วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2565

'ลูชีอา' หมดใจนี้มอบพระองค์ ตอนแรก


บุญราศีลูชีอา แห่ง นาร์นี
Bl. Lucia de Narni
ฉลองในวันที่: 16 พฤศจิกายน

หลายท่านที่เป็นคอวรรณกรรมเยาวชน และวรรณกรรมแปล คงคุ้นเคยกับนวนิยาวชุดยาวเรื่อง ‘ตำนานแห่งนาร์เนีย’ ซึ่งกล่าวถึงการผจญภัยของพี่น้องตระกูลพีเวนซี่ ในดินแดนลึกลับชื่อ ‘นาร์เนีย’ จากปลายปากกาของ ซี. เอส. ลิวอิส นักเขียนชาวไอริช ผู้มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ.1898 – ค.ศ.1963 และผู้เขียนก็เชื่อว่าหลายท่าน คงทราบดีว่าวรรณกรรมเรื่องนี้ถูกตีความว่าได้ซ่อนรหัสธรรมของคริสต์ศาสนาไว้ โดยมีตัวละครอย่างราชสีห์อัสลาน คือ ‘ภาพแทนของพระคริสตเจ้า’ ซึ่งเป็นปรปักษ์กับ ‘ภาพแทนของลูซีเฟอร์’ อย่างแม่มดขาว แต่จากการศึกษาของวอลเตอร์ ฮูเปอร์ นักเขียนชาวอเมริกา ผู้สนใจศึกษาชีวประวัติของซี. เอส. ลิวอิส ก็ได้เสนอทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจว่า นอกเหนือจากเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลแล้ว ลิวอิสยังน่าจะได้รับแรงบันดาลใจตัวละครสำคัญอีกตัวหนึ่ง จากบุคคลที่มีตัวตนจริงทางประวัติศาสตร์ในช่วงรอยต่อระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15 – 16 อีกด้วย

โดยฮูเปอร์ได้เสนอว่าตัวละครเอกอย่าง ‘ลูซี่ ’ น้องสาวคนสุดท้องของสี่พี่น้องตระกูลพีเวนซี่ ผู้ค้นพบทางเข้าไปยังดินแดนนาร์เนียนผ่านตู้เสื้อผ้าเป็นคนแรก ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภคินีคณะโดมินิกัน ชาวอิตาลีจากเมืองนาร์นี ซึ่งฮูเปอร์ได้อธิบายว่า ลิวอิสได้เคยมีโอกาสไปเดินทางไปยังเมืองนี้ และด้วยความประทับใจ เขาได้นำชื่อภาษาละตินของเมืองดังกล่าว (นาร์เนีย) มาตั้งเป็นชื่อดินแดนลึกลับที่สิงสาราสัตว์ต่างพูดได้ พร้อมนำบุคลิกของบุคคลสำคัญประจำเมืองนามว่า ‘ลูชีอา’ หรือ ‘ลูซี่’ ในภาษาอังกฤษมาเป็นแรงบันดาลใจในออกแบบตัวละครดังกล่าว


เพราะในขณะที่ตัวละครลูซี่ แห่ง นาร์เนีย มีความเชื่อมั่นเสมอต่อราชสีห์อัสลานไม่ว่าจะในสถานการณ์ไหน ลูชีอา ชาวนาร์นี ก็มีความไว้ใจให้กับองค์พระเยซูเจ้าอยู่เสมอ แม้ว่าในสถานการณ์ที่ยากเย็นที่สุดของชีวิต ดังนั้นในวันนี้ผู้เขียนจึงอยากจะพาทุกท่านไปรู้จักกับบุคคลทางประวัติศาสตร์อีกท่าน ซึ่งพระศาสนจักรได้ยกย่องไว้ในด้วยฐานะอันมีเกียรติ เพราะไม่ว่าข้อสันนิษฐานของฮูเปอร์จะจริงเท็จเพียงใด ชีวประวัติของลูชีอา ชาวนาร์นีก็เป็นแบบฉบับที่มีคุณค่าแก่การเรียนรู้ เป็นพิเศษสำหรับคริสตชน ผู้มีความเชื่อในพระคริสตเจ้าเป็นอย่างยิ่ง

ย้อนไปในวันฉลองนักบุญลูซีอา มรณสักขีผู้มีสัญลักษณ์ คือ ดวงตาในถาด เมื่อกว่า 500 ปีล่วงมาแล้ว หรือก็คือในวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1476 ที่เมืองนาร์นี จ. แตร์นี แคว้นอุมเบรีย ประเทศอิตาลี ที่ในเวลานั้นยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรัฐพระสันตะปาปา (Papal States) ทารกเพศหญิงได้ถือกำเนิดขึ้น ในฐานะบุตรคนแรกจากทั้งหมด 11 คนของนายบาร์โตโลเมโอ โบร์กาเด็ลลี ผู้ดูแลงานคลังประจำเมืองนาร์นี กับนางเยนตีลีนา กาสซีโอ ทั้งสองที่เห็นว่าบุตรน้อยเกิดในวันดังกล่าว จึงให้นามเด็กหญิงตามนามนักบุญประจำวันนั้นว่า ‘ลูชีอา’

นักบุญแคทเทอรีนผู้รับ ด.ญ. ลูชีอาเป็นธิดาบุญธรรม

เช่นเดียวกับนักบุญหลายองค์ในพระศาสนจักร อาทิ นักบุญฮิลเดการ์ด แห่ง บิงเงน ภคินี รหัสยิกและนักปราชญ์พระศาสนจักรชาวเยอรมันในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12 นักบุญนิโคลัส แห่ง ฟลือเอ ฆราวาสและรหัสยิกชาวสวิทเซอร์แลนด์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 หรือนักบุญร่วมสมัยกับเราอย่างนักบุญมารีอัม เทรเซีย ภคินีและรหัสยิกชาวอินเดียในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และนักบุญอิวพราเซีย เอลูวาธินกัล ภคินีและรหัสยิกชาวอินเดียในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ตั้งแต่วัยเยาว์ท่านก็แสดงถึงลักษณะที่พิเศษกว่าเด็กหญิงชายรุ่นราวคราวเดียวกันให้เป็นที่ประจักษ์แก่คนรอบข้าง ดังปรากฏมีในชีวประวัติท่านหลายสำนวนที่ได้เขียนขึ้นในเวลาต่อมา

เริ่มตั้งแต่เมื่อลูชีอายังเป็นเพียงเด็กน้อยในเปล นางเยนตีลีนาและคนใช้ในบ้านก็เริ่มสังเกตเห็นว่า ในหลาย ๆ ครั้งจะปรากฏภคินีนางหนึ่ง แต่งกายด้วยเครื่องแบบคณะโดมินิกัน แต่ดูท่าทางมีสง่าราศีกว่าคนทั่วไป เดินทางมาเยี่ยมท่านถึงที่ห้อง โดยทุกครั้งที่ภคินีนางนี้ปรากฏมา เธอจะมาอุ้มท่านขึ้นมาจากเปล กอดท่านอย่างเอ็นดู แล้วอวยพรท่านก่อนจะจากไป ซึ่งไม่ว่านางเยนตีลีนาและคนใช้จะจับตามองว่าภคินีนางหนึ่งเดินมาจากทางไหน หรือกลับไปทางใด พวกเธอก็ไม่สามารถที่ตามหรือหาคำตอบได้ว่าภคินีนางนี้มาจากที่ใด นานวันเข้าเมื่อปรากฏการณ์ประหลาดนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางเยนตีลีนาจึงเริ่มเป็นกังวล แต่ไม่ช้าอาศัยการไขแสดงของพระเจ้า เธอจึงเข้าใจว่าภคินีนางนั้น คือ นักบุญแคทเธอรีน แห่ง ซีเอนา ซึ่งได้รับบุตรสาวของเธอเป็นบุตรบุญธรรม


ต่อมาเมื่อท่านอายุได้ 4 ปี ท่านก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงลักษณะที่แตกต่างจากเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน กล่าวคือวันหนึ่งคุณลุงของท่านชื่อ ‘ซีโมน’ ได้เดินทางจากโรมมาเยี่ยมนางเยนติลีนา ผู้เป็นน้องสาว เขาได้เตรียมของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นพวกของเล่นและของขวัญมาให้หลาน ๆ ได้เลือก ในท่ามกลางฝากจำนวนมากมาย ขณะที่น้อง ๆ ของท่านต่างเลือกเอาตุ๊กตาและของเล่นต่าง ๆ ท่านก็ไปสะดุดตากับสายประคำเส้นเล็กที่มีรูปพระกุมารเยซู ท่านจึงได้เลือกเอาสายประคำเส้นนี้ คุณลุงซีโมนจึงให้สายประคำนั้นกับท่าน ท่านรีบรับมันไว้ด้วยความยินดี และได้ตั้ง ชื่อให้กับพระกุมารองค์น้อยนี้ว่า ‘คริสตาเรลโล’ หลังจากนั้นท่านจึงได้ทำมุมเล็ก ๆ ในห้องนอน เพื่อต้อนรับพระกุมารน้อย และแต่นั้นมาท่านก็มักคลุกตัวเล่นกับของขวัญชิ้นนี้ ท่านไม่เคยเบื่อที่มองหรือหยิบจับของขวัญชิ้นนี้ขึ้นมา บางคราวเมื่อท่านพบปัญหาต่าง ๆ ในบ้าน ท่านก็มักมาปรับทุกข์กับของขวัญชิ้นนี้อยู่เสมอ และมีหลายคราวที่นางเยนติลีนาก็ได้แอบเห็นพระกุมารองค์นี้ได้ยื่นพระหัตถ์มาซับน้ำตาของท่านอีกด้วย

เมื่อท่านมีวัยพอจะไปวัดได้ ท่านก็เริ่มตามนางเยนติลีนาไปวัดนักบุญออกัสติน ที่อยู่ไม่ไกลบ้านของครอบครัว มีวันหนึ่งเมื่อท่านติดสอยห้อยตามมารดาไปวัดแห่งนี้ตามปกติ ท่านก็ไปสะดุดตากับรูปปั้นนูนต่ำรูปพระนางมารีย์ทรงอุ้มพระกุมารรูปหนึ่งในวัด ท่านจึงหยุดจ้องมองรูปนี้อย่างชอบใจ ฝั่งนางเยนติลีนาเมื่อเห็นลูชีอาน้อยมองรูปแม่พระอย่างตั้งใจ ก็ก้มลงบอกกับบุตรสาวว่า “ลูชีอา ลูกรู้ไหมว่าหญิงงามที่ลูกเห็นอยู่นี้เป็นใคร พระนางคือมารดาของคริสตาเรลโลของลูกยังไงละ ส่วนเด็กน้อยที่พระนางอุ้มอยู่ก็คือคริสตาเรลโล ถ้าหนูชอบรูปนี้ ไว้พวกเราจะมาที่นี่อีกถ้ามีโอกาส ลูกต้องเอาสายประคำที่ลูกชอบมาสวดที่หน้ารูปของพระนางนี้ด้วยนะ” เมื่อได้ยินมารดาบอกเช่นนั้น ท่านก็ยิ้มดีใจและหลังจากนั้นมาเมื่อท่านสบโอกาสหนีจากพี่เลี้ยงได้ ท่านก็มักมาอยู่เบื้องหน้าพระรูปนี้เสมอ


วันหนึ่งขณะท่านเรียนรู้ที่จะอุ้มน้องชายตัวน้อยของท่าน ท่านก็มีความคิดอย่างซื่อ ๆ ว่า ท่านอยากจะลองอุ้มคริสตาเรลโลไว้อย่างนี้บ้าง ท่านจึงได้ไปสวดภาวนาต่อแม่พระเบื้องหน้าพระรูปที่ท่านชอบ เล่ากันว่าทันใดนั้นพระรูปแม่พระซึ่งแกะจากหินอ่อน ก็ทรงยื่นพระกุมารน้อยที่พระนางอุ้มมาไว้ในอ้อมแขนน้อย ๆ ของท่าน ท่านรีบรับพระกุมารน้อยนั้นมาด้วยความยินดี พลันพระกุมารหินอ่อนนั้นก็กลับมีชีวิต ท่านจึงรีบวิ่งตรงกลับบ้านไปพร้อมกับพระองค์ แม้จะมึผู้คนมาขวางท่านไว้ตามรายทาง เพื่อหมายจะพาพระกุมารคืน ท่านก็อาศัยความเป็นเด็กน้อยวิ่งหลบซอกแซก จนพาตัวท่านเองพร้อมพระกุมารมาถึงยังห้องของท่านได้สำเร็จ

เมื่อมาถึงที่ห้องของท่าน ท่านก็เฝ้ามองพระองค์อยู่ตลอดสามวันสามคืน โดยไม่ได้ออกมารับประทานอาหารหรือหลับ แม้มารดาท่านจะเข้ามาขอให้ท่านกินข้าวกินปลาบ้าง ท่านก็ไม่ได้ตอบสนองต่อคำพูดของนางเลย คล้ายกับว่าในเวลานั้น โลกทั้งใบมีเพียงท่านและพระองค์ ล่วงถึงคืนที่สามด้วยความเหนื่อยล้าจากการไม่รับประทานอาหารและนอนติดต่อกันหลายวัน ท่านก็ผล็อยหลับไปและเมื่อสะดุ้งตัวตื่นขึ้น ท่านก็ไม่พบพระกุมารหรือคริสตาเรลโลของท่านแล้ว ด้วยความซื่อท่านเข้าใจในทันทีว่าพระเป็นเจ้าจะประทับอยู่กับผู้ที่เฝ้ามองพระองค์อยู่ตลอด ท่านเริ่มร้องไห้ด้วยความเป็นทุกข์ที่พระเป็นเจ้าได้จากท่านไป นางเยนติลีนาที่ได้ยินเสียงท่านร้องไห้ จึงเข้ามาปลอบท่าน และได้อุ้มท่านไปที่วัด ทั้งสองจึงได้พบว่าพระกุมารที่หายไปจากวัดถึงสามวัน ก็ได้กลับไปอยู่ที่อ้มแขนของพระมารดาของพระองค์ดังเดิม


เหตุการณ์ประหลาดระหว่างหนูน้อยลูชีอากับองค์พระเยซูเจ้า ซึ่งแสดงให้เห็นความพิเศษของหนูน้อยลูชีอา มิได้หมดเพียงเท่านี้ เมื่อหนูน้อยลูชีอามีอายุได้ 7 ปี วันหนึ่งเมื่อท่านได้ถูกพาไปเยี่ยมคุณลุงที่บ้านของเขา แถวนอกเมือง ด้วยความคุ้นชินกับบ้านหลังนี้จากการได้มีโอกาสมาในหลาย ๆ ครั้ง หนูน้อยเกิดจำได้ว่าที่บ้านหลังนี้ จะมีห้อง ๆ หนึ่งที่มีภาพเขียนกลุ่มทูตสวรรค์องค์น้อยที่ดูช่างคล้ายกับตัวท่าน กำลังจับมือกันพลางเต้นรำไปรอบ ๆ ดังนั้นเมื่อมาถึงบ้านของคุณลุงและสบโอกาส ในเช้าวันเดียวกันท่านจึงได้รีบเดินตามหาทูตสวรรค์เหล่านั้น ท่านเที่ยวค้นหารูปดังกล่าวจนไปพบรูปดังกล่าวอยู่ในส่วนของบ้านที่ผุพังและไม่ได้ใช้งานแล้ว ชนิดที่ว่าบันไดในส่วนนั้นก็ได้พังทลายลงจนใช้การไม่ได้

ความจริงท่านสามารถเห็นรูปนี้ได้จากพื้นห้อง แต่ด้วยความซุกซนผสมกับความปรารถนาที่จะได้เห็นบรรดาทูตสวรรค์นั้นใกล้ ๆ ท่านจึงได้ปีกซากบันไดที่พังนั้นขึ้นไป แต่ไม่ทันจะขึ้นไปถึงขั้นบันไดเจ้ากรรมก็เกิดหักลง ท่านที่กำลังจะตกจากบันได จึงได้รีบวิงวอนขอความช่วยเหลือจากพระเยซูเจ้า ดังที่เคยทำตามปกติ พลันท่านก็พบว่าตัวเองได้มาอยู่ในห้องว่างห้องหนึ่ง ท่านนึกสงสัยในทันทีว่าตนมานั่งอยู่ในที่ตรงนี้ได้อย่างไร แต่ไม่ทันจะได้หายสงสัย ท่านก็ลืมขอสงสัยนี้ไป เมื่อได้เห็นบรรดาทูตสวรรค์ตัวน้อยอยู่ในห้องนั้น พวกท่านเหล่านั้นมีรูปลักษณ์เป็นเช่นเด็กน้อย สวมมงกุฎดอกไม้ มีเสื้อคลุมที่พลิ้วไหวไปมาคล้ายต้องลมในอากาศ บรรดาทูตสวรรค์ต่างพากันเต้นรำอย่างรื่นเริง ด้วยท่าทีที่สง่างามเกินมนุษย์ปุถุชน

