกเห็นใจดุจมารดา เชวาเย่ แก็คชัคโก อดีตคนงานในอาราม เล่าถึงท่านว่า ท่านระมัดระวังมากในเรื่องอาหารของเรา แม้ท่านจะมีกิจธุระมากท่านก็ให้ความใส่ใจในการจัดหามัน ท่านรักที่จะทำงานร่วมกับพวกเรา ท่านชอบเล่นกับเราและชอบให้กำลังใจเรา ท่านแบ่งอาหารของท่านให้เราทุกวัน ท่านรักพวกเรามาก เวลาท่านได้ของขวัญอะไรมา ท่านก็จะเอามาแบ่งให้เด็ก ๆ กับคนงานในอาราม เหมือนที่ท่านแบ่งให้ซิสเตอร์คนอื่น ๆ 

มารดา 

จากคำพยานมากมาย หลายคนมักจะพูดถึงกิจการเมตตาของท่านต่อผู้ยากไร้ ก่อนจะทันถูกถามจากสอบสวนในกระบวนการขอแต่งตั้งท่านเป็นนักบุญเสียอีก ซึ่งหนึ่งในกิจเมตตาเหล่านั้นก็คืองานเมตตาต่อเด็กกำพร้า  โดยทุก ๆ ครั้งที่ท่านพบเด็กคนใดถูกปฏิเสธหรือไม่ได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ ท่านก็จะตรงไปนำพวกเขาเหล่านั้นไปยังอารามในทันที ดั่งเรื่องที่มีบันทึกว่า คุณแม่มารีอัม เทรเซียทราบว่ามีอัมบัตตธี (สตรีในวรรณะต่ำ)ในปุเทนชิระคนหนึ่งกำลังกำลังจะตาย และรีบไปดูแลเธอในเร็วพลันหลังจากเธอสิ้นใจ ทารกเพศหญิงตัวน้อยคลานไปหาร่างกายไร้วิญญาณของมารดา ดังนั้นท่านจึงก้มตัวลงอุ้มเด็กกำพร้านั้น และพาเธอไปยังอาราม ท่านได้จัดให้เธอรับศีลล้างบาป และตั้งชื่อเธอว่า บริยิต

ท่านดูแลเด็กๆกำพร้าเหล่านั้นดุจมารดาแท้ของพวกเขา ท่านมีความรักของแม่อย่างแท้จริง แอนนี่ หนึ่งในเด็กกำพร้าที่ท่านดูแล เขียนเล่าในภายหลังว่า ท่านเป็นคุณแม่ตลอดชีวิตของดิฉัน ท่านทั้งอาบน้ำ หวีผม และแต่งตัวให้ฉันเวลาไปโรงเรียน เมื่อดิฉันกลับมาจากโรงเรียน คุณแม่ก็จะเอาอาหารบางส่วนของท่านให้ดิฉัน

ความศรัทธาพิเศษต่อแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ฯ 

ในเรื่องนี้พยานหลายคนก็ได้ให้การถึงสิ่งนี้ พยานลำดับที่เก้าได้ให้การว่า ฉันสังเกตว่าวันฉลองแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์จะเป็นวันแห่งความสุขของท่าน ท่านแสดงถึงสิ่งนี้ด้วยการให้ของขวัญแก่เด็ก ๆ และใช้เวลาทำกิจกรรมสันทนาการตลอดทั้งวัน ซึ่งในเรื่องความศรัทธานี้ ท่านจะเตรียมจิตใจของท่านเพื่อฉลองด้วยการอดอาหาร พลีกรรม และสวดวันทามารีย์สี่สิบบทติดต่อกัน 25 วัน

พยานอีกคนเล่าว่า ท่านสอนพวกเราว่าพระเจ้าทรงดูแลทุกความต้องการของเรา และสอนให้เราสวดบทภาวนาสั้นๆว่า ‘ข้าแต่พระมารดาของลูก ความวางใจของลูก ท่านแนะให้เราสวดมันบ่อย ๆ ระหว่างทำกิจการต่าง ๆ

ปรากฏการณ์พิเศษในอาราม

ใบหน้าเรืองแสงสว่าง

หลายต่อหลายครั้งใบหน้าของท่านจะเรืองแสงออกมาภายหลังท่านรับศีลมหาสนิท ซิสเตอร์โยฮันนา ซึ่งอยู่กับท่านให้การเป็นลายลักษร์อักษรว่า หลังจากรับศีลแล้ว เธอก็เข้าสู่ภวังค์ และใบหน้าของเธอก็สว่างขึ้น ฉันเป็นพยานถึงเหตุการณ์ดั่งกล่าวในมิสซาเสมอ ฉันชอบหันกลับไป และมองใบหน้าของเธอในเวลานั้น

กลิ่นหอมพิเศษ

หลาย ๆ คนที่เข้าใกล้ท่านมักได้กลิ่นหอมประหลาดฟุ้งออกมาจากตัวของท่าน ซิสเตอร์โยฮันนา เป็นพยานถึงปรากฏการณ์กลิ่นหอมเกิดขึ้นถึงสามครั้งที่วัดน้อย เมื่อท่านเปิดตู้ศีล และเชิญให้เด็ก ๆ ในโรงเรียนประจำมาสวดภาวนาเป็นพิเศษร่วมกับท่าน 

