วันเสาร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2566

ข้อคิดจากนักบุญราฟาเอล อาร์ไนซ์ บารอน

ข้อคิดของนักบุญราฟาเอล อาร์ไนซ์ บารอน 

นักบุญราฟาเอล อาร์ไนซ์ บารอน เป็นภารดาคณะทราปปิสต์ชาวสเปน ผู้มีชีวิตในช่วงเวลาสั้น ๆ ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 แต่เป็นชีวิตธรรมดา แต่แสนพิเศษ เพราะท่านได้เผยให้เห็นคุณค่าของไม้กางเขน ผ่านทั้งข้อเขียนและการเจริญชีวิต โดยเฉพาะในช่วง 4 ปีสุดท้ายของชีวิต เมื่อท่านพบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคเบาหวาน และทำให้ท่านไม่ได้บวชเป็นนักพรต โดยบทความนี้จะแบ่งออกเป็น 2 หัวข้อ คือ ประสบการณ์ภายในเรื่อง: ผมจะเปลี่ยนสวรรค์ให้เป็นตลาดผักของท่าน และคำพูดของท่านในข้อเขียนอื่น ๆ บทความนี้เป็นส่วนขยายจากชีวประวัติของท่าน ในชื่อ “ราฟาเอล อาร์ไนซ” ธรรมดาแต่แสนพิเศษ ที่ทางเพจเคยลงไว้เมื่อนานแล้ว และได้ตัดสินใจชำระใหม่ในปีนี้ เพราะมองเห็นประโยชน์ของการนำข้อคิดของท่าน ที่ส่วนหนึ่งเคยอยู่ในชีวประวัติแยกออกมา เพื่อให้เราสามารถรำพึงไปพร้อมกับท่าน

1. ประสบการณ์ภายในเรื่อง:ผมจะเปลี่ยนสวรรค์ให้เป็นตลาดผัก


เวลาบ่ายสามโมงในวันที่มีฝนในเดือนธันวาคม เมื่อถึงเวลาทำงาน เนื่องจากเป็นวันเสาร์และมีอากาศที่หนาวมาก พวกเราจึงไม่ได้ออกไปทำงานที่ข้างนอก พวกเราพากันทำงานอยู่ในห้องซึ่งถั่วเลนทิลถูกล้าง มันฝรั่งถูกปลอก กระหล่ำปลีถูกสับ ฯลฯ พวกเราเรียกมันว่า ‘ห้องทดลอง’ ที่นี่มีโต๊ะตัวยาวพร้อมม้านั่ง และหน้าต่างที่มีไม้กางเขนแขวนอยู่ด้านบน ช่างเป็นวันที่หม่นหมองเสียจริง มีเมฆดำทะมึน มีลมพัดมาเป็นระยะ ๆ หยดน้ำจำนวหนึ่งค่อย ๆ โลมเลียกระจก และเหนือสิ่งอื่นใดคืออากาศที่หนาวเย็น อากาศหนาวตามฤดูกาลและภูมิประเทศ

ความจริง คือ นอกจากความเย็นที่ผมรู้สึกจากมือและเท้าที่เย็ยเฉียบ ส่วนใหญ่ผมมองเห็นสิ่งเหล่าภายในจินตนาการของผม เพราะผมแทบจะไม่ได้มองไปที่หน้าต่างเลย บ่ายวันนั้นทุกอย่างดูมืดครึ้มและทุกอย่างก็ช่างดูเศร้าสำหรับผม ผมรู้สึกได้ถึงความหนักใจอยู่เงียบ ๆ และก็ดูเหมือนว่าเจ้าปีศาจตัวน้อยบางตนต้องการหลอกล่อผมด้วยสิ่งที่ผมเรียกว่า ‘ความทรงจำ’ เพื่อทดสอบความอดทนและการรอคอย

ผมมีมืดอยู่ในมือ และเบื้องหน้าผมก็คือ ตระกร้าที่มีแครอทสีขาวขนาดมหึมา ซึ่งจริง ๆ แล้วคือหัวผักกาดขาด ผมไม่เคยเห็นมันอันใหญ่และเย็นได้ขนาดนี้ ผมจะจัดการกับมันอย่างไรได้บ้าง ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากต้องลงมือปอกเปลือกมัน เวลาค่อย ๆ ผ่านไปและมีดของผมก็ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านระหว่างเปลือกและเนื้อของหัวผักกาด ซึ่งผมก็สามารถทำมันออกไม่ได้สวย

เจ้าปีศาจยังคงทำสงครามกับผม ทำไมผมต้องออกจากบ้านและมาปอกสิ่งที่น่ารังเกียจเหล่านี้ท่ามกลางความหนาวเย็นที่แสนจะขมขื่น ช่างเป็นเรื่องที่ไร้สาระเสียจริงที่ต้องมานั่งปอกหัวผักกาดอย่างเอาจริงเอาจังตามที่ได้รับมอบหมาย เจ้าปีศาจตัวเล็กและเฉลียวฉลาดซ่อนอยู่ในตัวของผม และทำให้ผมคิดถึงบ้าน คิดถึงคุณพ่อคุณแม่และน้อง ๆ และคิดถึงอิสระที่ผมได้ละทิ้งไว้ข้างหลัง เพื่อคุมขังตัวเองอยู่ที่นี่พร้อมถั่วเลนทิล มันฝรั่ง กระหล่ำปลี และหัวผักกาด

ช่างเป็นวันที่หม่นหมองเสียจริง ผมไม่ได้มองไปที่หน้าต่าง แต่ผมก็เดาได้ว่าภายนอกน่าจะเศร้าเพียงไหน มือของผมแดง แดงเหมือนเจ้าปีศาจ เท้าของผมชา แล้ววิญญาณของผมเล่า ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า บางทีวิญญาณของลูกก็ทุกข์อยู่บ้าง แต่ไม่จะอย่างไร ลูกได้ลี้ภัยอยู่ในความเงียบ

ผมปล่อยเวลาไปกับความคิดทั้งหลายทั้งแหล่ หัวผักกาดและความหนาวเย็น ทันใดดุจสายลมพัด แสงอันทรงพลังก็สาดส่องเข้ามาในวิญญาณของผม ลำแสงของพระเจ้า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง มีเสียงถามผมว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ ผมกำลังทำอะไรอยู่ โอ้พระแม่มารีย์ นี่เป็นคำถาม ปอกหัวผักกาด ปอกหัวผักกาดงั้นหรือ ปอกไปทำไม และใจของผมก็ลิงโลดและตอบกลับโดยไม่ต้องคิดว่า ลูกกำลังปอกหัวผักกาดเพื่อความรัก เพื่อความรักของพระเยซูคริสตเจ้า

ผมไม่อาจบรรยายได้ว่าผมสามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างถ่องแท้อย่างไร แต่ที่ภายใน ลึกลงไปในวิญญาณของผม สันติที่ยิ่งใหญ่ได้เข้ามาแทนที่ความปั่นป่วนที่ผมเคยรู้สึกมาก่อน ผมพูดได้เพียงว่ามนุษย์คนหนึ่งสามารถเปลี่ยนสิ่งที่เล็กน้อยที่สุดในโลก ให้เป็นกิจการแห่งรักต่อพระเจ้าได้ ไม่ว่าจะเป็นการลืมตาหรือหลับตา ถ้าทำเพื่อพระนามของพระองค์แล้ว ก็สามารถนำเราไปสวรรค์ได้ การปอกหัวผักกาดด้วยความรักต่อพระเจ้าก็มีให้ผลมากเท่า ๆ กับการพิชิตอเมริกา การคิดว่าอาศัยพระเมตตาของพระองค์ลูกผมช่างเป็นคนโชคดีเสียจริง ที่ได้ทำบางสิ่งเพื่อพระองค์เติมเต็มวิญญาณของผมด้วยความยินดี ในแบบที่ว่าถ้าผมปล่อยตัวไปตามแรงนั้น ผมก็คงเริ่มโยนเจ้าหัวผักกาดไปทางซ้ายทีขวาที เพื่อให้เจ้ารากใต้พิภพผู้น่าสงสารได้ร่วมส่วนในความยินดีในหัวใจของผม ผมคงจะเริ่มโยนจักกลิ้งด้วยหัวผักกาด มีด และผ้ากันเปื้อน

ผมหัวเราะจนน้ำตาไหล (แม้มันอาจไหลเพราะความหนาวเย็น) ที่เจ้าปีศาจตัวน้อยทั้งหลาย ตกใจต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผม และพากันไปซ่อนตัวอยู่ตาวมกระสอบถั่วลูกไก่และตระกร้ากระหล่ำปลีที่วางอยู่บริเวณนั้น

ผมจะคร่ำครวญถึงสิ่งใดได้บ้าง จะเสียใจไปใยเมื่อนี่เป็นเหตุแห่งความยินดี วิญญาณจะสามารถปรารถนาสิ่งใดมากไปกว่าการยอมรับความทุกข์ยากเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อพระเจ้าผู้ถูกตรึงบนไม้กางเขน พวกเราไม่มีอะไรเลย ไม่มีค่าอันใด พวกเราตกอยู่ในการทดลองเล็ก ๆ น้อย ๆ และโบยบินขึ้นมาด้วยความสบายใจอาศัยการสัมผัสกับความรักของพระเจ้าเพียงเล็กน้อย

เมื่อผมเริ่มลงมือทำงาน เมฆแห่งความโศกเศร้าได้ปกคลุมท้องฟ้า วิญญาณของผมทุกข์ทรมานเมื่อมองเห็นมันอยู่บนไม้กางเขน ทุกอย่างถ่วงรั้งวิญญาณของผมให้ล่วงลงไม่ว่าจะเป็นกฏเกณฑ์ งาน ความเงียบ การขาดแสงในวันที่หม่นมัว ความเศร้า และความหนาวเย็น สายลมที่พัดผ่านบานหน้าต่าง ฝน โคลน การสิ้นแสงสุริยา โลกนั้นอยู่ห่างไกลมาก ไกลเหลือเกิน ในขณะที่ผมปอกหัวผักกาดโดยไม่ได้ระลึกถึงพระเจ้าของผม แต่ทุกสิ่งก็ล่วงไป ไม่เว้นแม้แต่การทดลอง เมื่อเวลาล่วงไปและสันติได้เข้ามา ที่นั่นก็มีแสงสว่าง บัดนี้ผมไม่สนแล้วว่าวันคืนจะเหน็บหนาว มีเมฆมาก มีลมพัด หรือไม่มีแสงอาทิตย์ ทุกสิ่งที่ผมปรารถนาคือการปอกหัวผักกาดของผม ด้วยสันติ ความสุข ความอิ่มใจ พลางมองไปที่องค์พระมารดา และถวายพระพรแด่พระเจ้า

มันสำคัญอย่างไรนะหรือ เวลาของความทุกข์โศก ความทุกข์ยากชั่วขณะ ผมกล่าวได้เลยว่าไม่มีความเจ็บปวดใดที่ปราศจากการชดเชยทั้งชีวิตนี้และชีวิตหน้า และเอาเข้าจริงแล้วเพื่อบรรลุถึงสวรรค์ พวกเราจึงถูกขอให้น้อมรับมันเพียงเล็กน้อย ที่นี่ในอารามมันอาจจะดูง่ายกว่าในโลก แต่มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับชีวิตที่นี่หรือชีวิตแบบอื่น ในโลกพวกเราก็มีหนทางเดียวกันในยกถวายบางสิ่งแด่พระเจ้า แต่สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกได้ชักนำและทำให้พวกเราเสียโอกาสเหล่านั้นไปเป็นจำนวนมาก มนุษย์ก็เหมือนกันในที่นี่ พวกเขามีความสามารถในการอดทนและรักเหมือน ๆ กัน ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน คุณสามารถค้นพบไม้กางเขน

ขอให้เราใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ ขอให้เรารักกางเขนที่ได้รับพรซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงส่งมาในทางของเรานี้เถิด ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม จงยึดสิ่งเล็กสิ่งน้อยในชีวิตประจำวัน ชีวิตธรรมดา ๆ การเป็นนักบุญไม่จำเป็นต้องทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นเพียงการทำสิ่งเล็ก ๆ ให้ยิ่งใหญ่. ในโลกที่โอกาสเหล่านี้เสียไป แต่ก็เป็นเพราะโลกที่ทำให้ใจของมนุษย์นั้นว้าวุ่น ก็จะเป็นการดีที่จะรักพระเจ้าผ่านการพูดคุย เช่นเดียวกับที่อารามทำในความเงียบ สิ่งที่สำคัญคือการทำบางสิ่งเพื่อพระองค์ ด้วยการระลึกถึงพระองค์ จะสถานภาพใด สถานที่ใด และอาชีพใดก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ พระเจ้าสามารถชำระผมได้ ไม่ว่าจะเป็นตอนผมปอกหัวผักกาดหรือปกครองจักรวรรดิ

ช่างน่าเสียดายเสียนี่กระไร ที่โลกนี้เต็มไปด้วยความฟุ้งซ่าน เพราะผมมองว่ามนุษย์ไม่ได้แย่อย่างแท้จริง และพวกเราก็ต่างทนทุกข์ แต่ไม่รู้ว่าจะทนทุกข์อย่างไร หากเพียงแต่พวกเขามองข้ามความประเดี๋ยวประด๋าว ชั้นความสุขจอมปลอมซึ่งโลกได้ซ่อนน้ำตาไว้ในมัน ความเมินเฉยต่อพระเจ้า หากเพียงแต่พวกเขายกสายตาขึ้นยังเบื้องบน พวกเขาก็จะได้พบเจอประสบการณ์เดียวกับที่นักพรตที่ถือเจ้าหัวผักกาด หยดน้ำตามากมายจะเหือดแห้ง ภาระมากมายจะผ่อนเบาลง และกางเขนจำนวนมากจะอ่อนละมุน และจากนั้นพวกเขาก็จะสามารถถวายทุกสิ่งแด่พระคริสตเจ้าได้

เมื่อเสร็จงาน ผมคุกเข่าลงในการภาวนาเข้าส่วนกับพระเยซูเจ้าผู้ถูกตรึงไม้กางเขน ผมนำตระกร้าที่มีหัวผักกาดที่ถูกปอกแล้วอย่างงดงาม และล้างจนสะอาดไว้ที่ตรงนั้น ผมไม่มีสิ่งใดจะทูลถวายพระองค์อีก แต่พระเจ้าก็ทรงรับทุกสิ่งที่ถวายด้วยหัวใจทั้งดวง ไม่ว่าจะเป็นหัวผักกาดหรืออาณาจักร

ในโอกาสต่อไปเมื่อผมได้ปอกผัก ไม่ว่าจะเป็นผักชนิดไหนก็ตาม แม้ว่าพวกมันจะเย็นเฉียบเพียงใด ผมจะทูลต่อพระนางมารีย์ไม่ให้ทรงอนุญาตให้เจ้าพวกปีศาจตัวน้อยมาเฉียดใกล้เพื่อทดลองผม ผมจะทูลให้พระนางทรงส่งบรรดาทูตสวรรค์จากสวรรค์มาแทน หลังจากนั้นเมื่อผมเริ่มปอกเปลือก บรรดาทูตสวรรค์ก็จะนำผลงานจากมือของผมไป และวางแครอทสีแดงไว้แทบพระบาทของพระนางและองค์พระเยซู พวกเขาจะวางทั้งหัวผักกาดสีขาว หัวมันฝรั่ง หัวหอม กระหล่ำปลี และผักกาดหอมเช่นเดียวกัน