คริสตาเรลโลทรงสยุมพรกับ ด.ญ. ลูชีอา

หนูน้อยลูชีอาจ้องมองภาพอัศจรรย์เบื้องหน้านี้ด้วยความสุขใจ พลันก็มีเสียงหนึ่งเรียกชื่อท่าน ดังขึ้นจากหน้าต่างด้านหลัง ท่านจึงหันไปด้วยความคิดว่าถ้าไม่เป็นคุณลุงก็คงเป็นคนใช้ในบ้านที่มาตามตัวท่านกลับ แต่ทันทีที่ท่านหันกลับไปมอง ท่านก็เห็นภาพอันน่าอัศจรรย์เสียยิ่งกว่าภาพเบื้องหน้า ท่านได้เห็นคริสตาเรลโลของท่านเสด็จมา มีพระนางมารีย์ประทับอยู่ทางด้านขวา และมีนักบุญแคทเธอรีน แห่ง ซีเอนา และนักบุญโดมินิก ผู้ก่อตั้งคณะโดมินิกันยืนอยู่ทางด้านซ้าย ทั้งสี่รายล้อมด้วยบรรดาทูตสวรรค์และนักบุญมากมาย ซึ่งต่างมีรัศมีแห่งสวรรค์สาดส่องออกมา พวกท่านเหล่านี้ไม่ได้มาเพียงเพื่อเยี่ยมเยียนหนูน้อยลูชีอา แต่มาเพื่อเป็นสักขีพยานใน ‘พิธีมงคลสมรสฝ่ายจิต’ ระหว่างคริสตาเรลโลและลูชีอา

ในพิธีอันน่าพิศวงนี้ พระนางมารีย์ได้ทรงนำมือน้อย ๆ ของลูชีอาไปมอบให้พระบุตร ฝั่งพระคริสตเจ้าก็ทรงบรรจงสวมแหวนวงน้อยลงไปในนิ้วของท่าน พร้อมได้ทรงมอบให้นักบุญโดมินิกและนักบุญแคทเธอรีนให้เป็นผู้คอยพิทักษ์ท่าน และด้วยความซื่อตามวัย ท่านก็ได้ทูลถามพระองค์ว่า “แล้วพระองค์จะมีอะให้ลูกมากกว่านี้ไหม พระองค์จะไม่ประทานเสื้อคลุมไหมพร้อมสร้อยเส้นงามให้ลูกหรือ” พระเยซูเจ้าจึงตรัสสอนท่านในทำนองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติภายนอก ท่านที่ได้ฟังเช่นนั้นจึงรีบถอดเสื้อคลุมไหมสีแดงรวมถึงสร้อยเส้นงามที่ท่านสวมตามแฟชั่นในสมัยนั้นออก แล้วนำไปวางแทบพระบาทของพระองค์ ซึ่งในขณะที่ท่านกำลังจะถอดเสื้อคลุมไหมออกนั้น นักบุญโดมินิกก็ได้สวมสายจำพวกคณะโดมินิกันให้ท่านตามคำสั่งของพระคริสต์เจ้า พระองค์ได้ตรัสกับท่านว่า “จงครองตนอยู่ในเครื่องแบบนี้ไปตราบสิ้นชีวิต และจงมองโดมินิก ผู้รับใช้ของเราเหมือนเป็นบิดา และมองแคทเธอรีน ภรรยาของเราเหมือนเป็นมารดาเถิด” แล้วนิมิตนั้นจึงอันตรธานหายไป


เมื่อนิมิตตรงหน้าหายไป ท่านหันกลับมายังบรรดาทูตสวรรค์ตัวน้อยเบื้องหน้า ที่ค่อย ๆ อันตรธานหายไปเป็นลำดับสุดท้าย เมื่อทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติท่านก็ได้พูดกับรูปเขียนทูตสวรรค์บนกำแพง ด้วยน้ำเสียงยินดีและซื่อ ๆ ว่า “บรรดาทูตสวรรค์น้อย ๆ ของฉัน พวกเธอจะไม่ร่วมยินดีกับสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกระทำงั้นหรือ” พลันบรรดาภาพเขียนก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และได้ตอบท่านกลับมาว่า พวกเขาทั้งหลายต่างยินดีที่ท่านได้กลายมาเป็นราชินีและนายหญิงของพวกเขา ด้วยฐานะคู่ชีวิตขององค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา หลังจากนั้นพวกเขาจึงได้เชื้อเชิญให้ท่านร่วมเต้นรำและขับขานบทเพลงแห่งความยินดีไปพร้อมกัน ท่านที่เห็นดังนั้นจึงได้ยื่นมือออกไป และได้ร่วมยินดีกับพวกเขาอย่างสนุกสนาน ท่านร้องเล่นเต้นระบำกับบรรดาทูตสวรรค์ตัวน้อยจนคุณลุงของท่านมาพบ นิมิตทุกอย่างจึงหายไป และนับตั้งแต่นั้นมาด้วยพระหรรษทานพิเศษจากสวรรค์ ยิ่งท่านเจริญวัยขึ้น ความปรารถนาของท่านต่อ ‘โลก’ ก็ยิ่งลดลงสวนทางกับความปรารถนาถึง ‘สวรรค์’ จนเมื่อท่านมีอายุได้ 12 ปี ท่านจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะครองพรหมจรรย์ไปจนสิ้นชีวิต ด้วยการปฏิญาณตนเช่นนักบวช

กระทั่งท่านมีวัยย่างเข้า 14 ปี ซึ่งถือว่าอายุอานามพอจะออกเหย้าออกเรือนได้แล้ว ญาติหลายคนก็เริ่มเตือนให้ท่านเตรียมแต่งงานเหมือนหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ท่านก็พยายามปฏิเสธอยู่ตลอด กระทั่งบิดาท่านมาด่วนสิ้นใจลงอายุเพียง 40 ปี ใน ค.ศ. 1490 คุณลุงที่เข้ามาเป็นหัวหน้าครอบครัวแทนบิดาของท่าน ก็เล็งเห็นว่าท่านมีอายุพอออกเรือนแล้ว และนี่ก็เป็นความปรารถนาอย่างยิ่งของนายบาร์โตโลเมโอ ที่จะเห็นบุตรสาวคนนี้ได้ออกเรือน รวมถึงเป็นจะเป็นการดีที่ท่านจะแต่งออกไป เพื่อลดภาระครอบครัวที่มีขนาดใหญ่ จึงได้ตัดสินใจที่จะให้ท่านเข้าพิธีสมรสโดยเร็วที่สุด ซึ่งแรก ๆ คุณลุงของท่านก็พยายามทาบทามผู้ชายจากตระกูลต่าง ๆ มาให้ท่านเลือก แต่ท่านก็ปฏิเสธอยู่ทุกครั้ง และยังคงยืนยันที่จะเข้าอารามเสียให้ได้

เคาท์ เปียโตร แห่ง อาเลซซีโอ

คุณลุงของท่านเมื่อเห็นว่าให้ท่านสมัครใจเลือกเอง ท่านคงไม่มีทางได้แต่งงานออกไปแน่ จึงได้จัดการเลือกผู้ชายคนหนึ่งในเมืองนาร์นี ซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกบุญธรรมของคุณป้าของท่านให้มาเป็นสามีของท่าน และได้วางแผนคลุมถุงชนให้ท่านต้องยอมแต่โดยดี ชายที่คุณลุงของท่านเลือกก็คือ ‘เคาท์ เปียโตร แห่ง อาเลซซีโอ’ นักกฎหมายหนุ่มชาวมิลานวัย 22 ปี ผู้มีทั้งหน้าตาที่หล่อเหลา และฐานะทางสังคมที่ไม่ได้น้อยหน้าใคร โดยคุณลุงของท่านก็ได้ไปทาบทามเขาไว้โดยไม่แจ้งให้ท่านทราบล่วงหน้า และได้ทำทีเป็นจัดงานเลี้ยง โดยเชิญคนภายในตระกูลทุกคนมาร่วมรับประทานอาหาร แน่นอนด้วยความที่เปียโตรก็เป็นเสมือนหนึ่งคนในตระกูลอยู่แล้ว ท่านจึงไม่ได้เอะใจ เมื่อเห็นเขามาร่วมงานดังกล่าว และได้มาร่วมงานนั้นโดยไม่มีความกังขาใด

คุณลุงของท่านรอจนสบโอกาส เขาจึงประกาศการหมั้นระหว่างท่านกับเปียโตรในท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติ เพื่อเป็นการกดดันให้ท่านต้องจำยอมรับหมั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฝั่งท่านเคาท์หนุ่มที่มีจิตเสน่หาท่านเป็นทุนเดิม และทราบแผนทุกอย่างเป็นอย่างดีก็พยายามที่จะสวมแหวนหมั้นให้กับท่าน ฝั่งท่านเองที่ตกตะลึงกับเหตุการณ์ก็พยายามปัดป้องอย่างสุดฤทธิ์ ไม่ให้เขาได้สวมแหวนหมั้นลงบนนิ้ว แต่ที่สุดแล้วความพยายามของท่านก็ไร้ผล แหวนวงนั้นได้ถูกสวมที่นิ้ว ท่านที่ไร้ซึ่งทางเลือกใด เป็นลมหมดสติลงไป และถูกพากลับไปพักในห้อง ไม่นานท่านก็ล้มป่วยลงด้วยความตรอมใจ ท่านร้องไห้อยู่ตามลำพังด้วยความสับสน เพราะแท้จริงเปียโตรก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลจากท่าน ท่านจึงรู้จักมักคุ้นกับเขา และลึก ๆ แล้วในความรู้สึก ท่านก็เหมือนจะปันใจให้เขา เขาก็ไม่ได้แย่สำหรับท่าน แต่เมื่อระลึกอีกครั้งถึงคำปฏิญาณที่ให้ไว้ว่าจะครองตนเป็นพรหมจรรย์ตลอดชีวิต ท่านจะเข้าจะวิวาห์ได้อย่างไรเล่า


ท่านป่วยหนักด้วยความตรอมใจในความสับสนได้ระยะหนึ่ง แม่พระพร้อมด้วยนักบุญโดมินิก และนักบุญแคทเธอรีน แห่ง ซีเอนาก็ได้ประจักษ์มาหาท่านอีกครั้ง พระนางได้บอกให้ท่านเข้าพิธีแต่งงานกับเปียโตรไปตามกฏหมาย พร้อมทั้งให้แจ้งกับเขาเสียว่าท่านนั้นได้ถือปฏิญาณจะเป็นพรหมจรรย์ตลอดชีวิต และขอให้ถือพหรมจรรย์ต่อไปหลังจากสมรมแล้ว เมื่อท่านทราบน้ำพระทัยของพระเจ้าดังนี้แล้ว รุ่งขึ้นท่านก็หายจากอาการป่วย และได้แจ้งกับคุณลุงของท่าน ว่าท่านยินดีจะเข้าพิธีสมรสกับเปียโตร พร้อมกันนั้นท่านก็ยังได้แจ้งกับเปียโตรถึงเรื่องการปฏิญญาณตนถือพรหมจรรย์ของท่าน ซึ่งเขาก็ยินดีรับข้อเสนอที่จะให้เกียรติและไม่แตะต้องพรหมจรรย์ของท่าน ดังนั้นใน ค.ศ. 1491 ท่านในวัย 14 ย่าง 15 ปี จึงได้เข้าพิธีแต่งงานกับท่านเคาท์ เปียโตร และกลายเป็น ‘เคาท์เตส ลูชีอา แห่ง อาเลซซีโอ’ ตามกฎหมาย

บทบาทใหม่ในฐานะ ‘นายหญิง’ ของบ้านหลังใหญ่ ทำให้ท่านมีภาระงานต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นเท่าตัว ซึ่งท่านก็สามารถจัดการได้อย่างดี ท่านไม่เพียงแต่ออกปากสั่งบรรดาคนใช้ให้ทำหน้าที่ต่าง ๆ แต่ท่านก็ช่วยพวกเขาทำงานเหล่านั้นด้วย ท่านสวมผ้ากันเปื้อนอย่างไม่เคอะเขินเพื่อลงมือช่วยสาวใช้ในบ้านทำงานต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึงการซักผ้า และงานที่น่าเบื่ออื่น ๆ การวางตัวของท่านเป็นประหนึ่ง ‘มารดา’ มากกว่า ‘นายหญิง’ ในท่ามกลางพวกเขา ท่านคอยระแวดระวังไม่ให้พวกเขาทำผิด ทั้งต่อหน้าที่ผู้รับใช้และต่อพระเป็นเจ้า ท่านคอยตักเตือนเสมอไม่ให้สบถสาบานหรือกล่าวผรุสวาทถึงพระเป็นเจ้า และหมั่นปฏิบัติศาสนกิจ ทำให้บ้านหลังใหญ่ของท่านจึงเปี่ยมไปด้วยความสงบ ต่างจากบ้านหลายหลังในยุคเดียวกัน


และแม้จะมีภาระงานภายในบ้านอยู่มากมาย ท่านยังสามารถหาเวลาว่างจากภาระงานเหล่านั้นไปประกอบกิจการเมตตาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสอนคำสอนให้กับคนงาน การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ซึ่งสามีของท่านก็ไม่ได้ว่าอะไรที่ภรรยาคนนี้จะนำเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มหรืออาหารไปมอบให้ผู้ยากไร้ตามประสงค์ บางโอกาสท่านยังให้ไปดูแลผู้ป่วยที่ไม่มีใครดูแล จัดเตรียมขนมปังสำหรับผู้หิวโหย และมีครั้งหนึ่งท่านช่วยจัดหาสินสอดทองหมั้นให้หญิงชาวยิวที่กลับใจมานับถือศาสนาคริสต์อีกด้วย

นอกจากนี้แล้วท่านยังเจริญชีวิตอย่างศักดิ์สิทธิ์เหมือนนักบวชหญิงในอาราม ท่านครองตนเป็นพรหมจรรย์อย่างเคร่งครัดภายหลังแต่งงาน ท่านมักอดอาหารและรับประทานเพียงน้ำและขนมปัง ท่านทำพลีกรรมทรมานร่างกายอย่างร้อนรน สวมเข็มขัดตะขอไว้ใต้ชุดอันสวยงาม สวดสายประคำระหว่างทำงานประจำวัน ระวังตนไม่ให้พูดคำหยาบคาย และใช้เวลาส่วนใหญ่ของกลางคืนหมดไปกับการสวดภาวนา เมื่อถึงวันพฤหัสบดีศักดิ์สิทธิ์ ท่านเลียนแบบพระสวามีเจ้าของท่านด้วยการล้างเท้าให้กับบรรดาคนงานทุกคนในบ้าน และในช่วงเทศกาลปัสกา ในเวลารับประทานอาหารพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว ท่านก็ให้มีการอ่านประวัตินักบุญหรือพระคัมภีร์ไปด้วย วัตรปฏิบัติอันน่าเลื่อมใสนี้ของท่านเป็นอยู่ภายใต้ความรับรู้ของท่านเคาท์ เปียโตรโดยตลอด ซึ่งด้วยความรักเขาก็ยินยอมให้ท่านปฏิบัติทุกสิ่งตามที่ท่านปรารถนา โดยไม่ได้เข้ามายุ่งวุ่นวาย


คนงานภายในบ้านท่านต่างเคารพและเชื่อฟังท่านโดยไม่มีข้อกังขา พวกเขามักจะพูดติดปากกันเสมอว่า “ระวัง คุณผู้หญิงท่านเห็นนะ” เพราะหลายครั้งท่านสามารถทราบหยั่งรู้ได้ว่า คนงานคนใดภายในบ้านทำอะไรนอกลู่นอกทาง มีครั้งหนึ่งระหว่างท่านไปร่วมมิสซา คนงานบางคนในบ้านของท่าน ก็จัดการฆ่าไก่ตอนสองตัวแล้วนำไปย่างไฟเพื่อรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย แต่ไม่ทันจะได้รับประทานจนหมด ท่านก็กลับมาจากวัดพอดี พวกเขาจึงรีบเอาเศษไก่ตอนที่ปรุงแล้วไปซ่อนไว้ใต้เตียง ฝั่งท่านที่หยั่งรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงได้ถามพวกเขาว่าไก่พวกนั้นหายไหน คนงานกลุ่มนั้นจึงได้ตอบว่าพวกมันบินหนีไป ท่านที่ได้ยินคำตอบจึงได้เดินเข้าไปในห้องพักของคนงานกลุ่มนั้นและได้เรียกไก่ที่หายไป ทันใดนั้นเจ้าไก่ที่ถูกย่างก็กลับมามีชีวิต และกระโดดขึ้นมาจากใต้เตียง สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนในที่นั้น รวมถึงท่านเคาท์เปียโตร สามีของท่าน ซึ่งในเวลาต่อมาก็ยังได้เป็นประจักษ์พยานถึงเรื่องนี้อยู่หลายครั้ง

เรื่องอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับท่านภายในบ้านท่านเคาท์ เปียโตรยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ครั้งหนึ่งมีคนงานช่างฟ้องได้มาแจ้งกับท่านเคาท์เปียโตรว่า เขาเห็นนายหญิงกำลังหยอกล้ออยู่กับชายรูปงามผู้หนึ่ง ด้วยท่าทางสนิมสนมกันประหนึ่งเป็นสหายเก่าสหายแก่ ฝั่งเปียโตรเมื่อได้ยินว่าภรรยาตนกระหนุงกระหนิงอยู่กับชายสองต่อสอง เพื่อพิสูจน์ความจริงเขาจึงได้รีบรุดไปยังที่แห่งนั้นพร้อมด้วยดาบในมือ แต่เมื่อไปถึงที่หมายเขาก็ต้องประหลาดใจ เมื่อพบเพียงท่านกำลังเพ่งพิศยังไม้กางเขนใหญ่อันหนึ่ง และต้องประหลาดใจยิ่งขึ้นไปเมื่อคนงาน แจ้งกับเขาว่าชายหนุ่มปริศนาที่ว่าละม้ายคล้ายพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขนไม่มีผิด และนอกจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีเรื่องเล่ากันอีกว่าในโอกาสอื่น คนงานภายในบ้านท่านก็เห็นว่า เมื่อท่านลงมือทำขนมปังให้คนยากไร้ นักบุญแคทเธอรีน แห่ง ซีเอนา นักบุญอักแนส มรณสักขี และนักบุญอักแนส แห่ง มอนเตปุลชีอาโน ก็ได้ประจักษ์มาช่วยท่านอีกแรงด้วย