อดีตเด็กหญิงที่พักอยู่ที่หอพักในอารามกุสิกกัตตุสเสรี เป็นพยานว่าเมื่อมีการรักษาอาศัยคำเสนอวิงวอนของท่าน ก็จะบังเกิดมีกลิ่นหอมประหลาดให้ผู้คนที่ร่วมสวดอยู่กับท่านได้กลิ่น ดั่งเช่นคราวหนึ่งที่มีซิสเตอร์คนหนึ่งในอารามกุสิกกัตตุสเสรีป่วยเป็นไข้ทรพิษ และจวนเจียนจะสิ้นใจเต็มที ท่านก็นำซิสเตอร์และทุกคนในอารามที่ต่างพากันหวาดกลัวโรคร้ายจะแพร่ระบาดเข้าไปในวัดน้อยเพื่อสวดภาวนา ท่านได้ตรงไปเปิดตู้ศีลและสวดภาวนาร่วมกับทุกคนอย่างร้อนรน พวกเราทุกคนได้กลิ่นหอมหวานไปทั่วทั่ววัดน้อย ที่สุดซิสเตอร์ผู้นั้นก็หาย และไม่มีใครได้รับผลกระทบใด ๆ เลย พยานที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นกล่าวสรุป

รอยแผลศักดิ์สิทธิ์

ที่อารามท่านใช้วิธีปกปิดรอยแผลของท่านด้วยการสวมใส่เครื่องแบคณะยาว ๆ และกำมือไว้ มีพยานเล่าถึงเวลานั้นว่า ฉันรูเรื่องรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ตั้งแต่ก่อนที่ท่านจะมาบ้านของฉันตอนฉันอายุแปดขวบ ทำให้ฉันอยากเห็นมัน ดังนั้นเอง เมื่อคนอื่น ๆ กำลังคุยกับท่านอยู่ ฉันจึงผละออกมาจากแถวนั้นและมายืนอยู่ใกล้ ๆ ท่าน และมองไปที่ฝ่ามือของท่าน ข้ารับใช้พระเจ้าคงเข้าใจดีว่าฉันกำลังมองมันอยู่และฉันคิดว่าท่านก็อนุญาต ฉันเห็นหลังมือของท่านเป็นแผลเป็นตรงรอยแผล ซึ่งฉันพบว่ามันเป็นเหมือนกันทั้งที่มือและเท้าทั้งสองข้าง วันเดียวกันคุณป้าของฉันที่นอนอยู่ใกล้ ๆ ท่าน เห็นคราบเลือดเป็นรอยแบบมงกุฎหนามที่ผ้าคลุมศีรษะของท่าน ท่านเล่าให้ฉันฟังในวันถัดมา ซิสเตอร์อากาธา ที่คอยดูแลอาหารให้ข้ารับใช้พระเจ้า ยังเล่าให้ฉันฟังว่าเธอเคยเห็นท่านรับทรมานในระยะต่าง ๆ ของพระมหาทรมานของพระเยซูเจ้าอีกด้วย ประสบการณ์พระมหาทรมานของท่านเกิดในวันศุกร์เทศกาลมหาพรต

ข้าแต่ท่านนักบุญมารีอัม เทรเซีย ช่วงวิงวอนเทอญ



ข้อมูลอ้างอิง

มะลิน้อยแห่งแดนภารตะ "มารีอัม เทรเซีย" ตอน 3


นักบุญมารีอัม เทรเซีย
St. Mariam Thresia
ฉลองในวันที่ : 6 มิถุนายน


การหมั้นหมายฝ่ายจิต

ดั่งที่เรารู้ ๆ กันดี ว่าก่อนที่จะเข้าพิธีมงคลสมรส ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่บ่าวสาวที่มีใจสมัครักใคร่ ก็ต้องหมั้นหมายกันไว้ก่อน องค์พระเยซูเจ้าเองก็ทรงหมั้นหมายท่านไว้เป็นของพระองค์เช่นกัน โดยพระองค์ทรงหมั้นท่านไว้ในคืนหนึ่ง ในปี ค.. 1905 เมื่อท่านมีวัยได้ 29 ปี ในคราวนั้นพระองค์ทรงตรัสอย่างยิ้มแย้มกับท่านว่า ให้เราสวมแหวนวงนี้ที่นิ้วของลูกเถิด  พร้อมยื่นแหวนในพระหัตถ์ออกมา ฝั่งท่านก็ได้แต่นิ่งเงียบไม่ได้แสดงท่าทีอันใด