หากผมมีโอกาสได้อยู่ในอารามนาน ๆ ผมจะเปลี่ยนสวรรค์ให้เป็นตลาดผัก และเมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกผมและตรัสกับผมว่า “ผักถูกปอกพอแล้ว วางมีดและผ้ากันเปื้อนของลูก และมาร่วมยินดีในสิ่งที่ลูกทำไว้เถิด” และเมื่อผมได้อยู่ในสวรรค์ และได้เห็นว่าพระเจ้าพร้อมทั้งบรรดานักบุญทั้งหลายอยู่ท่ามกลางกองผักเหล่านั้น ข้าแต่องค์พระเยซูเจ้า ลูกไม่อาจจะช่วยพระองค์และคณะได้ ลูกจะทำได้แต่หัวเราะออกมา

ท่านเขียนประสบการณ์นี้ในวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1936 เมื่อท่านอายุได้ 25 ปี

2. ข้อเขียนของท่านจากบันทึกส่วนตัว และจดหมาย


2.1 เป็นเป็นเรื่องยากที่อธิบายว่าทำไมคนคนหนึ่งถึงรักความทุกข์ทรมาน แต่ผมก็เชื่อว่าสามารถอธิบายได้ว่า เป็นเพราะนี่ไม่ใช่ความทุกข์ทรมานในตัวของตัวเอง แต่เป็นความทุกข์ทรมานในองค์พระคริสตเจ้า และผู้ใดก็ตามที่รักพระคริสตเจ้า ก็ย่อมรักไม้กางเขนของพระองค์

2.2 หาก ณ เวลาหนึ่งพระเจ้าไม่ได้ประทับอยู่ในวิญญาณ ก็เป็นเพราะเราไม่ต้องการให้พระองค์อยู่ที่นั่น เรามัวสาละวันแต่สิ่งที่ต้องทำ ความว้าวุ่น ความสนใจ ความปรารถนาที่ไม่มีแก่นสาร ความคิดทระนงตน เรามีเรื่องทางโลกมากมายอยู่ในตัวเรา เป็นเหตุให้พระเจ้าทรงถอยห่างไปโดยพระองค์เอง ดังนั้นทั้งหมดที่เราต้องทำ คือ ต้องการพระองค์

2.3 ทุกวันผมมีความสุขในการละทิ้งทุกสิ่งไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์โดยสมบูรณ์ ผมเห็นน้ำพระทัยของพระองค์แม้ในสิ่งที่เล็กน้อยที่สุดและสิ่งเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น ในทุกครั้งที่ผมพบตัวอย่างของการรับใช้ได้ทำให้ผมเข้าใจถึงพระเมตตาที่พระองค์มีต่อผมมากยิ่งขึ้น ผมรักการออกแบบของพระองค์ด้วยทั้งชีวิตของผม และนั่นก็เพียงพอแล้ว

2.4 เมื่อมีพระเยซูเจ้าอยู่เคียงข้างไม่มีอะไรยากสำหรับผม และผมได้แลเห็นว่าหนทางสู่ความศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องง่าย ไม่ก็ดูเหมือนว่าผมถูกสร้างขึ้นมาด้วยการกำจัดสิ่งต่าง ๆ แทนที่จะด้วยการควบรวม ค่อย ๆ คลี่คลายไปสู่ความเรียบง่ายแทนที่จะเป็นความสลับซับซ้อนด้วยสิ่งใหม่ เพื่อวัดว่าเราได้แยกตัวออกจากความรักที่ยุ่งเหยิงทั้งต่อสรรพสิ่งและต่อตัวของเราเอง สำหรับผมคือก็คือการที่เราได้เริ่มเข้าใกล้และเข้าใกล้องค์ความรักเพียงหนึ่งเดียว องค์ความปรารถนาเดียว ผู้ปรารถนาชีวิตนี้ และมุ่งสู่ความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง ซึ่งก็คือองค์พระเจ้า

2.5 หากเราเป็นหนึ่งเดียวในความรักต่อน้ำพระทัยของพระองค์แล้วไซร้ เราก็ไม่ปรารถนาสิ่งใดที่พระองค์ไม่ทรงประสงค์ ทุกสิ่งที่พระองค์ประสงค์จากเราจะเป็นความพอใจของเรา

2.6 ความปรารถนาถึงสวรรค์ หรือกล่าวได้อีก ว่าคือความปรารถนาในหัวใจของมนุษย์ หรืออื่น ๆ อย่างง่าย ๆ คือ การทนทุกข์ทรมานและไม้กางเขน

 

ภาพเขียนฝีมือของนักบุญราฟาเอล

2.7 พระเจ้าทรงประทับในหัวใจที่สันโดษ ในความเงียบแห่งการภาวนา ในการสมัครใจสละตนรับความเจ็บปวด ในความว่างเปล่าของโลกและสิ่งสร้าง พระเจ้าประทับอยู่ในไม้กางเขน และตราบใดก็ตามที่เรายังไม่รักไม้กางเขน พวกเราก็จะไม่เห็นพระองค์ หรือสัมผัสได้ถึงพระองค์ หากเพียงโลกและมนุษย์ได้รู้ถึงสิ่งเหล่านี้ แต่พวกเขาจะไม่มีทางได้รู้

2.8 ไม่มีความสุขใดของมนุษย์ผู้แลเห็นได้จะมากไปกว่าน้ำพระทัยของพระเจ้า

2.9 หลายครั้งผมคิดว่าการปลอบประโลมใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ การไม่มีอะไรเลย ผมใคร่ครวญถึงสิ่งนี้และมีประสบการณ์เช่นนี้ (…) บางเวลาผมสัมผัสได้ถึงความรักต่อพระเจ้าในหัวใจของผม ผมโหยหาพระองค์ ดูถูกโลกและตัวเอง บางคราวผมรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาดเมื่อพบตัวเองอยู่ลำพังและถูกทิ้งไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า อยู่ในความสันโดษร่วมกับพระองค์ หากคนที่ไม่เคยได้สัมผัสมันก็ไม่อาจจะเข้าใจได้ และผมก็ไม่ทราบว่าจะอธิบายถึงมันได้อย่างไร แต่ผมทราบแน่นอนว่านี่ความบรรเทาใจเมื่อประสบกับความทุกข์ยากแต่เพียงหนึ่งเดียว และในความทุกข์เพียงลำพัง และในพระเจ้าคือความสุขอย่างจริงแท้

2.10 ผมไม่มีความปรารถนาใดมากไปกว่าการจะได้ทุกข์ทรมาน ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ของผมคือการมีชีวิตอยู่และจากโลกนี้ไปโดยไม่ใยดีต่อมนุษย์และโลก ผมปรารถนาอย่างยิ่งยวดต่อทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ ผมไม่ปรารถนาสิ่งใดนอกไปจากพระองค์ พระองค์คือความปรารถนาและความไม่ปรารถนา ผมไม่รู้จะอธิบายตัวเองได้อย่างไร มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเข้าใจผมได้

2.11 ทุกสิ่งกำลังเปลี่ยนไปในวิญญาณของผม อะไรที่เคยทำให้ผมเป็นทุกข์ บัดนี้ผมกลับรู้สึกเฉยชากับมัน และในทางกลับกันผมกำลังค้นหาที่พำนักลี้ภัยที่ซ่อนอยู่ในหัวใจของผม และตอนนี้ผมก็พบมันแล้ว (…) สิ่งที่เคยทำให้ผมรู้สึกขายหน้า ตอนนี้แทบจะทำให้ผมหัวเราะ ผมไม่สนใจสถานะโอเบล์ตของผมอีกต่อไป (…) ผมพบว่าเวลาสุด้ทายคือสถานที่ที่ดีที่สุด ผมดีใจที่ผมไม่ได้เป็นสิ่งใดและไม่มีอะไร ผมดีใจที่ความเจ็บป่วยได้ทำให้ผมต้องทุกข์ทรมานทั้งกายและทางใจ

2.12 เพียงความเงียบเท่านั้นที่ทำให้ชีวิตดำเนินต่อไป ไม่ใช่ความเงียบในคำพูดหรือกิจการ ไม่ใช่เลย เป็นเรื่องที่อธิบายได้ยากเหลือเกิน มันคือความเงียบที่มนุษย์ต่างปรารถนามาก มากที่สุด จนเขาไม่รู้ว่าจะต้องพูดสิ่งใด จะคิดอะไร ปรารถนาอันใด หรือทพสิ่งใด มีแต่เพียงพระเจ้าเท่านั้น ในความเงียบยิ่งนั้น พระทรงรอแล้วรอเล่า พระเจ้าช่างแสนดีเหลือเกิน

ภาพเขียนฝีมือของนักบุญราฟาเอล

รูทราย, เทเรซีโอของพระเยซู
เรียบเรียง, 29 เมษายน 2023

“ข้าแต่ท่านนักบุญราฟาเอล อาร์ไนซ บารอน ช่วยวิงวอนเทอญ”




วันอาทิตย์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2566

'มาร์กิต' เพื่อพระแค่หนึ่งเดียว


นักบุญมาร์กิต แห่ง ฮังการี
St. Margaret of Hungary
(Árpád-házi Szent Margit)
วันฉลอง : 18 มกราคม

เจ้าหญิงมาร์กิต หรือมาร์การิตา ทรงเป็นพระราชธิดาในพระเจ้าเบลาที่ 4 กษัตริย์แห่งฮังการีและโครเอเชีย กับพระนางมารีอา ลาสคารินา (ท่านจึงมีศักดิ์เป็นพระขนิษฐาหรือน้องสาวของนักบุญคินกา) ซึ่งในเวลาก่อนที่พระราชมารดาของท่านจะมีพระประสูติกาลท่านนั้น ใน ค.ศ. 1241 กองทัพมองโกลหรือพวกตาตาโรฟก็ได้กรีฑาทัพบุกเข้าตีอาณาจักรฮังการี พระเจ้าเบลาจึงได้นำทัพเข้าต่อตีอย่างดุเดือด ณ สนามรบที่ โมฮี แต่ก็มีอันต้องพ่ายศึกจนแทบเอาชีวิตไม่รอดกลับมา

ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของพระราชวงศ์ พระองค์จึงได้ทรงพาพระชายาที่กำลังทรงครรภ์พร้อมพระโอรสพระธิดา เสด็จลี้ภัยไปทางตอนเหนือของอาณาจักร เพื่อมาประทับอยู่ที่ป้อมคลิส ในประเทศโครเอเชียปัจจุบัน และด้วยความสิ้นหวังที่จะต่อกรด้วยกำลังทหารในบังคับ พระเจ้าเบลาที่ 4 และพระนางมารีอาจึงได้หันพระพักตรเข้าหาองค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วถวายสัตย์สาบานว่า หากแม้นทั้งสองพระองค์ได้พระหน่อองค์นี้เป็น ราชธิดา’ และอาณาจักรฮังการีได้เป็นไทแล้วไซร้จากพวกมองโกล ทั้งสองพระองค์ก็จะยกถวายให้พระธิดาองค์นี้เป็นนักบวชรับใช้พระเจ้าภายในภาคหน้าสืบไปตราบสิ้นชีวิต

พระเจ้าเบลาที่ 4 และพระนางมารีอา ลาสคารินา

ไม่นานหลังทั้งสองพระองค์ถวายคำปฏิญาณ พระนางเจ้ามารีอาก็ทรงมีพระประสูติกาลพระราชธิดาน้อย ในวันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1242 ขณะทรงประทับลี้ภัย ณ ป้อมคลิส และเช่นเดียวกันสืบเนื่องจากข่านหรือผู้นำของพวกมองโกลมาสิ้นใจลงอย่างกะทันหัน ณ ปัจจุบันทันด่วน จึงมีการยกเลิกการกรีฑาทัพที่ยึดฮังการี เพื่อกลับมาเลือกผู้นำคนต่อไปของเผ่าเสียก่อน ส่งผลให้พระเจ้าเบลาที่ 4 สบโอกาสเสด็จนำไพร่พลฮังการีกลับมาบูรณะสร้างบ้านแปงเมืองฮังการีที่เสียหายจากพวกมองโกล เหตุการณ์นี้ทำให้พระองค์ทรงได้รับพระสมัญญาว่า “ผู้ก่อตั้งราชอาณาจักรฮังการีที่สอง”

และเมื่อเหตุการณ์เป็นไปตามคำขอเช่นนี้แล้ว พระเจ้าเบลาที่ 4 และพระนางเจ้ามารีอา เมื่อทรงเลี้ยงพระธิดาน้อยจนมีพระชันษาได้ 3 พระชันษาครึ่งแล้ว ทั้งสองพระองค์ก็ได้ทรงส่งพระธิดาให้ไปอยู่กับซิสเตอร์คณะโดมินิกันที่เมืองเวสซ์เปร์มตามคำสัญญา ณ ที่นั่นเป็นระยะเวลาถึงเจ็ดปีที่พระธิดาน้อยได้รับการอบรมสั่งสองภายใต้การดูแลของบุญราศีเฮเลน แห่ง เวสซ์เปร์ม ซึ่งนับเป็นช่วงเวลานั้นเองที่พระธิดาน้อยได้พบรักกับชายคนหนึ่งบนไม้กางเขน ทำให้หลายครั้งเมื่อพระราชมารดาและพระเชษฐามาเยี่ยมท่าน ท่านก็มักมีอาการเศร้าเสมอ เพราะท่านตระหนักดีว่าราชวงศ์นี่เอง ที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการบรรลุถึงชีวิตนักบวช ซึ่งคือชีวิตแห่งการเป็นเจ้าสาวของชายบนไม้กางเขนของท่าน


ด้วยพระชันษา 4 ปีท่านจึงได้เรียนรู้วิธีอ่านเขียน และเมื่อพระชันษาได้ 5 ปี ท่านจึงขอสวมเครื่องแบบของคณะโดมินิกันแบบบรรดานักบวชในอาราม พร้อมขอฝึกปฏิบัติตนตามที่ธรรมนูญของคณะได้บัญญัติไว้เหมือนนักบวช และนอกจากนี้ ท่านยังมีวัตรปฏิบัติที่แตกต่างจากเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันที่อยู่ภายในอาราม (ในยุคสมัยหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าอารามนักพรตได้กลายเป็นกึ่ง ๆ พื้นที่ทิ้งบุตรสาว ที่ครอบครัวไม่สามารถจัดการดูแลได้) กล่าวคือท่านไม่พอใจที่จะถูกทุกคนเรียกว่า “พระราชธิดา” เพราะท่านมีบิดาเพียงหนึ่งเดียวก็คือ พระเจ้า และแทนที่ท่านจะใช้เวลาไปเล่นกับเด็ก ๆ คนอื่น ตรงกันข้ามท่านกลับมักใช้เวลาว่างของท่านไปกับการสวดภาวนาอยู่ในวัด ทั้งยังคอยเรียกเพื่อน ๆ ให้มาร่วมสวดกับท่าน ชนิดที่เราอาจกล่าวได้เลยว่า ‘การสวดภาวนา’ คือ การละเล่นของท่านได้เลยทีเดียว

เวลาล่วงมาได้สามปี เมื่อท่านเจริญวัยได้ชันษาได้ 7 ปี พระเจ้าเบลาที่ 4 พระราชบิดาของท่านก็ทรงเหมือนจะหลงลืมคำมั่นที่เคยไว้กับพระเป็นเจ้าไปเสีย เพราะพระองค์ทรงรับหมั้นของโบเลสเลาส์ที่ 6 ดยุกแห่งโปแลนด์ที่มาสู่ขอท่าน แต่แทนที่จะคล้อยตามพระประสงค์ของพระราชบิดาอย่างเด็กหญิงทั่วไป ท่านก็ลั่นวาจาประกาศอย่างหนักแน่นว่า “ลูกต้องการจะรับใช้พระเยซูเจ้า ถ้าจะให้ลูกเข้าพิธีวิวาห์ ก็ขอทรงตัดจมูกลูกเสียเถอะ” นี่จึงนับเป็นบททดสอบแรกที่พระเป็นเจ้าทรงส่งมายังเจ้าสาวน้อยของพระองค์ เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าบัดนี้เจ้าสาวผู้นี้ได้เป็นอิสระจากพันธะใด ๆ ของโลกนี้เรียบร้อยแล้ว