"...ฑูตสวรรค์ได้มาสวมมงกุฏดอกไม้ให้ท่านแล้ว"

เรื่องอัศจรรย์ของคุณหญิงตระกูลอาเลซซีโอยังไม่หมดเพียงเท่านี้ คราวหนึ่งหญิงคนงานของท่านซึ่งนำพรมไปซักที่แม่น้ำไม่ไกลจากตัวบ้าน ได้เกิดพลัดตกลงไปในแม่น้ำและจมหายไป ท่านที่ทราบเหตุการณ์จึงได้ทำสำคัญมหากางเขนเหนือลำน้ำ พลันร่างของหญิงผู้โชคร้ายก็โผล่พ้นน้ำขึ้นมาที่ใกล้ฝั่งในสภาพปลอดภัย และนอกจากคนงานภายในบ้านและสามีของท่านจะได้เป็นประจักษ์พยานถึงความหัศจรรย์ของท่านแล้ว คนรอบข้างท่านหลายคนก็ได้เป็นประจักษ์พยานถึงความอัศจรรย์เวลาในอยู่ในห้วงของการภาวนา ไม่ว่าจะเป็นลูกบุญธรรมของท่าน 2 คน ที่ได้แลเห็นทูตสวรรค์สององค์สวมมงกุฏดอกกุหลาบอันปราณีตบนศีรษะของท่าน จนพวกเขาพากันร้องไห้ออกมาตามประสาเด็กน้อย เพราะคิดว่า “คุณแม่ของพวกเราคงจะอยู่กับพวกเราอีกไม่นานแล้ว เพราะทูตสวรรค์ได้มาสวมมงกุฏดอกไม้ให้ท่านแล้ว” หรือสัตบุรุษที่ไปร่วมมิสซาพร้อมกับท่าน หลายคนก็ได้เห็นว่าเมื่อท่านรับศีลแล้ว บางครั้งก็ปรากฏมีเสาไฟอยู่เหนือศีรษะของท่าน แต่บางคราวใบหน้าของท่านก็กลับแผ่รัศมีออกมาคล้ายดวงอาทิตย์

ท่านครองเรือนอยู่กับท่านเคาท์เปียโตรได้ 3 ปี สามีของท่านก็เริ่มหมดความอดทนกับพฤติกรรมของท่าน โดยเฉพาะการครองพรหมจรรย์ ครั้งแรกด้วยความรักท่านเคาท์หนุ่มหวังว่าสักวันท่านจะล้มเลิกความตั้งใจนี้ เมื่อได้เห็นความรักที่เขามีให้ท่าน เขาจึงยอมตกลงรับข้อเสนอของท่านที่จะไม่หลับนอนกับท่านหลังแต่งงาน แต่เมื่อนานเข้าท่านก็ไม่มีทีท่าว่าเหตุการณ์จะดำเนินไปเช่นนั้น เช่นเดียวกับท่านที่หลังแต่งงานมาได้ 3 ปี ท่านก็ปรารถนาอย่าวแน่วแน่ว่าจะเจริญชีวิตเป็นนักพรตอย่างจริงจัง ดังนั้นในคืนวันหนึ่งท่านจึงได้หนีไปยังอารามคณะฟรังซิสกัน แต่เมื่อไปถึงก็ปรากฏว่าอารามได้ปิดไปเสียแล้ว ดังนั้นท่านจึงจำต้องกลับบ้านมาในเช้าวันถัดมา โดยมีนักบุญโดมินิกและนักบุญยอห์น ผู้ทำพิธีล้างเดินมาส่ง


ด้วยความเหลืออดของเปียโตร เมื่อเห็นภรรยาของตนกลับมาพร้อมชายปริศนาสองคน หลังจากหายออกไปจากบ้านตลอดทั้งคืน ก็บันดาลโทสะทุบตีบังคับให้ท่านยอมหลับนอนกับเขา ตามหน้าที่ของภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามี แต่ท่านก็ยืนกรานปฏิเสธที่จะทำดังนั้น เพราะท่านยึดมั่นในคำปฏิญาณของท่าน พระเยซูเจ้าคือสามีเพียงคนเดียวของท่าน เปียโตรเมื่อเห็นว่าท่านไม่ยอมตามความประสงค์ของตน ดังคำโบราณที่ว่ายิ่งรักเท่าไรก็ยิ่งแค้นเท่านั้น เขาจึงจับท่านไปขังไว้ในห้องไม่ให้ออกไปไหน แต่โชคยังดีที่คนงานบางคนเห็นใจท่านคอยส่งข้าวส่งน้ำให้ท่านอยู่ตลอด กระทั่งพ้นช่วงมหาพรตไป สามีของท่านจึงยอมให้ท่านไปมิสซาวันปัสกาที่วัดได้ ท่านจึงได้ฉวยโอกาสนั้นกลับไปหามารดาของท่าน และในวันสมโภสปัสกา ค.ศ. 1494 ซึ่งตรงกับวันที่ 8 พฤษภาคม ท่านในวัยย่างเข้า 18 ปี จึงได้รับเครื่องแบบคณะโดมินิกัน เพื่อเข้าเป็นสมาชิกขั้นสาม (ฆราวาส) และตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่กลับไปบ้านของท่านเคาท์เปียโตรอีก

แต่หนทางหลังจากนั้นก็ไม่ได้เป็นไปอย่างเรียบง่าย เพราะการที่ท่านกลับมาอยู่บ้านและสวมเครื่องแต่งกายแบบนักบวชหญิง สร้างความไม่สบายใจไม่น้อยให้กับน้อง ๆ ของท่าน ไม่เพียงเท่านั้นฝั่งสามีของท่านเอง เมื่อทราบว่าสมัครเข้าคณะโดมินิกัน เขาก็ได้จัดการเผาวัดที่ท่านไปถวายตัว ทั้งยังพยายามที่จะฆ่าคุณพ่อวิญญาณของท่าน ซึ่งเป็นคนมอบเครื่องแบบคณะให้ท่าน และเริ่มใช้อิทธิพลที่มีในเมืองนาร์นีบีบให้ท่านต้องกลับมาอยู่กับเขาดังเดิม ทำให้ครอบครัวโบร์กาเด็ลลีตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดไม่น้อย แต่ที่สุดเพื่อแก้ปัญหาทั้งหลายครอบครัวของท่านจึงตัดสินใจส่งท่านไปอยู่อารามนักบวชขั้นสามของคณะโดมินิกันชื่อ อารามนักบุญแคทเธอรีน แห่ง ซีเอนา ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่ท่านนักบุญแคทเธอรีนได้สิ้นใจลง ใกล้วิหารปันเธโอน ในกรุงโรมในปีต่อมา


ต้นปี ค.ศ. 1495 ท่านเดินทางมาถึงบ้านหลังใหม่ด้วยความยินดี และได้เจริญชีวิตอย่างศักดิ์สิทธิ์ด้วยวัตรปฏิบัติที่เคร่ดครัดเป็นที่น่าเลื่อมใสของบรรดาซิสเตอร์ร่วมอารามเดียวกัน ที่อารามแห่งนี้ท่านเริ่มมีปรากฏการณ์เข้าฌานเป็นเวลานานถึงเจ็ดชั่วโมงบ้าง แปดชั่วโมงบ้าน และมากที่สุดถึงยี่สิบชั่วโมง แต่ไม่วายความสุขของท่านก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะเมื่อสามีของท่านทราบว่าท่านอยู่ที่กรุงโรม อารามนักบุญแคทเธอรีนที่ท่านพำนักจึงตกอยู่ในอันตราย สืบเนื่องมาจากท่านเคาท์เปียโตรนั้นมีเส้นสายอำนาจและสหายอยู่ในกลุ่มผู้มีอำนาจใจโรม ดังนั้นภายหลังท่านย้ายมาอยู่กรุงโรมได้ไม่นาน คุณพ่อโยอากิม ตูร์รีอาโน เจ้าคณะใหญ่คณะโดมินิกัน จึงตัดสินใจให้ท่านร่วมเดินทางไปยังเมืองวิเตร์โบ พร้อมกับซิสเตอร์อีกห้าคนเพื่อปฏิรูปอารามที่มีอยู่ เพื่อความปลอดภัยของทั้งท่านและอารามที่กรุงโรม

ดังนั้นในปลายเดือนมกราคม ค.ศ.1496 ท่านในวัย 19 ปี จึงเดินทางจากอารามนักบุญแคทเธอรีน มายังอารามนักบุญโทมัส เมืองวิเตร์โบ ไม่นานหลังจากนั้นในเช้าวันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน ขณะท่านขับบทมีเซรเรเรพร้อมกับสมาชิกในอารามนับจำนวนได้ 24 ท่านภายในส่วนภาวนาของอาราม ท่านก็นิ่งไปและเข้าสู่สภาวะฌาน ท่านเริ่มร้องไห้ไม่หยุด เพราะพระเป็นเจ้าได้ทรงให้ท่านได้เข้าส่วนในพระมหาทรมานของพระองค์ กระทั่งถึงช่วงที่ทหารจับพระองค์ตรึงกางเขน ท่านก็กล่าวออกมาว่า “ลูกเห็นพระองค์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของลูก ถูกยกขึ้นและตรึงไว้ด้วยตะปู … ลูกปรารถนาจะยิ่งจะถูกตรึงกางเขนไปพร้อมพระองค์ โปรดประทานแม้เพียงเสี้ยวหนึ่งของทัณฑ์โทษของพระองค์ให้กับลูก ที่เท้าทั้งสอง มือทั้งสอง และหัวใจของลูกนี้ ขอให้รอยแผลนี้ตลอดถึงความเจ็บปวดของพระองค์สถิตอยู่ในตัวลูกนี้ด้วยเถิด”

"พระชนนีพระเจ้า เกิดอะไรขึ้นกับมือของซิสเตอร์"

ท่านในสภาวะเข้าฌาน กล่าวย้ำความตั้งใจเดิมซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายครั้ง ซิสเตอร์ดีอัมบราสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับท่าน ซิสเตอร์จึงได้รีบเข้าไปใกล้เพื่อหวังจะช่วยพยุงตัวท่านที่ดูจะไม่ไหว ทันทีซิสเตอร์ดีอัมบราก็ต้องอุทานขึ้นมาด้วยความประหลาดใจว่า “พระชนนีพระเจ้า เกิดอะไรขึ้นกับมือของซิสเตอร์” เพราะเธอได้เห็นว่ามือของท่านมีลักษณะที่ผิดรูป คล้ายว่ากระดูกของท่านเคลื่อน ฝั่งท่านที่อาการไม่สู้ดี แต่ก็พยายามฝืนทำว่าไม่เป็นอะไรมากก็ตอบกลับอย่างแผ่วเบาว่า “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เดี๋ยวกลับไปพักผ่อนก็หายแล้วค่ะ” แต่ไม่นานด้วยความเจ็บปวดที่ทวีขึ้นเรื่อย ๆ ท่านก็เป็นลมหมดสติไป ดังนั้นท่านจึงถูกพาตัวกลับมาที่ห้องพักเป็นการด่วน

เมื่อท่านถูกนำมาพักในห้องพัก บรรดาซิสเตอร์ได้พยายามเรียกสติของท่านให้กลับมา แต่ก็ใช้เวลาร่วมชั่วโมงท่านจึงคืนสติและได้รับศีลมหาสนิท ทุกคนจึงคลายความกังวลใจ ยกเว้นซิสเตอร์ดีอัมบราที่เฉลียวใจได้ว่า จะต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับท่านในขณะขับบทมีเซรเรเรเป็นแน่ เธอจึงได้เฝ้าสังเกตที่มือของท่าน และได้เห็นว่ามือของท่านมีลักษณะซีดเซียวลง ที่ผิวเริ่มมีรอยแยกและอักเสบ และเมื่อถึงช่วงสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ปีเดียวกันบาดแผลทั้งห้าได้แก่ บาดแผลที่มือทั้งสองข้าง บาดแผลที่เท้าทั้งสองข้าง และบาดแผลที่สีข้างคล้ายของพระเยซูเจ้า หรือที่เรียกว่า ‘รอยแผลศักดิ์สิทธิ์’ ก็ได้ปรากฏชัดขึ้นบนร่างกายของท่าน และเริ่มมีเลือดไหลออกมาอยู่เรื่อย ๆ จนไม่อาจปกปิดได้อีกต่อไป บรรดาซิสเตอร์เมื่อเห็นว่าดูคล้ายคนจะสิ้นใจลงไปทุกที จึงได้เชิญให้มารดาของท่านพร้อมด้วยคุณพ่อวิญญาณารักษ์ของท่านจากเมืองนาร์นีให้มาดูใจท่านเป็นครั้งสุดท้าย แต่เมื่อพ้นสัปดาห์ดังกล่าวมา ท่านก็หายเป็นปกติ และนับตั้งแต่นั้นมาท่านก็มีรอยแผลที่สังเกตได้ทั้งห้าตำแหน่ง และเริ่มมีสภาวะเข้าฌานบ่อยครั้งขึ้น


“ในหลายโอกาส ขณะเธออยู่ในสภาวะแห่งฌานในวิญญาณ … ดูคล้ายกับเธอนั้นอยู่ใกล้กับกองเพลิงขนาดยักษ์ และเธอได้กล่าวว่า เธอไม่อาจจะทนต่อความร้อนแรงของไฟนี้ได้ … ในสภาวะแห่งฌานเหล่านี้เธอสนทนากับพระเยซูคริสตเจ้า ผู้เป็นคู่ชีวิตของเธอ เธอโมทนาคุณพระเป็นเจ้าสำหรับพระพรนานาประการที่เธอได้รับ นี่คือตัวอย่างคำที่เธอเอ่ย ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าและพระเจ้าของลูก พระองค์ทรงเป็นใคร แล้วลูกเล่านั้นเป็นใคร พระองค์คือผู้สร้างจักรวาล คือองค์ความดีสูงสุด และลูกนั้นก็เป็นเพียงคนบาปหนา’ และเมื่อพระคริสตเจ้ากำลังจะทรงละจากเธอไป เธอจะวอนขอให้พระองค์อวยพรให้เธอ เธอจะเรียกพระองค์ว่า เจ้านายที่รัก และคู่ชีวิต เธอยังเรียกนักบุญโดมินิกว่า คุณพ่อที่รัก เรียกพระนางพรหมจารีย์ว่า คุณแม่ผู้ประเสริฐ เรียกนักบุญแคทเธอรีน แห่ง ซีเอนา ว่า คุณแม่ที่รัก”

ข่าวเรื่องท่านได้รับรอยแผลแบบเดียวกับองค์พระเยซูเจ้าบนไม้กางเขน ไม่ช้าก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองวิเตร์โบ แม้ว่าท่านจะพยายามเก็บซ่อนเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ทำให้ท่านกลายเป็นที่จับจ้องของทุกสายตา ไม่ว่าท่านจะไปทางไหน ชาวเมืองต่างพากันมายังอารามเพื่อพบท่าน บ้างมาเพื่อซักถามด้วยความอยากรู้ แต่บ้างก็มาเพียงเพื่อดูท่าน และเพื่อพิสูจน์ว่ารอยแผลเหล่านี้เป็นเครื่องหมายจากสวรรค์ ไม่ใช่เรื่องอุปโลกน์ ครั้งหนึ่งบรรดาซิสเตอร์จึงได้ไปเชิญพระสังฆราชประจำเมือง ให้มาเฝ้าดูท่านที่กำลังร่วมส่วนอยู่ในพระมหาทรมานของพระคริสตเจ้าเป็นเวลานานถึง 12 ชั่วโมง พร้อมกับซิสเตอร์ท่านอื่น ๆ ภายในอาราม


แม้จะได้เฝ้าสังเกตการณ์ท่าน พระสังฆราชแห่งวิเตร์โบก็ยังไม่กล้ารับรองอย่างเต็มปากว่านี่คือเครื่องหมายจากสวรรค์ ดังนั้นท่านจึงให้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบปรากฏการณ์นี้โดยละเอียด โดยมีแพทย์ท้องถิ่นเขาร่วมในการตรวจครั้งนี้ หลังจากนั้นจึงมีการตรวจสอบท่านเป็นครั้งที่สอง โดยพระสงฆ์คณะโดมินิกัน ชื่อ โยวันนี กาญญัสโซ เด ตาบี หนึ่งในคณะผู้ไต่สวนจากศาลศาสนาแห่งเมืองโบโลญญาที่มีเป็นที่นับหน้าถือตา ผลการตรวจสอบทั้งสองครั้งจากทั้งทางการแพทย์และเทววิทยาต่างยืนยันว่า รอยแผลศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านได้รับไม่ได้เป็นเรื่องอุปโลกน์ขึ้น และเป็นกิจการของพระเจ้า ไม่ใช่การหลอกลวงของปีศาจ

เรื่องราวชีวิตอัศจรรย์ของบุญราศีลูชีอา ยังไม่จบลงแต่เพียงเท่านี้ ในตอนต่อไป เมื่อท่านได้รับรอยแผลศักดิ์สิทธิ์แล้ว ชีวิตของท่านจะดำเนินต่อไปอย่างไร เพราะในเวลานี้ปัญหาระหว่างท่านกับนายเปียโตรก็ยังมิได้จบลงอย่างเด็ดขาด และในเวลาเดียวกัน 'พระพรพิเศษ' ที่ได้รับการรับรองว่าเป็นกิจการจากสวรรค์ ก็กำลังจะนำกางเขนใหญ่มาสู่ชีวิตของท่าน โดยเฉพาะในช่วงบั้นปลายที่พระพรดังกล่าวถูกตั้งคำถามจากคนรอบข้าง ท่านจะสามารถผ่านปัญหาเหล่านี้ไปได้อย่างไร ติดตามต่อใน 'ลูชีอา' หมดใจนี้มอบพระองค์ ตอนจบ (คลิกที่ลิ้งค์ได้เลย)