หลังจากนั้นเวลาล่วงเลยมา กระทั่งท่านตื่นนอนในคืนหนึ่ง ท่านก็พบว่าที่นิ้วของท่านมีแหวนวงหนึ่งประดับประดาด้วยหินอันมีค่า ท่านจึงเร่งนำความนี้ไปเล่าให้คุณพ่อวิญญาณของท่านฟัง หลังจากนั้นวันหนึ่งแม่พระทรงเผยแก่ท่าน ว่าเป็นพระเป็นเจ้าเองที่ทรงสวมแหวนวงนี้ให้ท่าน และมันไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับของขวัญเช่นนี้ แต่ถึงจะรู้ดังนี้แล้วก็ตาม ท่านก็ยังรู้สึกเขินอายที่จะสวมมันอยู่ดี

อีกครั้งในค่ำคืนของวันที่ 16 กันยายน ปีหนึ่ง พระเยซูเจ้าก็ทรงเสด็จมาหาท่านอีกครั้ง คราวนี้พระองค์ทรงถอดแหวนวงเดิมจากนิ้วของท่าน แล้วสวมท่านอีกรอบ หลังจากนั้นในค่ำคืนอีกคราหนึ่ง พระองค์ก็ทรงแสดงให้ท่านเห็นแหวนทองวงหนึ่งให้ท่านเห็น พลางตรัสถามว่าท่านอยากได้มันไหม แล้วแต่พระองค์จะทรงพระกรุณา พระเจ้าข้า ท่านจึงทูลตอบ เราจะมอบมันแก่ลูกในอนาคต พระองค์ตรัสตอบเจ้าสาวของพระองค์


รอยแผลศักดิ์สิทธิ์

ในปี ค..1905 ด้วยวัย 28 ปี ท่านเริ่มได้รับรอยแผลศักดิ์สิทธิ์เป็นครั้งแรก แต่เป็นลักษณะของรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็น โดยแม่พระได้ตรัสผ่านท่านระหว่างท่านอยู่สภาวะฌานพระมหาทรมานกับคุณพ่อวิทยาทิลในครั้งแรกที่มาพบท่านถูกตรึงว่า อย่าได้กลัวต่อสิ่งที่ได้เห็นเลย นี่คือรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานแก่เธอ มันจะเริ่มตั้งแต่บ่ายวันศุกร์และจะจบลงในเวลาเที่ยงคืน สิ่งนี้จะเกิดในระหว่างเทศกาลมหาพรตเช่นเดียวกัน

บาดแผลของท่านเกิดในหลายวาระโอกาส และลักษณะรอยแผลของท่าน บางครั้งก็มีหยดเลือดไหลออกมาจากบาดแผล แต่บางครั้งก็มีแต่เพียงรอยแผล คุณพ่อวิทยาทิล คือ หนึ่งในบรรดาพยานที่ได้เห็น คุณพ่อบันทึกว่า เมื่อวันพุธที่ 27 มกราคม ค..1909 ในเวลารำพึงหลังเที่ยงคืน พระเยซูเจ้าก็ทรงประทานรอยแผลทั้งห้าของพระองค์ที่มองเห็นได้ให้แก่เธอ บาดแผลปรากฏบนมือและเท้าทั้งสองและสีข้าง ที่มือและขาดูราวกับถูกตรอกตรึง และที่สีข้างก็เหมือนถูกแทงด้วยหอก ตะปูหนึ่งดอกจากมือของเธอล่วงลงมา และเธอก็ได้แสดงมันให้คุณพ่อวิญญาณของเธอเห็น ตะปูบนขายังคงอยู่ทั้งคู่ บางเวลาก็มีเลือดซึมออกมาจากบาดแผลเหล่านี้ ส่วนในเวลาอื่นก็มีเพียงรอยเลือดให้ได้เห็นเท่านั้น


และด้วยพระพรนี้เอง ก็ทำให้ทุกวันศุกร์ ผู้คนบริเวณที่ท่านอยู่ก็จะพากันมาอออยู่ที่บ้านของท่าน เพื่อว่าจะได้เห็นท่านลอย และถูกตรึงบนกำแพงดุจพระเยซูเจ้าถูกตรึงบนกางเขน ซึ่งพระพรนี้ก็ไม่เพียงเกิดที่บ้านของท่านเท่านั้น เพราะคราวหนึ่งขณะท่านเดินทางไปเยี่ยมบ้านคนรู้จักที่ธุระวูร์ ท่านก็เข้าสู่สภาวะฌานพระมหาทรมานอย่างกะทันหัน พยานที่อยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้นเล่าว่า ฉันขอเป็นพยานถึงความทรมานของเธอ อันเป็นการมีส่วนในพระมหารทานขององค์พระผู้เป็นเจ้า วันหนึ่งข้ารับใช้พระเจ้าได้มาที่บ้านของพวกเรา ขณะที่พวกเราทุกคนนั่งและพูดคุยกันอยู่นั้น เธอก็อยากที่จะล้มตัวลงนอน ขณะนั้นเป็นเวลาบ่าย ๆ ทันใดนั้นเองเธอก็เป็นลมหมดสติไป … พวกเรายิ่งตกใจขึ้นไปกว่านั้นอีก เมื่อพวกเราเห็นเสื้อคลุมบริเวณช่วงหน้าอกของเธอชุ่มไปด้วยเลือด ที่กลางฝ่ามือทั้งสองและเท้าเท่าที่มองเห็นได้ดูคล้ายกับถูกเจาะ แต่ไม่มีหยดเลือดไหลออกมาให้เห็น รอบ ๆ ศีรษะของเธอมีรอยหยดเลือดเป็นรูปมงกุฎ แต่กระนั้นก็ตามมันก็ไม่ได้ไหลย้อยลงมา เวลาผ่านไปได้สักระยะ เธอจึงฟื้นและได้ดื่มน้ำไปชามใหญ่ จากนั้นเธอจึงเปลี่ยนเสื้อที่เปื้อนเลือดของเธอ เธอดูเหมือนหมดแรง คุณพ่อของฉันได้รับเสื้อผ้านั้นไว้และเก็บไว้อย่างดี จนปัจจุบันมันก็ยังคงถูกเก็บอยู่ที่บ้านหลังนั้น