ดังนั้นเมื่อท่านได้เลือกพระคริสตเจ้าเป็นเจ้าบ่าวแต่เพียงคนเดียวของท่านแล้ว ท่านจึงปรารถนาจะเข้าพิธีปฏิญาณตนเหมือนซิสเตอร์คนอื่น ๆ เพื่อถือศีลบนทั้งสามประการได้แก่ พรหมจรรย์ ความยากจน และความนบนอบ แต่ท่านก็ถูกปฏิเสธด้วยเหตุว่าท่านยังเด็กเกินไป ฝั่งท่านจึงทำได้แต่ร้องไห้ออกมา กระนั้นที่สุดในวันหนึ่งท่านก็ตัดสินใจสวมชุดคณะ แล้วเข้าไปในวัดพร้อมเพื่อน ๆ ก่อนท่านจะมาอยู่เบื้องหน้าพระแท่นบูชา และเริ่มขับบทเพลงเวนี เกรอาตอร์ สปิริตุสหรือเพลงเชิญเสด็จพระจิตเจ้า จากนั้นท่านก็เลียนแบบพิธีปฏิญาณตนของบรรดาซิสเตอร์ และแต่นั้นมาท่านก็สวมชุดคณะดอมินิกันมาโดยตลอด

ท่านอยู่ที่อารามเมืองเวสซ์เปร์มได้เจ็ดปี ใน ค.ศ. 1252 พระราชบิดา และพระราชมารดาของท่านก็สร้างอารามโดมินิกันหลังใหม่แล้วเสร็จ ทั้งสองจึงพาพระธิดาน้อยพร้อมบรรดาซิสเตอร์จำนวนสิบแปดท่านและโปสตุลันต์ทั้งหมดย้ายมายังอารามใหม่ ที่ตั้งเด่นอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำดานูบ ในเมืองบูดาเปสต์ ชื่อ เกาะกระต่าย เพื่อให้พระธิดาได้มาประทับอยู่ใกล้ ๆ (ปัจจุบันอารามนี้คงเหลือแต่ซากปรักหักพัง และนามของเกาะก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นเกาะมาร์กิต ตามนามของท่านเรียบร้อยแล้ว) ท่านประทับอยู่ที่นั่น กระทั่งมีชันษาได้ 12 ปี ท่านจึงได้เข้าพิธีปฏิญาณตนเป็นนักบวชของคณะโดมินิกัน

พระเจ้าออทโทคาร์ที่ 2 แห่งโบฮีเมีย

แต่นั้นมาชีวิตในอารามของท่านก็ดูจะราบรื่น และเป็นไปตามความประสงค์ของท่าน แต่การณ์ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะอีกครั้งที่พระเจ้าทรงทดสอบเจ้าสาวน้อยของพระองค์ เพื่อให้โลกได้เป็นที่ประจักษ์ว่าบัดนี้ข้าบริการน้อยผู้นี้ได้เป็นอิสระ และได้มอบตนทั้งครบเพื่อรับใช้พระเจ้าโดยไร้ซึ่งบ่วงพันธการแห่งความรักใด ๆ อาศัยการมาสู่ขอของพระเจ้าออทโทคาร์ที่ 2 แห่งโบฮีเมีย ซึ่งในกาลคราวนั้น แม้ท่านจะถูกพระราชมารดาและพระราชบิดาเกลี้ยกล่อมเท่าไร ๆ โดยยกว่าทั้งสองพระองค์พร้อมเสมอที่จะไปพาท่านไปโรม เพื่อจัดการกับปัญหาคำปฏิญาณตน และยังยกผลประโยชน์ทางการเมืองที่ประเทศจะได้รับ แต่ไม่ว่าทั้งสองเกลี้ยกล่อมเท่าไร ๆ ก็ไม่อาจเปลี่ยนความคิดของพระราชธิดาน้อยได้ ท่านยังคงหนักแน่นในคำตอบเดิม คือ การเลือกเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์

กระนั้นก็ตาม แม้ท่านจะหนักแน่นในการปฏิเสธการสยุมพรครั้งนี้ แต่ผ่านการจัดการของพระราชบิดา ที่สุดพระเจ้าออทโทคาร์ก็ทรงได้พบกับท่าน ซึ่งเมื่อจบการพบกันครั้งนี้แล้ว พระเจ้าออทโทคาร์ก็ถึงกับออกปากชมถึงความงามของท่าน แม้ว่าในขณะนั้นท่านจะยังคงสวมชุดนักบวชอยู่ตาม ซึ่งตรงข้ามกับฝ่ายท่าน เพราะแม้จะได้พบพระเจ้าออทโทคาร์แล้ว ท่านก็ยังหนักแน่นในคำเดิม คราวหนึ่งท่านถึงกับบอกกับซิสเตอร์ในอารามว่าท่านยอมตัดริมฝีปากและตัดจมูกเสียดีกว่าต้องออกจากอาราม เช่นนั้นเองอาศัยการหนักแน่นนี้ ก็ทำให้ที่สุดพระราชบิดาท่าน ก็จำต้องล้มเลิกพระทัยจะจับท่านแต่งงานไปในที่สุด

ภาพเขียนอารามบนเกาะกระต่ายในศตวรรษที่ 16

หลังจากเล่าถึงเหตุการณ์แสดงน้ำใจเด็ดเดี่ยวของท่าน ในการจะถือพรหมจรรย์ อันเป็นศีลบนประการหนึ่งของนักบวช ในลำดับต่อไปก็จะขอกล่าวถึงวัตรปฏิบัติอันน่าศรัทธาในอารามของท่าน โดยเริ่มจากการศีลบนความยากจน ที่เราอาจกล่าวได้ว่า ท่านนั้นได้ประพฤติตนเป็นแบบอย่างของนักบวชผู้ตัดสละทุกอย่างอันเป็นของโลกโดยแท้ ทุกคราที่พระราชบิดาและพระราชมารดาส่งฉลองพระองค์ตามสมัยนิยมมาให้ถึงอาราม เพื่อให้ธิดาน้อยได้ใช้สอย ท่านในฐานะธิดาน้อยของทั้งสองก็จะยกให้อารามนำไปขาย แล้วเอาเงินมาช่วยคนยากคนจนเสียทุกครั้งไป โดยมิได้หวงแหนหรือใยดีว่าเป็นของสูงค่ามีราคา หรือของพระราชทานจากพระราชบิดามารดา 

แต่การสละทรัพย์อันน่ายกย่องของท่านนี้ ก็ยังไม่เท่าเศษเสี้ยววัตรปฏิบัติในการพลีกรรมใช้โทษบาปที่เข้มงวดตลอดชีวิตของท่าน ท่านเริ่มทรมานตนตั้งแต่มีพระชันษาได้เพียง 5 ปี โดยเริ่มจากการอดอาหารในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ก่อนที่ในปีต่อมาเมื่อคุณแม่โอลิมเปียนวกจารย์ได้อนุญาตให้ท่านสวมเข็มขัดตะขอเหล็กได้ โดยมีข้อแม้ว่าให้ใส่ได้เฉพาะระหว่างวันและห้ามสวมกับเนื้อโดยตรง ท่านก็เริ่มสวมใส่เข็มขัดตะขอเหล็กเพื่อทรมานตนในเวลากลางวัน ตำนานเล่ากันว่า ขณะซิสเตอร์ทุกคนกำลังหลับ ท่านจะเอาตัวเข็มขัดตะขอเหล็กมาวางแทนบริเวณที่เป็นเข็มขัดหนังเม่นที่ใช้รัดสะเอว ส่วนตรงแขนอันบอบบางท่านก็จะรัดด้วยเชือกจากหางม้า จนเป็นรอยแผลจาการกดทับ



นอกจากนี้ท่านยังได้ซ่อนตะปูตัวเล็ก ๆ ไว้ในรองเท้า ซึ่งยามท่านใส่จะไม่มีใครสังเกตเห็น เพราะเป็นตรงฝ่าเท้าของท่านพอดี และไม่เพียงเท่านั้น ทุกวันศุกร์ท่านยังใช้เวลาไปกับการร่ำไห้ขณะใคร่ครวญถึงพระมหาทรมานของพระคริสตเจ้า ซิสเตอร์ผู้รับหน้าที่ดูแลห้องซาคริสเตีย (ห้องหลังพระแท่น) ซึ่งมีชีวิตเป็นพยานถึงจริยาวัตรอันน่ายกย่องของท่าน ยังจดจำได้ดีถึงเสียงปรบมือและคำชักชวนของท่าน ให้ออกจากห้องภาวนาไปเฝ้าศีลร่วมกันแทนการนอนหลับพักผ่อน ภายหลังจากทำวัตรดึกเสร็จอยู่เสมอ เช่นเดียวกับซิสเตอร์รูปอื่น ๆ ที่ยังจำแม่นว่าทุกครั้งในช่วงท้ายของมหาพรต ท่านจะต้องมีอาการเหน็ดเหนื่อยจากการอดอาหารและอดนอนอยู่มิได้ขาด

และเมื่อถึงวันพฤหัสศักดิ์สิทธิ์ ที่พระเยซูเจ้าทรงได้ล้างเท้าบรรดาศิษย์ก่อนจะทรงตั้งศีลมหาสนิทขึ้น ท่านได้เลียนแบบพระองค์ ด้วยการอ้างสิทธิ์ในการเป็นธิดาของผู้สร้างอารามในการล้างเท้าให้ทุกคน ไม่เว้นแม้แต่บรรดาคนในอารามทั้งหมด เพราะท่านนั้นใฝ่หาการรับใช้ ความขายหน้า และความอับอายต่อหน้าผู้คน อันจะเป็นเครื่องปราบพยศชั่วของความจองหองและการถือตนมากจนเกินไป จนกลายเป็นความลุ่มหลงมัวเมา ด้วยเหตุเดียวกันนี้เองจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่จะพบว่าท่านอาสาไปทำงานในห้องครัวของอาราม ที่จะต้องเจออะไรน่าสะอิดสะเอียนแน่นอน เพื่อช่วยงานปรุงอาหาร งานล้างหม้อไหตะไหลป๊าก และงานล้างปลา ซึ่งยิ่งในหน้าหนาวที่อากาศเย็นสุดขั้ว ก็ทำให้มือของท่านแตกจนมีเลือดออกเลยทีเดียว

 

วัตรปฏิบัติในการพลีกรรมของท่านยังไม่หมดแต่เพียงที่บรรยายมาข้างต้น เพราะบรรดาซิสเตอร์ร่วมอารามหลายคนยังจำได้อีกว่าหลายต่อหลายครั้ง พวกเธอบางคนก็พบท่านนอนบนเสื่อเก่า ๆ ที่ท่านใช้ปูคุกเข่าสวดข้างเตียง แทนที่จะนอนบนเตียง ส่วนในเวลารับประทานอาหารกลางวัน บางครั้งแทนที่ท่านจะรับอาหาร ท่านก็จะคลี่ผ้าคลุมศีรษะที่พับไว้มาคลุมใบหน้า แล้วใช้เวลานั้นรำพึงถึงพระเจ้า แม้บางครั้งเมื่อท่านได้รับหน้าที่เสิร์ฟอาหารให้บรรดาซิสเตอร์ เมื่อเสิร์ฟอาหารเสร็จท่านก็จะละจากห้องอาหารไปสวดภาวนาที่ห้องภาวนาไม่ก็วัดน้อยแต่เพียงลำพัง กระทั่งช่วงท้ายของเวลารับประทานอาหารท่านจึงจะกลับมา

ส่วนในเรื่องเครื่องนุ่งห่ม นอกจากสวมชุดนักบวชเหมือนสมาชิกรูปอื่น ๆ ท่านยังได้เลือกใช้ผ้าพันศีรษะแบบหยาบซึ่งสงวนไว้สำหรับคนใช้และไม่เหมาะกับนักบวชมาพันศีรษะ จนถูกคุณแม่อธิการตำหนิ แต่ท่านก็ขอให้ท่านได้ทำเช่นนี้ต่อไปในพระนามของพระคริสตเจ้า นอกจากนี้เครื่องแบบของท่านยังมีแต่รอยปะซ้ำแล้วซ้ำอีก มีบันทึกอีกว่า ท่านไม่ค่อยสนใจสุขอนามัยของตัวท่านเท่าไร ท่านไม่ได้อาบน้ำถึงสิบเจ็ดปี (อาจจะเป็นไปตามธรรมเนียมของชาวยุโรปในสมัยนั้นที่ไม่นิยมอาบน้ำ เพราะเชื่อว่าการอาบน้ำทำให้เสียชีวิตเร็ว) ซึ่งดู ๆ ไปก็พวกฤษีผู้เจริญชีวิตอยู่ในอารามกลางทะเลทราย จนครั้งหนึ่งคุณแม่โอลิมเปียถึงขั้นต้องขอให้ท่านยอมโกนผมทิ้ง เพราะท่านมีเหามาทำรัง และอีกคราหนึ่งซิสเตอร์คนหนึ่งก็แนะให้ท่านเปลี่ยนชุดคณะที่มีแมลงเจาะเสีย ท่านก็ตอบทันทีว่า “ซิสเตอร์ที่รัก ปล่อยมันไปและอย่าได้สนมันเลยค่ะ ฉันต้องการให้เจ้าหนอนพวกนี้ลงโทษตัวของฉันค่ะ” การดำเนินชีวิตอย่างยากจนนี้จะไม่ได้ส่งผลอะไรกับท่าน แต่มันก็ส่งผลให้เกิดความไม่สบายใจในหมู่ซิสเตอร์บางคนที่รักความสะอาด และแก่พระราชบิดาพระราชมารดาของท่านอยู่พอสมควร


ทุกวันท่านจะสวดบทสดุดีประจำวัน และหากวันนั้นเป็นวันฉลองของพระเยซูเจ้าหรือแม่พระ ท่านก็จะรับประทานเพียงขนมปังและน้ำตามที่ได้รับอนุญาตจากคุณพ่อมาร์เซลโล (ท่านได้ขอคุณพ่อไว้สามข้อคือ 1.ขอให้ท่านได้มีโอกาสรับใช้คนอื่น 2.ขอสวมเข็มขัดตะขอเหล็ก และ 3.ขอรับเพียงขนมปังและน้ำในวันฉลองพระเยซูเจ้าและแม่พระ) และถ้าเป็นวันก่อนวันฉลองพระคริสตสมภพ ท่านก็จะเพิ่มการนอนราบหน้าพระแท่นเพื่อสวดข้าแต่พระบิดาหนึ่งพันจบ แต่หากเป็นวันสมโภชพระจิตเจ้า ท่านก็จะเปลี่ยนเป็นร้องเพลงเชิญเสด็จพระจิตเจ้าหนึ่งพันจบ ส่วนถ้าเป็นวันฉลองแม่พระบังเกิด แม่พระรับสาส์น และแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ท่านก็จะสวดบทวันทามารีย์หนึ่งพันจบ แต่ภายหลังเมื่อท่านล้มป่วยลงกิจการสวดเหล่านี้ก็ถูกทำแทนโดยบรรดาซิสเตอร์ในอาราม