"ข้าแต่ท่านบุญราศีลูชีอา แห่ง นาร์นี ช่วยวิงวอนเทอญ"

รายการอ้างอิง

Bernardo Sastre Zamora. La reina Lucy, de las Crónicas de Narnia, existió de verdad y era dominica. accessed July 19, 2021. available from https://www.dominicos.org/noticia/lucy-cronicas-de-narnia-dominica/
Blessed Lucy of Narni. accessed July 19, 2021. available from https://catholicsaints.info/blessed-lucy-of-narni/
Blessed Lucy of Narnia. accessed July 19, 2021. available from http://www.narnia.it/lucia_eu.htm
Franco Mariani. Beata Lucia (Broccadelli) da Narni. accessed July 20, 2021. available from http://www.santiebeati.it/dettaglio/90818
Georgiana Fullerton. Blessed Lucy of Narnia. accessed August 2, 2021. available from http://www.narnia.it/lucia1_eu.htm
Lucia Broccadelli da Narni. accessed July 18, 2021. available from https://it.wikipedia.org/wiki/Lucia_Broccadelli_da_Narni
Lucy Brocadelli. accessed July 18, 2021. available from https://en.m.wikipedia.org/wiki/Lucy_Brocadelli
Roberto Tarquini. Lucia da Narni. accessed August 2, 2021. available from https://cattedraledinarni.weebly.com/lucia-da-narni---don-roberto-tarquini.html
Stephen Bullivant. The real Blessed Lucy of Narnia was even more amazing than CS Lewis’s imagination. accessed July 19, 2021. available from https://catholicherald.co.uk/the-real-blessed-lucy-of-narnia-was-even-more-amazing-than-cs-lewiss-imagination/

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2565

'ริตา' ชีวิตนี้แล้วแต่พระ ตอนจบ


นักบุญริตา แห่ง กาสชา
St. Rita of Cascia
ฉลองในวันที่ : 22 พฤษภาคม
องค์อุปถัมภ์ : การหลงหายไป , เหตุการณ์เป็นไปไม่ได้ , ผู้ป่วยยาก , บาดแผล , ปัญหาชีวิตคู่ , มารดา

เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว คืนหนึ่งขณะท่านกำลังสวดภาวนาอยู่ที่ก้อนหินบนเขาหินสูงตระหง่านใกล้หมู่บ้านร๊อกกา ปอร์เรนา ซึ่งเป็นที่ลับของท่าน ท่านก็ผลอยหลับไป และฝันว่าท่านถูกปลุกให้ตื่นจากห้วงเวลาระหว่างท่านกับพระเจ้าด้วยเสียงเคาะประตู ท่านจึงลุกออกไปดูและก็ไม่พบใคร ดังนั้นท่านจึงกลับมาสวดต่อ แต่ท่านก็ได้ยินเสียงเคาะประตูอีกครั้ง แต่คราวนี้มีเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นตามมาด้วยว่า “ริตา ริตา อย่ากลัวเลย องค์พระเจ้าจะทรงรับเธอเข้าอารามในฐานะเจ้าสาวของพระองค์”

บัดนั้นท่านจึงแลเห็นนักบุญยอห์น บัพติสต์ อยู่เบื้องหน้าท่าน นักบุญยอห์นกล่าวต่อไปว่า “มาสิ ริตา ที่รักของฉัน บัดนี้คือเวลาที่เธอจะได้เข้าอารามมัดเดลีนาซึ่งประตูได้ปิดกั้นเธอไว้” ท่านจึงลุกขึ้นตามนักบุญยอห์น บัพติสต์ออกไป และขณะติดตามนักบุญยอห์น บัพติสต์ไป นักบุญออกัสติน และนักบุญนิโกลัส แห่ง โตเลนติโน ก็ประจักษ์มาสมทบท่ามกลางแสงสว่าง ซึ่งส่องเรืองออกมาจากตัวทั้งท่านทั้งสอง ท่านเอง ที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบคุกเข่าลงเบื้องหน้าทั้งสามและกล่าวขอบคุณสำหรับความเมตตาที่ทั้งสามมอบให้ท่าน ฝั่งทั้งสามจึงสั่งให้ท่านลุกขึ้นและตามพวกเขามา


ท่านจึงลุกขึ้นและตามนักบุญทั้งสามมาจนถึงอารามมัดเดลีนา และแม้ประตูอารามจะลงกลอนไว้อย่างแน่นหนา นักบุญทั้งสามก็สามารถพาท่านผ่านเข้าไปจนถึงตรงบริเวณระเบียงคดกลางอารามได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเมื่อมาถึงในอารามแล้ว นักบุญทั้งสามก็ได้เอ่ยกับท่านว่า “ริตา จงครองตนเป็นดั่งผึ้งผู้มีเหตุผลในสวนของเจ้าบ่าว ผู้ที่เธอรักอย่างรุกร้อนมานานแสนนาน เพื่อว่าผ่านการเก็บสะสมดอกไม้แห่งคุณธรรมนานา เธอจะได้สร้างรังอันแสนหอมหวาน บัดนี้เธอได้อยู่ในบ้านของเจ้าบ่าวของเธอ องค์พระเยซูเจ้าแล้ว จงรักพระองค์ด้วยสุดใจและสุดวิญญาณ และความรอดนิรันดร์ของเธอจะถูกประกันไว้ จงโมทนาคุณพระเจ้าสำหรับกิจการชอบธรรมที่ทำในนามของเธอ จงสรรเสริญพระเมตตาอันมิรู้สิ้นสุดของพระองค์ และประกาศให้โลกรู้ว่าไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้สำหรับพระเจ้า ริตา สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็คือเอาชนะนามของเธอ”

พูดเสร็จทั้งสามก็อันตรธานหายไป ท่านจึงใช้เวลาที่เหลือตลอดคืนไปกับการโมทนาคุณพระเจ้า กระทั่งตะวันของวันใหม่โผล่ขึ้น ทั้งอารามก็จึงออกมาพบท่าน และแน่นอนซิสเตอร์ทุกคนก็ต่างพากันประหลาดที่ออกมาจากห้องพัก และพบท่านอยู่ในนี้เพราะประตูอารามก็ยังคงลงดาลแน่นหนาเช่นเดิม ดังนั้นท่านจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้บรรดาซิสเตอร์ในอารามฟัง ฝั่งซิสเตอร์ทุกคนเมื่อทราบเรื่องทั้งหมดแล้ว ก็ต่างพร้อมใจต้อนรับท่านเข้ามาเป็นหนึ่งในสมาชิก พร้อมทั้งขอโทษขอโพยสำหรับหลาย ๆ ครั้งที่ปฏิเสธท่านไป

สถานที่เชื่อกันว่าเป็นที่ตั้งบ้านที่นักบุญริตาอาศัยภายหลังแต่งงาน

แต่ก่อนท่านจะเข้าอาราม ท่านก็กลับไปบ้านที่ร๊อกกา ปอร์เรนา และได้ไปพบกับทนายที่รู้จักกันดี คือ นายโดเมนิโก อังเยลี เพื่อให้เขารับภาระขายบ้านพร้อมทรัพย์สินของท่าน “แต่ริตา เธอยังไม่ทันได้ถวายตนเลยนะ รอไปก่อนดีไหม เธอจะได้ลองคิดดี ๆ ” เขารีบแย้งอย่างฉงน เมื่อทราบความต้องการท่าน ซึ่งจริง ๆ ลึกแล้ว ท่านก็ยังคงมีเสียงถามตัวเองอยู่บางครั้งว่า “จะเป็นอย่างไรถ้าฉันกลับไปบ้าน กลับไปโลกภายนอก” แต่ท่านก็ตระหนักดีว่ากระแสเรียกต้องมาก่อน และวางใจในการทรงนำของพระเจ้า ดังนั้นท่านจึงสั่งเขาว่า “ขายให้หมด และเอาเงินที่ได้ไปซื้อขนมปังให้คนจน” พร้อมถอดแหวนแต่งงานส่งให้เขาไป

หลังจากท่านจึงย้อนกลับมาอาราม และได้เข้าพิธีรับเครื่องแบบคณะ เพื่อเข้าเป็นนวกะของคณะออกัสติเนี่ยน ณ อารามมัดเดลีนา ด้วยอายุขณะนั้นคือ 30 ปี และในฐานะนวกะ ไม่ว่าจะได้รับมอบหมายงานใดมา ไม่ว่าจะงานปอกเปลือกมันฝรั่ง ซักผ้า ล้างจาน ขุดดินหรือล้างโถปัสสาวะ (สมัยก่อนนิยมมีโถไว้ใช้ปัสสาวะที่พกพาได้) ท่านก็อดทนและนบนอบต่อคำสั่งดุจเดียวกับคนใช้ จนบางครั้งมือของท่านถึงกับแดงกล่ำ บวม แตก และมีเลือดออก เพราะท่านมอบทุกสิ่งไว้เพื่อพระเยซูเจ้า ดังนั้นท่านจึงมีความสุขยิ่งที่จะได้รับทุกข์ทรมานไปพร้อมกับพระองค์ และเพื่อพระองค์ จนเมื่อถึงเวลาอันควร ท่านก็เข้าพิธีปฏิญาณตนเป็นซิสเตอร์คณะออกัสติเนี่ยน ภายใต้ศีลบนสามประการคือนบนอบ ยากจน และพรหมจรรย์อย่างเต็มตัว


และในฐานะซิสเตอร์ของอาราม ท่านก็แสดงออกชัดถึงความมีเมตตาของท่านต่อผู้ยากไร้ทุกคนที่แวะมาเคาะประตูของอาราม โดยบางครั้งท่านก็จะเอาอาหารที่ท่านได้รับในแต่ละมื้อมามอบให้พวกเขา เช่นครั้งหนึ่งเมื่อท่านพบว่ามีคนชราคนหนึ่งต้องอาศัยอยู่แต่ลำพังใกล้อาราม ท่านก็แบ่งอาหารเล็กน้อยไปให้อย่างไม่เคยหวง

นอกจากนี้ท่านยังอ้าแขนของท่านออก เพื่อผู้มีปัญหาเรื่องวิญญาณอีกด้วย ท่านมักใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องรับแขกของอาราม ไปกับการพูดคุยกับบรรดาสตรีที่เจ็บป่วยด้วยโรคภัย สตรีที่ถูกรังแก สตรีชราผู้ถูกทอดทิ้ง สตรีแรกรุ่นที่ชีวิตกำลังประสบปัญหา และมารดาผู้มีข้อข้องใจหรือไร้ที่พึ่ง ซึ่งต่างแวะเวียนกันมาขอให้ท่านสวดให้บ้าง ปรึกษาท่านบ้าง เพราะต่างทราบดีว่าซิสเตอร์ผู้นี้ คือ ผู้เชี่ยวชาญยิ่งในเรื่องปัญหาครอบครัวและสังคม เป็นผลให้หลาย ๆ ครั้ง ท่านจึงมีโอกาสได้ฟื้นความเชื่อและความหวังที่หายไปจากจิตใจของพวกเธอ “การอวยพรของท่านแก่ผู้มาเยี่ยมที่จะกลับไป คือเครื่องหมาย แท้จริงแล้วมันคือพลังที่สามารถเปลี่ยนจิตใจคน”


วันหนึ่งขณะท่านกำลังคุกเข้าอยู่เบื้องหน้าไม้กางเขนในห้อง ท่านก็เห็นภาพนิมิตบันไดทอดยาวจากสวรรค์ลงมายังพื้นโลก ณ ที่บนปลายสุดของบันได ท่านเห็นพระเจ้าทรงประทับอยู่และทรงกวักพระหัตถ์ เชื้อเชิญให้ท่านก้าวขึ้นไปตามบันไดนี้ และยังได้ยินสุรเสียงหนึ่งดังขึ้นว่า “ริตา หากเธอปรารถนาเป็นหนึ่งเดียวกับพระเป็นเจ้าในสวรรค์ เธอต้องไต่ขึ้นมาตามบันไดนี้” ท่านจึงเข้าใจว่า ท่านจำต้องเป็นเหมือนทูตสวรรค์ หากท่านปรารถนาจะเดินตามพวกเขา และเข้าใจว่าท่าน ‘จะต้องสร้างบันไดฝ่ายจิต ซึ่งแต่ละขั้นสร้างจากคุณธรรม เธอถึงจะได้บรรลุถึงสวรรค์ และได้รื่นเริงโสมนัสไปกับการสำแดงพระองค์และความสัมพันธ์ฉันมิตรกับพระเจ้าตลอดนิรันดร์’

บันไดขั้นแรกตามที่ท่านเข้าใจคือ ‘จิตตารมณ์แห่งการนบนอบ’ ซึ่งในข้อนี้ เจ้าสาววัยกลางคนคนนี้ก็ปฏิบัติมาโดยตลอด ดั่งเช่นวันหนึ่งขณะท่านยังเป็นวกะอยู่ จู่ ๆ คุณแม่อธิการก็สั่งท่านว่า “ซิสเตอร์ริตา เห็นไม้ที่วางอยู่ที่พื้นนั่นไหม” ท่านจึงตอบ “เห็นค่ะ คุณแม่ที่เคารพ” คุณแม่จึงสั่งท่านว่า “หยิบมันและเอาไปปลูกและรดน้ำมันทุกวัน” ท่านก็น้อมรับด้วยความนบนอบว่า “ได้ค่ะ คุณแม่ที่เคารพ” และได้ปฏิบัติดังนั้น ฝั่งซิสเตอร์คนอื่น ๆ เมื่อเห็นท่านปฏิบัติเช่นนั้นก็มิได้เห็นว่าเป็นเรื่องตลก แต่กลับมองเป็นที่น่ายกย่องเสียอีก


ท่านเพียรรดน้ำกิ่งไม้นั้นตลอดปีด้วยความนบนอบ จนที่สุดวันหนึ่งกิ่งไม้แห้ง ๆ นั้นก็แตกใบ ก่อนจะค่อยเติบโตขึ้นเป็นเถาองุ่นที่สวยที่สุดและให้ผลมากที่สุดในสวนของอาราม ซึ่งแม้ในปัจจุบันเหตุการณ์นี้จะผ่านล่วงมามากกว่า 600 ปีแล้ว เถาองุ่นเดียวกันกับที่ท่านปลูกก็ยังคงยืนต้นสง่าเป็นประจักษ์พยานถึงอัศจรรย์แห่งการนบนอบ ให้ผู้คนที่แวะเวียนไปยังอารามมัดเดลีนาได้ชื่นชม และยังคอยให้ผลผลิตที่บางส่วนก็ถูกแบ่งไปถวายสมเด็จพระสันตะปาปา ให้พระคาร์ดินัลบางองค์ รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐในระดับสูง ๆ บางคน นอกจากนี้ใบแห้ง ๆ หรือผงจากมันก็ยังถูกส่งไปทั่วโลกในฐานะพระธาตุ เพื่อมอบให้แด่ผู้กำลังอยู่ในความต้องการ และก็มีรายงานอัศจรรย์การรักษามากมายที่เกิดผ่านใบขององุ่นต้นนี้

บันไดขั้นที่สองตามที่ท่านเข้าใจก็คือ ‘จิตตารมณ์แห่งความยากจน’ ท่านตัดสินใจเลียนแบบความยากจนของพระคริสตเจ้า เจ้าบ่าวที่รักของท่าน ตามที่ท่านรำพึงถึงในทุกวัน ตลอดชีวิตท่านเลือกที่จะสวมเครื่องแบบคณะชุดเดียวกัน กับที่ท่านได้ในวันแรกที่ท่านเข้าอาราม ไม่เว้นแม้แต่ในยามจะสิ้นใจ หรือสิ้นใจไปท่านก็ยังคงถูกฝังไปพร้อมเครื่องแบบคณะที่ไม่เพียงเก่าคร่ำครึ แต่ยังมีรอยปะแล้วปะอีกเต็มไปหมด ส่วนห้องพักเล็ก ๆ ของท่านก็ไม่ได้หรูหราอะไร ตรงกันข้ามมันมีเพียงที่คุกเข่า , ม้านั่งยาวที่ท่านทำเป็นเตียงนอน และหมอนหินที่ท่านใช้หนุนนอน ทั้งนี้ท่านจะรับอาหารเพียงวันละหนึ่งมื้อ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นขนมปังและน้ำ

นักบุญริตาในเครื่องแต่งกายอารามมัดเดลีนาแบบดั้งเดิม

เมื่อใดก็ตามที่ท่านจำต้องออกไปนอกอาราม ท่านจะเอาผ้าคลุมศีรษะลงปรกหน้าไว้ และไม่พูดคุยกับใครระหว่างทาง ดังนั้นเองด้วยวิธีนี้ท่านจึงบรรลุถึงบันไดขั้นที่สามตามที่ท่านเข้าใจก็คือ ‘จิตตารมณ์แห่งพรหมจรรย์’ และเพื่อรักษาความเงียบไว้ ท่านยังอมหินก้อนเล็กไว้อีกด้วย