พระพรนี้ยังคงอยู่ตลอดชีวิตของท่าน ตราบจนถึงวาระสุดท้ายในชีวิตของท่าน และแม้จะเป็นที่รู้กันดีว่าท่านมีพระพรเช่นนี้ ท่านก็ปรารถนาที่จะซ่อนมันจากสายตาของคนอื่น ๆ ในเวลาปกติที่ท่านยังมีสติ เพราะท่านไม่ชอบให้ใครรู้ถึงพระหรรษทานพิเศษของท่าน ทำให้มีเพียงไม่กี่คนที่ได้เห็นรอยแผลของท่านชัด ๆ เต็ม ๆ ในตลอดชีวิตของท่าน แต่กระนั้นก็พอให้สรุปได้ว่า ในเวลาปกติบาดแผลของท่านนั้นจะดูเหมือนแผลที่หายแล้วโดยทั่ว ๆ ไป


การลอย

ในพระศาสนจักรพระพรเกี่ยวกับการลอยถือไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เพราะถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและได้รับการรับรองจากพระศาสนจักรมานานแล้ว ตัวอย่างผู้ที่ได้รับการรับรองก็เช่น นักบุญยูเซปเป แห่ง กูเปร์ตีโน พระสงฆ์คณะภารดาน้อยกอนเวนทัวลี ชาวอิตาลี , นักบุญมาเรียม แห่ง พระเยซูเจ้าถูกตรึงกางเขน ชีลับชาวปาเลสไตน์ ผู้ได้รับรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ และนักบุญคุณพ่อปีโอ พระสงฆ์ชาวอิตาลีผู้โด่งดัง เช่นนั้นเองปรากฏการลอยของท่านจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อันใด แต่มันมีลักษณะที่พิเศษและต่างออกไป

กล่าวคือโดยปกติแล้วบุคคลที่มีโอกาสได้เข้าร่วมกับพระเยซูเจ้าในการตรึงกางเขน โดยปกติจะเพียงแค่มีรอยแผลต่าง ๆ ปรากฏชัดขึ้น แล้วทำท่าเหมือนถูกตอกตรึงบนพื้นหรือเตียง แต่สำหรับท่านนั้น เมื่อท่านได้มีโอกาสร่วมในการตรึงกางเขน ร่างของท่านจะลอยขึ้นไปตรึงอยู่บนผนังของบ้านสูงจากพื้นไม่กี่ฟุต แล้วปรากฏมีเลือดไหลออกมาจากบริเวณรอยแผลที่มือ เท้า และศีรษะ ในวันศุกร์

มีพยานหลายคนที่เห็นเหตุการณ์นี้ ดั่งที่ได้กล่าวไปแล้วในหัวข้อรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งหนึ่งในนั้น ก็คือคุณพ่อวิทยาทิล ที่เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม ค..1906 เธอไม่ดื่มอะไรเลยนอกเสียจากน้ำเปล่า ในวันศุกร์ ตั้งแต่เวลาบ่ายสามโมง อาการปวดก็ทวีขึ้นตลอดร่างกายของเธอ จนเมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป เธอก็จะตรึงอยู่บนผนังในสภาพที่ขาไม่แตะฟื้น และมือเหยียดออก เธอรู้สึกได้ว่ามือและขาของเธอถูกตอกตรึง และมีเลือดไหลซึมออกมาจากพวกมัน เวลาเดียวกันก็รู้สึกว่าเส้นประสาทขดงอ และอาการปวดอย่างปัจจุบันทันด่วน


การตรึงกางเขน

ท่านเคยบอกกับคุณพ่อวิทยาทิล ในบ่ายวันศุกร์ช่วงมหาพรต ที่คุณพ่อแวะมาหาว่า พระเยซูเจ้าพร้อมทูตสวรรค์ถือตะปูและค้อนอยู่ในห้องของท่าน หลังจากนั้นทูตสวรรค์จึงเอาตะปูนั้นมาตรึงมือและเท้าของท่านไว้ จนเส้นประสาทต่าง ๆ ของท่านตึง และหัวใจของท่านก็ถูกแทง  