แน่นอนการปฏิบัติที่เคร่งครัดเหล่านี้ก็ทำให้ท่านถูกตำหนิบ่อย ๆ จากซิคุณแม่โอลิมเปีย เช่นครั้งหนึ่งซิสเตอร์ได้พบท่านนอนเหมือนคนสิ้นใจอยู่หน้าพระแท่น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่ท่านมักจะกราบลงระหว่างสวดอยู่เสมอ แต่ด้วยความกลัวว่าการปฏิบัติเช่นบ่อย ๆ จะบั่นทอนชีวิตของท่านให้สั้นลง เมื่อท่านฟื้นคืนสติแล้ว คุณแม่โอลิมเปียจึงกล่าวอย่างไม่พอใจกับท่านว่า “ทำไมซิสเตอร์ถึงชอบเอาหน้าและจมูกไปจรดพื้นดินประหนึ่งหมู พระเจ้าทรงอยู่ที่พื้นดินงั้นหรือ ซิสเตอร์ไม่เห็นหรือว่ามันทำลายสุขภาพของตัวซิสเตอร์เอง” ในประวัติของท่านไม่ได้ให้รายละเอียดต่อว่าท่านตอบคุณแม่โอลิมเปียไปอย่างไร บางทีก็อาจเลี่ยงไม่ตอบ ไม่ก็อธิบายให้เห็นถึงความตั้งใจที่ร้อนรนในการพลีกรรมของท่านก็เป็นไปได้

มีครั้งหนึ่งพระราชบิดาทรงเห็นว่าท่านพลีกรรมอย่างหนักหน่วง จึงตรัสถามท่านอย่างเป็นห่วงว่า “ลูกทำไปเพื่ออะไร ลูกคิดอะไรของลูกอยู่ ลูกจะเก็บเรื่องคนอื่นมาทรมานใจไปทำไม” ฝั่งท่านที่เมื่อฝั่งคำถามเช่นนี้ ก็ค่อย ๆ ถอนหายใจเหือกใหญ่ประหนึ่งระอากลับคำถาม ก่อนค่อย ๆ ตอบกลับว่า “พระศาสนจักร มารดาได้เรียกร้องให้คริสตชนใช้เวลาอันมีค่าในการเป็นนักบุญและรับทุกข์ยากจำนวนมาก แล้วท่านพ่อมาตรัสกับลูกว่า เพื่ออะไรหรือ เธอไม่ได้พึ่งให้กำเนิดลูกและท่านพ่อผ่านน้ำไม่ใช่หรือ ลูกไม่ใช่หนึ่งในธิดาของเธอหรือ แน่นอนลูกเป็น” (เป็นแปลโดยคะเนจริงๆ เพราะเหมือนจะเป็นศัพท์โบราณ ผู้เขียนจึงพยายามแปลให้ตรงบริบทมากที่สุด) แต่จุดประสงค์มากกว่านั้นของการพลีกรรมเช่นนี้ของท่าน ก็อาจเป็นไปเพื่อใช้โทษบาปแทนครอบครัวและแทนประเทศชาติของท่านก็ได้

“เธอเป็นคนดี เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์และผู้เทศนาผ่านกิจการของเธอ ซึ่งต่ำต้อยเสียยิ่งกว่าบรรดาสาวใช้” ซิสเตอร์ในอารามกล่าวถึงท่าน เพราะไม่เพียงแต่ทำพลีกรรมทรมานกายจำนวนมากมาย ท่านยังคอยทำทุกหนทางเพื่อนำความบรรเทาใจไปยังบรรดาคนยากไร้และคนป่วย ดังที่ได้อธิบายไปแล้วบ้างก่อนหน้านี้ ท่านรักที่จะเป็นคนจน ท่านชอบใส่เสื้อเก่า ๆ บางครั้งท่านก็จะซ่อมเสื้อผ้าคนยากไร้ที่เก่าด้วยผ้าจากเสื้อคลุมของท่าน และทุก ๆ ครั้งหากท่านตื่นขึ้นมากลางดึก แล้วได้ยินเสียงครวญคราง ท่านก็จะรีบลุกไปหาต้นตอของเสียงนั้นเพื่อไต่ถาม และช่วยผู้นั้นให้พบความบรรเทา นอกจากนี้หากมีคนป่วยคนใดสิ้นใจลง ท่านก็จะไม่เพียงแต่ร่วมพิธีของเขาจนถึงเวลาฝัง แต่ท่านจะยังสวดภาวนาและร้องไห้ให้เขาจำนวนมาก ประดุจว่าผู้วายชนม์นั่นคือพี่น้องของท่านเองเสมอ


หากเกิดมีซิสเตอร์คนใดในอารามเกิดล้มป่วยขึ้นมา ท่านที่ทราบเรื่องก็จะรีบกุลีกุจอไปช่วยดูแลซิสเตอร์คนนั้นอย่างวิริยะ ท่านทั้งทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจพยาบาลให้ผู้ป่วยรายนั้น โดยไม่เคยแสดงท่าทีออกมาว่าโกธรหรือรังเกียจที่ต้องทำงานต่ำต้อยและใช้เวลามากเช่นนี้ แม้บางเวลาท่านจะถูกคุณแม่อธิการและคุณพ่อวิญญาณแนะว่าท่านไม่ควรจะทำเช่นนั้น เพราะจะเป็นการสร้างความกังวลพระทัยให้กับพระราชบิดาและพระราชมารดา ท่านก็ยังคงปฏิบัติเช่นเดิม เพราะท่านมีแรงขับภายใน อันแสดงชัดในคำพูดที่ท่านกล่าวอ้อนวอนต่อทั้งสอง นั่นคือ “โปรดให้ลูกได้ทำเช่นนั้นในพระนามพระเยซูเจ้าเถิดเจ้าค่ะ”

นอกจากนี้แล้ว ท่านยังถือพรตตามธรรมนูญเหมือนซิสเตอร์คนอื่น ๆอย่างเคร่งครัด ท่านมันจะดึงข้อคิดจากชีวประวัตินักบุญซึ่งท่านได้ฟัง และด้วยความที่ท่านทั้งรักทั้งปรารถนาศีลมหาสนิท จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่ท่านจะชอบไปภาวนาหน้าพระแท่นไม้กางเขน เพราะ ณ ที่นั่นพระคริสตเจ้าผู้ทรงแฝงองค์ในเพศปังได้ประทับอยู่ในตู้ศีล ทั้งนี้แล้วในระหว่างมิสซาและรับศีล ท่านมักอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมายาว ๆ หรือกลั้นน้ำตาไว้ได้ ยามเมื่อท่านใคร่ครวญแผ่นปังอันบริสุทธิ์ ที่เปลี่ยจากสาลีเป็นพระกายของพระคริสตเจ้า


ท่านประทับอยู่ในอารามบนเกาะกระต่ายได้สิบสองปี ท่านและซิสเตอร์ในอารามก็มีอันต้องประสบความยากลำบากครั้งใหญ่ เมื่อรอยร้าวฉานระหว่างบิดาและบุตรชายถึงจุดที่ไม่อาจจะกลับมาเชื่อได้อีก นั่นคือความเข้าใจผิดกันระหว่างพระราชบิดาของท่านเองกับพระเชษฐาสเตเฟน ผู้น้อยเนื้อต่ำใจว่าพระราชบิดาทรงไม่รักตน และคงจะตัดตนออกจากการเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ ดังนั้นก่อนจะเป็นเช่นนั้นเจ้าชายสตีเฟนจึงได้ทรงเกณฑ์ไพร่พลที่ทรงซ่อมสุม แล้วยกมาบุกฮังการีใน ค.ศ. 1264 จนก่อเกิดเป็นสงครามกลางเมือง ที่กินระยะเวลายาวนานถึงสองปี

เหตุการณ์นี้ยังความโทรมมนัสเป็นอันมากแก่ตัวท่าน เพราะท่านได้แลเห็นสงครามอันเกิดแต่เพียงคำว่า ศักดิ์ศรีและความโลภ ซึ่งทำลายครอบครัวที่ท่านรักลามไปถึงวัด อาราม และประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วย ท่านจึงทวีการพลีกรรมของท่านให้ยิ่ง ๆ ขึ้นกว่าปกติ เพื่อสองสิ่ง นั่นคือสันติภาพและความเท่าเทียมที่หายไปจะกลับคือสู่ดินแดนของท่าน ท่านทั้งสวมเข็มขัดขนเม่น ทวีการเฆี่ยนตีตน และพลีกรรมเช่นที่กล่าวมาในย่อหน้าต้น ๆ นอกนี้ท่านยังพยายามสลัดตัวเองจากอคติ การเหมาด่า และการทำร้ายคนอื่นอันเป็นสิ่งไร้แก่นสารอีกด้วย

นอกจากความทุกข์ใจที่ต้องเผชิญแล้ว ผลของสงครามก็ยังความทุกข์กายไม่น้อยสำหรับท่านและสมาชิกในอาราม เพราะไม่นานหลังสงครามกลางเมืองปะทุขึ้น ท่านและซิสเตอร์คนอื่น ๆ ก็ถูกขับไล่ออกจากอาราม ให้ต้องระหกระเหิรไปพำนักในอารามซิสเตอร์คณะเทเรเซียน และมีคำสั่งลงมา (ผู้แปลไม่แน่ใจว่าจากฝั่งไหน) ให้ตัดความช่วยเหลือแก่อารามในทุก ๆ ด้าน เมื่อเหตุการณ์เป็นดังนั้น ในเวลาต่อมา คือ ค.ศ. 1265 เมื่อคุณพ่อมาร์เซลโล ผู้แทนคณะโดมินิกันจำต้องกลับไปยังเมืองมงเปอลีเย คุณพ่อก็ได้มีคำสั่งให้ซิสเตอร์จำนวนยี่สิบรูปร่วมกันพลีกรรมด้วยการรับประทานเพียงขนมปังและน้ำ ทันทีที่ท่านทราบเรื่อง ท่านจึงรีบไปคุกเข่าวิงวอนต่อหน้าคุณพ่อ ว่าขอโปรดให้ท่านได้พลีกรรมเพื่อประชาชน อย่าได้ยกเว้นท่านเสียเพียงเพราะท่านมีเลือดขัดติยาอยู่ในกาย

ท่านเจริญชีวิตร้อนรนในการสวดภาวนาและพลีกรรมใช้โทษบาปมาเกือบสองปีเพื่อประชาชนของท่าน จนที่สุดแล้วใน ค.ศ. 1266 ณ บนเกาะกระต่ายนั่นเอง ทั้งพระเจ้าเบลาที่ 4 พระราชบิดาและเจ้าชายสเตเฟน พระเชษฐาก็ได้คืนดีกัน ท่านและซิสเตอร์จึงได้หวนคืนมาสู่อารามบนเกาะกระต่ายอีกครั้ง และได้ประทับอยู่ที่นั่นตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต แต่ก่อนจะถึงวันนั้นก็เป็นอีกครั้งที่พระเป็นเจ้าทรงทดสอบความตั้งใจของเจ้าสาวตัวน้อยของพระองค์ ด้วยการวิวาห์อีกครั้ง คราวนี้เกิดขึ้นใน ค.ศ. 1268 โดยชายหนุ่มผู้นั้นก็คือ พระเจ้าการ์โลที่ 1 แห่งเนเปิลส์ และเช่นเดียวกันกับคราวพระเจ้าออทโทคาร์ที่ 2 คือพระเบลาพระราชบิดาทรงเกลี้ยกล่อมท่านว่า พระสันตะปาปาเคลเมนต์ ที่ 4 หากทรงทราบว่าท่านจะยอมเข้าพิธีวิวาห์ พระองค์จะทรงถือให้คำปฏิญาณตนของท่านเป็นโมฆะ แต่ทันทีท่านก็ตอบคุณแม่โอลิมเปีย ในทันทีว่า “แม้ว่าสมเด็จพระสันตะปาปาจะทรงสั่งให้ลูกเข้าพิธีวิวาห์ลูกก็จะไม่ยอมโง่ทำลายพรหมจารรย์ของลูกหรอก”

นักบุญเอลิซาเบธ แห่ง ฮังการี, นักบุญมาร์กิต แห่ง ฮังการี และเฮนรี่ แห่ง ฮังการี กลุ่มนักบุญราชตระกูลอาร์ปัด

ตามผู้เขียนชีวประวัติของท่านคนหนึ่งได้บันทึกว่า ที่อารามใหม่ท่านเริ่มรำพึงบ่อยขึ้นและเริ่มได้สนทนากับนักบุญสเตเฟน แห่ง ฮังการี (ปฐมกษัตริย์คริสตชนองค์แรก ผู้มีส่วนในการเติบโตของพระศาสนจักรในฮังการี ) นักบุญเอเมรีโก แห่ง ฮังการี (พระโอรสแต่เพียงองค์เดียวของนักบุญสเตเฟน แต่อนิจจายังไม่ทันได้ครองราชย์ ก็มาสิ้นเพราะอุบัติเหตุระหว่างล่าสัตว์เสียก่อน ) นักบุญลาดิสเลาส์ แห่ง ฮังการี (อดีตบูรพกษัตริย์ของฮังการี ผู้มีใจศรัทธาร้อนรนต่อพระคริสตเจ้าและทำทุกสิ่งเพื่อพระเจ้าและประชาชน) นักบุญเอลิซาเบธ แห่ง ฮังการี ผู้มีศักดิ์เป็นอาของท่าน

นอกจากนี้ในบางเวลาพระเป็นเจ้าก็ทรงประทานพระพรแห่งการหยั่งรู้อนาคตให้กับท่าน ซึ่งหนึ่งในพยานในเรื่องนี้มิใช่ใครไหนอื่น ก็คือพระราชบิดาท่านเอง ที่คราวหนึ่งต้องรบทัพจับศึกกับดยุกเฟรเดอริก ที่ 2 แห่ง ออสเตรีย ท่านก็ได้พูดทำนายว่าพระราชบิดาจะทรงมีชัยชนะ และพระเจ้าเบลาที่ 4 ก็ทรงมีชัยจริง ๆ และพระเป็นเจ้ายังทรงแสดงเครื่องหมายความศักดิ์สิทธิ์อื่นของท่านให้เป็นที่ประจักษ์แก่บรรดาซิสเตอร์ในอาราม ดั่งเช่นทั้งสามเรื่องที่ได้ยกมาต่อไปนี้


เรื่องที่หนึ่ง มีตำนานเล่ากันว่าคราวหนึ่งท่านได้ใช้สาวใช้ชื่อ อักเนส ให้ไปหาเสื้อผ้าจากอาคารใกล้ ๆ เอามาให้อาราม แต่ด้วยในคืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด ขณะเจ้าหล่อนกำลังเดินตัดลานหลังอาราม จึงเกิดพลัดตกลงไปในบ่อน้ำติดห้องครัว เสียงร้องลั่นของหล่อนเรียกให้คุณแม่อธิการอารามคณะในเวลานนั้น คือ คุณแม่โอลิมเปียต้องรีบวิ่งจ้ำไปตามต้นเสียงเพื่อรีบช่วยเหลือ ส่วนท่านเองก็รีบวิ่งไปตามพระสงฆ์มาช่วย เพราะพวกท่านไม่มีแรงพอจะช่วยกันดึงนางอักเนสขึ้นมาจากบ่อน้ำได้ ก่อนเธอจะขาดใจตาย

แต่อนิจจา มันก็ไม่ทันการณ์ เพราะนางได้ขาดใจลงไปเสียแล้ว ดังนั้นเองท่านจึงถูกตำหนิจากทุกคนว่าต้นเหตุให้นางอักเนสตาย ฝั่งท่านที่โดยกล่าวโทษเช่นนี้ จึงเริ่มสวดภาวนาขอความช่วยเหลือไปยังพระเจ้า สักครู่หนึ่งร่างของนางอักแนสที่ดูซีดเซียวก็ค่อย ๆ ลอยขึ้นมา แม้จะอยู่ในสภาพแขนขาบิดงอเพราะการตกไปอย่างแรง กระทั่งร่างของนางพ้นจากบ่อแล้ว ท่านก็เริ่มสวดอีกครั้ง คราวนี้กระดูกต่าง ๆ ที่เคยหักงอก็กลับมาอยู่ในสภาพเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และนางอักเนสที่เหมือนสิ้นใจไปแล้ว ก็กลับมาชีวิตอีกครั้งหนึ่ง