ท่านจะนอนหลับเพียงวันละไม่กี่ชั่วโมง ส่วนเวลาที่เหลือตลอดคืนนั้น ท่านมักใช้ไปกับการสวดภาวนาและการทำงานเย็บปักถักร้อย นอกนี้ที่สีข้างท่านก็จะสวมผ้าหยาบ ๆ ที่ถักจากหนาม ซึ่งจะแทงเนื้ออ่อน ๆ ของท่านจนเป็นแผล และยังเฆี่ยนตีตัวท่านด้วยโซ่เส้นเล็ก ๆ และสายหนัง โดยเฆี่ยนครั้งแรกเพื่อวิญญาณในไฟชำระ ครั้งที่สองเพื่อผู้มีอุปการคุณต่ออาราม และครั้งที่สามเพื่อวิญญาณที่ยังตกอยู่ในบาป แต่ก็น่าแปลกที่ว่าตลอดชีวิตที่เหลือ แม้ท่านจะมีร่างกายที่ผอมบางจนเห็นกระดูก หรือพลีกรรมอย่างหนักหน่วงแค่ไหน ท่านก็ไม่เคยล้มป่วยลงเลยสักครั้ง


พระเป็นเจ้าทรงพอพระทัยข้ารับใช้ผู้นี้ และได้ทรงกระทำการอัศจรรย์ผ่านท่านหลายครั้ง เช่นคราวหนึ่งสตรีนางหนึ่งซึ่งลูกป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ได้เดินทางมาขอความอนุเคราะห์จากท่าน ท่านก็บอกให้เธอมีความเชื่อ และกลับไปเธอก็จะพบว่าลูกของเธอได้รับการรักษาแล้ว หลังจากนั้นท่านจึงเข้าไปสวดในวัดน้อย ส่วนสตรีนางนั้นก็กลับไป และก็พบตามที่ท่านบอกไว้จริง

อีกคราวหนึ่งมีสตรีนางหนึ่งถูกจิตชั่วร้ายครอบงำมานานหลายปีมาหาท่าน ท่านจึงช้อนดวงตาของขึ้นไปยังสวรรค์เพื่อสวดภาวนา แล้วจึงทำสำคัญมหากางเขนเหนือศีรษะของเธอ บัดดลจิตชั่วร้ายก็ละจากสตรีนั้นไป ซึ่งจะว่าไปแล้ว ความจริงในชีวิตของท่านการต่อสู้ระหว่างท่านกับสิ่งชั่วร้ายก็มีบันทึกไว้หลายต่อหลายครั้ง แต่ทุกครั้งไป ท่านก็ไม่เคยแสดงความหวาดกลัวต่อมัน ซ้ำยังไล่พวกมันออกไปด้วยสำคัญมหากางเขน


พระเป็นเจ้าทรงเฝ้าทอดพระเนตร ท่านที่เพียรทรมานตนด้วยพลีกรรมรูปแบบต่าง ๆ ด้วยความตั้งใจจะร่วมส่วนในพระมหาทรมานของพระบุตรเสมอภายในรั้วอารามมาโดยตลอด และที่สุดพระเยซูเจ้าก็ทรงประทานโอกาสให้ท่านได้มีส่วนในพระมหาทรมานของพระองค์ ด้วยพระหรรษทานที่ไม่เคยมีใครนับตั้งแต่อดีตหรือปัจจุบันจะเคยได้รับ นั่นคือ ‘หนามมงกุฎ’ ซึ่งเกิดขึ้นในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ปี ค.ศ. 1432 โดยมีเรื่องเล่าว่า วันนั้นนักบุญยาโกโม แห่ง มาร์กา พระสงฆ์คณะภารดาน้อย ได้เดินทางมาเทศน์ที่วัดนักบุญมารีอา เกี่ยวกับเรื่องพระมหาทรมานและการสิ้นพระชนม์ของพระคริสตเจ้า โดยเน้นหนักไปทางเรื่องมงกุฎหนาม ซึ่งในวาระนั้นท่านในวัย 51 ปีก็มีโอกาสได้ฟังคำเทศน์นี้ และได้ร้องไห้อย่างหนักประดุจหนึ่งหัวใจแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ตลอดการเทศน์

และเมื่อการเทศน์จบลง ท่านรีบกลับไปยังห้อง แล้วหมอบราบลงแทบเชิงกางเขน พลางรำพึงนึกถึงความเจ็บปวดทุกข์ทรมานจากหนามมงกุฎของเจ้าบ่าวที่รักของท่าน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งสายัณห์ ท่านร้องทูลต่อพระองค์ว่าขอให้ทรงประทานอย่างน้อย ๆ หนามสักหนึ่งก้าน จากทั้งหมดเจ็ดสิบสองก้าน ที่แทงพระเศียรอันน่าสงสารของพระองค์ จนต้องทรงได้รับทุกขเวทนาเหลือล้นแก่ท่าน เพื่อว่าท่านจะได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับความเจ็บปวดนี้

ตำแหน่งที่นักบุญริตาได้รับหนามจากมงกุฏหนาม

ฝั่งเจ้าบ่าวของท่านเอง เมื่อได้สดับดังนั้น ก็ทรงตอบรับคำภาวนานี้ในทันที กล่าวคือพระองค์ทรงส่งหนามจากมงกุฎของพระองค์ให้พุ่งลงมาแทงทะลุหน้าผากของท่าน ดังคำอธิบายต่อไปนี้ “ทรงกระทำให้มงกุฎหนามของพระองค์(ตามภาษาพูด)กลายเป็นคันธนู และให้หนามหนึ่งอันเป็นลูกศร พระเยซูเจ้าทรงยิงลูกศรนี้ลงบนหน้าผากของนักบุญริตา ด้วยกำลังที่พอจะส่งมันให้แทงทะลุเนื้อและกระดูก และทิ้งรอยแผลที่คงอยู่กลางหน้าผากของท่านตลอดชีวิต และแม้ในเวลานี้รอยแผลนี้ก็ยังคงเห็นได้อย่างชัดเจน”

เมื่อหนามปักลงบนหน้าผากของท่าน บัดดลความเจ็บปวดก็แผ่ซ่านไปทั่วร่าง จนชนิดท่านเป็นลมล้มหมดสติไป และนี่ถ้าไม่ใช่เป็นน้ำพระทัยพระเป็นเจ้าที่ทรงประสงค์ให้ท่านมีชีวิตต่อไปแล้วไซร้ ท่านก็คงจะจากไปด้วยความเจ็บปวดนี้ แต่เพราะนี่คือน้ำพระทัยของพระเจ้าให้ท่านมีชีวิตต่อ ท่านจึงฟื้นคืนสติขึ้นมา และนับแต่นั้นทุก ๆ วันอาการปวดของท่านก็จะยิ่งทวีขึ้นเรื่อย ๆ ซ้ำร้ายบาดแผลก็ยังดูน่าเกลียดน่าชัง ทั้งส่งกลิ่นเหม็น เป็นที่น่าขยะแขยงเป็นยิ่งนัก


และก็เนื่องด้วยสภาพบาดแผลที่บรรยายข้างต้นนี้เอง ก็ทำให้หลาย ๆคนที่เข้าใกล้ท่าน มีอันต้องอยากอาเจียนไปเสียทุกราย ท่านจึงใช้โอกาสนี้ขออนุญาตคุณแม่อธิการใช้เวลาส่วนมากอยู่แต่ในห้องของท่านเอง และก็ยังคงมีความสุขดั่งเช่นปกติ นอกนี้ก็ด้วยบาดแผลนี้เองก็ยังทำให้ท่าน ได้มีโอกาสฝึกความอดทนด้วยวิธีใหม่ ๆ และได้วิธีระลึกถึงความเจ็บปวดของพระคริสตเจ้าใหม่เช่นกัน นั่นคือด้วยเจ้าหนอนตัวน้อย ๆ ที่อาศัยตัวอยู่ที่แผลเปิดของท่าน ซึ่งท่านเรียกมันว่า ‘เทวดาน้อยของฉัน’ นั่นเอง

ต่อมาในปี ค.ศ. 1450 สมเด็จพระสันตะปาปานิโคลัสที่ 5 ทรงประกาศให้ปีนั้นเป็นปีศักดิ์สิทธิ์ พร้อมประกาศว่าผู้มาแสวงบุญมายังกรุงโรมทุกคนจะได้รับพระคุณการุณย์ ที่อารามมัดเดลีนาเมื่อทราบข่าวนี้ คุณแม่อธิการก็ได้อนุญาตให้ซิสเตอร์หลายคนไปแสวงบุญ ท่านเองก็ปรารถนาจะร่วมในการแสวงบุญครั้งนี้ ท่านจึงทรุดลงแทบเท้าของคุณแม่อธิการเพื่อขอไปแสวงบุญ แต่เนื่องด้วยคุณแม่อธิการกลัวว่าผู้คนจะสังเกตเห็นแผลน่าเกลียดน่าชัง และได้กลิ่นเหม็นจากแผลท่านจะทำให้อารามเสื่อมเสียเกียรติ และด้วยอายุที่ค่อนข้างมากโขของท่าน คุณแม่จึงปฏิเสธไม่ให้ท่านไป เว้นเสียแต่แผลของท่านจะหายสนิท


ท่านเมื่อทราบเช่นนั้น จึงรีบวิ่งไปทรุดลงแทบบาทของพระเยซูเจ้า เพื่อทูลให้พระองค์ทรงนำแผลนี้ออกไป แต่เวลาเดียวก็ขอให้คงไว้ซึ่งความเจ็บปวดจากบาดแผลนี้ ทันใดแผลที่เคยอยู่บนหน้าผากของท่านก็อันตรธานหายไป ท่านที่สังเกตเห็นเช่นนั้น จึงรีบวิ่งกลับไปหาคุณแม่อธิการ ผู้ต้องผงะด้วยความประหลาดใจต่อภาพเบื้องหน้า และได้อนุญาตให้ท่านติดตามคณะซิสเตอร์บางส่วนไปแสวงบุญที่กรุงโรม

ในวัย 69 ปี ท่านจึงได้ติดตามคณะซิสเตอร์ไปแสวงบุญยังวัดสำคัญต่าง ๆ รวมถึงสุสานของบรรดามรณสักขีในกรุงโรม ตลอดการเดินทางหลาย ๆ คนที่ได้ใกล้ชิดท่านในเวลานั้นต่างสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมแห่งความศรัทธาพิเศษและความศรัทธาจากวิญญาณของท่าน และเมื่อเดินทางกลับมาถึงอารามมัดเดลีนา ทันทีที่ท่านก้าวพ้นธรณีประตู ทั้งแผลน่าเกียจน่าชัง กลิ่นชวนเหียนและหนอนตัวน้อยก็ปรากฏกกลับมาพร้อมอาการเจ็บอย่างรุนแรงดังเดิม มีบันทึกว่าเวลานั้นมี ‘เทวดาน้อยของท่าน’ ตัวหนึ่งเกิดตกจากแผลของท่าน ท่านก็บรรจงหยิบมันขึ้นมาและวางมันไว้ที่แผลดังเดิม และหลังจากนั้น ท่านจึงกลับไปใช้ชีวิตแต่ลำพังในห้อง เพื่อยังความสะดวกแก่ซิสเตอร์คนอื่น ๆ ต่อไป


จนกาลเวลาล่วงเลยผ่าน เพียงแป๊บ ๆ ท่านก็กลับมาอารามได้สี่ปีแล้ว สุขภาพที่เคยแข็งแรงก็ค่อย ๆ ถดถอยไปตามอายุ อาการปวดที่เคยเป็นแต่เดิม เวลานี้ก็ทวีมากขึ้น แต่ก็ไม่เคยเกินกำลังของท่าน ท่านยังคงน้อมรับกางเขนนี้ดุจเดียวกับบรรดามรณสักขีทั้งหลายอย่างอาจหาญ และก็เป็นเวลานี้ ที่เจ้าบ่าวสวรรค์ของท่านได้เสด็จมา และปลอบประโลมใจท่านอยู่หลายต่อหลายครั้ง จนทำให้วิญาณที่กระหายของท่านกลับสดชื่น แต่เวลาเดียวกันเมื่อพระองค์ทรงละจากท่านไป พระองค์ทรงฝากแผลลึกไว้ในหัวใจน้อย ๆ ของท่าน จนท่านยิ่งล้มป่วยลงอีกด้วยความรักของพระเจ้าเข้าไปอีก


ตลอดสี่ปีสุดท้ายในชีวิต อาการป่วยไข้ก็ทำให้ท่านมีอันต้องล้มหมอนนอนเสื่ออยู่ตลอด แต่กระนั้นตลอดเวลาบนที่นอน ท่านก็ไม่เคยปริปากบ่น และหล่อเลี้ยงชีวิตอันไม่จีรังด้วย ‘ศีลมหาสนิท’ แต่เพียงอย่างเดียว นอกนี้แล้ว จากบนที่นอนท่านก็ยังได้ส่งต่อแสงไฟแห่งแรงบันดาลใจให้กับดวงใจของทุกคนที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมท่าน จากทั้งความอดทน และความร่าเริงสดใสที่ท่านมีอยู่ตลอด



มาถึงตอนนี้หากจะไม่กล่าวถึงที่มาแห่ง ‘ดอกกุหลาบนักบุญริตา’ ก็จะเป็นการไม่ครบสมบูรณ์ยิ่งสำหรับชีวประวัติของข้ารับใช้พระเจ้าผู้นี้ โดยเรื่องของอัศจรรย์นี้มีอยู่ว่า วันหนึ่งในเดือนมกราคม ปีหนึ่ง ลูกพี่ลูกน้องของท่านคนหนึ่งแวะมาเยี่ยมท่านที่นอนซมด้วยอาการป่วย และถามท่านว่าท่านอยากได้อะไรไหม เหมือนได้รับการดลใจจากสวรรค์ จู่ ๆ ท่านก็ตอบกลับไปว่า ท่านอยากได้ดอกกุหลาบและผลมะเดื่อสักสองลูกจากบ้านเก่าของท่านที่ร๊อกกา ปอร์เรนา ซึ่งท่านขายและเอาเงินไปให้คนยากไร้แล้ว

ฝั่งญาติของท่านเมื่อทราบความตั้งใจ ทีแรกก็ท้วงว่าเวลานี้สองสิ่งนั้นหาไม่ได้แน่นอน แต่ท่านก็ยังคงยืนยันคำเดิม ญาติของท่านที่แม้จะไม่เชื่อว่าจะพบ และคิดว่าท่าคงเพ้อตามประสาคนป่วย เพราะเวลานี้เป็นหน้าหนาว ทุก ๆ ที่ต่างปกคลุมไปด้วยหิมะและหิมะ พืชพันธุ์อะไรก็ต่างพลัดใบนิทรา จึงตัดสินใจไปที่บ้านเก่าของท่าน และเมื่อนางก้าวเท้าเข้าไปที่สวนของบ้าน พลันแทนที่นางจะพบแต่หิมะดั่งคาด นางกลับพบดอกกุหลาบสีแดงดอกหนึ่ง เบ่งบานชูดอกอยู่ท่ามกลางหิมะ และผลมะเดื่อสองผลที่ต้น นางจึงรีบตรงเข้าไปเด็ดทั้งสองสิ่ง และรีบเอาไปให้ท่านที่อาราม

บริเวณที่เกิดอัศจรรย์ดอกกุหลาบในปัจจุบัน

ที่อาราม เมื่อท่านรับทั้งสองสิ่งมาแล้ว ท่านก็บรรจงยกมันขึ้นจูบและโมนาคุณพระเจ้าเช่นเดียวกับซิสเตอร์คนอื่น ๆ ที่ได้เห็น และภายหลังเพื่อระลึกถึงเหตุอัศจรรย์นี้ ทุกปีในวันฉลองนักบุญริตาจึงมีการจัดให้มีการเสกกุหลาบ และแจกจ่ายกุกลาบเสกนั้นให้บรรดาสัตบุรุษที่วัดของอารามมัดเดลีนา นอกจากนี้ยังมีการสร้างอนุสรณ์ไว้ตรงบริเวณสวนที่บ้านเก่าของท่าน ส่วนที่อารามเอง ก็มีการสร้างสวนกุหลาบไว้ที่บริเวณข้างห้องพักของท่านอีกด้วย

อัศจรรย์นี้มีเพื่อประการใด เพื่อรับรองความศักดิ์สิทธิ์ของข้ารับใช้พระเจ้าผู้ต่ำต้อยผู้นี้หรือ เปล่าเลย เพราะอัศจรรย์นี้คือเครื่องหมายว่า เวลาแห่งการกลับบ้านใกล้มาเยือนแล้ว ซึ่งท่านก็ทราบดีว่าเวลานี้ใกล้แล้ว อาศัยการไขแสดงของพระเป็นเจ้า “ท่านเสมือนได้ยินวาทะคล้ายกับที่หนุ่มคู่รักในเพลงซาโซมอนพูดกับสาวคู่รักด้วยจิตสมัครรักใครว่า ‘รีบลุกขึ้นเถอะ ที่รักของฉันเอ๋ย นกพิราบของฉัน คนสวยของฉัน และมาเถิด เพราะฤดูหนาวผ่านไปแล้ว ดอกไม้ต่างๆปรากฏขึ้นมาบนแผ่นดิน และต้นมะเดื่อเทศก็ออกผลสีเขียวให้เธอ ขอฉันได้เห็นหน้าและได้ยินเสียงของเธอสักหน่อยเถิด เพราะเสียงของเธอนั้นไพเราะและใบหน้าของเธอก็งดงาม’”


ท่านนอนรอเวลาที่ประตูสวรรค์จะถูกเปิดออกให้ท่าน เพื่อท่านจะได้กลับสู่บ้านแท้ด้วยความหวัง จนวันหนึ่งพระเยซูเจ้าพร้อมแม่พระก็ทรงประจักษ์มาหาท่านเป็นระยะเวลาสั้น ๆ พระองค์ตรัสกับท่านว่า “เราคือเจ้าบ่าวสวรรค์ของลูก ผู้จุดไฟแห่งความรักพระเจ้าในหัวใจของลูก และเติมวิญญาณของลูกให้เต็มไปด้วยคุณธรรมตามความปรารถนาอันร้อนรนของลูก เวลานี้เรามาเพื่อบอกข่าวที่น่ายินดีกับลูก ริตา ไม่ช้า ลูกจะละจากโลกนี้ไป สู่ความอภิรมย์ยินดีใยชีวิตนิรันดร์ที่เหลือในแดนสวรรค์ของลูก”