มีผู้คนเป็นจำนวนมากเป็นพยานถึงปรากฏการณ์นี้ มีทั้งฆราวาส นักบวช และพระสงฆ์ พยานคนหนึ่งได้ให้การในการกระบวนการสอบสวนฯว่า แม่ของฉันได้เล่าเหตุการณ์ที่ท่านเห็นให้ฉันฟัง ขณะที่ข้ารับใช้พระเจ้าอายุได้ 25 ปี แม่ของฉันก็ได้เดินทางไปเยี่ยมท่าน ในครั้งนั้นแม่ของฉันก็พบท่านนอนนิ่งอยู่บนเตียง มีทั้งสองจับขอบเตียงแน่น ท่านนอนคว่ำหน้าอยู่ แม่ของฉันจึงเข้าไปเขย่าตัวเธอ แต่ก็เปล่าประโยชน์ ท่าน(แม่ของพยาน)ไม่สามารถจะขยับมือที่กำนั้นได้


อีกคนที่ได้เป็นพยานถึงเหตุการณ์นี้ก็คือ ฯพณฯ จอห์น เมเนเชรี และคณะซิสเตอร์จากอารามพระหฤทัยพระเยซูเจ้า โดยเหตุการณ์มีดังนี้ วันหนึ่งในตอนสายๆ ฯพณฯ จอห์น เมเนเชรี พระสังฆราชแห่งทริชชูร์ ก็เดินทางมายังอารามพระหฤทัยพระเยซูเจ้า ท่านบอกกับเราว่าเทรเซีย มันคิดิยันจะเข้าสู่สภาวะฌานทุก ๆ วันศุกร์ และที่ตรงมือและเท้าของเธอจะสามารถเห็นรอยตะปูได้ชัดเจน ท่านถามว่าพวกเราอยากเห็นมันไหม หลังจากท่านก็บอกให้พวกซิสเตอร์พาบรรดานวกะไปด้วยเมื่อจะไป ดังนั้นเองพวกเราจึงเดินทางไปยังอารามที่โอลลูร์ พวกเราบางคนก็เดินเท้า บางคนก็นั่งเกวียนไป ซิสเตอร์สูงอายุเป็นคนเดินทางไปก่อน หลังจากนั้นจึงเป็นพวกเรา จึงไม่เหลือใครอยู่ที่อารามเลย 

เมื่อเราไปถึงที่หมาย พวกเราก็พบกับเทรเซียกำลังกางแขนออก มืออยู่ระดับศีรษะบนผนังประดุจหนึ่งถูกตรึงไว้ เท้าของเธอวางซ้อนกัน เหมือนถูกตรึง พวกเราไม่ได้มองเห็นตะปูชัด ๆ มีเลือดนิดหน่อยไหลซึมออกมาจากฝ่ามือไปข้อมือและจากเท้า พวกเราพยายามยกหรือขยับมือและขาของเธอช้า ๆ แต่พวกมันก็ไม่ขยับ เทรเซียครางเล็กน้อยเหมือนมีอาการเจ็บปวด ก้อนเลือดเห็นได้ที่พวกมัน และที่รอบศีรษะของเธอ เหมือนถูกสวมมงกุฎหนาม มีเลือดไหลออกมาเพียงเล็กน้อยบริเวณหน้าผาก ตาของเธอปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง

พันธกิจเพื่อคนบาป


วันหนึ่งพระสวามีเจ้าได้ทรงเชื้อเชิญให้ท่านมีส่วนร่วมในพระมหาทรมานของพระองค์ โดยการที่พระองค์ได้ทรงประจักษ์มาหาท่านในสภาพพระวรกายเต็มไปด้วยบาดแผล พระองค์ทรงแบกกางเขนมา และขอให้ท่านมีส่วนร่วมในพระมหาทรมานของพระองค์สำหรับความผิดบาปของมนุษย์ นี่เองจึงเป็นคำเชื้อเชิญของเจ้าบ่าวผู้ทุกข์ทรมานให้คู่สมรสของพระองค์ตรึงตัวไว้เพื่อทุก ๆ คน เช่นนั้นเองด้วยการมอบหมายของพระเยซูเจ้าและคำแนะนำของแม่พระ ภารกิจเป็นยัญบูชาของท่านจึงได้เริ่มขึ้น 

เริ่มจากการประจักษ์มาของแม่พระในวันหนึ่ง วันธรรมดา ๆ ที่พระมารดาทรงร้องขอ ให้ท่านสวดภาวนาเพื่อคนบาปคนหนึ่งที่ได้ละทิ้งความเชื่อไป ท่านเองที่เวลานั้นยังไม่เข้าใจอะไรมากนัก ก็เริ่มสวดภาวนาตามที่พระนางขอ และหลังจากนั้นอีกโอกาสหนึ่ง พระนางก็ทรงขอให้ท่านสวดเป็นพิเศษเพื่อการกลับใจของคนบาปอีก ซึ่งท่านเองก็น้อมรับและสวดอย่างร้อน