เรื่องที่สอง เล่าอีกว่าคืนหนึ่งท่านได้ออกไปสวดภาวนาอยู่ที่ลานของอาราม และขณะที่ท่านกำลังอยู่สวดภาวนาอย่างร้อนรนนั้นเอง ฉับพลันบนท้องฟ้ายามรัตติกาลก็ปรากฏดวงสุริยาโผล่ขึ้นมาอยู่ข้างดวงจันทร์อย่างน่าอัศจรรย์ และเรื่องที่สาม คราวหนึ่งท่านและซิสเตอร์อักแนส แบร์กีตัดสินใจจะทำอาหารจากชีสเลี้ยงซิสเตอร์ทุกคน ท่านก็สามารถยกกระทะที่ตั้งอยู่บนไฟร้อน ๆ ออกมาได้โดยที่มือของท่านไม่เป็นอะไรเลย ซึ่งเรื่องนี้ซิสเตอร์แบร์กาก็ได้ยืนยันว่าเมื่อเธอขอดูมือท่านแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่ามือของท่านมีแผลอันใดไม่

แต่แม้ท่านจะเป็นที่โปรดปรานของพระเป็นเจ้า ดังที่พระองค์ได้ทรงไขแสดงอัศจรรย์ให้เป็นเครื่องหมายรับรอง พระเป็นเจ้าก็มิได้ทรงบันดาลมให้ท่านมีสุขภาพดีหรือมีอายุที่ยืนนาน ผลของวัตรปฏิบัติอันเข้มงวดของท่าน ก็ส่งผลให้ท่านในวัยยี่สิบปลาย ๆ แทบจะไม่เหลือเค้าความงามที่เคยมี ท่านกลายเป็นคนพิการเพราะการพลีกรรมและการอดอาหารอย่างยิ่งยวด และใน ค.ศ. 1269 ขณะท่านในวัยประมาณ 27 ปี กำลังสวดภาวนาอยู่ข้างเตียงซิสเตอร์รูปหนึ่ง ที่กำลังเข้าใกล้ประตูแห่งความตายเต็มที ท่านก็ได้รับการไขแสดงบางอย่างและได้พูดทำนายออกมาว่า “หลังจากซิสเตอร์สิ้นใจไปเป็นคนแรกแล้ว ก็จะเป็นตัวฉันต่อไป” และไม่นานก็เป็นดั่งที่ท่านกล่าวทำนายไว้ เพราะในเวลาต่อมา ท่านก็มีอาหารไข้ขึ้นสูงชนิดต้องล้มหมอนนอนเสื่อ ซึ่งท่านก็เหมือนจะทราบดีว่านี่คือวาระสุดท้ายแล้ว ดังนั้นก่อนจะถึงวันสำคัญนั้น ท่านจึงได้มอบกล่องที่บรรจุเข็มขัดตะขอเหล็กและแส้ที่ท่านใช้ให้แก่คุณแม่อธิการ


ลุถึงวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 1270 ภายหลังป่วยด้วยอาการไข้มาสิบสองวันและเจริญชีวิตภายใต้กฎฎส่วนตัวที่ว่า ‘รักพระเจ้า ดูถูกตัวเอง ไม่เกลียดและไม่ตัดสินผู้อื่น’ เจ้าหญิงแห่งฮังการี พระราชธิดาในพระเจ้าเบลาที่ 4 ก็ได้สิ้นใจโดยสงบด้วยพระชันษาเพียง 28 ปี พระราชพิธีปลงพระศพถูกจัดขึ้น ณ อารามบนเกาะกระต่าย โดยมีพระคุณเจ้าเฟร์เดริก พระอัครสังฆราแห่งเอสซ์เตอร์กอมเป็นประธาน หลังจากนั้นร่างของหน่อเนื้อนฤนาถ จึงได้รับการฝังในวัดน้อยของอารามท่ามกลางกลิ่นหอมอบอวลของดอกกุหลาบที่พรั่งพรูกันออกมาจากศพของท่าน

และในทันทีที่ท่านสิ้นใจไปได้ไม่นาน ก็มีการเปิดกระบวนการขอแต่งตั้งท่านขึ้นเป็นนักบุญขึ้น โดยมีผู้ร้องขอคือพระเชษฐาของท่านที่ได้ขึ้นเถลิงราชสมบัติสืบต่อจากพระราชบิดาในปีเดียวกันกับที่ท่านสิ้นใจ แต่ก็ต้องติดปัญหาต่าง ๆ จนเรื่องยืดยาวนานหลายร้อยปี แม้ว่าในเวลานั้นจะมีอัศจรรย์ผ่านคำเสนอวิงวอนของท่านถึงเจ็ดสิบสี่กรณี มีทั้งที่หายป่วยและฟื้นจากความตายก็ตาม ท่านก็ยังคงไม่ได้รับการประกาศเป็นนักบุญอย่างเป็นทางการ 


กระนั้นก็ตามแม้จะไม่มีการประกาศรับรองอย่างเป็นทางการจากพระศาสนจักร ความศรัทธาของท่านก็ถูกนำไปยังอิตาลีพร้อมพระนางมารีอา แห่ง ฮังการี ผู้มีศักดิ์เป็นหลานสาวของท่านและได้สมรสกับอนาคตกษัตริย์ของเมืองเนเปิลส์ ท่านถูกนับรวมเป็นหนึ่งในนักบุญจากราชวงศ์อาร์ปัด (ราชวงศ์ของท่าน) ดังปรากฏภาพของท่านร่วมกับนักบุญเอลิซาเบธ แห่ง ฮังการีที่มหาวิหารนักบุญฟรานซิส เมืองอัสซีซีอายุประมาณศตวรรษที่ 14 และมีความเชื่อกันที่อิตาลีว่าท่านเป็นหนึ่งในผู้รับรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ทำให้งานจิตรกรรมจำนวนหนึ่งแสดงภาพรอยแผลศักดิ์สิทธิ์บนร่างกายของท่าน 

แต่ที่สุดหลังมรณกรรมของท่านกว่า 500 ปี ในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 สมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 6 ก็ได้ทรงบันทึกนามท่านไว้ในสารบบบุญราศี และในรัชสมัยสมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 12 พระองค์ก็ได้ตัดสินพระทัยสถาปนาท่านขึ้นเป็นนักบุญในกรณีพิเศษนั่นคือไม่ต้องมีอัศจรรย์ครั้งที่สองมาประกอบ ในวันฉลองนักบุญเอลิซาเบธ แห่ง ฮังการี นั่นคือในวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 1943 โดยท่อนหนึ่งในการประกาศดังกล่าว พระสันตะปาปาปีโอที่ 12 ได้ทรงรับสั่งว่า “สืบเนื่องจากท่านเป็นเคารพสืบมาแต่อดีต คุณงามความดีและอัศจรรย์ของท่านเป็นที่ประจักษ์มาตั้งแต่หนหลัง โดยไม่มีข้อกังขาโดยบรรดานักประวัติศาสตร์  ดังนั้นแม้จะไม่เป็นไปตามขั้นตอนการสถาปนานักบุญและจารีตตามปกติ ข้าพเจ้าจึงเห็นควรที่จะสถาปนาท่านขึ้นเป็นนักบุญอาศัยการตัดสินใจของข้าพเจ้าเอง และมีคำสั่งให้บันทึกนามของท่านในสารบบนักบุญนับแต่นี้เป็นต้นไป”


นักบุญเปโตรได้อธิบายว่า การดำเนินชีวิตในโลกนี้เป็นการดำเนินชีวิตใน อยู่ต่างแดน สำหรับผู้ที่เรียกพระเจ้าว่าเป็นบิดา (เทียบ 1 เปโตร 1:17) ขอให้ชีวิตนักบุญมาร์กิตกระตุ้นผู้อ่านได้ใคร่ครวญถึงการดำเนินชีวิตในโลกในฐานะ ต่างแดนที่เราเพียงผ่านมาชั่วคราว ก่อนมุ่งสู่สวรรค์ ขอให้เราได้เลียนแบบท่านในการใช้เวลาในโลกนี้ อันเป็นสิ่งชั่วคราว ด้วยการดำเนินชีวิตตามเสียงของพระเจ้าภายในตัวเองอย่างดีที่สุดในแต่ละวัน เพราะเราไม่รู้ว่าความชั่วคราวของเราจะยาวนานหรือสั้นเพียงใด เพราะท่านรู้ว่าท่านได้รับการไถ่กู้หลุดพ้นจากวิถีชีวิตไร้ค่าที่สืบมาจากบรรพบุรุษ มิใช่ด้วยสิ่งที่เสื่อมสลายได้เช่นเงินหรือทอง แต่ด้วยพระโลหิตประเสริฐของพระคริสตเจ้า ดังเลือดของลูกแกะไร้มลทินหรือจุดด่างพร้อย (1 เปโตร 1:18-19) ท่านนักบุญมาร์กิตตระหนักได้ดังนี้ และท่านเชื่อว่าการพลีกรรมทรมานตนอย่างหนักหน่วง รวมถึงการรักรับใช้ผู้อื่นด้วยการปฏิบัติและการสวดภาวนา เป็นการใช้เวลาชั่วคราวที่ดีที่สุดสำหรับท่าน ดังนั้นท่านจึงปฏิบัติเช่นนั้น ในท้ายที่สุดนี้การเลียนแบบฉบับของท่านที่ดีที่สุด จึงไม่ใช่การทรมานตนอย่างบ้าคลั่ง แต่คือการเข้าใจถึงความเป็นชั่วคราวและแสวงหาน้ำพระทัยพระเจ้าต่อชีวิตของเราแต่ละคน ซึ่งหมุนเวียนอยู่รอบแก่นกลางเดียว คือ รักพระเจ้าและรักเพื่อนรอบข้างเหมือนรักตนเอง แต่รักอย่างไร สิ่งนี้เป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องหาคำตอบและแนวทางของตนเอง เพื่อจะได้อยู่เพื่อพระแค่หนึ่งเดียวเช่นท่าน อาแมน

รูทราย, เทเรซีโอของพระเยซู


“ข้าแต่ท่านนักบุญมาร์กิต แห่ง ฮังการี ช่วยวิงวอนเทอญ”

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2565

'ลูชีอา' หมดใจนี้มอบพระองค์ ตอนจบ


บุญราศีลูชีอา แห่ง นาร์นี
Bl. Lucia de Narni
ฉลองในวันที่: 16 พฤศจิกายน

กล่าวถึงท่านเคาท์เปียโตร ตั้งแต่วันที่ทราบว่าท่านย้ายจากกรุงโรมมายังวิเตร์โบ เขาก็ได้เดินทางมาเพื่อขอเข้าพบท่านมาโดยตลอด เช่นที่ทำเมื่อคราวท่านพำนักที่กรุงโรม แต่ไม่ว่าอย่างไรท่านก็ไม่ยอมให้เขาเข้าพบ ท่านเคาท์เปียโตร จึงเฝ้ารอท่านอยู่ที่หน้าประตูอารามโดยไม่ยอมกลับไปนาร์นี เขาเฝ้ารอวันที่จะได้พบท่านตลอด โดยเที่ยวนเวียนอยู่รอบ ๆ อารามเมืองวิเตร์โบเหมือนขอทานที่น่าสังเวช คอยมองไปยังกำแพงที่สูงตระหง่าซึ่งกั้นระหว่างเขาและภรรยาที่รัก ด้วยหวังในใจลึก ๆ ว่าการรอคอยนี้จะทำให้ภรรยาของเขากลับมา จนเวลาล่วงมาได้สองปีพิษที่ร้ายแรงที่สุดอย่างความรัก ผนวกกับความเสียใจต่อการกระทำในอดีตที่ให้เขาต้องสูญเสียสมบัติอันล้ำค่าที่สุดของเขาไป ก็ทำให้ชายหนุ่มที่เคยมีสง่าราศี กลายเป็นเพียงชายชราที่น่าสงสาร สวนทางกลับภรรยาของเขาที่นับวันจะงดงามขึ้นด้วยรัศมีแห่งสวรรค์

กระทั่งภายหลังการตรวจสอบครั้งที่สองโดยคุณพ่อโยวันนี กาญญัสโซเสร็จสิ้นลง ท่านจึงยอมให้ท่านเคาท์เปียโตรพบท่านได้ ชายหนุ่มที่มีสภาพไม่ต่างจากชายชราจึงได้เข้าพบกับอดีตภรรยาของเขาในห้องเยี่ยมของอาราม เขามีคำพูดมากมายที่เก็บอยู่ภายในใจมากกว่าสองปีที่เตรียมจะพูดกับท่าน เพื่อหวังจะให้ท่านเปลี่ยนใจและกลับไปอยู่กินฉันสามีภรรยากับเขาดังเดิมที่เมืองนาร์นี แต่ทันทีที่ท่านปรากฏขึ้นหลังลูกกรงซึ่งกั้นระหว่างเขตพรตและเขตของคนนอก คำพูดทุกอย่างที่เขาเตรียมมาก็พลันหายไปสิ้น เมื่อเขาได้แลเห็นรอยแผลศักดิ์สิทธิ์บนมือของภรรยา ผู้บัดนี้มีสง่าราศีเป็นรองมาจากทูตสวรรค์ เขาทำได้เพียงแต่ทรุดตัวลงคุกเข่าลงเบื้องหน้า ก้มหน้ามองพื้นและนิ่งเงียบ ปล่อยให้ภรรยาของเขากล่าวกับเขา ถึงความตั้งใจเดิมที่จะถือพรหมจรรย์ในคณะโดมินิกัน รวมถึงสัจธรรมหลายสิ่ง จนเวลาล่วงเลยมาชั่วโมงหนึ่งได้ภรรยาผู้แสนดี จึงได้กล่าวมอบถวายดวงวิญญาณของอดีตสามีผู้นี้ไว้ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า

บุญราศีโกลอมบา แห่ง รีเอตี

ในชั่วโมงนั้นเองพระเป็นเจ้าก็ทรงกระทำการอัศจรรย์เปลี่ยนหัวใจที่ทุกข์ทนเพราะพิษรักให้เห็นถึงสัจธรรมของชีวิต ท่านเคาท์เปียโตรเมื่อได้ฟังท่านกล่าวสิ่งต่าง ๆ จบลง ได้ค่อย ๆ ชันตัวลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับภรรยาของเขาด้วยน้ำตาที่นองหน้าอย่างไม่อายใคร เขาขอให้ท่านอภัยให้กับการล่วงเกินทุกสิ่งที่เขาได้เคยกระทำ และยินดีที่จะปล่อยท่านเดินไปตามทางที่ท่านเลือก หลังจากนั้นเมื่อเขาไปยังเมืองนาร์นี ด้วยตระหนักถึงสัจธรรมของโลก เขาก็ได้ตัดสินใจขายทรัพย์สินทุกอย่างในบ้านของเขาทิ้ง และได้สมัครเข้าร่วมคณะภารดาน้อยฟรังซิสกัน เขากลายเป็นนักเทศน์ที่มีชื่อเสียง มีความศักดิ์สิทธิ์ดุจเดียวกับอดีตภรรยา เขายังมักนำเรื่องที่เขาประสบระหว่างอยู่กินกับภรรยาคนนี้มาใช้ในการเทศน์สอนอยู่เสมอ กระทั่งเขาสิ้นใจลงในเดือนกันยายน ค.ศ. 1544 หรือเพียงหนึ่งเดือนครึ่งก่อนภรรยาผู้ศักดิ์สิทธิ์ของเขา