คำประกาศของพระเยซูเจ้านี้ ทำให้ดวงใจของท่านก็เอ่อล้นไปด้วยความสุข ผิดกลับซิสเตอร์ทุกคนที่คุกเข่าอยู่รอบตัวท่าน ที่ต่างมองไปที่ซิสเตอร์ที่พวกเธอรักด้วยหยาดน้ำตา หลังทราบเรื่องดังกล่าว เพราะเวลาแห่งการสูญเสียสำหรับพวกเธอกำลังใกล้เข้ามาแล้ว และเมื่อท่านเห็นว่าเวลาที่ท่านรอคอยนั้นใกล้มาถึง ดังคำประกาศของเจ้าบ่าวของท่าน ท่านจึงจัดแจงรีบขอให้ทุกคนยกโทษให้สำหรับความบกพร่อง ความไม่เอาไหน และความยากลำบากที่ท่านได้ก่อให้ซิสเตอร์ทุกคนจากแผลที่ศีรษะ และการอยู่แต่ในห้องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา


ในท่ามกลางน้ำตาแห่งการต้องพลัดพรากของซิสเตอร์ผู้คอยปลอบโยนของบรรดาซิสเตอร์รอบตัวเธอ ท่านบอกกับทุกคนว่าท่านพร้อมเสมอที่จะ ‘ปิดดวงตาของท่านจากโลกนี้ และลืมขึ้นเบื้องหน้าพระเจ้า’ เพื่อว่าท่านจะได้อยู่ร่วมกับเจ้าบ่าวที่รักยิ่งในสวรรค์ หลังจากนั้นท่านจึงขอรับศีลเสบียง และเมื่อได้รับตามความประสงค์แล้ว ท่านจึงวิงวอนขอให้เจ้าบ่าวที่รักทรงเปิดประตูสวรรค์ให้ท่าน และจึงร้องเรียกหาแม่พระ บรรดานิกรสวรรค์ และผู้เสนอวิงวอนของท่าน นักบุญยอห์น บัพติสต์ นักบุญออกัสติน และนักบุญนิโกลัส แห่ง โตเลนติโน ให้ช่วยพาท่านเข้าสู่ปราสาทแห่งสันตินิรันดร์

หลังจากนั้นท่านจึงขอให้คุณแม่อธิการอวยพรท่าน และได้สั่งเสียว่า “จงรักพระเจ้าเหนือทุกสิ่ง ความดียิ่งของพระองค์ไม่รู้สิ้นสุด และความงามของพระองค์หาใดเปรียบ พวกเธอควรจะรักษาจิตใจของเธอให้คงมั่นอยู่ ณ เบื้องหน้าความรักอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงมีให้พวกเธอทั้งในฐานะพระบิดา เจ้าบ่าว และเจ้านายอยู่เสมอ จงรักซึ่งกันและกันด้วยความจริงใจต่อกันและความรักอันศักดิ์สิทธิ์ จงหมั่นปฏิบัติตามธรรมนูญที่พวกเธอได้ยอมรับ และให้ความเคารพด้วยความรักในฐานะนักบวชต่อผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเรา และภารดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ นักบุญออกัสติน ผู้ได้ชี้นำพวกเธอ โดยธรรมนูญของท่าน อันคือราชมรรคาที่นำไปสู่พระสิริรุ่งโรจน์ จงนบนอบต่อพระศาสนจักรมารดาอันศักดิ์สิทธิ์ และคุณแม่อธิการของพวกเธอ เช่นที่พวกเธอเคยสัญญาไว้ยามพวกเธอปฏิญาณ”


พูดดังนี้แล้ว ท่านจึงอวยพรซิสเตอร์ทุกคนพร้อมเปล่งวาจาว่า “ขอพระเจ้าทรงอวยพรพวกเธอ และขอให้พวกเธอดำรงอยู่ในสันติและความรักแสนศักดิ์สิทธิ์พร้อมกับเจ้าบ่าวที่รักของพวกเธอ พระเยซูคริสตเจ้าอยู่เสมอเถิด” หลังจากนั้นท่านจึงทอดสายตาไปยังไม้กางเขน และได้คืนวิญญาณไปหาพระเป็นเจ้าอย่างสงบ ในวันเดียวกัน นั่นคือวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 1457 ด้วยอายุรวม 76 ปี และถวายตนมาแล้ว 46 ปี

หนึ่งในซิสเตอร์คนหนึ่งได้เห็นทูตสวรรค์องค์หนึ่งนำวิญญาณของท่านไปสู่สวรรค์ และยังมีตำนานเล่าอีกว่าในช่วงเวลาที่นอนซมนี้เอง ก็ปรากฏมีผึ้งบินวนอยู่แถว ๆ ท่านคล้ายตอนท่านเกิด ผิดก็แต่พวกมันเป็นสีดำ ทั้งนี้ภายหลังท่านสิ้นใจยังปรากฏแสงสว่างขึ้นทั่วบริเวณของพักของท่าน ทั่วอารามต่างอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมที่ฟุ้งออกมาจากร่างของท่าน หนอนบนแผลของท่านก็กลายเป็นละอองแสงระยิบระยับดุจดวงดาวบนนภา และแผลบนหน้าผากของท่านก็ปรากฏแสงสุกใสดั่งทับทิม ร่างของท่านยังคงอ่อนนุ่มและดูเหมือนมีชีวิต ใบหน้าของท่านเปี่ยมด้วยสันติและดูอ่อนเยาว์ลงมาก


เสียงระฆังดังย่ำขึ้นในอารามโดยที่ไม่มีใครตี ประดุจหนึ่งคือทำนองแห่งความยินดีที่บรรดานิกรสวรรค์แจ้งแก่ทุกคน ว่าบัดนี้ข้ารับใช้พระเจ้าผู้นี้ได้ไปรับบำเหน็จในสวรรค์แล้ว ร่างไร้วิญญาณของท่านยังคงสวมุดคณะชุดเดียวกับที่ท่านใส่ในวันแรกที่ท่านเข้าอาราม และในพิธีปลงศพของท่าน อัศจรรย์ก็ได้เกิดขึ้นแก่บรรดาสัตบุรุษที่ได้เข้ามาอำลาท่าน หนึ่งในนั้นคือญาติของท่านคนหนึ่ง ที่แขนข้างเป็นอัมพาตมาหลายปี แต่พอได้เข้าคารวะศพของท่าน บัดดลแขนที่เคยขยับไม่ได้ก็ขยับได้

หลังจากพิธีปลงศพร่างของท่านซึ่งบรรจุในโลงไม้ไซเปรส ก็ถูกเคลื่อนไปตั้งไว้ใต้พระแท่นที่สร้างขึ้นตรงบริเวณที่ท่านได้รับหนามมงกุฎ และภายหลังเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ (น่าจะในปีเดียวกันกับที่ท่านสิ้นใจ) แต่ร่างของท่านรอดมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ จึงมีการว่าจ้างให้นายฟรังเชสโก บาร์บารี ช่างไม้ประจำเมืองกาสชาต่อโลงใหม่ แต่เวลานั้นเขากำลังป่วยหนักชนิดไม่อาจขยับมือและเท้าของเขาได้ เขาจึงสัญญากับบรรดาซิสเตอร์ที่ไปติดต่อว่าเขาจะต่อโลงให้ หากเขาได้รับการรักษาให้หายอาศัยคำเสนอวิงวอนของท่าน และเพียงบัดดลเขาก็ได้รับการรักษา ดังนั้นเข้าจึงต่อโลงไม้ตามที่สัญญาไว้

โลงศพของนักบุญริตา ฝีมือการเขียนของจิตรกรอันโตนีโอ

บนโลงใหม่ได้จิตรกรชื่อ อันโตนิโอ แห่ง นอสชา (1457) รับหน้าที่เป็นผู้วาดภาพตกแต่ง โดยที่ฝาโลงวาดเป็นรูปท่านในเครื่องแบบคณะเดิมของอารามนอนสิ้นใจอย่างสงบ ซึ่งปัจจุบันโลงนี้ยังถูกเก็บรักษาอย่างดีในอาราม ส่วนร่างของท่านที่ไม่เน่าเปลื่อยนั้น ปัจจุบันก็ได้รับการย้ายไปเก็บในโลงแก้วและตั้งไว้ ณ วัดที่สร้างขึ้นใหม่เพื่อเป็นเกียรติแด่ท่านโดยการนำของบุญราศีมารีอา เตแรสซา ฟาสเช ผู้มีความศรัทธาต่อท่านเป็นยิ่งนัก

อีกหนึ่งสิ่งที่อยู่คู่ท่านมาโดยตลอดก็คือเจ้าผึ้งน้อยที่ต่างพากันติดตามท่านมาอยู่ในอาราม พวกมันคอยวนเวียนอยู่แถว ๆ ผนังอาราม โดยไม่เคยทำรังหรือทำน้ำผึ้งมาเลยตลอดหลายทศวรรษนับตั้งแต่วันที่มันมาพร้อมท่าน และทุกปีพวกมันจะพากันหายไปจากอารามในสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ และกลับมาอีกทีในวันฉลองนักบุญริตา นอกนี้แล้วก่อนมันจะบินไปไหนมาไหนในอาราม มันก็มักบินไปยังห้องที่ท่านเคยพัก ประดุจหนึ่งไปขออนุญาตท่านอีกด้วย


มีอัศจรรย์มากมายเกิดขึ้นทั้งจากผ้าที่พวกซิสเตอร์นำไปสัมผัสร่างที่ไม่เน่าสลายของท่าน แล้วนำมาตัดแบ่งแจกจ่ายเป็นพระธาตุ และจากน้ำมันตะเกียงที่พระแท่นตั้งร่างของท่าน จดเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างปี ค.ศ. 1457 – ค.ศ. 1563 ถึงสี่สิบหกรายการ นอกนั้นยังมีรายงานอีกว่าร่างของท่านลอยสูงขึ้นเองในหลาย ๆ โอกาส โดยเฉพาะในวันที่ 22 พฤษภาคม แต่แม้นความเคารพในตัวท่านจะแพร่ขยายไปอย่างรวดเร็วในหมู่สัตบุรุษ กระบวนการขอแต่งตั้งท่านเป็นนักบุญก็กลับเป็นไปอย่างเชื่องช้า โดยกระบวนการขอแต่งตั้งท่านเป็นบุญราศีถูกเปิดขึ้นหลังมรณกรรมของท่านถึง 169 ปี ในวันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ. 1626 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาอูร์บันที่ 8 ผู้ทรงรู้จักท่านดี และเคยดำรงตำแหน่งเป็นพระสังฆราชแห่งสโปเลโต (กาสชาสังกัดอยู่กับสังฆมณฑลนี้) ในกาลนั้นพวกซิสเตอร์ในอารามก็ได้ส่งผึ้งสามตัวที่อยู่ที่อารามไปให้สมเด็จพระสันตะปาปาทอดพระเนตรอีกด้วย


และที่สุดในวันที่ 1 ตุลาคม ปีถัดมา พระองค์ก็ทรงบันทึกนามท่านไว้ในสารบบบุญราศี หลังจากนั้นในวันรุ่งขึ้น พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้สังฆมณฑลสโปเลโตและคณะออกัสตินสามารถประกอบพิธีมิสซาเพื่อฉลองท่านได้ ซึ่งในวันฉลองการแต่งตั้งเป็นบุญราศีนั่นเอง อัศจรรย์ประการหนึ่งก็เกิดขึ้นประหนึ่งเป็นการรับรองความศักดิ์สิทธิ์ของข้ารับใช้พระเจ้าผู้นี้ นั่นคือเมื่อถึงเวลาทำวัตรเย็นทั้งพระสงฆ์พื้นเมืองและพระสงฆ์สังกัดคณะออกัสตินก็ต่างแย่งกันที่จะนำสวด พวกซิสเตอร์ในอารามเมื่อเห็นเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น ก็ต่างพากันวิตกว่าจะบานปลายไปกันใหญ่ ทั้งหมดจึงพากันสวดขอต่อพระเจ้าอาศัยคำเสนอวิงวอนของท่าน เพื่อให้ทรงระงับเหตุพิพาทนี้ และไม่นานร่างของท่านที่ไม่เน่าเปื่อยก็ลอยขึ้น พร้อม ๆ กับเปิดตาที่ปิดสนิทมานับตั้งแต่วันที่ท่านสิ้นใจขึ้น บรรดาซิสเตอร์ที่เห็นดังนั้นจึงพากันไปย่ำระฆังของอาราม เพื่อเรียกให้ทุกคนมาร่วมกันเป็นประจักษ์พยานต่อการอัศจรรย์คราวนี้ ซึ่งทันทีที่บรรดาสงฆ์ซึ่งกำลังรวิวาทกันอยู่ไดเห็นดั่งนี้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใด ๆ เพื่อระงับข้อวิวาทอีก สันติและความเข้าใจกันจึงกลับมายังงานฉลองอีกครั้ง

ร่างนักบุญริตา ที่ไม่เน่าเปลื่อย

ภายหลังจากได้รับการสถาปนาเป็นบุญราศีแล้ว อัศจรรย์มากมายอาศัยคำเสนอวิงวอนของท่านก็ยังคงถูกรายงานมาเรื่อย ๆ อาทิเช่นกรณีของซิสเตอร์กอนสตันซา อธิการิณีของอารามัดเดลีนาในขณะนั้นซึ่งพบว่าเหล้าองุ่นในอารามหมดและอารามก็ไม่มีเงินพอที่จะซื้อมา เธอจึงไปสวดหน้าร่างของท่าน เพียงไม่นานก็มีชายคนหนึ่งนำไวน์ถังใหญ่มาเคาะประตูอาราม และเมื่อนำไวน์มาเก็บที่ห้องใต้ดินแล้ว ชายปริศนาก็หายไปพร้อมกับเกวียนเทียมลาก็หายวับไป เหตุการณ์ลักษณะคล้ายกันยังเกิดอีกครั้งเมื่อเหล้าองุ่นในอารามหมด แต่คราวนี้ ภรรยาเหรัญญิกประจำเมืองกาสชาก็ได้ยินเสียงหนึ่งบอกกับหล่อนว่า “จงเอาเหล้าองุ่นไปให้บรรดาซิสเตอร์ผู้ขาดแคลน” (เชื่อกันว่าคือเสียงของท่าน) นอกนี้หลาย ๆ ครั้งท่านก็มักส่งพระสงฆ์ให้ไปหาซิสเตอร์ที่กำลังเข้าตรีทูตหรือป่วยเพื่อส่งศีลเสบียงให้พวกเธออีกด้วย

ล่วงมาถึง ค.ศ. 1737 ชาวเมืองกาสชาและคณะออกัสตินก็ได้ร่วมกันผลักดันการสถาปนาท่านเป็นนักบุญ แต่ก็ไม่วายโดยเหตุการณ์บ้านเมืองขัด จนต้องพักโครงการไปจนถึงปี ค.ศ. 1853 และเมื่อเกิดอัศจรรย์การรักษากอสมา เปลเลจรินี ชาวเมืองกอนแวร์ซาโน กระบวนการของท่านจึงถูกรื้อฟื้นขึ้นอีกในปี ค.ศ. 1887 และเมื่อส่งเรื่องเข้าทางโรม ในปี ค.ศ. 1899 ทางโรมก็ได้อนุมัติอัศจรรย์ถึงสามประการประกอบการแต่งตั้งท่านเป็นนักบุญนั่นคือ กลิ่นหอมจากร่างของท่าน การรักษาเด็กหญิงเอลิซาเบ็ตตา แบร์กามินี และกอสมา เปลเลจรินีซึ่งต่างป่วยด้วยโรคที่รักษาไม่หาย ดังนั้นเองในวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ. 1900 สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 13 จึงทรงประกอบพิธีสถาปนาท่านขึ้นเป็นนักบุญ


ในหนังสือบุตรสิลาได้เขียนไว้ว่า “ดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้นจากขอบฟ้า ประกาศว่าพระราชกิจของพระผู้สูงสุดน่าพิศวงยิ่งนัก” (บุตรสิลา 43 : 2) เป็นจริงดังนั้น เพราะพระราชกรณียกิจของพระเจ้าในชีวิตของมนุษย์ หรือน้ำพระทัยพระ นับเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ และน่าพิศวง อยู่เหนือการคาดเดาได้ของมนุษย์ และบางคราวเป็นสิ่งที่ขัดกับน้ำใจมนุษย์ ดั่งที่มีคนเคยกล่าวไว้ว่าในบทข้าแต่พระบิดา ที่คริสตชนสวดอยู่ทุกวัน ข้อความหนึ่งที่เป็นไปได้ยากที่สุดในบรรดาคำขอทั้งหมดในหมดดังกล่าว ก็คือ ‘พระประสงค์จงสำเร็จในแผ่นดินเหมือนในสวรรค์’ แต่กระนั้นก็ตามน้ำพระทัยของพระต่อชีวิตมนุษย์นั้น ก็ล้วนเป็นสิ่งดี และเหมาะสมกับมนุษย์คนนั้น ๆ ทั้งคือ ทางที่มุ่งตรงไปยังสวรรค์ และคือทางในการใช้พระพรที่พระทรงมอบให้มนุษย์แต่ละคน ดั่งอุปมาเรื่องเงินตะลันต์ได้อย่างดีที่สุด