และเพียงไม่กี่วันถัดมา ในเวลาประมาณเที่ยงคืน ประตูบ้านพักของคุณพ่อก็ถูกเคาะรัวโดยชายคนหนึ่งที่พึ่งวิ่งมาจากบ้านของคนบาปคนหนึ่ง เพื่อแจ้งแก่คุณพ่อว่าชายที่นอนป่วยอยู่ที่บ้านต้องการรับการโปรดศีลอภัยบาปและศีลเจิมคนไข้ ดังนั้นคุณพ่อจึงรีบไปที่นั่นพร้อมโปรดศีลอภัยบาปให้เขาและสัญญาว่าจะนำศีลมหาสนิทมาให้เขาในวันรุ่งขึ้น เวลาล่วงผ่านมาจนถึงเช้าวันต่อมา คุณพ่อท่านนั้นก็รีบเชิญศีลมหาสนิทมาให้ชายผู้นั้นอย่างเร่งด่วน แต่เมื่อคุณพ่อจะส่งศีลให้ เขาก็หมดสติไปและพูดขึ้นว่า ผมพินาศแล้ว ห้องนี้เต็มไปด้วยไฟ คุณพ่อจึงตัดสินใจหยุดทรงศีล และนำแผ่นศีลวางไว้ที่โต๊ะ ก่อนจะขอให้ทุกคนคุกเข่าลงและสวดภาวนาเพื่อคนป่วย ทุกคนจึงเริ่มสวดสายประคำ ท่านเองก็สวดภาวนาด้วยเช่นกัน จนกระทั่งเที่ยงของวันถัดมาเขาจึงฟื้น

ฝั่งเจ้าปีศาจร้ายเมื่อรู้ว่ามันได้เสียดวงวิญญาณไปในเวลาเที่ยงแล้ว ในตอนบ่ายของวันนั้นมันจึงพากันมาลงมือทำร้ายอย่างโกธรเกี้ยว แม่พระได้แจ้งแก่คุณพ่อวิทยาทิลว่า คุณพ่อ พวกปีศาจมันบ้าคลั่งไปด้วยความโกธร และได้ทำร้ายเทรเซียจนบาดเจ็บ มีเลือดมากมายไหลซึมจากร่างกายของเธอ และเธอเองก็หวาดกลัวมากทีเดียว แผลหนึ่งยาวถึงเก้านิ้วและแม่ก็ได้รักษาให้หายแล้ว


นอกเหนือจากนั้น มีอีกครั้งหนึ่งที่พระเจ้าได้ทรงประทานพระพรแห่งความหยั่งรู้สถานะวิญญาณให้กลับท่าน เมื่อมีสตรีนางหนึ่งเข้ามาในห้อง ซึ่งท่านกำลังรับทุกข์ทรมานอยู่ ท่านก็ได้กลิ่นเน่าเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว และเมื่อมองไปที่ใบหน้าของสตรีนั้น ท่านก็พบว่าเธอมีใบหน้าที่ดูสลดหดหู่ ท่านจึงถามออกไปว่าทำไมเธอถึงดูเศร้าใจนัก สตรีนั้นก็เล่าว่า เธอได้ปกปิดบาปประการในระหว่างการแก้บาป ท่านจึงให้คำแนะนำฝ่ายจิตแก่เธอ แต่เธอก็ไม่กล้าไปแก้บาปนั้น ทั้งยังฝืนจะไปรับศีลมหาสนิท ท่านจึงค้านเธอไม่ให้ไปรับศีล จนท้ายที่สุดสตรีนั้นจึงตำหนิท่านอย่างรุนแรงด้วยความโกธร

ฝั่งท่านที่เห็นว่ารั้งไปก็เปล่าประโยชน์ จึงเลือกที่จะน้อมรับความทุกข์นี้อย่างเงียบ ๆ และสวดพร้อมพลีกรรมให้เธอ จนที่สุดแล้วสตรีนั้นจึงกลับใจและได้ไปแก้บาปอย่างดีในที่สุด และก็ด้วยพระพรเหล่านี้เอง ท่านจึงให้ความสนใจเป็นพิเศษกับการเตรียมผู้จะไปรับศีลอภัยบาปและรับศีลมหาสนิท และการแนะนำเรื่องสัตบุรุษการรับศลีฝ่ายจิตเป็นครั้งคราวไป

พันธกิจเพื่อวิญญาณที่ใกล้จะตาย


แม่พระทรงเป็นคนที่คอยส่งท่านไปให้คนที่ใกล้จะตายเพื่อปลอบประโลม เป็นกำลังใจให้และภาวนาเพื่อการจากไปอย่างสงบของพวกเขาอยู่เสมอ พระนางขอให้ท่านเดินทางไปหาคนใกล้ตายทุกคนในหมู่บ้าน และทรงเผยเรื่องนี้แก่คุณพ่อวิญญาณของท่าน  คุณพ่อวิทยาทิลจึงทูลถามพระนางว่าท่านจะไม่ถูกพวกปีศาจทำร้ายหรือรบกวนระหว่างทาง พระนางจึงเผยแก่คุณพ่อว่า หากท่านไปด้วยจุดประสงค์นี้ ท่านก็ไม่มีอะไรต้องกลัว