เมื่อจบปัญหาระหว่างท่านและสามีลงด้วยดีแล้ว ในปีต่อมาหรือ ค.ศ. 1497 ในวันที่ 23 เมษายน เจ้าหน้าที่ศาลศาสนาแห่งโบโลญญาชื่อ คุณพ่อโดเมนิโก ดิ ยาร์ญาโม ก็ได้เริ่มทำการสอบสวนกรณีอัศจรรย์ของท่านอีกครั้งอย่างละเอียด และได้ตีพิมพ์ออกมาเป็นเอกสารอย่างระเอียดเผยแพร่ใน ค.ศ. 1500 เช่นเดียวกับการตรวจสอบทั้งสองครั้งก่อนหน้า คุณพ่อโดเมนิโกยืนยันว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องอุปโลกน์ลวงโลกเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีเอกสารบางชิ้นได้ระบุว่า สมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 ได้เรียกให้ท่านไปพบที่กรุงโรม พระองค์ได้ทรงสนทนากับท่าน และเมื่อพระองค์ได้ทรงปรึกษากับบุญราศีโกลอมบา แห่ง รีเอตี ภคินีขั้นสามของคณะโดมินิกัน และเป็นรหัสยิกร่วมสมัยกับท่าน พระองค์ก็ทรงตัดสินว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับท่านไม่ใช่เรื่องอุปโลกน์ และได้ให้ท่านเดินทางกลับไปยังวิเตร์โบ พร้อมขอให้ช่วยสวดภาวนาเพื่อพระองค์ด้วย

ดยุค เอรโกเล ที่ 1 แห่ง เอสเต

ชื่อเสียงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านแพร่ขยายไปทั่วอิตาลี จนไปถึงเมืองเฟร์รารา ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองวิเตร์โบขึ้นไปทางตอนเหนือราว 370 กิโลเมตร ผู้ปกครองเมืองนั้นชื่อ ดยุค เอรโกเล ที่ 1 แห่ง เอสเต ก็มีความปรารถนาให้ท่านมาพำนักในเมืองของเขา ท่านดยุคจึงได้ขอให้คุณพ่อโดเมนิโก ดิ ยาร์ญาโมเขียนจดหมายเชิญท่านในนามของเขา ให้มาพำนักยังเมืองเฟร์รารา ในฐานะ ‘ที่ปรึกษา’ ของเขา โดยเขายินดีจะสร้างอารามใหม่ให้เป็นที่พักของท่าน เมื่อท่านได้รับจดหมายท่านก็ตอบตกลงในทันที เนื่องจากท่านเองก็ได้มีความปรารถนาที่จะตั้งอารามใหม่ที่มีวัตรปฏิบัติที่เคร่งคัดมาได้สักระยะแล้ว ดังนั้นท่านดยุคจึงเริ่มส่งเรื่องนี้ไปยังสันตะสำนัก คณะโดมินิกัน และสภาเมืองวิเตร์โบ เพื่อดำเนินการตั้งอารามในเฟร์รารา โดยมีท่านเป็นคุณแม่อธิการ

ทางฝั่งสันตะสำนัก และคณะโดมินิกันไม่มีปัญหากับเรื่องนี้ ยกเว้นแต่สภาเมืองวิเตร์โบที่ไม่ประสงค์ให้ท่านเดินทางออกจากเมืองไป จดหมายลงวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1497 ท่านดยุคได้แจ้งกับท่านว่า เขายินดีกับการตัดสินใจของท่านและกำลังส่งนักพรตสองท่านพร้อมด้วยล่อสองตัวไปรับท่านจากวิเตร์โบ สองเดือนต่อมาในวันที่ 14 ตุลาคม ปีเดียวกัน เมื่อสองนักพรตเดินทางมาถึงวิเตร์โบ อันโตนีโอ เมอี คุณลุงของท่านอีกคนก็มารับท่านกลับไปดูใจมารดาของท่าน ที่กำลังสิ้นใจ ส่วนสองนักพรตเมื่อเดินทางมาถึง ก็ถูกชาวเมืองวิเตร์โบจับไปยังที่ว่าการเมือง และเกือบถูกทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต พวกเขาจึงได้รีบแจ้งให้ท่านดยุคเร่งจัดส่งนายทหารติดอาวุธจำนวน 24 นายพร้อมด้วยม้าชั้นดี 1 ตัวเพื่อมารับท่าน

ตำแหน่งเมืองวิเตร์โบและเฟร์ราราในแผนที่ประเทศอิตาลี

ท่านดยุคจึงได้ให้อเลสซานโดร ดา ฟีโอลาโน หัวหน้านายทหารให้เร่งนำทหารจำนวน 24 นายเดินทางไปยังวิเตร์โบ แต่จากจดหมายของอเลสซานโดรลงวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1498 ก็ทำให้ทราบว่าขณะเขานำกองทหารซ่อนตัวอยู่ที่สักการสถานแม่พระแห่งหนึ่งใกล้ ๆ เมืองวิเตร์โบเพื่อรอรับท่านตามที่นัดหมาย ทหารเมืองวิเตร์โบจำนวนราว 400 นายก็ได้เข้าล้อมพวกเขา และจับพวกเขาทั้งหมดในฐานะเชลย แล้วนำเข้าไปในเมือง ในการไต่สวนเขาพยายามกล่าวว่า พวกเขามาในสันติไม่ได้มีประสงค์ร้ายใด ๆ ต่อเมืองวิเตร์โบ พวกเขาเพียงรอให้นายทหารสองนายที่เข้าไปสวดภาวนาในวัด แต่ผู้ไต่สวนคดีก็ไม่ได้ปลักใจเชื่อ ทั้งได้ไล่ให้พวกเขาเดินทางกลับเฟร์ราราไป พร้อมฝากไปแจ้งให้ท่านดยุก เอรโกเล เลิกล้มความตั้งใจที่จะพาตัวท่านไปเสีย

เรื่องที่ชาวเมืองวิเตร์โบไม่ยอมส่งตัวท่านไปยังเมืองเฟร์ราราร้อนถึงสมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 ต้องมีคำสั่งในวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 1948 ให้ส่งท่านมายังกรุงโรม แต่ทางเมืองก็ปฏิเสธที่จะอนุญาตให้ท่านเดินทางออกไปนอกเมืองตามคำสั่งนี้ ฝั่งท่านดยุค เอรโกเลเองก็ไม่ได้ยอมแพ้ต่ออุปสรรคนี้ ตลอดทั้งปีนั้นเขายังคงเขียนจดหมายอีกหลายฉบับไปยังเมืองวิเตร์โบ เพื่อขอให้ส่งตัวท่านมา เช่นเดียวกับสมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 และเจ้าคณะใหญ่คณะโดมินิกัน ก็ต่างส่งจดหมายไปยังเมืองวิเตร์โบอีกหลายต่อหลายครั้งเพื่อให้แจ้งให้พวกเขายอมส่งตัวท่านไปเมืองเฟร์รารา และขู่ว่าหากพวกเขายังไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่ง พวกเขาก็จะต้องโดนลงโทษ แต่ทางเมืองวิเตร์โบก็ยังคงนิ่งเฉย และยืนยันที่จะให้ท่านพำนักที่เมืองวิเตร์โบต่อไป

ตำราจัดการกับแม่มด มัลเลอุส มาเลฟีการุม

ความขัดแย้งระหว่างเมืองเฟร์ราราและเมืองวิเตร์โบกินเวลามาได้ 2 ปี เพราะชาวเมืองวิเตร์โบไม่ยอมเสียนักบุญของพวกเขาไป ส่วนท่านดยุค เอรโกเลเอง แม้จะต้องสูญทรัพย์และเวลาไปจำนวนมาก เขาก็ยังคงไม่ลดละที่จะนำท่านมาให้ได้ กระทั่งถึง ค.ศ. 1499 ในวันที่ 15 เมษายน ด้วยวัย 22 ปี ท่านที่ปรารถนาจะเดินทางไปยังเมืองเฟร์รารา จึงได้หลบหนีออกจากเมืองวิเตร์โบโดยการนำของนายทหารท่านดยุค ด้วยการแกล้งหลบอยู่ในตระกร้าใส่สินค้าในคาระวานล่อที่ดยุคได้จัดเตรียมมา ท่านหยุดพักที่บ้าน ณ เมืองนาร์นี ก่อนจะออกเดินทางต่อ และมาถึงเมืองเฟร์ราราพร้อมด้วยนางเยนตีลีนา และสตรีใจศรัทธาชาวเมืองนาร์นีจำนวนหนึ่ง ในวันที่ 7 พฤษภาคม ปีเดียวกัน ท่านดยุค เอรโกเล พร้อมด้วยเหล่าข้ารับใช้ได้ออกมาต้อนรับท่านถึงประตูเมืองในฐานะ ‘ผู้นำฝ่ายจิต’ และ ‘ที่ปรึกษาส่วนตัว’ ของท่านดยุค เขายังได้จัดเตรียมผู้สมัครเข้าอารามใหม่นี้ไว้ 13 คน

ไม่ถึงเดือนหลังท่านเดินทางมาถึงเมืองเฟร์รารา ในวันที่ 2 มิถุนายน ปีเดียวกัน ท่านดยุคจึงได้เริ่มสร้างอารามแห่งใหม่พร้อมวัดเพื่อเป็นเกียรติแด่นักบุญแคทเธอรีน แห่ง ซีเอนาให้กับท่านและคณะ ระหว่างการก่อสร้างอารามที่กินระยะเวลาราวสองปี ในวันที่ 2 มกราคม ค.ศ. 1500 พระสมณทูตขององค์พระสันตะปาปาก็ได้เริ่มทำการสอบสวนและตรวจสอบปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับท่านเป็นครั้งที่ 4 โดยได้รับความช่วยเหลือจากนักสอบสวนชาวเยอรมัน ผู้เขียนหนังตำราเกี่ยวกับศาสตร์ของแม่มด และกระบวนการจัดการพวกแม่มดชื่อ ‘มัลเลอุส มาเลฟีการุม’ (Malleus Maleficarum) ใน ค.ศ. 1487 ชื่อ คุณพ่อไฮน์ริค ครามาร์ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างเดินทางจากกรุงโรมไปยังแคว้นโมราเวีย (สาธารณรัฐเช็กในปัจจุบัน) ให้มาร่วมตรวจสอบในครั้งนี้

นักบุญโดมินิก และบุญราศีลูชีอา 

เช่นเดิมผลการสอบสวนก็ออกมาในทำนองเดียวกับการตรวจสอบในครั้งก่อนหน้า และในภายหลังเมื่อคุณพ่อไฮน์ริคเดินทางถึงโมราเวียแล้ว คุณพ่อจึงได้ตีพิมพ์หนังสือคู่มือสำหรับนักเทศน์ในการจำแนกเรื่องนอกรีต ซึ่งมีจดหมายยาวของท่านดยุค เอร์โกเล ลงวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1500 รับรองความน่าเชื่อถือของปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับท่าน และเอกสารรับรองผลการสอบสวนที่เมืองวิเตร์โบลงใน ค.ศ. 1497 ในวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1501 และปีเดียวกันนั้นในวันที่ 16 กันยายน คุณพ่อยังได้ตีพิมพ์หนังสือขนาดเล็ก ซึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์เหนือธรรมชาติของท่านและสตรีชาวอิตาลีผู้ศักดิ์สิทธิ์อีก 3 ราย โดยได้นำจดหมายฉบับใหม่ลงวันที่ 23 มกราคม ค.ศ. 1501 ของท่านดยุค เอร์โกเล มาตีพิมพ์พร้อมกับจดหมายอีกสามฉบับจากพระสังฆราชเมืองเฟร์รารา อาดรีอา และมิลาน นอกนี้ยังมีบทกวีถึงสี่หน้ากล่าวยกย่องท่านไว้อีกด้วย ซึ่งเพียง 5 ปีหลังตีพิมพ์ครั้งแรก หนังสือเล่มนี้ก็ได้ถูกแปลไปถึง 3 ภาษา ได้แก่ภาษาละติน ภาษาเยอรมัน และภาษาสเปน

กลับมาที่เมืองเฟร์รารา ในเวลาเดียวกับที่คุณพ่อไฮน์ริคตีพิมพ์เรื่องราวของที่โมราเวีย ในวันที่ 29 พฤษาคม ค.ศ. 1501 สมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 ก็ทรงมีประกาศแต่งตั้งให้ท่านเป็นอธิการคนแรกของอารามเมืองเฟร์รารา โดยมีสิทธิ์เด็ดขาด ทั้งยังอนุญาตให้อารามของท่านมีสิทธิพิเศษบางประการ หลังจากนั้นในวันที่ 5 สิงหาคม ปีเดียวกัน ซึ่งตรงกับวันฉลองนักบุญโดมินิก ผู้ก่อตั้งคณะ ท่านพร้อมสมาชิกอารามจำนวน 22 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือมารดาของท่าน จึงได้ย้ายเข้าไปอาศัยภายในอารามแห่งใหม่ ซึ่งยังคงมีการก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จเป็นอารามขนาดใหญ่ ซึ่งมีห้องพิเศษสำหรับท่าน ห้องสำหรับภคินีท่านอื่น ๆ 95 ห้อง และห้องสำหรับนวกะอีก 46 ห้อง ใน ค.ศ. 1503

นางลูเกรชีอา บอร์ยา 

เมื่ออารามแห่งใหม่เรียบร้อยแล้ว ท่านจึงได้แจ้งความประสงค์ไปยังท่านดยุคว่าท่านปรารถนาให้อารามแห่งนี้มี สหายของท่านจากทั้งเมืองวิเตรโบและนาร์นี ประจวบเวลากับที่กับลูเกรชีอา บอร์ยา บุตรสาวของสมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 ซึ่งกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับบุตรชายของท่านดยุค เอร์โกเล พอดี ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1501 ท่านดยุคจึงได้ส่งคนถือสารให้ไปแจ้งความประสงค์นี้ของท่านกับนางลูเกรซีอา นางลูเกรชีอาจึงได้จัดหาภคินีจำนวน 11 คนพร้อมด้วยผู้สนใจสมัครเข้าอารามอีกจำนวนหนึ่งส่งมาเป็น ‘ของขวัญส่วนตัวของเธอ’ ให้กับว่าที่พ่อตา ภายหลังจากที่เธอเดินทางมาถึงเมืองเฟร์ราราในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1502 ได้ราวสองสามวัน

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่ท่านได้รับของขวัญของนางลูเกรชีอา ซึ่งบางเอกสารระบุว่าเป็นวันที่ 18 มกราคม แต่บ้างก็ระบุว่าเป็นวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ใน ค.ศ. 1502 สมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 ก็มีพระประสงค์จะตรวจสอบปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติของท่านอีกครั้ง โดยการตรวจสอบครั้งที่ 5 นี้ พระองค์ได้โปรดให้แพทย์ประจำพระองค์ พระคุณเจ้าแบร์นาโด โบนโยวันนี เด เรกานาตี พระสังฆราชแห่งเวโนซา ให้มาเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบในท่านในท่ามกลางประจักษ์พยาน คือ ข้าราชการทั้งหลาย ทั้งเรื่องของรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ พระพรในการหยั่งรู้จิตใจคนและอนาคต ผลการสอบสวนครั้งนี้ออกมาเป็นเช่นเดิม คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับท่านไม่ใช่เรื่องอุปโลกน์หรือกิจการของปีศาจ


มีบันทึกว่าครั้งหนึ่งเมื่อท่านเข้าไปในห้องพักของท่านที่อารามหลังใหม่ ท่านได้พบกับนักบวชท่านหนึ่งยืนคอยท่านอยู่ ซึ่งในทันทีท่านทราบว่านักบวชคนดังกล่าวก็คือ นักบุญแคทเธอรีน แห่ง ซีเอนา ที่ท่านเคารพ ท่านจึงได้ล้มตัวลงกราบเบื้องหน้าท่านนักบุญและได้ขอให้ท่านนักบุญช่วยอวยพรอารามหลังนี้ ซึ่งสร้างขึ้นเป็นเกียรติแก่ท่านนักบุญ ฝั่งนักบุญแคทเธอรีนก็รับคำขอของธิดาบุญธรรม และได้เดินนำพรมน้ำเสกไปตามห้องต่าง ๆ โดยมีท่านเป็นผู้คอยถือถังน้ำเสกเดินเคียงข้าง ทั้งสองต่างร่วมกันขับเพลงวันทาดาราสมุทรขณะเดินไปทั่วอาราม กระทั่งการอวยพรเสร็จลงแล้ว นักบุญแคทเธอรีนจึงได้มอบไม้เท้าของท่านนักบุญให้กับท่าน ซึ่งเป็นเครื่องหมายถึงการรับภาระปกครองบ้านหลังนี้ ก่อนท่านนักบุญจะอันตรธานหายไป 