76 ปีในการเดินทางของนักบุญริตา แห่ง กาสชา ได้แสดงให้เห็นถึงความน่าพิศวงของน้ำพระทัยพระเป็นเจ้าต่อชีวิตหญิงคนหนึ่ง ที่มีความตั้งใจจะบวชเป็นซิสเตอร์ตั้งแต่ยังเล็ก ๆ แต่เมื่อได้สวดภาวนาเงี่ยหูฟังน้ำพระทัยของพระเจ้า จึงได้กลายมาเป็นภรรยาที่ได้ทำให้สามี ผู้มีจิตใจหยาบกระด้างได้กลับมาหาพระเป็นเจ้า มารดาผู้ปกป้องวิญญาณของบุตรชายทั้งสองให้พ้นจากอบายของปีศาจ ผู้นำความสันติมาสู่ตระกูลสองตระกูลที่บาดหมางกันมา และที่สุดภคินีในอารามสมดั่งที่ท่านเคยวาดฝันไว้ในวัยเยาว์ด้วยหนทางอันน่าพิศวง ทั้งกลายเป็นผู้คอยให้คำแนะนำวิญญาณจำนวนมาก ด้วยประสบการณ์การเจริญชีวิตฆราวาสกว่าสิบปี ลองคิดเล่น ๆ ว่าหากท่านเลือกจะปฏิเสธการแต่งงานไป เพื่อเข้าอาราม วิญญาณจำนวนมากเพียงใดจะต้องพินาศไปเพราะความแค้นระหว่างสองตระกูล ที่ไม่มีวันจบวันสิ้น แต่อาศัยการที่ท่านได้แต่งงาน อย่างน้อยที่สุดท่านก็ได้ปกป้องวิญญาณถึงสี่ดวงให้พ้นจากกับดักแห่งความพินาศนี้ (แน่นอนว่า พระเจ้าทรงเสียพระทัยยิ่งนักที่วิญญาณ แค่เพียงดวงเดียวต้องพินาศไป) และยังสามารถนำประสบการณ์ชีวิตเหล่านั้นมา ช่วยวิญญาณอีกจำนวนหนึ่งที่ตัดสินใจนำปัญหาชีวิตมาปรึกษาท่านได้อีกด้วย


ดังนั้นชีวิตของนักบุญริตาจึงเรียกร้องให้คริสตชนเงี่ยหูฟังน้ำพระทัยของพระเจ้าในชีวิต ด้วยการสงบนิ่งอยู่พระองค์ในคำภาวนา ค้นหาดูว่า ดาวเหนือที่นำเราไปสู่เป้าหมายของเรานั้นอยู่ที่ใด และติดตามน้ำพระทัยพระที่ได้รับการเปิดเผยอย่างดีที่สุด ไม่ว่าน้ำพระทัยนั้นจะฝืนกับความต้องการของเราเพียงไหน ด้วยความไว้วางใจดุจเดียวกับองค์พระเยซูเจ้า ที่ทรงน้อมรับน้ำพระทัยพระบิดาอย่างถึงที่สุดจนถึงกับสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ขอให้ชีวิตของนักบุญริตาหนุนนำพวกเรา ในการแสวงหาและติดตามน้ำพระทัยของพระเจ้าของแต่ละคนในชีวิตสั้น ๆ นี้ ให้เราเลียนแบบท่านในการมอบชีวิต 'ให้แล้วแต่พระ' เพราะนี่คือวิถีทางแห่งการสรรเสริญพระเป็นเจ้าที่ดีที่สุด เสียยิ่งกว่าเครื่องบูชาราคาสูง บทเพลงอันไพเราะ หรือถ้อยกวีอันสละสลวย ดั่งที่ท่านบุตรสิลาเขียนไว้ว่า “เมื่อข้าพเจ้าก้าวหน้าเพราะปรีชาญาณ ข้าพเจ้าจะถวายเกียรติแก่ผู้สอนปรีชาญาณให้ข้าพเจ้า” (บุตรสิลา 51 : 17) และในวันหนึ่งที่เราไม่อาจรู้ได้ยามแจ่มชัด “พระเจ้าจะประทานบำเหน็จรางวัลแก่ท่านตามกำหนดเวลาของพระองค์” (บุตรสิลา 51 : 30)

"ข้าแต่ท่านนักบุญริตา แห่ง กาสชา ช่วยวิงวอนเทอญ"

ข้อมูลอ้างอิง
https://www.sacramentals.org/saintritaofcascia.htm
http://www.saintritashrine.org/life-of-saint-rita/
https://en.wikipedia.org/wiki/Rita_of_Cascia
http://www.tuttocollezioni.it/it/santini-biografia-santa-rita2.php
https://it.wikipedia.org/wiki/Rita_da_Cascia
http://www.lerosemie.it/home/s-rita-da-cascia-la-santa-della-spina-e-della-rosa.html
http://www.santaritadacascia.org/santarita/simbologia-ritiana-rosa.php
http://stellaitblog.blogspot.com/2011/01/rita-da-cascia.html
https://noalsatanismo.wordpress.com/2016/05/20/santa-rita-da-cascia-e-la-forza-del-perdono/
http://www.santuariosantarita.org/1/santa_rita_da_cascia_369628.html
http://www.roccaporena.com/category/santa-rita/
http://www.santaritadacascia.org/en/
http://newsaints.faithweb.com/CCS_Saints2.htm


วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2565

'ริตา' ชีวิตนี้แล้วแต่พระ ตอนแรก


นักบุญริตา แห่ง กาสชา
St. Rita of Cascia
ฉลองในวันที่ : 22 พฤษภาคม
องค์อุปถัมภ์ : การหลงหายไป , เหตุการณ์เป็นไปไม่ได้ , ผู้ป่วยยาก , บาดแผล , ปัญหาชีวิตคู่ , มารดา

ทุกปีในวันที่ 22 พฤษภาคม ที่เมืองบนหุบเขาอย่าง 'เมืองกาสชา' จะมีประเพณีหนึ่งที่สำคัญ และสืบทอดมาอย่างยาวนาน ก็คือการเสกและแจกดอกกุหลาบ พร้อมขนมปังที่สัมผัสร่างของนักบุญองค์หนึ่งที่เป็นรู้จักและเคารพยิ่งในประเทศอิตาลี แต่เป็นที่รู้จักน้อยนักในประเทศไทย นักบุญผู้นี้มีชีวิตที่เป็นแบบฉบับให้ทั้งฆราวาสและนักบวชได้ยึดถือ นักบุญผู้นี้คือ ‘นักบุญริตา แห่ง กาสชา’ ยอดกุหลาบผู้ผลิดอกขึ้นในดินแดนอุมเบรีย และขจรกลิ่นหอมไปทั่วพระศาสนจักร ผู้ได้รับการขานนาม อย่างยกย่องว่า ‘รัตนชาติแห่งอุมเบรีย’

นักบุญริตา หรือนามจริง มาร์เกริตา ล็อตตี เกิดราว ๆ ปี ค.ศ. 1381 ที่หมู่บ้านร๊อกกา ปอร์เรนา เขตปกครองของเมืองกาสชา ในจังหวัดเปรูจา แคว้นอุมเบรีย ประเทศอิตาลี บิดามารดาของท่าน คือ นายอันโตนีโอ ล็อตตี และนางอมาตา แฟร์รี สองสามีภรรยาผู้เฝ้าคอยลูกจากพระมาถึง 12 ปีแล้ว ทั้งสองเป็นผู้ดีเก่าใจศรัทธา และเป็นคนใจบุญสุญทาน ชอบช่วยเหลือคนยากไร้ จนได้รับฉายว่า ‘นักสร้างสันติของพระคริสตเจ้า’ นอกนี้ทั้งสองยังยกถวายวันทุกวันเพื่อรับใช้พระเจ้าอยู่ตลอด


ตำนานเล่ากันว่าก่อนท่านจะเกิด คืนหนึ่งขณะนางอมาตาผู้อยู่ในวัยชรากำลังสวดภาวนา ทูตสวรรค์ของพระเป็นเจ้าก็ประจักษ์มาหาเธอ และได้แจ้งแก่เธอว่าเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าที่จะให้เธอให้กำเนิดบุตรสาว ผู้ตั้งแต่แรกคลอดจะถูกตราไว้ด้วยตราประทับแห่งความศักดิ์สิทธิ์ และเธอจะตั้งนามธิดาคนนี้ว่า ‘ริตา’ ดังนั้นสี่วันหลังให้กำเนิดท่าน เมื่อจัดให้มีพิธีรับศีลล้างบาปที่วัดนักบุญมารีอา ที่ กาสชา (เพราะวัดที่หมู่บ้านไม่มีอ่างโปรดศีลล้างบาป) บิดามารดาจึงให้นามท่านว่า ‘มาร์เกอริตา’ (ภาษาท้องถิ่นที่ท่านอาศัยคำนี้แปลว่า ไข่มุก) และเรียกท่านสั้น ๆ ว่า ‘ริตา’

ไม่กี่เดือนหลังท่านเกิดก็ถึงฤดูเก็บเกี่ยว บิดามารดาของท่านจึงกระเตงท่านใส่ตะกร้าหวาย แล้วหิ้วไปทำงานที่ทุ่งนาด้วย โดยทั้งสองจะเอาท่านไปวางไว้ที่ร่ม ใกล้ ๆ ที่ทั้งสองทำงาน มีวันหนึ่งขณะทั้งสองทำเช่นปกติ ทั้งสองก็ค่อย ๆ ทิ้งห่างท่านเรื่อย ๆ จากภาระงานเบื้องหน้า เวลานั้นเองก็มีชาวนาคนหนึ่ง พลาดเอาเคียวไปบาดเข้าที่แขนตัวเองจนเป็นแผลใหญ่ เขาจึงรีบออกวิ่งโดยหมายจะไปล้างแผลในลำธารใกล้ ๆ แต่ขณะวิ่งไปสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นตะกร้าที่ท่านนอนหลับปุ๋ยดั่งปกติ มีฝูงผึ้งสีขาวกลุ่มหนึ่งบินวนอยู่โดยรอบศีรษะของท่าน


อัศจรรย์การรักษาของทารกริตา

คุณพ่อยูเซปเป ริการ์โดเล่าถึงเหตุการณ์นี้ในหนังสือนักบุญริตา แห่ง กาสชา นักบุญแห่งความเป็นไปไม่ได้ ดังนี้ “ผึ้งบินลงมาเกาะที่ริมฝีปากของเธอ… และได้บินเข้า ๆ ออก ๆ ปากที่แย้มอยู่เล็กน้อย โดยมิได้ทำร้ายหรือปลุกเธอให้ตื่นจากนิทรา…. ผึ้งคือลางบอกเหตุของการบันทึกนามเธอในสารบบบุญราศีในอนาคตของริตา ว่าจะถูกกระทำโดยผึ้งนามอูร์บันที่ 8 ปกครองพระศาสนจักร” (พระองค์มีตราประจำพระองค์เป็นรูปผึ้งสามตัว) ตำนานบางแหล่งกล่าวว่าผึ้งบางตัวที่บินเข้าไปในปากของท่านนั้น ยังได้ฝากน้ำผึ้งหวาน ๆ ไว้ในปากนั้นอีก

ด้วยความตื่นตระหนกต่อเหตุการณ์เบื้องหน้า ชาวนาผู้ได้รับบาดเจ็บจึงยกแขนข้างที่เป็นแผลขึ้นมาปัดผึ้งให้ท่าน และบัดดลเขาก็สังเกตเห็นว่าแผลที่แขนนั้นกลับหายสนิทเป็นที่เรียบร้อย ยังความประหลาดใจให้เขา เขาจึงได้คุกเข่าลงที่ข้างท่าน ด้วยความอัศจรรย์ใจ เครื่องหมายที่ปรากฏกับท่านในวัยทารกนี้ บางท่านอาจกล่าวอ้างได้ว่า ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติอันใด เพราะปกติแล้วผึ้งย่อมมิทำอันตรายแก่ใครก่อน และมันอาจจะมาเพราะกลิ่นหอมของดอกลาเวนเดอร์ที่เบ่งบานในทุ่ง แต่การหายสนิทของบาดแผลที่แขนของชาวนานั้นเล่า จะอธิบายได้เช่นไร ถ้ามันมิใช้อัศจรรย์จากสวรรค์

บ้านเกิดของนักบุญริตา ที่หมู่บ้านร๊อกกา ปอร์เรนา

ในวัยเยาว์บิดามารดาต่างช่วยกันอบรมท่านด้วยความรัก แม้ทั้งสองจะมิได้ร่ำรวยอะไรมากนัก แต่ก็เป็นที่นับหน้าถือตาของชาวบ้าน ดังนั้นชีวิตของท่านจึงได้ฝึกฝนทั้งการทำงานบ้านงานเรือน และการทำงานตามฤดูกาลต่าง ๆ ซึ่งผันแปรไปในแต่ละปี จนทำให้เรากล่าวได้ว่าชีวิตในวัยเยาว์ของท่านนั้นเป็นชีวิตที่แสนจะเรียบง่ายในหมู่บ้านที่โอบล้อมด้วยขุนเขาอย่างร๊อกกา ปอร์เรนา บางทีเราอาจพอจิตนาการได้ลาง ๆ ว่าท่านคงไปวัดพร้อมบิดามารดา ไปเล่นพร้อมเพื่อน ๆ หรืออาจไปร้านขายของ ไม่ก็อาจไปเยี่ยมพวกซิสเตอร์ทั้งในอารามนักบุญมารีอา มักดาเลนาที่จะเรียกต่อไปว่า อารามมัดเดลีนา และอารามนักบุญลูซีอาก็เป็นไปได้

ในฐานะเด็กหญิงตัวน้อยของบิดามารดาผู้ชรา ท่านเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย มีกริยามารยาทรวมถึงนิสัยอ่อนหวาน และรู้จักคิดอะไรให้ดีก่อนจะทำ วิญญาณของท่านสุกใสไปด้วยฤทธิ์กุศลแห่งการถือพรหมจรรย์ ซึ่งหยั่งรากลึกและเติบโตอยู่ภายในอย่างเงียบ ๆ ท่านชอบคุกเข่าลงที่เท้าของมารดา เพื่อฟังคำแนะนำที่เตือนจิตเตือนใจต่าง ๆ จากนางอยู่บ่อยครั้ง และยังมักแบ่งอาหารบางส่วนให้กับคนยากไร้ พร้อมรับใช้ผู้อื่นตามแบบอย่างของบิดามารดาที่เป็นคนใจบุญสุญทาน

ก้อนหินที่นักบุญริตาชอบหลบมาสวดภาวนา

ท่านรักจะอยู่คนเดียวเพื่อรำพึงถึงพระมหาทรมานของพระคริสตเจ้า ท่านจึงชอบขึ้นไปสวดภาวนาอยู่เงียบ ๆ บนก้อนหินที่ตั้งแหงนขึ้น บนเขาสูงที่ตั้งเด่นขึ้นมาท่ามกลางขุนเขาที่โอบล้อมหมู่บ้านอย่างโดดเดี่ยว ดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงกลายมาเป็น ‘ความลับ’ ของท่านกับพระเป็นเจ้า และปัจจุบันเพื่อเป็นการระลึกถึงท่าน จึงได้มีการสร้างวัดน้อยคลุมก้อนหินก้อนนี้ไว้ และได้เรียกขานหินก้อนนี้เสียใหม่ว่า ‘ก้อนหินแห่งคำภาวนา’

ท่านเฝ้าฟูมฟักความรักต่อพระคริสตเจ้าไว้เป็นอย่างดีในดวงฤดี จวบจนอายุย่างเข้า 12 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ต้องเลือกทางเดินชีวิตอย่างแท้จริง ตามประเพณีของกาสชา ที่เด็กหญิงผู้มีอายุเท่านี้ จะต้องเลือกทางเดินชีวิตของตน กล่าวคือถ้าไม่ตัดสินใจเข้าอารามเป็นนางชี ก็จะแต่งงานออกเหย้าออกเรือนไปเสีย ท่านจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะยกถวายพรหมจรรย์ของท่านไว้แด่พระเป็นเจ้า เพื่อเป็นเจ้าสาวของพระองค์โดยสมบูรณ์ แต่เมื่อท่านแจ้งเรื่องนี้แก่บิดามารดา ก็ประดุจหนึ่งมีค้อนใหญ่ทุบลงกลางใจของทั้งสอง เพราะทั้งสองปรารถนายิ่งที่จะมีทายาทสืบสกุลต่อไป ทั้งสองจึงปฏิเสธความปรารถนานี้ของท่านไป


วันเวลาล่วงเลยต่อมา เมื่อท่านอายุได้ 13 ปี จากเด็กทารกก็เติบโตเป็นสาวสะพรั่ง ผู้มีสิริโฉมงดงาม ความสูงไม่มากนัก แต่เอวองค์สมส่วน ผมยาวสลวยฟูหนาเป็นสีบลอนด์ รับกับดวงหน้าเปล่งปลั่ง ประดับด้วยดวงตาสีน้ำตาล โหนกแก้มขนาดใหญ่ ดูช่างผิดกับริมฝีปากที่บางเรียว ที่ยิ่งชวนหลงใหลยิ่งขึ้นยามแย้มยิ้ม ทั้งนายอันโตนีโอและนางอมาตา ก็เห็นว่าถึงเวลาอันควรจะจัดการตกแต่งลูกสาวคนนี้เสียที ดังนั้นวันหนึ่งนางอมาตาจึงเรียกบุตรสาวคนนี้มาพบและได้แจ้งว่าถึงเวลาแล้วที่ท่านครจะคิดถึงเรื่องการมีสามีเป็นตัวเป็นตน พร้อมทั้งได้สอนคำสอนสุดท้ายให้กับท่าน นั่นคือเรื่องการเป็นศรีภรรยาที่ดีของสามี