เช่นคราวหนึ่งพระนางทรงขอให้ท่านเดินทางไปหาชายชื่อ ยาก๊อบ ผู้อาศัยอยู่ที่ตำบลคูซิคคัททุสเสรี ซึ่งกำลังป่วย ณ ที่นั่นท่านได้เห็นปีศาจร้ายยืนอยู่ใกล้ศีรษะของเขา และกำลังชักนำวิญญาณของเขาให้สิ้นหวังต่อการไปสวรรค์ ท่านจึงเร่งสวดให้เขา และได้ขอให้เขาดื่มน้ำมะพร้าวที่ท่านซื้อมา หลังจากนั้นท่านจึงเดินทางกลับบ้าน และสวดภาวนาให้เขาต่อ กระทั่งไม่กี่วันถัดมา ยาก๊อบก็สิ้นใจ แม่พระได้เผยให้ท่านรู้ว่าก่อนเขาจะสิ้นใจ เขาได้กลับใจแล้ว


อีกครั้งหนึ่ง ต่างกันที่คราวนี้เป็นคุณพ่อวิญญาณรักษ์ของท่านเอง ที่สั่งให้ท่านไปหาสตรีนางหนึ่งที่กำลังป่วยด้วยโรคร้าย เพื่อปลอบประโลมและให้ความหวังแก่เธอ ท่านก็เร่งปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และก็เช่นเดียวกันกับกรณีของยาก็อบ เมื่อท่านไปถึงบ้านของเธอ ท่านก็เห็นปีศาจกำลังชักนำวิญญาณของเธอให้สิ้นหวัง ด้วยการเตือนเธอถึงชีวิตบาปของเธอ ส่วนทูตสวรรค์ก็พยายามให้คำแนะนำที่ดีของเธอ แต่ด้วยกลัวบิดาจะตำหนิว่ากลับบ้านช้า ท่านจึงได้ด่วนกลับบ้านไปพร้อมๆกับความหวังว่าจะกลับมาเยี่ยมเธออีกครั้ง แต่อนิจจา… ความคิดนี้ไม่อาจจะเป็นจริงได้ เพราะสตรีนั้นได้สิ้นใจภายในวันนั้นเอง

เย็นวันเดียวกันขณะท่านตกอยู่ในภวังค์ แม่พระก็ทรงตรัสกับคุณพ่อวิทยาทิลว่า ลูกไม่ได้ดุและตำหนิเธอให้มากพอ นั่นแหลเหตุผลที่เธอไม่ได้ไปในที่ที่เธอได้รับคำขอให้ไป หลังจากเห็นคนป่วยนอนอย่างหมดหวัง เธอก็กลับบ้านพร้อมคิดว่าจะกลับมาเร็ว ๆ นี้ แต่เธอก็ไม่ได้กลับไปเพราะความกลัว คุณพ่อจึงถามต่อว่าวิญญาณดวงนั้นได้รับความรอดไหม แม่พระก็ตรัสต่อว่า ลูกจะรู้ผ่านเธอเอง ก่อนทรงอวยพรคุณพ่อพร้อมตรัสว่า แม่ไปละ ฝั่งท่านเวลาเดียวกันจึงฟื้นคืนสติ ส่วนคุณพ่อวิทยาทิลก็มิได้พูดอะไรกับท่าน ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อกี้ และได้เดินทางกลับวัดในทันที


คืนต่อมาวิญญาณของสตรีนางนั้นก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าท่าน ร่างของวิญญาณอยู่ในเปลวไฟอันลุกโชน พูดกับทั้งน้ำตาว่า ฉันคือคนที่พึ่งตายไปเมื่อสองวันที่ผ่านมา ฉันพินาศไปตลอดกาลแล้ว แม้นเพียงหนูอยู่ใกล้ ๆ ฉันในเวลาสุดท้าย ฉันก็จะได้รับความรอดไปแล้ว ก่อนจะอันตรธานวับหายไป ทิ้งไว้แต่เพียงท่านที่เป็นทุกข์ใจเป็นยิ่งนัก ดังนั้นเองรุ่งขึ้น ท่านจึงไปเล่าเรื่องนี้ให้คุณพ่อวิทยาทิลฟัง ฝั่งคุณพ่อที่รู้เรื่องอยู่แล้วจึงตำหนิท่านอย่างรุนแรง ฝั่งท่านจึงบอกว่าที่ไม่ยอมไปก็เพราะท่านกลัวบิดาจะโกธรและจะเป็นการรบกวนทางบ้าน คุณพ่อวิทยาทิลจึงให้ข้อคิดกับท่านว่า ในโอกาสที่ท่านจะต้องปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า ไม่จำเป็นต้องกลัวใครหรือความคิดข้ออ้างตามประสาโลก 