ในวาระอื่นท่านได้แลเห็นบรรดาทูตสวรรค์จำนวนหนึ่งปรากฏขึ้น มีทูตสวรรค์องค์หนึ่งเหมือนเป็นประธานของกลุ่มทูตสวรรค์เหล่านี้ ทูตสวรรค์องค์นั้นมีรูปลักษณ์ที่งดงามกว่าทูตสวรรค์องค์อื่น สวมใส่อาภรณ์สีฟ้าประทับยืนอยู่ท่ามกลางบรรดาทูตสวรรค์ ทูตสวรรค์ตนนั้นได้สั่งให้บรรดาทูตสวรรค์องค์อื่น ๆ ไปประจำอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของอารามเพื่อทำหน้าที่เฝ้าพิทักษ์อารามแห่งนี้ ทูตสวรรค์องค์นั้นกล่าวสั่งว่า “พวกเราจะต้องปกป้องบ้านหลังนี้” เหตุการณ์ทั้งสองที่ยกมานี้ตอกย้ำให้เห็นว่า อารามแห่งเมืองเฟร์ราราเป็นอารามที่ได้รับการอวยพรจากสวรรค์ เป็นดังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์บนพื้นโลก แต่นี่ก็ไม่ได้เป็นเครื่องประกันว่า ปีศาจจะไม่สามารถเข้ามายังอารามแห่งนี้ได้ เพราะหลังการก่อตั้งอารามได้มาถึงสามปี ความชั่วร้ายที่มารูปของความอิจฉาก็ได้ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในอารามอันศักดิ์สิทธิ์นี้ และจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของท่าน


ความศักดิ์สิทธิ์ของท่านเป็นที่กล่าวถึงไปทั่วในกลุ่มวงสังคมชั้นสูง เรื่อยมาจนถึงคนชนชั้นล่าง ผู้คนมากมายต่างแวะเวียนมาพบท่าน เช่นเดียวกับที่มีสตรีใจศรัทธาเริ่มทยอยกันมาสมัครเข้าอารามของท่านมากขึ้น โดยรายงานในเดือนกรกฏกาคม ค.ศ. 1502 ได้ระบุว่าอารามนักบุญแคทเธอรีนของท่านมีสมาชิกถึง 72 คน ซึ่งท่านดยุคผู้อุปถัมภ์อารามเองก็ประสงค์จะให้มีมากถึง 100 คน ซึ่งก็ได้ลูกสะใภ้อย่างนางลูเกรชีอาเป็นคนคอยช่วยจัดหาหญิงสาวที่สนใจเข้าอารามร่วมกับท่านอีกแรง ปริมาณสมาชิกในอารามเพิ่มมากขึ้นนี้เอง ทำให้ในไม่ช้าอารามของท่านก็เริ่มเกิดปัญหา ซิสเตอร์บางกลุ่มในอารามเริ่มมีความเห็นว่าท่านในวัย 25 ปี ยังเยาว์เกินไปที่จะเป็นคุณแม่อธิการ บ้างว่าท่านไม่มีความเข้มงวดพอ บ้างก็ว่าวัตรปฏิบัติของท่านเคร่งคัดและรุนแรงเกินจะรับได้ แต่บ้างก็เพียงอิจฉาลาภยศและสิทธิพิเศษที่ท่านได้รับจากผู้คนมากหน้าหลายตา

ต้นตอของปัญหาหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากการกระทำของท่านดยุค เอร์โกเล เสียเอง เนื่องจากท่านดยุคนั้นมีความภูมิใจในอารามเขาสร้างขึ้นนี้มาก เขาจึงมักพาแขกที่แวะเวียนมาหาเดินทางมายังอารามนี้อยู่บ่อย ๆ เพื่ออวดผลงานที่เขาภูมิใจเป็นหนักเป็นหนา มีครั้งหนึ่งเขาถึงขั้นพาบรรดาสาวนักเต้นตรงจากงานเลี้ยงในปราสาทมายังอาราม เพื่อขอให้ท่านแสดงรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ให้พวกเขาชม และจะเป็นการดียิ่งขึ้นไปอีกถ้าท่านจะเข้าฌานให้พวกเขาชมเป็นขวัญตา พฤติกรรมเช่นนี้ของท่านดยุค เอร์โกเล ทำให้อารามที่ควรจะอยู่ในความสันโดษต้องถูกรบกวนอยู่บ่อยครั้ง จึงทำให้สมาชิกในอารามหลายคน ที่ปรารถนาจะเจริญชีวิตนักพรตไม่พอใจ และเริ่มโทษว่านี่คือความผิดของท่าน

พระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6

ความไม่พอในกลุ่มของสมาชิกอารามเมืองเฟร์ราราจำนวนหนึ่ง นำไปสู่การรวมตัวกันส่งจดหมายร้องเรียนไปถึงพระสังฆราชประจำเมือง ให้มาจัดการปัญหาเหล่านี้ จนที่สุดสมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 จึงมีคำสั่งให้ส่งภคินีคณะโดมินิกัน ซึ่งมีสถานภาพเป็นนักบวชขั้นที่ 2 จากอารามอื่นจำนวน 10 คนไปยังอารามของท่าน เพื่อทำการปฏิรูปอารามในวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 1503 การมาถึงของคณะซิสเตอร์เหล่านี้ได้ ซึ่งมีสถานะเป็นนักบวชแท้ และสูงกว่าสถานะนักบวชกึ่งฆราวาสอย่างนักบวชขั้นสามแบบพวกท่าน ถูกอธิบายในเอกสารทางประวัติศาสตร์ว่า “ได้นำกล้าอ่อนของความขัดแย้งในรูปของผ้าคลุมศีรษะสีดำ” มายังอาราม (ในคณะโดมินิกันสิทธิ์ในการคลุมศีรษะด้วยผ้าสีดำ ได้รับอนุญาตเฉพาะนักบวชขั้นสองเท่านั้น)

เนื่องจากพื้นฐานสมาชิกในอารามที่แตกต่างกัน ฝั่งหนึ่งเป็นกลุ่มของสมาชิกขั้นสอง ในขณะที่ฝั่งหนึ่งก็เป็นสมาชิกขั้นสาม จึงทำให้เกิดเป็นความไม่ลงรอยภายในอารามเมืองเฟร์ราราอย่างต่อเนื่อง กระทั่งในวันที่ 18 สิงหาคม สมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 ซึ่งให้การสนับสนุนท่านก็เสด็จสวรรคตลง ท่านจึงถูกปลดลงจากการเป็นอธิการของอาราม เพื่อให้ภคินีมารีอา เด ปาร์มา หนึ่งในซิสเตอร์ขั้นสองที่ถูกส่งมาเมื่อเดือนมีนาคมขึ้นเป็นคุณแม่อธิการอารามแทน ในวันที่ 2 กันยายน หรือเพียงไม่ถึงเดือนภายหลังการสวรรคตของสมเด็จพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 ทำให้สถานการณ์ภายในอารามของท่านดีขึ้นมาจากอดีต แต่ไม่วายความอิจฉาริษยาที่มีต่อตัวท่าน ซึ่งเจ้าปีศาจได้สร้างขึ้นภายในจิตใจของสมาชิกในอารามบางคนก็ไม่ได้หมดไป เพียงแต่ด้วยสถานภาพทางสังคมโดยทั่วไป ท่านยังเหลือคนที่คอยสนับสนุนท่านอย่างท่านดยุค เอร์โกเล อยู่ ท่านจึงยังเป็นที่นับหน้าถือตาของผู้คน

ภารดายาโรลาโม ซาโวนาโรลา

แต่แล้วในวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1505 เมื่อท่านดยุค เอร์โกเล สิ้นใจลงอย่างกะทันหัน บรรดาสมาชิกในอารามที่ไม่พอใจท่าน เมื่อทราบว่าท่านสิ้นคนหนุนหลังโดยสมบูรณ์แล้ว จึงพร้อมใจกันลุกขึ้นต่อต้านท่านอย่างโจ่งแจ้ง จนนำไปสู่การบีบให้ท่านต้องลงนามในเอกสารขอยกเลิกสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่ท่านได้รับทั้งหมด ทั้งต้องยอมที่จะถูกกักบริเวณภายในอาราม และห้ามพูดกับใครในพื้นที่ส่วนตัวโดยไม่มีสมาชิกในอารามอยู่ ณ ที่ตรงนั้น มากไปกว่านั้นคุณพ่อนิกโกโล คุณพ่อวิญญาณณารักษ์ของท่านยังต้องถูกแทนที่ด้วยคุณพ่อเบเนเด็ตโต ดา มันโตวา ซึ่งไม่เชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับท่าน ณ เบื้องหน้าผู้แทนเจ้าอธิการคณะโดมินิกัน และนางลูเกรชีอา ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ปีนั้นเอง (มีข้อสันนิษฐานหนึ่งได้เสนอว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ท่านถูกลงโทษเช่นนี้ มาจากการที่ท่านให้การสนับสนุนแนวคิดปฏิรูปพระศาสนจักรตามแนวคิดของภารดายาโรลาโม ซาโวนาโรลา ซึ่งปรารถนาให้พระศาสนจักรที่เน่าเฟะในเวลานั้นได้รับการชำระอย่างเปิดเผย)

เมื่อสิ้นคนหนุนหลังไม่ว่าจะเป็นฝ่ายศาสนาและฝ่ายบ้านเมือง ท่านถูกประจานในที่สาธารณะว่า ท่านเป็นคนหลอกลวง ท่านสร้างความศักดิ์สิทธิ์จอมปลอมขึ้นมา เช่นเดียวกับบาดแผลทั้งห้าที่ถูกลือว่า คือรอยแผลศักดิ์สิทธิ์แบบเดียวกับองค์พระเยซูเจ้า โดยกลุ่มของสมาชิกในอารามที่ไม่พอใจท่าน ได้สร้างหลักฐานเท็จว่าพวกเธอได้เห็นท่านใช้มีดเพื่อทำรอยแผลที่มือและเท้าของท่านอยู่ในห้อง ข้อกังขาเหล่านี้ยิ่งทวีความน่าเชื่อถือมากขึ้น เมื่อรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ที่มือและเท้าของท่านได้หายไป เหลือเพียงรอยแผลที่สีข้างซึ่งท่านซ่อนไว้อย่างมิดชิด ตามคำวิงวอนของท่านที่ปรารถนาจะเจริญชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่ต้องยุ่งวุ่นวายกับใคร ผู้คนที่เคยศรัทธาในตัวท่าน จึงต่างคล้องตาม ชื่อของท่านจึงถูก ‘ลบ’ ออกจากเอกสารที่เขียนถึงท่านในเชิงบวก เมื่อมีการตีพิมพ์เอกสารชิ้นนั้นใหม่ สมาชิกในอารามหลายคนต่างมองท่านด้วยความไม่วางใจและเย็นชา ในขณะที่คนอื่น ๆ นอกอารามก็ต่างพากันดูหมิ่นและดูถูกท่าน แตกต่างลิบลับกับในเวลาก่อนหน้าเพียงไม่กี่ปี

บุญราศีกาเตรีนา แห่ง รักโกนีจี

อธิการอารามคนใหม่ได้สั่งให้ท่านเจริญชีวิตใช้โทษบาปของตน ประดุจหนึ่งท่านเป็นคนบาปหยาบช้า โดยกำหนดลำดับชั้นของท่านนั้นต่ำกว่านวกะที่อายุน้อยที่สุด ส่วนสมาชิกในอารามคนอื่น ๆ ที่เคยปฏิญาณตนกับท่าน ก็พากันปฏิญาณตนเสียใหม่กับอธิการคนใหม่ ดังว่าการปฏิญาณตนที่พวกเธอเคยทำไว้กับท่านนั้นไม่สมบูรณ์ ในขณะที่คุณพ่อเจ้าอธิการแขวงโดมินิกัน ซึ่งอารามของท่านอยู่ในเขตดูแล ก็มีคำสั่งไม่ให้สมาชิกในคณะนอกอารามเดินทางมาพบกับท่าน เพื่อไม่ให้คณะต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงไปมากกว่านี้ ทำให้ในเวลานั้นท่านค่อย ๆ ถูกลืมเลือนไปจากความทรงจำของใครหลายคน ซึ่งเคยสรรเสริญยกให้ท่านเป็นนักบุญที่มีชีวิต คงมีเพียง ‘พระเจ้า’ ที่ยังจำท่านได้

ในห้องขังแสงอ้างว้างในอารามที่ท่านก่อตั้ง พระเป็นเจ้า พระมารดา และนักบุญบางองค์ยังคอยเฝ้าแวะเวียนมาหาท่านเพื่อบรรเทาใจท่านอยู่ตลอด หนึ่งในนั้นคือนักบุญที่มีชีวิตร่วมสมัยกับท่านชื่อ ‘บุญราศีกาเตรีนา แห่ง รักโกนีจี’ บุญราศีท่านนี้นักบวชขั้นสามของคณะโดมินิกันชาวอิตาลี เธอมีชะตาชีวิตที่ไม่ต่างอะไรกับท่าน เพราะด้วยเหตุอัศจรรย์มากมาย เธอจึงถูกชาวเมืองตูรินไล่ออกจากเมือง เพราะคิดว่าเธอเป็นแม่มด จนต้องไปสร้างบ้านเล็ก ๆ อยู่ที่เมืองการามัจโนกับเพื่อนอีกสองคน โดยพระเป็นเจ้าทรงได้นำทั้งสองมาพบกันด้วยวิถีทางอันน่าอัศจรรย์ในยามราตรีที่หลายชีวิตกำลังหลับใหล


ท่านเจริญชีวิตอยู่ในเงามืดของอารามเมืองเฟร์รารา ด้วยใจนบนอบต่อความอยุติธรรมยาวนานถึง 39 ปี โดยที่ท่านยังคงมีความเชื่อและไว้ใจในองค์พระเยซูเจ้า เจ้าบ่าวแต่เพียงคนเดียวของท่านเสมอ ท่านไม่เคยบ่นหรือถือโทษอันใด ท่านใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ไปกับการสวดภาวนา จนท่านมีวัยเข้า 67 ปี ท่านก็ล้มป่วยลง แต่ก็ไม่มีสมาชิกในอารามคนใดใยดีที่จะเข้ามาปฏิบัติดูแลท่านเลย แม้พวกเธอที่มีหน้าที่ดูแลบรรดาคนยากไร้ในเมือง ก็ยังปฏิเสธที่จะมาดูแลท่าน พวกเธอทำประหนึ่งท่านเป็นคนโรคเรื้อนที่น่ารังเกียจ ที่สมควรจะถูกปล่อยให้ตายไปเสียตามมีตามเกิด แต่ในขณะที่โลกทั้งใบทิ้งท่านไว้อยู่เบื้องหลัง พระเป็นเจ้าก็ไม่เคยทอดทิ้งท่านไปไหน เช่นเดียวกับชาวสวรรค์ และเหมือนครั้งในวัยเยาว์ นักบุญแคทเธอรีนผู้เป็นมารดาคนหนึ่งของท่าน ก็คอยแวะเวียนมาดูแลบุตรสาวคนนี้อยู่ตลอด มีหลายครั้งซิสเตอร์ในอารามได้เห็นซิสเตอร์ท่านหนึ่งปรากฏมาดูแลท่านที่ป่วยหนัก ร่วมกับซิสเตอร์อีกท่านในอาราม ซึ่งสิ้นใจไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ก่อนหน้านี้อีกด้วย