ซึ่งทันทีที่ท่านทราบความปรารถนาเช่นนี้ ท่านก็เตือนบิดามารดาว่าถ้ามิให้ท่านไปเข้าอารามตามความปรารถนา ก็ขอให้ท่านได้อยู่ดูแลทั้งสองจนถึงวันที่พระจะมารับทั้งสองไปเสียดีกว่า แล้วท่านจึงละไปสวดภาวนาแต่เพียงลำพัง เพื่อทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าให้ทรงแก้ปัญหานี้ เหตุว่าท่านมิประสงค์จะเชื่อฟังบิดามารดา แต่ปรารถนาจะเชื่อฟังน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า ท่านรอคอยคำตอบจากพระองค์เป็นเวลาหลายชั่วโมง และที่สุดพระเป็นเจ้าก็ทรงทำให้ท่านเข้าใจว่า พระองค์ปรารถนาให้ท่านเชื่อฟังบิดามารดาผู้ชรา


ดังนั้นท่านจีบรีบกลับมาหาบิดามารดา และทรุดตัวลงแทบเท้าของทั้งสอง เพื่อขออภัยต่อความผิดของท่าน และแจ้งแก่ทั้งสองว่า ท่านพร้อมที่จะปฏิบัติตามที่ทั้งสองปรารถนา แต่เนื่องจากตามกฎหมายของกาสชาในขณะนั้นยังมิอนุญาตให้เด็กสาวเข้าพิธีสมรสได้จนกว่าจะอายุ 15 ปี ท่านจึงรอจนอายุได้ตามเกณฑ์ (ผู้เรียบเรียงไม่แน่ใจเรื่องอายุที่ท่านเข้าพิธีสมรส เพราะหลายแหล่งให้ข้อมูลไม่ชัดเจน) บิดามารดาจึงได้จัดให้ท่านเข้าพิธีสมรสกับชายชาตินักรบ อย่าง 'นายเปาโล' บุตรของนายแฟร์ดินานโด มันชินี ซึ่งตำนานเล่าว่าเขาเป็นผู้บัญชากองทหารที่มีสมาชิก 75 นาย และหอสูงเฝ้าระวัง (สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นที่กอลเลยากอเน)

พิธีแต่งงานของท่านถูกจัดขึ้นในวัดหลังเล็ก ๆ ที่อุทิศแด่นักบุญพื้นเมืองชาวร๊อกกา ปอร์เรนา อย่างนักบุญมอนตาโน ผู้เดินทางมาประกาศพระวรสารในหมู่บ้านของท่านเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว และจากวัดนี้เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิต ‘เหยื่อและศรีภรรยา’ ของท่าน เพราะนายเปาโล เป็นคนอารมณ์ร้อน หยาบกระด้าง ชอบใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย และมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับผู้คนไปทั่ว เขาจึงมักต่อว่าและทุบตีท่านอยู่บ่อยครั้ง ไม่เว้นแม้ตอนท่านจะไปวัด

วัดนักบุญมอนตาโน ที่นักบุญริตาเข้าพิธีสมรสกับนายเปาโล

กระนั้นก็ตามลึก ๆ เขาก็รักท่าน แต่ก็ด้วยการเป็นชายชาติทหารนี่แหละ ที่ทำให้เขาไม่รู้วิธีที่จะเป็นคนอ่อนโยนอย่างไร ซึ่งท่านเข้าใจจุดนี้ดี ท่านจึงรักเขาในอย่างที่เขาเป็น พร้อมมองว่านี่คือเครื่องฝึกหัดความอดทนต่อทุกข์ยากต่าง ๆ ไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจสำหรับท่าน ท่านดำรงตนเป็นศรีภรรยาคริสตังที่ดีพึงทำ ทุกวันท่านเตรียมอาหาร เก็บกวาดบ้าน ซักผ้ารีดผ้า ตักน้ำจากบ่อ คอยท่าสามีผู้มักกลับบ้านค่ำอย่างห่วง ๆ และเมื่อสามีของท่านบรรเทาจากอาการโกธรเกี้ยวแล้ว ท่านก็จะเตือนเขาว่าความโกธรของเขานั้นเป็นที่ขัดเคืองพระทัยพระเป็นเจ้ามากแค่ไหนอยู่เสมอ ดั่งนั้นท่านจึงเหมาะสมยิ่งกับคำว่า ‘ปดิวรัดา’ โดยแท้

ดั่งน้ำหยดลงพื้นดินทุกวัน ทีละนิดหัวใจที่ลั่นดาลแน่นของเปาโล ก็ค่อย ๆ เปิดออก ดวงตาที่เคยพร่ามัวก็ชัดขึ้น บัดนี้เขาแลเห็นแล้วว่าเขานั้นมี ‘ปดิวรัดา’ อยู่ใกล้ ๆ เขาจึงวอนขอการอภัยจากพระ และโมทนาคุณพระเจ้าสำหรับพระหรรษทานเช่นนี้ อันทำให้สันติที่เคยหายไปหลายปีจากชีวิตคู่ กลับมาในที่สุด และเวลาเดียวกันผ่านท่าน เขาก็ยังเลิกความคิดที่จะเป็นศัตรูกับตระกูลชีกุยตามแบบอย่างบรรพบุรุษ พร้อมทั้งได้หันหลังให้อาชีพทหาร แล้วไปใช้ชีวิตเรียบง่าย ตามแบบชาวไร่โรงสี ซึ่งเขาได้เปลี่ยนเป็นบ้านสำหรับครอบครัวเล็ก ๆ ของเขา


ท่านและเปาโลมีบุตรด้วยกันสองคน คือ ยานยาโกโม อันโตนีโอ และเปาโล มารีอา ซึ่งบางตำราก็เชื่อว่าทั้งคู่เป็นแฝดกัน แต่เรื่องนั้นก็ไม่แน่นอนชัดเจน เท่ากับเรื่องที่ว่า ตั้งแต่ทั้งสองยังแบเบาะ มารดาของพวกเขาก็ได้คอยอบรมสั่งสอนพวกเขา ให้เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ซื่อตรง รู้จักกาลเทศะมีสัมมาคารวะ ไม่หลงไปกับความสนุกสบายฝ่ายโลกที่ไม่จีรัง และรักพระพร้อมเดียดฉันท์บาปผิดต่าง ๆ เหมือนกับที่บิดามารดาผู้ชราเคยอบรมนางมา

แต่อนิจจา ไม่นานหลังสามีท่านกลับตนเป็นคนใหม่ เสียงหัวเราะ ความสุข และความอบอุ่นในครอบครัวเล็ก ๆ ก็มลายหายไปสิ้น เพราะในคืนหนึ่งในราว ๆ ปี ค.ศ. 1406 ขณะท่านและลูก ๆ เฝ้ารอคอยนายเปาโลกลับมา เพื่อจะได้รับประทานอาหารเย็นร่วมกันดั่งเช่นปกติ ข่าวหนึ่งก็เดินมาถึงท่าน นั่นคือข่าวว่านายเปาโลที่กำลังเดินทางกลับบ้าน ถูกนายกุยโด สหายใหม่จากตระกูลชีกุย ตระกูลคู่อาฆาตของตระกูลมันชินี แทงด้วยดาบเข้าที่หน้าอกจนถึงแก่ความตายแล้ว


ฝั่งท่านเมื่อทราบความดังนั้นแล้ว หัวใจของปดิวรัดาน้อยก็เสมือนถูกเอาขวานใหญ่สับเข้ากลางดวงใจ ท่านเริ่มปล่อยโฮออกมาชุดใหญ่ ชนิดยากจะหาใครมาปลอบให้สงบได้ง่าย ๆ “สิ่งที่เป็นทุกข์ยิ่งในหัวใจและวิญญาณของเธอ ก็คือการที่เขาจากไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้รับศีลเสบียง ซึ่งช่วยให้คริสตชนที่ใกล้สิ้นใจได้รับการประกันความสุขในการออกดินทางไปสู่ชีวิตนิรันดร์” ท่านทูลขอการอภัยจากพระเจ้าสำหรับความผิดบาปและความบกพร่องนานตลอดชีวิตของเขา และในพิธีปลงศพของเขา ท่านก็ประกาศต่อหน้าทุกคนที่มาร่วมงานว่า ท่านขอให้อภัยคนที่ฆ่าสามีของท่าน

มีคำกล่าวว่า ‘ดาบย่อมล้างด้วยดาบ’ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ท่านตระหนักดี ว่าจะต้องเกิดขึ้นในอนาคต เพราะตามกฎหมายกาสชา การล้างแค้นถือว่าเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ท่านจึงพยายามกันบุตรชายทั้งสองให้พ้นจากวังวนแห่งการจองเวร ซึ่งไร้แก่นสารนี้ โดยตำนานเล่ากันว่าท่านมักชี้ให้ลูก ๆ ทั้งสองของท่านมองไปที่กางเขน และมักชี้ไปถึงเรื่องที่ว่าพระองค์ทรงให้อภัยผู้ที่ฆ่าพระองค์ ทั้งยังหมั่นขึ้นไปสวดภาวนาแต่เพียงลำพังที่บนสถานที่ที่เป็น ‘ความลับ’ ของท่านไม่ว่าจะฤดูหนาวหรือฤดูร้อน เพื่อว่าอาศัยความช่วยเหลือจากสวรรค์ ท่านจะสามารถลบล้างความคิดผิด ๆ ไปจากหัวใจของบุตรชายทั้งสองได้


แต่…ขณะท่านเลือกให้อภัยและพยายามสุดกำลัง ใครบางคนในตระกูลมันชินีก็หาคิดเช่นนั้นไม่ ซ้ำยังจ้องจะฝังความคิดเรื่อง ‘ดาบย่อมล้างด้วยดาบ’ ลงในความคิดของบุตรชายทั้งสองของท่าน ใครคนนั้นก็คือ ‘แบร์นาโด’ เพราะแม้น้องสะใภ้จะประกาศให้อภัย แบร์นาโดผู้มีศักดิ์เป็นพี่ชายของเปาโล ก็ยืนกรานอย่างหนักแน่นว่า ศึกระหว่างครอบครัวทั้งสองจะต้องดำเนินต่อไป โดยเขาได้ชักชวนให้หลานชายทั้งสองซึ่งบัดนี้กำพร้าพ่อให้ออกจากบ้าน แล้วมาอยู่กับเขาที่คฤหาสน์ของตระกูลมันชินี ทำให้นับวันบุตรชายที่ท่านกีดกันจากการจมปลักอยู่ในตมแห่งความเกียจชังของสองตระกูลอย่างเต็มกำลัง ก็ยิ่งจมลึกลงไปในโคลนตมนั้นเรื่อย ๆ ภายใต้การชี้นำของคุณลุงแบร์นาโด ผู้ใจมีแต่ความอาฆาตแค้น บัดนี้ทั้งยานยาโกโม และเปาโลในวัยสิบสองปี ต่างหลงลืมคำสอนของมารดาสิ้น และมุ่งอย่างเดียวคือการชำระแค้นแทนบิดาที่สิ้นไป เพราะทั้งสองรู้แล้วว่ามัจจุราชร้ายที่พรากบิดาที่รักของพวกเขาไปคือใคร

ท่านเองเมื่อเห็นลูกทั้งสองคนเป็นเช่นนี้ ก็พยายามอย่างยิ่งที่จะเกลี้ยกล่อมให้ทั้งสองเลิกความคิดนี้เสีย แต่ก็ไร้ผลทั้งสองยังคงมุ่งมั่นจะปฏิบัติตามความตั้งใจเดิมให้ได้ ที่สุดในวันหนึ่งท่านจึงหันหน้าไปหาเจ้าบ่าวที่รักยิ่งของท่าน และทูลต่อพระองค์ว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า องค์ความรักแสนอ่อนหวาน โปรดอย่าทรงปล่อยให้วิญญาณของพวกเขาแปดเปื้อนไปด้วยบาปจากการแก้แค้นอันไร้แก่นสารเลย โปรดพาพวกเขาไปจากโลกนี้โดยเร็วเถิด ลูกขอทูลถวายพวกเขาไว้ในฐานะเครื่องกำนัล โปรดทรงกระทำต่อพวกเขาตามน้ำพระทัยของพระองค์เถิด” และหนึ่งปีให้หลังบุตรชายทั้งสองของท่านจึงสิ้นใจลงด้วยโรคบิด พร้อม ๆ กับหัวใจของมารดาที่แหลกสลายไปไม่มีชิ้นดี


เมื่อหมดพันธะฝ่ายโลกทุกสิ่งแล้ว ไม่ว่าจะบิดามารดา สามี หรือลูก ท่านจึงตัดสินใจอุทิศชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ท่านเริ่มทวีการพลีกรรมให้หนักหน่วงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหันมาสวมชุดที่ตัดจากผ้าเนื้อหยาบ การอดอาหารมากขึ้น และการขังตัวอยู่แต่ในบ้านไม่ออกไปไหน เว้นเสียแต่ไปวัด และไปทำกิจการเมตตาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการไปเยี่ยมเยียนคนเฒ่าคนแก่ ผู้ถูกทอดทิ้ง การช่วยคนยากคนจนอย่างสุดกำลัง หรือการไปพยาบาลรักษาคนเจ็บคนยาก

เป็นพิเศษในเรื่องของคนป่วย ตำนานปรัมปราเชื่อกันว่าท่านมักไปเยี่ยมคนป่วยที่สถานพยาบาลลัซซาเร็ตโต ซึ่งเปิดต้อนรับบรรดานักจาริกที่ผ่านมายังหมู่บ้าน และตั้งอยู่ห่างบ้านท่านไม่มาก ที่นี่มีแต่เสียงโอดครวญของบรรดาผู้สิ้นหวัง และกลิ่นไม่พึงประสงค์คละคลุ้ง ทำให้แรก ๆ เมื่อท่านเริ่มมาที่นี่ ก็จัดเป็นงานหินสำหรับท่านก็ว่าได้ แต่ตามพระวาจาที่ว่า “ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องที่ต่ำต้อยที่สุดของเราคนหนึ่ง ก็ทำสิ่งนั้นต่อเราด้วย” ท่านจึงสามารเอาชนะสภาพไม่น่าอภิรมย์เหล่านี้ และมองเห็นว่าพวกเขา คือ พี่น้อง และพระเยซูเจ้า


นอกนี้ด้วยความฝันตั้งเยาว์วัย ท่านจึงตัดสินใจสมัครเข้าอารามมัดเดลีนาของคณะออกัสติน แต่ก็ถูกปฏิเสธเสียถึงสามครั้งจากคุณแม่อธิการ เพราะในอารามมีซิสเตอร์คนหนึ่งมาจากตระกูลชีกุยคู่อาฆาตตระกูลมันชินีที่ท่านเป็นสะใภ้ คุณแม่อธิการจึงเกรงว่าหากรับท่านเข้ามา จะยังผลให้เกิดความแตกแยกในอารามเพราะถึงแม้ท่านจะให้อภัย แต่ตระกูลท่านมิได้ให้อภัยเสียหน่อย แต่กระนั้นก็เพราะเล็งเห็นว่าท่านมีน้ำใจที่มุ่งมั่นต่อกระแสเรียก คุณแม่จึงยื่นข้อเสนอว่าท่านจะเข้าอารามได้ก็ต่อเมื่อท่านสามารถทำให้ทั้งสองตระกูลคืนดีกันได้เสียก่อน

ท่านเมื่อทราบเงื่อนไขดังนี้แล้ว ท่านจึงหันหน้าไปหานักบุญองค์อุปถัมภ์ของท่าน นั่นคือ นักบุญยอห์น บัพติสต์ นักบุญออกัสติน และนักบุญนิโกลัส แห่ง โตเลนติโน และเริ่มลงมือสร้างสันติระหว่างสองตระกูลในเร็ววัน โดยขั้นแรกท่านได้เดินทางไปยังบ้านของตระกูลฝั่งสามี และเตือนพวกเขาให้ล้มเลิกความเป็นอริกับตระกูลชีกุยเสีย เรื่องที่ได้รับความนิยมมากที่สุดที่กล่าวถึงช่วงเวลานี้ เล่าไว้ว่าในเวลาต่อมาเมื่อกาฬโรคระบาดทั่วอิตาลี แบร์นาโดก็ติดโรคร้ายนี้จนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด เขาจึงสำนึกได้ และได้ตัดสินใจสงบศึกระหว่างสองตระกูลลง

วัดนักบุญฟรังซิส เมืองกาสชา

ทำให้หลังเปาโลตายไปได้ราวห้าปี ตระกูลมันชินีและตระกูลชีกุย อดีตอริกัน จึงได้ลงนามเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะทิ้งความบาดหมางระหว่างสองตระกูลไปตลอดกาล และได้แลกเปลี่ยนอ้อมกอดแห่งสันติ ซึ่งได้รับการบันทึกไว้ด้วยรูปปูนเปียกอ้อมกอดแห่งสันติ ณ ที่ผนังวัดนักบุญฟรังซิส เมืองกาสชา บัดนี้ความบาดหมางได้รับการคลายลงแล้ว เรื่องราวต่อไปของท่านนักบุญริตาจะเป็นเช่นไร โปรดติดตามต่อใน 'ริตา' ชีวิตนี้แล้วแต่พระ ตอนจบ (คลิกตรงนี้ได้เลย)


ลำนำ ณ นั่งร้านของ 'มรณสักขีแห่งกมเปียญ' ตอนแรก

  นักบุญมรณสักขีแห่งกมเปียญ St. Martyrs of Compiègne วันฉลอง: 17 กรกฎาคม ‘เลาดาเต โดมินัม โอมเนส เซนเทส’ (นานาชาติเอ๋ย จงสรรเสริญพระยาห์เวห์...