พันธกิจเพื่อวิญญาณที่ในไฟชำระ

คุณพ่อวิทยาทิลบันทึกถึงจุดเริ่มต้น ความศรัทธาพิเศษต่อวิญญาณในไฟชำระ’ ของท่านว่า วันหนึ่งภายหลังทูตสวรรค์นำสนิทมาส่งให้ท่าน และเมื่อท่านรับแล้วน้อมตัวลงด้วยความสำนึกพระคุณ แม่พระก็ทรงประจักษ์มา และทรงพาท่านไปยังแดนผู้ตาย ณ ที่แห่งนั้น ท่านได้แลเห็นดวงวิญญาณมากมายกำลังเกลือกกลิ้งอยู่ในหลุมไฟ ซึ่งท่านก็สัมผัสได้ถึงความร้อนจากไฟเหล่านั้น แม่พระตรัสกับท่านว่า เทียบกับความทุกข์ทรมานของวิญญาณเหล่านี้แล้ว ความทุกข์ยากของลูกนั้นช่างเล็กน้อยนัก เช่นนั้นลูกไม่คิดจะช่วยพวกเขาเลยหรือ

ดังนั้นไม่เพียงแต่ฉุดรั้งวิญญาณที่กำลังจะไปนรกเท่านั้น ท่านจึงยังคอยช่วยเหลือบรรดาวิญญาณที่ติดในแดนชำระอีกด้วย โดยท่านทั้งสวด ทั้งทำพลีกรรม ทั้งร่วมมิสซา ทั้งปฏิบัติกิจการเมตตาต่าง ๆ และรับพระคุณการุณย์อย่างรุกร้อนไปด้วยความปรารถนาจะช่วยเหลือพวกเขา ในบางเวลาวิญญาณในไฟชำระบางดวงก็จะมาปรากฏแก่ท่าน เพื่อขอให้ท่านสวดให้พร้อมบอกว่าพวกเขาต้องติดอยู่ในไฟชำระ ปีบ้าง 25 ปีบ้าง 700 ปีบ้าง และภายหลังเมื่อท่านบวช ท่านก็มักย้ำสอนให้ซิสเตอร์ทุกคนสวดให้วิญญาณในไฟชำระเสมอ 
  
วิญญาณไฟชำระก็เหมือน ๆ เรามนุษย์โลก คือต้องการคำภาวนา และเมื่อได้คำภาวนาแล้วก็มักมาขอบคุณหรือตอบแทนผู้ช่วยเสมอ เช่นคราวหนึ่งวิญญาณดวงหนึ่งก็ได้ปรากฏมาหาท่านพร้อมกับแม่พระและทูตสวรรค์ วิญญาณนั้นกล่าวกับท่านว่า ขอบคุณนะสำหรับพระคุณการุณย์ที่เธอมอบให้ฉัน ฉันได้ออกจากไฟชำระและกำลังไปสวรรค์แล้วนะ ฉันน่ะถูกตัดสินให้อยู่ในไฟชำระตั้งแต่เจ็ดสิบปีที่แล้ว พูดเสร็จวิญญาณดวงนั้นก็ลอยขึ้นไปยังสวรรค์

แต่บางครั้งวิญญาณก็จะยังขอให้ทำสิ่งหนึ่งให้ เช่นการไกล่เกลี่ยและการไปแจ้งให้ครอบครัวของตนภาวนาให้ เป็นต้น ดั่งเช่นคราวหนึ่ง วิญญาณดวงหนึ่งซึ่งมีสภาพปวดร้ายได้ปรากฏมาท่าน วิญญาณดวงนั้นขอให้เธอไปบอกบิดาและน้องชายของเขาให้ขอมิสซาให้เขา พร้อมตรวจสอบบัญชีการเงินของเขา เพื่อจะได้ไปชำระหนี้สินต่างๆ เพื่อว่าระยะเวลาในไฟชำระของเขาจะลดลง ท่านจึงถามเขาว่าเป็นใคร วิญญาณนั้นจึงบอกกชื่อพร้อมที่อยู่ แล้วค่อยอันตรธานหายไป

ฝั่งท่านเมื่อทราบความต้องการนี้ ก็นำเรื่องไปแจ้งให้คุณพ่อวิญญาณของท่านฟัง แต่ด้วยภาระงานในฐานะสงฆ์ก็ทำให้คุณพ่อวิญญาณท่านลืม ไม่กี่วันถัดมาดวงวิญญาณนั้นจึงกลับมาหาอีกครั้ง และร้องขอแบบเดิมอีกครั้ง นอกจากนี้เขายังขอให้ท่านบริจาคเงินเป็นจำนวนสามรูปีเพิ่มอีกด้วย ฝั่งท่านเมื่อได้รับการรบเร้าอีกครั้ง ท่านจึงนำเรื่องนี้ไปเตือนความจำคุณพ่อ จนที่สุดคำขอนี้ก็ถูกส่งไปจนถึงบิดาและน้องชายของวิญญาณดวงนั้น ซึ่งพอทราบ ทั้งสองก็ได้จัดแจงทำตามคำขอนั้นทุกอย่างจนเป็นที่เรียบร้อย และแล้ววันหนึ่งท่านจึงได้เห็นวิญญาณดวงนั้นถือสายประคำทศสุดท้ายในมือของแม่พระ ลอยขึ้นไปยังสวรรค์พร้อมกับทูตสวรรค์ 



ข้าแต่ท่านนักบุญมารีอัม เทรเซีย ช่วงวิงวอนเทอญ


ข้อมูลอ้างอิง

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...