ไม่นานก่อนท่านจะสิ้นใจ ท่านได้เปิดเผยกับคุณพ่อวิญญาณของท่านว่า พระนางมารีย์ได้ตรัสปลอบประโลมใจท่านว่า “นามของลูกคือความสว่าง เพราะลูกคือบุตรสาวของความสว่างนิรันดร์” ในขณะที่พระเยซูเจ้าเองก็ทรงตรัสกับนักบุญเปาโล (ท่านเห็นในนิมิต) ว่า “เธอ (ลูชีอา) ได้ถูกตรึงกางเขนโดยบรรดาศัตรูใจทุรยศของเธอ บ้างตีไปที่หัว บ้างตีไปที่นิ้ว บ้างก็ชุดกระชากลากเธอไปตามที่ต่าง ๆ และปฏิบัติต่อเธออย่างชั่วช้า บ้างจับเธอโยนลงไปในบ่อน้ำ บ้างทุบตีฟันของเธอให้หักเสีย เธอรับทุกขเวทนาจากทั้งสิ่งเหล่านี้และความเจ็บปวดทั้งหลายด้วยน้ำใจอดทนโดยแท้ เพียงเพื่อความรักของเรา”


ในบั้นปลายชีวิตของท่าน ใน ค.ศ. 1544 คุณพ่อวิญญาณณารักษ์ ณ ขณะนั้นก็ได้มีคำสั่งให้ท่านเขียนถึงเรื่องที่ท่านได้รับการไขแสดง ท่านจึงได้เขียนบันทึกสั้น ๆ ซึ่งได้รับการค้นพบในเวลาต่อมาหอสมุดเมืองปาเวีย ใน ค.ศ. 1999 และในปีเดียวกันนั้นในวันที่ 15 พฤศจิกายน ท่านเมื่อทราบว่าเวลาสุดท้ายของท่านใกล้เข้ามาเต็มที จึงได้ขอให้สมาชิกในอารามมารวมตัวกันรอบเตียงของท่าน ท่านขออภัยพวกเธอสำหรับปัญหาต่าง ๆ ที่ท่านได้สร้างให้กับพวกเธอตลอดชีวิต ท่านได้ให้โอวาทสุดท้ายกับสมาชิกในอารามทุกคน โดยไร้ซึ่งการวิพากษ์วิจารย์ การแก้ต่าง ความโศกเศร้า โอวาทนั้นเป็นเพียงการเตือนใจทุกคน โดยชี้ให้เห็นถึงความไม่ครบครันของท่าน ให้ทุกคนรักพระ ให้หมั่นแสวงหาแต่สิ่งในสวรรค์ และมีใจมุ่งมั่นจะปฏิบัติตามกฏของอาราม

พระสงฆ์ได้ถูกตามเพื่อมาโปรดศีลเจิมคนไข้ให้กับท่าน และเมื่อได้รับการโปรดศีลเจิมแล้ว ท่านจึงขอให้คุณพ่อจิตตาธิการ ที่เดินทางมาโปรดศีลให้ท่านอย่างพึ่งกลับไป คุณพ่อจึงได้อยู่กับท่านจนถึงเวลาเที่ยงคืน ท่านจึงคืนวิญญาณอันงดงามเป็นเครื่องบูชาแด่พระเป็นเจ้า หลังท่านยกมือขึ้นไปบนอากาศและเปล่งเสียงออกมาว่า “ไปสู่สวรรค์ ไปสู่สวรรค์” ท่านถึงแก่มรณกรรมอย่างสงบโดยไร้ซึ่งอาการตรีทูตในค่ำคืนของวันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1544 ขณะอายุได้ 67 ปี แม้จะเผชิญกับความทุกข์ยากมาครึ่งชีวิต ร่างที่แน่นิ่งของท่านก็ไม่ปรากฏมีความทุกข์ใด มีเพียงรอยยิ้มที่งามกว่ารอยยิ้มไหน ซึ่งใครได้เห็นก็ต้องระอายใจที่จะมอง หากไม่ตระหนักว่าเจ้าของรอยยิ้มนี้ เป็นนักบุญที่มีชีวิตโดยแท้


เสียงร้องเพลงของบรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้าดังขึ้นเหนือห้องของผู้วายชนม์ ซึ่งไม่ใช่เพียงสมาชิกในอารามหนึ่งหรือสองคนได้ยิน แต่ทุกคนต่างล้วนได้ยินเสียงแห่งความยินดีของสวรรค์ เช่นเดียวกับกลิ่นหอมประหลาดที่ตลบอบอวลไปทั่วพื้นที่ ไม่เพียงแต่ในห้องเล็ก ๆ นี้ แต่เป็นทั่วทั้งอาราม เครื่องหมายอัศจรรย์สองประการนี้ ซึ่งไม่อาจหาคำอธิบายได้โดยมนุษย์ ได้ชำระมลทินของท่านทุกประการให้สิ้นไป สมาชิกในอารามซึ่งเคยถูกชักนำให้รังเกลียดท่านจากสมาชิกไม่กี่คน ต่างประจักษ์ถึงความศักดิ์สิทธิ์และความบริสุทธิ์ของผู้วายชนม์เบื้องหน้า พวกเธอจึงเห็นพ้องกันว่าควรประการการสิ้นใจของท่านให้ทราบโดยทั่วกัน และสมควรยิ่งที่จะจัดพิธีปลงศพให้ท่านในวัดน้อยอารามอย่างสมเกียรติ อันเป็นสิ่งเดียวที่พวกเธอทั้งหลายจะชดเชยให้กับความอยุติธรรมที่พวกเธอได้ปฏิบัติต่อท่าน

ทำให้ในไม่ช้าข่าวการมรณกรรมของท่านจึงค่อย ๆ ถูกส่งต่อไปทั่วเมืองเฟร์รารา หลายคนอดประหลาดใจไม่น้อยที่ทราบว่าท่านไม่ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้ และหลายคนก็เปลี่ยนความคิดในใจที่มีต่อท่าน และเริ่มตระหนักได้ว่า มีเพียงบุคคลที่เป็นนักบุญแท้เท่านั้น ที่จะเจริญชีวิตอยู่ในความเงียบและความอยุติธรรมด้วยใจสงบราบคาบเช่นนี้ได้ถึง 39 ปี พวกเขาจึงต่างพากันเดินทางมายังอารามนักบุญแคทเธอรีน เพื่อจะได้เห็นและสัมผัสร่างนักบุญของพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย จนเป็นเหตุให้ทางอารามต้องเลื่อนพิธีฝังร่างของท่านออกไปถึง 3 วัน ซึ่งสามวันนั้นนอกจากพวกเขาจะเห็นบาดแผลที่สีข้างของท่านยังมีเลือดไหลซึมออกมา พวกเขายังได้คนป่วยได้รับการรักษา และได้เห็นคนที่ถูกปีศาจสิง ได้รับการช่วยเหลือผ่านผ้าที่สัมผัสร่างของท่านอีกด้วย

ร่างของบุญราศีลูชีอาในปัจจุบัน

ความศรัทธาที่มีต่อท่านนับวันก็ยิ่งทวีขึ้นเรื่อย ๆ จนล่วงมาได้ 4 ปี หลังมรณกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของท่าน จึงได้มีการขุดร่างของท่านขึ้นมา เพื่อนำมาไว้ในบริเวณที่สะดวกแก่ผู้ศรัทธาจะเดินทางมาสวดภาวนา ทำให้ได้พบว่าร่างของท่านนั้นไม่เน่าเปลื่อย ทั้งเมื่อเกิดรอยแผลที่ร่างนั้น ก็กลับมีเลือดสีแดงไหลออกมาพร้อมกลิ่นหอมประหลาด ประหนึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน จึงได้มีการจัดสร้างโลงแก้วเพื่อบรรจุร่างของท่านและตั้งไว้ที่วัดน้อยประจำอาราม ตราบเมื่ออารามของท่านถูกปิดตัวลงตามคำสั่งของจักรพรรดิ์นโปเลียนใน ค.ศ. 1797 จึงได้มีการย้ายร่างของท่านไปรักษาไว้ ณ พระแท่นของนักบุญลอเรนซ์ มรณสักขี ในอาสนวิหารประจำเมืองเฟร์รารา กระทั่งวันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1935 ร่างของท่านจึงถูกเชิญกลับมายังอาสนวิหารประจำเมืองนาร์นี บ้านเกิดของท่าน

ข้ารับใช้พระเจ้าลูชีอาได้รับการประกาศให้เป็นบุญราศี ในวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1710 โดยอาศัยการรับรองคารวะกิจ (cultus confirmation) ที่มีต่อท่านของสมเด็จพระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 11 ลักษณะการแต่งตั้งเช่นนี้ เป็นการแต่งตั้งโดยไม่ได้มีการยื่นกรณีอัศจรรย์ที่เกิดผ่านคำเสนอวิงวอนประกอบ เหมือนในกรณีของการสถาปนาบุญราศีและนักบุญโดยทั่วไป แต่เป็นไปตามกฤษฎีกาชื่อ ‘กาเอเลสติส เยรูซาเลม ซีเวส’ (Caelestis Hierusalem Cives) ของสมเด็จพระสันตะปาปาอูร์บันที่ 8 ใน ค.ศ. 1634 ซึ่งมีใจความห้ามแสดงคารวะกิจต่อนักบุญในที่สาธารณะ เว้นเสียคารวะกิจนั้นจะได้รับอนุญาตโดยสมณะกระทรวงว่าด้วยจารีต (Congregation of Rites) และพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้นได้รับการแสดงคารวะกิจโดยสาธณชนมาอย่างน้อย 100 ปี ก่อนจะมีการประกาศกฤษฎีกาฉบับนี้ ลักษณะการแต่งตั้งเช่นนี้ไม่ได้มีเพียงกรณีของท่าน เพราะก็มีนักบุญหลายท่านที่เราคุ้นเคย ในขั้นของการขึ้นเป็นบุญราศีก็อาศัยการรับรองคารวะกิจ ก่อนที่จะมีการสถาปนาเป็นนักบุญอย่างเป็นทางการเมื่อมีอัศจรรย์ประกอบ อาทิ นักบุญอังเยลา เมดิชี นักบุญฮวน ดิเอโก นักบุญเบียตริซ ดา ซิลวา นักบุญริตา แห่ง กัสชา นักบุญฌาน แห่ง วาลัว เป็นต้น


จากชีวิตของบุญราศีลูชีอา ชาวนาร์นี ชวนให้เราได้ลองไตร่ตรองว่า อะไรหรือสิ่งใดกันหนอ ที่ทำให้บุญราศีลูชีอาสามารถก้าวผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ในชีวิต โดยเฉพาะในช่วงชีวิตสุดท้าย ที่ท่านต้องกลายเป็นเหมือนบุคคลที่โลกปฏิเสธ ไร้ญาติ ขาดมิตร กลายเป็นคนแปลกหน้าในท่ามกลางคนรู้จักมา และยืนหยัดในความเชื่อจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตได้ โดยไม่ได้บ่นว่าหรือหันหนีไปจากพระเจ้า คำตอบนั้นอาจอยู่ในข้อพระคัมภีร์จากพันธสัญญาเดิม 2 ข้อความ คือ สดุดีถ้อยหนึ่ง ที่ผู้เขียนหนังสือดังกล่าวได้สดุดีพระเจ้าว่า “พระยาห์เวห์จะไม่ทรงทอดทิ้งประชากรของพระองค์ จะไม่ทรงละทิ้งมรดกของพระองค์” (สดุดี 94: 14) และพระวาจาของพระเป็นเจ้าเองที่ทรงตรัสกับประชากรของพระองค์ ในหนังสือประกาศกฮักกัย เมื่อทรงปลอบประโลมชาวอิสราเอลที่กำลังทุกข์ทนว่า “เราอยู่กับท่านทั้งหลาย … จงทำใจให้ดีเถิด” (ฮักกัย 1: 13 , 2: 4)

อาศัยการรับศีลล้างบาป บุญราศีลูชีอาตระหนักดีว่าท่านได้กลายเป็นประชากรของพระเจ้า และโดยวิถีทางดุจ ที่พระเป็นเจ้าทรงสัญญาไว้กับชาวอิสราเอล เมื่อออกทรงนำพวกเขาออกจากแผ่นดินอิยิปต์ ว่าจะไม่ทรงละทิ้งพวกเขาไปไหน (เทียบ ฮักกัย 2: 5) ท่านจึงมั่นใจว่าอาศัยการที่พระเยซูเจ้าทรงนำมนุษย์ออกจากการเป็นทาสของบาป ด้วยการสิ้นพระชนม์ พระสัญญานี้ก็ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ชาวอิสราเอล แต่ยังรวมถึงมนุษย์ทุกคนที่ตอบรับการไถ่กู้ครั้งนี้ ดังนั้นเมื่อท่านพบปัญหาและความทุกข์ยากมากมาย โดยเฉพาะการถูกตราหน้าว่าเป็นคนหลอกลวงกว่าสามสิบปี ท่านจึงยังคงมอบหัวใจทั้งดวงไว้กับพระเจ้า และพบกำลังใจที่จะฟันฝ่าความยากลำบากมาได้ นั่นเพราะท่านมั่นใจว่า แม้โลกทั้งใบจะทิ้งท่านไป แต่พระเจ้าของท่านนั้นไม่เคยละทิ้งท่าน และตรัสกับท่านเช่นเดียวกับที่ตรัสกับชาวอิสราเอล ผ่านประกาศกฮักกัยว่า “เราอยู่กับท่านทั้งหลาย จงทำใจให้ดีเถิด” สุดท้ายนี้ขอให้เมื่อเราคริสตชน เมื่อพบความทุกข์ยากต่าง ๆ ในชีวิตเนรเทศนี้ ให้เราได้มีพระพรที่จะเลียนแบบบุญราศีลูชีอา ในการที่จะมอบ ‘หัวใจ’ ทั้งหมดให้กับพระเจ้า และ ‘เชื่อมั่น’ ว่า พระเป็นเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งเราไปไหน ทั้งได้ยินเสียงเดียวกันที่ว่า “เราอยู่กับท่านทั้งหลาย จงทำใจให้ดีเถิด” อาแมน


"ข้าแต่ท่านบุญราศีลูชีอา แห่ง นาร์นี ช่วยวิงวอนเทอญ"

รายการอ้างอิง

Bernardo Sastre Zamora. La reina Lucy, de las Crónicas de Narnia, existió de verdad y era dominica. accessed July 19, 2021. available from https://www.dominicos.org/noticia/lucy-cronicas-de-narnia-dominica/
Blessed Lucy of Narni. accessed July 19, 2021. available from https://catholicsaints.info/blessed-lucy-of-narni/
Blessed Lucy of Narnia. accessed July 19, 2021. available from http://www.narnia.it/lucia_eu.htm
Franco Mariani. Beata Lucia (Broccadelli) da Narni. accessed July 20, 2021. available from http://www.santiebeati.it/dettaglio/90818
Georgiana Fullerton. Blessed Lucy of Narnia. accessed August 2, 2021. available from http://www.narnia.it/lucia1_eu.htm
Lucia Broccadelli da Narni. accessed July 18, 2021. available from https://it.wikipedia.org/wiki/Lucia_Broccadelli_da_Narni
Lucy Brocadelli. accessed July 18, 2021. available from https://en.m.wikipedia.org/wiki/Lucy_Brocadelli
Roberto Tarquini. Lucia da Narni. accessed August 2, 2021. available from https://cattedraledinarni.weebly.com/lucia-da-narni---don-roberto-tarquini.html
Stephen Bullivant. The real Blessed Lucy of Narnia was even more amazing than CS Lewis’s imagination. accessed July 19, 2021. available from https://catholicherald.co.uk/the-real-blessed-lucy-of-narnia-was-even-more-amazing-than-cs-lewiss-imagination/

ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...